วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“เอกราช” ผิดหวังสภาคว่ำร่างศาลทหาร ซัด โหวตผ่านชุดที่แล้ว แค่ละครแนวตั้ง - กิตติพงษ์ ขอโทษพี่น้องเสื้อแดงที่ยังทวงคืนความยุติธรรมไม่ได้ ยืนยัน เดินหน้ายื่น พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ใหม่สมัยประชุมหน้า

 


“เอกราช” ผิดหวังสภาคว่ำร่างศาลทหาร ซัด โหวตผ่านชุดที่แล้ว แค่ละครแนวตั้ง - กิตติพงษ์ ขอโทษพี่น้องเสื้อแดงที่ยังทวงคืนความยุติธรรมไม่ได้ ยืนยัน เดินหน้ายื่น พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ใหม่สมัยประชุมหน้า


วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. เขต 10 และกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แถลงแสดงความผิดหวังในฐานะผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พร้อมกับคณะ จากกรณีที่รัฐบาลคว่ำร่างกฎหมายดังกล่าวในฉบับของพรรคประชาชน


เอกราชกล่าวว่า พวกตนมีเจตนาดีในการปฏิรูปกองทัพ และทำให้ศาลทหารปรับปรุงเรื่องเขตอำนาจศาลทหารให้สอดรับกับหลักการสากล และตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน


โดยหลังจากที่พวกตนไปทำงานตั้งแต่ชั้นอนุกรรมาธิการจนเป็นกรรมาธิการ ร่างกฎหมายนี้เป็นร่างเดียวกันกับสภาชุดที่แล้ว ตนจึงคิดดีไม่ได้ว่า สภาชุดที่แล้วที่รับหลักการกันไป คือละครคุณธรรมของพรรคภูมิใจไทยที่หลอกลวง และแสดงเสมือนหนึ่งว่าให้ความร่วมมือ ซึ่งตนก็ได้อธิบายไปในวาระหนึ่งแล้วว่า ในวันนี้ตนมาทวงบุญคุณ


พวกตนอยากจะเห็นร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและการปฏิรูปกองทัพเข้าสู่การพิจารณาของสภา และร่างดังกล่าวได้เคยถูกพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมาแล้ว บางมาตราตกลงกันได้ด้วยดี ร่างทำนองเดียวกัน แต่พอเมื่อเวลาเปลี่ยนไป พรรคภูมิใจไทยและพรรครัฐบาลกลับลงความเห็นไม่รับหลักการในร่างดังกล่าว ตนจึงขอตั้งคำถามว่า เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ การกระทำแบบนี้ไม่จริงใจต่อการปฏิรูปกองทัพ


และการที่พรรครัฐบาลทำละครฉากใหญ่ตอนนั้น ก็เพื่อรักษาอำนาจของตนเอง แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ที่มีอำนาจในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้ทำจริง ดังนั้น ตนจึงขอแสดงความเสียใจ แล้วก็ฟ้องต่อพี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนว่า พวกตนทำเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่หมดหวัง


อย่างไรก็ดี สำหรับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว พวกตนก็จะปรับปรุงแล้วก็ยื่นเข้ามาใหม่ ในเรื่องของการยื่นเข้ามาใหม่ก็เป็นไปตามข้อกฎหมายว่า ถ้าร่างใดถูกตกไปแล้วก็ต้องไปยื่นในสมัยประชุมหน้า พวกตนก็จะไม่ย่อท้อ และจะยืนยันปักหลักให้ได้ว่า พวกตนต้องการปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาลทหาร ทหารทุจริตทำผิดต้องขึ้นศาลพลเรือน ทหารทำผิดอาญาต่อพี่น้องประชาชนต้องขึ้นศาลพลเรือน


ด้านกิตติพงษ์กล่าวว่า วันนี้ตนต้องมาขอกล่าวแสดงคำขอโทษพี่น้องประชาชน ที่พวกเราไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจนสำเร็จได้ ต้องขอโทษต่อพี่น้องชาวเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบในปี พ.ศ. 2553 จากการล้อมปราบ ที่ตนไม่สามารถทวงคืนความยุติธรรมให้ได้ในครั้งนี้ รวมถึงพี่น้องประชาชนที่ถูกกระทำโดยการถูกล้อมปราบจากการชุมนุมครั้งอื่น ๆ ต้องขอโทษพี่น้องพลทหารหลายท่านที่เสียชีวิตจากการถูกซ้อมทรมาน ที่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่สามารถปกป้องสิทธิ์ของท่านได้ ตนต้องขอโทษแทนพี่น้องทหารเรือที่ทุกคนได้ฝากความหวังไว้กับพวกตนในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เพราะกฎหมายฉบับนี้ที่ภาคประชาชนได้เสนอ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตในกองทัพ


เพราะในขณะนี้ หากเกิดการทุจริตในกองทัพ หรือผู้กระทำความผิดเป็นทหาร ก็จะต้องขึ้นศาลทหาร ซึ่งทำให้เกิดความย่ามใจขึ้นภายในผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ การจัดซื้อจัดจ้างยุทโธปกรณ์ของกองทัพซึ่งไม่เป็นไปตามข้อกฎหมาย ทำให้ยุทโธปกรณ์ของกองทัพในปัจจุบันถดถอยไปมาก หากเราไปดูเรือในกองทัพเรือปัจจุบัน อีก 5 ปีข้างหน้า กองทัพเรืออาจจะไม่มีเรือใช้ด้วยซ้ำ เพราะเราไม่รู้ว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในกองทัพเรือมีความโปร่งใสมากน้อยขนาดไหน เพราะสุดท้ายแล้วกระบวนการตรวจสอบก็จะไปขึ้นอยู่กับศาลทหาร


กิตติพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า ครั้งนี้จะไม่ใช่ความพยายามครั้งสุดท้ายของพรรคประชาชนที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน ส่งคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องทหาร และสร้างความโปร่งใสให้กับกองทัพ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

"เอกราช" จี้รัฐบาลรับร่างปฏิรูปศาลทหาร ย้ำทหารทำผิดต่อพลเรือนควรขึ้นศาลพลเรือน แม้ถูกตีตกแต่ไม่ยอมหมดหวังและจะผลักดันต่อไป

 


"เอกราช" จี้รัฐบาลรับร่างปฏิรูปศาลทหาร ย้ำทหารทำผิดต่อพลเรือนควรขึ้นศาลพลเรือน แม้ถูกตีตกแต่ไม่ยอมหมดหวังและจะผลักดันต่อไป 

.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.เขต10 พรรคประชาชน ได้อภิปรายเสนอร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เอกราช และคณะเป็นผู้เสนอ 

.

เอกราชกล่าวว่า ตนอยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกให้รับหลักการร่างพระราชบัญญัติที่ตนและคณะได้ร่วมกันเสนอ เนื่องจากร่างธรรมนูญศาลทหารมีการแก้ไขใน 16 หลักการ ซึ่งทั้ง 16 หลักการที่แก้ไขนั้นเป็นทำนองเดียวกันกับร่างของคณะรัฐมนตรี ซึ่งตนเข้าใจว่ามีการยื่นมาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว

.

ร่างธรรมนูญศาลทหารของตนและคณะ สิ่งสำคัญที่ร่างของ ครม. ไม่มี คือเรื่องของการจัดเขตอำนาจของศาลทหาร ตนไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนี้มีความกลัวอะไร ไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้กลัวอะไร หากบอกว่าจะปฏิรูปเพื่อให้กองทัพเข้มแข็ง สิ่งแรกที่ต้องทำคือฟังเสียงพี่น้องประชาชนที่ได้สะท้อนออกมา หรือหากรัฐบาลได้ฟังข่าวที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่าศาลทหารนั้นมีปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องของการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาทุจริต เราพูดกันมาเยอะแล้ว วันนี้ตนคงไม่พูดในเนื้อหาหลักทางวิชาการ แต่ตนจะพูดให้ฟังว่าพี่น้องประชาชนคาดหวังว่ากองทัพจะโปร่งใส ตรวจสอบได้

.

แต่ในขณะเดียวกัน ศาลทหารนั้นจะตัดสินพิพากษาในคดีพวกเดียวกันเอง ทำไมในสภาชุดที่ 26 ก่อนที่อนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นนายกรัฐมนตรี ถึงโหวตร่างนี้ผ่านไปได้ แล้วทำไมพอถึงเวลานี้ เวลาเปลี่ยนไปไม่กี่เดือน ถึงรับร่างดังกล่าวไม่ได้แล้ว

.

ดังนั้น หากจะพูดกันให้ชัด ๆ ตนขอทวงบุญคุณ ว่าท่านจะเห็นแก่พี่น้องประชาชน เห็นแก่พรรคที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน หากท่านมีเจตจำนงในการปฏิรูปศาลทหาร ก็ขอให้ช่วยกันรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเข้าไปแก้ไขปฏิรูปกองทัพ ซึ่งนี่คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของการแก้ไข

.

ประเด็นที่สอง คือเรื่องเขตอำนาจศาลทหารที่เราต้องการให้มีการปรับปรุง กล่าวคือ ทหารที่ทำผิดต่อพลเรือน พี่น้องประชาชนกำลังดูอยู่ สังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี เราไม่ได้บอกว่าทหารทำผิดแล้วทหารทั้งหมดจะเป็นคนไม่ดี แต่หากทหารทำผิด ประชาชนก็จับตา หากไปขึ้นศาลทหาร เพราะประชาชนไม่ไว้วางใจ ประชาชนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันแล้วตัดสินกัน กระบวนการพิจารณาก็มีความแตกต่างกัน ทำไมถึงไม่ไปขึ้นศาลพลเรือน เราเห็นข่าวเมื่อสองสัปดาห์หรือเดือนก่อนก็ปรากฏอยู่ หากตนพูดไปก็จะมีการกระทบกระเทือน การที่พวกตนต้องการแก้ไขเขตอำนาจศาลทหาร ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราอยากจะโจมตีกองทัพ แต่เป็นเรื่องที่จะทำให้กองทัพนั้นเข้มแข็ง เป็นเรื่องที่จริง ๆ แล้วนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรที่จะใส่ใจ และพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้ดี

.

เอกราชกล่าวต่อว่า จริงอยู่ที่ท่านรับหลักการในการเปิดสิทธิให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีเองได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และร่างของ ครม. ก็ดีแล้ว แต่การปฏิรูปเขตอำนาจศาลทหารก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น หากไปดูรายงานของอนุกรรมาธิการที่ได้ศึกษาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว จะเห็นว่าหลักการอื่น ๆ ที่ได้กำหนดมานั้น อีก 10 กว่ามาตรา เป็นการทำให้ศาลทหารมีกระบวนพิจารณาความที่สอดคล้องต้องกันกับศาลยุติธรรม และเป็นมาตรฐานเดียวกัน


ในตอนนี้เป็นแค่การพูดด้วยวาจาและพูดกันปากเปล่าว่า ศาลทหารทำอยู่แล้ว พยายามอยู่แล้ว แต่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน เป็นเพียงการออกระเบียบ การออกกฎระดับรอง หรือประกาศต่าง ๆ แต่ไม่ได้มีหลักยึดทางกฎหมายใด ๆ

.

ตนขอยกตัวอย่าง สิทธิของจำเลยคดีอาญาในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือแม้กระทั่งเรื่องของการกำหนดให้มีการตั้งทนายความ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแก้ต่าง ยังไม่สามารถทำได้โดยสะดวก มีกระบวนการติดขัดมากมาย โดยต้องให้มีการเห็นชอบก่อน จะเอาทนายความข้างนอกมาไม่ได้

.

ดังนั้น ตนจึงคิดว่าในเรื่องของการแก้ไข เราจะทำให้กองทัพเข้มแข็งขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การไต่สวนมูลฟ้อง ก็จะทำให้คดีไปไวขึ้น


ตนขอถามว่า ร่างของ ครม. ที่เปิดสิทธิให้ผู้เสียหายฟ้องคดีได้ หากมีคดีเข้ามาเป็นร้อยคดี แต่ยังใช้องค์คณะแบบเดิม หากไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องจะทำอย่างไร ในหลักกระบวนการพิจารณา ร่างของ ครม. คิดมาไม่รอบคอบ

.

ตนจึงขอบอกว่าหากเรารับหลักการของพวกตน ซึ่งคิดมาครบถ้วนแล้ว จึงขอฝากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกว่า ร่างธรรมนูญศาลทหารที่ตนและคณะได้เสนอในนามพรรคประชาชน เป็นเนื้อหาเดียวกับที่พรรคภูมิใจไทยเคยรับไปตอนหลังเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาชุดที่ 26 ตอนนั้นก็รับหลักการกันได้ ทั้งที่มีเนื้อหาเหมือนเดิม ส่วนในรายละเอียดก็ค่อยไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการได้ หากหน่วยงานติดขัดประการใด ก็ให้ไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการได้ ซึ่ง ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ณ ขณะนั้น วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.ของพรรคประชาชน เป็นประธาน ได้ดำเนินการมาด้วยดี และใกล้จะจบแล้ว เหลือการถกเถียงอีกเพียงเล็กน้อย จะได้ไม่เสียของเดิม ตนจึงขอฝากไปยังเพื่อนสมาชิกทั้งในฟากฝั่งรัฐบาลด้วย

.

ทั้งนี้ เวลา 15.30 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน และคณะ แถลงข่าวเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 16 ในวันนี้ (27 พฤษภาคม 2569) ไม่รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่นายเอกราช อุดมอำนวย และคณะ เป็นผู้เสนอ และฉบับที่ นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ กับคณะ เป็นผู้เสนอ โดยรับหลักการเฉพาะฉบับที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

.

นายเอกราช อุดมอำนวย กล่าวว่า ในฐานะผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และคณะจากพรรคประชาชน กรณีที่รัฐบาลคว่ำร่างกฎหมายของพรรคประชาชน ซึ่งตนและคณะได้เสนอด้วยเจตนาดีในการปฏิรูปกองทัพ และปรับปรุงเขตอำนาจศาลทหารให้สอดรับกับมาตรฐานสากล รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน พวกเราได้ทำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่ชั้นอนุ กมธ.จนถึงชั้น กมธ. โดยร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างเดียวกับที่เคยเสนอในสภาชุดที่ผ่านมา ตนจึงตั้งคำถามว่า สภาฯ ชุดที่ผ่านมา (ชุดที่ 26) รับหลักการร่างดังกล่าวไว้ เป็นเพียงละครคุณธรรมของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ที่แสดงเสมือนให้ความร่วมมือในช่วงที่ยังมี MOA ระหว่างกัน แต่เมื่อไม่มีแล้ว กลับเปลี่ยนจุดยืน ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ตนได้อภิปรายในวาระแรก และได้กล่าวถึงการ “ทวงบุญคุณ” ในฐานะที่พวกเราต้องการเห็นร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกองทัพ ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา ทั้งที่ร่างนี้เคยผ่านการพิจารณาในชั้น กมธ.มาแล้ว และหลายประเด็นก็สามารถตกลงกันได้ด้วยดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลกลับลงมติไม่รับหลักการร่างดังกล่าว ตนจึงขอตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ การกระทำเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่จริงใจต่อการปฏิรูปกองทัพ และสิ่งที่พรรครัฐบาลเคยแสดงไว้ในอดีตก็อาจเป็นเพียงการแสดงเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองของตนเองเท่านั้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้อำนาจในการเปลี่ยนแปลงจริง กลับไม่ได้ลงมือทำอย่างแท้จริง

.

ดังนั้น ตนจึงขอแสดงความเสียใจโดยพวกเราทำเต็มที่แล้ว แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกตีตก แต่พวกเรายังไม่หมดหวัง จะปรับปรุงเนื้อหาและยื่นเข้าสู่การพิจารณาใหม่ ตามขั้นตอนของกฎหมายที่กำหนดว่า ร่างที่ถูกตีตกไปแล้วสามารถยื่นใหม่ได้ในสมัยประชุมถัดไป และจะไม่ย่อท้อ ทั้งนี้ ยืนยันเดินหน้าผลักดันการปฏิรูปกองทัพและปฏิรูปศาลทหารต่อไป ทหารที่ทุจริตหรือกระทำความผิด ต้องขึ้นศาลพลเรือน และทหารที่กระทำความผิดอาญาต่อประชาชนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลพลเรือนเช่นเดียวกัน

.

นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชนที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือผลักดันร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ และครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในความพยายามในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน พี่น้องทหารและสร้างความโปร่งใสให้กองทัพ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปฏิรูปศาลทหาร






พรรคประชาชนยื่น 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 เรื่องกลไกจัดทำ รธน.ใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ “ประชาชนมีส่วนร่วม-ป้องกันผูกขาด-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.” มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำพร้อมลงชื่อให้ร่างของพรรคการเมืองอื่นที่ต้องการเสียงเพิ่มและมีหลักการสอดคล้องกัน

 


พรรคประชาชนยื่น 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 เรื่องกลไกจัดทำ รธน.ใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ “ประชาชนมีส่วนร่วม-ป้องกันผูกขาด-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.” มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำพร้อมลงชื่อให้ร่างของพรรคการเมืองอื่นที่ต้องการเสียงเพิ่มและมีหลักการสอดคล้องกัน


วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่รัฐสภา โดยมีทั้งหมด 2 ฉบับ เนื่องจากอุปสรรคที่เราเผชิญคือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่เราเห็นว่าไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และได้สร้างข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง 


ดังนั้นเพื่อฝ่าฟันและรับมือกับอุปสรรคดังกล่าว ทาง สส. พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 รวมกันทั้งหมด 2 ร่าง เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่างที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่เราได้วางไว้


โดยร่างของพรรคประชาชนทั้ง 2 ร่าง จะสอดคล้องกับ 3 หลักการ ตามที่ได้แถลงไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ทั้ง 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาที่เหมือนกันในแทบทุกประเด็น ยกเว้นเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง สสร. กล่าวคือปลายทางของทั้ง 2 ร่าง เราจะมี สสร. ทั้งหมด 150 คน แต่กระบวนการการเลือกตั้งมีความแตกต่างกัน ดังนี้


ร่างที่ 1 ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต สสร. ทั้งหมด 150 คน โดยแคนดิเดต สสร. 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต สสร. 50 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ


เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 150 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ คือถ้ารับรอง ต้องรับรองทั้ง 150 คน ไม่สามารถแยกพิจารณารายบุคคลได้ - หากรัฐสภารับรอง 150 คนนั้นจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สสร. แต่หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่


ร่างที่ 2 ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต สสร. ทั้งหมด 300 คน แบ่งเป็นแคนดิเดต สสร. 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต สสร. 100 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ


เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 300 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกเหลือ 150 คน หลักการการคัดเลือก จะใช้เกณฑ์การลงคะแนนที่ป้องกันการผูกขาดและกำหนดให้เป็นการลงมติลับเพื่อคงความเป็นอิสระของ สสร. ในการปฏิบัติหน้าที่


โดยวิธีการคัดเลือกคือเมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 300 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะแยกการคัดเลือกเป็น 2 สาย 

- สาย 1 เป็นการคัดเลือกแคนดิเดต สสร. แบบแบ่งเขต 200 คน เหลือ 100 คน 

- สาย 2 เป็นการคัดเลือกแคนดิเดต สสร. แบบบัญชีรายขื่อ 100 คน เหลือ 50 คน 


สำหรับการคัดเลือกในแต่ละสาย 

- รอบที่ 1 สมาชิกรัฐสภาลงมติ โดยเลือกได้ 1 คนจากบรรดาแคนดิเดต สสร. ในสายดังกล่าว - แคนดิเดต สสร. คนใดที่ได้คะแนนไม่น้อยกว่าเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำหรือเกณฑ์คะแนนพึงมี (7 คะแนน สำหรับสาย 1 และ 14 คะแนนสำหรับ สาย 2) จะถือว่าได้รับคัดเลือกเป็น สสร.

- รอบที่ 2 หากยังมีตำแหน่งที่ว่าง สมาชิกรัฐสภาลงมติ โดยเลือกได้ 1 คนจากบรรดาแคนดิเดต สสร. ในสายดังกล่าว ที่ยังไม่ได้ถูกคัดเลือกในรอบ 1 - แคนดิเดต สสร. คนใดที่ได้คะแนนสูงสุดตามลำดับ และไม่น้อยกว่าเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำหรือเกณฑ์คะแนนพึงมี (7 คะแนน สำหรับสาย 1 และ 14 คะแนนสำหรับ สาย 2) จะถูกคัดเลือกเป็น สสร. เรียงตามลำดับ จนครบตำแหน่ง 

- หากรอบ 2 ยังได้ สสร. ไม่ครบตำแหน่ง ให้ดำเนินการรอบถัดๆ ไปด้วยหลักการเดียวกัน จนครบตำแหน่ง


ส่วนประเด็นที่เหมือนกันระหว่าง 2 ร่าง ประกอบด้วย 5 ข้อต่อไปนี้


1. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้ โดย สสร. ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย สสร. ไม่น้อยกว่า 50% โดยอีก 50% อาจเป็นคนนอกที่ สสร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้มีประสบการณ์-ภาคประชาชน ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน กมธ. ยกร่าง ได้ นอกจากนี้ สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ สสร. เห็นว่าเหมาะสม (เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน) ซึ่งจะประกอบด้วย สสร. หรือ คนนอก กี่คนก็ได้


2. สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ ตามที่บัญญัติไว้อยู่แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255


3. สสร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


4. สสร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาฯ หรือจากการที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง


5. เมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ สสร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมติเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา - หากรัฐสภาเห็นชอบ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ


โดยสรุปคือ วันนี้ ทาง สส. พรรคประชาชน ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 2 ร่าง เข้าสู่รัฐสภา


ทั้งนี้ สส.พรรคประชาชน พร้อมลงชื่อให้กับร่างของพรรคการเมืองอื่น หรือ สมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น ที่ต้องการเสียงเพิ่มเพื่อให้เพียงพอต่อการเสนอร่าง ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรค นั่นคือ ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.


“กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ควรมีการเปิดกว้างมากที่สุด ขอให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยรวมถึงประธานรัฐสภา เปิดกว้างกับการบรรจุและการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกฉบับ นำทุกร่างเข้าสู่การพิจารณาพร้อมกัน และขอเรียกร้องถึงทุกพรรคการเมืองรวมถึง สว. ให้รับหลักการทุกร่าง ไม่ควรปิดประตูร่างใดตั้งแต่วาระที่หนึ่ง เพราะยังมีขั้นตอนในวาระที่สองที่สามารถถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ว่าอะไรเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน






พรรคประชาชนมีมติอนุญาตตามที่สภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตเรียกตัว “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ

 



พรรคประชาชนมีมติอนุญาตตามที่สภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตเรียกตัว “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ


วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรคประชาชนเปิดเผยว่าที่ประชุม สส. พรรคประชาชนมีมติอนุญาตตามที่สภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ ในระหว่างสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น โดยมีเหตุผล ดังนี้


1. เจตนารมณ์ของความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีเจตนารมณ์สำคัญในการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะในระหว่างเปิดสมัยประชุม มิให้ถูกกระบวนการใด ๆ มาขัดขวางหรือเหนี่ยวรั้งการปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ


2. หลักการป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง บทบัญญัติเรื่องความคุ้มกันนี้ มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือบุคคลใดใช้กระบวนยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการ "กลั่นแกล้ง" หรือสร้างอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างเปิดสมัยประชุมจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือองค์กรอื่นใดได้ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในกรณีนี้ พรรคเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมควรดำเนินไปตามปกติเพื่อความโปร่งใส


ทั้งนี้พรรคประชาชนเห็นว่า เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องประชาชน ตัวผู้ถูกกล่าวหาควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศต่อสาธารณะในการ "สละความคุ้มกัน" ดังกล่าวด้วยตนเองเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนกฎหมายโดยเร็วที่สุด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #DSI #ชนนพัฒฐ์นาคสั้ว #เวปพนัน

ด่วน!! ศาลสั่งจำคุก 2 ปปช. 3 ปี ปมไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกา-แหวน บิ๊กป้อม

 


ด่วน!! ศาลสั่งจำคุก 2 ปปช. 3 ปี ปมไม่เปิดเผยข้อมูลนาฬิกา-แหวน บิ๊กป้อม


วันที่ 27 พฤษภาคม ที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จังหวัดสระบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้บริหารและกรรมการ ป.ป.ช. รวม 12 คน กรณีกล่าวหาว่ามีส่วนปกปิดเอกสารเกี่ยวกับการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ


โจทก์ฟ้องความว่าโจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 12 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้


1. จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเพิกเฉยไม่ส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่โจทก์ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนกรณีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ


โดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาข้อมือราคาแพงอยู่เป็นจำนวนมากและแหวนประดับมีค่าหลายรายการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ คือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวนพล.อ.ประวิตรดังกล่าว


2. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย


3. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ224/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร แก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่ (1) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพลเอกประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2566


4. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รายละ 5,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประวิตรโดยมิชอบ แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย


และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ


ในที่สุด ป.ป.ช. โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน


การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157


ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาต


ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12


ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ที่ 11 ศาลอนุญาต วันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569


ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า “…โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน… โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง… โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง…”


พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี


ทั้งนี้ จำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัว ขณะที่จำเลยที่ 1,2,5,6,9,10 และ 12 สั่งยกฟ้อง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ปปช #ประวิตรวงษ์สุวรรณ #นาฬิกาเพื่อน




“ชัชชาติ” เปิดเวทีแรก เปิดตัว 250+ นโยบาย พาให้ “กรุงเทพฯ ทำงาน” 28 พ.ค. นี้

 


“ชัชชาติ” เปิดเวทีแรก เปิดตัว 250+ นโยบาย พาให้ “กรุงเทพฯ ทำงาน” 28 พ.ค. นี้


เมื่อวานนี้ (26 พฤษภาคม 2569) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความที่เพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ข้อความว่า


เอ้า! เปิดดด! เวทีแรกกับการเปิดตัว 250+ นโยบาย จากทีมชัชชาติ เพื่อพาให้ 'กรุงเทพฯ ​ทำงาน' ในทุกระดับ ก้าวกระโดดไปสู่มหานครแห่งความหวังและโอกาส


พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และแผนงานจาก 'ชัชชาติ สิทธิพันธุ์' หลังลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในสมัยที่สอง


📅28 พฤษภาคม 2569

⏰เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

📍พบกันที่ Stadium One จุดเริ่มต้นของการทำงานตลอด 4 ปี


การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศให้วันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. เป็นวันรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม #ชัชชาติสิทธิพันธุ์ #กรุงเทพฯทำงาน

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สส. สุรเชษฐ์ทวงถามรัฐบาลถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่เสียหายไปแล้วกว่า 6 หมื่นล้าน จะปล่อยให้เรื่องจบโดยไม่มีใครรับผิดชอบหรือ? ใครควรหยุดปฏิบัติหน้าที่บ้าง เมื่อไหร่จะสั่งการ?

 


สส. สุรเชษฐ์ทวงถามรัฐบาลถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่เสียหายไปแล้วกว่า 6 หมื่นล้าน จะปล่อยให้เรื่องจบโดยไม่มีใครรับผิดชอบหรือ? ใครควรหยุดปฏิบัติหน้าที่บ้าง เมื่อไหร่จะสั่งการ?


วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงประเด็นมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยกล่าวว่า ประเด็นรถไฟฟ้าสายสีส้ม ความเสียหายต่อรัฐเกิดขึ้นแล้ว 68,613 ล้านบาท คำถามที่สำคัญก็คือเราจะปล่อยให้มันจบแบบไม่มีใครรับผิดได้อย่างไร?


สุรเชษฐ์ย้อนความไปเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ได้ตั้งกระทู้สดถามความคืบหน้าถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มอบหมายให้ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมาตอบกระทู้สดในวันนั้น และได้ยื่นเอกสารหลักฐานไปถึงรัฐมนตรีพิพัฒน์ผ่านรัฐมนตรีช่วยไปแล้ว


ประเด็นมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีส้มมีการประมูลไปแล้ว 2 ครั้ง การประมูลปี 2563 เป็นการแข่งกันระหว่าง BTS กับ BEM ซึ่งมีการแข่งขันกันจริง โดยในช่วงปี 2563 ข้อเสนอของ BTS ก็คือรัฐอุดหนุนเพียงแค่ 9,675 ล้านบาท ​แต่มีการเปลี่ยนเกณฑ์การแข่งขันกลางคัน สุดท้ายก็ไม่ยอมเปิดซอง นำไปสู่การล้มประมูลไปทั้งที่เรื่องค้างอยู่ที่ศาล โดยในปี 2565 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ จนทำให้ BTS เข้ามาแข่งไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรารู้ว่ามันมี 2 เจ้าใหญ่เท่านั้นที่เป็นคู่แข่งขันกัน สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า ข้อเสนอที่ชนะไปเป็นของ BEM โดย BEM บอกให้รัฐต้องอุดหนุนมากถึง 78,288 ล้านบาท ที่ทำให้เกิดส่วนต่างขึ้น


หากปี 2563 ฝ่าย BTS เป็นผู้ชนะ รัฐจะอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่เมื่อมีการเปลี่ยนเกณฑ์กลางคัน มีการล้มประมูล และประมูลใหม่ในปี 2565 สถานีแบบเดิม ความยาวเท่าเดิม ทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 78,288 ล้านบาททั้งที่ผ่านไปแค่ 2 ปี นี่คือ “ส่วนต่าง” นี่คือเงินที่พี่น้องประชาชนทุกคนต้องช่วยกันจ่าย จ่ายมากขึ้นแบบเกินจำเป็น 68,613 ล้านบาท


​ประเด็นหลักที่จะต้องพิจารณากัน พบว่ามีข้อพิรุธจำนวนมาก มีการดำเนินคดีในหลายศาล ซึ่งศาลก็มีข้อจำกัดในบางมิติ เช่น พิจารณาเป็นรายคดี ใครฟ้อง ฟ้องในเรื่องไหน มีสิทธิ์ฟ้องหรือไม่ ดูเป็นรายประเด็น


​แต่หากพี่น้องประชาชนลองพิจารณาแบบมองภาพรวม จะพบว่าภาพใหญ่ของเรื่องนี้คือ ทำไมรัฐปล่อยให้เรื่องแย่แบบนี้เกิดขึ้น ถ้าแบ่งเป็นประเด็นสามารถแบ่งได้ ดังนี้


​ประเด็นที่ 1 มีการเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศ ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแพ้ชนะการประมูล เช่น ในปี 2563 เมื่อมีการแข่งขันตามกติกาที่กำหนดไว้ ก็มี 2 เจ้า ที่ยื่นเรื่องเข้าไป ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ แทนการแข่งขันกันด้วยราคาที่เคยใช้มาเหมือนในโครงการก่อนหน้า กลับเปลี่ยนเกณฑ์เป็นการให้คะแนน และยังมีการให้คะแนนแบบจิตพิสัยด้วย ถ้าเกณฑ์ใหม่ดีจริง ต้องใช้ตั้งแต่ก่อนประกาศแล้ว นี่คือความไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง


​ประเด็นที่ 2 มีการยกเลิกการประมูลโดยเรื่องยังค้างอยู่ที่ศาล เนื่องจากมีการเปลี่ยนเกณฑ์กลางคันอย่างที่กล่าวไปแล้ว คนที่เสียเปรียบ ไม่ยินยอม และยังมีคดีฟ้องศาลค้างอยู่ แต่หน่วยงานผู้รับผิดชอบกลับยกเลิกการประมูล ทั้งที่เรื่องยังค้างอยู่ที่ศาล


ประเด็นที่ 3 มีการกีดกันการแข่งขันโดยไม่ให้ BTS มีสิทธิ์เข้าประมูลรอบใหม่ในปี 2565 ทั้งที่รู้กันดีอยู่แล้วว่ามีเจ้าใหญ่ 2 ฝ่ายคือ BTS กับ BEM เท่านั้น การกีดกันการแข่งขัน ทำให้เหลืออยู่เจ้าเดียว ทำให้สามารถตั้งราคาเท่าไหร่ก็ย่อมได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #รถไฟฟ้าสายสีส้ม