วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘วีระยุทธ’ ลงพื้นที่น้ำท่วมฉะเชิงเทรา ชี้เป็นพื้นที่ที่ถูกลืม - หลายชุมชนไร้ความช่วยเหลือนานกว่าสัปดาห์ จี้รัฐประกาศเขตภัยพิบัติให้ครอบคลุม-เร่งจัดระบบระบายน้ำ

 


‘วีระยุทธ’ ลงพื้นที่น้ำท่วมฉะเชิงเทรา ชี้เป็นพื้นที่ที่ถูกลืม - หลายชุมชนไร้ความช่วยเหลือนานกว่าสัปดาห์ จี้รัฐประกาศเขตภัยพิบัติให้ครอบคลุม-เร่งจัดระบบระบายน้ำ


วันที่ 3 ตุลาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมทีมงานพรรคประชาชนจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมติดตามสถานการณ์พร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยนำอาหาร ถุงยังชีพ ยา และเครื่องใช้จำเป็นเข้าไปส่งมอบแก่ผู้ประสบภัย หลังหลายพื้นที่ของจังหวัดต้องเผชิญน้ำท่วมมานานกว่าสัปดาห์ 


วีระยุทธได้ติดตามสถานการณ์ใน อ.บางคล้า ซึ่งหลายชุมชนยังถูกน้ำท่วมสูง บางจุดระดับน้ำสูงเกินเอว รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อยกสูงไม่สามารถเข้าไปได้ ต้องอาศัยรถบรรทุกหกล้อยกสูงและเรือในการลำเลียงคนและสิ่งของ ทำให้การส่งความช่วยเหลือเข้าไปยังประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก ขณะที่หลายร้อยครัวเรือนถูกตัดขาดจากเส้นทางสัญจรตามปกติ


นอกจากนี้ ทีมงานยังพบว่าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับบ้านเรือน แต่ยังกระทบต่อแหล่งทำกินของประชาชนอย่างหนัก ทั้งฟาร์มกุ้ง ปลากะพง และไก่ที่ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง หลังน้ำท่วมขังต่อเนื่องมาหลายวัน


ระหว่างการติดตามสถานการณ์ วีระยุทธระบุว่าทั้งที่ความเสียหายใน อ.บางคล้าเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง แต่การประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกลับครอบคลุมเพียงบางตำบลและบางหมู่บ้าน ไม่ได้ประกาศครอบคลุมทั้งอำเภอ ส่งผลให้เกิดช่องว่างสำคัญในการบริหารจัดการ ทั้งการสั่งการหน่วยงาน การระดมทรัพยากร และการส่งความช่วยเหลือเข้าไปยังประชาชน


ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราจึงควรเร่งประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจริงทั้งอำเภอ เพื่อให้การบริหารจัดการและช่วยเหลือประชาชนสามารถดำเนินการอย่างเต็มกำลัง แทนการปล่อยให้แต่ละหน่วยงานทำงานอย่างสะเปะสะปะ ขณะที่ประชาชนต้องรอความช่วยเหลือท่ามกลางน้ำท่วม


จากนั้น วีระยุทธและทีมงานพรรคประชาชนจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เดินทางต่อไปยัง ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมืองฉะเชิงเทรา พื้นที่รอยต่อระหว่าง จ.ฉะเชิงเทรา กับเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อนำสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านจัดสรร 3 แห่ง รวมกว่า 1,000 หลังคาเรือน


จากการสำรวจ พบว่าพื้นที่ด้านในสุดของหมู่บ้านอยู่ห่างจากถนนใหญ่ที่ยังสามารถสัญจรได้ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยตลอดเส้นทางมีน้ำท่วมสูง บ้านเรือนและถนนถูกน้ำล้อม รถยนต์บางคันจอดจมอยู่ในน้ำ ประชาชนต้องใช้เรือขนาดเล็กในการเดินทางและขนย้ายสิ่งของ วีระยุทธและทีมงานจึงต้องเดินทางฝ่าน้ำท่วมเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไปถึงประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ด้านใน


ระหว่างนั้น ประชาชนในพื้นที่ได้ให้ข้อมูลกับทีมงานว่าหลายครอบครัวต้องอยู่กับน้ำท่วมมานานกว่าสัปดาห์แล้ว โดยที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง ขณะที่ผู้พักอาศัยจำนวนหนึ่งเป็นพนักงานที่ทำงานในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก็ไม่สามารถเดินทางออกจากหมู่บ้านไปทำงานได้ตามปกติ


วีระยุทธระบุว่า ปัญหาที่พบไม่ได้มีเพียงเรื่องความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง แต่ยังสะท้อนถึงการขาดเจ้าภาพในการบริหารจัดการน้ำ โดยหมู่บ้านทั้ง 3 แห่งอยู่ติดกับคลอง 2 สาย แม้แต่ละหมู่บ้านจะมีเครื่องสูบน้ำและพยายามระบายน้ำออกจากพื้นที่ของตัวเอง แต่ระดับน้ำกลับไม่ลดลง เพราะไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาบริหารจัดการภาพรวมและกำหนดข้อตกลงการระบายน้ำระหว่างพื้นที่อย่างชัดเจน


สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นการปล่อยให้ภาคเอกชนและประชาชนแต่ละชุมชนพยายามบริหารวิกฤตกันเอง ต่างฝ่ายต่างต้องหาทางป้องกันและระบายน้ำออกจากพื้นที่ของตนก่อน ทั้งที่ปัญหาน้ำไม่สามารถแก้ได้ด้วยการต่างคนต่างทำ เพราะน้ำที่ถูกผลักออกจากพื้นที่หนึ่งย่อมส่งผลต่ออีกพื้นที่หนึ่ง หากไม่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเป็นเจ้าภาพบริหารจัดการทั้งระบบ นอกจากระดับน้ำจะลดลงได้ยากแล้ว ยังเสี่ยงนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชุมชนได้ในที่สุด


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่ารัฐบาลจึงควรเร่งเข้ามารับผิดชอบสถานการณ์อย่างจริงจัง ทั้งการประกาศเขตภัยพิบัติให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง การส่งความช่วยเหลือเข้าไปถึงชุมชนที่ยังถูกตัดขาด และการเป็นเจ้าภาพจัดระบบระบายน้ำระหว่างพื้นที่ ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนที่ต้องอยู่กับน้ำท่วมมานานกว่าสัปดาห์ต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเอง หรือให้แต่ละชุมชนต้องแก้ปัญหาน้ำกันเองโดยไร้ทิศทางจากภาครัฐ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #ฉะเชิงเทรา













🔴 ภาพความเสียหายของประชาชนชาวประชานิเวศน์ 3 ขนของทิ้งหลังน้ำลด


🔴 ภาพความเสียหายของประชาชนชาวประชานิเวศน์ 3 ขนของทิ้งหลังน้ำลด


วันที่ 3 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าว #ยูดีดีนิวส์ รายงานภาพความเสียหายของประชาชนชาวประชานิเวศน์ 3 ที่พบว่า  พากันขนเครื่องใช้ในครัวเรือน อาทิเช่น ตู้ เตียง โต๊ะ ชั้นวางของ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ที่ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ใช้การได้อีก โดยนำมาวางบนทางเท้าเป็นจำนวนมากเพื่อรอให้เจ้าหน้าที่มาขนไปทิ้ง


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25-26 ก.ย. ที่ผ่านมาฝนได้ตกต่อเนื่องข้ามวันข้ามคืน และบริเวณนี้เป็นพื้นที่ต่ำ ฝนตกหนักเมื่อไร น้ำท่วมทุกที ครั้งนี้เป็นการตกต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมขังประมาณ 50 ซม. บางจุดเช่นซอยแยกต่าง ๆ น้ำลึกมาก และท่วมขังเป็นเวลา 5 วัน น้ำจึงลดและถนนแห้งสนิท ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนทุกครัวเรือน ซึ่งชุมชนนี้เป็นหมู่บ้านเดิมประกอบด้วยบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ประมาณ 1,500 ครัวเรือน ไม่นับรวมโครงการใหม่ของหารเคหะแห่งชาติ (ยังไม่เปิดอยู่จริง)


แม่ค้าขายต้นไม้ที่ตลาดนัดเช้าได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า บ้านตนน้ำท่วมถึงที่นอน ทำให้ได้รับความเสียหายมาก รวมถึงต้นไม้ที่ตนเพิ่งลงและจะนำมาขายในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จมน้ำเสียหายหนัก ไม่คิดว่าน้ำจะท่วมขนาดนี้ แม่ค้ากล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #น้ำท่วม2569 #ประชานิเวศน์3















วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมรังสิต-ปทุมธานี จี้รัฐบาลเลิกปล่อยหน่วยงานต่างคนต่างทำ-เร่งระบายเต็มกำลัง ถามเครื่องสูบน้ำทำงานแค่ 60% ประชาชนต้องรออีกนานแค่ไหน

 


‘ณัฐพงษ์’ สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมรังสิต-ปทุมธานี จี้รัฐบาลเลิกปล่อยหน่วยงานต่างคนต่างทำ-เร่งระบายเต็มกำลัง ถามเครื่องสูบน้ำทำงานแค่ 60% ประชาชนต้องรออีกนานแค่ไหน


วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่รังสิต จังหวัดปทุมธานี ร่วมกับ สส.พรรคประชาชน ในพื้นที่ หลังหลายชุมชนยังเผชิญน้ำท่วมขังต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน พร้อมนำข้าวสาร อาหารแห้ง และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นไปมอบให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ


จากการสำรวจพื้นที่ พบว่าหลายซอยยังมีน้ำท่วมตั้งแต่ระดับน่องถึงเข่า รถจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ขณะที่รถยนต์ขนาดเล็กมีความเสี่ยง ประชาชนบางส่วนจึงต้องอาศัยรถกระบะและความช่วยเหลือจากคนในพื้นที่ในการเดินทางเข้าออกชุมชน โดยปัญหาสำคัญคือระดับน้ำภายในชุมชนแทบไม่ลดลง เนื่องจากระดับน้ำในคลองสายหลักยังอยู่ในระดับสูง เมื่อหมู่บ้านและพื้นที่ย่อยสูบน้ำออกสู่คลองแต่คลองไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้เร็วเพียงพอ น้ำจึงค้างอยู่ในระบบและย้อนกลับมาเป็นปัญหากับชุมชนต่อเนื่อง


ระหว่างการติดตามสถานการณ์ ณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยระบุว่า ก่อนเดินทางมาปทุมธานี ตนได้ร่วมติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครมา และพบปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่ซอยลึกที่ระดับน้ำภายในซอยแทบเสมอกับระดับน้ำในคลอง เมื่อคลองไม่ลด น้ำในชุมชนก็ไม่สามารถลดลงได้


จากการร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ ปภ. สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งมีหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำเข้าชี้แจง พบว่าศักยภาพการระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในออกสู่พื้นที่รอบนอกยังทำงานได้เพียงประมาณ 60% ทำให้ไม่สามารถนำน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครและปทุมธานีได้รวดเร็วเท่าที่ควร ปัญหาอีกส่วนอยู่ที่การบริหารประตูระบายน้ำบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ ซึ่งยังมีข้อจำกัดจากข้อตกลงเดิมระหว่างหน่วยงานและพื้นที่ข้างเคียง เพื่อป้องกันไม่ให้การระบายน้ำจากพื้นที่หนึ่งไปซ้ำเติมอีกพื้นที่หนึ่ง แต่ในภาวะวิกฤตจำเป็นต้องมีผู้บริหารส่วนกลางตัดสินใจและประสานระบบทั้งหมด ให้การสูบน้ำจากพื้นที่ชั้นในกับการระบายออกบริเวณรอบนอกเดินไปพร้อมกันได้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การแจกอาหาร น้ำดื่ม และยาให้ประชาชนยังจำเป็น ตราบใดที่ระดับน้ำยังสูงจนประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือ คำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะระบายน้ำออกได้เท่าไร และน้ำจะลดเมื่อใด


“ในขณะที่น้ำหน้าบ้านประชาชนยังท่วม แต่เครื่องสูบน้ำที่จะระบายออกไปทางอ่าวไทย เจ้าพระยา บางปะกง หรือนครนายก ยังทำงานได้แค่ 60% แบบนี้มันให้เหตุผลมาตอบคำถามไม่ได้ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไร และจะทำอย่างไรให้ระบบกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ” ณัฐพงษ์กล่าว


ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาชี้แจงสถานการณ์น้ำท่วมต่อสภาฯ โดยให้เหตุผลว่ามอบหมายงานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น แม้แต่ละหน่วยงานและรัฐมนตรีจะมีหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสภาเช่นเดียวกัน


สถานการณ์ปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงโจทย์ว่าหน่วยงานใดมีเครื่องสูบน้ำกี่เครื่อง แต่เป็นคำถามว่ารัฐบาลจะสามารถสั่งการและประสานระบบระบายน้ำทั้งหมดให้ทำงานเต็มศักยภาพได้เร็วเพียงใด เพราะทุกวันที่น้ำยังไม่ลด คืออีกหนึ่งวันที่ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำท่วมหน้าบ้านโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #รังสิตปทุมธานี #น้ำท่วมปทุม

















ประชุมที่อยู่อาศัย 26 ชุมชนคลองเตย เสนอครม.ว่าด้วยการแบ่งปันที่ดินท่าเรือกรุงเทพ 20% เพื่อที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน ด้าน'พิพัฒน์' ลงพื้นที่รับฟัง ย้ำ 'ไม่ไล่ที่ ไม่บังคับย้าย' ลั่นหากเกินครึ่งหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็จะหยุด ชี้ยังไม่มีข้อยุติ จะย้ายหรือไม่ ต้องรอผลศึกษาก่อน

 


ประชุมที่อยู่อาศัย 26 ชุมชนคลองเตย เสนอครม.ว่าด้วยการแบ่งปันที่ดินท่าเรือกรุงเทพ 20% เพื่อที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน ด้าน'พิพัฒน์' ลงพื้นที่รับฟัง ย้ำ 'ไม่ไล่ที่ ไม่บังคับย้าย' ลั่นหากเกินครึ่งหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็จะหยุด ชี้ยังไม่มีข้อยุติ จะย้ายหรือไม่ ต้องรอผลศึกษาก่อน


วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 9.00 น. นายพิพัฒน์ รัฐกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมพบปะพูดคุยและรับฟังข้อเสนอแนะจากตัวแทน 26 ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นำโดยนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานเครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตย


ณ สำนักงานเขตคลองเตย ชั้น 7 เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.เขตคลองเตย-วัฒนา พรระประชาชน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอแนะ


นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเข้าร่วมเวทีพบปะพูดคุยและรับฟังปัญหา ข้อกังวล และข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชน 26 ชุมชนคลองเตย เพื่อรับฟังข้อมูลโดยตรงจากคนในพื้นที่ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยย้ำว่า การพัฒนาจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ใช่การตัดสินใจจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว


โดยเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่ ที่ทำให้คนคลองเตยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และบริการพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะศูนย์เด็กอ่อนและศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้พ่อแม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ รวมถึงการพัฒนาโรงเรียนและบริการด้านสุขภาพ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เดินควบคู่กับการพัฒนาคน


สำหรับแนวทาง “โฉนดชุมชน” จะนำไปหารือกับนายกรัฐมนตรีต่อไป เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้และรูปแบบที่เหมาะสม ทั้งเรื่องสิทธิการอยู่อาศัย การส่งต่อสิทธิแก่ลูกหลานหรือทายาท ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายและสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว


ส่วนข้อกังวลเรื่อง การย้ายท่าเรือคลองเตย นายพิพัฒน์ย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติว่าจะย้ายหรือไม่ และหากย้ายจะย้ายทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการศึกษา จึงขออย่าเพิ่งนำข้อมูลที่ยังไม่มีข้อสรุปไปสร้างความกังวล โดยเฉพาะประชาชนและผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าเรือ


ขณะเดียวกัน ยืนยันชัดเจนว่า แนวคิดการพัฒนาพื้นที่ ไม่ได้หมายถึงการรื้อชุมชนทั้งหมดหรือบังคับประชาชนออกจากคลองเตย หากประชาชนเห็นชอบกับการพัฒนา จะใช้แนวทางจัดหาพื้นที่ว่างเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยทดแทนก่อน แล้วจึงทยอยย้ายเป็นส่วน ๆ หรือเป็นชุมชน ๆ เพื่อเปิดพื้นที่เดิมสำหรับการพัฒนาต่อ ไม่ใช่การรื้อและย้ายพร้อมกัน 100%


สำหรับพื้นที่อื่นที่เคยมีการกล่าวถึง เช่น หนองจอกหรือโซนอื่นๆ นายพิพัฒน์ยืนยันว่า ไม่มีนโยบายบังคับให้ประชาชนย้ายออกจากคลองเตยไปอยู่พื้นที่ดังกล่าว เว้นแต่มีผู้สมัครใจย้ายด้วยตนเอง จึงจะพิจารณาพื้นที่รองรับและมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าเคลื่อนย้ายและค่ารื้อถอน


นายพิพัฒน์กล่าวต่อ หลังจากนี้ตนและทีมงาน จะทยอยลงไปรับฟังความคิดเห็นให้ครบทั้ง 26 ชุมชน เพื่อรับฟังทั้งผู้ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และผู้ที่ยังมีข้อกังวล โดยหากประชาชน เกินครึ่งหนึ่งเห็นด้วย จึงจะนำแนวทางการพัฒนาไปพิจารณาเดินหน้าตามขั้นตอน แต่หาก เกินครึ่งหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็จะไม่เดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว


“ถ้าพวกท่านเห็นด้วย ตัวผมเดินหน้า ถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วย เราก็หยุด ทุกสิ่งทุกอย่างเราจะไม่ทำโดยพลการ ความคิดเห็นต้องมาจากคนหมู่มาก ไม่ใช่ตัวผม กระทรวงคมนาคม หรือใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้กำหนด”


พร้อมกันนี้ สนับสนุนกลไกการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงคมนาคม กทท. และตัวแทนประชาชนในชุมชน เพื่อร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน บริการสาธารณะ รวมถึงโอกาสการจ้างงานแก่คนและเยาวชนในพื้นที่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนและนำเรื่องที่จำเป็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป


ด้านนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานเครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตย กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีได้แสดงเจตจำนงเพื่อที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนดีขึ้นให้ได้รับการพัฒนา ดิฉันเชื่อว่าจิตใจของผู้คนที่นี่เอง ก็เช่นกัน ต้องการเห็นการพัฒนาประเทศ ต้องการเห็นคนได้รับการพัฒนา และเราก็คิดว่าเจตนาที่ดีงามเหล่านี้ ก็คงจะต้องมีรายละเอียดในการดำเนินการต่อไป


ในส่วนของสภาองค์กรชุมชน และเครือข่ายที่อยู่อาศัย เตรียมร่างมติครม. เพื่อที่จะได้กราบเรียนท่านรัฐมนตรี ให้ การพิจารณาและคำเสนอแนะ อย่างกรณีที่ท่านบอกว่าจะลงพื้นที่ชุมชน ทั้ง 26 ชุมชน แล้วก็มีแผนการที่จะรับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว อย่างที่ท่านได้แจ้งว่าถ้าเกินครึ่งเห็นด้วยท่านก็จะทำต่อ แต่ถ้าหากว่าเกินครึ่งไม่เห็นด้วยก็จะหยุดไป ดิฉันก็อยากจะรับฟังคำชี้แนะในร่างมติครม ที่พวกเราได้เตรียมการมา ว่าท่านจะให้คำแนะนำอย่างไรที่จะให้ได้ไปดำเนินการต่อ นางประทีป กล่าวทิ้งท้าย 


จากนั้นร่วมกันถ่ายรูปก่อนเสร็จสิ้นการประชุม ในเวลา 10.30 น. 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กระทรวงคมนาคม #26ชุมชนคลองเตย #ท่าเรือกรุงเทพ #เครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตย