ปชน. ร่วมงานเปิดอาคารใหม่สถาบันปรีดีฯ ‘อนุสรณ์’ เตือนชัยชนะเหนือเผด็จการไม่ยั่งยืน หากสถาบันประชาธิปไตยอ่อนแอ เตือนระบอบสืบทอดอำนาจยังเป็นอุปสรรค
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่อาคาร PRIDI สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ จัดงาน ‘PRIDI Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์’ เนื่องในโอกาสการเปิดอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ และครบรอบ 94 ปี ‘การอภิวัฒน์สยาม 2475’ โดยมีบุคคลจากแวดวงทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมถึงตัวแทนจากพรรคประชาชน โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสนี้ด้วย
ในกิจกรรมมีการบรรยายในหัวข้อ ‘ขบวนการประชาธิปไตย: บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลกสู่สังคมไทย วิเคราะห์เส้นทางการสถาปนาสันติธรรมประชาธิปไตย และการทลายกำแพงอำนาจนิยม’ โดย อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้รับเชิญให้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้บรรยาย
อนุสรณ์ระบุว่า ขบวนการประชาธิปไตยในไทยและต่างประเทศทั่วโลกล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม ทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ขบวนการประชาธิปไตยในหลายประเทศต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคนจึงจะสามารถสถาปนาสันติธรรมประชาธิปไตยได้ บางขบวนการใช้เวลาสั้นกว่า แต่สังคมก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ก้าวหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง หยุดนิ่งบ้าง แต่ทุกขบวนการเป็นการเดินทางไกลทั้งสิ้น ชัยชนะระยะสั้นต่อระบบอำนาจนิยมหรือระบอบเผด็จการทหารไม่อาจดำรงรักษาต่อไปได้ หากไม่มีการสถาปนาสถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคงหยั่งรากลึก
ขบวนการประชาธิปไตยในไทยมีสายธารต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่ขบวนการ ร.ศ.103 เรียกร้องรัฐธรรมนูญในสมัยรัชกาลที่ 5 ขบวนการทหารประชาธิปไตย ร.ศ.130 ต่อเนื่องมายังขบวนการอภิวัฒน์สยาม 2475 โดยคณะราษฎร ผ่านการเรียกร้องประชาธิปไตยหลายยุค ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา, เหตุการณ์ 6 ตุลา, พฤษภา 35, พฤษภา 53 และการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปสถาบันหลักของคนรุ่นใหม่ ในช่วงปี 2563
อนุสรณ์กล่าวต่อไปว่า ขบวนการประชาธิปไตยในการสร้างสันติธรรมประชาธิปไตยมีความท้าทายหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. ปัญหาความไม่มีเอกภาพในขบวนการและความแตกแยก การขยายแนวร่วมพันธมิตร ความเป็นเอกภาพของขบวนการท่ามกลางความหลากหลายของผลประโยชน์ และการมียุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน การแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างจึงเป็นแนวทางสำคัญในการเอาชนะเครือข่ายอำนาจนิยม-อนุรักษนิยม จารีตขวาจัด ซึ่งเป็นปรปักษ์ของประชาธิปไตยได้
การจัดตั้งของเครือข่ายอำนาจนิยมนั้นมีความเข้มแข็ง และบางครั้งสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองให้สังคมยอมรับ นั่นหมายความว่าขบวนการประชาธิปไตยเองก็ต้องปรับตัวในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ เพื่อให้การเดินหน้าสู่สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนเกิดขึ้นได้
2. การต่อสู้กับสงครามข้อมูลข่าวสารบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตย สร้างความเกลียดชัง ปลุกลัทธิคลั่งชาติเพื่อทำลายสันติภาพ สร้างความขัดแย้งรุนแรง ชบวนการประชาธิปไตยต้องสามารถต่อสู้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อความเป็นธรรม เพื่อสันติภาพ เพื่อประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น และโต้แย้งกับสิ่งที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดีย
3. ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่เป็นธรรมในสังคม กดทับประชาชนจนขาดความกระตือรือร้นทางการเมือง เกิดภาวะเพิกเฉยทางการเมือง ขบวนการประชาธิปไตยจะต้องเข้มแข็งและอาศัยพลเมืองผู้ตื่นเป็นกำลังสำคัญ
4. การถูกทำลายและแทรกแซงโดยอำนาจรัฐที่ต้องการกำกับควบคุม และปกป้องผลประโยชน์ที่เกิดจากการขูดรีดและการเอารัฐเอาเปรียบให้อยู่ในกลุ่มของตัวเองต่อไป โดยไม่ยอมแบ่งปันให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างเป็นธรรม
5. การผูกขาดและใช้อำนาจโดยมิชอบที่นำไปสู่การทุจริตและการละเมิดสิทธิ
6) การคงอยู่ของระบอบการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ คสช. และรัฐธรรมนูญ 2560
อนุสรณ์ยก 2 ตัวอย่างซึ่งสามารถใช้เป็นบทเรียนของขบวนการประชาธิปไตยได้ คือ แอฟริกาใต้ ที่ต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมและการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งถูกสถาปนาโดยผู้ปกครองผิวขาวที่มีแนวคิดเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบนี้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนผิวดำและคนผิวสีอื่นๆ ซึ่งเป็นประชาชนกว่า 80% ของประเทศ ให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านกฎหมายบังคับแบ่งแยกที่อยู่อาศัย จำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และการริบสิทธิทางการเมืองทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
ความสำเร็จของขบวนการประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้ ให้บทเรียนคือ
1. ท่าทีของผู้นำที่ให้ให้อภัยแต่ไม่ลืม เนลสัน แมนเดลา ไม่ปลุกความเกลียดชัง มุ่งสร้าง Rainbow Nation ที่ทุกผิวสีอยู่ร่วมกันได้
2. ความกล้าหาญทางจริยธรรม ประธานาธิบดีผิวขาวกล้าผิดใจกับคนผิวขาวหัวรุนแรง และตัดสินใจปล่อยตัวแมนเดลาในปี 1990 เพราะรู้ว่าระบอบเดิมไปต่อไม่ได้
3. การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้ระบบระบบเศรษฐกิจพังทลาย บีบให้กลุ่มทุนผิวขาวต้องหันมากดดันรัฐบาลตัวเอง
4. กลไกสมานฉันท์ ภายใต้คณะกรรมการเสาะหาความจริงและความปรองดอง ใช้หลักสารภาพความจริงและการอภัยโทษ เพื่อเยียวยาสังคมโดยไม่ต้องมีการตอบโต้ล้างแค้นกัน นี่คือบทเรียนสำคัญที่สุดที่สังคมไทยไม่ได้
อนุสรณ์กล่าวต่อไปว่า อีกประเทศหนึ่งคือเกาหลีใต้ ที่เส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นมหากาพย์การต่อสู้อันยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ต้องแลกมาด้วยชีวิตและความเสียสละของผู้คนจำนวนมาก ขบวนการประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ขับเคลื่อนผ่านบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายครั้ง มีการผนวกกำลังหลายจุดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เข้มแข็ง ทำให้ประชาธิปไตยมีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม กรณีของเกาหลีใต้ยังมีปัจจัยภายนอกจากเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐอเมริกา
ปัจจัยที่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จและเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีทั้งการเติบโตของชนชั้นกลาง ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างนักศึกษา ศาสนจักร และแรงงาน ขบวนการต่อสู้ในเกาหลีใต้มีโครงสร้างที่เหนียวแน่น นักศึกษาเป็นแนวหน้า ขณะที่โบสถ์คริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาชน
อนุสรณ์ชี้ว่า นี่คือบทเรียนที่ประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า ถ้าเกิดความขัดแย้งเผชิญหน้ากัน ก็ควรแสวงหาแนวทางที่จะสามารถพูดคุยด้วยเหตุผลและปรองดองได้ และการทำให้ขบวนการประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งจะทำให้การแก้ปัญหาสามารถหาทางออกได้อย่างสันติ โดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นสถาบันที่สืบทอดอุดมการณ์ของ ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรก็จะทำบทบาทนี้ โดยสถาบันแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยความเสียสละและการทำงานหนักของผู้คนจำนวนมาก ทำให้สถาบันแห่งนี้เป็นกลไกสำคัญในการเผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย แนวความคิดสันติธรรม ความเป็นธรรม และความเสมอภาค
“ชะตากรรมและเสถียรภาพของประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า ขึ้นอยู่กับความสามารถของสังคมไทยที่จะสถาปนาให้สถาบันประชาธิปไตยมีความเข้มแข็ง สถาบันประชาธิปไตยจะมีความเข้มแข็งได้ก็ต้องอาศัยขบวนการประชาธิปไตยของประชาชน” อนุสรณ์กล่าว
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สถาบันปรีดีฯ





















































