วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ทนายยื่นประกันตัว 3 คดี ‘แอมป์’ ณวรรษ ศาลอาญาให้ประกัน 2 คดี ส่วนศาลอาญากรุงเทพใต้ “ไม่ให้ประกัน” ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน แม้เจ้าตัวถูกขังคดีหลักม.112 ครบโทษแล้ว ตั้งแต่ 7 ก.ค. 69

 


ทนายยื่นประกันตัว 3 คดี ‘แอมป์’ ณวรรษ ศาลอาญาให้ประกัน 2 คดี ส่วนศาลอาญากรุงเทพใต้ “ไม่ให้ประกัน” ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน แม้เจ้าตัวถูกขังคดีหลักม.112 ครบโทษแล้ว ตั้งแต่ 7 ก.ค. 69 


วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 ‘แอมป์’ ณวรรษ เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน แม้ถูกขังคดีหลักครบโทษแล้ว ขณะที่ศาลอาญาเพิ่งอนุญาตให้ประกันตัว 2 คดี 


โดยวันนี้ (13 ก.ค.) ทนายความยื่นประกันตัวจำนวน 3 คดี ได้แก่ คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ปี 2563 ของศาลอาญากรุงเทพใต้, คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ปี 2563 และคดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB ปี 2563 ของศาลอาญา


คำร้องประกันตัวทั้งสามคดี มีใจความสำคัญระบุว่า ปัจจุบันจำเลยถูกขังในคดี ม.112 เหตุปราศรัยใน #ม็อบ13กุมภา64 ครบกำหนดโทษแล้ว พร้อมกับแนบหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด และคำสั่งของคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยจำเลยในคดีดังกล่าว และจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งสามคดีตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีของศาล และยังถือว่า “เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด” ตามหลักการที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้


ในขณะที่สองคดีของศาลอาญา ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ที่ศาลมีคำสั่งให้แสดงหลักฐานการได้รับการอภัยโทษฯ หลังจากติดตามสอบถาม ทราบว่าเรือนจำฯ แจ้งว่าเอกสารดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำและยังไม่เรียบร้อย จึงไม่สามารถติดตามมาแสดงต่อศาลได้ แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันจำเลยถูกขังในคดีดังกล่าวจนครบโทษแล้ว


เมื่อเวลาประมาณ 18.11 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน โดยระบุว่า “กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง” 


ขณะที่สองคดีของศาลอาญา ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว ดังนี้


“จำเลยเคยได้รับการปล่อยชั่วคราว ไม่ปรากฏพฤติกรรมหลบหนี คดีที่ได้รับโทษจำคุกก็ครบกำหนดโทษแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างพิจารณา โดยมีประกันในวงเงิน 200,000 บาท ยึดหลักประกัน ทำสัญญาประกัน แจ้งอายัด ให้ตรวจคืนหลักประกันเมื่อสัญญาประกันสิ้นสุด ถอนอายัด” 


พร้อมกำหนดเงื่อนไขว่า ห้ามมิให้จำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล แจ้งสตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง


ทั้งนี้ ทนายความจะยื่นประกันตัวณวรรษต่อไปในอีก 1 คดีสุดท้ายที่เขายังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว และเป็นคดีที่เขายื่นถอนประกันเองภายหลังจากการถูกคุมขังในคดีหลัก และปัจจุบันคดีดังกล่าวก็อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ และไม่มีคำพิพากษาออกมาแต่อย่างใด ในขณะที่เขาถูกขังมามากกว่า 1 ปี 7 เดือนแล้ว


ศูนย์ทนายฯ ได้ระบุด้วยว่า ยื่นประกันตัวครั้งก่อนหน้า (26 มิ.ย.) ศาลอาญากรุงเทพใต้ระบุ “จำเลยยังมีโทษจำคุกในคดีอื่น” ส่วนศาลอาญาให้จำเลยแสดงหลักฐานว่าได้รับอภัยโทษฯ


ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2569 ทนายความได้ยื่นประกันตัวทั้งสามคดีดังกล่าว ศาลอาญามีคำสั่งทั้งสองคดี (คดีชุมนุม 19 กันยาฯ และคดี #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB) ระบุว่า “ให้จำเลยนำหลักฐานการได้รับพระราชทานอภัยโทษในคดี ม.112 กรณีปราศรัยใน #ม็อบ13กุมภา64 มาแสดงต่อศาลจึงจะพิจารณาสั่งต่อไป” ซึ่งจากการยื่นประกันตัวในวันนี้ ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคดีแล้ว


ส่วนศาลอาญากรุงเทพใต้ที่มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเท่าที่ตรวจสอบพบ ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกในคดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี ปี 2564 ส่วนคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เหตุชุมนุม #ม็อบ17ตุลา63 โจทก์กล่าวอ้างมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ซึ่งจำเลยยังไม่ยืนยันตามรายงานกระบวนพิจารณา 


“นอกจากนี้จำเลยยังต้องโทษจำคุกในคดี ม.112 กรณีปราศรัยใน #ม็อบ13กุมภา64 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกและไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา กรณีจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวจำเลยจะหลบหนี ชั้นนี้ไม่อนุญาต ยกคำร้อง"


แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันณวรรษถูกคุมขังครบกำหนดโทษในคดี ม.112 #ม็อบ13กุมภา64 และ คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เหตุชุมนุม #ม็อบ17ตุลา63 แล้ว และได้รับประกันตัวในชั้นอุทธรณ์คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี ปี 2564 แล้ว แต่ในวันนี้ (13 ก.ค. 2569) หลังจากการยื่นประกันตัวอีกครั้ง พร้อมกับแนบหมายจำคุกคดีถึงที่สุด พบว่าศาลอาญากรุงเทพใต้ยังคงยกคำร้อง และมีคำสั่งเพียงว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #มาตรา112

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ปารเมศ’ เรียกร้องให้ทบทวนโซนนิ่งสถานบริการ และเร่งตรวจสอบใบอนุญาตและความปลอดภัย

 


‘ปารเมศ’ เรียกร้องให้ทบทวนโซนนิ่งสถานบริการ และเร่งตรวจสอบใบอนุญาตและความปลอดภัย


โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เหตุเพลิงไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุสลดกับสถานบันเทิงลักษณะนี้


ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กรุงเทพฯ เขต 1 พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า โศกนาฏกรรมที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นอกจากมาตรการความปลอดภัยแล้ว ยังย้ำให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างที่เรื้อรังมานาน โดยเฉพาะเรื่องการจัด ‘โซนนิ่ง’ (zoning) ของสถานบริการในกรุงเทพฯ


การกำหนดโซนนิ่งของสถานบริการ ถูกเขียนไว้ใน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 โดยในมาตรา 5 ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สามารถกำหนดเขตพื้นที่เพื่อ ‘อนุญาต’ หรือ ‘งดอนุญาต’ ให้ตั้งสถานบริการได้


และใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็มีกฎหมายลูกคือ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2545 ที่บอกว่า บริเวณไหนของกรุงเทพฯ ที่สามารถตั้งสถานบริการได้ตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้ 3 พื้นที่หลักคือ


1. ย่านพัฒน์พงษ์ (ถนนสุรวงศ์, สีลม, พระรามที่ 4)


2. ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ - มักกะสัน


3. ย่านถนนรัชดาภิเษก


ดังนั้น หากผู้ประกอบการต้องการทำธุรกิจ ‘คล้ายสถานบริการ’ นอกพื้นที่ จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ร้านอาหารกึ่งผับ’ ขึ้นมา จดทะเบียนเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์หรือสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ มีดนตรีสด ห้ามเต้น และอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การสาธารณสุขฯ และ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ


ความแตกต่างด้านความปลอดภัยที่สำคัญเมื่ออิงตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ คือ ‘สถานบริการ’ จะถูกบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องวัสดุตกแต่งและวัสดุอะคูสติกซับเสียงภายในที่ต้องเป็นชนิดทนไฟหรือไม่ลามไฟ รวมถึงต้องมีระบบระบายควัน สปริงเกอร์ และขนาดทางหนีไฟที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้บริการอย่างรัดกุม 


ขณะที่ ‘ร้านอาหารกึ่งผับ’ จะอยู่ภายใต้มาตรฐานอาคารระดับร้านอาหารทั่วไป ไม่ได้มีข้อบังคับเรื่องวัสดุซับเสียง เมื่อผู้ประกอบการนำโฟมซับเสียงราคาถูกกว่ามาติดตั้งเพื่อเล่นดนตรีสด จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วได้


ปารเมศให้ความเห็นในฐานะเคยทำหน้าที่รองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาทบทวน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาว่า ได้นำเสนอและเรียกร้องให้ที่ประชุมทบทวนแก้ไขระเบียบเรื่องโซนนิ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีร้านเหล้า ผับ บาร์ กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในหัวเมืองใหญ่ แต่ด้วยกฎหมายโซนนิ่งที่ล้าหลังและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถขอใบอนุญาตเป็น ‘สถานบริการ’ อย่างถูกต้องได้


“สิ่งที่เราพบเห็นจนชินตาคือ การหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยร้านเหล้า ผับ บาร์ ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนเป็น ‘สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ’ หรือจดเป็นร้านอาหารที่จำหน่ายแอลกอฮอล์แทน ซึ่งช่องโหว่นี้ทำให้ร้านเหล่านี้ หลุดพ้นจากการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด และมีบทลงโทษทางกฎหมายที่เบากว่าสถานบริการที่แท้จริงมาก ซึ่งในหลายกรณีต่อให้ผู้ประกอบการอยากจดให้ถูกต้องก็ทำไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในโซนนิ่งที่กฎหมายกำหนด”


ปารเมศชี้ว่า การแก้ไขเรื่องโซนนิ่งให้สอดคล้องกับความจริง จึงไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ แต่คือการดึงร้านเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าไปตรวจสอบ กำกับดูแล และบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยทางสถาปัตยกรรมขั้นสูงสุดได้อย่างแท้จริงเพื่อป้องกันการสูญเสียแบบที่ผ่านมา


ทั้งนี้ มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการฯ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น จากเดิมเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนดโซนนิ่ง ให้เป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในกรณีของกรุงเทพฯ นั้น หากแก้กฎหมายสำเร็จ ผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถกำหนดโซนนิ่งเองได้


“ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียง เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรุงเทพมหานคร เร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างนี้”


นอกจากนี้ ปารเมศยังเสนอแนวทางเร่งด่วนลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการ ร้านอาหาร ผับ และบาร์ ที่อาจไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยโดยด่วน โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ


1. ทางเข้า-ออก และทางหนีไฟ: ต้องมีขนาดกว้างเพียงพอ ป้ายไฟบอกทางชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางหรือถูกล็อกไว้


2. อุปกรณ์และระบบดับเพลิง: ถังดับเพลิง สปริงเกอร์ และระบบสัญญาณเตือนภัย ต้องได้รับการตรวจสอบว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานจริง 100%


3. ใบอนุญาตและการดัดแปลงอาคาร: ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับร้านที่ลักลอบเปิดโดยไม่มีใบอนุญาต หรือมีการดัดแปลงโครงสร้างและใช้วัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย


“ชีวิตของทั้งผู้ใช้บริการและพนักงาน มีค่าเกินกว่าจะนำมาแขวนไว้กับความหละหลวมของสถานประกอบการ หรือความล้าหลังของกฎหมาย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ จะนำไปสู่การตรวจสอบอย่างโปร่งใส และสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยทั้งในทางปฏิบัติและทางกฎหมายได้อย่างแท้จริงครับ” ปารเมศกล่าว


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โซนนิ่งสถานบริการ

“ภัทราภรณ์” เปิดใจนั่งประธานสภา กทม. คนที่ 26 ชูสภาคนรุ่นใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธงนำให้สภาท้องถิ่นทั่วประเทศ ย้ำทำงานตรงไปตรงมาเหมือนเดิม

 


“ภัทราภรณ์” เปิดใจนั่งประธานสภา กทม. คนที่ 26 ชูสภาคนรุ่นใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธงนำให้สภาท้องถิ่นทั่วประเทศ ย้ำทำงานตรงไปตรงมาเหมือนเดิม


วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางซื่อ ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับเลือกให้เป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 26 อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงวาระสำคัญที่จะขับเคลื่อนหลังจากนี้ คือการสร้างสภาที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเด็นหลักตามที่ได้แถลงไว้ก่อนหน้านี้ โดยวางกำหนดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ภารกิจเร่งด่วนที่กำลังจะมาถึงคือการพิจารณางบประมาณในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งตนพยายามผลักดันร่วมกับเพื่อนสมาชิกให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมพิจารณางบประมาณในครั้งนี้ให้ได้เป็นลำดับแรก


สำหรับการทำงานร่วมกับรองประธานสภาทั้ง 2 ท่านนั้น นางสาวภัทราภรณ์เปิดเผยว่าได้มีการพูดคุยแบ่งงานกันไว้คร่าว ๆ แล้ว และมั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องการตั้งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ยังอยู่ในระหว่างการหารือ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนและเรียบร้อยภายใน 1-2 วันนี้ ขณะที่ตำแหน่งโฆษกสภากรุงเทพมหานครนั้น ยังไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนว่าเป็นของพรรคประชาชนหรือกลุ่มใด โดยจะต้องมีการพูดคุยรายละเอียดกันต่อไป


ในส่วนของแรงกดดันในการรับตำแหน่งประธานสภาหญิงคนแรก นางสาวภัทราภรณ์มองว่าไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสภาหรือรองประธานสภาต่างก็ต้องมีความกดดันด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันไป โดยเฉพาะการยกระดับสภาให้มีความทันสมัยตามรูปแบบของคนรุ่นใหม่นั้น ตนตั้งใจจะใช้ประสบการณ์ของสมาชิกสภาที่ทำงานมานานหรือคนรุ่นเก่ามาผสมผสานกับการทำงานของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้สภาแห่งนี้รองรับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของประธานและรองประธานทั้ง 3 คน จะสามารถประสานงานกับเพื่อนสมาชิกทุกคนได้เป็นอย่างดี


"ดิฉันคิดว่าประเด็นของความเป็นผู้หญิง หรือเป็นเพศหญิงหรือไม่นั้น มันไม่ได้มีผลอะไรกับเรื่องความสามารถ เราคิดว่าเราสามารถทำได้อยู่แล้ว และตรงนี้คิดว่าต้องใช้ความร่วมมือของเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ทั้งสภาในการที่จะขับเคลื่อนวาระต่าง ๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถผลักดันสภาที่โปร่งใสได้"


สำหรับการทำงานร่วมกับสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น นางสาวภัทราภรณ์ระบุว่าจะเป็นการพิจารณาไปเป็นรายประเด็น เนื่องจากหลายเรื่องในสภากรุงเทพมหานครมีความเป็นกลาง เช่น ปัญหาของพี่น้องประชาชน หรือประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถเจรจาตกลงกันเป็นเรื่อง ๆ ไป ทั้งนี้ตนไม่กังวลเรื่องการบริหารจัดการความสัมพันธ์ในสภา เพราะการทำงานต้องอาศัยความร่วมมือกับเพื่อนสมาชิกทุกคนอยู่แล้ว


นางสาวภัทราภรณ์กล่าวถึงบทบาทของสภากรุงเทพมหานครที่หลายคนอาจมองว่าเป็นสภาขนาดเล็กเมื่อเทียบกับระดับประเทศ โดยยอมรับว่าเป็นหน้าที่ของสภาและสมาชิกทุกท่านที่ต้องช่วยกันผลักดันให้ประชาชนรับทราบถึงการทำงาน เพื่อให้การทำงานมีน้ำหนักมากขึ้น พร้อมทั้งฝากถึงสื่อมวลชนให้ช่วยนำเสนอข่าวสารของสภา กทม. เนื่องจากงบประมาณปีนี้มีจำนวนมหาศาลและเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหลายพันล้านบาท ซึ่งภายใต้การนำของทีมประธานสภาชุดใหม่จะมีการเพิ่มความเข้มข้นด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น


ต่อประเด็นแนวทางการทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร นางสาวภัทราภรณ์ยืนยันว่าจะรักษามาตรฐานความตรงไปตรงมาเหมือนเดิม หากเรื่องใดเป็นเหตุเป็นผลและเป็นประโยชน์ก็จะให้การสนับสนุน แต่ในส่วนที่ต้องตรวจสอบก็จะดำเนินการอย่างเข้มข้น ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมา


สำหรับข้อสงสัยเรื่องสไตล์การทำงานของพรรคประชาชนที่มุ่งเน้นการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อส่งต่อข้อมูลให้ สส. นั้น นางสาวภัทราภรณ์ชี้แจงว่า งบประมาณของกรุงเทพมหานครมาจากฝ่ายบริหารส่งมายัง สก. เพื่ออนุมัติเห็นชอบเป็นข้อบัญญัติ ซึ่งไม่ได้ผ่านไปยัง สส. โดยตรง ยกเว้นเพียงเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่ส่งมายัง กทม. เท่านั้นที่จะผ่านกระบวนการของ สส. อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกยินดีที่มี สส. หลายท่านเข้ามาช่วยสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของงบประมาณกรุงเทพมหานครในวงกว้าง


"เราก็ตรงไปตรงมาเหมือนเดิม ตรงไหนที่สนับสนุนกันได้และเป็นเหตุเป็นผล เราก็สนับสนุนกัน ตรงไหนที่เราจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบ เราก็ตรวจสอบเข้มข้น ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนไปจาก 4 ปีก่อน" ประธานสภากทม. คนที่ 26 กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ภัทราภรณ์ #ประธานสภากทม #สภากทม #กรุงเทพมหานคร

‘ณัฐพงษ์’ ขึ้นเหนือ ติดตามการแก้ปัญหาอุทกภัยหลังวิกฤตพายุวิภา ชี้รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ

 


ณัฐพงษ์’ ขึ้นเหนือ ติดตามการแก้ปัญหาอุทกภัยหลังวิกฤตพายุวิภา ชี้รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ


วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุทกภัย หลังจังหวัดน่านเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่จากอิทธิพลของพายุวิภาเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการตรวจสอบว่ารัฐบาลได้เปลี่ยนบทเรียนจากวิกฤตครั้งนั้นให้กลายเป็นแผนป้องกันอุทกภัยระยะยาวที่มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมของภาคเหนือโดยเฉพาะในจังหวัดน่านไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน หากทุกปีรัฐบาลยังใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น ประเทศก็จะต้องกลับมาเผชิญวงจรเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่สำคัญคือ อุทกภัยในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จังหวัดน่านเท่านั้น แต่อีกหลายพื้นที่ในทุกภูมิภาคก็ยังเจอปัญหาซ้ำ ๆ โดยปราศจากแผนป้องกัน ราวกับว่าไม่เคยนำความเสียหายในครั้งก่อนมาทบทวนอย่างจริงจัง


การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งหาคำตอบเฉพาะว่าน้ำท่วมเพราะอะไร แต่ต้องการตรวจสอบว่ารัฐบาลมีข้อมูลเพียงพอหรือไม่ในการตัดสินใจใช้งบประมาณ และทุกโครงการที่กำลังจะดำเนินการสามารถลดความเสี่ยงของทั้งลุ่มน้ำน่านได้จริงหรือไม่


จุดแรกของการลงพื้นที่คือฝายธงน้อย หนึ่งในโครงสร้างที่ประชาชนและนักวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก โดยฝ่ายค้านจะติดตามข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ไม่ใช่ความเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


ณัฐพงษ์เห็นว่า ก่อนที่รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อดำเนินโครงการใด ประชาชนควรได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่าโครงการนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมได้มากน้อยเพียงใด และควรมีการศึกษาเปรียบเทียบโดยหน่วยงานอิสระ ทั้งในกรณีที่มีโครงการและไม่มีโครงการ เพื่อให้การตัดสินใจใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้


นอกจากการตรวจสอบฝายธงน้อยแล้ว ยังลงพื้นที่อำเภอเวียงสา เพื่อติดตามปัญหาระบบระบายน้ำ ประตูระบายน้ำที่ชำรุด การบริหารจัดการลำน้ำ และปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาของประชาชน พร้อมรับฟังข้อเสนอจากชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะจุดที่เกิดเหตุ


ณัฐพงษ์ย้ำถึงภาพรวมว่า สิ่งสำคัญที่สุดของคนน่านในวันนี้คือแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทุกหน่วยงาน มีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ รู้ขีดความสามารถในการรองรับน้ำของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน และใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานในการลงทุนทุกโครงการของรัฐ


บทเรียนจากพายุต้องนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเงินเยียวยาหลังน้ำลด แต่ต้องการความเชื่อมั่นว่าจะไม่เผชิญความเสียหายแบบเดิมซ้ำอีกในปีต่อ ๆ ไป” ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน












เกิดเหตุไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เสียชีวิต 27 ราย บาดเจ็บ 63 ราย กทม. ตั้งศูนย์ประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกในทันที

 


เกิดเหตุไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เสียชีวิต 27 ราย บาดเจ็บ 63 ราย กทม. ตั้งศูนย์ประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกในทันที


เมื่อวานนี้ (12 กรกฎาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 23.57 น. สายด่วน 199 ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหาร บริเวณซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสาร ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พบว่าเป็น “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ซึ่งเพลิงกำลังลุกไหม้ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาประมาณ 30 นาที ควบคุมเพลิงไว้ได้ และได้เร่งระบายควันภายในโรงเบียร์ดังกล่าวออก และเจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยกันตรวจสอบผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตในทันที


ต่อมาเวลา 01.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เกิดเหตุ และสั่งการตั้งศูนย์ติดต่อผู้ประสบภัย ประสานงานญาติตามหาผู้ประสบเหตุ และอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมระบุว่าเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 27 ราย โดยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 25 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 ราย นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลจำนวน 63 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้บาดเจ็บวิกฤติ 22 ราย จากการสำลักควัน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ


เช้าวันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) นายชัชชาติ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะสภาพภายในอาคารและเส้นทางอพยพ เบื้องต้นพบว่า มีสิ่งกีดขวางบริเวณทางหนีไฟบางจุด เช่น โต๊ะ อุปกรณ์ตกแต่ง และสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการอพยพในช่วงเกิดเหตุ จึงต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและหาสาเหตุที่แท้จริง


นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบความเสียหายภายในอาคาร รวมถึงเพดานและวัสดุตกแต่งที่ได้รับผลกระทบจากเพลิงไหม้ โดยเบื้องต้นคาดว่า ไฟอาจลุกลามผ่านวัสดุตกแต่งบางประเภท อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ได้ ต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายชัชชาติ กล่าว


หลังจากนี้ กรุงเทพมหานครจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร โดยเฉพาะระบบป้องกันอัคคีภัย เส้นทางหนีไฟ และใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทั้งทบทวนมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก โดยจัดเจ้าหน้าที่ประสานงานกับญาติผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกประเด็น ก่อนรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป นายชัชชาติ กล่าว.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ไฟไหม้ #โรงเบียร์ณลาดพร้าว #ลาดพร้าว #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #กรุงเทพมหานคร























วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านเปิดหลักฐาน ‘คดีฮั้ว สว.’ ครบ 2 ปี เตือนถึงจุดชี้ชะตา หวั่น กกต. - ดีเอสไอ ปล่อยคดีจบก่อนถึงศาล ชี้ถ้าสำเร็จเท่ากับออกใบอนุญาตฮั้วการเมืองทั้งระบบ


ฝ่ายค้านเปิดหลักฐาน ‘คดีฮั้ว สว.’ ครบ 2 ปี เตือนถึงจุดชี้ชะตา หวั่น กกต. - ดีเอสไอ ปล่อยคดีจบก่อนถึงศาล ชี้ถ้าสำเร็จเท่ากับออกใบอนุญาตฮั้วการเมืองทั้งระบบ


วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. คดีถึงไหนแล้ว’ โดยมีผู้ติดตามคดีฮั้ว สว. จากแวดวงต่างๆ เข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความคืบหน้าของคดี


พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้กล่าวเปิดงานโดยระบุว่า ‘คดีโกง สว.’ เป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องการตรวจสอบ คดีดังกล่าวไม่ได้สำคัญเฉพาะกับผู้สมัคร สว. หรือ สว. สำรอง แต่สำคัญต่ออนาคตระบบการเมืองของประเทศไทย กลุ่มบุคคลที่เข้าสู่อำนาจรัฐโดยมิชอบก็ย่อมใช้อำนาจนั้นโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย พิจารณารัฐธรรมนูญ หรือการรับรองผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ


การโกง สว. คือความพยายามในการสร้างระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดานและทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอลง ผ่านการแทรกแซงกระบวนการเลือก สว. เพื่อให้คนที่สามารถควบคุมหรือกำกับทิศทางการลงมติได้เข้าไปเป็น สว. จำนวนมาก ชี้ขาดผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ หากปล่อยให้การโกง สว. สำเร็จ เท่ากับการออกใบอนุญาตให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มสามารถสร้างระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดานขึ้นมา


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า แม้หลายคนพยายามอย่างมากเพื่อรวบรวมหลักฐานข้อมูลยื่นให้หน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือคดีโกง สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ หน่วยงานตรวจสอบทั้งสองหน่วยงานอาจไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กกต. มีกรรมการ 7 คนที่จะต้องชี้ขาดภายในต้นเดือนกันยายนนี้ แต่ 4 คนเข้าสู่ตำแหน่งจากการรับรองโดย สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ แล้วยังมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีมติที่ค้านสายตาสังคมและสวนทางกับมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ว่าบรรดา 229 คนไม่มีใครทำอะไรผิดเลย


ในฝั่งดีเอสไอก็มีข้อกังวลเช่นกัน แม้มีการรับเป็นคดีพิเศษมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 สอบปากคำพยานไปกว่า 700 คน แต่ปลายปี 2568 กลับมีมติสรุปสำนวน ให้อัยการสั่งฟ้องเพียง 8 คน และเมื่ออัยการตีเรื่องกลับมาช่วงต้นปี 2569 ให้ดีเอสไอสอบเพิ่มเติม ขยายผลสู่ผู้ร่วมขบวนการคนอื่น ตนก็ได้ข้อมูลมาว่าดีเอสไอกำลังถูกกำกับให้อยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง รอดูมติของ กกต. ก่อนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ถึงขั้นมีการโยกย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในดีเอสไอด้วย


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า เวลานี้จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของคดี และใน 1-2 เดือนข้างหน้าเราจะได้รู้คำตอบว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาลหรือไม่ งานวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเอาหลักฐานเท่าที่จะเปิดเผยได้มากางให้สังคมได้รับรู้ร่วมกันว่าหลักฐานมีความชัดเจนเพียงใด ถ้าหน่วยงานยังไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เราก็จะได้ร่วมกันตรวจสอบหน่วยงานตรวจสอบเหล่านั้นได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น


“ถ้าหน่วยงานตรวจสอบไม่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาและไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ทุกอย่างก็จะจบ สังคมจะไม่ได้รับรู้ว่าหลักฐานเหล่านี้หนักแน่นชัดเจนเพียงใด” พริษฐ์กล่าว


หลังจากนั้น พริษฐ์ได้นำผู้ร่วมงานทำกิจกรรมจำลองระบบการเลือก สว. แบบที่มีโพย โดยอ้างอิงจากเทปบันทึกภาพในวันที่มีการเลือก สว. จริง ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ ที่ตัวเลขที่ออกมาค่อนข้างตรงกับโพยที่ปรากฏจริง กระทั่งลำดับหลายครั้งก็ตรงกับโพย ซึ่งพริษฐ์ระบุว่าเรื่องโพยเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ แม้ กกต. อาจบอกว่าการที่ผู้สมัครคนหนึ่งอาจจดเลขไว้กันลืมไม่ได้เป็นเรื่องผิดในตัวเอง แต่ก่อนที่จะมาเป็นโพยนี้ มีหลักฐานของการใช้เงินจ้างคนมาสมัครและโหวตที่ปรากฏอย่างชัดเจนด้วย


กิจกรรมดำเนินต่อไป พยาน 4 รายที่พร้อมเปิดเผยหลักฐานขึ้นมาเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังก่อนที่จะมาเป็นโพยในการโกง สว. โดยระบุว่า หลังจากการเลือกในระดับจังหวัดผ่านไป มีเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่งพยายามติดต่อผู้สมัครที่ผ่านการเลือกระดับจังหวัด ให้ช่วยกันรวบรวมผู้สมัครที่ผ่านการเลือกระดับจังหวัดด้วยกัน ให้มารวมตัวกันที่โรงแรม โดยจะมีการอำนวยความสะดวกด้านค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทางไปกลับ และค่าสมนาคุณให้เป็นรายบุคคล จากนั้นจึงนำไปสู่การสร้างและแจกโพยให้กับผู้สมัครที่มาร่วมประชุม และมีการนำไปใช้จริงในวันเลือก สว. ระดับประเทศ


หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงเสวนา เริ่มต้นที่ ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งระบุว่ากระบวนการฮั้ว สว. เป็นการสมคบกันทั้งระบบ มีกลุ่มที่ทำทั้งหมด 6 กลุ่ม รวมถึงมีการไปศึกษาระเบียบ กกต. ว่าจะฮั้วอย่างไรได้ กกต. ควรใช้โอกาสนี้เปิดหีบบัตรให้มีการตรวจสอบ นำนักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์มาร่วมกระบวนการตรวจสอบ ถ้าการที่เลขเรียงเหมือนกัน 3 ตัวยังเกิดขึ้นยาก การเรียงกันได้ถึง 5 ตัวในการเลือก สว. ไม่มีทางเป็นความบังเอิญได้อยู่แล้ว การพิสูจน์เป็นเรื่องง่ายมากและใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ แม้ปัจจุบันจะกินรวบได้เกือบทั้งหมด แต่ที่ยังกินรวบไม่ได้คือศาลยุติธรรม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องส่งไปให้ถึงศาลยุติธรรมให้ได้


ทางด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ระบุว่าในฐานะอดีต กกต. ตนเห็นความผิดเกิดขึ้นถึง 8 กรณี 


1. การจ้างให้สมัครหรือออกค่าสมัครให้ถือเป็นการให้ประโยชน์ 


2. การจัดเลี้ยง จัดหาที่พัก ออกค่าเดินทางให้ 


3. การเจรจาเสนอแลกเปลี่ยนคะแนนกัน 


4. เสนอประโยชน์ให้ตอบแทน เช่น การให้เป็นผู้ช่วย สว. 


5. จัดตั้งเป็นคณะบุคคล วางแผนดำเนินการ มีกระบวนการในการจัดการให้เกิดคะแนนเสียง 


6. การจัดทำโพยสำเร็จรูป ว่าถ้าอยู่กลุ่มไหนต้องเลือกหมายเลขอะไรบ้างถึง 20 กลุ่ม และมีประโยชน์เกี่ยวข้อง ไม่ใช่โพยที่เป็นการบันทึก 


7. คนที่ได้คะแนนตามโพย หากพิสูจน์ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการ 


8. สส. และพรรคการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. 


ถ้า กกต. เห็นหลักฐานเหล่านี้แล้วยังบอกว่าไม่ผิดอีก ก็เตรียมตัวย้ายที่อยู่ได้


ขณะที่ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. ระบุว่า หลักฐานที่ปรากฏในวันนี้ทุกอย่างมีความชัดเจนตั้งแต่เรื่องโพยที่มีความซับซ้อน จากคำให้การของพยานที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ากระบวนการฮั้ว สว. ที่เกิดขึ้นนี้มีมูลเหตุจูงใจชัดเจน เมื่อได้ สว. มาก็จะเลือกองค์กรอิสระ ซื้อบ้านใหญ่ ซื้อกลุ่มการเมืองมารวมกัน เพื่อให้ได้จัดตั้งรัฐบาลและเป็นเสียงข้างมากในสภา สว. นอกจากเลือกองค์กรอิสระแล้ว ยังให้การรับรองบุคคลสำคัญ ทั้งอัยการสูงสุด ประธานศาลปกครอง และอื่นๆ นี่คือการกินรวบชัดเจนโดยระบบทุน ชั่วร้ายไม่ต่างไปจากเผด็จการโดยปืน และยังเป็นเผด็จการที่มีเครือข่ายแยบยลไม่แพ้กัน


ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การที่ กกต. ทำหน้าที่อย่างมีคำถามได้มากขนาดนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ กกต. มีหน้าที่ในการตรวจสอบว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ถ้าพบในเวลาต่อมาว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรมก็ให้ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา นี่คือขั้นตอนปัจจุบันของ กกต. ในส่วนของคดีอาญา เรื่องใหญ่ที่สุดตอนนี้คือการใช้เงินจูงให้เลือก ถ้ามีเงินเข้ามาเกี่ยวผิดแน่นอน นี่คือขั้นตอนปัจจุบันของดีเอสไอ


ส่วนเรื่องโพยโดยตัวเองไม่ผิด แต่ถ้าไปเกี่ยวกับเรื่องอื่น มันคือหลักฐานว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ก็ไม่ต้องมีเวทีวันนี้ คดีการเลือกหรือการได้เป็น สว. โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มีแต่ กกต. ที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาได้ ถ้า กกต. ไม่ส่ง ใครก็ส่งไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคดีอาญา หากพนักงานสอบสวนหรืออัยการไม่ส่งฟ้อง ผู้เสียหายสามารถส่งฟ้องเองได้ 


ปริญญากล่าวต่อไปว่าเมื่อครบ 90 วันหรือขยายเวลาจนครบแล้ว กกต. ไม่ลงมติตามที่ควรจะเป็นไปตามหลักฐาน เช่น ยกฟ้องหมด หรือส่งไปศาลฎีกาน้อยมากจนน่าตกใจและขัดกับหลักฐานที่มี ฐานะความเป็นผู้เสียหายของผู้ร้องเกิดขึ้นทันที ปัจจุบันเป็นเพียงแค่การล่าช้า แต่ถ้าลงมติแล้วไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ผู้เสียหายมีสิทธิในการฟ้อง กกต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ทุกคนต้องช่วยกันผลักดันให้มีการส่งเรื่องไปถึงศาลฎีกาให้ได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิปฝ่ายค้าน #ฮั๊วสว