วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

#ครูใหญ่แอมป์ ภาพบรรยากาศหน้าเรือนจำคลองเปรม วันที่ 9 ก.ย. 69 เวลา 18.20 น. ครูใหญ่ อรรถพล และ แอมป์ ณวรรษ มาถึงเรือนจำกลางคลองเปรม หลังถูกเบิกตัวไปศาลอาญากรุงเทพใต้ ในนัดหมายสืบพยาน ที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 เหตุชุมนุม #ม็อบ26ตุลา63 เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน

 


#ครูใหญ่แอมป์ ภาพบรรยากาศหน้าเรือนจำคลองเปรม วันที่ 9 ก.ย. 69 เวลา 18.20 น. ครูใหญ่ อรรถพล และ แอมป์ ณวรรษ มาถึงเรือนจำกลางคลองเปรม หลังถูกเบิกตัวไปศาลอาญากรุงเทพใต้ ในนัดหมายสืบพยาน ที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 เหตุชุมนุม #ม็อบ26ตุลา63 เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน


โดยเย็นนี้ 17.00 - 18.12 น. ThumbRights นัดหมายมวลชนมาทำกิจกรรม #ยืนหยุดขัง เพื่อให้กำลังใจและส่งเสียงว่าเราไม่ลืมเพื่อนในเรือนจำ นักโทษการเมือง 


ทันทีที่รถเรือนจำที่ไปรับครูใหญ่ แอมป์ มาถึง มวลชนต่างส่งเสียงเรียกและตะโกนให้กำลังใจ โดย ครูใหญ่ แอมป์ โบกมือให้ผ่านรถกรงขัง


สำหรับคดีนี้มีนัดหมายสืบพยานครั้งถัดไปในวันที่ 10 และ 15 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน






“ยืนหยุดขัง” 1.12 ชม. หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เราไม่ลืมเพื่อนผู้ต้องขังการเมือง ส่งกำลังใจถึง ฟ้า-พรหมศร ที่กำลังอดอาหาร เรียกร้องสิทธิประกันตัวคดี ม.112 ส่งเสียงกำลังใจให้ “ครูใหญ่-แอมป์” กลับเรือนจำหลังถูกเบิกตัวไปสืบพยาน #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน


“ยืนหยุดขัง” 1.12 ชม. หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เราไม่ลืมเพื่อนผู้ต้องขังการเมือง ส่งกำลังใจถึง ฟ้า-พรหมศร ที่กำลังอดอาหาร เรียกร้องสิทธิประกันตัวคดี ม.112 ส่งเสียงกำลังใจให้ “ครูใหญ่-แอมป์” กลับเรือนจำหลังถูกเบิกตัวไปสืบพยาน #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน


วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 17.00-18.12 น. บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที ส่งกำลังใจให้ “ฟ้า” พรหมศร หลังจากถูกคุมขังมาแล้ว 6 เดือน และตัดสินใจยกระดับการอดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวด้วยการ “อดน้ำ” หลังอดอาหารมาครบ 2 เดือน


ประชาชนหลายคนเดินทางมาร่วมกิจกรรมบริเวณหน้าป้ายเรือนจำกลางคลองเปรม หลังครบกำหนดเวลายืนหยุดขังแล้ว ประชาชนยังคงยืนหยุดขังต่อเพื่อรอส่งกำลังใจให้แอมป์และครูใหญ่ที่กำลังกลับมาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 18.26 น. เนื่องจากในวันนี้ทั้งสองคนถูกเบิกตัวไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อร่วมสืบพยานในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน


ตอนท้ายก่อนยุติกิจกรรม ซีน-นัสรี พุ่มเกื้อ จาก Thumb Rights กล่าวว่า วันนี้เรามายืนหยุดขังเพื่อให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมือง และยังมี “ฟ้า” พรหมศร ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ นอกจากนั้น การยืนหยุดขังในวันนี้ยังเป็นการยืนยันว่าผู้ต้องขังการเมืองยังมีอยู่ และอยากให้คนที่ผ่านไปมาได้เห็นและรู้ว่าประเทศไทยยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ จากนั้นมีการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” ก่อนยุติกิจกรรม 


สำหรับ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 หลังศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยที่ผ่านมาเธอพยายามยื่นขอประกันตัวมาแล้วถึง 5 ครั้ง 


ปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 53 คน ที่ยังอยู่ในเรือนจำ แม้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่การนิรโทษกรรมที่ยังคงยกเว้นคดีมาตรา 112 รวมถึงการปิดช่องทางการฟื้นฟูเยาวชน ยังคงทิ้งผู้ต้องหาและจำเลยคดีทางการเมืองจำนวนมากไว้ข้างหลัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยืนหยุดขัง #มาตรา112 #มาตรา110

 























“นั่งรถไฟ 229 กม. หัวลำโพงไปหัวหิน” บุญเลิศนำทีมรณรงค์ #สั่งฟ้องสว 229 คน จับตา กกต.ลงมติ 14 ก.ย.

 


นั่งรถไฟ 229 กม. หัวลำโพงไปหัวหิน” บุญเลิศนำทีมรณรงค์ #สั่งฟ้องสว 229 คน จับตา กกต.ลงมติ 14 ก.ย.


วันที่ 9 กันยายน 2569 “เลิศ-บุญเลิศ คณาธนสาร” เจ้าของร้านหนังสือ House Of Commons BookCafe & Space จัดกิจกรรม “นั่งรถไฟ 229 กิโล ไปหัวหิน” เดินทางจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรณรงค์และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องในคดี #โกงเลือกสว จำนวน 229 คน


บุญเลิศเดินทางมาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเช้า โดยสวมเสื้อฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หมายเลข 229 ก่อนรอขึ้นรถไฟขบวนที่ 261 ที่ชานชาลา 7 ร่วมกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม กระทั่งรถไฟออกเดินทาง


กิจกรรมครั้งนี้ใช้ตัวเลข 229 เป็นสัญลักษณ์ โดยนัดหมายกิจกรรมวันที่ 9 เดือน 9 ปี 69 ที่สถานีหัวลำโพงเวลา 08.29 น. และเตรียมขึ้นรถไฟเวลา 09.09 น. ก่อนเดินทางเป็นระยะทาง 229 กิโลเมตรไปยังสถานีรถไฟหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยคาดว่าจะถึงที่หมายในเวลาประมาณบ่ายสองโมง จากนั้นจะทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “229” บริเวณชายหาดหัวหิน เพื่อรณรงค์ #สั่งฟ้องสว


บุญเลิศเล่าว่า วันนี้เขาซื้อของจากร้านกาแฟแห่งหนึ่งเป็นเงิน 229 บาทพอดี นอกจากนี้ยังเตรียมข้อมูลสรุปเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ร่วมกิจกรรมระหว่างการเดินทางบนรถไฟ รวมถึงเตรียมสติกเกอร์แมว “ซีซี่สั่งฟ้องสว.” มาแจกให้ผู้เข้าร่วมด้วย


นอกจากกิจกรรมบนรถไฟแล้ว บุญเลิศยังเชิญชวนให้ประชาชนอ่านหนังสือ “ประท้วง! ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร” ซึ่งรวบรวมตัวอย่างรูปแบบการประท้วงและการเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมในอดีต ตั้งแต่การนั่งรถโดยสารไปจนถึงการปลูกผัก เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมรณรงค์รูปแบบใหม่ ๆ


สำหรับคดี #โกงเลือกสว กกต.มีกำหนดประชุมเพื่อลงมติในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ขณะที่วันที่ 13 ก.ย. ภาคประชาชนหลายกลุ่ม นำโดย iLaw นัดหมายจัดกิจกรรมที่ลานหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แยกปทุมวัน เพื่อเป็นกิจกรรมส่งท้ายในการเรียกร้องให้ กกต. #สั่งฟ้องสว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์
















วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

‘ธนพร’ สส.ปชน. จี้ รมว.แรงงานอย่าลอยตัวเหนือปัญหา กำกับข้าราชการในสำนักงานไม่ให้เตะถ่วงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย.

 


‘ธนพร’ สส.ปชน. จี้ รมว.แรงงานอย่าลอยตัวเหนือปัญหา กำกับข้าราชการในสำนักงานไม่ให้เตะถ่วงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย.


วันที่ 8 กันยายน 2569 ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อกังวลต่อการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ โดยเรียกร้องไปยัง จุลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอย่าลอยตัวเหนือปัญหา และลงมาบริหารกำชับการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสในทุกกระบวนการ


ธนพรระบุว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม นำโดยกองกฎหมาย ซึ่งควรทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรม กลับมีพฤติกรรมที่เสมือนพยายามล้มหรือสร้างเงื่อนไขให้การเลือกตั้งยุ่งยากเสียเอง นับตั้งแต่ความพยายามเสนอแก้ระเบียบการเลือกตั้งให้ผู้ประกันตนมีเสียงน้อยลง การออกประกาศชะลอการเลือกตั้ง และเมื่อไม่สำเร็จก็หันมาตัดสิทธิ์การลงสมัครบอร์ดประกันสังคมของ ชลิต รัษฐปานะ ทั้งที่ในวันสมัครยังมีคุณสมบัติเป็นผู้ประกันตนครบถ้วน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ตนเคยถูกตัดสิทธิ์เมื่อปี 2566


นอกจากนี้ จากการชี้แจงในชั้นคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคมก็ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนถึงแผนการดำเนินการจัดการเลือกตั้งได้ โดยอ้างเพียงว่าต้องรอ กกต. ประชุมก่อน ขณะที่ความพร้อมด้านอื่น ๆ เช่น คู่มือการเลือกตั้งสำหรับกรรมการประจำหน่วย แนวทางวินิจฉัยบัตรดี-บัตรเสีย และระบบตรวจสอบการใช้สิทธิ์ซ้ำ ก็ยังไม่มีการจัดเตรียม รวมถึงยังมีการสร้างเงื่อนไขทางเอกสารที่เป็นภาระแก่นายจ้างนิติบุคคล เช่น การบังคับให้นำหนังสือรับรองนิติบุคคลและต้องทำหนังสือมอบหมายซ้ำเพื่อมารับบัตรในวันเลือกตั้ง


ธนพรกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดกองกฎหมายสำนักงานประกันสังคมยังคงไม่ย่อท้อที่จะขัดขวางการดำเนินการเลือกตั้ง โดยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองเพื่อให้การเลือกตั้งชะลอออกไปโดยอ้างความไม่พร้อม ซึ่งสวนทางกับที่สำนักงานประกันสังคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเคยแถลงต่อสื่อมวลชน ยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการเลื่อนเลือกตั้ง 27 กันยายนอย่างแน่นอน การกระทำเช่นนี้จึงเกิดคำถามว่าเป็นการพูดอย่างทำอย่างหรือไม่


“ดิฉันขอเรียกร้องโดยตรงไปที่รัฐมนตรีแรงงาน คุณจุลพันธ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงแรงงาน ให้ติดตามเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างใกล้ชิด และบริหารข้าราชการในกระทรวงของท่าน โดยเฉพาะกับกองกฎหมายสำนักงานประกันสังคม ให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการที่เป็นกลาง และหันมาดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อผลประโยชน์ของกองทุนประกันสังคมและผู้ประกันตนมากกว่า 24 ล้านคน” ธนพรกล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กระทรวงแรงงาน #บอร์ดประกันสังคม

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลปฏิรูปจัดทำงบฯ 2570 เสนอ 3 แนวทาง โปร่งใส-มีประสิทธิภาพ-ประชาชนมีส่วนร่วม

 


‘ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลปฏิรูปจัดทำงบฯ 2570 เสนอ 3 แนวทาง โปร่งใส-มีประสิทธิภาพ-ประชาชนมีส่วนร่วม


วันที่ 7 กันยายน 2569 ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 2-3 มาตรา 7 งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายถึงงบประมาณของสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐบาลถึงกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่าสามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาล มีความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพตามตัวชี้วัดที่สำนักงบประมาณกำหนดไว้เองหรือไม่


ณัฐพงษ์ระบุว่า สำนักงบประมาณเสนอกรอบงบประมาณของตัวเองประมาณ 1,050 ล้านบาท แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญปรับลดเพียง 240,000 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาปรับลดงบประมาณ นอกจากประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายแล้ว ยังต้องพิจารณาผลลัพธ์และตัวชี้วัดของการดำเนินงานด้วย หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็ควรนำมาพิจารณาปรับลดงบประมาณในปีถัดไป


สำหรับตัวชี้วัดของสำนักงบประมาณ ณัฐพงษ์ชี้ว่ามีทั้งเรื่องการจัดทำงบประมาณต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และต้องมีความโปร่งใส แต่จากการอภิปรายของสมาชิกในสภาหลายครั้งกลับพบข้อสงสัยว่าโครงการต่างๆ ไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชนหรือประเทศ


ณัฐพงษ์ยกกรณีแนวคิดการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ หรือ Zero-based budgeting ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยประกาศไว้ในการอภิปรายวาระที่ 1 แต่จากตัวเลขที่นำเสนอพบว่า มากกว่า 90% และอาจถึง 95% ของโครงการในร่างงบประมาณปี 2570 เป็นโครงการเดิมที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อน จึงตั้งคำถามว่ารัฐบาลสามารถยืนยันได้จริงหรือไม่ว่างบประมาณปี 2570 ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล


ส่วนประเด็นความโปร่งใส ณัฐพงษ์กล่าวถึงกระบวนการสืบราคา การออกใบเสนอราคาคู่เทียบ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปกใน TOR พร้อมยกตัวอย่างโครงการ TH-AI Passport ในกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ของกระทรวง DE ซึ่งมีการตั้งคำถามว่าการกำหนด TOR อาจมีการล็อกสเปกหรือไม่


ณัฐพงษ์เสนอว่า หากมีการเปิดเผยข้อมูลการสืบราคาล่วงหน้า รวมถึงบันทึกการประชุมของคณะกรรมการยกร่าง TOR และคณะกรรมการชุดต่างๆ จะช่วยป้องปรามการทุจริตและทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณมีความโปร่งใสมากขึ้น


พรรคประชาชนได้เสนอ ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว โดยเสนอให้เปลี่ยนหลักการจากเดิมที่ ‘ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น’ เป็น ‘เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น’ พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวและพร้อมผลักดันกฎหมายให้ผ่านสภาภายในปีงบประมาณนี้หรือไม่ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณปี 2569 มีความโปร่งใสมากขึ้นและลดการทุจริต


ประการที่สอง งบประมาณต้องมีประสิทธิภาพ ณัฐพงษ์กล่าวถึงข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญในข้อ 1.15 ที่เสนอให้สำนักงบประมาณและรัฐบาลกำหนดกรอบ Pre-ceiling ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นกระบวนการ โดยรัฐบาลควรกำหนดทิศทางการจัดทำงบประมาณตั้งแต่ต้นปี เช่น การให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือการป้องกันภัยพิบัติ เพื่อให้แต่ละหน่วยรับงบประมาณจัดทำคำของบประมาณให้สอดคล้องกับกรอบและภารกิจที่กำหนด


ณัฐพงษ์ระบุว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เรื่อง Top-down budgeting และตั้งคำถามว่ารัฐบาลพร้อมปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD ในปีงบประมาณถัดไปหรือไม่ โดยพรรคประชาชนได้เสนอร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหานี้ และอยู่ในวาระการประชุมแล้ว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้การจัดทำงบประมาณปี 2571 มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ประการที่สาม การมีส่วนร่วมของประชาชนและตัวแทนประชาชน ณัฐพงษ์กล่าวถึงแนวคิดการให้มีการปรึกษาหารือเรื่องงบประมาณ ซึ่งปรากฏอยู่ในข้อสังเกตของกรรมาธิการวิสามัญ โดยเสนอให้รัฐบาลปรึกษาหารือประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ต้นกระบวนการจัดทำงบประมาณ


ณัฐพงษ์เสนอว่า เมื่อเริ่มปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม รัฐบาลสามารถเปิดให้สภาอภิปรายเพื่อรับฟังความคิดเห็นของ สส. จากแต่ละภูมิภาค แต่ละพื้นที่ รวมถึง สส.บัญชีรายชื่อ ว่าต้องการเห็นทิศทางและหน้าตาของงบประมาณปีถัดไปอย่างไร จากนั้นรัฐบาลนำข้อเสนอไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำคำของบประมาณของแต่ละหน่วยงาน


ณัฐพงษ์ระบุว่า หากมีกระบวนการดังกล่าว เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เข้าสู่สภา รัฐบาลจะสามารถชี้แจงได้ว่าโครงการต่างๆ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนประชาชนมาแล้ว และช่วยลดการอภิปรายซ้ำในชั้นสภา เพราะสมาชิกจะทราบที่มาของโครงการ


ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ชี้ว่า รัฐบาลมีอำนาจดำเนินการอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ซึ่งเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีขอให้เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อหารือปัญหาสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินได้โดยไม่ต้องมีการลงมติ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่สามารถรับปากข้อเสนอทั้ง 3 ข้อได้ ก็มีความกังวลว่าการจัดทำงบประมาณปี 2571 หากยังใช้กระบวนการแบบเดิม จะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกับงบประมาณปี 2570 และไม่สามารถสนับสนุนงบประมาณของสำนักงบประมาณตามที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาผ่านมาได้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาชน #งบ70

'ภคมน' เปิดข้อมูล “โควตาเด็กนาย” ซัดรัฐบาลเตรียมดันผู้ว่าฯ พัวพันคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมที่ดิน

 


'ภคมน' เปิดข้อมูล “โควตาเด็กนาย” ซัดรัฐบาลเตรียมดันผู้ว่าฯ พัวพันคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมที่ดิน


วันที่ 6 กันยายน 2569 ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลกรณีความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง โดยตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ขณะนี้ตนมีรายชื่อข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกเพิกถอนผลสอบเนื่องจากทุจริตอยู่ในมือกว่า 5,900 รายชื่อ ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าเข้าข่ายที่เรียกว่า “โควตาเด็กนาย” จำนวนมาก และมีความเกี่ยวโยงกับ สส.พื้นที่ของพรรคใหญ่หลายคนที่ฝากเด็กเข้าสอบ


ภคมนกล่าวว่า “โควตาเด็กนาย” คือกลุ่มบุคคลที่ไม่ต้องจ่ายเงินสินบน 300,000–700,000 บาทเหมือนกรณีทุจริตทั่วไป แต่ได้รับการแก้ไขกระดาษคำตอบให้สอบผ่านโดยอาศัยเส้นสายของผู้มีอำนาจ ทั้งข้าราชการระดับกรม ข้าราชการระดับสูงในกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งบางรายมีคะแนนสอบสูงกว่ากลุ่มที่จ่ายเงินเสียอีก


พร้อมยกตัวอย่างกรณีจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ผลการประกาศบรรจุข้าราชการท้องถิ่นรอบแรกมีผู้สอบผ่าน 2 รายที่ใช้นามสกุลเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยคะแนนสอบภาค ก. จากที่ทำได้จริงราว 30 คะแนนเศษ ถูกแก้ไขเป็น 70-80 คะแนนเศษ ส่วนภาค ข. จากคะแนนจริงประมาณ 50 คะแนนเศษ ถูกแก้เป็น 90 คะแนน จนได้รับการบรรจุ ก่อนที่ในรอบที่สองกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อทั้งสองคนดังกล่าว


ประเด็นสำคัญที่ภคมนเปิดเผยคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดรายดังกล่าวกำลังจะได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ในเดือนตุลาคมนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากบุคคลที่ถูกมองว่ารู้เห็นเป็นใจกับระบบทุจริตได้รับตำแหน่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ประชาชนจะมั่นใจในความโปร่งใสของกระทรวงมหาดไทยได้อย่างไร โดยเฉพาะกรมที่ดินซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลและซับซ้อน


ภคมนยังกล่าวถึงสถานการณ์ในกระทรวงมหาดไทยโดยรวมว่า นอกจากคดีทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนคาดว่าสูงถึงระดับหมื่นล้านบาทแล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในกรมการปกครองที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการถึงต้นตอของปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงเพิกถอนผลสอบเป็นรายบุคคลแล้วปล่อยผ่านผู้ที่อยู่เบื้องหลังระบบดังกล่าว นอกเสียจากว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่จริงจังกับการกวาดล้างการทุจริตสนใจแต่เพียงการจัดวางอำนาจและหามือทำงานเข้ามานั่งในทุกกรม ทุกกระทรวง โดยภคมนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลของการมองข้ามแผลใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ เพราะต้องการคนทำงานในภารกิจสำคัญภายใต้กรมที่ดินในอนาคตหรือไม่ 


”ซึ่งถ้านายกฯ จริงใจกับคำพูดที่ว่าเรื่องนี้สาวไปถึงใครต้องจัดการให้สิ้นซาก ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการไม่มอบตำแหน่งใหญ่ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบทุจริตนี้” ภคมนกล่าว พร้อมระบุว่าจะติดตามและเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สส.ที่เกี่ยวข้องกับการฝากเด็กเข้าสอบต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทุจริตสอบท้องถิ่น

พริษฐ์ น้อมรับความผิดพลาดโหวต อนุทิน เป็นนายกฯ ชี้โดนประชาชนลงโทษผ่านการเลือกตั้งแล้ว ลั่นขอใช้เวลา 3 ปีที่เหลือ เดินหน้าแก้ไขผลกระทบ จากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น ปัดเกียร์ว่างตรวจสอบฮั้ว สว.

 


พริษฐ์ น้อมรับความผิดพลาดโหวต อนุทิน เป็นนายกฯ ชี้โดนประชาชนลงโทษผ่านการเลือกตั้งแล้ว ลั่นขอใช้เวลา 3 ปีที่เหลือ เดินหน้าแก้ไขผลกระทบ จากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น ปัดเกียร์ว่างตรวจสอบฮั้ว สว.


วันที่ 6 กันยายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชนชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกฯแพทองธาร ออกมาระบุว่า MOA พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะเกิดครั้งเดียวและไม่เกิดขึ้นอีกในรอบ 100 ปี รวมถึงควรนำมาถอดบทเรียน ว่า ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่าเป็นการครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่เราตัดสินใจผิดพลาด และการครบรอบครั้งนั้นก็ถูกลงโทษจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกในมุมหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในพรรคประชาชนที่จะต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในวันนั้น 


เมื่อถามว่า ด้วยเหตุนี้หรือไม่ทำให้ไม่ตรวจสอบเรื่องการฮั้วสว.ในช่วงแรก นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความจริงในวันนั้นตอนที่อภิปรายนโยบายรัฐบาลซึ่งเป็นวาระแรกๆ หลังจากโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็มีนพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อภิปรายตรวจสอบ มีข้อมูลหลายอย่างที่คาบเกี่ยวกับเนื้อหาในวันนี้ด้วย แต่ตนคิดว่าเราก็ไม่ปฏิเสธ ว่าการตัดสินใจวันนั้นก็อาจจะมีผลกระทบในเชิงลบที่ตามมา และตนก็ถือว่าสิ่งที่ตนและพรรคประชาชนทำได้ในวันนี้ ที่เราจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่ได้ก่อไว้ในอดีต คือการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่เกิดจากการตัดสินใจในวันนั้น


“ ผมถือว่าผม ได้รับความไว้วางใจมาเป็นสส. เหลืออยู่ประมาณ 3 ปีกว่า ผมถือว่าส่วนหนึ่ง ในการทำหน้าที่ของผมใน 3 ปีข้างหน้านี้ ก็ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น” 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พริษฐ์วัชรสินธุ #ไอติมพริษฐ์