วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนชี้ช่องรัฐบาลใช้งบกลางแก้กากอุตสาหกรรมปราจีนฯ 'วีระยุทธ' เตือนช้าไป 1 สัปดาห์ กระทบนาข้าว-สัตว์น้ำ

 


พรรคประชาชนชี้ช่องรัฐบาลใช้งบกลางแก้กากอุตสาหกรรมปราจีนฯ 'วีระยุทธ' เตือนช้าไป 1 สัปดาห์ กระทบนาข้าว-สัตว์น้ำ


วันที่ 7 ตุลาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พูนศักดิ์ จำปาปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ สส. ของพรรค ร่วมกันแถลงข่าวหลังการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม ณ อาคารรัฐสภา เรื่องแนวทางการบริหารจัดการการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง


วีระยุทธกล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย และยังมีพื้นที่สีแดง โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม โดยมีประเด็นที่ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ กรณีจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งกำลังประสบวิกฤตซ้อนวิกฤตจากปัญหามลพิษที่ตกค้างมานาน แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่ได้ติดตามตรวจสอบให้ชัดเจน เมื่อเกิดน้ำท่วมจึงนำไปสู่ปัญหาบานปลาย


ก่อนหน้านี้ วีระยุทธได้ลงพื้นที่ปราจีนบุรีพร้อมกับพูนศักดิ์ และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พบภาพถ่ายจากโดรนที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความเสี่ยงสูงที่น้ำปนเปื้อนมลพิษจากกากอุตสาหกรรมจะไหลรั่วไหลออกมา โดยประเมินในเบื้องต้นว่าครอบคลุมรัศมีอย่างน้อย 1 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่า ขอบเขตมลพิษอาจขยายไปไกลกว่าตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ โดยมีการร้องเรียนจากพื้นที่บ้านสามขาเหนือ บ้านคูลำพัน และบ้านโคกวัด ซึ่งสะท้อนว่าน้ำปนเปื้อนสารพิษมีโอกาสแพร่กระจายไปไกลกว่าที่กังวลไว้ในตอนแรก


วีระยุทธระบุว่า หากคราบน้ำมันและสารพิษแพร่กระจายจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังไร่นาและสัตว์น้ำ พรรคประชาชนจึงได้ติดตามเรื่องนี้ผ่าน กมธ.การอุตสาหกรรม โดยเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ซึ่งพบว่าปัญหาแรกคือความล่าช้าของหน่วยงานรัฐ ที่เพิ่งลงพื้นที่ตรวจเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งล่าช้าไปถึง 1 สัปดาห์หลังเกิดน้ำท่วม


ด้านพูนศักดิ์กล่าวว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อถกเถียงเรื่องการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการบริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษ โดยอุตสาหกรรมจังหวัดได้ออกหนังสือประกาศการขอขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมประมาณ 100,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน ซึ่งตามกฎหมายการประกอบกิจการฝังกลบของเสียอุตสาหกรรมไม่อันตรายที่มีการเพิ่มกำลังการผลิต เข้าข่ายประเภทกิจการที่ต้องจัดทำ EIA


อย่างไรก็ตาม ทางอุตสาหกรรมจังหวัดมีความเห็นแย้งว่า การขยายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงานฯ มีเกณฑ์พิจารณาจาก 1. การเพิ่มกำลังการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหรือกำลังแรงม้า และ 2. การขยายพื้นที่โครงการ ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับมีเงื่อนไขต่างกัน ดังนั้น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ต้องเร่งสร้างความชัดเจนว่าโครงการลักษณะนี้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ ว่าจำเป็นต้องทำ EIA หรือไม่


พูนศักดิ์เน้นย้ำว่า พื้นที่ตั้งโครงการในปัจจุบันเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ถูกน้ำท่วมถึงตลอดเวลา และโดยรอบเป็นพื้นที่เกษตรกรรม การนำขยะสารพิษมาเทกองไว้ในบริเวณนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร สผ. จึงต้องเร่งสร้างความชัดเจน และนำเงื่อนไขของ EIA มาประกอบการพิจารณาอนุญาตโรงงานดังกล่าว


