วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ เปิดเวที ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย

 


ณัฐพงษ์’ เปิดเวที ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย


วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดงาน ‘Forum ผู้นำฝ่ายค้าน: เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ซึ่งเป็นเวทีสะท้อนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมนำเสนอแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว


ณัฐพงษ์กล่าวว่า หากพูดถึงข่าวการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสังคม จะพบว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทยทุกคน จึงเป็นที่มาของชื่องาน ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ในวันนี้ เพราะต้องการวิเคราะห์ปัญหาการคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ ผ่านเส้นเรื่องชีวิตของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทยและประเทศไทยอย่างไรบ้าง


งานในวันนี้แบ่งรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันออกเป็น 5 ประเภท ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทย ได้แก่


กลุ่มที่ 1 การทุจริตที่ทำให้สิทธิของคนไทยลดลง

กลุ่มที่ 2 การที่ประชาชนต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจ่าย หรือจ่ายแพงเกินปกติ

กลุ่มที่ 3 แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ต้องรับผลข้างเคียงจากการคอร์รัปชัน

กลุ่มที่ 4 ผู้กระทำผิดจ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

กลุ่มที่ 5 มีคนจ่ายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนไม่มีสิทธิ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การจัดกลุ่มลักษณะนี้จะทำให้ข้อสรุปในช่วงท้ายของงานชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยต้องการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ควรแก้ไขอย่างไร


สำหรับงานครั้งนี้ ช่วงแรกเป็นการนำเสนอหัวข้อ ‘เกิด-แก่-เจ็บ-โกง: เกิดเป็นคนไทย ต้องจ่ายอะไรบ้าง’ ช่วงที่สองเป็นวงเสวนาในหัวข้อ ‘เราจะออกจากวังวนนี้อย่างไร’ ช่วงที่สามเป็นการนำเสนอ ‘พฤติกรรมว่าด้วยการโกง’ และช่วงสุดท้ายเป็นการปาฐกถาหัวข้อ ‘แก้สามชั้นปัญหาคอร์รัปชันไทย’ โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน














ศาลอาญากรุงเทพใต้ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม แอมป์ยังไม่ถูกปล่อยตัวแม้ถูกขังครบกำหนดโทษและได้ประกันตัวคดีอื่นทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงคดีนี้เท่านั้น

 


ศาลอาญากรุงเทพใต้ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม แอมป์ยังไม่ถูกปล่อยตัวแม้ถูกขังครบกำหนดโทษและได้ประกันตัวคดีอื่นทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงคดีนี้เท่านั้น


ศูนย์ทนายความเพื่อนิทธิมนุษยชน รายงานว่าวันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) เวลา 11.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ในคดี ม.112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่แอมป์ยังมีหมายขังอยู่ และเป็นคดีที่เขาถอนประกันตนเองภายหลังจากการถูกคุมขังในคดีหลัก


ศาลระบุคำสั่งยกคำร้องว่า “พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างพิจารณา จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง” ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์


กรณีดังกล่าว “แอมป์” ถูกคุมขังครบกำหนดโทษในคดีหลักมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2569 แล้ว แต่เขายังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากยังเหลือเพียงคดีนี้เท่านั้นที่ศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ปชน. เสนอร่างกฎหมาย ‘Anti-SLAPP’ ยุติการฟ้องปิดปาก คุ้มครองการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 


ปชน. เสนอร่างกฎหมาย ‘Anti-SLAPP’ ยุติการฟ้องปิดปาก คุ้มครองการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ


วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนได้จัดงานเสวนา ‘สิทธิของเรา อย่าให้ใครฟ้องปิดปาก’ โดย ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ สส.กรุงเทพฯ เขต 23 และ อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี เขต 3 พรรคประชาชน ได้นำเสนอหลักการแก้ไขกฎหมายการฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) ของพรรคประชาชน


ชลธารกล่าวว่า ที่มาของกฎหมายฉบับนี้เกิดจากปัญหาการฟ้องปิดปากหรือกลั่นแกล้งประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตนเอง หรือเปิดเผยการทุจริตคอร์รัปชัน โดยไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความขัดกันและการสร้างสมดุลของสิทธิ เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในชื่อเสียงของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถสร้างสมดุลในการรักษาทั้งสองสิทธิดังกล่าวได้ จึงเป็นโจทย์สำคัญว่า ประเทศไทยจะรักษาสมดุลของสิทธิระหว่าง ‘เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น’ กับความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ และชื่อเสียงของบุคคล อย่างไร


สำหรับสิทธิในชื่อเสียงของบุคคลนั้น ประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลของสิทธิดังกล่าว แต่ว่าประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่มีโทษทางอาญา ซึ่งขัดกับมาตรฐานของต่างประเทศอย่างชัดเจน เพราะการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ควรมีใครต้องติดคุกเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ในประเทศไทยยังมีกฎหมายอีกหลายมาตราที่ทำให้ประชาชนที่แสดงความคิดเห็นโดยชอบธรรมจะต้องติดคุก เป็นเรื่องที่ประชาคมระหว่างประเทศและสหประชาชาติได้เรียกร้องมาตลอดว่า ประเทศไทยควรจะแก้ไข จากทั้งหมดนี้ก็ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างสมดุลในคุณค่าของสิทธิต่างๆ ได้ เพราะยังมีกฎหมายที่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศอยู่มาก


อีกประเด็นที่จะสามารถนำมาตรวจสอบต่อได้ว่า ประเทศไทยทำได้ดีหรือไม่ในเรื่องของ SLAPP คือการขัดกันระหว่างอีกสองสิทธิ คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับสิทธิทางศาล หรือเรียกว่าสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งดูเหมือนไม่เป็นเรื่องที่ยากอะไร แต่กระบวนการทางศาลของไทยนั้นมีข้อยุ่งยาก ต้องใช้เวลาและทรัพย์สินในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม จึงต้องตั้งคำถามว่า ข้อจำกัดดังกล่าวมีความยุติธรรมต่อตัวจำเลยหรือไม่ โดยสิทธิทางศาลที่เป็นเรื่องจำเป็น หากถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง จะต้องทำอย่างไรให้สามารถสร้างสมดุลของสิทธิทั้งสองด้านได้ สามารถเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและสิทธิในชื่อเสียงได้ในกรณีที่ถูกละเมิด และในขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ก่อความยุ่งยากจนเกินไปให้กับจำเลย ที่ออกมาใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพียงเท่านั้น ซึ่งก็เป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทยเช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังสร้างสมดุลระหว่างสองสิทธิดังกล่าวได้ไม่ดี


ชลธารกล่าวว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ที่พูดเองว่าประเทศไทยยังทำได้ไม่ดี แต่มาจากทั้งนักวิชาการในต่างประเทศ หรือแม้แต่คนในประเทศไทยเองที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างสมดุลของสิทธิในประเทศไทย จึงเป็นเหตุผลให้พรรคประชาชนผลักดันการปฏิรูป ‘กฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก’ หรือ Anti-SLAPP


สำหรับการสร้างสมดุลของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้น ในต่างประเทศก็มีการถกเถียงเช่นเดียวกัน โดยมีมาตรการอยู่หลายอย่าง และมีหลักการที่ทุกคนยึดถือเหมือนกัน คือ การจำกัดการแสดงความคิดเห็นจะต้องออกเป็นกฎหมายที่ชัดเจน มีวัตถุประสงค์อันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องใช้เท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน


ด้านอนุสรณ์กล่าวว่า มีคนบางกลุ่มพยายามโจมตีกฎหมายฉบับนี้ว่า หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะเกิดการหมิ่นประมาทในสังคมมากขึ้น โดยกฎหมายฉบับนี้มีคำสำคัญที่ไม่เหมือนกับกฎหมายหมิ่นประมาท คือเรื่องของผลประโยชน์สาธารณะ เพราะฉะนั้น การแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็นที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ จึงจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายฉบับดังกล่าว


อนุสรณ์ย้ำว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การคุ้มครองการกระทำความผิด แต่ทำหน้าที่คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้มีการร่างมาตั้งแต่สภาชุดที่ 26 โดยได้รอให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพยื่นกฎหมายฉบับดังกล่าว เนื่องจากหากเป็นกฎหมายที่ออกมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะถูกนำมาพิจารณาก่อน แต่จากท่าทีของรัฐบาลปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ไม่มีท่าทีที่จะยื่นกฎหมายฉบับดังกล่าว พรรคประชาชนจึงยื่นกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาก่อน หากรัฐบาลเห็นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ก็ขอให้รีบเสนอร่างเข้าสู่สภา


สำหรับร่างของพรรคประชาชน จะเป็นการสร้างสมดุลของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและชื่อเสียงของบุคคล สิ่งที่พรรคประชาชนเสนอแก้ไขคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายอาญา โดยเสนอให้นำโทษทางอาญาออกจากความผิดฐานหมิ่นประมาท และให้เป็นโทษทางพินัย หรือการปรับทางแพ่ง รวมถึงเสนอแก้ไขความผิดฐานดูหมิ่นทางอาญาและดูหมิ่นซึ่งหน้า ตลอดจนการหมิ่นประมาททางแพ่ง หรือการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงิน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขู่และฟ้องปิดปากให้หยุดแสดงความคิดเห็น


พรรคประชาชนเสนอให้สามารถยื่นคำร้องได้ในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล โดยในชั้นตำรวจ ซึ่งปกติคดีอาญาสามารถเลือกได้ว่าจะแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหรือยื่นฟ้องโดยตรง ในบางกรณีผู้ร้องจะเลือกแจ้งความ พรรคประชาชนจึงเปิดสิทธิให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นว่าคดีที่ถูกแจ้งความนั้นเป็น SLAPP หลังจากนั้นตำรวจจะมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น แล้วส่งความเห็นไปยังอัยการ หากอัยการเห็นด้วยว่าเป็น SLAPP ก็มีอำนาจยุติคดีได้ และผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการเพื่อให้ตรวจเนื้อหาของคดีว่าเป็น SLAPP หรือไม่ หากอัยการเห็นว่าเป็น SLAPP ก็มีอำนาจยุติคดีได้เช่นเดียวกัน


ในชั้นศาลก็เช่นเดียวกัน ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลไต่สวนโดยเร็วว่าเป็น SLAPP หรือไม่ หากศาลเห็นว่าเป็น SLAPP ก็สามารถยุติคดีได้ และหากใครเป็นผู้ฟ้อง SLAPP ศาลมีดุลยพินิจให้จ่ายค่าเสียหายไม่น้อยกว่าสองเท่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และไม่สามารถนำคดีดังกล่าวมาฟ้องได้อีก


กฎหมายปัจจุบันในเรื่องหมิ่นประมาท ผู้ฟ้องไม่ได้สนใจว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สิ่งที่สนใจคือการที่ตนได้รับความเสียหายก็ถือว่าเป็นความผิด และคนที่เกรงกลัว SLAPP ไม่ได้เกรงกลัวผลสุดท้ายของคดี เพราะผลสุดท้ายศาลก็จะยกฟ้อง แต่สิ่งที่กลัวคือกระบวนการและขั้นตอนของการดำเนินคดี อย่างการถูกฟ้องร้องในพื้นที่ห่างไกลหลายแห่ง ซึ่งต้องใช้ทุนทรัพย์จำนวนสูงมาก จึงเป็นการฟ้องเพื่อปิดปากคนพูด และผลที่จะตามมา


ชลธารกล่าวว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลของศาลในประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคน


ด้านอนุสรณ์เสริมว่า วันนี้รัฐไทยจะเปลี่ยนวิธีคิดหรือไม่ โดยในอดีต หากรัฐไม่ต้องการให้ประชาชนทำอะไร ก็จะนำโทษทางอาญามาใส่ไว้ วันนี้รัฐจะเปลี่ยนแนวความคิดแล้วหรือไม่ ต้องการเห็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ รัฐไทยต้องการปลดปล่อยเรื่องเหล่านี้ออกจากโทษทางอาญาหรือไม่ หากกฎหมายของพรรคประชาชนผ่านและมีการบังคับใช้ ศาลก็จะตัดสินตามกฎหมายฉบับที่ประชาชนได้ยื่นเสนอไป หากประชาชนอยากเห็นรัฐไทยให้ความคุ้มครองสิ่งเหล่านี้ ก็ขอให้ช่วยผลักดันกฎหมายฉบับดังกล่าว


“หากวันหนึ่งเราสามารถพูดได้ว่า ปลาหมอคางดำหลุดมาจากที่ไหน สารพิษจากแม่น้ำกกมาจากที่ไหน หรือราคาพลังงาน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในประเทศไทย ใครเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ ก็ขอถามว่าสิ่งที่แสดงออกในเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรพูดใช่หรือไม่ ประชาชนคนไทยควรที่จะรับรู้ ความเสียหายนั้นมีอยู่แล้วกับผู้ที่กระทำผิด แต่คนที่กำลังทำผิดกำลังออกมาปกป้องตัวเองด้วยการปิดปากไม่ให้คนอื่นพูด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องตั้งคำถามว่า อยากจะเห็นอะไร” อนุสรณ์กล่าว


ด้านชลธารกล่าวว่า กฎหมายเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยได้ให้สัญญาไว้กับต่างประเทศ และในกระบวนการระหว่างประเทศก็มีการตรวจสอบประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ว่าทำตามสัญญาหรือไม่ โดยที่ผ่านมา สหประชาชาติมีคณะทำงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้สื่อสารมายังรัฐบาลอย่างเป็นทางการมาโดยตลอดว่า ในเรื่อง SLAPP ประเทศไทยยังทำได้ไม่ดีพอ และสามารถทำได้ดีกว่านี้ เพื่อคุ้มครองประชาชน นักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน และคนในชุมชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ยุติการฟ้องปิดปาก #SALPP #AntiSlapp
















วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มวลชนร่วมเป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย จำเลย 112 ครบ 35 ปี ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิง - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 2 เดือน - ล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง

 


มวลชนร่วมเป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย จำเลย 112 ครบ 35 ปี ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิง - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 2 เดือน - ล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง


วันนี้ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มวลชนอิสระจัดกิจกรรม กินข้าวกับเพื่อนหน้าเรือนจำ - เป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบรอบ 2 ปี 2 เดือน โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งมาร่วมกิจกรรม รวมถึงพ่อของ “เก็ท” โสภณ มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย


ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่มมวลชนทยอยเดินทางมายังหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และเริ่มติดภาพป้ายผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นมีการแสดงดนตรี โดย “อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์” และกิจกรรมล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำ ขณะเดียวกันก็มีผู้ขึ้นปราศรัยกล่าวถึงผู้ต้องขังหลายคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำขณะนี้ รวมไปถึง “บุ้ง” เนติพร และ “อากง” ที่เสียชีวิตจากการถูกคุมขังคดี ม.112 ในเรือนจำ และกล่าวถึงอาการป่วยของเอกชัยที่ยังคงไม่ได้รับการรักษา และศาลยังคงไม่ให้ประกันตัว รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” และ “ครูใหญ่” จึงทำให้ต้องติดกำไล EM และถูกขังอยู่ในเรือนจำ


จากนั้นมีการเปิดเพลงสุขสันต์วันเกิดและเป่าเค้กให้ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่วันนี้อายุครบ 35 ปี และอวยพรขอให้อายได้พบกับเสรีภาพในเร็ววันนี้ สำหรับอาย กันต์ฤทัยนั้น ปัจจุบันถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 2567 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว หลังถูกพิพากษาจำคุกรวม 10 ปี 60 เดือน


ในเวลาประมาณ 19.30 น. เริ่มจุดเทียนและวางดอกไม้ เพื่อรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร ที่เสียชีวิตครบรอบ 2 ปี 2 เดือน หลังจากเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค.​ 2567 ระหว่างถูกขังในคดีละเมิดอำนาจศาล และถูกถอนประกันในคดี ม.112 ซึ่งต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องคดีนี้


กิจกรรมปิดท้ายด้วยการอ่านบทกวี "มหาตุลาการ" ที่สะท้อนถึงบทบาทอำนาจของตุลาการ ประพันธ์โดย ทนายอานนท์ นำภา และอ่านกลอนถึง “อาย” กันต์ฤทัย เนื่องในวันเกิดของอาย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน #นิรโทษกรรมประชาชน