วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ชัยธวัช ชี้คดีโกง สว. สะท้อนวิกฤตระบอบประชาธิปไตย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

 


ชัยธวัช ชี้คดีโกง สว. สะท้อนวิกฤตระบอบประชาธิปไตย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน' 


วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในเวทีเสวนาตามโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากกรณีที่เรียกว่า “โกง สว.” ว่า ตนมีกังวลต่อการโกงเลือก สว. มานานแล้ว ว่าจะทำให้เกิดวิกฤตระบอบประชาไตย


ความกังวลนี้มีมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 การมีรัฐธรรมนูญปี 2560 จนถึงการที่ คสช. ตั้ง สว. จากการแต่งตั้งครั้งแรก ซึ่ง สว. ดังกล่าวมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงมีอำนาจเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย โดย ชัยธวัช อธิบายว่า การพูดประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันน่ากังวลน้อยกว่าในอดีต แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากจะพูดเรื่องการโกง สว. หรือวิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล รวมถึงวิกฤต สว. กกต. และ ป.ป.ช. จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ในบริบทของพัฒนาการทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา และตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน


หากถามว่าคดีโกง สว. ทำให้เกิดความกังวลหรือเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ชัยธวัชไม่เพียงกังวลแง่นี้ แต่ยังกังวลในเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเกือบจะเกิดวิกฤตในกลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น แต่คดีโกง สว. เป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา


ชัยธวัชกล่าวถึงองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจว่า องค์กรลักษณะดังกล่าวควรมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และประชาธิปไตยที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่เห็นว่าองค์กรอิสระ รวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาภายใต้ระบอบการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกเพื่อเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน


ชัยธวัชยกตัวอย่าง ป.ป.ช. ว่า การเลือกฟ้องนักการเมืองคนใดขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นบุคคลดังกล่าวยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ พร้อมระบุว่า หากลองไปถามอดีต สส. ในพรรคพลังประชารัฐหลายคนว่าเคยถูกแบล็กเมลเรื่องอะไร ก็จะเห็นภาพดังกล่าว และเมื่อวันหนึ่งไม่มีอำนาจหรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันแล้ว คดีต่างๆ ก็อาจจะเริ่มกลับมาเดินใหม่ กลไกเหล่านี้มีไว้เพื่อควบคุมและกำกับ โดยใครที่เชื่องก็จะรอดและรอไปก่อน ส่วนใครที่ไม่เชื่องก็จะถูกจัดการ


ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีลักษณะเดียวกัน คือ ใครเชื่องก็รอด ส่วนใครไม่เชื่องก็จะถูกตัดสิทธิ์หรือยุบพรรค สำหรับ สว. ชัยธวัชกล่าวว่า ปัจจุบัน สว. ที่มาจากการโกง แม้จะไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ สว. ก็ยังถือว่าเป็นแกนกลางของกลไกกำกับและควบคุมอำนาจของประชาชนภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นพัฒนาการครั้งล่าสุดของระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร


ชัยธวัชระบุว่า สว. เป็นแกนกลางในการเลือกว่าจะยอมให้ใครเข้ามาเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรใด และมีบทบาทมากกว่านั้น เนื่องจากยังมีองค์กรที่มีกระบวนการแต่งตั้งอื่นๆ อีก เช่น อัยการ และประธานศาลปกครองจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างมากของกลไกดังกล่าว และหน้าที่อีกประการหนึ่งของ สว. คือการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ


หากมองกลุ่มองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึง สว. ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน จะเห็นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นผู้พิทักษ์ระบอบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หลังปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นความพยายามทุกวิถีทาง รวมถึงการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงข้างมากของ สว. ในการรักษาองค์กรพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงินดังกล่าวเอาไว้ต่อไป และมีการใช้ทุกวิถีทางจริงๆ ถึงขนาดบอกว่า “เราทำเพื่อข้างบน”


กรณี สว. หากไม่สามารถช่วยกันจัดการเรื่องนี้ได้ ผลกระทบจะไม่ได้มีเพียงต่อความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจเท่านั้น แต่จะกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งหมด รวมถึงกระทบต่อหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องจัดวางพระราชสถานะให้ทรงเป็นกลางทางการเมือง โดยย้ำว่าเรื่องนี้มีขนาดใหญ่กว่าเรื่องกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมาก


ชัยธวัชกล่าวต่อว่า ปัญหาคือสังคมถูกทำให้เชื่อและรู้สึกว่า สว. เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่ในระบบรัฐสภาไทย และเป็นเหมือนประเพณีทางประชาธิปไตยของไทย ทั้งที่ ชัยธวัช ไม่ได้มองเช่นนั้น โดย สว. ในรูปแบบที่คนไทยรู้จัก เป็นผลผลิตของการรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2490 และถูกตั้งใจให้เป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งมาตั้งแต่แรก หากค้นเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบค่อนข้างชัดว่า มีความตั้งใจให้มีวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง


ทั้งนี้ ชัยธวัชฝากคำถามถึงการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะคำอธิบายของ กกต. ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลที่นำเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต. ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ กกต. โดย ชัยธวัช ไม่เข้าใจว่าเหตุผลดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร สาเหตุที่ในวันนี้มีคนกล้านำเอกสาร พยาน และหลักฐานออกมาเปิดเผย เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ เหลืออยู่กับ กกต. แล้ว


ชัยธวัชกล่าวว่า หาก กกต. ต้องการไม่ให้มีใครนำเอกสารและหลักฐานออกมาเปิดเผย ในวันที่ 14 กันยายน ก็ควรส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเหตุที่การดำเนินการถูกเลื่อนออกไปนั้น กกต. ระบุว่าต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 14 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวควรนำไปตรวจสอบด้วย เพราะเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ระบอบสีน้ำเงิน #คดีโกงสว #ฮั้วสว