วีระยุทธกล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ มี 2 ช่องทางที่สามารถดำเนินการเร่งด่วนได้ ช่องทางแรกคือ กรมควบคุมมลพิษ ซึ่ง กมธ. ได้เร่งให้ตรวจสอบ ซึ่งผลน่าจะออกในสัปดาห์หน้า ส่วนอีกช่องทางคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมี พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ที่ให้อำนาจกรมฯ เข้าไปกำจัดกากสารพิษและฟื้นฟูพื้นที่ได้ ดังเช่นโครงการที่เคยดำเนินการในปี 2569 ได้แก่ วินโพรเสส (Win Process) ที่จังหวัดระยอง และ แว็กซ์ การ์เบ็จ (Wax Garbage) ที่จังหวัดราชบุรี


แต่จากการหารือในวันนี้ พบว่าหน่วยงานยังขาดแคลนงบประมาณ พรรคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา หากได้รับจัดสรรงบประมาณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือหากรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนและคำนึงถึงชีวิตของประชาชนชาวปราจีนบุรี ก็สามารถอนุมัติใช้ ‘งบกลาง’ ได้ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรณีของวินโพรเสสใช้งบประมาณไปกว่า 400 ล้านบาท หากมีการจัดสรรงบกลางระดับร้อยล้านบาท ก็จะสามารถควบคุมและป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้


วีระยุทธกล่าวสรุปว่า ทาง กมธ. จะยังคงติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แม้ผลการตรวจสอบจะออกในสัปดาห์หน้า แต่ระหว่างนี้ขอเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้อำนาจตามกฎหมายเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ทันที และหากงบประมาณไม่พอ ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบกลางเข้ามาดูแล เนื่องจากเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนและฉุกเฉิน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กรรมาธิการอุตสาหกรรม #กากอุตสาหกรรม #ปราจีนบุรี







ทีมแพทย์อาสาประชาชนลุยสายไหม ชาวบ้านน้ำกัดเท้า-แผลเปื่อยเพียบ กังวลน้ำมาอีกรอบ

 


ทีมแพทย์อาสาประชาชนลุยสายไหม ชาวบ้านน้ำกัดเท้า-แผลเปื่อยเพียบ กังวลน้ำมาอีกรอบ


วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ทีมแพทย์อาสาประชาชนออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อให้บริการตรวจรักษาประชาชนในพื้นที่เขตสายไหม 3 จุด ได้แก่ ชุมชน กสบ. หมู่ 5, หมู่บ้านอัมรินทร์นิเวศน์ 3 ผัง 2 และบ้านมั่นคง จิระมะกร โดยมีประชาชนมารอรับบริการทางการแพทย์อย่างคับคั่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยที่มีอาการน้ำกัดเท้าและแผลเปื่อย เนื่องจากในพื้นที่มีน้ำท่วมขังนานถึง 7 วัน และน้ำเพิ่งลดลงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังพบผู้สูงอายุอีกจำนวนหนึ่งมีอาการปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง เนื่องจากความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงปวดกล้ามเนื้อจากการยกของหนักหนีน้ำ


จากการสอบถามพบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความกังวลเรื่องโรคภัยที่มากับน้ำ โดยเฉพาะโรคฉี่หนู จึงมาขอรับยาป้องกัน อย่างไรก็ตาม แพทย์ไม่แนะนำให้รับประทานยาในช่วงนี้ เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ประกอบกับขณะนี้น้ำแห้งแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาป้องกันโรคฉี่หนูในช่วงนี้


ขณะเดียวกัน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์น้ำ เนื่องจากขณะนี้น้ำในคลองสองยังมีระดับสูงเกือบปริ่มตลิ่ง หากมีฝนตกลงมาหรือมีการระบายน้ำเพิ่ม ก็อาจเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนได้อีกครั้ง หลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับน้ำท่วมสูงถึงระดับเอว ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนเป็นอย่างมาก


นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลเรื่องการรับเงินเยียวยา เนื่องจากยังมีความสับสนเกี่ยวกับเกณฑ์และเอกสารที่ใช้ขอรับเงิน โดยเฉพาะในพื้นที่นี้ซึ่งบ้านเรือนจำนวนมากเป็นบ้านเช่าที่ทำสัญญากันเพียงปากเปล่า ไม่มีเอกสารยืนยัน ส่งผลให้มีเพียงเจ้าของบ้านเท่านั้นที่สามารถขอรับเงินเยียวยาได้ ขณะที่ผู้เช่าซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยจริง กลับไม่มีสิทธิ์เข้าถึงการช่วยเหลือจากภาครัฐ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #น้ำท่วมกรุงเทพ


















ธิดา ถาวรเศรษฐ : เขาไม่อยากให้เราจำ เราต้องจำ!!! เขาไม่อยากให้เรามีบันทึกประวัติศาสตร์ประชาชน เราก็ต้องทำบันทึก!!!

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : เขาไม่อยากให้เราจำ เราต้องจำ!!! เขาไม่อยากให้เรามีบันทึกประวัติศาสตร์ประชาชน เราก็ต้องทำบันทึก!!!


วาระ #50ปี6ตุลา

ณ มธ.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันที่ 6 ตุลาคม 2569


#50ปี6ตุลา เป็นวาระที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะมันเป็นการสังหารหมู่โดยอำนาจรัฐที่ป่าเถื่อนมาก ลักษณะพิเศษก็คือ เหยื่อของการกระทำเป็นปัญญาชนและเป็นการสังหารหมู่ และจัดการจับคนนับพัน กระทำการโหดร้ายป่าเถื่อนในพื้นที่แห่งนี้ของมหาวิทยาลัย ซึ่งมันเป็นสถานที่ชุมนุม คือในบรรดาการต่อสู้ที่ผ่านมา การปราบปรามเข่นฆ่าจะไปอยู่ที่กลางถนนในเมือง แต่นี่ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งปัญญาชนก็เข้าใจว่านี่เป็นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย และก็ไม่ได้มีลักษณะคุกคาม ดังนั้นจึงมีลักษณะพิเศษของ #50ปี6ตุลา


มันมันเป็นเรื่องที่เราจำเป็นที่ต้องมารำลึก อาจจะมีข้ออ่อนบางส่วนที่เป็นบทเรียนของผู้ชุมนุม แต่อยากจะบอกว่าด้านหลักของปัญหาก็คือ “ผู้ปราบปราม” ซึ่งผู้ปราบปรามได้วางแผนมาตั้งแต่ 14ตุลา16 ทันทีที่มีชัยชนะจากนักศึกษาปัญญาชนก็มีการวางแผนในการที่จะทำลาย ไม่ว่าจะเป็นเกียรติภูมิศักดิ์ศรีอะไรต่าง ๆ เพราะว่ากระแสซ้ายมันมาค่อนข้างรุนแรง มันเป็นกระแสสากลนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชัยชนะของประเทศอินโดจีน สร้างความหวาดกลัวให้กับอำนาจรัฐจารีตอำนาจนิยมมาก


ดังนั้น การวางแผนจึงมีทันที 3 ปี ในการที่จะจัดการกับนักศึกษาซึ่งได้แนวคิดฝ่ายซ้ายจากสากล และจากการเติบใหญ่ของ พคท. ในประเทศด้วยจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตามมันเป็นบทเรียนให้เห็นว่าด้านหลักก็คือผู้ปราบปราม แม้จะมีข้ออ่อนอยู่บ้าง ข้ออ่อนที่สำคัญก็คือประชาชนได้ถูกจัดการให้แยกสลายจากนักศึกษาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อ/หนังสือพิมพ์ หัวเขียว-หัวเหลิอง-หัวแดง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ สมัยนั้นยังไม่มีการสื่อสารออนไลน์ แม้กระทั่งไปโฆษณาก็ต้องติดโปสเตอร์จนกระทั่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้น


อาจารย์ไม่อยากให้มีการมาทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องว่านักศึกษามีปัญหาในยุคนั้น มีแต่บทเรียนสำคัญก็คือว่า นักศึกษาอาชีวะก็ถูกแยกสลายไปเป็นปฏิปักษ์ ประชาชนก็ถูกแยกสลายไปเป็นปฏิปักษ์ เพราะฉะนั้นในรั้วมหาวิทยาลัยจึงค่อนข้างโดดเดี่ยว มีแต่นักศึกษา อันนี้เป็นบทเรียนว่าในการชุมนุมนั้น ยังมีจำเป็นต้องมีความหลากหลายของประชาชน ในปี 2535 มีพรรคการเมือง ในปี 2516 นั้นเป็นขบวนใหญ่มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดมา แต่ว่าในตอน 6ตุลา19 มีแต่ปัญญาชนที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย อันนี้เป็นบทเรียนที่เราพึงตระหนัก แล้วพอมาปี 2553 ปัญญาชนน้อยมาก มีแต่มวลชนพื้นฐาน นี่ก็คือบทเรียนของแต่ละยุคแต่ละสมัย


