วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“เสกสิทธิ์” ชี้รถไฟชนรถเมล์ไม่ใช่แค่ความประมาทบุคคล แต่สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง จี้รัฐแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟทั้งระบบ บูรณาการข้อมูลราง-ถนน แก้ปัญหาก่อนเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ

 


“เสกสิทธิ์” ชี้รถไฟชนรถเมล์ไม่ใช่แค่ความประมาทบุคคล แต่สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง จี้รัฐแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟทั้งระบบ บูรณาการข้อมูลราง-ถนน แก้ปัญหาก่อนเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ


วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เกี่ยวกับกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ และการปรับปรุงมาตรฐานการจราจรบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งมีการนำเสนอทั้งหมด 4 ญัตติจาก 4 พรรคการเมือง รวมทั้งพรรคประชาชน


เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติจากพรรคประชาชน ระบุว่าตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนและตรงไปตรงมา เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัวของผู้สูญเสียทุกคน ขณะเดียวกันก็ขอให้มีการเยียวยาและชดใช้อย่างเหมาะสม หากพบว่ามีหน่วยงานใดที่มีความบกพร่องจนเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสีย ก็ขอให้มีการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังจนถึงที่สุด


อย่างไรก็ตามตนไม่อยากให้มีการตีกรอบเหตุการณ์ในครั้งนี้ ในฐานะที่เป็นเพียงความประมาทส่วนบุคคล แต่ต้องพิจารณาให้ลึกไปมากกว่านั้น ถึงปัญหาที่ถูกละเลยมาอย่างยาวนาน เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์แบบนี้ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ย้อนกลับปี 2567 มีเหตุการณ์ลักษณะใกล้เคียงกันเกิดขึ้นที่ ต.ปากทาง จ.พิจิตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ย้อนกลับปี 2565 เกิดเหตุลักษณะเดียวกันที่จุดตัด ซ.หัวหิน 94 จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ย้อนกลับไปอีกปี 2563 เกิดเหตุรถไฟชนรถบัสกฐินที่ จ.ฉะเชิงเทรา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 รายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก


เสกสิทธิ์กล่าวต่อไปว่าแต่ละปีมีอุบัติเหตุในจุดตัดทางรถไฟเกิดขึ้นเฉลี่ยปีละอย่างน้อย 60-80 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ยปีละ 20-30 คน คำถามสำคัญคือจะป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร และจะสามารถลดความเสี่ยงโดยไม่พิจารณาว่าเป็นเพียงแค่ปัญหาของพฤติกรรมส่วนบุคคลได้อย่างไร


ประการแรก คือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและการจราจร ทุกวันนี้ความผิดปกติในการจราจรถูกทำเสมือนว่าเป็นเรื่องปกติและคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการขับรถคร่อมรางรถไฟ การขับรถผ่าแผงกั้น หรือกระทั่งการเร่งเครื่องเมื่อมีสัญญาณเตือนรถไฟดังขึ้น บางครั้งตำรวจยืนอยู่แต่ก็ไม่ทำอะไร หากกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็อาจจะเป็นเรื่องของความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือสิ่งที่สะท้อนปัญหาของวัฒนธรรมวินัยการจราจร และปัญหาเชิงระบบของการกวดขัน ตรวจจับ และการลงโทษทั้งระบบ


ประการต่อมา คือปัญหาการขาดการบูรณาการเชิงระบบระหว่างการสัญจรทางรถไฟกับการจราจรบนท้องถนน ซึ่งปัจจุบันขาดการประสานข้อมูลร่วมกันอย่างมีนัยยะสำคัญ บางครั้งสัญญาณไฟจราจรเป็นสีเขียวแล้ว เมื่อรถขับมาจนถึงบริเวณทางรถไฟปรากฏว่าสัญญาณไฟที่สองกลับเป็นสีแดง รถก็ไปจอดติดอยู่กลางรางรถไฟ ถึงเวลารถไฟกำลังจะวิ่งมาก็ไม่มีการส่งสัญญาณไปบอกกับจราจรว่ารถไฟกำลังจะถึง สุดท้ายรถจอดคาอยู่กลางราง รถไฟก็ต้องชะลอเพื่อจอดรอรถติดไฟแดง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็น ถ.อโศก-ดินแดง หรือ ถ.ราชปรารภ ซ้ำร้ายบางกรณีมีสัญญาณไฟจราจรอยู่หน้ารางรถไฟแต่เปิดแค่เฉพาะบางเวลาเท่านั้น


ประการสุดท้าย หากมองให้ลึกลงไป อุบัติเหตุครั้งนี้สะท้อนปัญหาที่สำคัญนั่นคือโครงสร้างผังเมืองและข้อจำกัดทางกายภาพ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับ ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศราว 2,600 จุด จุดตัดเหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยงถึงชีวิตที่ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างของเมือง โดยเฉพาะเมืองระดับนครซึ่งเป็นเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นทั้งในส่วนของรถยนต์และการจราจรบนราง ซึ่งยิ่งมีความหนาแน่นสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนรถยนต์มากยิ่งขึ้น


เสกสิทธิ์กล่าวต่อไปว่าเฉพาะในกรุงเทพ มีจุดตัดที่เป็นความเสี่ยงเหล่านี้อยู่ประมาณ 18 จุด ที่ผ่านมาแม้จะเคยมีความพยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้ผ่านโครงการ missing link ที่จะเอารถไฟแยกออกมาจากจุดตัดบนท้องถนน ซึ่งเป็นคนละอย่างกันการทำทางรถไฟใต้ดินที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดถึง แต่เป็นการทำผ่านสิ่งที่เรียกว่าคลองแห้ง หรือการขุดคลองขนาดเล็กลงไปให้รถไฟลงไปวิ่งอยู่ในคลองนั้น มีระดับลึกลงไปกว่าตัวรถไฟไม่เท่าไหร่ โครงการนี้ได้มีความพยายามริเริ่มมาหลายปีแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีความคืบหน้า จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมแบบนี้ขึ้นในสังคมไทย


หลังจากการอภิปรายโดยกว้างขวางจากสมาชิกสภา เสกสิทธิ์ได้อภิปรายสรุปญัตติอีกครั้ง โดยระบุว่าตัวเลขอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟปีละ 60-80 ครั้ง และผู้เสียชีวิตปีละ 20-30 คนไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือข้อยืนยันถึงการละเลยของรัฐในการจัดการความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยทุกคน 


จากการอภิปรายของสมาชิก สามารถสรุปออกได้เป็นสี่ปัญหาหลักด้วยกันคือ


1) การบังคับใช้กฎหมายและวินัยจราจร ซึ่งไม่ใช่แค่การกระทำของบุคคลใดหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทั้งระบบในการกวดขันวินัยจราจร ปัญหาในการตรวจจับและลงโทษทั้งระบบ ที่รองรับด้วยวัฒนธรรมวินัยจราจรที่อ่อนแอของสังคมไทย


2) ปัญหาขาดการบูรณาการเชิงระบบระหว่างการขนส่งทางรางและการจราจรบนท้องถนน ซึ่งขาดการประสานงานข้อมูลร่วมกันอย่างมาก จากการที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ต่างมีข้อมูลของตัวเองโดยไม่นำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการร่วมกัน


3) ปัญหาการขาดการพัฒนาระบบการป้องกัน และขาดการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เช่น ระบบเซ็นเซอร์แจ้งเตือน หรือระบบเซ็นเซอร์หยุดรถอัตโนมัติ รวมถึงการนำแผงกั้นตลอดแนวมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเส้นทางต่างๆ


4) ปัญหาเชิงโครงสร้างผังเมืองและข้อจำกัดทางกายภาพของเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเส้นทางการคมนาคม และเกี่ยวข้องโดยตรงกับจุดตัดในระดับถนนที่มีกว่า 2,600 จุด


