วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

‘วีระยุทธ’ ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV กับโซลาร์ แต่ต้องกล้าลดฟอสซิล ย้ำ “หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้”

 


วีระยุทธ’ ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV กับโซลาร์ แต่ต้องกล้าลดฟอสซิล ย้ำ “หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้”


เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยให้กับคณาจารย์และนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในงานสัมมนา “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน (SDGs): กฎหมาย นโยบาย และการปรับตัวของไทยในยุค New Emerging Industries” ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร


วีระยุทธเริ่มต้นว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานไทย เนื่องจากอยู่ในช่วงของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งระหว่างการจัดทำมีข้อกังขาในหลายด้าน ทั้งด้านการมีส่วนร่วม แผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และความไม่แน่นอนเรื่องการลดเชื้อเพลิงฟอสซิล ตนจึงขอใช้โอกาสการบรรยายนี้แลกเปลี่ยนประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม


ประเด็นแรก วีระยุทธกล่าวถึงความเข้าใจผิดที่สำคัญในการกำหนดนโยบายคือ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ Electrification นั้นต้องไม่ใช่แค่การเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เข้าไปในระบบการผลิตพลังงานเท่านั้น แต่จะต้อง “แทนที่” พลังงานฟอสซิลด้วยพลังงานสะอาดให้ได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลถึงร้อยละ 80 ในการผลิตไฟฟ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นโยบายต้องคำนึงถึงการลดการพึ่งพาฟอสซิล เพราะหากมุ่งแต่เพิ่มไฟฟ้าสะอาดโดยไม่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง การเปลี่ยนผ่านนี้ก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริง


ประเด็นที่สอง วีระยุทธได้เน้นย้ำความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่าเป็นภารกิจที่สำคัญของคนรุ่นปัจจุบันต่อโลกใบนี้ อีกทั้งหากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้


เนื่องจากปัจจุบัน “ไฟฟ้าสะอาด” กลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเป็นได้ทั้งปัจจัยสนับสนุนและกำแพงกีดกันทางการค้าภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งออกไปยังตลาดคุณภาพสูง เช่น ยุโรปและออสเตรเลีย ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดในการผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ถูกกำหนดมาทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่และมาตรการการค้าของประเทศผู้ซื้อ


แต่ขณะนี้ ประเทศไทยกลับมีอัตราการผลิตไฟฟ้าสะอาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นักลงทุนดีๆ ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขายให้กับตลาดคุณภาพ ก็มีแต่จะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น


ทั้งนี้ ผลสำรวจจากรายงาน “Tailor the Transition: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด” โดย กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พบว่า “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ของไทยที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนจะขยายจาก 70% ในปี 2573 เป็น 80% ในปี 2578 และอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องย้ายฐานการผลิต หรือไม่ตัดสินใจลงทุนในไทยเพิ่ม แล้วหันไปลงทุนเฟสใหม่ในต่างประเทศ


อย่างไรก็ดี ลำพังการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดอย่างเดียวยังไม่พอ วีระยุทธกล่าวว่า เราต้องการนโยบายที่ “คราฟต์” คือออกแบบกลไกที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมที่มีธรรมชาติแตกต่างกันด้วย เช่น ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ควรมีการสนับสนุน SME ให้เปลี่ยนเครื่องจักรในการผลิต ส่วนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มควรเชื่อมโยงกับการใช้ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ในขณะที่ซัพพลายเชนปิโตรเคมีต้องการระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ


หากเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ เราก็เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไม่ได้เช่นกัน” วีระยุทธกล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน


















การปรับโครงสร้างการนำและเรื่องของโรงเรียนการเมือง นปช. ในวาระครบรอบ 20 ปี การทำรัฐประหาร 2549 [ตอนที่ 2]


การปรับโครงสร้างการนำและเรื่องของโรงเรียนการเมือง นปช. ในวาระครบรอบ 20 ปี การทำรัฐประหาร 2549 [ตอนที่ 2]


ธิดา ถาวรเศรษฐ

14 ก.ย. 2569


ถ้าเพียงแต่จัดเวทีปราศรัย มีการชุมนุมตามพรรคสั่งการ  การนำประชาชนต่อสู้กับระบอบอำมาตย์เพียงเพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง  นปช. จะสามารถดำรงองค์กรอยู่ได้ยาวนานกว่าสิบปีได้หรือไม่?  ตอบได้เลยว่า เป็นไปไม่ได้!!!


บัดนี้เราถือว่าการนำองค์กรสิ้นสุดไปเด็ดขาดในปี 2562  เมื่อมีการเลือกตั้ง สส. ครั้งใหม่  นี่คือด้านล้มเหลวและไม่อาจรักษาชีวิตและเยียวยาประชาชนที่ร่วมการต่อสู้ได้ดี  กระทั่งไม่อาจทวงความยุติธรรมได้  นี่เป็นด้านลบที่เห็น  แต่ในด้านบวก  ความสำเร็จคือมีผู้คนสนับสนุนการนำขององค์กร นปช. และร่วมการต่อสู้ยืดเยื้อ  แม้หลังถูกปราบปรามในปี 2553  การชุมนุมของคนเสื้อแดงช่วงที่ดิฉันเป็นประธาน นปช. ตั้งแต่แกนนำทั้งหลายอยู่ในคุกในปี พ.ศ. 2553 จนถึงปี พ.ศ. 2557 ก็มีผู้ร่วมชุมนุมมืดฟ้ามัวดินเช่นกัน  จนต้องมีการจัดการเลือกตั้งในปี 2554 ได้เร็วก่อนครบวาระการปราบปรามประชาชนครบ 1 ปี


ดิฉันขอขมเชยคุณวีระกานต์ที่เป็นประธานจริงคนแรกขององค์กร นปช. ที่เปิดกว้างให้มีแกนนำนอกพรรคเข้ามาร่วมนำการต่อสู้  ด้วยประสบการณ์ของคุณวีระกานต์เองที่เคยร่วมต่อสู้มาตั้งแต่ 14ตุลา16, 6ตุลา19, พฤษภา35 จึงถือว่าเป็นแกนนำอาวุโสสายพรรคที่เข้าใจบริบทการต่อสู้ของประชาชน และให้เกียรติพวกที่ไม่ใช่สายพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวดิฉันในการทำงานสำคัญ ๆ เพื่อปรับปรุงการนำของ นปช.


หลังการยุติการชุมนุมในปี พ.ศ. 2552  เรื่องราววันยุติการชุมนุมดิฉันอาจจะเขียนรายละเอียดในตอนต่อไป แต่สิ่งหนึ่งคือการสรุปบทเรียน ปัญหาที่เกิดในเวลานั้น  เนื่องมาจากความคิดวีรชนเอกชน เสรี ไร้ระเบียบวินัย ไม่ขึ้นต่อการนำ  ทำให้เกิดผลลบข่อขบวนการ  ไม่ว่าจะเป็นการนำแท็กซี่ไปล้อมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  ทำให้เกิดการจราจรติดขัดบริเวณโรงพยาบาล  แต่ยังดีที่ไม่มีการสร้างความรุนแรงใด ๆ จากผู้ชุมนุมแต่อย่างใด  ปัญหาที่พัทยาก็บานปลายอันเนื่องจากการปะทะกับชายชุดน้ำเงินและการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่  เป็นทั้งเหตุสุดวิสัยจากปัญหาเฉพาะหน้า  แต่ก็มีปัญหาในการนำที่ยังมีจุดอ่อนเช่นกัน


ที่สำคัญอันนำมาสู่การมีวิวาทะขัดแย้งก็คือ  เรื่องเนื้อหาปราศรัยที่ต่างคนต่างปราศรัยตามความคิดความเข้าใจของตน


ดิฉันซึ่งร่วมอยู่ด้วยตลอดเวลาทุกวันจึงได้เสนอหลักการเพื่อนำไปสู่การนำที่มีเอกภาพ  เพื่อสร้างองค์กรที่มีหลักนโยบ่าย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีการนำรวมหมู่ และการสร้างองค์กรที่นำประชาชนด้วยความรู้ ด้วยอุดมการณ์ ด้วยจุดยืนและเป้าหมายที่ถูกต้อง


·  เป็นที่มาของนโยบาย 6 ข้อของ นปช. ที่ใช้ขับเคลื่อนองค์กร  

   ให้เป็นเอกภาพ

·  เป็นที่มาของเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในการต่อสู้คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตย

·  เป็นที่มาของยุทธศาสตร์ 2 ขา

·  เป็นที่มาของการทำโรงเรียนการเมืองเพื่อสร้างมวลชนให้สามารถเป็นผู้ปฏิบัติงานการเมือง นำมวลชนของ นปช. ตามหลักนโยบายและเป้ายหมายทางยุทธศาสตร์ ซึ่งยังถูกต้องจนบัดนี้


องค์กร นปช. จึงกลายเป็นองค์กรแนวร่วมที่มีรูปการณ์ มีหลักนโยบาย มีชุดการนำรวมหมู่


คุณวีระกานต์เปิดโอกาสให้ดิฉันไปเขียนรายละเอียดมานำเสนอ  และที่สุดก็ลงมติผ่านเห็นด้วย  และนี่คือที่มาของการเกิดโรงเรียนการเมือง  เพราะเราจำเป็นต้องให้แกนนำมวลชนและมวลชนของเรารับรู้หลักนโยบาย ยุทธศาสตร์ของเรา  เขารู้ว่าเขาสู้กับระบอบอำมาตย์  เขาก็กลายเป็นไพร่ในยุคใหม่โดยปริยาย  การเปิดโรงเรียนการเมือง นปช.  ดิฉันยอมรับว่าเอาแนวคิดจากฝ่ายซ้ายมา  เพราะการยกระดับความรับรู้ทิศทางและหนทางการต่อสู้เป็นสิ่งจำเป็นของพลเมืองที่ตื่นรู้ (Active Citizen) ในหลักนโยบาย 6 ข้อ  เราเน้นข้อ 1 และข้อ 3 มาก  เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการนำทางไปสู่เป้าหมายระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง  ที่ปัจจุบันเราก็ยังต้องสู้ประเด็นนี้อยู่  เพราะระบอบอำมาตยาธิปไตยไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนจนบัดนี้ (พ.ศ. 2569)  เราก็ยังต้องสู้ตามนโยบายข้อ 1 อยู่  แม้องค์กร นปช. จะไม่มีแล้ว  แต่ประชาชนก็ยังต้องสู้ตามนโยบายข้อ 1 อยู่  ส่วนข้อ 3 เราเน้นหนทางการต่อสู้แบบสันติวิธี  เพราะพวงฮาร์ดคอร์สุ่มเสี่ยง สู้แบบไม่มีความรู้  อ้างแก้ว 3 ประการแบบปฏิวัติจีน  ซึ่งมันผิดทั้งหมด  ทั้งแนวร่วม ไม่ใช่องค์กรปฏิบัติ และไม่มีกองทัพปลดแอก


ทำให้ฮาร์ดคอร์เหล่านั้นไปหากินกับนาย และหาสปอนเซอร์  อ้างว่ามีปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งไม่มีอยู่จริง และไม่มีการตอบรับจากมวลชนภายใต้การนำขององค์กร นปช. ที่ยึดหนทางสันติวิธี  มิฉะนั้นกรุงเทพฯ คงเป็นสนามรบ  เป็นการสู้รบในเมืองตามที่พวกกองทัพและรัฐบาลขณะนั้นให้ร้าย พวกเราถูกกล่าวหาว่า เรามีคนติดอาวุธ 500 คน ถ้ามีจริงก็คงเป็นมิคสัญญีไปแล้ว


ดิฉันเล็งเห็นไว้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น  เราจึงต้องชัดเจนในหลักนโยบายและเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เพื่อโค่นล้มระบอบอำมาตย์  (ไม่ใช่ให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลอย่างเดียว) ดิฉันเขียนระหว่างมีการเดินขบวนจัดการปัญหาโกง สว.  ก็เห็นป้าย “โค่นล้มระบอบอำมาตย์”  ดีใจค่ะที่คนรุ่นใหม่ก็เข้าใจปัญหาประเทศไทย  ยังใช้คำขวัญทางยุทธศาสตร์เหมือน นปช. ตั้งแต่ปลายปี 2552 (หลังออกนโยบายมา)


ยิ่งกว่านั้น หลักฐานในบัตร นปช. และเอกสารโรงเรียน นปช. ก็ยืนยันหลักการต่อสู้สันติวิธี ได้ใช้ประโยชน์ในการต่อสู้คดีก่อการร้ายในปี พ.ศ. 2553 อย่างหนักแน่นน่าเชื่อถือ  รวมทั้งคดีของมวลชนที่ถูกฟ้องร้องเช่นกัน.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #โรงเรียนการเมืองนปช #โรงเรียนนปช #นปช #องค์กรนปช


หลักนโยบายของ นปช.



หนังสือ "เอกสารประกอบการจัดศึกษาของผู้ปฏิบัติการ
โรงเรียนการเมือง นปช.


 

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

ด่วน! กกต.เปิดแล้ว 77 รายชื่อ ส่งฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา ‘คดีฮั้ว สว.’ ‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ บ้านใหญ่นครพนม ‘สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์’ (โกเกียรติ) บ้านใหญ่สตูล มีชื่อด้วย

 


ด่วน! กกต.เปิดแล้ว 77 รายชื่อ ส่งฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา ‘คดีฮั้ว สว.’ ‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ บ้านใหญ่นครพนม ‘สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์’ (โกเกียรติ) บ้านใหญ่สตูล มีชื่อด้วย


วันที่ 14 กันยายน 2569 จากกรณี ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยมีการเรียงลำดับข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหาในสำนวนคดี โดยการประชุม ซึ่งกกต.มีมติสั่งฟ้อง สว. 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย รวม 77 ราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น


ล่าสุด กกต.เปิด 77 รายชื่อ ส่งฟ้องศาลฎีกา-ดำเนินคดีอาญา ‘คดีฮั้ว สว.’ ดังนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #กกต #โกงเลือกสว






พรรคประชาชนอัด กกต. เชื่อจริงหรือขบวนการโกง สว. ไร้นักการเมืองเอี่ยว? เตรียมเดินหน้าเอาผิด กกต.-ยื่นซักฟอกรัฐบาล-ร่างรัฐธรรมนูญใหม่-ปฏิรูปองค์กรอิสระ

 


พรรคประชาชนอัด กกต. เชื่อจริงหรือขบวนการโกง สว. ไร้นักการเมืองเอี่ยว? เตรียมเดินหน้าเอาผิด กกต.-ยื่นซักฟอกรัฐบาล-ร่างรัฐธรรมนูญใหม่-ปฏิรูปองค์กรอิสระ


วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวหลังมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. เพียง 26 รายจาก 229 รายต่อศาล โดยไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องแม้แต่รายเดียว


ณัฐพงษ์ระบุว่า คดีโกงเลือก สว. เป็นหนึ่งในมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เกิดจากความพยายามของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกินรวบประเทศและควบคุมสถาบันทางการเมือง ผ่านกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ กกต. กลับมีมติเสียงข้างมากสั่งฟ้องเพียงส่วนน้อยของผู้ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. เห็นว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการ โดยสั่งฟ้อง สว. เพียง 26 คน และไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สส. หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แม้แต่คนเดียว


มติดังกล่าวเป็นการตัดตอน ทำให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นโพยใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพย และประวัติการโทรศัพท์ ล้วนบ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในลักษณะเป็นขบวนการ อีกทั้งหลักฐานเหล่านี้ยังมีความชัดเจนกว่าบรรทัดฐานในคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ ซึ่ง กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปยังศาล จากหลักฐานเพียงข้อความจับคู่และแลกคะแนนผ่าน LINE ไม่กี่ข้อความ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจของ กกต. ในครั้งนี้เข้าข่ายขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป. กกต. และเมื่อพิจารณาประกอบกับการที่ กกต. 4 จาก 7 คน เข้าสู่ตำแหน่งจากการเลือกและรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน การใช้ดุลยพินิจของ กกต. เสียงข้างมาก ย่อมถูกมองได้ว่าเป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมืองกับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว.


มติ กกต. วันนี้ไม่เพียงปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ในคดีไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น แต่ยังตอกย้ำปัญหาขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากการรับผิดรับชอบต่อประชาชนและการทำหน้าที่ตามกฎหมาย พรรคประชาชนจึงประกาศแนวทางดำเนินการ 5 ประการ ได้แก่


1. ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต. ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.กกต.


2. ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. ที่ยังไม่ถูกสั่งฟ้องโดย กกต. ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล


3. ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องผ่านกลไกรัฐสภา เช่น การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงการรณรงค์ในสังคม เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย


4. ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภา ปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงเพิ่มอำนาจประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ


5. เดินหน้าผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. สามารถขัดขวางเจตจำนงของประชาชน


ภายหลังการแถลง ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่ไม่มีนักการเมืองถูกส่งฟ้อง ณัฐพงษ์ระบุว่า พรรคประชาชนมองการโกงเลือก สว. ครั้งนี้ว่าเกิดขึ้นเป็นขบวนการ จึงไม่สามารถแยกพิจารณาเป็นรายกรณีได้ ส่วนกรณีที่ประธาน กกต. กล่าวถึงการให้ปากคำกลับไปกลับมาของพยาน หากจะตั้งข้อสังเกตว่าการให้ปากคำครั้งแรกอาจเกิดจากแรงกดดันหรือเหตุผลทางการเมือง ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้เช่นกันว่าการกลับมาให้ปากคำในภายหลังอาจมีแรงกดดันหรือเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง


“กระบวนการในการโกงเลือก สว. ครั้งนี้มันเป็นขบวนการที่ใหญ่มาก วันนี้ กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องไปยังศาลต่อในส่วนของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเลย แปลว่า กกต. กำลังเชื่อใช่ไหม ว่าการจัดตั้งกระบวนการการโกงเลือก สว. ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น” ณัฐพงษ์กล่าว


ณัฐพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนพร้อมดำเนินการทุกช่องทาง แต่แต่ละช่องทางมีรายละเอียดแตกต่างกัน รวมถึงประเด็นว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยตรง ทีมกฎหมายของพรรคจะให้ความชัดเจนว่าจะดำเนินการผ่านช่องทางใดและเมื่อใดในเร็ว ๆ นี้


ส่วนการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนได้รับทราบข้อมูลว่าอาจมีความพยายามใช้อำนาจของประธานรัฐสภาตีกรอบการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เช่น จำกัดให้อภิปรายเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีตสามารถอภิปรายถึงคุณสมบัติและประวัติที่ไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีแต่ละคนได้ จึงขอให้ประชาชนร่วมกันติดตามว่ารัฐบาลพร้อมเปิดให้ฝ่ายค้านใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่หรือไม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกต  #โกงเลือกสว





“เป๋า” ยิ่งชีพ iLaw ชี้ กกต. วางบทบาทล้ำเส้นศาล ปมโกงเลือก สว. สั่งฟ้อง 77 คน แต่ไม่ฟ้องอีก 152 คนประกาศเปิดข้อมูลผู้ไม่ถูกฟ้อง ปมโกงเลือก สว. เริ่มคืนนี้ 20.00 น.เปิดคำให้การ “เอกราช” คิวแรก

 


“เป๋า” ยิ่งชีพ iLaw ชี้ กกต. วางบทบาทล้ำเส้นศาล ปมโกงเลือก สว. สั่งฟ้อง 77 คน แต่ไม่ฟ้องอีก 152 คนประกาศเปิดข้อมูลผู้ไม่ถูกฟ้อง ปมโกงเลือก สว. เริ่มคืนนี้ 20.00 น.เปิดคำให้การ “เอกราช” คิวแรก 


วันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 17.50 น. ที่ออฟฟิศ iLaw อาคาร All Rise ลาดพร้าว 25 “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และทีมงาน iLaw แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีผลมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. จำนวน 77 ราย


ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, บุณยนุช มัทธุจักร, กัลยกร สุนทรพฤกษ์ และพัชชา ชัยมงคลทรัพย์ เป็นผู้ร่วมแถลงข่าวในวันนี้ โดยสรุปแล้วระบุว่า กกต. มีมติสั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. เพียงบางส่วน สะท้อนว่ามีหลักฐานว่าการโกงเลือก สว. เกิดขึ้นจริง แต่ iLaw ตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาของ กกต. ไม่ได้พิจารณาภาพรวมของขบวนการ และเห็นว่า กกต. กำลังล้ำเส้นบทบาทของศาล พร้อมเตรียมเปิดข้อมูลจากสำนวนการสืบสวนเกี่ยวกับผู้ที่ไม่ถูกฟ้อง โดยเฉพาะคำให้การของเอกราช ช่างเหลา รวมถึงเรียกร้องให้ประชาชนร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งและไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจาก สว.


ยิ่งชีพแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ผลการแถลงวันนี้ของ กกต. รู้สึกโกรธ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่แปลกใจและไม่เซอร์ไพรส์ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า กกต.โดยเฉพาะประธาน กกต. มีที่มาจากสว.ชุดนี้ ท้ายที่สุดผลที่ออกมาก็ไม่ได้แตกต่างจากที่คาดหมายไว้เท่าไหร่ จากนั้นได้เริ่มแถลงข่าว โดยระบุเนื้อหาออกเป็นห้าส่วน ดังนี้


หนึ่ง ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แต่เลือกฟ้อง สว. เพียง 26 คนและทีมงานเครือข่าย เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจ โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวหมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาอีก 152 คนจะไม่ถูกดำเนินคดี เพราะเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า กกต. ชุดนี้มีที่มาจากการเลือกของ สว. เอง และเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สว. ชุดนี้มีที่มาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับใคร ผลการวินิจฉัยที่ออกมาไม่เหนือความคาดหมาย


สอง คำสั่งให้ดำเนินคดีกับ สว. 26 คนแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานว่า มีการโกงการเลือก สว. เกิดขึ้นจริง โดยกกต. ตัดสินใจดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 เป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับการให้ผลตอบแทนในการเลือก สว.


อย่างไรก็ดี ขบวนการโกงการเลือก สว. ในปี 2567 เป็นขบวนการใหญ่มาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่คน จากตัวอย่างหนึ่งที่ณรงค์ กลั่นวารินทร์ประธาน กกต. อธิบายคือ เส้นทางการเงินของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. กลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม จังหวัดหนองบัวลำภู โดยนายสรชาติได้คะแนนในรอบเลือกกันเองเป็นอันดับ 5 จาก 154 คนและได้คะแนนในรอบเลือกไขว้ 66 คะแนน สูงเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่ม 13 จึงเป็นไปไม่ได้ที่สรชาติจะได้คะแนนจากบุคคลเพียงไม่กี่คนที่ปรากฏหลักฐานการโอนเงินให้ แต่ต้องได้คะแนนจากบุคคลอีกมากในขบวนการนี้


การพิจารณาของ กกต. แยกเป็นรายคนว่า ใครมีหลักฐานอะไรบ้าง แต่ไม่ได้พิจารณาภาพรวมอย่างเป็นกระบวนการว่า ทั้งหมดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยบุคคลเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งนายสรชาติมีหมายเลขปรากฏอยู่ในโพยที่พยานนำมาให้ร่วมกับคนอื่นจำนวนมาก ดังกล่าวจึงไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยที่ สว. คนอื่นที่ปรากฏหมายเลขในโพยเดียวกันไม่รู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


สาม กกต. กำลัง “ล้ำเส้น” วางบทบาทหน้าที่เหมือนเป็นศาล หน้าที่ของ กกต. คือต้องไต่สวนคดีโกงเลือก สว. ตามกฎหมายเลือก สว. ระบุว่า ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น


ตามที่ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ระบุว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ คำให้การของพยานไม่สอดคล้องกัน และอ้างว่าไม่พบหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการ “โกงเลือก สว.” ที่พยานอ้าง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะตัดสินใจ “ไม่ส่งฟ้อง” ผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. ที่เหลือ กกต. กำลังวางบทบาท “ล้ำเส้น” บทบาทหน้าที่เสมือนเป็นศาล


ขอย้ำว่า หน้าที่ของ กกต. เมื่อไม่พบหลักฐาน คือ ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าขบวนการตระเตรียมการโกงเลือก สว. ที่พยานกล่าวอ้างนั้น มี “หลักฐานอันควรเชื่อ” หรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” และยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะที่บทบาทในการตัดสินชี้ถูกชี้ผิด ชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา องค์กรตุลาการที่มีที่มา “เป็นกลาง” กว่า กกต. ที่มาจากความเห็นชอบโดยวุฒิสภา

 

การที่ กกต. ตัดสินใจไม่ส่งให้ศาลฎีกาแผนกพิจารณากรณีของผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ส่งฟ้องไป ยังเป็นการ “ปิดโอกาส” ไม่ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งมีกระบวนการพิจารณาคดีแบบไต่สวน ได้เรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม และ “ปิดโอกาส” ไม่ให้ประชาชนได้ร่วมเข้าดูกระบวนการพิจารณาคดีของผู้ถูกกล่าวหาที่ กกต. สั่งไม่ฟ้องแบบเปิดเผย


สี่ หลังจากนี้เราจะทยอยเปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่ถูกฟ้อง ที่เป็นข้อมูลที่เราได้รับมาจากสำนวนการสืบสวน พูดตรงไปตรงมาก่อนเลยว่า พยานลำดับที่ 16/26 ที่ถกเถียงกันนั้นคือนายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. เขต 4 พรรคภูมิใจไทย โดยในปี 2567 ระหว่างการเลือก สว. เอกราชเป็น สส. ของพรรคภูมิใจไทย และเกี่ยวข้องกับการนำพยานลำดับ 21/26 ซึ่งก็คือ อัษฎางค์ แสวงการ เข้าสู่การสมัคร สว. ในจังหวัดขอนแก่นและได้เป็น สว. ในที่สุด ซึ่งหมายเลขของอัษฎางค์คือ หมายเลข 150 อยู่ในโพยเดียวกับสรชาติ


นอกจากนี้ยังมีพยานหนึ่งปากเคยกล่าวว่า เอกราช ช่างเหลา โทรหาเนวิน ชิดชอบ และมีหลักฐานจากสำนวนคดีว่า เอกราชโทรหาเนวิน ดังนั้น หากจะกล่าวว่า คำให้การของเอกราช ช่างเหลาเลื่อนลอยไม่มีที่มาเลยก็คงจะไม่สมเหตุสมผล วันนี้เวลา 20:00 น. เราจะเปิดเผยคำให้การของเอกราช ช่างเหลาฉบับจริง


ห้า นาทีนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.ที่มาจากการเลือกของ สว. ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยเพื่อปกป้อง สว.สีน้ำเงิน หลังจากนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยที่ให้อำนาจกับ สว.สีน้ำเงินในการหยิบเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ สามารถอนุมัติหรือไม่อนุมัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปดั่งที่เขาต้องการ


ซึ่งเรายืนยันไม่เห็นด้วย เราจำเป็นต้องออกจากระบบนี้ให้ได้โดยตอนนี้เรามีหนทางเดียวคือ เราจะต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สีน้ำเงินจะยึดครอง โดยการร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้มี สสร.เลือกตั้ง และไม่ต้องผ่านมือ สว.สีน้ำเงิน


ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 15.50 น. กกต.แถลงมติการพิจารณาให้สั่งฟ้องคดีโกงเลือกสว. ต่อศาลฎีการวมทั้งหมด 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. 36 คน บุคคลอื่น 15 คน แต่ไม่มีการสั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค, สส. และนักการเมืองคนใด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #โกงเลือกสว #กกต