วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองนั้นสั้น แต่ประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนนั้นยาวและไม่สิ้นสุด

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองนั้นสั้น แต่ประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนนั้นยาวและไม่สิ้นสุด


นอกจากนั้น พรรคการเมืองยังสามารถตัดตอนประวัติศาสตร์การเมืองเพื่อพรรคการเมืองนั้นๆ ตอนไหน? แบบไหน? ก็ได้ จนอาจจะสั้นจู๋ไปเลย แต่ขบวนการประชาชนในการต่อสู้จะตัดตอนประวัติศาสตร์ตามความพอใจของใครไม่ได้!!!


อ่านฉบับเต็มได้ที่ 

https://www.facebook.com/share/p/1BC8ESVuDa/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก ย้ำมี สส. อย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย

 


“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก ย้ำมี สส. อย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย


วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาเมืองพัทยา เพื่อสนับสนุน “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (เบอร์ 1) และผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) พรรคประชาชน ในแต่ละเขตพื้นที่


ในช่วงเช้า ศิริกัญญาพร้อมด้วยอิทธิวัฒน์ ได้ร่วมเดินหาเสียงกับผู้สมัคร สม. เขต 3 พรรคประชาชน (เบอร์ 7-12) ที่บริเวณชายหาดพัทยา เพื่อพบปะผู้ประกอบการร่มเตียงและรับฟังปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะ และปัญหาคนไร้บ้าน จากนั้นในช่วงบ่ายได้ลงพื้นที่คลองนกยาง ร่วมกับผู้สมัคร สม. เขต 1 พรรคประชาชน (เบอร์ 8-13) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาจากชุมชนชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก


ต่อมาในช่วงเย็น ศิริกัญญา พร้อมผู้สมัครนายกเมืองพัทยา และ สม. พรรคประชาชน ได้ร่วมเวทีปราศรัยย่อยบนรถกระจายเสียงบริเวณหน้าตลาดใหม่นาเกลือ ก่อนเคลื่อนขบวนรถแห่ไปตามถนนพัทยา-นาเกลือ ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ในวันนี้ คณะหาเสียงของพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้ประกอบการเมืองพัทยา ที่เข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และสะท้อนปัญหาเดือดร้อนที่ต้องการให้แก้ไขอย่างไม่ขาดสาย


ช่วงหนึ่งระหว่างการพบปะผู้ค้าร่มเตียง อิทธิวัฒน์ระบุว่า แนวนโยบายของทีมพัทยา พรรคประชาชน มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ เพื่อกระจายเม็ดเงินจากธุรกิจขนาดใหญ่ลงมาสู่ผู้ค้ารายเล็ก โดยเฉพาะผู้ค้าร่มเตียงซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ที่ผ่านมาพบปัญหาทุนต่างถิ่นรวมถึงชาวต่างชาติเข้ามาเช่าช่วงพื้นที่ประกอบการค้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การจัดอีเวนต์หลังจากนี้จะต้องกระจายรายได้ให้ถึงมือคนพัทยาอย่างแท้จริง ซึ่งหากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจเข้าไปบริหาร จะส่งเสริมกิจกรรมลักษณะนี้เพื่อยกระดับรายได้ให้ผู้ค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน


อิทธิวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนและทีมผู้สมัคร สม. ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวพัทยามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ขยะ การจราจรติดขัด และน้ำท่วมขัง วิสัยทัศน์ของพรรคประชาชนชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนในชุมชน ทุกคนต้องได้รับโอกาสในการทำมาหากินและเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน


ด้านศิริกัญญาระบุว่า ปัญหาที่ชาวพัทยาสะท้อนให้ฟังตลอดทั้งวัน เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตประจำวันซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกเมืองพัทยาและสภาเมืองพัทยาโดยตรง ที่ผ่านมาแม้ผู้แทนจากพรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เขตในพื้นที่นี้ แต่การมี สส. เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งหมดได้ พรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการบริหารเมืองในรูปแบบของพรรคจะตอบโจทย์ประชาชน ทั้งการจัดระเบียบจราจร แก้ปัญหาน้ำท่วม ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกในการค้าขายให้ง่ายขึ้น โดยปราศจากการเรียกรับส่วยหรือสินบน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทำกินให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นายกเมืองพัทยา
















“โจ ชัยวัฒน์” ลุยตลาด อ.ต.ก. ชูนโยบายหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนพรรคประชาชนเอาจริงจัดการทุจริต กทม. เชื่อ ‘หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก’

 


“โจ ชัยวัฒน์” ลุยตลาด อ.ต.ก. ชูนโยบายหวยใบเสร็จช่วย SME ย้ำจุดยืนพรรคประชาชนเอาจริงจัดการทุจริต กทม. เชื่อ ‘หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก’


วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย มาร์ท อภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจตุจักร เบอร์ 3 เข้าพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า เพื่อนำเสนอชุดนโยบายค้าขายง่ายและหวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม.


ชัยวัฒน์ กล่าวถึงนโยบาย "หวยใบเสร็จ SMEs เวอร์ชัน กทม." โดยรูปแบบคือเมื่อประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้า SME ที่เข้าร่วมโครงการใน กทม. ทุกๆ 20 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดย กทม. จะจัดสรรงบประมาณเงินรางวัลให้เดือนละ 10 ล้านบาท ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเกิดการบอกต่อ ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน


ชัยวัฒน์ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและระบบซื้อขายตำแหน่งใน กทม. โดยระบุว่าพรรคประชาชนมีเจตจำนงแน่วแน่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการสร้างระบบมาป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยตามจับ ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเริ่มจากผู้นำ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” พร้อมกับยกตัวอย่าง อบจ.ลำพูน ที่บริหารโดยพรรคประชาชน ซึ่งสามารถซื้อของต่ำกว่าราคากลางถึง 26.7% ดังนั้นขอโอกาสจากประชาชนให้พรรคประชาชนเข้าไปบริหาร จะทำให้เห็นความแตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา


ด้านอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาหลักในพื้นที่ที่ต้องเร่งแก้ไขคือ เรื่องขยะตกค้างและปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด นอกจากนี้ยังมีเรื่องทางเดินเท้าเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่ยังขาดหลังคากันแดดกันฝน ทำให้ประชาชนเดินทางไม่สะดวก จึงต้องการให้มีการปรับปรุงและพัฒนาตลาดในความดูแลของ กทม. ให้ดียิ่งขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน
















“ปกรณ์วุฒิ-พริษฐ์” เปิด 4 ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. คดี “ศักดิ์สยาม” ซัด ป.ป.ช. ตรวจสอบไม่สุดซอย-ใช้ดุลยพินิจผิดพลาด-ปกปิดข้อมูล-ละเว้นตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน จี้ประธานรัฐสภาอย่าดองเรื่อง-ส่งศาลฎีกาตั้งไต่สวนอิสระ

 


“ปกรณ์วุฒิ-พริษฐ์” เปิด 4 ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. คดี “ศักดิ์สยาม” ซัด ป.ป.ช. ตรวจสอบไม่สุดซอย-ใช้ดุลยพินิจผิดพลาด-ปกปิดข้อมูล-ละเว้นตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน จี้ประธานรัฐสภาอย่าดองเรื่อง-ส่งศาลฎีกาตั้งไต่สวนอิสระ


วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวเปิดรายละเอียดคำร้องที่พรรคฝ่ายค้านและ สว. ได้ยื่นต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 กล่าวหา ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการยกคำร้องคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ


ปกรณ์วุฒิระบุว่าความผิดของศักดิ์สยามคือการซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่ง หจก. แห่งนี้ศักดิ์สยามก่อตั้งมากับมือ และคนนามสกุลชิดชอบก็ถือหุ้นอยู่กว่า 80% โดยที่อยู่ของ หจก. ก็ตั้งอยู่ที่บ้านของศักดิ์สยามเอง มีบางช่วงที่ศักดิ์สยามออกจากการเป็นผู้ถือหุ้น จากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อปี 2540 เป็นต้นมา และหลังจากที่มีการรัฐประหาร 2557 ที่พรรคการเมืองต่างๆ ต้องหยุดกิจกรรม ศักดิ์สยามก็กลับมาถือหุ้นใหญ่และเพิ่มทุน หจก. นี้ถึง 120 ล้านบาทอีกครั้งหนึ่ง โดยในยุครัฐบาล คสช. หจก. แห่งนี้ก็ได้รับงานจากรัฐบาลถึง 440 ล้านบาท


ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2561 ศักดิ์สยามก็ได้ขายหุ้น หจก. แห่งนี้ออกทั้งหมด ซึ่งบุคคลที่ศักดิ์สยามโอนหุ้นให้ก็คือนาย ศ. เป็นคนที่มีความใกล้ชิดกับศักดิ์สยามและมีประวัติผูกพันกับครอบครัวของศักดิ์สยามมาอย่างยาวนาน โดยมีข้อพิรุธมากมายในการโอนหุ้นครั้งนี้ รวมถึงพฤติกรรมต่างๆที่น่าสงสัยว่าการโอนหุ้นครั้งนี้เป็นเพียงแค่นิติกรรมอำพราง