เสกสิทธิ์กล่าวต่อไปว่าเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้างการคมนาคม ไม่ใช่เพียงแต่ปะผุไปในแต่ละจุด แต่ต้องมีการยกระดับโดยภาพรวม มีการสำรวจจุดตัดและจุดเสี่ยงต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อคัดแยกว่าแต่ละจุดควรใช้วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร จุดไหนควรต้องใช้วิธีการอย่าง missing link จุดไหนควรทำทางยกระดับ จุดไหนทำทางลอด หรือจุดไหนควรระงับการใช้และหันไปดำเนินการสร้างเส้นทางอื่นแทน


แต่ที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้สมาชิกจะเห็นตรงกันว่าเป็นประเด็นสำคัญ แต่เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการให้ความสำคัญจากรัฐบาล ตนจึงขอฝากประเด็นเหล่านี้ที่สมาชิกสภาได้อภิปรายถึงเพื่อนำส่งไปถึงรัฐบาล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการต่อจากนี้ของรัฐบาลจะเป็นการดำเนินการที่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแผนการจัดการทั้งระบบ มีกรอบระยะเวลาการดำเนินการ และต้องสามารถตอบให้ได้ว่าใครหรือหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพหลักในการผลักดันเพื่อการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่โยนกันไปมาโดยไม่มีเจ้าภาพหลักในการรับผิดชอบอีก และหวังว่าโศกนาฏกรรมในครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญให้รัฐบาลหันกลับให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

"อนุทิน" นำ สส.ภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานสภา เปิดทางตั้ง สสร. โว พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการแก้ไข รธน.

 


"อนุทิน" นำ สส.ภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานสภา เปิดทางตั้ง สสร. โว พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการแก้ไข รธน.


วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำทีมคณะกรรมการบริหารพรรค และ สส.ของพรรค ไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา


โดยก่อนหน้านี้ นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ร่างแก้ไขฉบับนี้จะมีการเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 23 คน และมาจากการสมัครทั่วประเทศ 77 คน และสำรองอีก 300 คน


นอกจากนี้ ส่วนที่เป็นปัญหาเรื่อง สว. ในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญนั้น นายนิการ กล่าวว่า ในครั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้เสนอให้ต้องมีเสียง สว.เห็นชอบอย่างน้อย 1 ใน 5 นั้น ได้ปรับลดลงให้เหลือ 1 ใน 4 หรือเท่ากับใช้เสียง สว. ประมาณ 50 เสียงในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญ ทั้งยืนยันว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคภูมิใจไทย จะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 โดยจะมีการเขียนไว้อย่างชัดเจน


ภายหลังจากการยื่นร่างฯ​ อนุทิน ได้แถลงข่าวสั้นๆ ว่า รัฐบาลมาจากพรรคการเมือง ซึ่งได้รับเลือกมาจากเสียงของพี่น้องประชาชน จึงต้องทำตามเจตจำนง ซึ่งทุกพรรคการเมืองสามารถยื่นร่างของตนเอง เพื่อหาแนวทางเป้าหมายร่วมกันได้ 


“มีคนพยายามกล่าวหาว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้คงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ได้เห็นว่า เราก็เป็นพรรคแรกที่มา”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคภูมิใจไทย #รัฐธรรมนูญใหม่




"มายด์ ภัสราวลี" อายุความของคดีนี้เหลืออีก 4 ปี ภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยนี้ แน่นอนว่าเราก็อาจจะยังไม่ได้เห็นความยุติธรรม


"มายด์ ภัสราวลี" อายุความของคดีนี้เหลืออีก 4 ปี ภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยนี้ แน่นอนว่าเราก็อาจจะยังไม่ได้เห็นความยุติธรรม


วาระครบรอบ #16ปีเมษาพฤษภา53

เมื่อ 19 พ.ค. 69 ณ ราชประสงค์

#นับถอยหลัง4ปีคดีหมดอายุความ


19 พฤษภาคม เหตุการณ์สังหารหมู่คนเสื้อแดง กลางเมือง ผ่านมา 16 ปี เหตุการณ์นี้ยังคงไม่ได้รับความยุติธรรม 


อายุความของคดีนี้เหลืออีก 4 ปี ซึ่งภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยนี้ แน่นอนว่าเราก็อาจจะยังไม่ได้เห็นความยุติธรรม 


เรายังพอมีโอกาสที่จะทวงความยุติธรรมคืน หากเรามีรัฐบาลชุดใหม่ที่ให้คุณค่าหลักกับความยุติธรรม เพราะหลังหมดวาระของรัฐบาลชุดนี้ แม้จะมีเวลาไม่มาก แต่ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง ที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถเดินหน้าคืนความยุติธรรมได้หากเขาต้องการทำ


ซึ่งเราคงไม่สามารถฝันถึงปลายทางนั้นได้อย่างเบาใจ หากรัฐสภายังคงถูกกินรวบด้วยกลุ่มการเมืองใด กลุ่มการเมืองหนึ่ง หากองค์กรอิสระยังคงไม่อิสระและมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส หากรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการยังคงถูกใช้ และหากรัฐธรรมนูญใหม่เป็นของสีน้ำเงิน เราคงไม่สามารถฝันถึงปลายทางที่จะทวงความยุติธรรมคืนได้จริง ๆ


วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศโรดแมพการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ดูเร่งมาก จนอาจทำให้เราต้องไปลงประชามติช่วงเดือนมกราปี 70 และได้พูดถึงสาระสำคัญของโมเดลในการเลือกคนมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า


- สสร. จำนวน 100 สำรองอีก 300 คนจะมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา หมายความว่าเขาตัดโอกาสประชาชนในการเลือกตั้งสสร.ทิ้ง แล้วให้รัฐสภาที่พวกเขาได้เปรียบกว่าใครเป็นคนจิ้มเลือก


- กมธ.ยกร่าง 45 คน และ กมธ.รับฟังความเห็น 45 คน ก็จะมาจากสสร. 100 คนและสสร.สำรอง 300 คนที่พวกเขาจิ้มเลือกมาในตอนต้น


- และสุดท้ายคือการเพิ่มสิทธิพิเศษให้สว.ในการเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญ หมายความว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะออกสู่การทำประชามติได้ต้องผ่านเสียงสว. 1 ใน 4 หรือราว 50 คน จึงจะผ่านได้ 


ซึ่งสว.เสียงข้างมากมีอยู่ราว 160 คน จาก 200 คนนั่นหมายความว่า ไม่ว่าร่างจะดีต่อประชาชน หรือไม่ดีต่อประชาชน สว.เสียงส่วนใหญ่ก็จะอนุญาตให้เดินหน้าต่อ หรือจะเบรคหัวทิ่มก็ได้หมด


เห็นโมเดลแบบนี้แล้ว ฝันที่จะไปสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนยิ่งริบหรี่ ซึ่งหลักการสำคัญที่เราคิดว่าหากจะออกแบบร่าง ต้องยึดถือหลักการที่ว่าประชาชนคือหัวใจของการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่นี้จึงจะดีกับประชาชนจริง


- ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำร่างของพรรคภูมิใจไทย ประชาชนไม่ได้เลือกแต่ต้น และมีประชาชนเป็นเสมือนตราประทับเฉย ๆ ดังนั้นรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้กระบวนของพรรคภูมิใจไทย จึงไม่มีความชอบธรรมมากพอที่จะบอกว่าการเร่งนี้ ทำไปเพราะเห็นแก่ประชาชน 21.6 ล้านเสียง มันจะไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชนเลย


- การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องป้องกันการกินรวบ การผูกขาด ไม่ให้กลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่งคุมทิศทางในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแนวทางของพรรคภูมิใจไทนคือ หากใครมีเสียงข้างมากในสภา ก็จิ้มเลือกคนได้มาก แล้วใครเสียงมากสุด ก็ภูมิใจไทยอีก


- ต้องไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สว. เพราะสว.มาจากการเลือกกันเอง ต้องไม่มีสิทธิพิเศษมากกว่าสส.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน 


** การไม่ให้อำนาจสว.เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ใช่การตัดอำนาจ สว. แต่อย่างใด เพราะเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่เคยมีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ต้น ตามรัฐธรรมนูญระบุแค่ สว.มีอำนาจในการเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่เกี่ยวกันกับการทำฉบับใหม่ 


ดังนั้นสว.อย่ามางอแง ว่าคนอื่น ๆ จะตัดอำนาจตนทำไม? เพราะพวกคุณยังไม่ได้มีอำนาจนั้นเลยด้วยซ้ำ


จาก 3 ข้อที่พูดมา โมเดลที่ภูมิใจไทยพูดวันนี้ ขัดทุกเรื่อง 


นี่จะไม่ใช่การทำรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อประชาชน แต่เป็นการทำเพื่อสีน้ำเงิน และชนชั้นนำให้อยู่ได้อย่างสุขสบายเท่านั้น 


ซึ่งการทวงคืนความเป็นธรรม การทวงคืนความยุติธรรม จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกลไกทางการเมืองมีประชาชนเป็นหัวใจหลัก มีกลไกที่ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ โดยไม่ต้องขูดรีดตัวเองเพื่อร้องขอ มีฝ่ายบริหารที่สำนึกถึงหน้าที่ต่อประชาชน มีรัฐสภาที่พร้อมเพิ่มช่องทางให้ประชาชนปกป้องตัวเองได้และมีองค์กรอิสระที่คอยเป็นตัวช่วยปกป้องประชาชน ไม่ใช่ตัวขัดขวางประชาชนเช่นทุกวันนี้


ดังนั้น เราคงไม่สามารถยอมให้มีรัฐธรรมนูญใหม่แบบฉบับสีน้ำเงินเกิดขึ้นได้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าสุดท้ายประชาชนจะอยู่ตรงไหนในรัฐธรรมนูญสีน้ำเงินนี้ หรือแท้จริงอาจเป็นได้เพียงตัวประกอบของการแบ่งเค้กของชนชั้นนำเสียด้วยซ้ำ


ซึ่งหากไม่มีพรรคไหนเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน นั่นอาจจะถึงเวลาที่เราต้องทำเอง และหากเราพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถหยุดยั้งสีน้ำเงินได้ เมื่อถึงเวลาที่เราต้องไปทำประชามติปี 70

 

การออกไปโหวตโนโมเดลของสีน้ำเงิน คงจำเป็นอย่างมากที่ต้องทำ เพื่อยืนยันตามระบอบประชาธิปไตย ที่ว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #16ปีเมษาพฤษภา53 #คปช53 #รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ #รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

ภาพบรรยากาศ ช่วงกล่าวรำลึกสดุดีวีรชน53 #16ปีเมษาพฤษภา53 "นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ" โดยรุ่นใหญ่ สลับดนตรี แป๊ะบางสนาน ก่อนจบด้วยเยาวชน

 


ภาพบรรยากาศ ช่วงกล่าวรำลึกสดุดีวีรชน53 #16ปีเมษาพฤษภา53 "นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ" โดยรุ่นใหญ่ สลับดนตรี แป๊ะบางสนาน ก่อนจบด้วยเยาวชน 


วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่แยกราชประสงค์ สะพานลอยที่ 1 ฝั่งเซ็นทรัลเวิล์ด เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) จัดงานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53 ’นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ‘ ย้ำภารกิจ นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย


ภายหลังพิธีสงฆ์ ถวายสังฆทานพระสงฆ์ 4 รูป เวลา 17.30 น. การกล่าวปราศรัยเริ่มด้วย ธิดา ถาวรเศรษฐ, พะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่น้องเกด, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, “แจม” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, “ผึ้ง” พนิดา มงคลสวัสดิ์, “บูม” เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์, “บัส” สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย, สว.สุนทร พฤกษพิพัฒน์, นพ.เหวง โตจิราการ และปิดท้ายด้วย “แหวน” ณัฐฏฐิดา มีวังปลา


จากนั้นเข้าสู่ช่วงแสดงดนตรีโดย แป๊ะ บางสนาน ด้วยบทเพลง ‘กราบหัวใจคนเสื้อแดง’ จากนั้นมีตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ร่วมกล่าวไว้อาลัยต่อวีรชนคนเสื้อแดง และต่อด้วยการแสดงจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม



#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คนเสื้อแดง #คปช53 #นปช #เมษาพฤษภา53