นพ.เหวง
โตจิราการ :
เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (10)
4.
“ฆ่าแล้วเผา” “ประชุมชาวนาเพื่อยื่นเรื่องต่อรัฐบาลโดยศูนย์นิสิตฯ ”ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีอยู่สองเรื่อง
4.1.
เรื่องภาพยนต์ “ฆ่าแล้วเผา” ผมได้ไปดูภาพยนตร์ “ฆ่าแล้วเผา” ที่
โรงภาพยนต์พาราเม้าท์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สร้างโดย บริษัทเมโทร โกล้เมเยอร์
เนื้อเรื่องเป็นการเปิดเผยการกดขี่ขูดรีดอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตของนายทุนเจ้าของไร่อ้อยที่กดค่าแรง
ปลูกอ้อยและตัดอ้อย สวัสดิภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ต่ำทราม เมื่อชาวไร่อ้อย
รุกขึ้นสู้หนัก ๆ เข้า
พวกนายทุนอ้อยก็เอากองกำลังติดอาวุธล้อมไร่อ้อยหลายร้อยไร่
พร้อมกับใช้น้ำมันราดลงไปในไร่อ้อยโดยรอบ เอาเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธไล่ยิง จุดไฟเผา
แล้วมีกองกำลังติดอาวุธล้อมรอบ
คอยเล็งยิงชาวไร่อ้อยที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของพวกเขาหนีตายจากเปลวเพลิงอย่างสนุกมือ
ตายเป็นเรือนร้อยเรือนพัน ผมดูแล้วก็คิดว่า
อยากจะให้เพื่อนพี่น้องนักศึกษาในมหิดลได้ดูให้มาก จึงคิดนำมาฉายใน มหิดล
เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า
ในห้องโถงประชุมคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีน่าจะเหมาะ
ผมก็ขออนุญาตจากคณบดีและผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพื่อฉายให้ดูฟรี
แต่ที่เป็นปัญหาคือ
มีเพื่อนเขาทำ “Questionaire”
ถามตอบในทำนองว่า เมื่อมีการกดขี่ขูดรีดแล้วจะทำอย่างไร
ต้องสู้หรือไม่ อย่างไร
ในตอนนั้นผมไม่ได้มีส่วนในการทำเอกสารถามตอบ
และไม่มีจุดมุ่งหมายในการปลุกระดมใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่เมื่อผมเป็นนายกสโมสรและผมรับผิดชอบในการขออนุญาตฉาย ผมจึงต้องรับผิดชอบทั้งหมด
ผมก็แสดงความรับผิดชอบโดยไม่ตอบคำถามอาจารย์ที่ถามว่า
“ใครทำแบบสอบถาม ทำด้วยจุดประสงค์อะไร” จนถึงวันนี้ผมยังไม่ไปสืบค้นเลยครับว่า
“ใครทำแบบสอบถามและทำด้วยจุดประสงค์อะไร” เพราะผมไม่ต้องการให้
พวกเขาเหล่านั้นต้องเดือดร้อนมารับผิดชอบร่วมกับผมด้วย
ซึ่งในปี
2517-18 กระแสต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในไทยรุนแรงมาก
ผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนผม
ในลักษณะว่านี่เป็นการโฆษณาเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์หรือไม่ อย่างไร? ผมยืดอกขึ้นรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
4.2. อีกเรื่องก็คือเรื่อง ที่ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
เขาไม่มีที่ประชุมขนาดใหญ่
แม้เมื่อมีคณะเภสัชศาสตร์เป็นสถานที่ทำงานแล้ว
แต่สถานที่ดังกล่าวประชุมประชาชนไม่ได้ ประชุมแกนนำประชาชนไม่ได้
เพราะเป็นโถงห้องแล๊ปกว้าง ๆเท่านั้น (ขนาดประมาณ 12x8 เมตรเท่านั้นครับ)
เมื่อศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยต้องการประชุมสมัชชาเกษตรกรชาวนารายย่อย
หรือสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย เพื่อสรุปปัญหาเพื่อนำไปรายงานรัฐบาล
ผมก็เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการนำพาพวกเขาทั้งหมดมาประชุมกันที่ห้องประชุมของ
ภาควิชาอายุรศาสตร์
คราวนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ
เพราะผมถูกเรียกตัวเข้าสอบ ด้วยทำผิดระเบียบคณะที่ไม่ได้ขออนุญาตใช้ห้องประชุมตามกฎเกณฑ์
แต่การประชุมก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย และได้นำเสนอต่อรัฐบาลอาจารย์สัญญาในเวลานั้นเรียบร้อยดีครับ
แต่ผม “ถูกภาคทัณฑ์ครับ”
5.
“กรณีเท็มโก้” และ “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง”
ในระหว่างเป็นกรรมการบริหารศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยนั้น
ได้เข้าร่วมทุกการชุมนุมทุกการเคลื่อนไหว แต่ขอกล่าวถึงการเคลื่อนไหวที่เห็นว่ามีความสำคัญสักสองเรื่อง
5.1
เรื่องต่อต้าน บริษัทเท็มโก้ สรุปเนื้อหาคือ
ต้องการสงวนทรัพยากรของคนไทยเอาไว้ให้คนไทยใช้ เพราะในตอนนั้นบริเวณภาคใต้มีทรัพยากรทังสเตน
ดีบุกมากมายที่มีมูลค่าสูง และอาจจะมีแร่พลูโตเนียมด้วย
เพราะโลหะหนักทั้งหลายมักจะมีอยู่พร้อม ๆ กัน
ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะมีพลูโตเนียมซึ่งเป็นสารวัตถุดิบในการทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และระเบิดปรมาณู
และความจริงก็มีจริง!!!
ศนท.ก็ต่อต้าน
ในครั้งนั้นได้ ผู้ว่า ธวัช มกราพงษ์ เป็นผู้ให้การสนับสนุนที่สำคัญ
ผู้ว่าธวัชโดนลอบยิงหลายครั้งแต่ไม่เสียชีวิต
ผมเป็นแกนหลักในการเข้าร่วมอย่างสำคัญ
ในที่สุดรัฐบาลก็ทบทวนและยกเลิกโครงการนี้ไป
ทำให้เราสามารถสงวนทรัพยากรดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์กับไทย
5.2. เรื่องถีบลงเขา เผาลงถังแดง ในสมัยจอมพลทรราชย์ถนอม
ความรุนแรงในเรื่องการปราบคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่กระแสสูง
เจ้าหน้าที่ราชการโดยเฉพาะทหารบางหน่วย บางคน วางอำนาจบาตรใหญ่ และกระทำการเกินหน้าที่
เมื่อไม่ได้ดังใจก็จะใส่ความตั้งข้อหาให้เป็นคอมมิวนิสต์ เช่น เมื่อไปยังหมู่บ้านไหนก็เรียกร้องการต้อนรับขับสู้
ทั้งอาหารมีการเชือดเป็ด ไก่ หมู ล้มวัว ควายและนำเหล้ามาเลี้ยง
ยังต้องนำหญิงงามหรือลูกสาว เมียสาว มาสังเวย หากไม่ปรนนิบัติรับใชัดังกล่าว
ก็จะถูกกล่าวหาว่ากระด้างกระเดื่องไม่พอใจ หนักเข้า ตั้งข้อหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์
แล้วก็
“ฆ่าทิ้ง” ด้วยวิธีอำมหิตป่าเถื่อน ดังกล่าวคือ “นำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ถีบลงเขา หรือ
เผาลงถังแดง”
ประชาชนในหลายจังหวัดภาคใต้
อาทิ พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง กระบี่ จำนวนนับพันได้รับชะตากรรมอันเลวร้าย
ดังกล่าว
พวกเขาส่งตัวแทนมาร้องเรียนกับ
ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ผมจึงลงไปยังพื้นที่พร้อมกับเลขาธิการศนท.และรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ไปศึกษาปัญหาในพื้นที่และนำประชาชนมาปราศรัยยังสนามหลวงจนทำให้เรื่องดังกล่าว
ระงับไปในที่สุด แต่ก็ไม่สามารถนำเอา “ฆาตกรดังกล่าวมาลงโทษ” ได้
ทั้งหมดเป็นการเล่าเรื่องจากความทรงจำ
ซึ่งอาจจะไม่ครบถ้วน และบางเรื่องอาจจะยังพร่ามัว
หากท่านผู้ใดที่มีข้อมูลที่ยืนยันได้
จะกรุณาช่วยเสนอแนะปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็จักเป็นพระคุณยิ่ง
นพ.เหวง
โตจิราการ
5 ก.ย. 56
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง



