ครม.เงาชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานในเงินกู้
4 แสนล้าน “ไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ” ชวนจับตาโครงการพ่วงชื่อ “โซลาร์”
กลายเป็นช่องทางผันเงินให้เครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่
วันที่
25 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ครม.เงาพรรคประชาชน
แถลงผลการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 11 โดย ศิริกัญญา ตันสกุล
รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ
รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ร่วมกันแถลงข้อคิดเห็นต่อความคืบหน้าล่าสุดในการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4
แสนล้านบาท
ศิริกัญญาระบุว่า
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยและเผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็ม
พรรคประชาชนพบประเด็นน่าสนใจจากคำชี้แจงของพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คน
ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าแผนการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
(2 แสนล้านบาท)
ยังไม่ปรากฏแผนงานที่เป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะทำให้เชื่อว่าจะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้
เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาระยะกลางถึงระยะยาว
นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง
เนื่องจากการกู้เงิน 4
แสนล้านบาทจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับหนี้สาธารณะที่กำลังเข้าใกล้กรอบเพดานวินัยการเงินการคลัง
ซึ่งคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญหลายประเด็นเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านและความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย
โดยฝ่ายค้านเตรียมนำข้อมูลเหล่านี้ไปอภิปรายในการพิจารณา พ.ร.ก.
ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ศิริกัญญากล่าวเสริมอีกว่า
นอกจากนี้ยังพบความไม่ชอบมาพากลในแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน
รวมถึงกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดทำแคตตาล็อกสินค้า
ซึ่งอาจมีการกำหนดรหัสสินค้าบางประเภทที่นำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกให้แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ
ด้านศุภโชติระบุว่า
ปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการจัดทำคำของบประมาณที่ใช้วิธีเปิดให้หน่วยงานต่างๆ
เสนอโครงการขึ้นมาจากล่างขึ้นบน ก่อนส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรอง
แทนที่จะเริ่มจากการกำหนดทิศทางและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศให้ชัดเจน
จึงเกิดคำถามตามมาว่า หลังใช้เงิน 2 แสนล้านบาทไปแล้ว
ประเทศไทยจะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นเพียงใด
หรือจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากแค่ไหน
ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้
สำหรับปัญหาที่พบสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มโครงการที่
“ไม่ตรงปก” และโครงการที่ “ไม่มีเนื้อ” โดยในส่วนที่ “ไม่ตรงปก” เช่น
กรณีนโยบายสินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน
จากการชี้แจงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง พบว่าตัวเลข 1 ล้านครัวเรือนยังติดข้อจำกัดด้านศักยภาพของโครงข่ายไฟฟ้า
ขณะที่ขนาดกำลังผลิตต่อครัวเรือนยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็น 3 หรือ
5 กิโลวัตต์ และเงินอุดหนุนที่เคยปรากฏเป็นข่าวว่าจะอุดหนุน 50,000
บาทต่อราย ก็อาจถูกลดเหลือเพียง 30,000 บาท
ส่วนแนวคิด
“ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ”
ซึ่งรัฐบาลเคยระบุว่าประชาชนสามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟไปชำระค่าติดตั้งโซลาร์โดยอัตโนมัตินั้น
ทางการไฟฟ้าฯ ได้ชี้แจงว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎเกณฑ์ปัจจุบัน
เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายรองรับให้ส่งมอบเงินไปชำระยังธนาคารโดยตรง
อีกหนึ่งตัวอย่างคือโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
(EV) วงเงิน 24,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งเป้าไว้ 80,000
คัน ครอบคลุม 7 ประเภท
แต่ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกกลับชี้แจงว่าจะเน้นให้ความสำคัญกับรถแท็กซี่เป็นหลัก
ส่วนรถโดยสารประจำทางจะให้กลับไปใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ
และรถบรรทุกสินค้ายังติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงสถานีชาร์จ
สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อม ทำการบ้านไม่มากพอ
แต่ตั้งโครงการมาโฆษณาไว้ก่อน แล้วค่อยมาหาวิธีการแก้ปัญหาทีหลัง
ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า
สำหรับกลุ่มโครงการที่ “ไม่มีเนื้อ” มีตัวอย่างจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น
โครงการของกรมชลประทานวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท
ซึ่งอ้างชื่อเกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
แต่เมื่อสอบถามรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการ กลับพบว่ายังไร้ความชัดเจน
และเป็นเพียงการจัดซื้อปั๊มน้ำติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น
อีกกรณีคือโครงการของการยางแห่งประเทศไทย
วงเงินประมาณ 10,000
ล้านบาท
เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการยางสู่การทำสวนยางคาร์บอนต่ำ
ซึ่งมีข้อสังเกตว่าเป็นการนำมาตรการ EUDR (กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า)
มาแอบอ้างเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดังนั้น การนำคำว่า
“เปลี่ยนผ่านพลังงาน” มาใช้กับโครงการจำนวนมาก อาจเป็นช่องทางให้เงิน 2 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการทุจริตในอนาคต
ด้านรักชนก
ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท
โดยระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาไม่มีการนัดประชุมอย่างต่อเนื่อง
แม้พรรคประชาชนจะสอบถามหลายครั้ง
จนต้องนำเรื่องไปติดตามผ่านคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจแทน
ทำให้ต้องตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่ามีความจริงใจในการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่
นอกจากนี้
ปัจจุบันคำว่า “โซลาร์”
กำลังกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของโครงการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้
ซึ่งโครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าหลายหมื่นล้านถึงหลักแสนล้านบาท
จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่ามีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวหรือรับรู้ข้อมูลล่วงหน้าหรือไม่
“โครงการนี้มันเป็นเรือโนอาห์ที่จะพาให้
ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือ สส. ของเครือข่ายสีน้ำเงิน
ไปแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือเปล่า” รักชนกกล่าว
รักชนกยังระบุด้วยว่า
ตนได้รับข้อมูลจากข้าราชการว่าหลายพื้นที่เริ่มส่งคำขอโครงการเข้ามาแล้ว
ทั้งที่หลักเกณฑ์การอนุมัติยังไม่มีความชัดเจน
ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการถึงมาก่อน แต่หลักเกณฑ์ยังไม่มา ขณะเดียวกัน
กรรมาธิการฯ ได้ขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน
มอก. สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์
โดยจะตรวจสอบทั้งกรณีที่ไร้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ได้รับมาตรฐาน
(ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้รายเดิม)
และกรณีที่มีผู้ประกอบการบางรายได้รับมาตรฐานใหม่อย่างรวดเร็วในช่วงที่มีเงินกู้
เพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่
พรรคประชาชนยืนยันว่าจะนำข้อมูลจากการติดตามทั้งหมดเข้าสู่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร
เพื่อให้ประชาชนได้เห็นทั้งปัญหาเชิงหลักการ กระบวนการจัดทำโครงการ
และความเสี่ยงในการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ก่อนที่สภาฯ
จะลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก. ต่อไป
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา