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่านอกจาก หจก.บุรีเจริญฯ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งบริษัท คือบริษัทศิลาชัยฯ ซึ่งเป็นของนามสกุลชิดชอบ ที่ปรากฏชื่อนาย ศ. เป็นลูกจ้างและรับเงินเดือนเพียง 9,000 บาทมาตั้งแต่ปี 2558 และปรากฏว่าในงบการเงินของบริษัทศิลาชัยฯ พบว่าก่อนจบปีงบประมาณ 2561 บริษัทศิลาชัยฯ ขาดสภาพคล่อง และหลังจากนั้นนาย ศ. ก็ได้ให้บริษัทศิลาชัยฯ กู้เงิน 221 ล้านบาท และต่อมาบริษัทศิลาชัยฯ ก็ได้ให้ศักดิ์สยามกู้เงิน 88.5 ล้านบาท จากนั้นบริษัทศิลาชัยฯ ก็เอาเงินไปบริจาคพรรคภูมิใจไทยอีก 4.7 ล้านบาท โดยนาย ศ. ยังมีการเอาเงินไปบริจาคพรรคภูมิใจไทยอีก 2.77 ล้านบาท และนำ หจก.บุรีเจริญฯ ไปบริจาคให้พรรคภูมิใจไทยอีก 4.8 ล้านบาท และแม้หลังปี 2562 บริษัทศิลาชัยฯ มีงบการเงินที่ขาดทุนประมาณ 4 ล้านบาท แต่นาย ศ. ก็ยังให้กู้เพิ่มอีก 9 ล้านบาท และในปี 2564 นาย ศ. ก็ยังให้บริษัทศิลาชัยฯ กู้เพิ่มอีก 98 ล้านบาท โดยไม่มีการทำสัญญาและคิดดอกเบี้ย


นี่คือพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่านาย ศ. มีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่ คนปกติที่ไหนจะมีพฤติกรรมแบบนี้ รวมถึงการขายหุ้น หจก. นั้นก็เป็นการขายหุ้นที่มีความแปลกประหลาด เป็น หจก. ที่มีทรัพย์สินอยู่ในงบการเงินก่อนขายถึงกว่า 200 ล้านบาท มีโครงการที่ทำสัญญากับรัฐเอาไว้แล้วหลักร้อยล้านบาท แต่กลับขายกันเพียงราคาทุนคือประมาณ 119 ล้านบาทเท่านั้น และหลังจากที่มีการโอนหุ้นไปแล้ว หจก. แห่งนี้ก็ยังคงได้งานจากกระทรวงคมนาคมในช่วงเวลาที่ศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีกนับพันล้านบาท และยังมีความผิดปกติในการจัดจัดซื้อจัดจ้าง เช่น คู่เทียบที่เป็นหน้าเดิมๆ และเป็นบริษัทที่ต่างก็บริจาคให้พรรคภูมิใจไทย และในหลายงานที่ หจก.บุรีเจริญฯ ชนะประมูล ก็มีราคาประมูลที่ต่ำกว่าราคากลางในระดับไม่ถึง 1% เท่านั้น


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าการอภิปรายของตนในครั้งนั้นนำไปสู่การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เอกสารหลักฐานที่ศาลพบบ่งชี้ว่าสิ่งที่นาย ศ. กล่าวอ้าง ว่าเงินที่นำมาซื้อหุ้นนั้นนำมาจากการขายกองทุน แต่ปรากฏว่าเส้นทางการเงินที่นาย ศ. นำมาซื้อหุ้นนั้นก็มีเส้นทางมาจากศักดิ์สยามเอง ก็คือศักดิ์สยามโอนเงินเข้าบริษัทศิลาชัยฯ แล้วบริษัทศิลาชัยฯ ก็โอนเงินให้นาย ศ. แล้วนาย ศ. ก็นำเงินนั้นไปซื้อกองทุน จากนั้นนาย ศ. ก็ขายกองทุนนั้นและนำเงินไปซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ และยังพบอีกว่าหลังจากที่โอนชื่อออกไปแล้ว หจก. แห่งนี้ยังมีการเบิกค่าใช้จ่ายของศักดิ์สยามออกจาก หจก. อยู่ แม้จะไม่ได้ถือหุ้นหรือดำรงตำแหน่งใดใน หจก. แล้ว


ดังนั้นการที่ ป.ป.ช. ยุติเรื่องและยกคำร้องตามที่พรรคร่วมฝ่ายค้านขณะนั้นได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ไปในหลายฐานความผิด จึงมีความน่าสงสัยใน 3 ประเด็น คือ


1) นอกจากการยุติเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ที่มีความไม่สมเหตุสมผลในคำชี้แจงหลายประการแล้ว เอกสารคำแถลงของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ได้กล่าวถึงการยุติเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยกล่าวอ้างถึงเพียงกรณีการถือหุ้น หจก. เพียงเท่านั้น คือกล่าวอ้างถึงเพียงส่วนของทรัพย์สินเท่านั้น แต่ประเด็นที่ ป.ป.ช. ไม่ได้กล่าวถึงคือเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ตนได้ไปยื่นเอกสารต่อ ป.ป.ช. เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการตั้งข้อสังเกตว่าในงบการเงินของ หจก. มีส่วนของเงินให้กรรมการกู้ยืม ซึ่งปรากฏมาตั้งแต่ปี 2560 โดยกรรมการที่กู้ยืมไปก็คือศักดิ์สยาม และยอดเงินให้กู้ยืมก็ยังปรากฏอยู่จนถึงเดือนธันวาคม 2562 เป็นจำนวน 38 ล้านบาท 