แต่อย่างไรก็คือ ด้านหลักก็คือผู้ปราบปราม ดิฉันไม่เชื่อว่าเป็นสงครามกลางเมือง เพราะว่านักศึกษาไม่ได้ติดอาวุธสงคราม ไม่ได้มีกองกำลังอาวุธ แล้วอิทธิพลของ พคท. เขาไปสนใจเรื่องชนบท เขาไม่ได้สนใจที่จะให้มีการลุกขึ้นสู้ในเมือง อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ของเขา ก็คือของเขาเป็นชนบทล้อมเมือง ในเมืองก็เป็นการประสานงานกับชนบทมากกว่า


ด้านหลักต้องระลึกไว้เสมอว่าเป็นความโหดร้ายป่าเถื่อนของอำนาจรัฐจารีตอำนาจนิยม เราก็ควรจะมา เพราะเขาไม่อยากให้เราจัดงาน เขาไม่อยากให้เราจำ เราก็ต้องจำ เขาไม่อยากให้เรามีบันทึกประวัติศาสตร์ประชาชน เราก็ต้องทำบันทึก ดังนั้น เรามาคารวะวีรชนประชาธิปไตยในวันนี้เพื่อไม่ต้องการให้มีวีรชนประชาธิปไตยเกิดขึ้นอีกต่อไปในอนาคต ไม่เอาแล้วไม่ต้องการการตาย เพราะว่าขณะนี้เพียงแค่อิสรภาพ เราก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ อันนี้ก็เป็นบทเรียนใหม่ ก็ฝากไว้ด้วยค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #50ปี6ตุลา #6ตุลา2519

ธิดา ถาวรเศรษฐ : เลขาธิการมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย 2535 กล่าวรำลึกในงาน #50ปี6ตุลา

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : เลขาธิการมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย 2535

กล่าวรำลึกในงาน #50ปี6ตุลา


ณ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569


ลิ้งค์ยูทูป : https://www.youtube.com/watch?v=xhJdkfsibDE


สวัสดีค่ะ เป็นครั้งแรกของดิฉันที่ได้มาพูดในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่ดิฉันจริง ๆ ก็น่าจะเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงกว่าใคร ๆ ณ ที่นี้ด้วยซ้ำ เพราะได้ร่วมมาตั้งแต่ 14ตุลา16 และวันที่ 5 ตุลา19 ตอนกลางคืนก็มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมกับทนายทองใบ ทองเปาด์ และก็เพื่อน ๆ อีกจำนวนหนึ่ง


วันนี้ดิฉันมาในนามตัวแทนของมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ก่อตั้งใน พ.ศ. 2535 หมายความว่า มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย เกิดหลังจากเหตุการณ์ของ 6ตุลา19 เป็นเวลา 16 ปี หรือว่า 15 ปีมีการทำรัฐประหารจากรอบ 6ตุลา19 มาจนกระทั่งถึง 2535 มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย เราไม่ต้องการวีรชนมากกว่านี้อีกแล้ว เราคิดว่า 6ตุลา19 มันก็โหดเหี้ยม แต่ว่ามันก็เกิดเหตุการณ์ 2535 และ 2553 ซึ่งไม่แน่ว่ามันจะเกิดอีกก็ได้ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้


ก่อนอื่นดิฉันและมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตยก็ต้องขอแสดงความคารวะสดุดีวีรชน ในวาระครบ 50 ปี เหตุการณ์ 6ตุลา19 ซึ่งเป็นวาระทางประวัติศาสตร์ประชาชนที่สำคัญยิ่ง เรามาจัดงาน เรามาร่วมสดุดี เรามาร่วมรำลึก ในทัศนะดิฉันถือว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณผู้จัดงาน และขอบคุณเยาวชนที่จะต้องเป็นผู้รับช่วงด้วยความเต็มใจในการที่จะจัดงานต่อไป เพราะว่าคนรุ่นเราก็ผ่านชีวิตมามาก ดิฉันอาจจะอยู่ได้ทัน 100 ปี 2475 ก็คือ 2575 แต่ถ้า 100 ปี 6ตุลา ไม่มีทางถึงแน่ คงไปนานแล้ว


การจัดงานครั้งนี้ เท่าที่ดิฉันดูแล้วมันไม่ได้อยู่เฉพาะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ฝากคำขอบคุณไปยังเยาวชนและผู้จัดงานในมหาวิทยาลัยและที่ต่าง ๆ มันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน ซึ่งเป็นสายธารมายาวนานแล้ว แล้วในระหว่างทางนั้นมีผู้สูญเสียเป็นวีรชนประชาธิปไตยมาเป็นลำดับ เราไม่อยากให้มีอีก!!! พอแล้ว!!! วีรชนประชาธิปไตยที่ต้องเสียสละชีวิต แล้วก็มาเยียวยากัน มาตั้งมูลนิธิกัน แบบมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย 2535 ที่เราทำกันอยู่นี่ พอแล้ว!!!


แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนที่ผ่านมานั้น มันเป็นการต่อสู้กับชนชั้นนำจารีตอำนาจนิยม ซึ่งในยุคแรกต่อสู้กับคณะราษฎร และยุคที่เรามีการสูญเสียที่เรารำลึกวันนี้ก็เป็นช่วงเวลาของสงครามเย็นและความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ ดังนั้นจึงมีคำประณามและคำกล่าวหาว่า นักศึกษาปัญญาชนในช่วงที่จัดชุมนุม 6ตุลา19 นั้น เป็นคอมมิวนิสต์ แต่ในทัศนะดิฉันนะ ต่อให้มันเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งสนาม ก็ฆ่าไม่ได้ ไม่สามารถเอาปืนมายิงคนมือเปล่า ต่อให้เป็นคอมมิวนิสต์จริง ๆ แล้วความจริงมันก็ไม่ใช่!!! มันเป็นความคิดเห็นแตกต่าง มันเป็นยุคสมัยของฝ่ายซ้ายที่เฟื่องฟูทั้งในกระแสโลกสากล และโดยเฉพาะชัยชนะของสงครามอินโดจีน คือหมายถึงว่าประเทศอินโดจีนได้รับชัยชนะในการปฏิวัติ ทำให้เกิดความหวาดกลัวสุดขีด และความหวาดกลัวสุดขีดนั้นได้กระทำต่อปัญญาชน 6ตุลา19 และแม้ว่าจะมีการพูดจาว่าเรามีจุดอ่อนในส่วนของนักศึกษาปัญญาชนอย่างไรก็ตาม


ประการแรกดิฉันบอกแล้ว ต่อให้เป็นคอมมิวนิสต์ทั้งหมด คุณก็เอาปืนอาวุธสงครามมายิงไม่ได้ คุณทำไม่ได้ แต่คุณทำไปแล้ว แปลว่าไม่กลัวอะไรเลย และนอกจาก 6ตุลา19 มันก็มาเกิด พฤษภา35 แล้วมันก็ พฤษภา53 หมายความว่าความโหดเหี้ยมมันยังดำรงอยู่ การไม่ยอมคืนอำนาจประชาชนยังดำรงอยู่ แต่เหยื่อผู้ถูกกระทำเปลี่ยนแปลงไปตามโจทย์การเมืองแต่ละยุคสมัย แต่โจทย์ในช่วง 6ตุลา19 เป็นโจทย์ที่เขาหวาดกลัวอย่างสุดขีด


ดังนั้นเป็นบทเรียนว่า ถ้าในปัจจุบันยังมีความหวาดกลัวสุดขีดจากชนชั้นนำจารีตอำนาจนิยม เขาอาจจะไม่ใช้อาวุธ แต่เขาจะใช้อย่างอื่นในการกระทำ ดังเช่นที่เยาวชนสูญเสียอิสรภาพอยู่ในเรือนจำเป็นจำนวนมาก นี่ก็เป็นการสงครามโดยใช้กฎหมาย อาจจะไม่หลั่งเลือด แต่ว่าสูญเสียอิสรภาพ นี่เป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจว่า ภาวะสงครามการต่อสู้ของประชาชนต่อเนื่องมาตลอด ไม่ได้หยุดเลยค่ะ มาจนถึงปัจจุบัน


ดิฉันก็ขอขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับผู้จัดงาน เขาไม่ต้องการให้เราจำ เราก็ต้องจำ เขาไม่ต้องการให้เราบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ประชาชน เราก็ต้องบันทึก เราจะจัดงาน เราจะจดจำ และเราจะจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน ให้ได้ระลึกเสมอว่า สงครามระหว่างชนชั้นนำที่ไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนยังดำรงอยู่จนถึงบัดนี้ไม่สิ้นสุด แต่มีการเปลี่ยนแปลงเหยื่อและเปลี่ยนแปลงรูปแบบเท่านั้นเอง อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะฝากไว้


แล้วการจัดงานของเรานอกจากจะเพื่อจดจำ เพื่อเล่าเรื่องให้คนรุ่นอนาคตได้รับรู้ แต่สิ่งหนึ่งก็คือ เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า ประชาชนยังต่อสู้อยู่ ยังไม่ยอมแพ้ เพราะเมื่อไหร่ที่ล้มเลิกจัดงาน เลิกทำงานเพื่อที่จะช่วยเหลือแม้กระทั่งคนที่ต้องติดคุกติดตะรางอยู่ นั่นแปลว่าประชาชนยอมสยบ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอขอบพระคุณผู้จัดงานและผู้ที่มาร่วมงานทุกท่าน ดิฉันก็อายุมากแล้ว ข้างหลังนี่ก็คือคุณประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์ เป็นคณะกรรมการในมูลนิธิฯ ด้วยกัน


ขอขอบพระคุณเยาวชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่กำลังทำ ให้ท่านเข้าใจว่าสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนยังไม่จบ ยังต้องต่อสู้ต่อไป และเราต้องไม่มีวันลืม ขอคารวะสดุดีสำหรับวีรชนประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะ #50ปี6ตุลา เราไม่ต้องการวีรชนประชาธิปไตยคนใหม่ ๆ อีกต่อไป ก็ขอให้มันยุติ และมันจะยุติได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถจัดการต่อสู้ได้อย่างถูกต้อง ขอบคุณค่ะ.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #50ปี6ตุลา #6ตุลา2519


‘ณัฐพงษ์’ ชี้รัฐบาลบริหารน้ำท่วมล้มเหลว จี้นายกฯ นั่งหัวโต๊ะบัญชาการ อย่าปล่อยท้องถิ่นจัดการปัญหาอย่างโดดเดี่ยว


‘ณัฐพงษ์’ ชี้รัฐบาลบริหารน้ำท่วมล้มเหลว จี้นายกฯ นั่งหัวโต๊ะบัญชาการ อย่าปล่อยท้องถิ่นจัดการปัญหาอย่างโดดเดี่ยว


วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 15 โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการฟื้นฟูหลังประสบอุทกภัย


ณัฐพงษ์ระบุว่า สิ่งที่พวกตนเห็นคือการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาล โดยยกตัวอย่างถึงการที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นหลังลงพื้นที่ว่า ยังเห็นการดำเนินงานของภาครัฐในลักษณะต่างคนต่างทำ แต่ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งควรเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะสั่งการเพื่อให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุด กลับลอยตัวหนีปัญหา เลือกลงพื้นที่ตรวจโรงครัวมากกว่าการมาตอบกระทู้ถามและชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า วิกฤตอุทกภัยในขณะนี้ยังไม่จบ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำอย่างยิ่งคือการแบ่งพื้นที่บริหารจัดการให้ถูกต้อง ปัจจุบันยังมีพื้นที่สีแดงอีกหลายแห่งทั้งในโซนภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม ซึ่งต้องได้รับการบริหารสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดความสูญเสียของประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลบริหารสถานการณ์ในช่วงวิกฤตและเผชิญเหตุผิดพลาดมาโดยตลอด อย่างเช่นในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ประชาชนต้องอพยพซ้ำถึง 2 รอบ เนื่องจากขาดการคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้าและการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้า


สำหรับพื้นที่ที่น้ำลดลงแล้วอย่างกรุงเทพมหานคร รัฐบาลกลับปล่อยให้ท้องถิ่นต้องจัดการปัญหาด้วยตนเอง โดยเฉพาะการเก็บขนขยะชิ้นใหญ่ประเภทเฟอร์นิเจอร์ตามชุมชนต่างๆ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลอย่าปล่อยให้ท้องถิ่นโดดเดี่ยว ควรระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์ เครื่องจักร และรถบรรทุกจากพื้นที่อื่น เข้ามาช่วยฟื้นฟูในพื้นที่น้ำลด


ขณะเดียวกัน ในส่วนของพื้นที่สีแดง ข้อมูลล่าสุดยังพบความเสี่ยงจากฝนตกและระดับน้ำวิกฤตต่อเนื่องไปอีกราว 1 สัปดาห์ ซึ่งยังประมาทไม่ได้ จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงมานั่งหัวโต๊ะบัญชาการด้วยตนเองเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม


ในส่วนการดำเนินงานของพรรคประชาชน ที่ผ่านมาทีมงานในพื้นที่ กทม. ได้นำรถบรรทุกและเครื่องจักรเข้าไปช่วยขนย้ายขยะออกจากหน้าบ้านเรือนประชาชนแล้ว นอกจากนี้ พรรคยังเตรียมติดตามปัญหาการปนเปื้อนมลพิษและสารเคมีรั่วไหลจากโรงงานอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย โดยตนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพบว่าปัญหารุนแรงจริง จึงเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ในลำดับถัดไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

สายฝน คนไม่ถอย ตามรอย 6 ตุลา Walking Tour 4 จุดเหตุการณ์สำคัญ นำพาทุกคนร่วมทำความเข้าใจจากเรื่องราวบนพื้นที่เหตุการณ์จริง

 


สายฝน คนไม่ถอย ตามรอย 6 ตุลา Walking Tour 4 จุดเหตุการณ์สำคัญ นำพาทุกคนร่วมทำความเข้าใจจากเรื่องราวบนพื้นที่เหตุการณ์จริง


วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงาน “ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ 2519” ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ว่ามีผู้ทยอยเดินทางมาร่วมรำลึกอย่างต่อ


โดยเวลา 16.30 น.-18.00 น. . มีการจัดกิจกรรม Walking Tour ตามรอยจุดเกิดเหตุโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 2519 ประกอบด้วย 4 จุดเหตุการณ์สำคัญ ที่จะพาทุกท่านร่วมทำความเข้าใจจากเรื่องราวบนพื้นที่เหตุการณ์


จุดที่ 1 หน้าหอประชุมใหญ่

จุดที่ 2 สนามฟุตบอล (ตึกบัญชี)

จุดที่ 3 ลานโพธิ์

จุดที่ 4 ท่าน้ำ ลานปรีดี


ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ยังสามารถลงชื่อถึงวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อแสดงเจตจำนงว่าเรากฎหมายต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่เผด็จการ ด้วยการร่วมกันเข้าชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูป ฉบับที่ 41 ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ได้ที่

https://decoup6octsins.com/


โดยจะนำรายชื่อทั้งหมดของประชาชนที่มาร่วมเสนอกฎหมายไปยื่นต่อสภาในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 อันเป็นวันครบรอบ 50 ปี ของคำสั่งฉบับที่ 41 ที่มาตรา 112 ถูกเพิ่มอัตราโทษ และใช้ดำเนินคดีมาจนถึงปัจจุบัน


เพื่อเป็นสัญลักษณ์การทวงคืนเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน และการดำเนินการเพื่อให้มรดกบาปจากรัฐประหาร 6 ตุลา หมดไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา #50ปี6ตุลา












เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แถลงปิดแคมเปญล่ารายชื่อ “ลบมรดกรัฐประหารหกตุลา” ทะลุเป้า เตรียมยื่นรายชื่อสภา 21 ตุลาฯ นี้

 


เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แถลงปิดแคมเปญล่ารายชื่อ “ลบมรดกรัฐประหารหกตุลา” ทะลุเป้า เตรียมยื่นรายชื่อสภา 21 ตุลาฯ นี้


บรรยากาศงานรำลึก  ที่ธรรมศาสตร์ ผ่านศิลปะ ดนตรี และกิจกรรมภาคประชาชน ตั้งแต่รุ่งเช้าถึงค่ำ


วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยมีกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้ามืดจนถึงค่ำ


ช่วงเช้ามืดมีการแสดงศิลปะการแสดง “นาฏกรรมลำนำ 50 ปี 6 ตุลา” ก่อนเข้าสู่พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป พิธีวางพวงดอกไม้ และการกล่าวรำลึกถึงวีรชน 6 ตุลา ท่ามกลางผู้เข้าร่วมงานที่ทยอยเดินทางมายังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่ช่วงเช้า


ภายในงานยังมีการมอบรางวัลเชิดชูบุคคลด้านสิทธิมนุษยชน ชน ได้แก่ รางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์, รางวัลสิทธิมนุษยชนคนธรรมดา และรางวัลสุรชัย แซ่ด่าน รวมถึงกิจกรรมชุมนุมปาฐกถา และกิจกรรม Walking Tour พาผู้เข้าร่วมเดินชมพื้นที่และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนภายในมหาวิทยาลัย


ช่วงค่ำมีการแสดงงิ้วล้อการเมือง การปราศรัย และกล่าวปิดการรณรงค์ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมจุดเทียนและบรรเลงเพลงรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 


นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการ กิจกรรม และบูธจากเครือข่าย โดยตลอดทั้งวันมีประชาชน นักศึกษา นักกิจกรรม ทยอยเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวัน


สำหรับคำแถลงปิดแคมเปญการรณรงค์ “ลบมรดกรัฐประหารหกตุลา” ทะลุเป้าในปลายทาง มีรายละเอียดดังนี้ 


เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา เหตุการณ์ที่รัฐปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องทางการเมืองอย่างโหดเหี้ยม เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่มีการรำลึกและกล่าวถึงมาตลอด หลายคนอาจคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งจบไปแล้ว เหลือเพียงแต่ความเจ็บปวดของผู้คนในอดีตที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่


วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้มีแค่การล้อมปราบประชาชน แต่เป็นวันที่มีการก่อรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ตามด้วยการออกคำสั่งมากมายหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่เพิ่มอัตราโทษของกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกของประชาชนจำนวน 12 มาตรา


ปัญหาที่เกิดขึ้นคือกฏหมายที่ถูกแก้โดยคณะรัฐประหารฉบับนี้ ยังถูกใช้มาดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องทางการเมืองจนถึงปัจจุบันและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่อย่างน้อย 49 คนในขณะนี้


 มีคนที่ถูกลงโทษจำคุกในข้อหาดูหมิ่นศาลให้เห็นหลายกรณี ข้อหาหมิ่นประมาทยังคงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการปิดปากผู้ที่วิจารณ์การทำงานของผู้มีอำนาจ และอีกหนึ่งมาตราที่หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงมิได้คือมาตรา 112 ที่เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นเครื่องมือในการจัดการกับผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองและเป็นเหตุให้ประเทศไทยมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 30 คนจากมาตราดังกล่าว คนที่ยังเดินทางไปมาศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อีกไม่น้อยและผู้ลี้ภัยทางการเมืองอีกนับจำนวนไม่ได้


6 ตุลาไม่ได้เป็นแค่เรื่องประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว แต่มันยังส่งผลกระทบถึงปัจจุบัน ทุกรายชื่อที่ร่วมกันลบมรดกหกตุลาในวันนี้ จึงมีความหมายเป็นการเดินทางต่อเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีก่อนมีความหมายต่อผู้สูญเสีย และส่งความหมายถึงนักโทษการเมืองที่ยังถูกจองจำอีกหลายคน


วันนี้ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา การรณรงค์ “ลบมรดกรัฐประหารหกตุลา” เดินมาถึงเป้าหมายปลายทางแล้วโดยได้จำนวนรายชื่อ “ทะลุเป้า” จากที่เคยคาดหวังไว้ เพราะกำลังของทุกคนที่ร่วมแรงกันตลอดสามเดือนที่ผ่านมา 


โดยเราจะนำรายชื่อทั้งหมดของประชาชนที่มาร่วมเสนอกฎหมายไปยื่นต่อสภาในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 อันเป็นวันครบรอบ 50 ปี ของคำสั่งฉบับที่ 41 ที่มาตรา 112 ถูกเพิ่มอัตราโทษ และใช้ดำเนินคดีมาจนถึงปัจจุบัน 


เพื่อเป็นสัญลักษณ์การทวงคืนเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน และการดำเนินการเพื่อให้มรดกบาปจากรัฐประหาร 6 ตุลา หมดไป


ในเว็บไซต์ยังสามารถลงชื่อถึงวันที่ 17 ตุลาคม มาแสดงเจตจำนงว่าเรากฎหมายต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่เผด็จการ ด้วยการร่วมกันเข้าชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูป ฉบับที่ 41 


🔗 decoup6octsins.com


ศักดินาจงพินาจ ประชาราษฎร์จงเจริญ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา