วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569

สส.สหัสวัต คุ้มคง : ในฐานะคนทำงานทางการเมือง พวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อยืนยันความปกติในประเทศนี้และอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน


สส.สหัสวัต คุ้มคง : ในฐานะคนทำงานทางการเมือง พวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อยืนยันความปกติในประเทศนี้และอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน


คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


สวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกท่านครับ พอจริง ๆ ได้รับมอบหมายมาพูด ผมก็นั่งคิดอยู่นานว่าผมจะพูดอะไรดี ทางพี่จ้อน พี่วิโรจน์ ก็ได้พูดเรื่องภารกิจในการทวงคืนความยุติธรรมให้กับวีรชนที่ได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว ผมขอพูดอีกมิติหนึ่งก็แล้วกันครับ


ทุกคนครับ ที่ผ่านมาในประเทศนี้มีวงจรอุบาทว์ที่เข่นฆ่าประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอดเวลา ป้ายสีเป็นคอมมิวนิสต์บ้างล่ะ ป้ายสีให้เป็นคนที่ล้มล้างสถาบันบ้างล่ะ ป้ายสีให้เป็นผู้ก่อการร้ายบ้างล่ะ รับเงินคนโน้นคนนี้มาบ้างล่ะ สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของคนเหล่านั้นคือการเรียกร้องประชาธิปไตยแบบปกติที่ควรจะเป็น ประชาธิปไตยที่เห็นหัวคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ประชาธิปไตยที่ยืนยันอำนาจของคน 99% คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เป็นการเรียกร้องอะไรที่ไม่ได้เกินเลย ไม่ได้เรียกร้องมากเกินไป ไม่ได้เป็นการเรียกร้องที่เอาแต่ใจใด ๆ เลย มันคือสิ่งปกติพื้นฐานธรรมดาในระบอบประชาธิปไตยที่บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน


ภารกิจหนึ่งที่นอกจากทวงคืนความยุติธรรมให้กับวีรชนแล้ว หน้าที่ของพวกเราในฐานะพรรคประชาชนที่เชื่อมั่นสิ่งเดียวกับวีรชนในอดีตที่ผ่านมาไม่ว่าจะเหตุการณ์ไหน รวมถึงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา ปี 53 ด้วย คือการเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยปกติที่ประชาชนมีอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง คือการทำให้ประเทศนี้กลับมาเป็นปกติ คือความปกติที่ต้องไม่มีคนตายโดยอาชญากรรมโดยรัฐอีกต่อไป ความปกติที่เราจะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมว่าจะสามารถให้ความยุติธรรมกับคนธรรมดาแบบพวกเราได้ ความปกติที่เราจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่านี้ คุณภาพชีวิตแรงงาน คุณภาพชีวิตผู้ประกอบการต่าง ๆ มิติความปกติที่เกิดขึ้นในประเทศนี้มันควรจะเป็นปกติของระบอบประชาธิปไตย


นี่ไม่ใช่การเรียกร้องใด ๆ ที่เกินเลยครับ สิ่งที่ผมจะพูดก็คือ ทางหนึ่งที่จะเชิดชูและยืนยันสดุดีวีรกรรมของเหล่าวีรชนในเหตุการณ์การเมืองไทยทุกเหตุการณ์ รวมถึงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553 คือการสานต่ออุดมการณ์และยืนยันประเทศนี้ต้องกลับมาเป็นประชาธิปไตยปกติให้ได้


เหล่าผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านครับ ผมเข้าครับว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา หลาย ๆ ปีที่ผ่านมา พี่ ๆ บางคนสู้กันมาตั้งแต่ 2516, 2519, 2535, 2553, 2563 ก็ยังสู้อยู่ ผมเข้าใจดีครับว่าอาจรู้สึกเหนื่อย รู้สึกหมดหวัง รู้สึกว่ามันยังมีหนทางต่อสู้กันอยู่จริง ๆ ใช่หรือไม่ในประเทศนี้ ผมยืนยันแบบนี้ครับว่า วันนี้สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมันพัดมาจริง ๆ แล้วครับ แม้ว่าเราจะไม่ชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ภารกิจของคนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่าประชาชนมีอำนาจสูงสุดมันยังไม่จบลง และผมขอพลังจากทุกคนที่อยู่ที่นี่ อย่าหมดหวังและสู้กันต่อ ผมเห็นหมอเหวง อาจารย์ธิดา สู้กันมาตั้งนาน ก็อาจจะต้องรบกวนคุณหมอว่าอย่าเพิ่งถอดใจครับ


พวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อยืนยันความปกติในประเทศนี้ให้ได้ พวกเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อยืนยันว่าประเทศนี้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และผมคิดว่านี่คือการสดุดีวีรชนที่ดีที่สุดที่พวกผมในฐานะคนทำงานทางการเมืองตอนนี้จะทำได้ครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

 


 

“เท้ง” ร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน พร้อมพบปะประชาชน เผยประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนได้รับผลกระทบจาก pm 2.5 หนัก ยอดจองท่องเที่ยวหาย จี้รัฐต้องเอากฎหมายอากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณาต่อ


เท้ง” ร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน พร้อมพบปะประชาชน เผยประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนได้รับผลกระทบจาก pm 2.5 หนัก ยอดจองท่องเที่ยวหาย จี้รัฐต้องเอากฎหมายอากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณาต่อ


วันที่ 13 เมษายน 2569 ที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน โดยในช่วงเช้าได้ร่วมประเพณีสรงน้ำพระเสตังคมณี พระแก้วขาว ที่วังเชียงมั่น อ.เมืองเชียงใหม่ ก่อนร่วมประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ที่วัดเมืองกาย อ.เมืองเชียงใหม่ ก่อนเดินทางไป จ.ลำพูน ร่วมพิธีเปิดขบวนสรงน้ำพระพุทธรูป และงานประเพณีสงกรานต์ใน จ.ลำพูน


โดยระหว่างการร่วมกิจกรรม ณัฐพงษ์และคณะได้ร่วมพูดคุยกับประชาชนในทั้งสองพื้นที่ โดยมีการสะท้อนปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือกำลังได้รับจากสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น pm 2.5 โดยณัฐพงษ์ระบุว่าจากสถานการณ์วิกฤติฝุ่น pm 2.5 และไฟป่า เท่าที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมา พบว่านักท่องเที่ยวหลายรายต้องเลื่อนแผนการท่องเที่ยวออกไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก


พรรคประชาชนพร้อมเข้าไปผลักดันการแก้ไขปัญหาให้ชาวเชียงใหม่ในทุกปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไปแล้วให้เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดออกมา จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคณะรัฐมนตรีจะหยิบร่างฯ มาพิจารณาต่อหรือไม่ แต่เท่าที่รับรู้มาล่าสุด คณะรัฐมนตรีอาจไม่หยิบร่างฯ ดังกล่าวมาให้สภาพิจารณาต่อ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตามหากเป็นเช่นนั้นจริง พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะนำร่างฯ เสนอเข้าสู่สภาเพื่อให้เกิดการพิจารณาอีกครั้งต่อไป พรรคประชาชนพร้อมเป็นปากเสียงให้ประชาชนทุกคน และขอให้ทุกคนมีความหวัง มีพลัง มีความสุข ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สงกรานต์2569



























สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : การพูดถึงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา53 เป็นการเซ็ตมาตรฐาน ไม่ยอมให้เป็นเรื่องปกติในการใช้อาวุธสงครามปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอีกต่อไป

 


สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : การพูดถึงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา53 เป็นการเซ็ตมาตรฐาน ไม่ยอมให้เป็นเรื่องปกติในการใช้อาวุธสงครามปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอีกต่อไป


คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


ขอบคุณคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ก็ต้องเรียนว่าจริง ๆ แล้วจะมาร่วมรำลึกเท่านั้น ผู้ปราศรัยหลายท่านก็พูดไปเยอะแล้ว ก็คิดว่าจะพูดอะไรที่แตกต่างและเป็นประโยชน์ต่อการพูดครั้งนี้ คิดว่าจะพูด 2 เรื่อง เรื่องแรกคือจริง ๆ แล้วหลังการสลายการชุมนุมปี 2553 ผมก็ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของผมในการตอบโต้เรื่องของการสลายการชุมนุม ทำไมบางคนเห็นเรื่องของตึกสำคัญกว่าชีวิตคน อีกประเด็นคือสิ่งที่ตัวเองจะทำได้

 

ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่า ณ เวลานี้เมื่อ 16 ปีที่แล้วผมยืนอยู่ตรงนี้ และผมแซวอกับอดีตหัวหน้าพรรคพรรคหนึ่ง อดีตเลขาธิการพรรคพรรคหนึ่ง และปัจจุบันก็ยังเป็นเลขาธิการพรรคพรรคหนึ่งอยู่ แล้วก็ถ่ายรูปกัน แล้วก็บอกว่าถ่ายไว้หน่อย เผื่อจะได้เป็นวีรชน เราก็ยังขำกันอยู่เลย เราก็ไม่คิดว่าทหารจะเลือกที่จะกระชับพื้นที่หรือสลายการชุมนุม ขยับเข้ามา ทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่ใกล้ และจริง ๆ แล้วปฏิบัติการคือช่วงเวลายามวิกาลแล้ว

 

ต้องเรียนว่า หลายคนคงจำได้ว่ามันมีข่าวว่าจะมีการสลายการชุมนุมที่ตรงสี่แยกราชประสงค์ แล้วคนก็จะไปเฮกันตรงนั้น ทีนี้ตรงนี้โหว่ละครับ ปรากฏว่าบรรดาทหารก็เข้ามาตั้งแต่ตรงสตรีวิทย์และตรงคอกวัว ขยับเข้ามาเรื่อย ๆ เราก็ไม่คิดว่าทหารจะเลือกที่จะปฏิบัติการตอนค่ำ ถ้าหากว่าคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่บัดตกไปเรื่องการสลายการชุมนุม เขาอ้างว่าปฏิบัติการนี้เป็นปฏิบัติการกระบวนการหรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ผมคิดว่ามันไม่มีการควบคุมฝูงชนที่ไหนในโลกนี้ที่ใช้อาวุธสงคราม ใช้รถหุ้มเกราะในการควบคุมฝูงชน ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ผิดแน่ ๆ

 

หลายคนอาจจะบอกว่าเพราะว่ามีเหตุการณ์ปะทะกันตรงนี้ มันก็เลยนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น ผมยกตัวอย่างคนหนึ่ง คุณเกรียงไกร คำน้อย เป็นโชเฟอร์ขับรถตุ๊ก ๆ เขาถูกยิงตรงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ตายวันที่ 10เมษา ตายวันรุ่งขึ้น แต่การไต่สวนชันสูตรพลิกศพ คุณเกรียงไกร คำน้อย ถูกยิงกระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ นั่นแปลว่าชนวนความรุนแรงมันเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ช่วงค่ำวันที่ 10เมษา ช่วงก่อนหน้านั้นก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วนะครับ

 

ผมยกตัวอย่างอีกคนนะครับ ซึ่งเป็นคนที่ผมคิดว่าน่าจะอาภัพที่สุดในบรรดาคนที่เสียชีวิตในช่วงเวลานั้น ผมขออนุญาตไม่ยกกรณีของคนเสื้อแดง พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ซึ่งไปถูกยิงอยู่ตรงหน้าอนุสรณ์แห่งชาติตรงวิภาวดี ศาลชันสูตรพลิกศพในการไต่สวนการตาย พลทหารณงค์ฤทธิ์ เขาสวมชุดทหาร เขาซ้อนหรือว่าขี่มอเตอร์ไซด์ผมไม่แน่ใจ แต่เขามุ่งหน้าไปตรงแนวทหาร และกระสุนที่สังหารเขามาจากฝั่งทหาร นี่คือคำไต่สวนการเสียชีวิตของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ยังไม่พอครับ คุณฟาบิโอ โปเลงกี้ ช่างภาพชาวอิตาลี ถูกยิงเสียชีวิตช่วงสาย ตรงบริเวณใกล้ ๆ สี่แยกศาลาแดง ตรงสีลม ตอนนั้นทหารเข้ามากระชับวงล้อมหรือสลายการชุมนุมแล้วนะครับ ศาลระบุว่ากระสุนที่ทำให้เสียชีวิตมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร คุณฟาบิโอ, พลทหารณรงค์ฤทธิ์ ไม่ใช่คนเสื้อแดง หรือแม้กระทั่ง คุณเกดกมล อัคฮาด นอกจากนี้ก็ยังมีคุณมานะ แสนประเสริฐศรี น่าจะเป็นวันที่ 10 หรือ 14 หรือ 15 ตรงบริเวณบ่อนไก่ คุณมงคล เข็มทอง เสียชีวิตใกล้ ๆ กับคุณกมลเกด อัคฮาด คุณมงคล เข็มทอง เป็นอาสาปอเต๊กตึ้ง คุณกมลเกด อัคอาด เป็นอาสาพยาบาล มานะ แสนประเสริฐศรี เป็นอาสาปอเต๊กดึ้ง

 

และอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ คุณบุญทิ้ง ปานศิลา เป็นอาสาวชิรพยาบาล ซึ่งพยายามเข้าไปช่วยคุณกิตติพันธ์ ขันทอง บริเวณทางเข้าแยกข้าวสาร ซึ่งถูกยิงก่อนหน้า แต่สุดท้ายคุณบุญทิ้งโดนยิง คุณบุญทิ้งมีลูก 1 คน ลูกเล็กชื่อน้องฟีโน่ ตอนนั้นฟีโน่ฮิตมาก ตอนนั้นฟีโน่อายุไม่ถึงขวบ ปัจจุบันฟีโน่ใกล้จะ 17 แล้วนะครับ แล้ววันรุ่งขึ้น รองผู้ว่าฯ กทม. ที่ดูแลเรื่องศูนย์นเรนทรเขาบอกว่าให้ระมัดระวังตัว นั่นแปลว่า คนเหล่านี้ถูกยิงเสียชีวิตแม้เขาไม่ได้เป็นผู้ชุมนุม หลายคนเป็นช่างภาพ หลายคนเป็นนักข่าว หลายคนเป็นอาสาสมัครพยาบาล อาสามนุษยชน แต่คนเหล่านี้ถูกยิงเสียชีวิต

 

ผมจึงบอกว่าสำหรับคนที่ยังคิดว่าเรามาพูดเรื่องตัวเอง แต่อันนี้มันคือการเซ็ตมาตรฐาน ถ้าหากว่าเรายอมให้การสลายการชุมนุมแบบนี้ใช้อาวุธสงคราม ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมแบบนี้ได้ เป็นเรื่องปกติ ในอนาคตก็จะเป็นเรื่องปกติล่ะครับ อนาคตวันข้างหน้า หลายคนอาจจะกลับมาเป็นผู้ชุมนุมเอง ไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล ก็อาจจะถูกมาตรฐานแบบนี้ดำเนินการนะ

 

วิธีการที่เราจะทำอะไรได้บ้าง แน่นอนว่าหลายท่านพูดไปแล้วเรื่องของการปลดเรื่องอายุความ เรื่องของการให้ทหารขึ้นศาลพลเรือน แต่ผมคิดว่าอีกอันที่ต้องสืบว่าคดีความเรามีเคสกรณีตากใบที่แม้ว่าจะมีแสงสว่างในห้วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะหมดอายุความไปรู้ว่ามีคดีที่คาอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนที่ปัตตานี ผมคิดว่าเราก็ต้องไปสืบเสาะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงมีคดีที่คาอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าทางผมเอง จริง ๆ แล้ว สว.สุนทร ก็อยู่ในคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมประชาชนของฝั่งวุฒิสภา ผมคิดว่าก็คงต้องรับเป็นภาระในการที่จะต้องติดตามว่ามันมีช่องที่ติดเป็นข่อต่อมันขาดตอนตรงไหน จะได้ทวงคืนความยุติธรรม และเรื่องของกฎหมายที่คุณวิโรจน์ฝากไว้ ผมคิดว่าอันนี้เราก็เห็นด้วยอยู่แล้วเรื่องของการไม่มีอายุความ และทหารต้องขึ้นศาลพลเรือน ขอบคุณครับ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร : เหตุการณ์ความสูญเสียของประชาชนในอดีต มันไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่จะป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต


วิโรจน์ ลักขณาอดิศร : เหตุการณ์ความสูญเสียของประชาชนในอดีต มันไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่จะป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต


คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


สวัสดีทุกท่านนะครับ และขอรำลึกถึงผู้วายชนม์ด้วยนะครับ ผมคิดว่าหลายท่านได้พูดถึงสาระสำคัญของการจัดงานรำลึกที่จัดขึ้นครั้งนี้ก็ครบรอบ 16 ปี และเหลืออีก 4 ปีก็จะหมดอายุความ คือทุกท่านอาจจะโฟกัสไปที่อายุความ 20 ปี ถูกมั้ยครับ อายุความ 20 ปี ปกติผู้ต้องหาที่หลบหนีมักจะต้องหลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุน อยู่ก็เหมือนตาย มีชีวิต มีลมหายใจ ก็ไม่มีความสุขใช่มั้ยครับ แต่เราเห็นความแปลกประหลาดมั้ยครับว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้ไม่เห็นจะมีความหัวซุกหัวซุนใด ๆ ไม่เห็นจะมีความเดือดเนื้อร้อนใจใด ๆ อยากจะไปห้างก็ไปเหมือนเดิม อยากจะเดินถนนพบปะผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสก็ยังทำได้เหมือนเดิม


ดังนั้น เรื่องราวที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผู้มีอำนาจที่เราเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังหรือเบื้องหน้าก็ตาม เขารู้สึกครับ เขาเชื่อมั่นครับว่าจะมีอำนาจ มีมือที่มองไม่เห็น ที่จะทำให้เขาไม่ว่าจะทำชั่วช้าสามานย์ยังไง กฎหมายก็เอาผิดเขาไม่ได้ เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังเขามีอำนาจ ซึ่งเขาเชื่อว่ามีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย ไอ้แบบนี้ครับเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างมาก เป็นอันตรายต่อประชาชนอย่างมาก และถ้าเกิดกระบวนการยุติธรรมไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นธรรมและยุติสิ่งต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่เราบอกว่ามันเป็นกงล้อแห่งความหฤโหด มันก็จะเวียนกลับมาหาอนาคตซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันอาจจะเกิดขึ้นกับลูกเรา หลานเรา มันอาจจะเกิดขึ้นกับคนในภายภาคหน้าที่เราอาจจะไม่รู้จักก็ได้ วันนั้นเราอาจจะลาโลกนี้ไปแล้วก็ได้ แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นไงครับ


ดังนั้นหลายคนที่เคยถามผม เพื่อนผมหลายคนที่ถูกขนานนามว่าสลิ่มก็แล้วกัน ก็เคยมาคุยกับผมว่า เรื่องราวมันเคยเกิดขึ้นไปแล้ว จะฟื้นฝอยหาตะเข็บไปทำไม? ผมก็จะตอบว่า “ความยุติธรรม” ถ้ามันบังเกิดเรื่องราวบัดซบต่าง ๆ ที่มันเคยเกิดขึ้น มันจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะมันจะมีการยอมรับในการชั่วช้าสามานย์นั้น มันจะมีกระบวนการที่ทำให้ผู้ที่กระทำความผิดต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขากระทำ และมันจะเป็นบทเรียนให้ผู้ที่มีอำนาจได้รับรู้ว่าต่อให้เบื้องหลังหรือใครก็ตามที่อยู่หลังม่าน ที่ให้คำมั่นกับคุณว่าฆ่าไปเถอะ สังหารไปเถอะ ทำไปเถอะ ยังไงคุณก็ไม่โดนอะไร คุณจะได้ไม่เชื่อไอ้คนหลังม่านเหล่านั้น เพราะคุณเห็นบทเรียนของผู้ที่มีอำนาจที่ต้องรับผิดตามกฎหมายไปแล้ว นี่แหละครับคือ “นิติรัฐ” หรือที่หลายคนเรียกว่า “บ้านเมืองมันมีขื่อมีแป” บ้านเมืองที่มันมีขื่อมีแปมันทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ที่เรียกว่าประเทศ อยู่ได้อย่างสบายใจ รู้สึกว่ากฎหมายจะคุ้มครองเขา กฎหมายจะปกป้องเขา กฎหมายจะให้ความเป็นธรรมกับเขาเวลาที่เขาได้รับกับความอยุติธรรม


ที่ผ่านมาผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างมาก วันนี้เราพิสูจน์กันแล้วนะครับหลายกรณีแล้วว่า 1) “ชายชุดดำ” ไม่มีอยู่จริง ข้อกล่าวหาที่พยายามจะสาดโคลนเพื่อให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งขยับตัวออกมาเป็นฝั่งตรงข้ามกับกลุ่มประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย พิสูจน์แล้วนะครับว่า “ชายชุดดำ” ไม่มีอยู่จริง 2) มีการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมแล้วว่า อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งว่ากระสุนถูกยิงมาจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็คงเป็นเจ้าหน้าที่อื่นไม่ได้ ก็คือทหารบางคนปฏิบัติ ผมไม่อยากใช้คำว่าปฏิบัติหน้าที่ ผมเรียกว่าก่อกรรมทำเวรในวันนั้นก็แล้วกัน ก็พิสูจน์กันมาหมดแล้ว แล้วมีอะไรอีกครับ เรื่องราวที่มันน่าหดหู่ที่สุดก็คือเหตุการณ์ในวัดปทุมฯ ครับ คือหาว่ามีภาพปรากฏของคนซุ่มยิงถืออาวุธ แต่ปรากฏว่าจับมือใครดมไม่ได้ แต่แปลกมั้ย? เราจำ “จ่านิว” ได้มั้ย ไอ้นั่นก็เหมือนกัน คนที่ตีหัวจ่านิวก็จับไม่ได้ แต่พอปรากฏว่าถ้าไอ้คน ๆ นั้นเป็นคนที่ทางการตามล่าตัว เห็นหน้าเฉี่ยว ๆ จากกล้องวงจรปิดที่ดูยังไงก็ไม่ชัด ยังล่าตัวมาได้ มันแปลกมั้ย?


นี่ก็คือสิ่งที่สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้อำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับประชาชน ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าหน้าที่จะตามล่าตามหาผู้ต้องหาตามที่ปรากฏเป็นภาพถืออาวุธบน บนสถานีรถไฟฟ้า BTS แล้วยิงใส่ประชาชน ทำไมจะจับไม่ได้ แล้วที่สำคัญที่สุดอะไร ผมเคยอยู่ในกรรมาธิการการทหาร ทหารเขาจะมีการข่าว เขารู้ครับว่าคนที่แต่งชุดแบบนี้ต้องไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายตามที่เขากล่าวอ้างแน่ ๆ ต้องไม่ใช่ชายชุดดำที่เขากล่าวหาแน่ ๆ แต่เป็นคนที่ทำหน้าที่หน่วยปฐมพยาบาลหรือหน่วยพยาบาล คุณจะไม่รู้ได้ยังไง หรืออย่างน้อย ๆ ตอนที่คุณจะเอากล้องไปส่องเขา คุณจะไปเล็งเขา หน้าที่ของทหารคืออะไร จะต้องเล็งก่อนว่ามือของเป้าหมายนั้นถืออาวุธที่เป็นภัยคุกคามหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่มี


ดังนั้น การยิง การลั่นกระสุนในวันนั้นจึงมองเป็นอื่นไม่ได้เลย คือคุณมองคนเป็นผักปลา คุณเข่นฆ่าเพื่อให้เกิดความสะใจเท่านั้นเอง และมันมีกระบวนการที่มาปลุกปั่น ให้เจ้าหน้าที่ ให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง รู้สึกชิงชัง รู้สึกเกลียดชัง ว่าคนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ใช่มนุษย์ ที่คุณจะสังหารเข่นฆ่าทำร้ายทำลายยังไงก็ได้ ผมถึงบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553 มันคือเหตุการณ์จำลองย่อม ๆ ของนานกิงเลยนะครับ ที่เจ้าหน้ารัฐไม่ได้มองเห็นประชาชนเป็นประชาชน ที่คนกลุ่มหนึ่งเหยียดหยามประชาชนคนร่วมชาติเหมือนไม่ใช่มนุษย์ที่ทำการเข่นฆ่าย่ำยีอย่างไรก็ได้ มันเป็นขบวนการที่โหดร้ายที่ไม่ใช่แค่การกระทำความผิดทางอาญา แต่มันเป็นการสร้างความเกลียดชังที่ทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่งถูกมองว่าไม่ใช่มนุษย์ ที่กฎหมายไม่ต้องคุ้มครองยังไงก็ได้ นี่คือความร้ายกาจที่มันเกิดขึ้นในปี 2553


ตอนนั้นผมในวัย 20 ขวบครับ ก็เถียงกับเพื่อนผม วันนั้นผมตั้งคำถามกับเพื่อนผมที่ถูกขนานนามว่าสลิ่ม ผมบอกว่าคนที่ถูกทำร้าย คนที่เสียชีวิต วันนั้นผมพูดกับเขาจริง ๆ นะ ว่าเขาเคยฆ่าพ่อคุณเหรอ? หรืออย่างน้อย ๆ เขาเคยยืมเงินแม่คุณแล้วไม่คืนหรือเปล่า? เขาเคยทำร้ายผลักอกตัวคุณมั้ย? คุณเคยรู้จักเขาหรือเปล่าเถอะ คุณก็ยังไม่เคย คุณเกลียดเขาทำไม? คุณรู้สึกยินดีกับการสูญเสียชีวิตของเขาไปได้ยังไง? มันแปลกมั้ยครับ นี่คือความเลวร้ายในปี 2553 เราเกลียดกันโดยที่เรายังไม่รู้จักกันเลยว่าเขาคือใคร เราเกลียดกันโดยที่ไม่มีมูลเหตุว่าอีกฝ่ายหนึ่งมันทำอะไรกับเรา


และที่แย่ที่สุด ตอนนี้เราจะเจอคำพูดคำหนึ่งว่า เซาะกร่อนบ่อนทำลาย, จงใจบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จงใจด้วยนะ จงใจแปลว่าตั้งใจสรรขึ้นมา ถ้าเราพูดถึงอะไรที่ตั้งใจสรรสร้างขึ้นมา ผมนึกอยู่อย่างเดียวที่อยู่ในหัวตอนนี้คือผังล้มเจ้ากำมะลอ แล้วถามว่าทำไมถึงเรียกว่าจงใจ เพราะไอ้คนทำมันไปรับกับศาลไงว่ามันจงใจขึ้นมาไม่มีที่มาที่ไปอยู่ดี ๆ มันก็เขียนขึ้นมาเอง มันเอาประชาชนคนนั้นคนนี้ตามจินตนาการอันบัดซบของมันมาใส่ในผังของมันแล้วก็โยงใยบ้าบอคอแตก แล้วก็กล่าวหาว่าประชาชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์


ผมตั้งคำถามว่าสิ่งที่มันทำเป็นความชั่วช้าสามานย์จริงหรือไม่ มันเอาความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน โดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังนั้น นี่ไม่ใช่การจงใจบ่อนทำลายหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เคยปรากฏขึ้นจริง และไอ้คนที่ทำไปรับกับศาลหน้าด้าน ๆ นี่ก็คือสิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดแล้วคือจงใจเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน แต่ปรากฏว่าไอ้คน ๆ นั้น คนกลุ่มนั้นก็ลอยหน้าลอยตามีชีวิตที่ผาสุกอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่จริงมันคือภัยร้ายของสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมยืนยัน


ถามว่าเราเหลือเวลาอีก 4 ปี ความเป็นรูปธรรมที่เราบอกว่าเราจะต้องต่อสู้ไปด้วยกัน ผมใช้คำว่าต่อสู้ เพราะผมคิดว่าเป็นจริงได้ แต่มันไม่ง่ายครับ ล่าสุดผมเพิ่งคุยกับ เอกราช อุดมอำนวย เข้าใจว่าจะมีการยื่นแก้ไขพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารเข้าไปอีก และคงจะต้องขอความกรุณาจากประชาชนที่นี่ครับ เพราะลำพัง 120 เสียงของพรรคประชาชนไม่เพียงพอที่จะผ่านวาระ 1 หรือต่อให้เพียงพอ เราก็ไม่มั่นใจว่าจะผ่านวาระที่ 2 วาระที่ 3 ดังนั้นทางเดียวครับคือการขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองเพื่อนบ้าน พรรคการเมืองที่เคยร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกันมา ผมเชื่อว่าถ้ามีคะแนนเสียงที่เพียงพอจากหลายพรรคการเมือง หรือพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภา เราผ่านได้ครับ


นี่คือเนื้อหาสาระของพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ก็คือ คดีอาญาที่ทหารกระทำกับประชาชน ไม่ต้องขึ้นศาลทหารครับ ขึ้นศาลยุติธรรม และคดีทุจริตทั้งปวง ไม่ต้องขึ้นศาลทหารครับ มาขึ้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบแทน หลายพรรคการเมืองเคยมีนโยบายว่าจะลากทหารขึ้นศาลพลเรือน ผมในฐานะที่เคยทำงานกับทหาร และเคยสัมผัสกับทหารที่ดี ผมก็ต้องปกป้องทหารที่ดี ผมบอกผมเปลี่ยนนิดเดียวเลย ผมบอกกรรมการบริหารพรรคเปลี่ยนนโยบายนิดเดียว อย่าไปลากทหารขึ้นศาลพลเรือน เขาทำผิดวินัยก็ขึ้นศาลทหารเหมือนเดิม แต่เราต้องการลากโจรในคราบทหารขึ้นศาลพลเรือนต่างหาก เราต้องการลากฆาตกรในคราบทหารขึ้นศาลพลเรือนต่างหาก ทหารดี ๆ เขาจะได้ไม่ได้รับผลกระทบแบบนั้น ส่วนไอ้ทหารโจร ทหารนักฆ่า ต้องขึ้นศาลยุติธรรม ทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นศาลอาญาทุจริตฯ และถ้าเราทำเช่นนั้นได้ ความยุติธรรมบังเกิด มันจะเป็นบทเรียนให้ทหารรุ่นใหม่ ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดใช้อาวุธที่ซื้อมาโดยภาษีของพี่น้องประชาชน หันปลายกระบอกปืน ใส่กระสุน แล้วเล็ง แล้วลั่นไกไปที่ประชาชนอีก


หลายคนบอกว่าทำไมวิโรจน์ถึงโฟกัส พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ก็ทุกครั้งไม่ใช่หรือครับ ตั้งแต่ 14ตุลา ก็ดี 6ตุลา ก็ดี พฤษภาทมิฬ ก็ดี เมษา-พฤษภา53 ก็ดี อาวุธที่ทำให้ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยต้องล้มตาย คืออาวุธปกติเหรอครับ? เป็นไม้เหรอครับ เป็นมีดเหรอครับ ไม่ใช่ครับ คืออาวุธสงครามทั้งสิ้น แล้วคนที่ยิงคือใคร คนที่ใช้คือใคร ก็คือไอ้ทหารโจร ถูกมั้ย? ในขณะที่ทหารที่ดีก็ตาปริบ ๆ จะห้ามก็ไม่ได้ สุดท้ายเข้าสู่กระบวนการ ก็มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องต้องทำให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดอีก คราวนี้ง่ายที่สุดครับ ไปศาลยุติธรรม ไปศาลอาญาทุจริต แล้วเราจะหยุดกงล้อแห่งความหฤโหดเอาไว้ได้ นี่คือผลสำคัญที่สุดของความยุติธรรมนะครับ มันไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่มันจะป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก


เมื่อกี้คุณพิจารณ์พูดไปแล้ว อีกหนึ่งรูปธรรมก็คือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้การที่ผู้มีอำนาจกระทำการเข่นฆ่าประชาชนต้องมีอายุความ เอาดิ มึงลอยหน้าลอยตา ก็ลอยหน้าลอยตาไปเรื่อย ๆ วันที่คุณตาย ดอกไม้จันทน์ที่เอาไปวาง ผมจะบอกว่า เออ...วันนี้หมดอายุความมึงจริง ๆ ละ คือวันตายของมึง กูยอมให้มึงหมดอายุความในวันที่มึงตายจากโลกนี้ไป เอาดิ ถูกมั้ยฮะ ณ ที่นี้ก็คือภารกิจคร่าว ๆ นะครับของพรรคประชาชนที่เป็นรูปธรรม ทั้งการแก้ไขพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ซึ่งอาจต้องขอความกรุณานะครับ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยก็ต้องไปยื่นกับพรรคการเมืองอื่น ผมคิดเหมือนกันครับ ใครจะเคลมความสำเร็จเคลมได้เลย ใครจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ เป็นไปได้เลย จะเอาร่างใครเป็นเป็นร่างหลัก เอาได้เลย ขอให้มันผ่านสภาและมีนัยสำคัญ แค่มาตราสำคัญ แค่มาตราเดียวก็พอ เอาดิ


คือคดีที่ทหารทำร้ายประชาชน หรือคดีที่ทหารทำทุจริต ขึ้นศาลยุติธรรม ขึ้นศาลอาญาทุจริตฯ นอกนั้นเป็นกรรมาธิการธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องมีตำแหน่งในกรรมาธิการเลยก็ได้ ไม่ต้องมีภาพในข่าวเลยก็ได้ ตอนที่คุณแถลงความสำเร็จ ผมนั่งเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ข้าง ๆ ก็ได้ คุณเอาความสำเร็จ คุณเคลมไปเลย เพราะเป้าหมายของพวกผมคือไม่ต้องการเห็นความหฤโหดอย่างนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกแล้ว


ผมรู้ครับว่าหลายคนบอกว่าฉันต้องไปขอพรรคนั้น ต้องไปขอพรรคนี้ มันอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่ผมยืนยันจริง ๆ ครับ เราต้องการความสำเร็จครับ และผมยันด้วยซ้ำไปนะ ผมเคยคุยกับเอกราช ผมบอกผมไม่ต้องเป็นประธานก็ได้ วันนั้นผมจำได้ หมอเหวงไปยื่นหนังสือ แจมมาปรึกษาผม ผมบอกให้ยื่นกับพรรคการเมืองหนึ่งก็ได้ ให้เขาเป็นพี่ใหญ่ ผมเป็นน้องคนเล็กก็ได้ ผมลงไปแล้วเขาจะเครียดหรือเปล่า งั้นผมไม่ลงไปก็ได้ ส่งสส.น้อง ๆ ไปรับแทนก็ได้ ให้เขาเป็นพระเอกไป เพราะเราต้องการให้มันออกมาจริง ๆ เพราะเราก็รู้ใช่มั้ยในทางการเมืองบางครั้ง คุณไปแย่งกันเด่นเขาก็น้อยใจ ถูกมั้ย? ผมไม่อยากคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องนี้ และครั้งนี้ผมก็ยืนยันเหมือนเดิม พรรคประชาชนผมรับปากเลยครับ ถ้าวาระ 1 ผ่าน จะไม่มีการแย่งชิงเพื่อเป็นประธานแน่นอน!!! ก็เป็นกรรมาธิการตามสัดส่วนตามกฎหมายไป แต่ขอให้มันผ่านเถอะ เพื่อจะได้หยุดวงล้อแห่งความอเนจอนาถแบบนี้ ให้มันหยุดที่ตรงนี้ให้ได้


อีก 2 กฎหมายที่ต้องแก้ไปด้วยกันก็พูดให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ป. ป.ป.ช. และตัวพระราชบัญญัติ วิธีการพิจารณาคดีในศาลอาญาทุจริต คือต้องแก้เพื่อให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ซึ่งอันนี้ก็ต้องฝากทางท่าน สว. ด้วย เพราะว่ามี พ.ร.ป. ป.ป.ช. ด้วยนะครับ และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะพยายามทำให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด ผมไม่อยากใช้คำว่า 4 ปีนะ ถ้ามันเกิดขึ้นภายใน 6 เดือนได้ ทำไมต้องรอ 4 ปี, 1 ปีได้ ทำไมต้องรอ 4 ปี เข้าใจว่าถ้ามีประชุมพรรคก็จะมีไปสื่อสารกันเรื่องนี้ ถ้ามีความคืบหน้าอย่างไรก็จะหารือแจ้งผ่านทางหมอเหวงและอ.ธิดาในโอกาสถัดไป


สำหรับวันนี้นะครับ รำลึกผู้วายชนม์และให้กำลังใจกับผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ : ผมไม่ได้มาหาเสียง ไม่ได้มาสร้างความนิยม แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ พรรคประชาชนได้เสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ใช้กลไกทางสภาขับเคลื่อนให้สำเร็จใน 4 ปีที่เหลืออยู่

 


พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ : ผมไม่ได้มาหาเสียง ไม่ได้มาสร้างความนิยม แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ พรรคประชาชนได้เสนอแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ใช้กลไกทางสภาขับเคลื่อนให้สำเร็จใน 4 ปีที่เหลืออยู่


คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


กราบสวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องผู้รักในประชาธิปไตย กราบสวัสดีญาติพี่น้องของวีรชนผู้วายชนม์จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 รวมถึงพฤษภาคม ต่อเนื่องกัน พี่น้องครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ นะครับ ผมเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคประชาชน วันนี้ขออนุญาตที่มาเป็นตัวแทนของหัวหน้าพรรค ต้องกราบเรียนว่าวันนี้มีการประชุมที่สภา ท่านหัวหน้าไม่สามารถที่จะเดินทางมาด้วยตัวเอง ก็ให้ทางผม และวันนี้ไม่ได้เดินทางมาคนเดียวนะครับ วันนี้ก็ยังมีอดีตสส.วิโรจน์ นะครับมาด้วยกัน และเมื่อสักครู่ก็ยังมีสส.เสกสิทธิ์ และสส.สหัสวัต


วันนี้ผมอยากจะกราบเรียนทุกท่านอย่างนี้ครับว่า ในฐานะพรรคการเมือง ในฐานะพรรคประชาชน แน่นอนว่าเราไม่ได้หลงลืมและเราก็ไม่ได้ละเลยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 16 ปีที่แล้ว 16 ปี เป็นเวลาที่ยาวนานครับ ลูกชายผมเกิด 20 พฤษภาคม 2553 เขาเกิดมาในยุคที่ถ้าพ่อแม่ไม่ได้บอกเล่าให้ฟังเขาก็ไม่มีทางรู้ ถ้าเขาไม่ได้สืบค้นหาข้อมูลเขาก็ไม่ทราบ ดังนั้น กิจกรรมที่พวกเรามารวมตัวกันในวันนี้ ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญเพื่อจะยืนยันว่าเราไม่ได้ละเลยและเราไม่ได้หลงลืม และ 4 ปีที่เหลืออยู่ พวกเราจะพยายามที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้วายชนม์ ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้กับครอบครัวทุก ๆ ท่านที่ผ่านความโศกเศร้าตลอด 16 ปีที่ผ่านมา


พี่น้องครับ เมื่อสักครู่ผมมีโอกาสได้รับฟังการปราศรัยของหลาย ๆ ท่าน ต้องขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม อ.ธิดา ได้กล่าวถึงบทบาทพรรคการเมือง วันนี้แม้ว่าพวกเราจะมาในนามพรรคการเมือง แต่เรายืนยันว่าการมาร่วมอยู่ ณ ที่นี้ เราไม่ได้มาหาเสียง เราไม่ได้มาสร้างความนิยมทางการเมือง แต่เรามาเพราะเราอยากเห็นการเมืองไทยที่ดีขึ้น และผมอยากจะเรียนครับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน การใช้อำนาจรัฐในการห้ำหั่นเข่นฆ่าประชาชนนั้น ถ้าเราไม่สามารถเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้มันถูกต้อง ทำให้มันกระจ่าง หาผู้รับผิดชอบได้ เหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็จะวนเวียนซ้ำซากเกิดขึ้นอีกในอนาคต

 

และฐานะพรรคการเมืองที่ตั้งชื่อว่าพรรคประชาชนที่ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ต้องเป็นของประชาชน เราจะปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ครับพี่น้อง ผมย้ำอีกครับว่าผมไม่ได้มาหาเสียง ไม่ได้มาสร้างความนิยม แต่เป็นข้อเท็จจริงครับว่า พรรคประชาชนมีการเสนอ เมื่อสักครูหลายท่านได้พูดแล้ว โดย สส.เอกราช และสส.วิโรจน์ ในการแก้ไขพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร เราพยายามผลักดันอยู่ในชั้นกรรมาธิการ เดี๋ยวพี่วิโรจน์อาจจะมาถ่ายทอดให้ท่านได้ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

มากไปกว่านั้น สส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ร่วมกับคณะทำงาน ร่วมกับ สส.รอมฏอน ปันจอร์ และอีกหลายท่านร่วมกันยื่นร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในมาตรา 95 ที่จะหยุดเข็มนาฬิกาของอายุความ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งการ เจ้าหน้าที่รัฐหลบหนีไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อายุความต้องสิ้นสุดหยุดลง สส. คณะทำงานยื่นไปแล้วในสภาชุดที่ 26 แต่ยังไม่ได้ถูกพิจารณา เข้าสู่การเลือกตั้ง พรรคประชาชนประกาศชัดครับ ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของพรรคประชาชนคือ ชุดกฎหมายในการที่จะยุติวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล ก็คือการแก้ไขตัวประมวลกฎหมายอาญา การแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร การแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการพิจารณาความอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกฎหมายสำคัญครับพี่น้อง ว่าเราต้องการคืนสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สามารถที่จะฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ ฟ้องร้องผู้ที่มีอำนาจสั่งการ โดยตรงไปที่ศาลอาญา ศาลยุติธรรมได้ โดยไม่ต้องไปพึ่งพาองค์กรอิสระที่มันไม่อิสระอย่างที่เราเห็นกันอยู่

 

เพราะฉะนั้นยืนยันครับพี่น้องว่า ความพยายามของพรรคประชาชนเหล่านี้คือหนึ่งในจิ๊กซอว์ในภาพใหญ่ที่เราอยากจะสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนจริง ๆ ดังนั้นพี่น้องครับ เวลาที่เหลืออยู่ 4 ปีหลังจากนี้ พรรคประชาชนจะพยายาม และก็อยากจะร่วมกันกับพี่น้องที่จะขับเคลื่อนทำงานทางความคิด ใช้กลไกทางสภาร่วมกับพี่ ๆ น้อง ๆ วุฒิสมาชิก เข้าไปแก้ไขชุดกฎหมายที่ผมได้เรียนมาแล้ว เพื่อวีรชนคนเสื้อแดง 10 เมษายน 2553 การต่อสู้ของเขาจะไม่สูญเปล่า จนกว่าอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชนครับพี่น้องครับ กราบขอบพระคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง


วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569

‘เท้ง​ ณัฐพงษ์’ พร้อมด้วย ‘ตี้ กิตติชัย’ และ ‘เพชร กรุณพล’ ดาวกระจาย สส. พรรคประชาชนร่วมฉลองปีใหม่ไทยและให้กำลังใจพี่น้องชาวเหนือที่จังหวัดลำปาง

 


‘เท้ง​ ณัฐพงษ์’ พร้อมด้วย ‘ตี้ กิตติชัย’ และ ‘เพชร กรุณพล’ ดาวกระจาย สส. พรรคประชาชนร่วมฉลองปีใหม่ไทยและให้กำลังใจพี่น้องชาวเหนือที่จังหวัดลำปาง


วันที่ 12 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมงานพรรคประชาชน ลงพื้นที่ภาคเหนือเพื่อเยี่ยมเยือนประชาชนพร้อมรับฟังทุกข์สุขจากพี่น้องท่ามกลางวิกฤตน้ำมันในช่วงสงกรานต์


ณัฐพงษ์พร้อมด้วยรองหัวหน้าพรรค รองโฆษกพรรคและทีมงานเริ่มเดินทางพบปะประชาชนบริเวณด้านหน้าไปรษณีย์ สาขาจังหวัดลำปาง ถนนทิพย์ช้าง สิ้นสุดที่ห้าแยกหอนาฬิกา จังหวัดลำปาง ขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนชาวลำปางเข้ามาทักทายต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อม โอบกอด ร่วมปะแป้ง และถ่ายรูปตลอดทาง พร้อมสะท้อนความทุกข์ร้อนที่กำลังเผชิญอยู่ 


ประชาชนที่ร่วมเล่นสงกรานต์ให้ความเห็นว่า ปีนี้พี่น้องประชาชนกลับมาเยี่ยมบ้านใ่นช่วงสงกรานต์น้อยลงไปมากหากเทียบจากช่วงเทศกาลสงกรานต์เดียวกันในช่วงปีก่อนหน้า พ่อค้าแม่ขายในพื้นที่ต่างก็เล่าให้ฟังว่าประชาชนที่มาร่วมงานเทศกาลสงกรานต์เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้เกิดวิกฤตน้ำมัน ส่งผลกระทบให้ประชาชนกลับบ้านร่วมฉลองเทศกาลสงกรานต์ในต่างจังหวัดน้อยลง ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวก็เดินทางมาเที่ยวน้อยลงไปด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน


















ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ : การเมืองเป็นเรื่องที่กินได้ จับต้องได้ เราต้องมีส่วนร่วมในการที่จะทำให้การเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

 


ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ : การเมืองเป็นเรื่องที่กินได้ จับต้องได้ เราต้องมีส่วนร่วมในการที่จะทำให้การเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง


คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


ท่านอาจารย์ธิดา ท่านอาจารย์หมอเหวง ท่านผู้แทนราษฎร ท่านวุฒิสมาชิก และประชาชนผู้ยังระลึกนึกถึงความเจ็บปวดของประชาชนในการที่เผด็จการมาย่ำยี เด็ดชีพ นำกระสุนจริงมาสังหารประชาชน ณ บริเวณตรงนี้ ถนนราชดำเนินเป็นถนนประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตย เหตุการณ์สำคัญ ๆ ทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 14ตุลา, 6ตุลา, พฤษภาทมิฬ35 มาถึงเมษา-พฤษภา53 ตั้งแต่ใช้ถนนนี้เป็นถนนประวัติศาสตร์ในการที่จะเรียกร้องสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย


ถ้าหากว่าในปี 2553 ซึ่งปี 2535 ก็มาจากการเรียกร้องให้รัฐบาลสุจินดา คราประยูร ซึ่งไม่ได้มาระบอบประชาธิปไตย ให้ออกไป แล้วก็จัดตั้งให้มีการเลือกตั้ง มันก็ไม่สามารถที่จะต้องมาเกิดเหตุการณ์นั้นอีก ถ้าหากว่าไม่เกิดการใช้อำนาจเผด็จการเข้ามา แต่ว่าในปี 2535 หลังจากที่ภาคประชาชนได้ชัยชนะ ต้องบอกว่าได้ชัยชนะ ในช่วงนั้นเราก็ได้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเราถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ที่มีการถ่วงดุลทั้งอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร แล้วก็ตุลาการ มีองค์กรอิสระขึ้นมาที่จะทำหน้าที่แทนประชาชน แต่น่าเสียดายเหลือเกิน ในระยะเวลาของการต่อสู้เพียงไม่กี่ปี ระบอบเผด็จการที่ไม่ยอมคืนอำนาจประชาธิปไตยให้กับประชาชนเต็มใบเสียที ให้แต่ครึ่ง ๆ มาตลอด ก็สามารถที่จะดึงเอาอำนาจไปสู่ระบอบเผด็จการอีก เราก็รู้ว่าปัจจุบันนี้ สว. ส่วนใหญ่มาอย่างไร แล้ว สว. มีอำนาจในการที่จะแต่งตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระมันจะไม่ได้อิสระ ใช้อำนาจของประชาชน แต่ใช้อำนาจของกลุ่มเฉพาะ

 

ต้องขอบคุณอาจารย์ ส. ศิวรักษ์ ซึ่งได้ออกมาพูดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนว่า คุณรู้ไหมว่าใครที่น่ากลัวที่สุดในประเทศไทย ลองคิดดูซิคะว่าใครที่น่ากลัวที่สุดในประเทศไทย แล้วถ้าบอกว่า ก็ “เนวิน” ไง เพราะเนวินอยู่เบื้องหลังการโกงให้มีรัฐบาลสีน้ำเงิน เขาก็สามารถจะคุมรัฐบาลชุดนี้ได้ สส.ก็คุมได้ เสียงข้างมาก สว. ก็คุมได้ เสียงข้างมาก องค์กรอิสระทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็น กกต. พวกศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหลายทั้งแหล่เขาก็คุมได้ แล้วประเทศนี้อำนาจของประชาชนจะอยู่ตรงไหน นี่ก็คือการขับเคลื่อนของอำนาจเผด็จการที่ยังไม่ยอมให้อำนาจของประชาชนได้เบ่งบานในส่วนของประชาธิปไตย เพื่อประชาชน โดยประชาชน เสียทีหนึ่ง

 

ดิฉันเองในนามของคนยากคนจนซึ่งได้รับผลกระทบ ซึ่งคนยากคนจนจะถูกฝังหัวมาว่าเลือกใครไปมันก็เหมือนเดิมแหละ มันก็ไปโกงกินอะไรเหมือนเดิม มันไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เขาฝังหัวไปอย่างนั้น แต่ครั้งนี้คนที่พูดแบบนั้นบอกว่า ครู เห็นแล้วว่ามันไม่เหมือน หัวหน้ารัฐบาลบอกว่าเลือกเขา 4 ปี เดี๋ยวจะรวย จะรวย จนต้องบอกว่าพอแล้ว พอแล้ว แต่ตอนนี้มันจนจนไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีจะกินกัน น้ำมัน เรารู้ดีใช่มั้ยคะว่าน้ำมันในสต๊อก แต่คุณเอามาขายแพง คุณซื้อมาราคาถูก แต่คุณขายกระโดดขึ้นไปกี่เท่าตัว คือเรื่องของการเมืองทั้งนั้น การเมืองเป็นเรื่องที่กินได้ จับต้องได้ สิทธิของประชาชน ฉะนั้น เราจะฝากอย่างเดียวไม่ได้ เราก็ต้องมีส่วนร่วมในการที่จะทำให้การเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เดี๋ยวยังมีอีกหลายท่าน ดิฉันขอกราบขอบพระคุณ อ.ธิดา คุณหมอเหวง สมาชิกของคณะประชาชนทวงความยุติธรรม ที่ยังยืนหยัดดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชน ขอคารวะจิตวิญญาณที่สูงส่งของทุก ๆ ท่าน ขอบพระคุณมากค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง