วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ผลประชามติชี้ เสียงกว่า 19 ล้าน “เห็นชอบ”รัฐธรรมนูญใหม่ ภาคประชาชนเสนอปรับกติกาการลงประชามติ – เรียกร้อง กกต. เผยคะแนนเลือกตั้ง 100% รายหน่วย ทุกเขต โดยเร็ว

 


ผลประชามติชี้ เสียงกว่า 19 ล้าน “เห็นชอบ”รัฐธรรมนูญใหม่ ภาคประชาชนเสนอปรับกติกาการลงประชามติ – เรียกร้อง กกต. เผยคะแนนเลือกตั้ง 100% รายหน่วย ทุกเขต โดยเร็ว


9 ก.พ. 2569 เวลา 17.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (CON FOR ALL) ร่วมกับเครือข่ายสังเกตการณ์การเลือกตั้ง Vote62 จัดแถลงข่าวหลังทราบผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี 2569 โดยมีผู้แถลง ได้แก่ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล, สหรัฐ จันทสุวรรณ์, เกวลิน ถนอมทอง, “เดฟ” ชยพล ดโนทัย และณัฐชนน ไพโรจน์


การแถลงข่าวในวันนี้มี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ผลการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การติดตามการนับคะแนนเลือกตั้ง ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกติกาในอนาคต และทิศทางการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน


ยิ่งชีพ กล่าวถึงผลการออกเสียงประชามติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งประกาศผลแล้วร้อยละ 94 ในคำถาม “เห็นชอบหรือไม่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยระบุว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนลงคะแนน “เห็นชอบ” ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยคะแนนมากกว่า 19 ล้านเสียง และคาดว่าเมื่อประกาศผลครบ 100% คะแนนเห็นชอบอาจสูงถึง 20 ล้านเสียง


ยิ่งชีพระบุว่า ผลดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนจากทุกพื้นที่มีฉันทามติร่วมกัน และไม่ได้จำกัดอยู่กับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยสามารถสรุปได้ว่าประชามติครั้งนี้เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง


ขณะเดียวกัน ยิ่งชีพกล่าวว่า ยังมีประชาชนประมาณ 10 ล้านเสียงที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ แต่ก็ยินดีที่มาร่วมออกเสียงในครั้งนี้ เพื่อให้ทราบว่ามีประชาชนที่คิดเห็นกันอย่างไรบ้าง คิดเห็นต่างก็ไม่เป็นไร เมื่อมาร่วมออกเสียงประชามติกืถือว่าผ่านกระบวนการการตัดสินใจที่ทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียง อย่างเท่าเทียมกัน


เมื่อผลประชามติออกมาว่าเสียงเห็นชอบมีมากกว่า ขั้นตอนต่อไปคือการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยต้องคำนึงถึงประชาชนที่ยังไม่เห็นด้วย และเปิดพื้นที่ให้มีการรับฟังความคิดเห็นและการตัดสินใจร่วมกันอีกในอนาคต


ยิ่งชีพกล่าวด้วยว่า เรายังเชื่อว่ายังมีเสียงเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากกว่านี้ แต่ยังพบปัญหาหลายอย่าง เช่น การลงทะเบียนออกเสียงล่วงหน้านอกเขตที่แยกระหว่างการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ส่งผลให้มีประชาชนอย่างน้อย 8 แสนคนไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต, การให้ข้อมูลแก่ประชาชนที่มีระยะเวลาจำกัด, ประชาชนไม่ได้รับบัตรออกเสียงประชามติครบถ้วน และมีรายงานบางพื้นที่มีมีเจ้าหน้าที่ชี้นำให้ประชาชนออกเสียงไม่เห็นชอบ


“พวกเราขอแสดงความชื่นชมเป็นอย่างสูงต่อพี่น้องประชาชนคนธรรมดาที่มีจำนวนเป็นหลักพันคน ในช่วงเวลาเดือนเศษ ๆ ที่ได้ติดตามข่าวสาร และลุกขึ้นมาทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อหวังเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้มีการจัดขบวนธงเขียวทั้งเดินและวิ่งเพื่อรณรงค์เห็นชอบ 118 ขบวน, มีการจัดกิจกรรม วงพูดคุย ลงพื้นที่แจกใบปลิว 711 ครั้ง เท่าที่บันทึกได้ มีการตั้งจุดรณรงค์ตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ บ้าน อย่างน้อย 742 จุด” ยิ่งชีพกล่าว 


ผลรวมคะแนน 20 ล้าน เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของคนธรรมดา ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประชาชนได้ร่วมแรง ออกแรงเป็นปรากฏการณ์ในครั้งนี้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในระดับโครงสร้าง ขอให้พวกเราทุกคนที่ร่วมทางกันมาอย่างหนักในเดือนกว่า ๆ นี้ภาคภูมิใจและชื่นชมในตัวเอง ครั้งนี้สิ่งที่ทุกท่านทำไปได้ผลลัพธ์อย่างคุ้มค่า กับการเปิดประตูไปสู่อนาคตที่จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนไปด้วยกัน” ยิ่งชีพกล่าว


ด้านชยพล กล่าวถึงเมื่อวานนี้ (8 ก.พ.) vote62 มีอาสาสมัครรายงานข้อมูลเข้ามา 16,993 หน่วยเลือกตั้ง และพบความผิดปกติราว 4,993 กรณี โดยความผิดปกติส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย การนับคะแนนผิดพลาด จำนวนบัตรลงคะแนนมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ หรือกรณีที่ไม่อนุญาตให้สังเกตการณ์และบันทึกภาพ


จึงขอชื่นชมอาสาสมัครที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของทุกคะแนนเสียง แม้บางพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยหรือบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย พร้อมยกตัวอย่างกรณีการปกป้องคะแนนเสียงที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี


ณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวเสริมว่า การตรวจสอบคะแนนยังมีข้อจำกัด เนื่องจากจำนวนอาสาสมัครไม่เพียงพอ ทำให้ข้อมูลคะแนนรายหน่วยมีจำนวนน้อย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการจับตาการเลือกตั้งโดยภาคประชาชนยังมีความสำคัญและจำเป็น พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป


ณัฐชนนระบุด้วยว่า ในการเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 34–36 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน และเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบการเลือกตั้ง 5 ครั้งหลังสุด


ด้านสหรัฐ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รณรงค์ทั่วประเทศ พบว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติครั้งนี้อย่างเพียงพอ หรือมีข้อมูลแต่ขาดเวลาในการถกเถียงและทำความเข้าใจ ขณะที่เกวลินเสนอให้ปรับปรุง “กติกา” การออกเสียงประชามติ โดยระบุว่ากติกาปัจจุบันไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิของประชาชน โดยเรียกร้องให้ว่าที่ สส. ที่กำลังจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนราษฎรทุกคนในประเทศนี้พิจารณาแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ ไม่ว่าจะเป็น การแก้ไขกฎหมายให้ออกเสียงประชามติสามารถออกเสียงนอกเขตได้ก่อนออกเสียงจริงได้, เปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในระบบเดียวกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และขยายวันลงทะเบียนได้, การเปิดช่องให้ประชาชนรับบัตรออกเสียงประชามติพร้อมกับบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง และเปิดเผยผลการรวมคะแนนออกเสียงประชามติรายหน่วยบนเว็บไซต์ กกต. ประจำจังหวัด เป็นต้น


ภัสราวลี กล่าวปิดท้ายว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังต้องผ่านการออกเสียงประชามติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง กระบวนการดังกล่าวควรเริ่มต้นด้วยการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 100% อย่างเสรีและเป็นธรรม เปิดกว้างให้คนธรรมดามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจรับหรือไม่รับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยตนเอง


เครือข่าย CON FOR ALL เห็นว่า หากไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นอุปสรรคต่อการคืนอำนาจให้เจ้าของประเทศอย่างแท้จริง และอาจทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชน หากรัฐสภายังปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็อาจพิจารณาลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ในประชามติครั้งต่อไป


ผลประชามติครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนยังมีความหวัง และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านพลังของคนธรรมดา แม้จะมีความเห็นและอุดมการณ์แตกต่างกัน แต่การมีส่วนร่วมอย่างเสมอหน้าคือกลไกสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริง ถึงเวลาให้ประชาชนกำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569

















“เท้ง ณัฐพงษ์” ขึ้นรถแห่ ขอบคุณกทม. หลังส้มทั้ง 33 เขต เผยยังกำลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมเดินหน้าต่อไป เยาวชน บอกให้สู้ต่อเพื่ออนาคตของพวกหนูด้วย

 


“เท้ง ณัฐพงษ์” ขึ้นรถแห่ ขอบคุณกทม. หลังส้มทั้ง 33 เขต เผยยังกำลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมเดินหน้าต่อไป เยาวชน บอกให้สู้ต่อเพื่ออนาคตของพวกหนูด้วย


วันที่ 9 ก.พ. 2569 เวลา 15.50 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้ง กทม. และนายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ ว่าที่ สส. กทม. เขต 14 ขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชน ภายหลังส้มแลนสไลด์สนามเลือกตั้ง กทม. ทั้ง 33 เขต


โดยขบวนแห่เริ่มต้นจากพรรคประชาชน ไปยังตลาดย่านบางกะปิ นายณัฐพงษ์ ได้กล่าว ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชน กทม. ทั้ง 33 เขต และนี่เป็นครั้งแรก ที่ส้มที่แลนสไลด์ทั้ง 33 เขต 2 สมัย ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน


นายณัฐพงษ์ ยังได้กล่าวว่า “วันนี้ผมหัวหน้าเท้ง มาขอบคุณชาว กทม. ที่ยังมีรอยยิ้มและไม่หมดหวัง ถึงแม้ภาพรวมเราไม่ชนะการเลือกตั้ง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้ แต่เรามาเติมกำลังใจให้กันและกัน ให้เดินหน้าต่อไปด้วยกัน เรายังยืนยันทำหน้าที่เต็มที่ เรายังมีกฎหมายอีกหลายอย่างที่เราต้องทำเพื่อพี่น้องประชาชน


นายณัฐพงษ์ บอกอีกว่า “8 ปีที่ผ่านมาเราเดินทางมาไกล เดินทางอีกหน่อยจะเป็นไร เดี๋ยวอีก 4 ปีข้างหน้าก็เป็นรัฐบาลเดินหน้ากันต่อไปด้วยกัน”


โดยมีประชาชนชูป้ายให้สู้ต่อไป ตะโกนว่า “เท้งสู้ๆ” และสวมกอดให้กำลังใจ และกลุ่มเยาวชนกลุ่มหนึ่ง เดินเข้ามาทักทายให้กำลังใจนายณัฐพงษ์และพรรคประชาชน พร้อมร้องไห้ บอกว่าให้สู้ “ให้สู้เพื่ออนาคตของพวกหนูด้วย”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569



















ศาลอาญาพิพากษาคุก พายัพ ปั้นเกตุ อดีตแกนนำ นปช. พร้อม ‘เพชรวรรต’ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ อั้งยี่ ซ่องโจร 5 ปี ส่วน ม.112 ยกฟ้อง

 


ศาลอาญาพิพากษาคุก พายัพ ปั้นเกตุ อดีตแกนนำ นปช. พร้อม ‘เพชรวรรต’ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ อั้งยี่ ซ่องโจร 5 ปี ส่วน ม.112 ยกฟ้อง


วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3306/2567 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3332/2567 ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ (พช.) จำเลยที่ 1 และ นายพายัพ ปั้นเกตุ อดีตแกนนำ นปช.และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และฐานสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหา หรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนในการก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีการก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้


คดีทั้งสองสำนวนนี้ โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลจึงรวมการพิจารณา โจทก์ฟ้องโดยสรุปว่า เมื่อเดือนเมษายน 2553 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2553 ได้มีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต่อมารัฐบาลในขณะนั้นใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมจนยุติ ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มแกนนำ นปช. รวมทั้งจำเลยทั้งสองกับพวก ได้ชักชวนและร่วมกันไปทำการฝึกอาวุธที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เพื่อเตรียมการก่อการร้ายในประเทศไทย โดยมีความมุ่งหมายสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน และเพื่อบังคับรัฐบาลในขณะนั้น อันเป็นการร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหา หรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย หรือยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนในการก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีการก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิด


นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองกับพวกยังได้กล่าวถ้อยคำดูหมิ่นเบื้องสูงในทางเสียหาย อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 132


ศาลอาญาพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท พยานโจทก์ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความต่อศาลขัดแย้งกันในสาระสำคัญ และไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้ปราศจากข้อสงสัย จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง


ข้อหาก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เข้ารับการฝึกอาวุธ เบิกความสอดคล้องกันและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่ามีการฝึกอาวุธที่ประเทศกัมพูชา แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชักชวนโดยตรง แต่จำเลยทั้งสองมีบทบาทปลุกระดมทางความคิด เตรียมความพร้อมทางจิตใจ จัดหาที่พัก ให้เงิน และไปเยี่ยมผู้เข้าฝึก


การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการสะสมกำลังพลหรืออาวุธ และการก่อการร้าย ถือว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 ประกอบมาตรา 86


พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 ประกอบมาตรา 86 ต้องรับโทษเช่นเดียวกับตัวการ ตามมาตรา 135/3 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 5 ปี ยกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท


ภายหลังจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวพร้อมหลักทรัพย์ โดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นปช #พายัพปั้นเกตุ

เปิดคำแถลงฉบับเต็ม ปปช.มีมติเอกฉันท์ ฟัน 44 อดีตสส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112

 


เปิดคำแถลงฉบับเต็ม ปปช.มีมติเอกฉันท์ ฟัน 44 อดีตสส.ก้าวไกล เสนอแก้ 112


วันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2569) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. …. ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2568 นั้น


สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงกรณีดังกล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวน การไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ประมาณกลางปี 2568 แต่ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้มีหนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวน และคำร้องอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันที่จะต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการวินิจฉัยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง


จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการไต่สวนต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณา ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาเพิ่มเติมหลังจากได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือแล้ว คณะกรรมการไต่สวนได้คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาทุกรายที่มีความประสงค์เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจาต่อคณะกรรมการไต่สวน เป็นเหตุให้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหา แต่ละรายอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความรอบคอบ เมื่อดำเนินการแล้วจึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงในวันนี้


คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายปริญญา คีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 


พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักดินัย นุ่มหนู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 17 พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 18 นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20 


นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22 นายรังสิมันต์ โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 24 นางสาววรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 25 นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30 


นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแดง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32 นายคำพอง เทพาคำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 35 นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 36 นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 37 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 38 นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39 นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 40 


นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ คีรีภูวดล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 42 นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44


ที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. …. ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)


โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง


การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่อง การแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน ข้อเท็จจริงไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 มกราคม 2567


คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาตามที่ผู้ถูกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอ และพฤติกรรมต่าง ๆ ประกอบแล้ว มีความเห็นว่า แม้ว่าสิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายจะเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าชื่อกันในการเสนอกฎหมายได้ก็ตาม แต่จำต้องพิจารณาเนื้อหาของร่างที่เสนอว่ามีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมีเนื้อหา ที่ไม่สมควรหรือไม่ ประการใด


โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีข้อทักท้วงเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับดังกล่าวด้วยแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 111 และข้อ 112 แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ยังคงยืนยันที่จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการในกระบวนการตรากฎหมายต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าญัตติที่เสนอมีเนื้อหา


ในลักษณะดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ทั้ง 44 คน จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน


และฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรฐานทางจริยธรรม ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้า หน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27


ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องและความเห็นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่มีมติ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคก้าวไกล #พรรคประชาชน #ปปช

“ณัฐพงษ์” แถลงอัพเดตผลเลือกตั้งในส่วนของพรรคประชาชน จี้ กกต. ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ ย้ำน้อมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมนำไปถอดบทเรียนและทำงานให้หนักขึ้น

 


“ณัฐพงษ์” แถลงอัพเดตผลเลือกตั้งในส่วนของพรรคประชาชน จี้ กกต. ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ ย้ำน้อมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมนำไปถอดบทเรียนและทำงานให้หนักขึ้น


วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวผลการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบความผิดปกติของการนับคะแนนในหลายเขต โดยณัฐพงษ์ระบุว่าจากการติดตามข้อมูล ทั้งในส่วนของผลการเลือกตั้งที่มีการอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องร้องเรียนหรือเหตุผิดปกติในการเลือกตั้ง ที่พรรคประชาชนได้รับข้อมูลเข้ามาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งจากทีมงานของพรรคที่ได้ประสานงานไปยังผู้สมัครในพื้นที่ พบว่าผลการเลือกตั้ง สส. เขตน่าจะได้อยู่ที่ 88 เขตและบัญชีรายชื่ออยู่ที่ประมาณ 30 กว่าที่ รอผลการเลือกตั้งที่สมบูรณ์มากขึ้นกว่านี้ก็จะทราบอย่างแน่ชัดว่าจะได้ถึงลำดับที่เท่าไหร่


ในเรื่องของเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้ง ในภาพรวมพรรคประชาชนน้อมรับผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ตนและพรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องทุกคะแนนเสียงของประชาชน สำหรับการพบเหตุผิดปกติ เช่น ลำปางเขต 2 ที่มีบัตรเสีย 7,000 กว่าใบ ซึ่งส่วนต่างที่แพ้ชนะอยู่ที่ราว 2,000 คะแนน กรณีนี้จะมีการดำเนินการขอให้มีการนับคะแนนใหม่ อีกตัวอย่างคือขอนแก่นเขต 3 พบว่ามีกรณีที่แพ้ชนะกันแค่หลักร้อยคะแนนเท่านั้น แต่จำนวนบัตรเสียและบัตรเขย่งมีความผิดปกติค่อนข้างมาก ซึ่งผู้สมัครได้ดำเนินกระบวนการขอให้มีการนับคะแนนใหม่แล้วเช่นเดียวกัน และยังมีความผิดปกติอื่น เช่น ของปทุมธานี ที่ กปน. มีการปิดห้องนับคะแนน แม้ผลการนับคะแนนใหม่ไม่ได้ต่างมากนัก แต่การทำให้กระบวนการโปร่งใสและเป็นธรรมเชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะละเลยไม่ได้เช่นกัน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่ายังมีอีกหลายกรณีที่ตนอาจจะเอ่ยไม่หมด ซึ่งตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้แต่งตั้ง ธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาทางกฎหมายของพรรคและทีมผู้บริหารพรรคประชาชน เป็นหัวเรือในการตรวจสอบทุกกรณีเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่พบเหตุผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครของพรรคประชาชน สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ที่พรรคประชาชนโดยตรง รวมถึงช่องทางของภาคประชาสังคม เช่น vote62 ที่มีการเปิดเว็บไซต์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ที่เกิดเกี่ยวกับเหตุปกติในการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชนพร้อมทำงานร่วมกับภาคประชาชนทุกภาคส่วนในการดำเนินการทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


ทั้งนี้ ตนขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีประชาชนบางส่วนที่รู้สึกผิดหวัง แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่าการทำงานการเมือง ตราบใดที่เรายังคงเชื่อมั่นในพลังเสียงของประชาชน ยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศมีทางออก พรรคประชาชนและตนก็พร้อมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในการผลักดันวาระในประเด็นอื่นๆ ต่อไป ไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกท้อถอย อยากให้ทุกคนมีความหวังและมีส่วนร่วมกับการเมืองอย่างเต็มที่ต่อไป


ณัฐพงษ์ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่าจุดยืนของพรรคประชาชนยังเหมือนเดิม ยืนยันว่าให้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ตราบใดที่พรรคภูมิใจไทยยังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนก็เข้าไปร่วมรัฐบาลไม่ได้


ปัจจัยในการแพ้ชนะเลือกตั้งมีหลายอย่าง แน่นอนว่าการบริหารจัดการภายในพรรคและผู้สมัครก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งพรรคประชาชนจะกลับมาทบทวนและทบทวน และสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำอยู่แล้วแน่นอนว่าคือการทำงานให้หนักขึ้น รู้ทันกลยุทธ์การเมืองของฝั่งตรงข้ามให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือในการเอาชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อย่างดีมากขึ้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่ก็พอทำให้เห็นภาพรวมในบางกรณี เช่น กรณีที่คู่แข่งบางเขตอาจมีการแบ่งหรือหลบเขตกัน หากมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2566 คะแนนผู้สมัครของพรรคประชาชนไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าหลายกรณีไม่ได้เกิดจากการทำหน้าที่ที่บกพร่องของผู้สมัคร แต่อยู่ที่บริบทในการต่อสู้ว่าคู่แข่งแข่งกันเองหรือมีการหลบเขตให้กันหรือไม่ แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่านั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้ง พรรคประชาชนเคารพในเสียงของประชาชน และพร้อมกลับไปวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการ


พรรคประชาชนยอมรับว่าการจะเอาชนะการเลือกตั้งได้ นอกจากการเอาชนะทางความคิดในการปักธง เป็นพรรคหนึ่งในประเทศที่ประชาชนหลายคนยอมรับในเรื่องของวาระที่ก้าวหน้าที่พรรคประชาชนผลักดันมาตลอดแล้ว การทำงานเครือข่ายเชิงลึกในพื้นที่ การมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่านี้ จะเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำงานให้หนักมากกว่านี้ แม้ในอดีตจะทำอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกลับไปถอดบทเรียน การทำงานในเชิงเครือข่ายในพื้นที่แบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์ในอดีต แต่เป็นวิธีการเข้าหาประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและจะเดินหน้าต่อไปแน่นอน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569




เปิดรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อ 100 คนในการเลือกตั้ง 2569



รายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ในการเลือกตั้ง 2569


พรรคประชาชน 30 คน ได้แก่

1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

2. นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล

3. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

4. นายเซีย จำปาทอง

5. นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

6. นางสาวณัฐยา บุญภักดี

7. นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

8. นายรังสิมันต์ โรม

9. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ

10. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

11. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

12. นายธีระ สุธีวรางกูร

13. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

14. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม

15. นายกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ

16. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง

17. นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์

18. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

19. นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี

20. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

21. นายศุภโชติ ไชยสัจ

22. นายประมวล สุธีจารุวัฒน

23. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล

24. นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์

25. นางสาวภคมน หนุนอนันต์

26. นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ

27. นายปิยรัฐ จงเทพ

28. นางสาวรักชนก ศรีนอก

29. นายรอมฎอน ปันจอร์

30. นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ


พรรคภูมิใจไทย 19 คน ประกอบด้วย

1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล

2. นายไชยชนก ชิดชอบ

3. นายวราวุธ ศิลปอาชา

4. นายสันติ พร้อมพัฒน์

5. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์

6. นายชลัฐ รัชกิจประการ

7. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

8. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี

9. นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ

10. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล

11. นางนันทนา สงฆ์ประชา

12. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์

13. นายกฤษฎา หลีนวรัตน์

14. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล

15. นายศุภชัย ใจสมุทร

16. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์

17. นายเกรียงยศ สุดลาภา

18. นายธนกร วังบุญคงชนะ

19. นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ


พรรคเพื่อไทย 17 คน ประกอบด้วย

1. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

2. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

3. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

4. นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร

5. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง

6. นายจาตุรนต์ ฉายแสง

7. นายชูศักดิ์ ศิรินิล

8. นายสุทิน คลังแสง

9. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ

10. นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช

11. นายสุชาติ ตันเจริญ

12. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล

13. นายธงธรรม เวชยชัย

14. นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน

15. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์

16. นายอดิศร เพียงเกษ

17. นางสาวขัตติยา สวัสดิผล


พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน ประกอบด้วย

1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

2. นายชวน หลีกภัย

3. นายกรณ์ จาติกวณิช

4. นางการดี เลียวไพโรจน์

5. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

6. นายอัมพร พินะสา

7. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

8. นายชัยชนะ เดชเดโช

9. นายสกลธี ภัททิยกุล

10. นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

11. นายอิสรา สุนทรวัฒน์


พรรคเศรษฐกิจ 3 คน ประกอบด้วย

1. นายคริส โปตระนันทน์

2. นายพีรพล กนกวลัย

3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล


พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน ประกอบด้วย

1. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

2. นายชัชวาลล์ คงอุดม

พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน ประกอบด้วย

1. นายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล

2. นายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย


พรรคกล้าธรรม 2 คน ประกอบด้วย

1. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

2. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์


พรรคประชาชาติ 1 คน ได้แก่ พลตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

พรรครวมใจไทย 1 คน ได้แก่ นายบุญรวี ยมจินดา

พรรคใหม่ 1 คน ได้แก่ นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี

พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 คน ได้แก่ นายทวีทรัพย์ ตัดสมัย

พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน ได้แก่ นายสุรทิน พิจารณ์

พรรคมิติใหม่ 1 คน ได้แก่ นายปรีชา ไข่แก้ว

พรรคไทยภักดี 1 คน ได้แก่ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม

พรรคไทยสร้างไทย 1 คน ได้แก่ นายอุดมเดช รัตนเสถียร

พรรครวมพลังประชาชน 1 คน ได้แก่ นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์

พรรคเสรีรวมไทย 1 คน ได้แก่ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

พรรคทางเลือกใหม่ 1 คน ได้แก่ นายราเชน ตระกูลเวียง

พรรคไทรวมพลัง 1 คน ได้แก่ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี

พรรคพลังประชารัฐ 1 คน ได้แก่ นายภัครธรณ์ เทียนไชย

พรรคพลวัต 1 คน ได้แก่ นายกัณวีร์ สืบแสง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #สสบัญชีรายชื่อ

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” แถลงยอมรับผลการเลือกตั้งไม่ได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง ยันไม่ตั้งรัฐบาลแข่งหรือร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยทั้งสิ้น พร้อมเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขอรัฐสภาเดินหน้าจัดทำ รธน. ใหม่ร่วมกันตามผลประชามติ

 


“ณัฐพงษ์” แถลงยอมรับผลการเลือกตั้งไม่ได้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง ยันไม่ตั้งรัฐบาลแข่งหรือร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยทั้งสิ้น พร้อมเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขอรัฐสภาเดินหน้าจัดทำ รธน. ใหม่ร่วมกันตามผลประชามติ


วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวหลังผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการออกมา โดยระบุว่าขอขอบคุณประชาชนคนไทยที่ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันนี้ แม้ผลการเลือกตั้งอาจยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่ยังน่ายินดีที่ผลการจัดทำประชามติในตอนนี้มีแนวโน้มสูงมากที่จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 


อย่างไรก็ตามสำหรับผลการเลือกตั้งในส่วนของพรรคประชาชน จากคะแนน ณ ตอนนี้พรรคประชาชนอาจจะไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็เป็นไปตามที่ตนและแกนนำพรรคทุกคนได้เคยแสดงออกไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่าจะเคารพกระบวนการการเมืองในระบบรัฐสภา นั่นคือให้พรรคการเมืองอันดับหนึ่งได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ทั้งนี้ ตนขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนทุกคน การเลือกตั้งทุกครั้งคือการหาทางออกให้กับประเทศ และตราบใดที่ทุกคนยังเชื่อในพลังของตัวเอง ยังออกมาใช้สิทธิใช้เสียง มีส่วนร่วมกับการเมืองมากๆ ตนมั่นใจว่าประเทศไทยมีทางออก วันนี้ตนพร้อมทีมผู้บริหารและ สส. ทุกคนพร้อมที่จะเดินหน้าต่อเพื่อทำงานรับใช้ประชาชนทุกคนต่อไป


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าตามที่ตนได้เคยประกาศไปแล้วว่าไม่สามารถโหวตให้แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทยได้ และพรรคประชาชนไม่ใช่อันดับหนึ่ง ณ ตอนนี้ พรรคประชาชนจึงต้องให้พรรคอันดับหนึ่งได้ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยจะไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลแข่ง เพื่อเป็นการเคารพในหลักการพรรคอันดับหนึ่งจะต้องเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน


ทุกการเลือกตั้งเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชน พรรคประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมาและเคารพในเสียงของประชาชน ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนเป็นคนตัดสิน ในส่วนของพรรคประชาชนเองไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังที่ประชาชนแต่ละคนออกไปลงคะแนนในวันนี้จะเป็นอย่างไร พรรคประชาชนพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไปแบบที่เชื่อ คือการสถาปนาการเมืองของประชาชนขึ้นมาใหม่ และการเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทุกคน


ณัฐพงษ์ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ที่ถามว่ามีการทาบทามมาจากพรรคการเมืองใดเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยระบุว่าไม่มีการทาบทามอะไรกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น กระบวนการในการทาบทามต้องเป็นสิทธิของพรรคอันดับหนึ่งก่อน ณ ตอนนี้ดูจากผลการเลือกตั้งล่าสุดประเมินได้แล้วว่าพรรคประชาชนไม่น่าที่จะสามารถชนะการเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้นตนจึงยังยืนยันในคำพูดเดิม ว่าพรรคประชาชนจะเคารพการเมืองในระบบรัฐสภา และถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นคนทาบทามมา พรรคประชาชนก็ไม่สามารถที่จะไปร่วมรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่สามารถยกมือโหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยได้แน่นอน


ส่วนในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ตนขอเรียกร้องสมาชิกรัฐสภาในอนาคตทุกคนที่จะทำหน้าที่นี้ เมื่อเสียงประชามติออกมาแล้วว่าประชาชนอยากเห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนก็หวังว่าทุกคนจะเดินหน้าตามเจตจำนงของประชาชนมากที่สุด


ณัฐพงษ์ยังกล่าวต่อไปว่าตนขอฝากไปยังทุกพรรค ตนเชื่อว่าทุกคนยอมรับผลการเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่อยากให้ทุกพรรคการเมืองที่เคยสัญญาอะไรไว้กับประชาชน เช่น การเดินหน้าจัดทำและทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงอีกหลากหลายนโยบาย ก็อยากให้รักษาสัญญาของตัวเองด้วย


สำหรับประชาชนทุกคนและผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ตนขอให้ยังมีความหวังกับการเมือง อย่าเพิ่งหยุดเชื่อ ขอให้ทุกคนใช้เสียงของตัวเองให้เยอะ มีส่วนร่วมทางการเมืองให้มาก ร่วมตรวจสอบนักการเมืองสม่ำเสมอ ดูรัฐบาลต่อไปว่าทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้หรือไม่ และคนที่จะตัดสินได้มีเพียงคนเดียว ที่เป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในประเทศนี้ คือประชาชนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569