วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กลุ่มนิสิตนักศึกษา 9 สถาบัน ร้องศาลปกครอง พิพากษาสั่งเลือกตั้ง 69 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด และให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่

 


กลุ่มนิสิตนักศึกษา 9 สถาบัน ร้องศาลปกครอง พิพากษาสั่งเลือกตั้ง 69 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด และให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่


วันนี้ (16 มภาพันธ์ 2569) เวลา 13.30 น. ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบัน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง รามคำแหง และศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมภาคประชาชน นำโดย นำโดย นายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เดินทางมายื่นฟ้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ตรวจสอบการออกแบบบัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ปรากฏคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด


กลุ่มผู้ยื่นคำร้อง เห็นว่า อาจสามารถสแกนและเชื่อมโยงย้อนกลับไปถึงตัวตนผู้ลงคะแนนได้ อาจขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับและอาจขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองฉุกเฉิน ให้ศาลมีคำสั่งระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งชั่วคราว จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น


นอกจากนี้ยังขอให้ศาลมีคำสั่งแยกเก็บต้นขั้วบัตรเลือกตั้งออกจากตัวบัตร และจัดเก็บในสถานที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของศาล เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล


ด้านนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ระบุว่า การกำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งถือเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองกลาง ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ และหากศาลเห็นว่าการออกแบบบัตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจส่งผลให้การเลือกตั้งวันที่ 1 และ 8 ก.พ.2569 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย


พร้อมระบุว่า การมายื่นฟ้องครั้งนี้มีพยานหลักฐานการทดสอบที่ชี้ว่าบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงถึงผู้ลงคะแนนได้ และพร้อมนำผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและไอทีเข้าไต่สวน หากศาลเห็นสมควร โดยย้ำว่าแม้เพียงอยู่ในวิสัยที่อาจทราบได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร ก็ถือว่าขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามแนวคำวินิจฉัยที่ผ่านมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569




“ประสิทธิ์” ผู้สมัครสส. ปทุมธานี พรรคประชาชน ร้องคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เอาผิด กกต. ทั้งทางปกครองและอาญา กรณีทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ส่งผลให้ข้อมูลประชาชนรั่วไหล

 


ประสิทธิ์” ผู้สมัครสส. ปทุมธานี พรรคประชาชน ร้องคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เอาผิด กกต. ทั้งทางปกครองและอาญา กรณีทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ส่งผลให้ข้อมูลประชาชนรั่วไหล


วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส. เขต 7 ปทุมธานี พรรคประชาชน เดินทางมาแถลงข่าวว่า วันนี้ตนได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ให้เอาผิด กกต. กรณีจัดทำบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่สามารถทำให้สอบทานกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งผิดกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล


โดยที่ผ่านมาก็เคยเอาผิดแล้วในการทำข้อมูลรั่วไหล แต่ยังไม่เคยมีการเอาผิดในขั้นของการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคำร้องของตนจะเอาผิดตั้งแต่ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลจนถึงขั้นตอนการเผยแพร่ การติดบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สามารถค้นไปถึงคนที่กาบัตรว่าคือใคร สามารถติดตามได้ ทั่วประเทศไทยถือเป็นความผิดตามมาตรา 19 เป็นการเก็บข้อมูลโดยไม่ได้รับการยินยอม มาตรา 22 กำหนดว่าการเก็บข้อมูลต้องเก็บเท่าที่จำเป็น แต่ QR Code ไม่มีความจำเป็นต่อการนับคะแนน มาตรา 23 การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า แต่ครั้งนี้ก็ไม่มีการแจ้งเช่นกัน มาตรา 26 ห้ามไม่ให้มีการเก็บข้อมูลความคิดเห็นทางการเมืองโดยไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของความเห็น ซึ่งอันนี้สำคัญที่สุดมีความผิดทางอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท


นายประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นจึงต้องประสานงานให้ PDPC ทำการตรวจสอบว่าบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งนั้นสามารถย้อนกลับไป ถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามจากคำแถลงของ กกต.นั้นก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ การตรวจ QR Code บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ถึงแม้จะไม่ได้ลิ้งค์ โดยตรงไปยังต้นขั้ว แต่ถ้าเรามีฐานข้อมูล ที่สามารถจับคู่ระหว่างเลขที่บัตร กับ QR Code ดังกล่าว ก็สามารถตรวจได้โดยตรงเช่นกัน


ตอนนี้ ขอให้มีการทำลายบัตร หรือแยกต้นขั้ว แยกบาร์โค้ด ออกจากบัตรเลือกตั้งอย่างถาวรจะใช้วิธีการทำลายทิ้งก็ได้ เพื่อไม่ให้มีการเชื่อมข้อมูลต่อไป เพราะว่าบาร์โค้ดจะอยู่ด้านล่างไม่มีความจำเป็นก็ตัดออก รายละเอียดของเบอร์ผู้สมัครยังอยู่ข้างบน และขอให้ PDPC ลงโทษ กกต. ทั้งทางอาญาและปกครอง ซึ่งกกต.อาจจะมีข้อโต้แย้ง ว่าการจัดการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของกกต. กกต.สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ ซึ่งตามกฎหมาย PDPA มาตรา 4 (4) แม้จะมีข้อยกเว้นว่าทางรัฐสภา หรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภา สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี แต่ไม่ใช่การเก็บรวบรวมเพื่อการบริหาร


การพิมพ์บัตรที่มีบาร์โค้ดเป็นขั้นตอนของการบริหารจัดการ การนับคะแนนก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการบริหารจัดการ ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาคดี ดังนั้นที่กกต. โต้แย้งว่าสามารถทำได้นั้นจึงฟังไม่ขึ้น หรือที่อ้างว่าการพิมพ์บาร์โค้ดก็เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยขึ้นนั้น ตนเห็นว่าการจะสร้างความปลอดภัยป้องกันการปลอมแปลง มีวิธีการอื่นมากมาย ที่ไม่ใช่บาร์โค้ด และความปลอดภัยต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิ์ ข้อมูลพื้นฐานของประชาชน


นายประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นจึงต้องประสานงานให้ PDPC ทำการตรวจสอบว่าบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งนั้นสามารถย้อนกลับไป ถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามจากคำแถลงของ กกต.นั้นก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ การตรวจ QR Code บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ถึงแม้จะไม่ได้ลิ้งค์ โดยตรงไปยังต้นขั้ว แต่ถ้าเรามีฐานข้อมูล ที่สามารถจับคู่ระหว่างเลขที่บัตร กับ QR Code ดังกล่าว ก็สามารถตรวจได้โดยตรงเช่นกัน


ตอนนี้ ขอให้มีการทำลายบัตร หรือแยกต้นขั้ว แยกบาร์โค้ด ออกจากบัตรเลือกตั้งอย่างถาวรจะใช้วิธีการทำลายทิ้งก็ได้ เพื่อไม่ให้มีการเชื่อมข้อมูลต่อไป เพราะว่าบาร์โค้ดจะอยู่ด้านล่างไม่มีความจำเป็นก็ตัดออก รายละเอียดของเบอร์ผู้สมัครยังอยู่ข้างบน และขอให้ PDPC ลงโทษ กกต. ทั้งทางอาญาและปกครอง ซึ่งกกต.อาจจะมีข้อโต้แย้ง ว่าการจัดการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของกกต. กกต.สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ ซึ่งตามกฎหมาย PDPA มาตรา 4 (4) แม้จะมีข้อยกเว้นว่าทางรัฐสภา หรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภา สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี แต่ไม่ใช่การเก็บรวบรวมเพื่อการบริหาร


การพิมพ์บัตรที่มีบาร์โค้ดเป็นขั้นตอนของการบริหารจัดการ การนับคะแนนก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการบริหารจัดการ ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาคดี ดังนั้นที่กกต. โต้แย้งว่าสามารถทำได้นั้นจึงฟังไม่ขึ้น หรือที่อ้างว่าการพิมพ์บาร์โค้ดก็เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยขึ้นนั้น ตนเห็นว่าการจะสร้างความปลอดภัยป้องกันการปลอมแปลง มีวิธีการอื่นมากมาย ที่ไม่ใช่บาร์โค้ด และความปลอดภัยต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิ์ ข้อมูลพื้นฐานของประชาชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต





“วีรภัทร” ผู้สมัคร สส.เขต 6 สมุทรปราการ พรรคประชาชน เรียกร้อง กกต.นับคะแนนใหม่ หลังพบเหตุไม่โปร่งใสหลายอย่าง พบทิ้งวัสดุเลือกตั้ง-รายชื่อผู้มีสิทธิ ไปทิ้งในบ่อขยะ


วีรภัทร” ผู้สมัคร สส.เขต 6 สมุทรปราการ พรรคประชาชน เรียกร้อง กกต.นับคะแนนใหม่ หลังพบเหตุไม่โปร่งใสหลายอย่าง พบทิ้งวัสดุเลือกตั้ง-รายชื่อผู้มีสิทธิ ไปทิ้งในบ่อขยะ


เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น. ที่กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายวีรภัทร คันธะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ จากพรรคประชาชน เดินทางมายื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบกรณีที่พบกระดาษเลือกตั้ง อยู่ในกองขยะ ที่จังหวัดสมุทรปราการ และคัดค้านผลการเลือกตั้ง และนับคะแนนใหม่ ว่าตนพบความผิดปกติในการเลือกตั้งเขต 6 สมุทรปราการ หลายเรื่อง เช่น พฤติกรรมของ กปน. นำขื่อผู้อื่นมาติดแทนตนที่หน้าหน่วย ซึ่งได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.สมุทรปราการไปแล้ว การนำเอกสารใบขีดคะแนน ไปทิ้งที่บ่อขยะ ซึ่งเป็นพื้นที่ปิดของเทศบาลเมืองลัดหลวง รวมทั้งมีการนำใบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของจังหวัดบุรีรัมย์ไปทิ้งที่นี่ด้วย และทราบว่าได้มีการสอบสวนผู้ที่พบเห็นเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา จึงเห็นว่า กกต.ควรจะมีการนับคะแนนใหม่ หรือ เลือกตั้งใหม่


นายวีระภัทร ยังกล่าวถึงการเดินทางไปดูงานของ กกต.ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับรายงานว่า ในการไปดูงานเรื่องประชามติ แต่ กกต.ในที่นั้นพูดในลักษณะว่าความโปร่งใสในลักษณะนี้ไม่น่าจะทำได้ที่ประเทศของเรา ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าการไปดูงานของ กกต. เพื่อจัดการเลือกตั้ง จัดการทำประชามติ เสียเปล่าหรือไม่ ในการไปดูงาน ทราบว่าจริงแล้ว กกต.น่าจะสนุกสนานกับการไปดูงานบนยอดเขาที่สวิตเชอร์แลนด์ เมืองที่อยู่ริมททะเลสาบ มากกว่าการทำประชามติ หรือจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส เรื่องนรี้มีหลักฐานและทราบมาว่า หลายต่อหลายคนที่เดินทางไปท่องเที่ยวมากกว่าตั้งใจจะไปดูงาน เพราะถ้าตั้งใจไปดูงาน การจัดการเลือกตั้งตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ อบจ.สมุทรปราการที่ กกต.จัดการเลือกตั้งในวันเสาร์ และมีการทำอะไรหลายๆอย่างที่ตนคิดว่าไม่โปร่งใส หวังว่าการมายื่นหนังสือวันนี้ กกต.จะรับฟัง ดำเนินการให้มีการนับคะแนนใหม่ อย่างที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต

"We Watch" เรียกร้อง "กกต." รับผิดชอบเลือกตั้ง ชี้หลายจุดไม่โปร่งใส ลั่น เรียกความเชื่อมั่นไม่ได้ควร "ลาออก"


"We Watch" เรียกร้อง "กกต." รับผิดชอบเลือกตั้ง ชี้หลายจุดไม่โปร่งใส ลั่น เรียกความเชื่อมั่นไม่ได้ควร "ลาออก"


วันนี้ (16 กุมภาพันธ์ 2569) กลุ่ม We Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือ และอ่านแถลงการณ์ร่วมแสดงจุดยืนและเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้แสดวงความรับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้ง เพราะการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ของ กกต. ปรากฏข้อผิดพลาด ความผิดปกติ และปัญหาจำนวนมาก ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของการจัดการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง สถานการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในวงกว้าง นำไปสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และสะท้อนถึง วิกฤตความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งในปัจจุบัน ประเด็นที่ขัดต่อหลักการสำคัญในการจัดการเลือกตั้งความโปร่งใส


กระบวนการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ในครั้งนี้ ส่อให้เห็นถึงการขาดความโปร่งใสตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง และก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ประเด็นที่พบ เช่น


การเปลี่ยนสโลแกนจากเดิมสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม เป็นสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตัดคำว่าโปร่งใสออกไป สะท้อนทิศทางการสื่อสารที่ลดความสำคัญของการเปิดเผยต่อสาธารณะ


กรณีที่บางหน่วยเลือกตั้งเก็บเอกสารผลการนับคะแนนออกจากหน่วยในระยะเวลาอันสั้น ทั้งที่ควรเปิดเผยไว้เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้หลายกรณีที่จำนวนบัตรเลือกตั้ง ผลคะแนน และจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่สอดคล้องกัน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าบัตรเขย่ง ซึ่งเกิดขึ้นในหลายจังหวัด กรณีที่ประชาชนและผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการนับคะแนนได้อย่างต่อเนื่อง ชัดเจน หรือถูกจำกัดการสังเกตการณ์


นอกจากนี้ จากการติดตามระบบรายงานผลคะแนนเลือกตั้งภายหลังการปิดหีบ พบว่าคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งมิได้ถูกส่งตรงสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง แต่ถูกส่งเข้าสู่ศูนย์ติดตามผลส่วนกลางก่อนการเผยแพร่ ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวกลาง ในกระบวนการรายงานผลคะแนน และเปิดช่องให้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ หรือปรับแก้ข้อมูลได้ก่อนการเปิดเผยต่อประชาชน โดยปราศจากความชัดเจนถึงโครงสร้างอำนาจ ขั้นตอน และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นอิสระ แม้ กกต. จะอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเลขคะแนนเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคหรือการตรวจสอบข้อมูล แต่เมื่อกระบวนการดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าคะแนนที่ปรากฏเป็นคะแนนจริง ถูกต้อง และไม่ถูกแทรกแซงความสุจริตและเที่ยงธรรม


การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมต้องตั้งอยู่บนการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง และการตอบสนองต่อปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม กลับพบว่า กกต. ได้เพิกเฉยต่อข้อผิดพลาดและข้อร้องเรียนในหลายกรณี ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง ตัวอย่างกรณีที่สะท้อนปัญหาดังกล่าว ได้แก่


กรณีการชี้นำการออกเสียงประชามติในบางพื้นที่


กรณีการวินิจฉัยบัตรดี-บัตรเสียที่ผิดพลาด แม้มีการทักท้วงจากผู้สังเกตการณ์ แต่เจ้าหน้าที่มิได้แก้ไขหรือทบทวนคำวินิจฉัย


กรณีเจ้าหน้าที่บางรายยืนคุมการลงคะแนน หรือปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่อาจกระทบต่อเสรีภาพในการตัดสินใจของประชาชน


พฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายการซื้อเสียงหรือการทุจริต ซึ่งหลายกรณียังไม่ปรากฏการตรวจสอบอย่างจริงจัง ประชาชนคาดหวังให้ กกต. ใช้งบประมาณสาธารณะอย่างคุ้มค่า และจัดการเลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในบริบทที่ความไว้วางใจต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งอยู่ในระดับต่ำอย่างยิ่ง


อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดด้านเอกสาร ความล่าช้าในการบริหารจัดการข้อมูล ความไม่พร้อมของหน่วยเลือกตั้ง และความสับสนของเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ กลับชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องอย่างรุนแรงระหว่างงบประมาณที่ใช้ไปกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น


ตัวอย่างปัญหาด้านประสิทธิภาพที่พบ ได้แก่ การจัดหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ


ความเป็นมืออาชีพขององค์กรจัดการเลือกตั้งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงการขาดมาตรฐานและความพร้อมในหลายด้าน ประเด็นสำคัญที่พบ ได้แก่ การจัดคูหาและพื้นที่ลงคะแนนที่อาจไม่สามารถคุ้มครองหลักการลงคะแนนโดยลับได้อย่างเพียงพอ การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีข้อกังวลว่าสามารถเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังต้นขั้วบัตรและข้อมูลผู้ลงคะแนนได้


แม้ กกต. จะชี้แจงว่ามีมาตรการแยกเก็บข้อมูล แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า โครงสร้างของระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้หลักการลงคะแนนโดยลับถูกละเมิดได้หรือไม่


องค์กรจัดการเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลางและเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระดังกล่าวต้องดำรงอยู่ควบคู่กับ ความยึดโยงกับประชาชน และความรับผิดรับชอบต่อสาธารณะ หากความเป็นอิสระปราศจากกลไกตรวจสอบ ย่อมกลายเป็นอำนาจที่ไม่ต้องรับผิด และบั่นทอนความชอบธรรมขององค์กรโดยตรง


ในทางโครงสร้าง กกต.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หากแต่ได้มาจากกระบวนการสรรหาและการให้ความเห็นชอบโดยวุฒิสภา ส่งผลให้ที่มาขององค์กรจัดการเลือกตั้งขาดความยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่ต้นทาง


ยิ่งไปกว่านั้น กลไกการตรวจสอบ กกต. ยังอยู่ภายใต้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเช่นเดียวกัน ได้รับการสรรหาและให้ความเห็นชอบโดยวุฒิสภา โครงสร้างดังกล่าวขัดแย้งกันในการตรวจสอบถ่วงดุล และทำให้การเอาผิดหรือการเรียกร้องความรับผิดจากองค์กรจัดการเลือกตั้งเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ


จากสถานการณ์ในปัจจุบันและข้อค้นพบดังกล่าว องค์กรมีเรียกร้องต่อ กกต.และข้อเสนอต่อสาธารณะ 2 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม ประการแรก เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ประชาชนตรวจสอบได้ และดำเนินการทันที


โดยเปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการครบ 100% ผ่านระบบ ECT Report โดยเร็วที่สุด รวมทั้งเปิดเผยเอกสารสรุปผลคะแนนรายหน่วย (แบบ 5/18) ตามระเบียบโดยเร็ว หากเป็นได้ ควรพิจารณาเปิดเผยภาพกระดานขีดคะแนน (แบบ 5/11) เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้ รวมถึงคะแนนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทุกประเภท


นางสาวภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวว่ากลุ่มเราได้พบข้อสงสัยในการเลือกตั้ง และออกเสียงประชามติที่ไม่โปร่งใส และพบข้อครหาหลายอย่าง ซึ่ง กกต. จะต้องตอบข้อครหาเหล่านี้ ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกต้องโปร่งใสหรือเปล่า และถูกนำเอาคะแนนไปนับอย่างถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งข้อเรียกร้องทุกอย่างสะท้อนถึงการทำงานของ กกต. โดยปกติ กกต. ก็ไม่ได้มีความเชื่อมั่นอยู่แล้ว และยิ่งหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ความเชื่อมั่นยิ่งลดลง วันนี้เราจึงมาเรียกร้อง และถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ ถ้าไม่ใช่ กกต.

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569







“ภูมิธรรม” แจงการเข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน” คือธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ชี้ การเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของพรรค แต่คือความรับผิดชอบต่อประเทศ

 


“ภูมิธรรม” แจงการเข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน” คือธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ชี้ การเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของพรรค แต่คือความรับผิดชอบต่อประเทศ


เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงจุดยืนการเข้าร่วมการจัดตั้งรัฐบาลว่า การเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่เรื่องของการถือศักดิ์ศรี แต่คือโอกาสการได้ใช้อำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น โดยมีเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นแนวทาง โดยมีข้อความดังนี้


การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ในการตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย อาจมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นี่คือธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า


ใครจับมือกับใคร” คำถามคือ… “ประชาชนจะได้อะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้”


การเป็นฝ่ายค้านอาจพูดได้เต็มที่ แต่การเป็นรัฐบาลคือการลงมือทำจริง เราเลือกเส้นทางที่ทำให้นโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจต้องเดินหน้า ปากท้องต้องดีขึ้น ปัญหายาเสพติด ความมั่นคง ความเหลื่อมล้ำต้องได้รับการแก้ไข


การเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของพรรค แต่คือความรับผิดชอบต่อประเทศ เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน เราจะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม


อย่างไรก็ตาม เราเคารพและรับฟังเหตุผลของทุกความเห็นต่าง โดยเฉพาะเสียงของผู้สนับสนุน ที่แสดงความกังวลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจะถูกนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับยุทธศาสตร์และทิศทางการทำงานของพรรคต่อไป


เพราะสำหรับพรรคเพื่อไทย “อำนาจ” มีไว้ใช้เพื่อเปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น และเสียงของประชาชนคือเข็มทิศในการตัดสินใจของเรา”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569 #ภูมิธรรมเวชยชัย

"เท้ง ณัฐพงษ์" ขึ้น ศาลอาญา นัดตรวจหลักฐานให้การคดีหมิ่น"กัลฟ์" ย้ำปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันในความบริสุทธิ์ พร้อมร่วมทำงานฝ่ายค้านกับกล้าธรรม ด้านผู้สนับสนุนมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจ

 


"เท้ง ณัฐพงษ์" ขึ้น ศาลอาญา นัดตรวจหลักฐานให้การคดีหมิ่น"กัลฟ์" ย้ำปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันในความบริสุทธิ์ พร้อมร่วมทำงานฝ่ายค้านกับกล้าธรรม ด้านผู้สนับสนุนมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจ


วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยทนายความเดินทางมาศาลอาญา เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในคดีที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลอปเมนท์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท ทำให้เกิดความเสียหาย และถูกเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท สืบเนื่องจากการแถลงข่าว ตั้งข้อสังเกตโครงการจัดซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนของรัฐบาล


โดยนายณัฐพงษ์ เปิดเผยว่า วันนี้จะรับทราบข้อกล่าวหา และจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันในความบริสุทธิ์ ส่วนรายละเอียดในคดี จะลงมาให้สัมภาษณ์หลังตอบคำให้การที่ศาลเสร็จสิ้น


นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึง กรณีการจัดตั้งรัฐบาล ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พี่กำลังบีบพรรคกล้าทำให้คืนกระทรวงเกษตรฯ ไม่เช่นนั้นจะถูกผลักให้เป็นฝ่ายค้าน ว่า พรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองใดที่ไม่ได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล และไม่ได้นำมาเป็นเงื่อนไข ว่าจะทำงานได้หรือไม่ได้กับพรรคการเมืองอื่น ยืนยันว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องมีจุดยืนในการตรวจสอบรัฐบาล สุดท้ายเชื่อว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านสามารถทำงานร่วมกันได้ ผ่านกลไกวิปฝ่ายค้าน


โดยนายณัฐพงษ์เดินทางมาถึงศาลในช่วงเวลา 09.00 น. พร้อมด้วย นายวรภพ วิริยะโรจน์ และนายศุภโชติ ไชยสัจ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนเดินทางมาให้กำลังใจพร้อมมอบดอกกุหลาบให้กับนายณัฐพงษ์ด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ










“จุลพันธ์” แจงร่วมรัฐบาลกับ “ภูมิใจไทย” เพื่อพาไปสู่อำนาจรัฐและทำงานเพื่อประชาชน

 


“จุลพันธ์” แจงร่วมรัฐบาลกับ “ภูมิใจไทย” เพื่อพาไปสู่อำนาจรัฐและทำงานเพื่อประชาชน


เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อนำเสนอนโยบายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนมีโอกาส มีความมั่นคง และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง เราเดินหน้าหาเสียง นำเสนอนโยบายของเรา ด้วยความหวังว่าคนไทยจะให้ความไว้วางใจอย่างชัดเจนกับเรา เพื่อพาเราไปสู่อำนาจรัฐและเปิดโอกาสให้เราได้นำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติจริง เราหวังว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจะพาเราไปทำงานและมอบโอกาสให้เราได้ทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่


แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา เราได้เสียงไม่มากพอ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่ความผิดของประชาชน การที่ประชาชนยังไม่เลือกเรามากพอคือสิ่งที่เราเคารพและต้องนำกลับมาเป็นการบ้าน เพื่อทบทวนว่านโยบายของเราตรงไหนที่ยังไม่ตอบโจทย์ และเราจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น เพื่อให้สมกับความไว้วางใจของประชาชนในอนาคต


ในขณะเดียวกัน การที่ประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 และมีเสียงทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างมีนัยสำคัญ คือการตัดสินใจที่เราต้องเคารพด้วย เพราะนี่คือเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย


ในฐานะพรรคอันดับ 3 เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเราจะร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามกับตนเองว่าทางใดจะทำให้เราสามารถทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การร่วมรัฐบาลทำให้เรามีโอกาสทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้มากกว่าการเป็นฝ่ายค้าน


เสียงประชาชนไม่เทา การทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยก็คือการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง และการร่วมรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย เรายังคงมีความเป็น ’อิสระ’ ในจุดยืน อุดมการณ์ และมีขอบเขตของการ ’ร่วม’ อย่างชัดเจน


ในประเด็นเรื่อง ฮั้ว สว. และเขากระโดง เรายังคงเดินหน้าทำต่อภายใต้ความตระหนักว่าเราไม่ได้เป็นเสียงข้างมากของสภาและไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากประชาชนต้องการให้เรามีอำนาจเต็มในการดำเนินการเรื่องนี้ พวกเขาคงมอบเสียงให้เราอย่างถล่มทลาย แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ ก็สะท้อนว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หลักการของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเป็นเช่นนี้ และเราต้องเคารพความจริงนั้น


หลักการสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือการเคารพการตัดสินใจของประชาชน และภายใต้ข้อจำกัดของเสียงที่เราได้รับ เราจะใช้ทุกเสียงนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่เลือกเราให้ได้มากที่สุด


ท้ายที่สุด หากเราตัดสินใจผิดหรือทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเราอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเราตระหนักดีว่าทุกการตัดสินใจของเรามีความรับผิดชอบต่อประชาชนเสมอ


เพราะทุกการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยทำบนความรับผิดชอบที่เรามีต่อทุกเสียงของประชาชนที่เลือกเรามา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569