วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไจโกะ” 2 ปี คดี ม.112 เหตุทวีตรูป ร.9 เห็นว่า การกระทำต่ออดีตกษัตริย์ส่งผลถึงกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ทำให้คดีสิ้นสุดลง-ต้องเข้าเรือนจำทันที

 


ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไจโกะ” 2 ปี คดี ม.112 เหตุทวีตรูป ร.9 เห็นว่า การกระทำต่ออดีตกษัตริย์ส่งผลถึงกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ทำให้คดีสิ้นสุดลง-ต้องเข้าเรือนจำทันที


เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีของ “ไจโกะ” หรือที่เคยใช้นามสมมติว่า “ใจ” อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีทวีตรูปและพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2563


ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเห็นว่า มาตรา 112 ต้องตีความมุ่งคุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ อีกทั้งตัวบทไม่ได้ระบุว่ากษัตริย์ต้องเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ แม้จะสวรรคตไปแล้วการกระทำของจำเลยก็กระทบต่อกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ 


คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นผลให้คดีสิ้นสุดและเธอถูกนำไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาทันที ทำให้ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนอย่างน้อย 50 คน ในจำนวนดังกล่าวมีผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดตามมาตรา 112 จำนวนอย่างน้อย 21 คน 


ศูนย์ทนายฯเปิดเผยว่า วันนี้ (15 ต.ค. ) ตั้งแต่ก่อนเวลานัด ที่หน้าห้องพิจารณาคดี 609 ไจโกะเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมครอบครัวและกลุ่มเพื่อน รวมถึงประชาชนที่สนใจในคดีและภาคประชาสังคม ได้แก่ Thumbrights รวมกันราว 20 คน 


เวลา 09.03 น. เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ขานชื่อจำเลยแต่ละคดี โดยขานชื่อไจโกะเป็นคนแรก เธอได้เดินเข้าห้องพิจารณาคดีกับบิดาและมารดา ส่วนกลุ่มเพื่อนและญาติที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจวันนี้รออยู่ด้านนอก เนื่องจากภายในห้องพิจารณามีขนาดเล็กและมีคู่ความคดีอื่นจำนวนหลายคดี 


เวลา 09.16 น. ผู้พิพากษาชายสวมชุดครุยมีแถบสีแดงออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีไจโกะเป็นคดีแรก หลังจากนั้นศาลได้ให้นั่งรอและเปิดซองคำพิพากษาศาลฎีกา สรุปสาระสำคัญได้ว่า คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมศึกษาแล้ว คดีมีปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่สองศาลได้พิพากษาหรือไม่


🔻ในประเด็นแรก จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์และโพสต์ข้อความตามฟ้อง


โจทก์มี พ.ต.ต.ประยุทธ สอนสวาท เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจากกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ผู้สืบสวนเข้าเบิกความว่า ในช่วงปลายปี 2563 - ก.พ. 2564 มีผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ จากการนำชื่อไปค้นพบว่าเป็นผู้ใช้บัญชี Instagram และเฟซบุ๊ก


เมื่อเข้าไปดูในเฟซบุ๊กพบภาพหญิงคล้ายภาพในบัญชีทวิตเตอร์ และพบภาพสวมชุดนักเรียนและชุดพละโดยมีชื่อและนามสกุลปักอยู่บนอก จึงได้ค้นในทะเบียนราษฎรและพบว่าภาพในทะเบียนราษฎรมีความคล้ายกัน 98% บางภาพในเฟซบุ๊กเป็นภาพส่วนตัวที่มีเพียงเจ้าตัวสามารถโพสต์ได้


เห็นว่า พ.ต.ต.ประยุทธ ทำตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจะกลั่นแกล้งหรือให้จำเลยรับความผิดตามอาญา การกระทำตามหน้าที่ของเจ้าพนักงานอีกทั้งการโพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเกิดเหตุในการโพสต์ทวิตเตอร์และทะเบียนราษฎรมีภาพที่คล้ายคลึงกับจำเลยถึง 98% จึงเชื่อว่าเป็นบุคคลเดียวกัน


นอกจากนี้หลังรับทราบข้อกล่าวหา ภาพและโพสต์ถูกลบในเวลาที่สอดคล้องกัน และจำเลยไม่ได้นำสืบว่าไม่ใช่ภาพของจำเลย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


🔻ประเด็นที่สอง จำเลยฎีกาว่าข้อความที่โพสต์ถึงรัชกาลที่ 9 ไม่ใช่รัชกาลที่ 10 การตีความมาตรา 112 ขยายไปถึงอดีตกษัตริย์เป็นการตีความเกินตัวบท


เห็นว่า มาตรา 112 บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นความผิดต่อความมั่นคง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”


สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”


เห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งประสงค์คุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะของคนไทย การตีความจึงต้องมุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศ อีกทั้งมาตรา 112 ไม่ได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ 


หากตีความเช่นนั้น อาจเกิดการละเมิดให้กระทบกับกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความเชื่อ ความศรัทธา แม้จะสวรรคตไปแล้วก็กระทบต่อกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ซึ่งสืบสันติวงศ์และผูกพันตามสายโลหิต ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ได้วินิจฉัยเกินตัวบท ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็นเกินสมควร ไม่ได้มีผลต่อการติชมทางวิชาการและการติชมโดยสุจริต 


🔻ประเด็นที่สาม จำเลยฎีกาว่าไม่ได้ผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)


เมื่อมีความผิดตามมาตรา 112 แล้ว จำเลยเป็นผู้นำเข้าความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ หากมีคนหลงเชื่อจำนวนมาก อาจก่อให้เกิดการรวมตัวและก่อให้เกิดความไม่สงบได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับสองศาลล่างว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3)


🔻ประเด็นสุดท้าย จำเลยขอให้รอการลงโทษหรือให้พิพากษาในโทษที่ต่ำที่สุด


เห็นว่า โทษของมาตรา 112 ระวางโทษ 3-15 ปี ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ศาลชั้นต้นลดโทษ 1 ใน 3 ตามมาตรา 76 ลงโทษจำคุก 2 ปี ซึ่งเป็นโทษที่ต่ำที่สุดแล้ว ไม่อาจลงโทษให้ต่ำกว่านี้ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรงกระทบต่อพระเกียรติยศ กระทบต่อความเชื่อความศรัทธา ไม่สมควรรอการลงโทษ


ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา


หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำเอกสารมาให้ไจโกะลงลายมือชื่อ เธอได้หันไปหาบิดาและมารดาที่นั่งอยู่ด้านหลังและจับมือมารดาไว้แน่นพร้อมกับฝืนยิ้มและกลั้นน้ำตาไว้ ก่อนที่จะถูกนำตัวไปยังห้องคุมขังที่ใต้ถุนศาลเพื่อรอส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางภายในวันนี้ทันที เนื่องจากคดีสิ้นสุดลง โดยมีครอบครัวและเพื่อน ๆ ราว 20 คน เดินไปส่งเธอ


ข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112

‘ศุภณัฐ’ ชี้แอป ‘ทางรัฐ’ ไร้ฟังก์ชันแนบรูป ทำอนุมัติเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า จี้รัฐเร่งแก้ พร้อมเตือนวงเงินเยียวยากำลังจะหมด วอน ครม. เพิ่มงบด่วน

 


‘ศุภณัฐ’ ชี้แอป ‘ทางรัฐ’ ไร้ฟังก์ชันแนบรูป ทำอนุมัติเยียวยาน้ำท่วมล่าช้า จี้รัฐเร่งแก้ พร้อมเตือนวงเงินเยียวยากำลังจะหมด วอน ครม. เพิ่มงบด่วน


วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมสำหรับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเปิดเผยสถิติล่าสุดว่ามีการยื่นคำร้องเข้ามาทั้งสิ้น 799,504 ราย (อาจมีกรณีซ้ำกันในระดับครอบครัว) โดยได้รับการอนุมัติแล้ว 205,036 ครัวเรือน (คิดเป็น 26% ของคำร้อง) และมีการโอนเงินให้แก่ประชาชนแล้ว 165,054 ครัวเรือน (คิดเป็น 20% ของคำร้อง)


สำหรับสาเหตุหลักของความล่าช้า ศุภณัฐระบุว่า ในกรณีที่ประชาชนแจ้งว่าน้ำท่วมเข้าบ้านไม่เกิน 7 วัน และบ้านได้รับความเสียหาย คำว่า ‘เสียหาย’ จำเป็นต้องมีรูปถ่ายประกอบการพิจารณา แต่เนื่องจากแอปพลิเคชันทางรัฐไม่มีฟังก์ชันเปิดให้แนบรูปถ่าย เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องตีเรื่องกลับเพื่อให้ประชาชนส่งรูปเพิ่มเติม ทำให้กระบวนการพิจารณาอนุมัติหยุดชะงัก


เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ศุภณัฐได้เสนอแนะแนวทางเร่งด่วน 2 ส่วน ได้แก่


1. ขอให้รัฐบาลรีบเพิ่มฟังก์ชันแนบรูปในแอปพลิเคชันทางรัฐ และเปิดระบบให้ผู้ที่ยื่นเรื่องไปแล้วสามารถทยอยแนบรูปภาพเพิ่มเติมได้ทันที ซึ่งตนได้แจ้งปัญหาและเสนอแนะแนวทางนี้ต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว


2. สำหรับผู้ที่ยื่นขอเงินเยียวยา 9,000 บาท ผ่านแอปทางรัฐไปแล้ว แนะนำให้ดำเนินการเพิ่มเติมโดยการเข้าไปที่เว็บไซต์ claim.bangkok.go.th เพื่อยื่นขอเงินช่วยเหลือค่าซ่อมบ้านไม่เกิน 88,600 บาท และแนบรูปถ่ายน้ำท่วมเข้าบ้านไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถดึงข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาได้ หรือรอให้เจ้าหน้าที่ติดต่อแจ้งช่องทาง LINE ID เพื่อส่งรูปถ่ายประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมต่อไป


นอกจากปัญหาด้านระบบแล้ว ศุภณัฐยังได้ย้ำเตือนเรื่องงบประมาณว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติวงเงินช่วยเหลือรวม 5,291 ล้านบาท แบ่งเป็นงบก้อนกลางที่ กทม. และอีกกว่า 60 จังหวัดใช้ร่วมกัน 4,700 ล้านบาท และส่วนอื่นอีก 591 ล้านบาท ปัจจุบันวงเงินก้อนใหญ่ดังกล่าวถูกใช้ไปแล้วถึง 3,000 ล้านบาท (ช่วยเหลือไปแล้วประมาณ 390,000 ครัวเรือน) และเหลือวงเงินอีกเพียง 2,291 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือได้อีกราว 300,000 ครัวเรือนเท่านั้น


ในขณะที่เคสของ กทม. ที่ยังรอการพิจารณาและยังไม่ได้โอนเงินมีมากถึง 630,000 เคส ยังไม่รวมกับเคสในต่างจังหวัดอีกหลายแสนเคส ทำให้คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ วงเงินจะชนเพดานตามมติ ครม. เดิมอย่างแน่นอน ศุภณัฐจึงขอเสนอให้มีการเสนอวาระต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติวงเงินเยียวยาเพิ่มอีกหนึ่งรอบโดยด่วน เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอในการเยียวยาพี่น้องผู้ประสบภัยทุกคนอย่างทั่วถึง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #ทางรัฐ #เยียวยาน้ำท่วม

ผู้ประกันตน ยื่นหนังสือถึง 'อธิการฯนิด้า' กรณีบุคลากรเหยียดผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ จี้ให้แสดงความรับผิดชอบ ขอโทษผู้ประกันตน ย้ำเห็นต่างได้แต่ต้องไม่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง ลดทอนศักดิ์ศรีมนุษย์


ผู้ประกันตน ยื่นหนังสือถึง 'อธิการฯนิด้า' กรณีบุคลากรเหยียดผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ จี้ให้แสดงความรับผิดชอบ ขอโทษผู้ประกันตน ย้ำเห็นต่างได้แต่ต้องไม่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชัง ลดทอนศักดิ์ศรีมนุษย์


เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ถนนเสรีไทยบางกะปิ กรุงเทพฯ ผู้ประกันตนรวมตัวยื่นหนังสือถืงอธิการบดี กรณีภายหลังการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ในคืนวันเดียวกัน รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเป็นภาพคำสอนของพระธรรมโกศาจารย์ หรือ พุทธทาสภิกขุ พร้อมเขียนข้อความว่า


“ประชาชนคุณภาพต่ำ ประชากรคุณภาพต่ำ ผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ เราเลือกตั้งทีไรก็ได้คุณภาพต่ำบรรลัยเสมอ ประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง คือวิธีการที่เลวร้ายที่สุดเสมอ สำหรับประเทศไทย”


ซึ่งทำให้มีประชาชนจำนวนมากส่งเสียงสะท้อนและตั้งคำถามถึงบทบาทของสถาบันการศึกษา จากกรณีดังกล่าว


ต่อมาวานนี้ (14 ต.ค.) กลุ่มผู้ประกันตนและเครือข่ายแรงงานจึงได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อเรียกร้องให้ทางสถาบันแสดงความรับผิดชอบและตรวจสอบวินัย รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


โดยในหนังสือระบุว่าขอให้ตรวจสอบจรรยาบรรณของบุคลากรทางวิชาการ


วันที่ 14 เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2569 เรื่อง ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณามาตรการทางวินัย กรณีการใช้ถ้อยคำที่อาจดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนและผู้ประกันตน


เรียน อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)


สิ่งที่ส่งมาด้วย : 1. รูปภาพข้อความที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ 2.รายชื่อผู้ประกันตน ร่วมยื่นข้อร้องเรียน


ข้าพเจ้า นายธวัช ภักดีสกุลวงศ์ ในนามผู้ประกันตน มาตรา 33 และคณะผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ขอร้องเรียนให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ตรวจสอบกรณีข้อความที่ปรากฏในภาพเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งระบุชื่อ รศ.คร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณทิตพัฒนบริหารศาสตร์


โดยมีข้อความ ส่วนหนึ่ง กล่าวถึงประชาชน และผู้ประกันตนในลักษณะที่ว่า "ประชาชนคุณภาพต่ำ ประชากรคุณภาพต่ำ ผู้ประกันลนคุณภาพต่ำ" รวมถึงข้อความที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้งการเลือกตั้ง คือวิธีการที่เลวร้ายที่สุดเสมอ สำหรับประเทศไทย”


ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าวตามที่ปรากฏในภาพ หากเป็นข้อความที่เผยแพร่ โดยบุคคลตามที่ระบุจริงและมิได้ถูกตัดทอนจนทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นประเด็นที่สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เนื่องจากอาจทำให้ประชาชน ผู้ประกันตนรู้สึกว่าตัวเองถูกดูหมิ่น ลดทอนคุณค่า หรือไม่ได้รับความเคารพในฐานะสมาชิกของสังคม


ประชาชนและผู้ประกันตนเป็นผู้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิแสดงความคิดเห็น และมีสิทธิได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีความคิดเห็นทางการเมือง ระดับการศึกมา ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือความแตกต่างทางสังคม

 

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนาจำกัดเสรีภาพทางวิชาการหรือสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของอาจารย์ แต่เห็นว่าเสรีภาพดังกล่าวควรมาพร้อมกับความรับผิดชอบ โดยเฉพาะบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้ สร้างวิจารณญาณ และเป็นแบบอย่างด้านการใช้เหตุผลและการเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น การแสดงความคิดเห็น เชิงวิพากษ์สามารถกระทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำที่อาจทำให้ประชาชนกลุ่มกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง รู้สึกว่าถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม


เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และรักษามาตรฐานด้านจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของสถาบัน ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านดำเนินการดังต่อไปนี้


1. ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการสื่อสาร และข้อเท็จริงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ชัดว่า ข้อความดังกล่าวเป็นของบุคคลตามที่ระบุจริงหรือไม่ และมีเจตนามีความหมายอย่างไร โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถกร้องเรียนชี้แจงอย่างเป็นธรรม


2. ขอให้พิจารณาความเหมาะสมด้านจรรยาบรรณและความรับผิดชอบทางวิชาการ


ขอให้พิจารณาว่าถ้อยคำและวิธีการสื่อสารดังกล่าวสอดคล้องกับข้อบังคับ ระเบียบ จรรยาบรรณ (และความประพฤติของบุคลากรสถาบันหรือไม่ โดยคำนึงถึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน ผู้ประกันตนความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อสถาบัน)


3. ขอให้ดำเนินมาตรการทางวินัยอย่างเหมาะสม หากพบว่ามีการกระทำผิด


หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบหรือจรรยาบรรณจริง ขอให้สถาบันพิจารณามาตรการที่เหมะสมและได้สัดส่วนกับกับข้อเท็จจริงและความร้ายแรงของการกระทำ ตั้งแต่การตักเตือน การกำหนดมาตรการแก้ไขปรับปรุงความประพฤติ ไปจนถึงการดำเนินการทางวินัยตามอำนาจและระเบียบที่เกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ หากพบว่ามีเหตุร้ายแรง ขอให้พิจารณามาตรการที่เข้มงวดตามที่กฎหมายและข้อบังคับอนุญาต


4. ขอให้พิจารณาการชี้แจงหรือการแก้ไขผลกระทบต่อสาธารณะ


หากตรวจสอบแล้วพบว่าการสื่อสารดังกล่าวไม่เหมาะสมหรือก่อให้เกิดความเสียหาย ขอให้สถาบันพิจารณาให้มีการชี้แจงต่อสาธารณะ และดำเนินการแก้ไขผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมถึงการแเสดงความรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้


5. ขอให้แจ้งผลการดำเนินการแก่ผู้ร้องเรียน ขอให้สถาบันแจ้งผลการรับเรื่อง ผลการตรวจชอบ และมาตรการดำเนินการตามที่สามารถเปิดเผยได้ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการรักษามาตรฐานจริยธรรมของบุคลากรทางวิชาการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน


ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า การร้องเรียนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการตรวจตอบข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือกล่าวหาบุคคลโดยปราศจากหลักฐาน แต่เห็นว่าการใช้ถ้อยคำที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีของประชาชนเป็นเรื่องที่สถาบันการศึกษา ควรให้ความสำคัญ และควรมีมาตรฐานในการพิจารณาอย่างชัดเจนและเท่าเทียม


จึงเรียนม่เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง เป็นธรรม และโปร่งใส เพื่อรักษาเกียรติภูมิของสถาบันและมาตรฐานความประพฤติของบุคลากรทางวิชาการ ตลอดจนยืนยันหลักการว่าประชาชนทุกคนสมควรได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


ขอแสดงความนับถือ

นายธวัช ภักดีสกุลวงศ์

ผู้ประกันตนมาตรา 33


นอกจากนี้ ประชาชนผู้ประกันตน มาตรา 39 ได้เขียนหนังสือถึงอธิการฯนิด้า ขอให้ตรวจสอบจริยธรรมและพฤติกรรมของบุคลากร กรณีโพสต์ดูหมิ่นผู้ประกันตนด้วย ระบุว่า


เรียน อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และคณะกรรมการจริยธรรม


ข้าพเจ้าในฐานะประชาชนและผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมคนหนึ่ง ที่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา


ขอร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณี ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 มีใจความว่า


"ประชาชนคุณภาพต่ำ ประชากรคุณภาพต่ำ ผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ เราเลือกตั้งทีไรก็ได้คุณภาพต่ำบรรลัยเสมอ..."


ข้าพเจ้าเห็นว่าข้อความดังกล่าว


เป็นการดูหมิ่น เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนผู้ประกันตนกว่า 700,000 คน ที่ตื่นตัวออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมาย


ไม่เหมาะสมกับสถานะของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ซึ่งควรเป็นแบบอย่างทางวิชาการที่มีจริยธรรมและเคารพประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษีที่สนับสนุนสถาบัน


อาจเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณบุคลากรของ NIDA และสร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของสถาบันเป็นอย่างยิ่ง


จึงใคร่ขอให้ทางสถาบันได้โปรดพิจารณาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามระเบียบจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมในลักษณะนี้ซ้ำอีก


ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งอาจารย์ แต่ต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของผู้ประกันตนทุกคน และปกป้องชื่อเสียงของสถาบัน NIDA ที่ดิฉันเคารพค่ะ


จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ด้วยความเคารพ

ลัดดา แจ่มจ่าย

ผู้ประกันตน มาตรา 39

วันที่ 14 ตุลาคม 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม #นิด้า #ผู้ประกันตน







เครือข่ายต้านธนาคารโลก–IMF ชุมนุมเดินขบวนไปศูนย์สิริกิติ์ฯ ตำรวจสกัดขบวน-ใช้ความรุนแรงดึงป้ายผ้า ผู้ชุมนุมปักหลักอยู่แยกพระราม 4

 


เครือข่ายต้านธนาคารโลก–IMF ชุมนุมเดินขบวนไปศูนย์สิริกิติ์ฯ ตำรวจสกัดขบวน-ใช้ความรุนแรงดึงป้ายผ้า ผู้ชุมนุมปักหลักอยู่แยกพระราม 4


วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จัดการชุมนุม “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต NO WORLD BANK × NO IMF” โดยนัดหมายรวมตัวที่แยกศุลกากรก่อนเดินขบวนไปปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ไม่เอานโยบายเศรษฐกิจที่กดทับคนจน สร้างความเหลื่อมล้ำ ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยืนยันว่าประชาชนต้องมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเอง


ตั้งแต่ช่วงเช้า ประชาชนหลายภาคส่วนจากทั่วประเทศหลายร้อยคนรวมตัวกันที่แยกศุลกากร ก่อนมีการประกาศเจตนารมณ์และเริ่มเดินขบวนในเวลา 07.50 น. โดยมีการสวมหน้ากากผู้นำทางเศรษฐกิจหลากหลายคนในการประชุมเดินนำขบวนเป็นเชิงสัญลักษณ์ อีกทั้งยังมีการถือป้ายข้อความ ตลอดจนการปราศรัยสื่อสารข้อเรียกร้องตลอดเส้นทาง


ขบวนเดินเท้ามาถึงบริเวณแยกพระราม 4 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นถนนพร้อมโล่และกระบอง จึงทำให้ขบวนเดินไปข้างหน้าต่อไม่ได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ชูป้ายแจ้งเตือนและอ่านประกาศข้อกำหนดการชุมนุมสาธารณะ ยืนยันคำสั่งไม่อนุญาตให้เดินทางไปยังศูนย์สิริกิติ์ฯ กลุ่มผู้ชุมนุมจึงต้องถอยกลับมาปักหลักที่บริเวณแยกพระราม 4 เพื่อรอทีมเจรจาเข้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ และยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเดินเท้าไปยังเป้าหมายหลัก คือ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตามที่ได้แจ้งการชุมนุมไว้


ระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยการนำแผ่นป้ายผ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีข้อความเรียกร้อง “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต NO WORLD BANK × IMF” แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้น และพยายามผลักดัน ตลอดจนใช้กำลัง เกิดการยื้อยุดฉุดกระชากแย่งป้ายผ้าจนผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งมีการนำแผงเหล็กกั้นและเคเบิลไทด์มาปิดกั้นทางขึ้นสะพานลอย


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักการชุมนุมและปราศรัยอยู่ที่บริเวณแยกพระราม 4 เนื่องจากยังไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปยังหน้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #IMF #WorldBank #เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ #WBIMF2026