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าโดยเอกสารที่ หจก. ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีการระบุว่าเงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีเคยได้ทวงถามไป และได้รับคำตอบมาว่าให้ขอคงไว้และจะดำเนินการปรับปรุงภายหลัง คำถามคือเมื่อแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. กล่าวถึงเพียงแค่การถือหุ้น แล้วคำร้องของตนที่ให้ตรวจสอบเรื่องหนี้สินที่ศักดิ์สยามมีต่อ หจก. แห่งนี้ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบหรือไม่และผลการพิจารณาเป็นอย่างไร


2) เอกสารแถลงของ ป.ป.ช. ได้กล่าวถึงการยกคำร้องในความผิดฐานการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ป.ป.ช. ระบุว่าการที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารกิจการ หจก. ดังกล่าว ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใดที่เกี่ยวข้องกับ หจก. ในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญาได้ แต่ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ระบุนิยามการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ว่าเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ที่เจ้าพนักงานรัฐเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับไม่เกิน 5% หมายความว่าแค่ถือหุ้นเกิน 5% ก็ผิดแล้ว


ป.ป.ช. ไปวินิจฉัยในกรณีที่ศักดิ์สยามไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ หจก. ได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้องใดกับข้อกฎหมายเลย ไม่สำคัญเลยว่าศักดิ์สยามเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเข้าไปสั่งการในห้างหุ้นส่วนหรือไม่ เพียงแค่ถือหุ้นในบริษัทหรือห้างที่เป็นคู่สัญญากับรัฐก็ผิดแล้ว


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่า ป.ป.ช. ยังได้ระบุว่าไม่ปรากฏว่าศักดิ์สยามในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด วงเงินอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี การตีความของ ป.ป.ช. เช่นนี้มีปัญหาแน่นอน ในคำอธิบายกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่จัดทำโดยสำนักงาน ป.ป.ช. เอง มีการยกตัวอย่างว่าสิ่งใดที่เข้าข่ายความผิดบ้าง 


โดยตัวอย่างในเอกสารดังกล่าว อ้างถึงนาย ท. ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่ได้รับสัมปทานโครงการดาวเทียมจากกระทรวงคมนาคม ก่อนเข้ารับตำแหน่งนาย ท. ได้โอนหุ้นให้แก่ลูกและญาติโดยชำระค่าซื้อหุ้นด้วยตั๋วสัญญาใช้เงิน มีกำหนดใช้เงินเมื่อทวงถามและไม่มีดอกเบี้ย แม้ว่าก่อนเข้ารับตำแหน่งนาย ท.จะได้โอนหุ้นให้แก่ลูกและญาติไปแล้ว แต่ไม่ได้มีการทวงถามให้ชำระค่าหุ้น อีกทั้งจำนวนเงินที่โอนชำระก็ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในตัวสัญญาใช้เงิน จึงน่าเชื่อว่าการโอนซื้อขายหุ้นดังกล่าวไม่มีการโอนซื้อขายและไม่มีการชำระกันจริง นาย ท. เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจกำกับดูแลสั่งการเกี่ยวกับการบริหารราชการของกระทรวงคมนาคมผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีนี้มีความผิดลงโทษจำคุก 2 ปี


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าปัญหาก็คือมาตรฐานของสิ่งที่ ป.ป.ช. เขียนเอาไว้เอง กับกรณีที่แตกต่างของศักดิ์สยาม คือเรื่องการถือหุ้น เป็นไปได้ว่า ป.ป.ช. ไม่ได้วินิจฉัยเลยว่าตกลงแล้วศักดิ์สยามยังถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนว่าศักดิ์สยามได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใดกับข้อกฎหมายใน พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เลย 


ป.ป.ช. ระบุว่าการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ได้มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงเกี่ยวข้องกับงบประมาณ เพราะการตั้งงบประมาณเป็นอำนาจของส่วนราชการ แต่ในเอกสารอธิบายของ ป.ป.ช. เองกลับบอกว่าคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจกำกับดูแลสั่งการเกี่ยวกับการบริหารราชการของกระทรวงคมนาคมผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ในกรณีศักดิ์สยามซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อาจจะถือหุ้นใน หจก. ที่รับงานคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมเอง ป.ป.ช. กลับตีความว่าไม่ได้มีอำนาจในการแทรกแซงและเข้าไปเป็นคู่สัญญาของรัฐ นี่เป็นปัญหาที่ต้องตั้งคำถามว่า ป.ป.ช. ใช้มาตรฐานไหนในการวินิจฉัยกรณีนี้


3) นับตั้งแต่ที่ตนได้ยื่นคำร้องครั้งแรกกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตนไม่เคยได้รับจดหมายเรียกไปให้ถ้อยคำหรือให้ข้อมูลใดต่อ ป.ป.ช. แม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าของคำร้อง และเมื่อมีการยุติเรื่องหรือยกคำร้องตนก็ไม่เคยได้รับการแจ้งให้ทราบ นี่เป็นปัญหาทางการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช. ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝั่งใด จะไต่สวนไปในทิศทางใด และเป็นปัญหาความโปร่งใสของ ป.ป.ช. ที่ไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณะทราบระหว่างกระบวนการและจบกระบวนการ แม้กระทั่งตัวผู้ร้องเองก็ไม่เคยได้รับการแจ้งใดทั้งสิ้น


ในส่วนของพริษฐ์ ระบุว่าจากข้อพิรุธและข้อสงสัยทั้งหมดในการดำเนินงานของ ป.ป.ช. คณะทำงานกฎหมายของพรรคประชาชนได้มีการจัดทำคำร้อง และได้รับการสนับสนุนในการลงชื่อจาก สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมด 4 พรรค รวมถึง สว. บางส่วน ในการยื่นคำร้องไปที่ประธานรัฐสภา ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้เป็น 4 ข้อกล่าวหาหลัก ว่า ป.ป.ช. ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการตรวจสอบคดีของศักดิ์สยาม คือ


1) ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง ตั้งแต่ที่ปกรณ์วุฒิและพรรคร่วมฝ่ายค้านในเวลานั้นยื่นคำร้องไปที่ ป.ป.ช. ในเดือนกันยายน 2565 ป.ป.ช. ได้ชี้แจงว่าได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าวโดยแบ่งออกเป็นสองเส้นทางหลัก คือ (1) การตรวจสอบความผิดเรื่องบัญชีทรัพย์สิน โดยใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 3 ปีก่อนที่จะมีการยุตติการตรวจสอบในเดือนกันยายน 2568 และ (2) การตรวจสอบความผิดอาญา ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 3 ปี 5 เดือน จนมายุติการตรวจสอบหรือยกคำร้องในเดือนกุมภาพันธ์ 2569


เราจึงเข้าไปตรวจสอบต่อว่า ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบด้วยกระบวนการเช่นไรจึงนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ยุติการตรวจสอบในทั้งสองเส้นทาง ในเส้นทางที่ 1 หรือการตรวจสอบความผิดเรื่องบัญชีทรัพย์สิน ระเบียบของ ป.ป.ช. ระบุไว้ว่าการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินจะมีทั้งหมดสามระดับ คือการตรวจสอบปกติเวลามีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้าไป ระดับที่สองคือการตรวจสอบยืนยัน ซึ่งจะใช้ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่ามีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วน และระดับที่สามคือการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งจะตรวจสอบหากสงสัยว่ามีการซุกซ่อนหุ้นหรือมีการถือครองทรัพย์สินแทนกัน


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าในกรณีของศักดิ์สยาม ป.ป.ช. ควรจะต้องดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก เพราะพฤติการณ์ที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจน ว่ามีความน่าสงสัยว่ามีการซุกหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนกัน แต่ ป.ป.ช. กลับไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีนี้ แต่ดำเนินการตรวจสอบเพียงในระดับปกติและระดับยืนยัน จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใด ป.ป.ช. จึงไม่ตรวจสอบเชิงลึก และเป็นเพราะใครถึงไม่มีการตรวจสอบเชิงลึก เพราะในเมื่อข้อ 18 ของระเบียบ ป.ป.ช. กำหนดให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมาย คำถามคือการไม่ตรวจสอบเชิงลึกเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เสนอเรื่อง หรือเสนอไปแล้วและคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายนั้นไม่อนุมัติ


ในเส้นทางที่ 2 หรือการตรวจสอบความผิดอาญา ระเบียบ ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวนแบ่งกระบวนการออกเป็นสองช่วง ช่วงแรก ป.ป.ช. จะต้องดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 49 เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วหากพบว่ามีข้อมูลหรือรายละเอียดที่ไม่เพียงพอ ป.ป.ช. สามารถมีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวให้พิจารณาต่อได้ แต่หากพบว่ามีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่เพียงพอ ป.ป.ช. ก็ต้องมีการดำเนินการไต่สวนต่อไป


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าในกรณีศักดิ์สยาม ข้อเท็จจริงมีความหนักแน่นเพียงพอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน แต่ ป.ป.ช. กลับมีข้อสรุปหลังจากตรวจสอบเบื้องต้นว่าคดีดังกล่าวมีข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอ จึงตัดสินใจยุติการตรวจสอบ ยกคำร้อง และไม่ดำเนินการในการไต่สวน พอไม่มีการไต่สวน จึงมีส่วนให้นายปกรณ์วุฒิในฐานะผู้ร้องไม่เคยถูกเรียกเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบเรื่องนิติกรรมอำพรางหรือเส้นทางการเงินที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ คำถามคือทำไม ป.ป.ช. ถึงยุติการตรวจสอบหลังการตรวจสอบเบื้องต้นเพียงเท่านั้น ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการไต่สวน และเป็นเพราะใคร


2) ป.ป.ช. ใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ที่ผ่านมาสังคมมักมีการเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. แม้ ป.ป.ช. มักจะแย้งว่าประเด็นหรือฐานความผิดในสองกรณีนั้นไม่เหมือนกัน และสิ่งที่ผูกพันจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคือผลที่ทำให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่ง แต่ทั้งสองข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้หักล้างสิ่งที่ ป.ป.ช. ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ควรต้องใช้ในการพิจารณาคดีนี้ ควรจะต้องเป็นข้อเท็จจริงชุดเดียวกันกับที่ปรากฏในการพิจารณาของ ศาล รธน. (เช่น หลักฐานการโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ใบเสร็จเบิกค่าน้ำมัน ใบวางบิลที่มีข้อพิรุธเรื่องที่อยู่ หรือสถานะทางการเงินและประวัติการทำงานของนาย ศ. ที่เป็นนอมินี) ดังนั้น แม้ ป.ป.ช. จะโต้แย้งว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับการพิจารณาของ ป.ป.ช. เป็นคนละประเด็นกัน แต่สิ่งที่ ป.ป.ช. ปฏิเสธไม่ได้คือข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ต้องใช้ในการพิจารณาควรจะต้องเป็นข้อเท็จจริงชุดเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการวินิจฉัย และข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความหนักแน่นเพียงพอที่ ป.ป.ช. ควรจะวินิจฉัยโดยสรุปได้ว่าศักดิ์สยามมีพฤติการณ์ซุกหุ้น เหมือนกับที่ ศาล รธน. เคยสรุป ว่าศักดิ์สยามมีพฤติการณ์ซุกหุ้นจนต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี


3) ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ในการปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ปกรณ์วุฒิและพรรคร่วมฝ่ายค้านในเวลานั้นยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ในเดือนกันยายน 2565 ผ่านไป 3 ปี ป.ป.ช. มีมติยุติการตรวจสอบกรณีบัญชีทรัพย์สิน ในเดือนกันยายน 2568 และมีมติยุติการตรวจสอบกรณีความผิดอาญาในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังจากนั้นจึงมีการเปิดเผยผลการตรวจสอบปกติบนเว็บไซต์ ป.ป.ช. ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2569 แต่กว่าที่ ป.ป.ช. จะมาออกแถลงการณ์เพื่อชี้แจงต่อสังคมว่าได้มีการยุติการตรวจสอบแล้วก็คือเดือนเมษายน 2569 จากนั้นปกรณ์วุฒิจึง ได้มีการยื่นคำขอเอกสารเพิ่มเติมในเดือนพฤษภาคม 2569


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการของ ป.ป.ช. ที่มีการเพิกเฉยหรือตอบสนองด้วยความล่าช้าต่อการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ร้องและสาธารณะ แม้ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องหรือยุติการตรวจสอบตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 และเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ ป.ป.ช. กลับรอจนถึงเดือนเมษายน 2569 ถึงจะมีการชี้แจงต่อสาธารณะ และมาจนถึงวันนี้ ป.ป.ช. ก็ยังไม่มีการแจ้งต่อผู้ร้องอย่างเป็นทางการว่ามีการยุติการตรวจสอบแล้ว ยังไม่มีการส่งเอกสารที่ปกรณ์วุฒิขอไป และก็ยังไม่มีการเปิดเผยเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นผลการตรวจสอบยืนยันในกรณีบัญชีทรัพย์สิน หรือผลการตรวจสอบเบื้องต้นในกรณีความผิดอาญา


4) ป.ป.ช. ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่อยู่ในคำร้องและที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณา เช่น ข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126 ซึ่งอยู่ในคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช. กลับดูเหมือนว่าไม่ได้วินิจฉัยฐานความผิดนี้เลย


ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดฐานยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ และวินิจฉัยว่าไม่มีความผิดเรื่องการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อผลประโยชน์ แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏคือคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ว่าศักดิ์สยามกระทำความผิดในฐานความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าเราอาจไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ว่าศักดิ์สยามไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ และไม่ได้ใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อประโยชน์ แต่เรายอมเชื่อตาม ป.ป.ช. ไปก่อน ว่าศักดิ์สยามไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ และไม่ได้ใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อผลประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศักดิ์สยามไม่ได้ทำความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะหาก ป.ป.ช. เพียงวินิจฉัยว่าศักดิ์สยามยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่ นั่นก็หมายความว่าศักดิ์สยามได้กระทำความผิดตามฐานความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ และโดยไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ว่ามีการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อให้บริษัทดังกล่าวได้งานจากรัฐหรือไม่


จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผลที่ ป.ป.ช. ไม่วินิจฉัยเรื่องฐานความผิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่วินิจฉัยว่าศักดิ์สยามยังคงถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เป็นเพราะ ป.ป.ช. ต้องการปกป้องศักดิ์สยามหรือ “ช่วยน้ำเงิน” หรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. คงทราบดีว่าหากวินิจฉัยในประเด็นความผิดนี้ ด้วยหลักฐานทั้งหมด ป.ป.ช. ย่อมไม่สามารถวินิจฉัยอื่นได้ นอกจากวินิจฉัยว่าศักดิ์สยามยังคงถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว และได้กระทำความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าหลังจากยื่นเรื่องดังกล่าวไปแล้ว ตามกลไกของรัฐธรรมนูญมาตรา 236 หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่จะต้องวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว “มีเหตุอันควรสงสัย” ว่า ป.ป.ช. ได้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เพื่อตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระ หรือจะปัดตกคำร้อง วันก่อนประธานรัฐสภาได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะต้องดูเนื้อหาก่อน แต่ตนเห็นว่าสิ่งที่ประธานรัฐสภาทำได้เลยวันนี้คือการให้ความชัดเจนใน 2 เรื่อง


1) หลักเกณฑ์ที่จะใช้ในการพิจารณา โดยตนย้ำว่าอำนาจของประธานรัฐสภาไม่ใช่การฟันธงว่า ป.ป.ช. ทำผิดหรือไม่ แต่เป็นเพียงการตรวจสอบเบื้องต้นว่ามี “เหตุอันควรสงสัย” ให้ส่งเรื่องต่อที่ประธานศาลฎีกาหรือไม่ 


และ 2) กรอบเวลาที่จะใช้ในการพิจารณา ในเมื่อเรื่องนี้มีข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏชัดในคำร้อง และเป็นคดีที่สังคมมีการถกเถียงและให้ความสนใจอย่างกว้างขวางกว้าง ประธานสภาควรตัดสินใจได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว เช่น ภายในสมัยประชุมนี้ซึ่งจะปิดลงในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม


พรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. ที่ร่วมลงชื่อเชื่อว่าหากประธานรัฐสภาพิจารณาด้วยเหตุและผลจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จากหลักฐานในคำร้อง และจากความเห็นและข้อสงสัยที่ประชาชนในวงกว้างมีต่อกรณีดังกล่าว 


ประธานรัฐสภาควรจะสามารถสรุปได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ว่าข้อกล่าวหาของเรา “มีเหตุอันควรสงสัย” เพียงพอที่จะส่งเรื่องไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระมาไต่สวนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าได้ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยไม่ตัดตอนกระบวนการตรวจสอบในชั้นของประธานรัฐสภา เพราะหากประธานรัฐสภาตัดสินใจปัดตกคำร้องดังกล่าว ประธานรัฐสภาคงตอบสังคมได้ยากว่า ทำไมตนจึงไม่มีข้อสงสัย ในประเด็นที่สังคมในวงกว้างเขามีข้อสงสัยกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ศักดิ์สยามชิดชอบ #ปปช







“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ “ชัชชาติ” นำโด่ง คนกรุงเทพฯ สนับสนุนให้เป็นผู้ว่าฯ


“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ “ชัชชาติ” นำโด่ง คนกรุงเทพฯ สนับสนุนให้เป็นผู้ว่าฯ


วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่องโค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0


จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า


อันดับ 1 ร้อยละ 67.30 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
อันดับ 2 ร้อยละ 10.20 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ
อันดับ 3 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน)
อันดับ 4ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)
อันดับ 5 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)
อันดับ 6 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)
อันดับ 7 ร้อยละ 1.05 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)”
และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นางสาวศรีรัตน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)


เมื่อพิจารณาแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร พบว่า


1. กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 70.56 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 9.39 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 9.14 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 4 ร้อยละ 4.06 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับ 5 ร้อยละ 3.80 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)


2. กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง อันดับ 1 ร้อยละ 64.60 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 11.00 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.09 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.61 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.87 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)


3. กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อันดับ 1 ร้อยละ 70.53 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.16 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 3 ร้อยละ 8.33 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 4 ร้อยละ 6.29 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.85 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)


4. กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 62.99 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.52 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.06 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)


5. กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 63.77 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.51 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 7.25 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 4 ร้อยละ 6.52 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.89 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)


6. กลุ่มเขตกรุงธนใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 66.85 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 12.64 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.27 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)


ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 29.10 ระบุว่า อิสระ
อันดับ 2 ร้อยละ 26.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
อันดับ 3 ร้อยละ 18.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
อันดับ 4 ร้อยละ 11.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
อันดับ 5 ร้อยละ 6.05 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัวและทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน
อันดับ 6 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)”
และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทีม Better Bangkok พรรคเศรษฐกิจ และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)


เมื่อพิจารณาแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร พบว่า


1. กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 38.32 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.14 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 17.26 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 8.63 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 5.58 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว


2. กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง อันดับ 1 ร้อยละ 30.62 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 28.23 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 15.80 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.96 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 4.78 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน


3. กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อันดับ 1 ร้อยละ 30.69 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 27.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.29 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.79 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 6.30 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว


4. กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 31.87 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 23.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 16.48 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ และพรรคประชาธิปัตย์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 4 ร้อยละ 7.70 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน และอันดับ 5 ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว


5. กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 24.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.46 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 3 ร้อยละ 17.75 ระบุว่า อิสระ อันดับ 4 ร้อยละ 15.22 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 9.06 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว


6. กลุ่มเขตกรุงธนใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 28.37 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.47 ระบุว่า อิสระ อันดับ 3 ร้อยละ 19.38 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 13.49 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน และอันดับ 5 ร้อยละ 7.87 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม #เลือกตั้งสก69 #ชัชชาติสิทธิพันธุ์



วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” ชี้แก้รถติดกรุงเทพฯ ต้องแก้ทั้งระบบ ดันใช้ AI เชื่อมใบสั่ง-ตัดแต้ม พร้อมผลักดันถ่ายโอนอำนาจจราจรให้ กทม.

 


“ชัยวัฒน์” ชี้แก้รถติดกรุงเทพฯ ต้องแก้ทั้งระบบ ดันใช้ AI เชื่อมใบสั่ง-ตัดแต้ม พร้อมผลักดันถ่ายโอนอำนาจจราจรให้ กทม.


วันที่ 6 มีนาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10 พร้อมด้วย อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตปทุมวัน เบอร์ 4 พรรคประชาชน เข้าพื้นที่ย่านปทุมวันเพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายน 2569


ชัยวัฒน์กล่าวว่า ย่านปทุมวันเป็นแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า จึงเป็นแหล่งรวมตัวของคนรุ่นใหม่และชาวออฟฟิศตลอดทั้งวันด้วยการเป็นย่านที่คนคับคั่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีปัญหาเรื่องการจราจรอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ทาง กทม. เคยทำโครงการ “ราชประสงค์โมเดล” เพื่อจัดระเบียบการจราจรและแก้ปัญหารถติด แต่สิ่งหนึ่งที่อยากชวนพี่น้องคนกรุงเทพฯ ทุกคนลองคิดตามคือ โมเดลดังกล่าวนั้นสำเร็จจริง ๆ หรือไม่ วันนี้เรายังเห็นรถประเภทอื่น ๆ จอดแช่อยู่ในเลนของรถเมล์ ขณะที่ราชประสงค์โมเดลมีกล้องวงจรปิดที่ตรวจพบการฝ่าฝืนกฎจราจรกว่า 100,000 เคสต่อปี และมีผู้กระทำผิดซ้ำสูงสุดกว่า 32 ครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีการกระทำผิดซ้ำแทบทุกวัน


ราชประสงค์โมเดลในมุมมองของตน จึงเป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการแก้ไขปัญหาจราจรที่ยังไม่สำเร็จ อีกทั้งยังล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายจราจรของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่มีผู้คนไปหนาแน่น


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า คนกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปกับรถติดเฉลี่ย 72 นาทีต่อวัน และเชื่อว่าปัญหานี้ทำให้คนกรุงเทพหลายคนต้องรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มันยาก หาก กทม. อยู่ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาชน จะแก้ไขปัญหารถติดที่โครงสร้าง พัฒนาระบบที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ เดินทางง่ายขึ้น และเจ้าหน้าที่ก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย โดยนำผู้กระทำผิดรายเคสจากกล้องวงจรปิด AI เชื่อมไปกับระบบออกใบสั่งและตัดแต้มขับขี่จราจรกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และระบบตัดแต้มยกเลิกใบขับขี่สาธารณะกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ และสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับได้


ตนเห็นว่าเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ในฐานะผู้ว่าฯ ของคนกรุงเทพฯ จะต้องทำงานร่วมกับการเมืองระดับชาติด้วย โดยนำเสนอข้อมูลที่บันทึกรายเคสเหล่านี้ส่งต่อให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้เกิดการบังคับใช้และเกิดความเคารพต่อกฎหมายจราจร ที่สำคัญจะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ทั้งการแก้ไขกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. และการถ่ายโอนอำนาจจราจรมาที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาได้


ชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาจราจรคือเรื่องใกล้ตัวของคนกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงในทุกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญว่าผู้ว่าฯ จะทำให้คนกรุงเทพฯ เดินทางง่ายขึ้นอย่างไร พรรคประชาชนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้จะต้องทำงานแบบฟูลทีม โดยวันนี้ตนมาพร้อมกับทีมบริหาร กทม. มีผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง เราพร้อมแล้วที่จะร่วมทำงานยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน