วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ครม.เงาชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานในเงินกู้ 4 แสนล้าน “ไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ” ชวนจับตาโครงการพ่วงชื่อ “โซลาร์” กลายเป็นช่องทางผันเงินให้เครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่

 


ครม.เงาชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานในเงินกู้ 4 แสนล้าน “ไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ” ชวนจับตาโครงการพ่วงชื่อ “โซลาร์” กลายเป็นช่องทางผันเงินให้เครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ครม.เงาพรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 11 โดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข้อคิดเห็นต่อความคืบหน้าล่าสุดในการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท


ศิริกัญญาระบุว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยและเผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็ม พรรคประชาชนพบประเด็นน่าสนใจจากคำชี้แจงของพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าแผนการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (2 แสนล้านบาท) ยังไม่ปรากฏแผนงานที่เป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะทำให้เชื่อว่าจะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาระยะกลางถึงระยะยาว


นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง เนื่องจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับหนี้สาธารณะที่กำลังเข้าใกล้กรอบเพดานวินัยการเงินการคลัง ซึ่งคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญหลายประเด็นเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านและความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย โดยฝ่ายค้านเตรียมนำข้อมูลเหล่านี้ไปอภิปรายในการพิจารณา พ.ร.ก. ที่กำลังจะเกิดขึ้น


ศิริกัญญากล่าวเสริมอีกว่า นอกจากนี้ยังพบความไม่ชอบมาพากลในแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดทำแคตตาล็อกสินค้า ซึ่งอาจมีการกำหนดรหัสสินค้าบางประเภทที่นำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกให้แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ


ด้านศุภโชติระบุว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการจัดทำคำของบประมาณที่ใช้วิธีเปิดให้หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการขึ้นมาจากล่างขึ้นบน ก่อนส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะเริ่มจากการกำหนดทิศทางและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศให้ชัดเจน จึงเกิดคำถามตามมาว่า หลังใช้เงิน 2 แสนล้านบาทไปแล้ว ประเทศไทยจะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นเพียงใด หรือจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากแค่ไหน ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้


สำหรับปัญหาที่พบสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มโครงการที่ “ไม่ตรงปก” และโครงการที่ “ไม่มีเนื้อ” โดยในส่วนที่ “ไม่ตรงปก” เช่น กรณีนโยบายสินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน จากการชี้แจงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง พบว่าตัวเลข 1 ล้านครัวเรือนยังติดข้อจำกัดด้านศักยภาพของโครงข่ายไฟฟ้า ขณะที่ขนาดกำลังผลิตต่อครัวเรือนยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็น 3 หรือ 5 กิโลวัตต์ และเงินอุดหนุนที่เคยปรากฏเป็นข่าวว่าจะอุดหนุน 50,000 บาทต่อราย ก็อาจถูกลดเหลือเพียง 30,000 บาท


ส่วนแนวคิด “ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ” ซึ่งรัฐบาลเคยระบุว่าประชาชนสามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟไปชำระค่าติดตั้งโซลาร์โดยอัตโนมัตินั้น ทางการไฟฟ้าฯ ได้ชี้แจงว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎเกณฑ์ปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายรองรับให้ส่งมอบเงินไปชำระยังธนาคารโดยตรง


อีกหนึ่งตัวอย่างคือโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) วงเงิน 24,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งเป้าไว้ 80,000 คัน ครอบคลุม 7 ประเภท แต่ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกกลับชี้แจงว่าจะเน้นให้ความสำคัญกับรถแท็กซี่เป็นหลัก ส่วนรถโดยสารประจำทางจะให้กลับไปใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ และรถบรรทุกสินค้ายังติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงสถานีชาร์จ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อม ทำการบ้านไม่มากพอ แต่ตั้งโครงการมาโฆษณาไว้ก่อน แล้วค่อยมาหาวิธีการแก้ปัญหาทีหลัง


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มโครงการที่ “ไม่มีเนื้อ” มีตัวอย่างจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น โครงการของกรมชลประทานวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งอ้างชื่อเกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เมื่อสอบถามรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการ กลับพบว่ายังไร้ความชัดเจน และเป็นเพียงการจัดซื้อปั๊มน้ำติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น


อีกกรณีคือโครงการของการยางแห่งประเทศไทย วงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการยางสู่การทำสวนยางคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าเป็นการนำมาตรการ EUDR (กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า) มาแอบอ้างเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดังนั้น การนำคำว่า “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” มาใช้กับโครงการจำนวนมาก อาจเป็นช่องทางให้เงิน 2 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการทุจริตในอนาคต


ด้านรักชนก ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาไม่มีการนัดประชุมอย่างต่อเนื่อง แม้พรรคประชาชนจะสอบถามหลายครั้ง จนต้องนำเรื่องไปติดตามผ่านคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจแทน ทำให้ต้องตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่ามีความจริงใจในการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่


นอกจากนี้ ปัจจุบันคำว่า “โซลาร์” กำลังกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของโครงการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ ซึ่งโครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าหลายหมื่นล้านถึงหลักแสนล้านบาท จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่ามีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวหรือรับรู้ข้อมูลล่วงหน้าหรือไม่


โครงการนี้มันเป็นเรือโนอาห์ที่จะพาให้ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือ สส. ของเครือข่ายสีน้ำเงิน ไปแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือเปล่า” รักชนกกล่าว


รักชนกยังระบุด้วยว่า ตนได้รับข้อมูลจากข้าราชการว่าหลายพื้นที่เริ่มส่งคำขอโครงการเข้ามาแล้ว ทั้งที่หลักเกณฑ์การอนุมัติยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการถึงมาก่อน แต่หลักเกณฑ์ยังไม่มา ขณะเดียวกัน กรรมาธิการฯ ได้ขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน มอก. สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ โดยจะตรวจสอบทั้งกรณีที่ไร้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ได้รับมาตรฐาน (ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้รายเดิม) และกรณีที่มีผู้ประกอบการบางรายได้รับมาตรฐานใหม่อย่างรวดเร็วในช่วงที่มีเงินกู้ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่


พรรคประชาชนยืนยันว่าจะนำข้อมูลจากการติดตามทั้งหมดเข้าสู่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประชาชนได้เห็นทั้งปัญหาเชิงหลักการ กระบวนการจัดทำโครงการ และความเสี่ยงในการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ก่อนที่สภาฯ จะลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก. ต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา