วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

นพ.เหวง โตจิราการ : ยืนยันอุดมการณ์ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าไม่สำเร็จไม่ถอยหลังเป็นอันขาด

 


นพ.เหวง โตจิราการ : ยืนยันอุดมการณ์ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าไม่สำเร็จไม่ถอยหลังเป็นอันขาด


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ท่านอาจารย์สันต์ ครูประทีป อาจารย์ธิดา รวมทั้ง สส. สว. ที่ยังคงอยู่นะครับ รวมทั้งพี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ตรงหน้าสนง.ไทยรัฐ และที่รับชมการถ่ายทอดทั่วประเทศที่เคารพ ผมเป็นคนพูดคนสุดท้าย ก็พยายามจะนึกประเด็นว่าจะพูดประเด็นอะไรดี สุดท้ายก็เลยคิดว่าควรจะพูดเอาประเด็นสำคัญที่สุดของลุงนวมทอง


สำหรับผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือคำพูดที่ท่านว่า “ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก” ถ้าท่านเห็นด้วยกับผม เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยไม่ควรจะต้องมีการปฏิวัติอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วยแปลว่าท่านประสงค์ที่อยากจะให้มีการปฏิวัติอีกต่อไป หรือท่านคิดว่าหมดสิ้นหนทางในการที่จะยุติการปฏิวัติอีกต่อไป ผมก็เลยคิดประเด็นนี้ ผมพยายามคิดสืบทอดต่อจากลุงนวมทอง ด้วยญาณวิถีใดก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าท่านคงติดตามพวกเราอยู่ในวันนี้


“ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก” ทีนี้จะทำอย่างไร? เรื่องนี้ไม่ยาวเลยครับ ผมว่าไม่ยาก แต่ทำลำบาก คือการยึดอำนาจแบบเก่า ๆ ที่ทหารจะใช้รถถังออกมาแล้วไปยึดสถานีวิทยุกระจายเสียง ไปยึดที่โน่นที่นี่ ยึดถนนหนทางอะไรต่าง ๆ เคลื่อนพลจากภาคเหนือมา จากภาคใต้มา จากราบ 11 มา ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นประชาชนจะต่อต้านอย่างรุนแรง


พวกทหารเผด็จการเขาฉลาด เขาก็เลยซ่อนการยึดอำนาจเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญปี 60 มันซ่อนวิญญาณของการยึดอำนาจปี 57 หรือกล่าวโดยสรุปคือ ซ่อนวิญญาณของการรัฐประหารยึดอำนาจตลอด 20 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2549 สิ่งสำคัญที่สุด อาจารย์ธิดาได้พูดไปบ้างแล้ว ก็คือเราต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดการเลือก สสร. เพื่อให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เราต้องทำให้ได้ ส่วนจะทำอย่างไร เราคงไปหารือกันนอกรอบต่อไป แต่เราต้องปักอุดมการณ์ไว้ก่อนว่าพวกเราทุกคนปักใจที่จะให้มีการเลือก สสร. เพื่อยกมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา


ผมค่อนข้างเป็นห่วง คนไทยมีข้อดีเยอะ แต่มีจุดอ่อนคือลืมง่าย! เราอาจจะเคยไปลงคะแนนเสียง 21.6 ล้านเสียง บอกว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่วันนี้ผมถามว่าใครโกรธแค้นถึงขั้นที่ว่า ทำไมมีขยับสักที มีใครสักกี่คน ฉะนั้นพวกเราต้องปักใจให้ลึกเลย อุดมการณ์ในการที่จะให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้ายังไม่สำเร็จเราจะต้องไม่ถอยหลังเป็นอันขาด


เราต้องคิดคร่าว ๆ เอาไว้ก่อนว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เราต้องการจะเป็นยังไง? ในวันนี้ประชาชนต้องส่งเสียงออกมาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พวกเราต้องการ หน้าตา ท่าทางจะเป็นอย่างไรบ้าง? สำหรับผมก็คือว่า 1) ถ้าจะมี สว. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แต่สำหรับผมจริง ๆ แล้วผมไม่เอา สว. ครับ เหตุผลที่ผมไม่เอา สว. เพราะผมมีชีวิตยาวนานพอที่จะรู้รายละเอียดของปี 35, ปี 40 ปีนั้นมีการเลือก สสร. มายกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าคณะกรรมการ สสร. ในปีนั้นเขามีทัศนคติที่ผมคิดว่าไม่ถูก คือไปดูถูกดูแคลนประชาชน เห็นว่าประชาชนซื้อเสียงได้ สส. มาจากการซื้อเสียง เพราะฉะนั้น สส. ที่มาจากการซื้อเสียงมันก็มาถอนทุนคืน คนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของเขา


ดังนั้นปี 40 ก็เลยมีองค์กรอิสระขึ้นมาควบคุม สส. เพราะคิดว่า สส. เป็นพวกขี้โกง หาเสียงโดยการซื้อเสียง ต้องมีคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบควบคุม แล้วก็ต้องมีอีกองค์กรที่เลือกคณะกรรมการอิสระในลักษณะที่ได้ดุลกับ สส. เลยเป็นที่มาของ สว. เลือกตั้ง


เริ่มต้นจากองค์กรอิสระก่อน องค์กรอิสระเริ่มมาจากดูแคลนประชาชนก่อน ดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลน เหยียดหยามประชาชน หาว่าประชาชนขายเสียงก็เลยไปเลือก สส. มา นี่คือความเห็นส่วนตัวผมในประเด็นที่เป็นจุดอ่อนมาก  จึงเป็นที่มาขององค์กรอิสระ


ตอนแรกดูสวย ดูดี แต่พอคณะรัฐประหารยึดอำนาจเขายึดองค์กรอิสระเลย แล้วเขาก็ตั้ง สว. เลย ปี 50 เขาตั้งครึ่งหนึ่ง ดูคล้าย ๆ ดูจะดี แต่ว่า สว. ที่เหลือก็ไม่มีอำนาจไปต่อรองกับ สว.แต่งตั้ง โดยคณะรัฐประหาร องค์กรอิสระทั้งหลายก็เลยถูกคณะรัฐประหารยึดไปเลย


พอมาปี 60 ยิ่งหนักใหญ่เลย ให้ สว. เลือกตามกลุ่มอาชีพ ท่านก็เห็นการฮั้ว สว. ชัด ๆ หลักฐานเยอะแยะไปหมด แต่ผมดูแล้วความหวังริบหรี่ในการที่จะเอา สว.ฮั้ว มาลงโทษตามกฎหมาย อย่างเก่ง 77 คนหรือเทาไหร่ผมจำไม่ได้ จาก 296 คน ผมว่าในที่สุดไม่รู้มันจะไปถึงที่สุดหรือเปล่า ผมดูแล้วคงจะไปไม่ถึงที่สุด ดังนั้นความเห็นส่วนตัวผมนะ เราต้องส่งเสียงดัง ๆ ออกมา 1) ต้องไม่มีองค์กรอิสระ หรือถ้าจะมีองค์กรอิสระนั้นต้องมาจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่มาจากการคัดเลือกโดย สว.เลือกตั้งก็ดี หรือ สว.แต่งตั้งก็ดี


2) ผมเห็นว่าไม่ควรจะมี สว. ครับ เพราะขณะนี้ความตื่นตัวของประชาชนสูงมาก ดูจาก 21.6 ล้านเสียงที่ยกมือให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าประชาชนมีจิตสำนึกทางการเมือง 21.6 ล้านเสียง เทียบกับ 11 ล้านเสียง ก็คือ 2/3 หรือเกือบ 70% ของประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองแล้ว แปลว่าประชาชนเขาเลือกจากคุณงามความดี จากนโยบายของ สส. เขาไม่เลือกไอ้พวกขี้โกงเป็นอันขาด ผมเชื่อของผมนะ เราต้องเร่งรีบให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. แต่เราต้องส่งเสียงด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะต้องมีเนื้อหาสำคัญอะไรบ้าง สำหรับผม ตัวสำคัญคือองค์กรอิสระ


ในวันนี้อำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งหลายจริง ๆ แล้ว องค์กรอิสระไม่กี่คน บางองค์กร 5 คน บางองค์กร 7 คน หรือ 10 กว่าคน สามารถคว่ำคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนจำนวนหลายล้านเสียง หลายแสนเสียง ได้อย่างง่ายดาย อย่างยุบพรรค ง่าย ๆ เลย ไม่กี่คนยกมือยุบพรรคได้ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกมา 15 ล้านเสียง ส่วนตัวผม ถ้าจะมีองค์กรอิสระต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมของประชาชน


เรื่องที่ 2 ก็คือว่า สว. ผมไม่เห็นด้วยที่จะมี สว. ถ้าอยากจะมี สว. ก็ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผมพูดคร่าว ๆ ในเรื่องรัฐธรรมนูญตรงนี้ก่อน ประการต่อมาก็คือว่า ถ้าเราปล่อยสถานการณ์ทางการเมืองอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ผมว่ามันสิ้นหวัง ถึงแม้อาจารย์ธิดาจะพูดถึงประกายไฟ มีคบไฟ 21 ล้านเสียง แต่ผมดูแล้วมันสิ้นหวัง เพราะผมดูแล้ว สว.ฮั้ว ในที่สุดก็จับใครลงโทษไม่ได้เหมือนจีนเทา แล้วเรื่องเขากระโดง ศาลฎีกาท่านมีคำพิพากษาชัดเจนว่าต้องคืนให้กับแผ่นดิน ยังเงียบ!!! แล้วดูเรื่องการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ชัด ๆ อยู่แล้วว่ามีการโกง สุดท้ายไปถึงไหน? เท่าที่ผมจำได้ก็คือรวบรวมพยานหลักฐานไม่ทัน ในที่สุดต้องปล่อยไป


เพราะฉะนั้นเราปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้ ผมจึงอยากให้กำลังใจ สส. ผมไม่ได้เชียร์พรรคการเมืองฝ่ายไหนทั้งสิ้น แต่ผมอยากให้ สส. และ สว. ทำหน้าที่ เอาเรื่องฮั้ว สว. เอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ 2) เรื่องจีนเทา กวาดล้างให้หมดไปจากประเทศไทยให้ได้ 3) เรื่องการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ต้องเอาตัวใหญ่ ๆ ที่อยู่เบื้องหลังดังกล่าวมาลงโทษให้ได้ และถ้าเป็นไปได้ ผมอาจจะฝันกลางวัน ผมอยากให้พรรคฝ่ายค้านทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันบาดแผลเต็มไปหมด ให้อภิปรายอย่างมีคุณภาพ จนนำไปสู่การโหวตคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดปัจจุบัน แล้วจะได้มีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมาได้


และถ้าหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้นมา เราก็ต้องเลือกพรรคการเมืองที่มีคุณภาพของฝ่ายประชาธิปไตย ให้มีเสียงข้างมากเกินกว่า 300 เสียง นี่เป็นความฝันฤดูร้อนของผม แต่ผมดูแล้วมันไม่มีทางอื่นเลยที่เราจะเดิน เพราะว่าเราเดินสันติวิธีครับ เราเดินทางรัฐสภา เราเดินระบอบเลือกตั้ง เราปฏิเสธโดยสิ้นเชิงในการต่อสู้ด้วยอาวุธ เส้นทางที่เราเดินก็มีเท่านี้แหละครับ


ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเราสามัคคีกันจริง ๆ นะ ทำให้รัฐธรรมนูญปรากฏให้ได้ และฝากให้พรรคฝ่ายค้านทำหน้าที่ทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพ อภิปรายดี ๆ จนประชาชนเขาเห็นกระจ่างชัดเลย ผมเชื่อว่ารัฐบาลอยู่ไม่ได้ครับ ผมก็ขออนุญาตพูดเพียงเท่านี้นะครับ สวัสดีครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์






หัวหน้าพรรคธรรมด้วยกัน ม.ธรรมศาสตร์ : ธรรมศาสตร์ เป็นพื้นที่ของเสรีภาพทุกตารางนิ้ว จะยึดมั่นในอุดมการณ์ท่ามกลางความย้อนแย้งในปัจจุบัน ขอสดุดีความกล้า “นวมทอง ไพรวัลย์”

 


หัวหน้าพรรคธรรมด้วยกัน ม.ธรรมศาสตร์ : ธรรมศาสตร์ เป็นพื้นที่ของเสรีภาพทุกตารางนิ้ว จะยึดมั่นในอุดมการณ์ท่ามกลางความย้อนแย้งในปัจจุบัน ขอสดุดีความกล้า “นวมทอง ไพรวัลย์”


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


กราบสวัสดีอาจารย์ประทีป พี่หมอเหวงครับ อาจารย์สันต์ อาจารย์ธิดาครับ พวกเรา พรรคธรรมด้วยกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้ก็เป็นพรรคของสภานักศึกษาอยู่ครับ


จากวันที่ 31 ตุลาคม 2549 จนถึง 31 ตุลาคม 2569 วันนี้ครับ ผ่านมาแล้ว 20 ปี เรายังคงต่อสู้อยู่กับประชาธิปไตยที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยในปัจจุบัน แต่วันนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งที่โดนคำสบประมาท และลบคำสบประมาทถึง 2 ครั้ง ก็คือคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ครั้งแรกคุณลุงนวมทองได้ขับรถแท็กซี่ที่ทำมาหาเลี้ยงตนเองอยู่ทุกวันไปชนกับรถถังของคณะรัฐประหาร ครั้งที่สอง ผมขอสดุดีในความกล้าว่า ครั้งแรกก็มากพอแล้วที่มีความกล้าในการนำรถแท็กซี่ที่เลี้ยงชีพตัวเองไปชนกับรถถัง ครั้งที่สองคุณลุงยังกระทำอัตวินิบาตกรรมในการพลีชีพเพื่อลบคำสบประมาทของ พอ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ก็ขอสดุดีในความกล้าด้วยครับ


ตอนช่วงนั้นผมก็อายุแค่ 1 ขวบเอง เกิด 2548 ก็ไม่ได้รู้ประวัติของท่านมากครับ แต่ก็ลองไปศึกษาและหาข้อมูลว่า ทำไมต้องเป็นวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งผมก็พบเจอข้อมูลว่า การที่ลุงนวมทองพลีชีพในวันที่ 31 ตุลาคม ลุงนวมทองบอกไว้ว่า เหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาเป็นวันพลีชีพ เพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ในอนุสรณ์สถานทุกที่ ที่ผมได้ทำพลีชีพแห่งนี้ ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่ในเหล่าวีรชนเหล่านี้ตลอดไป ซึ่งคุณลุงนวมทองก็น่าจะสถิตอยู่ในที่นี้ครับ และผมก็เข้าใจว่าในเดือนตุลาฯ เองก็มีเหตุการณ์สำคัญมากมาย ซึ่งผมก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญเหล่านี้ ทั้ง 3 กิจกรรมด้วยกันก็คือ 14ตุลา, 6ตุลา ก็ได้เข้าร่วมเป็นคณะจัดงานรำลึก 50ปี6ตุลาคม


ทุกท่านครับ การที่เราเห็นรัฐประหารวนลูปมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ 2500 กว่า ๆ จนถึงปัจจุบัน ผ่านมาแล้ว 13 ครั้ง เราก็เห็นได้ว่ารัฐประหารมันไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นเลย มีแต่ผลพวงที่ทำให้กลับไปวนลูปเดิม ๆ ทุกวันนี้เราจะไปขอโชคขอลาภ เราไม่ได้ขอแค่ให้ถูกหวยให้รวยขึ้นอย่างเดียวครับ แต่คนยังขอว่าอย่าให้มีรัฐประหารอีกเลย ซึ่งผมก็ด้วยว่าการทำรัฐประหารไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย นอกจากมีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามามีอำนาจแล้วก็หวงอำนาจ จนวันนี้เรายังไม่เป็นประชาธิปไตยจนถึงปัจจุบันเลยครับ


ผมไม่รู้ว่าชาติหน้าของคุณลุงคือวันไหน แต่ผมจะสานต่ออุดมการณ์และให้คำมั่นสัญญากับพี่ ๆ ทุกท่านว่า ชีวิตผมตอนนี้ยังเป็นนักศึกษาปี 2 อยู่ ผมก็ขอยึดมั่นในอุดมการณ์และขอสดุดีในความกล้าของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่ได้พลีชีพในครั้งนี้ จะขอยืนยันและยึดมั่นในอุดมการณ์ในวันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังโดนคุกคามจากสันติบาล ที่บอกว่าเป็นพื้นที่ของเสรีภาพทุกตารางนิ้ว พื้นที่ที่บอกว่ายังคงเป็นพื้นที่แห่งการศึกษา ผมจะยึดมั่นในอุดมการณ์ท่ามกลางความย้อนแย้งในปัจจุบัน ขอสดุดีในความกล้าคุณลุงนวมทองครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : งานรำลึกสดุดี “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” วีรชนประชาธิปไตย นักต่อสู้สามัญชนอิสระ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยดี


งานรำลึกสดุดี “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” วีรชนประชาธิปไตย นักต่อสู้สามัญชนอิสระ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยดี


ดิฉันขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่มาร่วมงานมาสนับสนุนกิจกรรม และรับชมทางไลฟ์สดช่องต่าง ๆ กรุณาแชร์รูปภาพเรื่องราวในงานออกสู่สาธารณชน การปรากฏตัวร่วมงานของผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา สส. สว. และองค์กรเยาวชน รวมทั้งอดีตแกนนำต่อต้านรัฐประหารรุ่น 2535, 2549 จนปัจจุบัน มีส่วนทำให้มีผู้เผยแพร่งานนี้มากขึ้น และได้รับความสนใจจากสื่ออื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์


งานสิ้นสุดลงแล้ว แต่เจตนารมณ์และการสืบสานอุดมการณ์ประชาธิปไตย ต้องร่วมขบวนการต่อสู้ต่อไปไม่สิ้นสุด เพื่อให้ได้ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจการเมืองการปกครองเป็นของราษฎรทั้งหลายอย่างแท้จริง ท่ามกลางการครอบงำสังคมด้วยระบอบสีน้ำเงิน และการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้เห็นต่างทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ประชาชน 21 ล้านเสียง ได้แสดงตนแล้วว่า ไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ 2560


นี่คือเสียงของประชาชนที่ก้าวหน้า เป็นส่วนใหญ่ของผู้มาใช้เสียงลงประชามติทั้งหมด นี่คือต้นทุนใหม่ที่เติบใหญ่กว่าเดิม จากไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ 10 ล้านเสียง มาเป็น 21 ล้านเสียง


ประชาชนจึงต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ชัยชนะที่แท้จริง คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เท่านั้นเอง


ธิดา ถาวรเศรษฐ

2 พ.ย. 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์

สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : หลายคนอาจหมดหวัง แต่ยังมีหลายกลไกให้เดินได้ ขอให้ช่วยกันยืนยันผลักดันขับเคลื่อนต่อไป

 


สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : หลายคนอาจหมดหวัง แต่ยังมีหลายกลไกให้เดินได้ ขอให้ช่วยกันยืนยันผลักดันขับเคลื่อนต่อไป

 

ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ขอกล่าวสวัสดีนะครับ ขอขอบคุณทางอาจารย์ทุกท่าน คณะผู้จัด รวมถึงครอบครัวคุณลุงนวมทอง วันนี้ผมใส่สีน้ำเงินมาด้วย ผมไม่ไช่ สว.สีน้ำเงินนะครับ ต้องขออนุญาตกล่าวสั้น ๆ แล้วกันครับว่า กรณีของคุณลุงนวมทอง เป็นกรณีที่สะเทือนใจสำหรับผมอย่างยิ่ง ตอนนั้นแน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ว่าน้ำหนักความเข้มข้นของผมอาจจะรู้สึกว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่ว่าคนหนึ่งที่ทำให้มันรู้สึกว่ามันไม่ผ่านไปแน่ ๆ คือคุณลุงนวมทองนะครับ


คุณลุงนวมทอง เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ถ้าถามว่าคุณธรรมอะไรสำคัญที่สุดสำหรับสิ่งที่ควรยึดถือ เขาก็บอกว่าคือความกล้าหาญ เพราะว่าถ้าเราขาดซึ่งความกล้าหาญแล้ว เราจะไม่สามารถที่จะรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมข้ออื่น ๆ ได้เลย และคุณลุงนวมทองก็ได้พิสูจน์เช่นนั้น


อีกสิ่งหนึ่งที่ลุงนวมทองพิสูจน์อีกคุณธรรมหนึ่งของแกก็คือเรื่องของความเมตตากรุณา ผมจำได้ว่าคำสัมภาษณ์ของคุณลุงนวมทอง จริง ๆ แล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่แกมาแขวนคอด้วยซ้ำไป จริง ๆ แล้วอาจจะจบอยู่แค่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะว่าแกขับรถไปแล้วเผอิญเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณนั้น แกก็เลยไม่สามารถเร่งความเร็วได้เท่าที่ต้องการ ถ้าวันนั้นแกใจดำสักนิด ไม่สนใจเจ้าหน้าที่ผู้น้อย และตัดสินใจเร่งความเร็ว อาจจะจบแค่ตรงนี้แหละครับ จบแค่ตรงลานพระบรมรูปทรงม้า แต่คุณลุงนวมทองรู้สึกถึงความเห็นอกเห็นใจกับทหารชั้นผู้น้อย ท่านเลยไม่ได้เร่งความเร็วจนถึงที่สุด


สุดท้ายแล้วก็เกิดเหตุการณ์วันที่ 30 กันยา แล้วก็มาเกิดอีกครั้งวันที่ 31 ตุลาคม นะครับ ท้ายที่สุดแล้วก็คือครบรอบ 20 ปี ซึ่ง 20 ปี มีเหตุการณ์หลาย ๆ เรื่องสืบเนื่องมาต่อ เมื่อสักครู่อาจารย์ธิดาพูดถึงเรื่องการนิรโทษฯ ให้กับคนเป็น แล้วก็ทวงคืนความยุติธรรมให้กับคนตาย ผมคิดว่ามีอย่างน้อยอีก 3 ภารกิจที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์


นิรโทษกรรมให้กับคนเป็น แน่นอนเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเราผ่าน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เพราะคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยทำให้สังคมเกิดความสันติสุขได้ ผมเองก็เป็นกรรมาธิการใน พ.ร.บ. ตัวนี้ในชั้นวุฒิสภา แต่ผมเป็นเสียงข้างน้อย ปัญหาสำคัญก็คือดันไปล็อคมาตรา 112 ไว้ นอกจากมาตรา 112 ก็มีเรื่องของทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องของการกระทำให้คนอื่นถึงแก่ชีวิตและบาดเจ็บสาหัส แต่สิ่งที่สำคัญก็คือล็อคมาตรา 112 ไว้ ไม่ให้นิรโทษกรรม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีมาตรการอื่นได้


ต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าสิ่งหนึ่งที่หลายคนเองอาจจะรู้สึกหมดหวังว่าเราไม่ได้มีการนิรโทษกรรมมาตรา 112 แล้ว ผู้ต้องหาหรือนักโทษที่อยู่ในเรือนจำ ตอนนี้ประมาณ 30 กว่าท่าน จะไม่ได้มาตรการอื่น แต่ พ.ร.บ. ตัวนี้ยังมีกลไกมาตรการอื่น และไม่ควรให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขลอยนวล ไม่ต้องรอให้ถึง 180 วัน เราควรจะไปเรียกร้อง เราควรจะไปจี้ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่และอำนาจในการออกข้อเสนอแนะไปยังฝ่ายตุลาการก็ดี ไปยังฝ่ายบริหารก็ดี เป็นการออกมาตรการบริหารโทษ เป็นการแยกขัง เราก็เคยมีการแยกขังอยู่แล้ว หรือการพักโทษกรณีพิเศษ หรือการให้ประกันตัวสำหรับคนที่คดียังไม่ถึงที่สุด ผมคิดว่าเหล่านี้ยังมีช่องทางอยู่ ยังมีกลไกอยู่ เราไม่ควรจะทิ้งไป


อีกอันหนึ่งก็คือ ทวงคืนความยุติธรรมให้คนตาย เหลืออีกไม่ถึง 4 ปี 3 ปีกว่าเท่านั้น คดีการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา53 ก็จะหมดอายุความ แน่นอน กลไกที่เราร้องเอาผิดคุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ หรือว่าทหารชั้นผู้ใหญ่แทบจะหมดหนทาง เราไปร้องคดีอาญา คดีอาญาก็โยนไปว่าเป็นคดีความผิดต่อหน้าที่ เราไปร้องคดีความผิดต่อหน้าที่ เขาก็บอกว่าทำตามหน้าที่แล้ว บางคนไปร้องศาลทหาร ก็ไม่รับคำร้องอีก ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว


ดีเอสไอ มีคำวินิจฉัยในคดีสำหรับอย่างน้อย 3 สำนวนที่งดการสอบสวนไป เพราะว่าไม่มีหลักฐานที่จะชี้ว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ ถ้าหากว่าในห้วงเวลานี้เราสามารถชี้ได้ว่าใครเป็นคนสั่งการ ใครเป็นคนคุมกำลังในพื้นที่ตรงนั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดเอาเริ่มต้นจาก 3 สำนวนนี้ในการที่จะเรียกร้องความยุติธรรม


และยังมีอีกกลไกก็คือ ICC หรือศาลอาญาระหว่างประเทศ แน่นอนหลายคนกังวลว่าเราจะไปให้สัตยาบันกรุงโรม อาจจะกระทบกระเทือนไปไกล แต่อย่างน้อยข้อที่ 12 อนุที่ 3 ก็ยังมีช่องทางเฉพาะกรณี เฉพาะเหตุ ให้เรารับรองอำนาจศาล ICC เพื่อนำเรื่องนี้เข้าการพิจารณา ผมคิดว่ายังมีช่องทาง และเพื่อนบ้านเราอย่างฟิลิปปินส์ ดูเตอร์เต ตอนนี้ก็กำลังขึ้นศาล ICC อยู่เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ยังมีช่องทาง


อีกอันหนึ่ง อาจารย์ธิดาก็พูดไปแล้ว ก็คือเรื่องของ 20 ปีที่ผ่านมา มูลเหตุของการรัฐประหาร สิ่งหนึ่งที่เป็นแพะรับบาป ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ฉันอยู่ของฉันดี ๆ คุณก็มาฉีกฉัน ก็คือรัฐธรรมนูญ ครบรอบ 20 ปี ของการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลายคนอาจจะคิดว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนไปบอกให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใช่ครับประชาชนไปบอกให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ประชาชน 21 กว่าล้านเสียง เดินออกไปเข้าคูหากาบัตรในวันนั้น ก็คือการบอกว่าฉันไม่เอาแล้วกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม


ดังนั้น สิ่งนี้เราต้องยืนยันว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญฉบับเดิม อย่ามาเป็นปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งนั้นก็คือเช่น อำนาจของ สว. ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง สสร. เราต้องยอมไม่ได้ เพราะประชาชน 21 กว่าล้านเสียง บอกแล้วว่าสิ่งที่ตกค้าง สิ่งที่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 มันคือปัญหา คุณไม่ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เราต้องสร้างเล่าให้เห็นถึงความชอบธรรมว่า 21 กว่าล้านเสียงนั้น เขาบอกแล้วว่าปัญหาที่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 เช่น สว. มีปัญหาจริง ๆ ดังนั้นคุณอย่ามายุ่งกระบวนการร่างใหม่ ต้องปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คือประชาชน ให้เขามีส่วนร่วมเข้าไปเป็นคนที่เลือก สสร. ไม่ควรจะไปแทรกแซงกลไกต่าง ๆ


ผมคิดว่า 3 ภารกิจนี้เราควรจะต้องย้ำในฐานะที่เรามารำลึก 20 ปี ลุงนวมทอง ยังมีเงื่อนปมอีก 3 เงื่อนปมที่ยังไม่ชำระสะสาง ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เราไม่ควรจะนิ่งนอนใจและร่วมกันขับเคลื่อนต่อไปครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์






รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ : การเสียสละของลุงนวมทอง ต้องเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป ผลักดันให้ประเทศเดินหน้า ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน




รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ : การเสียสละของลุงนวมทอง ต้องเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป ผลักดันให้ประเทศเดินหน้า ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


พี่น้องประชาชน คุณหมอเหวง คุณหมอสันต์ อาจารย์ธิดา ครูประทีป กรรมการมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย งานนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการเสียสละของผู้คนที่มาร่วมจัดงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรรมการมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ครั้งหนึ่งเคยไปร่วมงาน/ช่วยงานอยู่พักหนึ่ง แต่เทียบไม่ได้กับท่านกรรมการมูลนิธิ คุณหมอเหวง คุณหมอสันต์ อาจารย์ธิดา ครูประทีป ซึ่งยืนหยัดในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างยาวนาน


ขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ทำให้ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยังคงสืบสานต่อไป ความทรงจำอันนี้เป็นความทรงจำที่สำคัญ เพราะลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเสียสละ ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และที่สำคัญที่สุดท่านเป็นเพียงสามัญชน


ในวันที่มีการรัฐประหาร ท่านขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของท่าน ชนกับรถถัง นี่คือความกล้าหาญ ถ้าเป็นประเทศอื่นเราจะต้องเก็บแท็กซี่คันนี้ไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่พี่น้องประชาชนขบวนการประชาธิปไตยและพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย จะต้องร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้น พิพิธภัณฑ์ที่รำลึกถึงสามัญชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นลุงนวมทอง ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านประชาชนที่ต่อสู้และถูกยิงเสียชีวิตที่สี่แยกราชประสงค์ เมษา-พฤษภา53


ความที่ท่านเสียสละนี้ จะต้องเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป ให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นปัจจุบัน ในการผลักดันให้ประเทศเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งอาจารย์ธิดาก็ได้พูดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับใหม่ เราต้องยกเลิกสิ่งที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหารปี 57 เราจะต้องทำให้การต่อสู้ของสามัญชนยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ประเทศนี้เป็นของประชาชน เพื่อให้ราษฎรเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์



สมบัติ บุญงามอนงค์ : เมื่อใดที่สามัญชนถูกยกย่องขึ้นมา และเอาเข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้ สิ่งนี้จะยืนยันว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 


สมบัติ บุญงามอนงค์ : เมื่อใดที่สามัญชนถูกยกย่องขึ้นมา และเอาเข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้ สิ่งนี้จะยืนยันว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ผมมองอย่างนี้นะ ผมทันในเหตุการณ์ปี 49 ตอนที่ผมรับทราบว่ามีเหตุการณ์ ตอนแรก ๆ มันไม่ค่อยชัดนะภาพว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือเปล่า? แต่ทันทีภาพมันปรากฎขึ้นมา ดูที่ภาพรถคันนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ (ภาพ Backdrop รถแท็กซี่ชนรถถัง) คือที่ภาพจะปรากฏสัญลักษณ์อยู่ 2 จุด


จุดที่หนึ่งคือภาพที่ใหญ่ที่สุดคือรถแท็กซี่กับรถถังชนกันข้างหน้าเลย เหตุการณ์อย่างนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นนะ ผมคิดว่าไม่เคยมีอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ในโลกนี้มีหรือเปล่าผมไม่ทราบนะ แต่ว่าผมไม่เคยเห็นภาพรถแท็กซี่กับรถถังมาเจอกันได้ คือที่ที่รถแท็กซี่วิ่งอยู่มันไม่ใช่ที่ที่มีรถถังวิ่ง แล้ววันที่รถถังมันวิ่ง มันแปลว่าทุกอย่างที่อยู่บนถนนต้องแหวกหายไปให้หมด ทุกคนใครก็แล้วแต่ มีสถานะ มีตำแหน่ง มีหน้าที่ มีกฎหมาย คุณต้องแหวกไปให้หมด เสียงปืนมันดัง อำนาจมันเหนือทุกอย่าง


แต่ปรากฏว่ามีแท็กซี่อยู่คันหนึ่ง แท็กซี่ในเมืองไทยมันเป็นสัญลักษณ์ของคนข้างล่าง รากหญ้า คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนผมเด็ก ๆ มีหนังเรื่องหนึ่ง “ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น” จริง ๆ หนังเรื่องนั้นเป็นหนังที่พูดถึงคนขับแท็กซี่ที่ต่อสู้ชีวิตเรื่องจริง เป็นหนังที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 14ตุลา และเกิดพัฒนาการทำให้หนังในยุคนั้นเป็นหนังเพื่อชีวิตขึ้นมา


แต่ว่าอยากให้ดูภาพที่สองนะครับ ที่บริเวณข้าง ๆ รถแท็กซี่นั้น มีข้อความเป็นสัญลักษณ์ถึงการประท้วง การไม่ยินยอมในการรัฐประหาร ผมชี้เรื่องนี้เพื่อจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าการออกแบบวิธีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมคิดว่าลุงนวมทองเป็นหนึ่งในคนที่ใช้สัญลักษณ์ในการต่อสู้ในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ


หลังจากนั้นแกก็ยังเคยไปให้สัมภาษณ์คุณจอม เพชรประดับ เมื่อก่อนเป็นนักข่าว iTV คุณจอมนี่ก็ต้องถือว่าต้องให้เครดิตแกในเรื่องนี้ เพราะว่าแกบันทึก แกตามไปเก็บเรื่องที่คนในเวลานั้น ผู้มีอำนาจในเวลานั้นต้องการที่จะปิดข่าว แต่ว่า จอม เพชรประดับ ไปสัมภาษณ์คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่อนุสรณ์สถาน 14ตุลา จนทำให้เราได้ยินเสียงและวิธีคิดของแก และมันถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของดิจิทัล


คือดิจิทัลสำคัญมากในโลกสมัยนี้นะครับ เพราะว่าแม้ว่าผ่านมา 20 ปีแล้ว สิ่งที่ถูกบันทึกไว้เป็นรูปธรรมที่สุดนอกจากการจัดกิจกรรมทุกปีแล้ว ก็คือเสาที่เราเห็นอยู่ที่เราไปวางพวงหรีด แต่ว่าเรื่องราวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยังไม่ได้บันทึกไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เอาจริง ๆ แล้วผมมั่นใจนะ ถึงแม้ว่า อ.ธิดา หรือผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านมีความกังวลว่าเรื่องนี้จะถูกลืมนะ แต่ผมเชื่อสุดใจนะ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อการเมืองเปลี่ยนผ่าน เรื่องราวของสามัญชนคนนี้จะถูกสร้าง ถูกยก ถูกขุดคุ้ยเรียนรู้ ผมฝากให้พวกเราหรือแม้แต่ทางครอบครัวนะ ผมไม่รู้ว่าเราเขียนหรือบันทึกอะไรไว้มากมายขนาดไหน แต่ผมคิดว่าเราควรจะบันทึกเรื่องนี้ไว้นะครับ


เหมือนที่หัวหน้าเท้งพูดเมื่อสักครู่นี้เรื่องมูลนิธิ 18 พฤษภา มาคุยกับแก ผมเพิ่งกลับจากควังจูมาเมื่อเดือนที่แล้ว แล้วก็ไปที่มูลนิธิ 18 พฤษภา เชื่อมั้ยว่าเหตุการณ์ผ่านมา 40 กว่าปี ยังมีทีมที่ทำหน้าที่ในการสอบสวนข้อเท็จจริง ผ่านมาเกือบ 50 ปี มีอนุสรณ์สถาน มีการรื้อประวัติศาสตร์ มีการดำเนินการลงโทษผู้มีอำนาจในเวลานั้น แต่เขายังมีทีมอยู่ในมูลนิธิเพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน


แต่ว่าเหตุการณ์ของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยังไม่มีคณะไหนสืบสวนนะ อาจจะมีประวัติศาสตร์บอกเล่าเขียนบันทึกไว้เท่าที่จะจำได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่านี่เป็นงานที่ผมไม่แน่ใจว่ามีใครทำวิทยานิพนธ์ มันควรจะมีงานวิจัย ผมบอกไว้เลยนะ จนถึงวันที่มีการตัดสินใจครั้งที่ 2 ของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ถ้าเราดูดี ๆ นะ หนึ่งก็ตรงเดือนใช่มั้ย ตรงเดือนกับเดือนตุลาคม ซึ่งตรงกับสิ่งที่แกให้สัมภาษณ์ว่าแกไปเดินอยู่แถวอนุสรณ์สถาน 14ตุลา แล้วก็เดินอยู่แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นี่เป็นแรงบันดาลใจ


คือผมมั่นใจว่าไม่มีใครไปจัดตั้ง เป็นสามัญชนล้วน ๆ ที่สำนึกได้โดยตัวเองอย่างบริสุทธิ์ เรียนรู้แบบชาวบ้าน ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อเลย แต่ว่าแกเรียนรู้ได้ แกเข้าใจได้ ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากที่แกขับรถแท็กซี่ และแกได้พบปะผู้คนจำนวนมาก คนขับแท็กซี่รู้เรื่องการเมืองเยอะมาก เป็นนักสื่อสารการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตัดสินใจของแกวันนั้น ทำไมจะต้องเป็นสะพานลอยหน้าไทยรัฐครับ เพราะไทยรับเมื่อ 20 ปีก่อนเรานึกถึงตอนนั้น ไทยรัฐ คือที่สำหรับมาร้องเรียน เป็นสื่อที่ใหญ่ที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด การที่มาตัดสินใจปฏิบัติการหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อต้องการสื่อสารเข้าไปในสื่อใหญ่อย่างไทยรัฐและทำให้เรื่องนี้เป็นที่รับรู้โดยกว้าง สิ่งนี้เป็นวิธีคิดที่ถูกออกแบบถูกคิดอย่างไตร่ตรองแล้ว อย่างมีเหตุมีผล และมีประสิทธิภาพ


สอง เสื้อที่แกใส่แล้วก็มีบทกลอน “อันประชามีจัดตั้ง” เป็นสิ่งที่ถูกคิดไว้แล้วว่าจะต้องใส่ข้อความนี้มา แม้กระทั่งช่วงเวลาที่ปฏิบัติการ คือพยายามรั้งให้ท้ายที่สุดของวันนั้นเพื่อคนขับรถสัญจรไปมาจะได้ไม่ตกอกตกใจ แถมแกยังใส่ถุงครอบศีรษะไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ภาพที่ปรากฏออกมาไปสร้างความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ให้กับคนทั่วไป แต่ว่าแกต้องการจะสื่อสารเรื่องเดียวคือการต่อสู้กับเผด็จการรัฐประหาร


ผมคิดว่าเคสของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นเคสที่สมบูรณ์แบบในเรื่องของจิตใจในการต่อสู้ เป็นเรื่องของคนธรรมดาที่ทุกคนเป็นได้ พวกเราก็เป็นคนธรรมดานั่นแหละ ต่อให้มีตำแหน่งอะไรทั้งหลาย ทุกคนเป็นคนธรรมดาทั้งนั้น แต่ว่าเขายังไม่เคยยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็น someone หรือเป็นบุคคลสำคัญเลย เขาปฏิบัติการในขณะที่เขาเป็นคนธรรมดาและใช้ต้นทุนทั้งหมดในการต่อสู้อุทิศตน


ผมฝากเรื่องนี้ไว้ว่า ผมหวังว่า ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปี คนแบบนี้ (ลุงนวมทอง ไพรวัลย์) จะต้องถูกจารึก ถูกบอกเล่า อยู่ในสถานที่ที่ควรได้รับการเคารพและนับถือ วันหนึ่งสิ่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์เหมือนในเกาหลีใต้ เมื่อใดก็แล้วแต่ที่สามัญชนสามารถถูกยกย่องขึ้นมาได้ และสามารถเอาสิ่งเหล่านี้เข้าไปในบทเรียนการศึกษาได้เมื่อไหร่ สิ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ยืนยันแล้วว่าสังคมเรานั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์




วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ศ. เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร


ศ. เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


สวัสดีครับ ผมขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่าน ณ ที่นี้และที่บ้าน ที่ได้ร่วมงานรำลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 20 ปี ของการสละชีพของท่านเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย และเพื่อลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. ที่กล่าวว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”


หลังจากที่ท่านพยายามสละชีวิตครั้งแรกด้วยการขับรถแท็กซี่ชนรถถังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 จนต้องเข้ารักษาอาการบาดเจ็บสาหัสที่โรงพยาบาลวชิระ และแพทย์ให้ไปพักฟื้นที่บ้าน รักษาตัวอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ท่านได้อ่านพบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. จนท่านคิดว่าเกิดเป็นคนไทย ฆ่าได้ หยามไม่ได้ ท่านจึงตัดสินใจที่จะสละชีพเพื่ออุดมการณืประชาธิปไตยและลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. ดังที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว


ในจดหมายที่ท่านเขียนลาตายไว้ นอกจากท่านได้กล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ แล้ว คำสุดท้ายของท่านยังกล่าวว่า การตายของท่านเป็นการประท้วงต่อเผด็จการ เราก็คงทราบอยู่แล้วว่า การตายของท่าน วีรกรรมของท่านที่โดดเด่น เป็นการต่อสู้โดยการสู้กับศัตรูด้วยสันติวิธีขั้นสูงสุด ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ใช้สันติวิธีขั้นสูงสุด คือการสละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย


แต่เป็นที่น่าอนาถที่ระบอบการปกครองของประเทศไทย หรือที่เราเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย ได้พยายามกลบเกลื่อนจนข่าววีรกรรมของท่านและเจตนารมณ์ของท่านดังที่ท่านได้เขียนบอกไว้ในจดหมายลาตาย ไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร เพื่อให้ประชาชนไทยได้ตื่นตัวขึ้นจากระบอบการปกครองที่ถูกมอมเมา ที่ถูกทำให้ล้างสมองคนไทยของเรา ให้ศรัทธาในสิ่งที่ได้กดขี่บีบคั้นขูดรีดเรามาโดยตลอด ผิดกับกรณีสละชีพเพื่ออุดมการณ์ เช่นเดียวกันของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ท่านสละชีพเพื่ออุดมการณ์พิทักษ์ป่าและสัตว์ป่า ซึ่งประสบผลสำเร็จพอสมควร เพราะมันไม่กระทบระบอบอำมาตยาธิปไตยและจอมเผด็จการ


ดังที่เรารู้อยู่แล้วว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่พิลึกที่ลั่นที่สุดในโลกที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน และก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งสุดท้าย มีการโยกย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี นายอำเภอและผู้มีอิทธิพลในการเลือกตั้งอื่น ๆ จำนวนมาก รวมทั้งการใช้เงินมหาศาล ทำให้เราได้วุฒิสภาสีน้ำเงิน ทำให้เราได้สภาผู้แทนราษฎรสีน้ำเงิน และเกิดรัฐบาลสีน้ำเงิน และองค์กรอิสระสีน้ำเงิน จึงอาจเรียกได้ว่าระบอบการปกครองในประเทศไทยในขณะนี้เป็นระบอบสีน้ำเงิน


และเราทั้งหลายคงทราบกันอยู่แล้วว่า สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของอะไร หมุดคณะราษฎรที่หายไปจากถนนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ปราบกบฎบวรเดชที่วงเวียนหลักสี่ หายไปโดยปราศจากร่องรอย ไม่มีใครสืบสวนสอบสวนหาความจริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ใครสั่ง? ใครทำ? ใครนำไปทำลาย? เป็นต้น ระบอบเช่นนี้เป็นระบอบที่ทำให้ประเทศไทยของเราไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร


คุณลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้พยายามสละชีพของท่านเพื่อจุดประกายให้คนไทยตื่นตัวขึ้นเพื่อที่จะทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของเรา เป็นรูปแบบการปกครองที่คณะราษฎร พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติไว้ในมาตราแรกของธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ว่า “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้เป็นเช่นนั้น ขอบพระคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์