วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จากเพื่อนถึงเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต ถึงเพื่อนในเรือนจำ พร้อมร่วมส่งกำลังใจ 5 นักกิจกรรม ฟังคำพิพากษา ม.112 ชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB พรุ่งนี้ (29 ต.ค.) เบิกตัว “อานนท์-แอมป์-ฟ้า” มาฟังด้วย

 


จากเพื่อนถึงเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต ถึงเพื่อนในเรือนจำ พร้อมร่วมส่งกำลังใจ 5 นักกิจกรรม ฟังคำพิพากษา ม.112 ชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB พรุ่งนี้ (29 ต.ค.) เบิกตัว “อานนท์-แอมป์-ฟ้า” มาฟังด้วย


วันนี้ ( 29 ตุลาคท 2569) เวลา 18.00 - 20.35 น. บรรยากาศหน้าเรือนจำคลองเปรม ถ.งามวงศ์วาน มวลชนอิสระ อาทิ ซี จันทนา อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ และผองเพื่อน ราว 25 คน จัดกิจกรรม ล้อมวงกินข้าว สลับร้องเพลง พูดคุยเหตุบ้านการเมือง อัพเดทข่าวคราวเพื่อนในเรือนจำ  


โดยเวลา 20.20 น. ร่วมร้องเพลงเพื่อมวลชน และประสานเสียงกวี บทกวี "ถึงมหาตุลาการ" เป็นวรรคทองสะท้อนบทบาทอำนาจตุลาการ ประพันธ์โดย ทนายอานนท์ นำภา ก่อนแยกย้าย


สำหรับกิจกรรม กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต มวลชนระบุว่าจะจัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง จนกว่าจะไม่มีผู้ต้องขังทางการเมือง


ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานอัพเดทล่าสุดเมื่อ 27 ต.ค. 2569 ระบุว่า ปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังรวมอย่างน้อย 48 คน โดยในจำนวนนี้ ถูกคุมขังด้วยข้อหาตามมาตรา 112 จำนวน 31 คน จะเห็นได้ว่าผู้ต้องขังทางการเมืองกลุ่มใหญ่ถูกยกเว้นจากกระบวนการนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งยังมีผู้ต้องขังคดีตามมาตรา 110 อีก 5 คน ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ด้วย


และสำหรับพรุ่งนี้ วันที่ 30 ต.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีของนักกิจกรรม 5 ราย ได้แก่ อานนท์ นำภา, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา, “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีชุมนุมและปราศรัยบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 หรือ ชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB โดยจะมีการเบิกตัว “อานนท์-แอมป์-ฟ้า” มาร่วมฟังคำพิพากษาในครั้งนี้ด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง #ปล่อยเพื่อนเรา
























ขอศาลฎีกาบังคับใช้คำแนะนำของตัวเอง ยกฟ้องคดีอนุทินฟ้องหมิ่นประมาท ปมเปิดข้อมูลโกง สว.

 


ขอศาลฎีกาบังคับใช้คำแนะนำของตัวเอง ยกฟ้องคดีอนุทินฟ้องหมิ่นประมาท ปมเปิดข้อมูลโกง สว.


วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ยื่นหนังสือต่อประธานศาลฎีกา ขอให้กำกับดูแลการปฏิบัติตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 โดยให้ศาลอาญาสั่งยกฟ้องคดีที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ฟ้องหมิ่นประมาท เพราะเข้าข่ายการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ซึ่งสร้างภาระและความหวาดกลัวให้ประชาชนที่เปิดเผยข้อกล่าวหาการทุจริต


จากกรณีที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ศุภชัย ใจสมุทร ยื่นฟ้องคดี ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในข้อหาหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 จากกรณีที่ยิ่งชีพแถลงข่าวการยื่นหนังสือให้ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ขอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบว่า บุคคลในรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 หรือไม่ เนื่องจากบุคคลหลายคนในคณะรัฐมนตรี โดยอนุทิน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาซึ่งอยู่ในกระบวนการตรวจสอบด้วย


ในการยื่นหนังสือวันดังกล่าว iLaw ได้ส่งมอบข้อมูลส่วนหนึ่งให้ฝ่ายค้านนำไปตรวจสอบต่อ พร้อมแถลงข่าวสรุปข้อมูลสั้นๆ โดยขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะมีข้อเท็จจริงว่า พยานซึ่งเป็นผู้สมัครสว. ได้ขอให้อนุทินช่วยเหลือ และอนุทินให้หมายเลขโทรศัพท์ของ สุขสมรวย วันทนียกุล เพื่อใช้ติดต่อพูดคุยต่อ ทั้งนี้ ในช่วงที่เกิดเหตุ สุขสมรวยดำรงตำแหน่ง สส.อำนาจเจริญ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากพยานเกี่ยวกับการที่อนุทินนั่งร่วมโต๊ะกับเนวิน ชิดชอบ และ สว. หลายคน ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ในวันที่มีผู้ได้รับเลือกเป็น สว. จำนวนหนึ่งไปประชุมหารือเรื่องการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ยิ่งชีพระบุว่าข้อมูลเหล่านี้มีที่มาจากสำนวนการสอบสวนของหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่ข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีแหล่งที่มา


ก่อนหน้านี้ หลังได้รับหมายเรียกจากศาลอาญาในคดีนี้ ยิ่งชีพจึงยื่นหนังสือต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ขอให้ศาลสั่งยกฟ้องคดี เพราะเข้าลักษณะ “การฟ้องคดีโดยไม่สุจริต” ตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ตามคำแนะนำฯ ข้อ 2 (2) ซึ่งกล่าวถึงการฟ้องเพราะจำเลยเรียกร้องหรือแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ และข้อ 2 (3) ซึ่งกล่าวถึงการฟ้องเพราะจำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และขอให้ศาลพิจารณาใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ศาลต้องสั่งยกฟ้องคดีทันที โดยไม่จำเป็นต้องนัดไต่สวนมูลฟ้องอีก


ในวันนี้ยิ่งชีพจึงยื่นต่อประธานศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะผู้ที่ออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ.2569 เพื่อให้กำกับดูแลให้ศาลอาญาปฏิบัติตาม เพราะการฟ้องคดีนี้ชัดเจนว่า เป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีดำเนินคดีต่อประชาชนเพราะเหตุการเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติมิชอบ เพื่อก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลย เพื่อกดดันให้จำเลยหยุดการเปิดโปง หรือเปิดเผยข้อมูลขบวนการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามปกติและเป็นสิ่งที่ประชาชนพึงกระทำเมื่อพบเห็นข้อมูลข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริต


ยิ่งชีพระบุว่า การยกฟ้องคดีนี้ ไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อประโยชน์ของจำเลยในคดีนี้ แต่เพื่อรักษามาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายตามที่บัญญัติไว้แล้ว และตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกาที่ออกมาบังคับใช้แล้ว เพื่อไม่ให้ศาลหรือกระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่มีอำนาจและมีความสามารถในการยื่นฟ้องคดีเพื่อสร้างภาระและความหวาดกลัวต่อประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์



วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนจี้รัฐบาลเร่งอนุมัติงบกลาง จ่ายเยียวยาพื้นที่ ‘น้ำท่วมขังเกิน 1 เดือน’ เพิ่มเติมแบบขั้นบันได ชี้เกณฑ์ปัจจุบันคิดเหมาเข่ง ท่วมสั้น-ท่วมนานได้เท่ากันหมด ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

 


พรรคประชาชนจี้รัฐบาลเร่งอนุมัติงบกลาง จ่ายเยียวยาพื้นที่ ‘น้ำท่วมขังเกิน 1 เดือน’ เพิ่มเติมแบบขั้นบันได ชี้เกณฑ์ปัจจุบันคิดเหมาเข่ง ท่วมสั้น-ท่วมนานได้เท่ากันหมด ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน


วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน นำโดย สส., อดีต สส., และอดีตผู้สมัคร สส. ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และนครปฐม ซึ่งต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังมายาวนานเกินกว่า 1 เดือน ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง โดยส่งข้อเรียกร้องให้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัย การชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สภาผู้แทนราษฎร นำไปพิจารณาต่อ


ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า ทางพรรคประชาชนได้รับการร้องเรียนจากตัวแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นการทวงถามและเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อให้เกิดการชดเชยค่าเสียโอกาสของพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมในระยะยาวหรือกินเวลานานเกินกว่าหนึ่งเดือนขึ้นไป ซึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้เคยหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาทวงถามรัฐบาลแล้วว่า เหตุใดพื้นที่ที่น้ำท่วมขังเกินหนึ่งเดือนจึงไม่ได้รับการเยียวยาแบบเป็นขั้นบันไดหรือการชดเชยที่เหมาะสมเหมือนกับเหตุการณ์น้ำท่วมระยะสั้นในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับเงินช่วยเหลือตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างรวดเร็ว


ทวิวงศ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวมีความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด หากพิจารณาจากกรณีน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 3-5 วัน ประชาชนจะได้รับการชดเชยค่าช่วยเหลือตามเกณฑ์มาตรฐานในทันที แต่ในส่วนของพี่น้องประชาชนในส่วนภูมิภาคโดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และจังหวัดรอบข้าง ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ รวมระยะเวลานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เพียงระยะเวลาไม่กี่วัน ประชาชนต้องสูญเสียโอกาสทางอาชีพ ขาดรายได้ เกษตรกรไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ พื้นที่ทำกินกลายเป็นพื้นที่รับน้ำและไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตใด ๆ ได้เลย รวมถึงผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้การเยียวยาเพียงแค่เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามเกณฑ์ปกติไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง


ทวิวงศ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงปีก่อนๆ รัฐบาลชุดก่อนหน้าเคยรับข้อเสนอของพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนไปดำเนินการ โดยมีการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาค่าเสียโอกาสแบบขั้นบันไดให้กับพี่น้องชาวอยุธยาที่น้ำท่วมขังยาวนาน 3-4 เดือน ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 4 เดือน ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีอำนาจเต็มและมีกลไกงบประมาณที่พร้อมกว่า จึงควรสานต่อมาตรการดังกล่าวให้ต่อเนื่อง โดยสามารถเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้งบประมาณกลางเพิ่มเติมในการจ่ายเงินชดเชยค่าเสียโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ที่น้ำท่วมขังยาวนานเกิน 1 เดือน เช่น หากคำนวณจากจำนวนครัวเรือนที่น้ำท่วมยาวนาน ณ ตอนนี้กว่า 1 แสนหลังคาเรือน รัฐบาลสามารถจ่ายเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท โดยใช้งบกลางเบื้องต้นราว 500 ล้านบาทมาช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้ทันที และหากปีนี้เกิดโชคดี หลายพื้นที่ท่วมเกิน 1 เดือนมาแค่เดือนเดียว รัฐบาลก็สามารถเพิ่มการชดเชยเป็นเดือนละ 9,000 บาทให้เท่ากับการชดเชยเยียวยาตามระบบปกติได้ เพื่อคืนความเป็นธรรมและลดความเดือดร้อนให้กับประชาชน


ด้านเจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีว่า พื้นที่หลักที่ได้รับผลกระทบคืออำเภอเมืองและอำเภอสามโคก ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันกินเวลานานเกินกว่า 1 เดือนแล้ว และระดับน้ำยังคงขึ้นลงสลับกันไปตามอิทธิพลของการระบายน้ำและน้ำทะเลหนุน โดยชาวบ้านต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังจนกว่าจะถึงช่วงลอยกระทงในปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสะท้อนว่าพี่น้องประชาชนต้องแบกรับความเดือดร้อนในระยะยาว จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเป็นรายเดือนให้กับประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ลุ่มต่ำเช่นเดียวกับแนวทางปฏิบัติที่เคยมีมา


เจษฎาขยายความถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ริมคลองว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองสายต่าง ๆ เช่น คลองรังสิต คลองบางหลวงเหนือ คลองบางหลวงใต้ และคลองบางหลวงวัดพระ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำเน่าเสียและภาวะน้ำท่วมขังซ้ำซากทุกปี แต่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังพบปัญหาสำคัญเรื่องประตูน้ำและการบริหารจัดการน้ำ โดยประตูน้ำหลายแห่งในจังหวัดปทุมธานีไม่มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำถาวร ทำให้เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน หน่วยงานราชการต้องนำเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่หรือเครื่องสูบน้ำขับเคลื่อนด้วยน้ำมันมาติดตั้งชั่วคราว ซึ่งส่งเสียงดังรบกวนและไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่เพื่อช่วยสูบน้ำออกจากชุมชนริมคลอง จึงอยากฝากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดหาและติดตั้งเครื่องสูบน้ำถาวรให้กับประตูน้ำทุกแห่งในปทุมธานีเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน


ขณะที่กิตติภณ ปานพรหมมาศ อดีต สส.นครปฐม พรรคประชาชน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพี่น้องเกษตรกร ชาวบ้าน และผู้ใช้แรงงานในหลายอำเภอมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว พี่น้องประชาชนต้องสูญเสียรายได้และทรัพย์สิน ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำเน่าเสียที่เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมจนไม่สามารถทำมาหากินได้ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่สะท้อนความเดือดร้อนที่แท้จริงจากภาครัฐ


กิตติภณกล่าวต่อไปว่า ตนขอเรียกร้องไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลว่า อยากให้ตระหนักว่าผู้แทนราษฎรทุกคนต่างเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ไม่ควรจำกัดบทบาทอยู่เพียงแค่การสนับสนุนฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงและสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ถูกละเลย โดยเฉพาะชาวลุ่มน้ำท่าจีนที่เผชิญวิกฤตน้ำท่วมซ้ำซากและยาวนาน รัฐบาลต้องเร่งเปิดเผยแผนการบริหารจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตั้งตัวและวางแผนชีวิตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์อุทกภัย


ส่วนศุกติชา ตันเจริญ อดีตผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน กล่าวว่า จังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะพื้นที่ปลายน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง ซึ่งรับมวลน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายก เริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา แม้ในปัจจุบันระดับน้ำในบางพื้นที่จะเริ่มลดลงแล้ว แต่พื้นที่ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่หนองน้ำธรรมชาติ เช่น ตำบลคลองเขื่อน อำเภอบางคล้า ตำบลหัวไทร และพื้นที่รอบนอก รวมถึงชุมชนริมน้ำต่าง ๆ ยังคงจมอยู่ใต้น้ำในระดับสูง ประชาชนสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร สวนมะม่วง สวนมะพร้าว บ่อปลา และบ่อกุ้ง เสียหายร้อยเปอร์เซ็นต์ และต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก จึงต้องการให้ภาครัฐเร่งสำรวจความเสียหายอย่างครอบคลุมและเยียวยาเกษตรกรอย่างเป็นธรรม


และสุดท้าย ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.นนทบุรี เขต 2 พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการปัญหาอุทกภัย การชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ กล่าวสรุปว่า คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ศึกษาและจำแนกปัญหาอุทกภัยออกเป็นประเด็นหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันจากน้ำป่าไหลหลาก ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและพื้นที่รับน้ำที่ต้องจมอยู่นานนับเดือน และปัญหาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกสาขาอาชีพ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในระบบการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาของรัฐบาลในปัจจุบัน ที่มักกำหนดอัตราการช่วยเหลือเท่ากันหมดโดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาความเสียหายที่แท้จริง


ปัญญารัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ประชาชนที่เผชิญน้ำท่วมขังระยะสั้น 3-5 วัน กับประชาชนที่ต้องจมน้ำนานกว่า 1 เดือนหรือนานถึงครึ่งปีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี กลับได้รับการเยียวยาในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง คณะอนุกรรมาธิการฯ จึงได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยเสนอให้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยารายเดือนสำหรับกรณีที่น้ำท่วมขังเกิน 30 วันขึ้นไป ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท รวมถึงการกำหนดอัตราการชดเชยสำหรับพื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่ชะลออุทกภัย ในอัตราไร่ละ 1,400 บาท สำหรับพื้นที่ไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน เพื่อให้การช่วยเหลือมีความครอบคลุมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น


ปัญญารัตน์กล่าวย้ำว่า แม้ภาครัฐจะมีโครงการประกันภัยพิบัติหรือมาตรการช่วยเหลือตามระเบียบเดิม แต่จากการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าความคุ้มครองยังคงจำกัดอยู่เพียงแค่การเสียชีวิต ค่ารักษาพยาบาล หรือการซ่อมแซมบ้านเรือนเบื้องต้นเท่านั้น โดยยังไม่มีการครอบคลุมถึงการชดเชยรายได้หรือค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ จะเร่งสรุปรายงานข้อเสนอแนะทั้งหมดส่งมอบให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมทั้งเตรียมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมและการเยียวยาประชาชนได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #เยียวยาน้ำท่วม







ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ค้านแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ห่วงตัดแหล่งเงินกระทบความต่อเนื่อง–ความเป็นอิสระ เสนอใช้กลไกสภาศึกษาผลกระทบรอบด้าน


ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ค้านแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ห่วงตัดแหล่งเงินกระทบความต่อเนื่อง–ความเป็นอิสระ เสนอใช้กลไกสภาศึกษาผลกระทบรอบด้าน


วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) เข้ายื่นหนังสือต่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน เพื่อหารือและแสดงจุดยืนต่อกรณีการเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับกลไกสาธารณะและสิทธิสวัสดิการของประชาชน ได้แก่ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย


ภาคประชาชนแสดงความห่วงกังวลต่อการเสนอแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับของรัฐบาล ซึ่งมีสาระสำคัญร่วมกันคือ การยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วเปลี่ยนไปใช้การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยเห็นว่าแนวทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงาน การวางแผนระยะยาว และความเป็นอิสระของกลไกสาธารณะ ตลอดจนหลักประกันด้านการสร้างเสริมสุขภาพและสิทธิสวัสดิการของประชาชน


หนังสือดังกล่าวระบุว่า ผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย โดยมีรายละเอียดดังนี้


1. ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 85,734 คน เห็นด้วยร้อยละ 9.33 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 89.47


2. ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 124,593 คน เห็นด้วยร้อยละ 27.18 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 72.42


3. ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 17,339 คน เห็นด้วยร้อยละ 26.65 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 73.12


4. ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 15,552 คน เห็นด้วยร้อยละ 31.84 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 67.88


ขสช. ระบุว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดทำผลการรับฟังความคิดเห็นเสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว พร้อมเห็นว่าการพิจารณาร่างกฎหมายควรให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ตลอดจนผลกระทบต่อหลักประกันด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สิทธิสวัสดิการ และความเป็นอิสระของกลไกสาธารณะ


ภาคประชาชนมีความกังวลว่า การเปลี่ยนจากแหล่งเงินเฉพาะไปเป็นการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจทำให้การดำเนินงานของกองทุนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านงบประมาณในแต่ละปี ส่งผลต่อการวางแผนงานระยะยาวและความต่อเนื่องของโครงการที่ทำงานร่วมกับประชาชนและภาคประชาสังคม


โดยเฉพาะกลไกที่ทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันปัญหาจากสุราและยาสูบ การดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนการสนับสนุนสื่อสาธารณะและการกีฬา ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและจำเป็นต้องอาศัยการทำงานอย่างต่อเนื่อง


ภาคประชาชนจึงเห็นว่า การพิจารณาแก้ไขกฎหมายควรประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน และต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่าหากเปลี่ยนแหล่งเงินแล้ว จะมีหลักประกันอย่างไรให้กลไกเหล่านี้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอิสระเช่นเดิม


ณัฐพงษ์กล่าวภายหลังรับฟังข้อเสนอของภาคประชาชนว่า ประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับกองทุนทั้ง 4 แห่งอยู่ตรงไหน และควรแก้ไขด้วยวิธีการใดจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยไม่ทำให้หลักประกันด้านงบประมาณและความเป็นอิสระในการดำเนินงานต้องลดลง


ณัฐพงษ์เห็นว่า การเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณจากเงินเฉพาะไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการได้โดยอัตโนมัติ หากปัญหาอยู่ที่ระบบบริหารจัดการ ความโปร่งใส หรือประสิทธิภาพการใช้จ่าย ก็ควรพิจารณาแก้ไขปัญหาเหล่านั้นโดยตรง แทนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแหล่งเงินซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อการทำงานในระยะยาว


ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎระเบียบ กลไกตรวจสอบ และระบบบริหารจัดการ อาจเป็นทางเลือกที่ควรศึกษาอย่างจริงจังก่อนตัดสินใจแก้ไข พ.ร.บ. โดยต้องพิจารณาทั้งประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ ความต่อเนื่องในการทำงาน และความสามารถในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของแต่ละกองทุน


ในการหารือร่วมกับภาคประชาชนวันนี้ ณัฐพงษ์เสนอให้พรรคประชาชนและภาคประชาชนจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลและพิจารณาประเด็นที่ควรผลักดันผ่านกลไกของรัฐสภา โดยเห็นว่าหากต้องการเวลาและข้อมูลประกอบการพิจารณาที่รอบคอบขึ้น สามารถใช้กลไกกรรมาธิการวิสามัญศึกษาประเด็นดังกล่าว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบและเสนอแนวทางแก้ไขได้


ณัฐพงษ์ระบุว่า หากพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบหรือระบบบริหารจัดการ ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. แต่หากมีประเด็นที่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายจริง ก็ควรดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและข้อสรุปที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ


ด้านตัวแทนภาคประชาชนเห็นด้วยกับการใช้กลไกกรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน พร้อมแสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับพรรคประชาชนในการจัดทำข้อเสนอและรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณา เพื่อให้การตัดสินใจเกี่ยวกับกฎหมายทั้ง 4 ฉบับตั้งอยู่บนข้อมูล หลักฐาน และการมีส่วนร่วมของประชาชน


การเข้ายื่นหนังสือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้พรรคประชาชน ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ติดตามการพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับอย่างใกล้ชิด และร่วมกันหาแนวทางคุ้มครองหลักประกันด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สิทธิสวัสดิการ และความเป็นอิสระของกลไกสาธารณะ โดยไม่ให้การเปลี่ยนแปลงแหล่งงบประมาณกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนขาดความต่อเนื่อง


สำหรับภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วม ประกอบด้วย เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก เครือข่ายสลัม 4 ภาค ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน สมาคมเพศวิถีศึกษา และขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) เป็นต้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน












วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2569

"ธิดา" ชวนร่วมคารวะ "นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชนที่พลีชีพต้านรัฐประหารเพื่อกระตุ้นสังคม ไม่ใช่เกิดมาแล้วตายอย่างไร้จุดหมาย-ไร้คุณค่า

 


ในสถานการณ์สังคมไทยและสังคมโลกที่ดูประหนึ่งจะหาคำตอบทางออกที่ดีของประชาชนไม่ได้!


ในสังคมทุนนิยมโลกเกิดปรากฏการณ์เลี้ยวขวาบ้าง เลี้ยวซ้ายบ้าง  ส่วนสังคมไทยความชัดเจนของเผด็จการทหารตัวเป็น ๆ อาจเจือจางลง  แต่เราได้พรรคการเมืองตัวแทนของเผด็จการจารีตนิยมกุมอำนาจบริหารและรัฐสภา และครอบงำระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ สีน้ำเงิน ที่สืบทอดอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 มรดกของคณะรัฐประหาร  ดังนั้นสังคมไทยจึงมิใช่เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ตามเส้นทางระบอบประชาธิปไตยแบบสากล หรือ เสรีประชาธิปไตย  แต่สังคมไทยเดินไปหน้าแล้วถอยหลัง ประหนึ่งอยู่ในยุคสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475


ดังนั้นในวาระ 2 ทศวรรษแห่งการเดินถอยหลังของระบอบประชาธิปไตยไทย จึงขอเชิญชวนให้มาร่วมคารวะ “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” เพื่อรำลึกถึงนักต่อสู้สามัญชนที่พลีชีพเพื่อกระตุ้นสังคมไทยว่า มีคนที่มีอุดมการณ์มากจริง กระทั่งยินดีพลีชีพเพื่อการตายที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เกิดมาแล้วตายไปอย่างไร้จุดหมาย อย่างไร้คุณค่า


ธิดา ถาวรเศรษฐ

27 ต.ค. 69


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #20ปีนวมทองไพรวัลย์ #นวมทองไพรวัลย์




เปิดจดหมาย 2 ฉบับ ของ “นวมทอง ไพรวัลย์” นักต่อสู้สามัญชน ระบุสาเหตุก่อนตัดสินใจทำอัตวินิบาตกรรม!!!

 


เปิดจดหมาย 2 ฉบับ ของ “นวมทอง ไพรวัลย์” นักต่อสู้สามัญชน ระบุสาเหตุก่อนตัดสินใจทำอัตวินิบาตกรรม!!!


วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เนื่องด้วยมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) พร้อมด้วยประชาชนผู้รักประชาธิไตย จะจัดงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” ในวันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569 ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์ ริมถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยรัฐ ตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไปนั้น


“ยูดีดีนิวส์” ขอนำทุกท่านย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่ง “นวมทอง ไพรวัลย์ ได้เขียนจดหมายขึ้นมา 2 ฉบับ ระบุสาเหตุของการตัดสินใจทำอัตวินิบาตกรรม โดยฉบับแรกเขียนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2549 (ก่อนทำอัตวินิบาตกรรม 2 วัน) ใจความว่า


เทิดทูล ชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ รัฐทหาร และ รัฐตำรวจ (ต้องไม่มี)


สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”


เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะ และมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วง คปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย


ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง


สุดท้ายขอให้ลูก ๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก


ลาก่อน พบกันชาติหน้า


ปล. ขอแก้ข่าว ขวดยาที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุคืออาหารเสริมแคปซูลใบแปะก๊วยไม่ใช่ยาแก้เครียดตามที่ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียดแต่ประท้วงจอมเผด็จการ


สวัสดีครับ

29 ตุลาคม 2549

(นายนวมทอง ไพรวัลย์)



จดหมายฉบับที่ 2 “นวมทอง ไพรวัลย์” เขียนเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 วันที่ทำอัตวินิบาตกรรม มีใจความว่า


หัวกระดาษของ Royal Hotel


วันที่ 31/10/49  21.30 น. เซ็นทรัล ลาดพร้าว


วันนี้ออกจากบ้าน จ.นนทบุรี พร้อมอุปกรณ์พลีชีพครบ มาถึงอนุสรณ์สถาน 14ตุลาฯ 16.00 น. ผู้คนภายใน 7-8 คน ไม่เงียบเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เคยมาดูลาดเลา พอคนเริ่มน้อยลง ผมก็เดินไปที่ชั้น 2 เตรียมเชือกจะทำการผูกกับราวแป๊บ แต่เจ้าหน้าที่กำลังรดน้ำต้นไม้เหลือบเห็น ผมจึงต้องเก็บของแล้วเดินออกจากภายใน ออกมาที่ถนน แกล้งเดินเข้าอีกด้าน เขาก็เห็นอีก คงเพราะถือถุง 2-3 ใบ จึงต้องฉากออกมา ถ้าเขาแจ้งตำรวจผมจบเห่แน่ เป็นอันว่าพลีชีพอนุสรณ์สถานไม่สำเร็จ ผมจึงเดินเรื่อยเปื่อย ผ่านรร.รัตนโกสินทร์ จึงเข้าไปขอกระดาษเปล่ามาสองแผ่น รถเมล์สาย 44 วิ่งผ่านมา จึงขึ้นและมาลงเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อเขียนข้อความดังกล่าว แล้วจะหาที่เหมาะสมต่อไป ออกจากเซ็นทรัลฯ นั่งรถสาย 129 ผ่านสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยรัฐ ผมจึงลงและข้ามสะพานลอย จึงพบทำเลเหมาะโดยบังเอิญตรงนี้นี่เอง คิดว่าจะปฏิบัติการพลีชีพประมาณ 23.50 น. เพื่อให้คนที่ใช้สะพานลอยลดจำนวนลงให้เหลือน้อยที่สุด เดี๋ยวจะตกใจวันปล่อยผี


ลาก่อน สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ โดยเฉพาะผู้มีความรักในประชาธิปไตย


นวมทอง ไพรวัลย์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #20ปีนวมทองไพรวัลย์ #นวมทองไพรวัลย์