วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด ชี้ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งเปิดเผยข้อมูลแล้วคดี “นาฬิกาเพื่อน” ไม่มีเหตุให้ต้องยื้ออีก ตั้งข้อสงสัย ป.ป.ช. เมินหลักฐานสำคัญจนยกคำร้องหรือไม่

 


ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. ขอเปิดสำนวนคดี “ศักดิ์สยาม” จี้เปิดหลักฐานไต่สวนทั้งหมด ชี้ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งเปิดเผยข้อมูลแล้วคดี “นาฬิกาเพื่อน” ไม่มีเหตุให้ต้องยื้ออีก ตั้งข้อสงสัย ป.ป.ช. เมินหลักฐานสำคัญจนยกคำร้องหรือไม่


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อใช้สิทธิตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540 ขอเข้าตรวจดูและขอสำเนาของข้อมูลข่าวสาร ในฐานะผู้เคยร้องเรียนในคดีที่ได้กล่าวหาต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจปกปิดทรัพย์สิน หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่ง ป.ป.ช. ได้มีการยกคำร้องไปก่อนหน้านี้


โดยปกรณ์วุฒิระบุว่าเอกสารที่ตนขอไปนั้น ประกอบด้วย 1) รายงาน การแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในสำนวนเรื่องร้องเรียนคดี 2) บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต่อเรื่องร้องเรียนคดี 3) คำชี้แจงของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยืนชี้แจงพอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดี 4) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องร้องเรียนคดี 5) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนคดี และ 6) คำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อคดี


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการขอเอกสารในลักษณะนี้ ตั้งแต่ประมาณปี 2561 ถึง 2562 วีระ สมความคิด และสำนักข่าว The Matter ได้เคยขอเอกสารลักษณะเดียวกันนี้กับสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. มีคำวินิจฉัยว่าไม่เปิดเผย และต่อมาทั้งสองท่านได้ยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยที่ สค.334/2562 ใจความสำคัญระบุว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการไต่สวน ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่เป็นอุปสรรคต่อการไต่สวนข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. การพิจารณาวินิจฉัยความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทางในชั้นการพิจารณาของเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยังไม่ยอมเปิดเผย จนสุดท้ายเรื่องไปสู่ศาลปกครอง สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยังหน่วงเวลาต่อไปจนไปถึงปี 2566 กว่าที่จะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้กับผู้ร้อง ใจความสำคัญระบุว่าข้อมูลข่าวสารลับ ที่มีการวินิจฉัยไปแล้ว ให้ถือว่าข้อมูลข่าวสารนั้นถูกยกเลิกชั้นความลับไปแล้ว


ดังนั้น ตนคาดหวังว่าสำนักงาน ป.ป.ช. จะไม่กล่าวอ้างถึง พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.ข่าวสารทางราชการที่เป็นชั้นความลับ หรือข้ออ้างอื่นใดก็ตามที่บอกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการปฎิบัติงานของ ป.ป.ช. เพราะทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ และคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ก็เคยมีแนวคำพิพากษาออกมาไว้แล้วว่าข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยได้ และตนคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลเหล่านี้โดยเร็ว เพื่อความโปร่งใสของสำนักงาน ป.ป.ช. และความยึดโยงกับประชาชนในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระต่อไป


ปกรณ์วุฒิยังกล่าวต่อไปว่าคดีนี้มีความไม่ชอบมาพากลแน่นอน ตนเป็นหนึ่งในผู้ร้องเรียน ได้เห็นเอกสารหลักฐานในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญมาหมดแล้ว แม้ตนจะไม่ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อยากทราบว่าเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ ป.ป.ช. ใช้ในการไต่สวนคดีนี้เหมือนหรือต่างกับของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร หากมีเอกสารหลักฐานบางรายการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ในการวินิจฉัยคดี แต่ ป.ป.ช. ไม่ได้นำมาใช้ ก็ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใด ป.ป.ช. ถึงไม่ใช่หลักฐานนั้น ที่อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาไต่สวนคดีนี้


เมื่อข้อกล่าวหาคือการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือเจตนาของศักดิ์สยามเมื่อปี 2562 เมื่อได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไปแล้ว ว่าที่ไม่ได้ยื่นบัญชีที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนดังกล่าวนั้นเป็นเจตนาในการปกปิดหรือไม่ การพิสูจน์เจตนาของใครคนใดคนหนึ่ง ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ต้องพิสูจน์พฤติกรรมก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ หมายความว่า ป.ป.ช. จะต้องพิสูจน์เจตนาของศักดิ์สยามที่เกิดขึ้น ณ วันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2562 พฤติกรรมใดที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่สามารถย้อนกลับไปบอกได้ว่าเจตนาเมื่อปี 2562 ของผู้ถูกร้องเป็นอย่างไร การยกคำร้องด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลโดยสิ้นเชิง


ปกรณ์วุฒิยังกล่าวอีกว่าสิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ ซึ่งสังคมรับทราบถึงระบอบที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งมีความโยงใยในหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. โดยที่ สว. ก็มีอำนาจในการตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ต้องย้อนกลับมาคิดว่าระบอบนี้จะเป็นการเอื้อให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งครองประเทศนี้โดยที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติรัฐหรือไม่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช







รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 6

 


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 6


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อม – ราชประสงค์ – ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 4


ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 1 วัน  คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2553  หรือหลังจากการสลายม็อบ 1 วัน  ซึ่งขั้นตอนนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่า  พบหลักฐานที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย  ทั้งอาวุธต่าง ๆ  โดยที่ทหารระบุว่าเป็นของคนเสื้อแดง  และรวมถึงสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ  ที่ทหารก็ระบุว่าเป็นของคนเสื้อแดงทั้งหมด  แต่นั้นคงจะไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญนั้นอยู่ที่ผลพวงของการใช้ยุทธศาสตร์ทางทหารมาเป็นหลักของการแก้ปัญหาการเมืองของรัฐบาลอภิสิทธิ์  จนมีการสูญเสียชีวิตและมีการบาดเจ็บมากมายของประชาชน  เป็นปรากฏการณ์สั่นสะเทือนจิตใจและเป็นคำถามที่ยังไร้คำตอบ ไร้ความรับผิดชอบจากผู้กระทำการที่ออกสู่สายตาชาวโลกและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายได้เห็นแล้วในปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์  สิ่งเหล่านี้ใช่หรือไม่ที่ชาวโลกควรจะได้รับรู้ความจริงและเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลังการตายทั้งหมดของเหตุการณ์ครั้งนี้


ส่งท้ายของปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อม พื้นที่ราชประสงค์ วันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 ที่คนทั่วโลกควรจดจำ


- หน่วยรับผิดชอบในการวางกำลังยุทธการปฏิบัติการ 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก, กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ


- กำลังของกองทัพบกจำนวน 3 กองพบ ได้แก่

กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร1.รอ.) ใช้กำลัง 3 กรมหลักคือ   

ร.1 รอ., ร.11 และ ร.31 รอ. ให้ ร.1 รอ. กับ ร.11 รอ. วางกำลังส่ง

พื้นที่ดินแดง พญาไท ราชปรารภ ร.31 รอ. เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว

พร้อมปฏิบัติการพิเศษ


กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) มีหน้าที่ดูแลพื้นที่

ถนนวิทยุ, บ่อนไก่, ศาลาแดง, ลุมพินี, สามย่าน


กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) ดูแลพื้นที่อโศก, เพลินจิต, ชิดลม


นอกจากนี้ยังมีกองกำลังพร้อมสนับสนุนคือ พล.ร.2 รอ. กำลังของหน่วยอากาศโยธิน (อย.) ของกองทัพอากาศแสตนบายพร้อมออกปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมง และมีหน่วยปฏิบัติการทางอากาศพร้อมขึ้นบินพื้นที่ราชประสงค์ ขณะที่กองทัพเรือรับภารกิจพิเศษอารักขาสถานที่สำคัญ


หน่วยพิเศษของทหารเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกฝนและทหารเห็นว่าประสบความสำเร็จมากในเหตุการณ์ 10 เมษา 53 คือ หน่วยสไนเปอร์ประจำการตามตึกสูง พลซุ่มยิงพร้อมคนชี้เป้ายิง


- กองทัพใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท สำหรับกำลังพล 67,000 นาย ในภารกิจนี้

- มีการเบิกจ่ายกระสุน 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด เท่ากับใช้ไป 117,923 นัด (ภายหลังมีการอัพเดทรายงานการคืนกระสุนครั้งที่ 2 คือมีการเบิกจ่ายกระสุน 778,750 นัด ส่งคืน 586,801 นัด เท่ากับใช้ไป 191,949 นัด)

- กระสุนสำหรับการซุ่มยิง 3,000 นัด ส่งคืน 880 นัด เท่ากับใช้ไป 2,120 นัด

- ตำรวจใช้งบไปกว่า 700 ล้านบาท สำหรับกำลังพลราว 25,000 นาย


ตัวเลขผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุม เมษา – พฤษภา 53


- ผู้เสียชีวิตทั้งหมด 99 ราย

- แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 10 ราย

- พลเรือนเสียชีวิต 89 ราย

- ผู้หญิง 7 ราย

- ผู้ชาย 92 ราย

- เสียชีวิตจากกระสุนปืน 82 ราย

- ผู้เสียชีวิตอายุน้อยที่สุด 12 ปี

- ผู้บาดเจ็บทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,283 ราย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง




รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 5

 


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 5


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อม – ราชประสงค์ – ขั้นปฏิบัติการขั้นที่ 3


เมื่อทุกหน่วยพร้อมปฏิบัติการร่วมสังหารหมู่ 3 เหล่าทัพด้วยกำลัง 3 กองพลได้เริ่มต้นขึ้นเช้าตรูวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จัดชุดอุปกรณ์เต็มกำลังอัตราศึกทั้งกำลังอาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนเปอร์ หน่วยยานเกราะ และถือได้ว่าเป็นการปรับยุทธวิธีจากบทเรียนวันที่ 10 เมษายน 2553 นั่นเอง


นี่คือคำสารภาพของทหารเองจากบทความในวารสารเสนาธิปัตย์ ซึ่งต่อมาภายหลังทางกองทัพได้มีการออกมาแก้ตัวว่า เป็นเพียงทัศนคติของนายทหารท่านหนึ่งซึ่งเขียนขึ้นในหนังสือ แสดงความสำเร็จในยุทธวิธีทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายรวมถึงการปฏิบัติการทั้งหมด


เมื่อปฏิบัติการขั้นตอนที่ 3 เริ่มขึ้น ผู้เสียชีวิตก็เริ่มตายไปด้วย เริ่มต้นที่บริเวณซอยรางน้ำของวันที่ 19 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิต 2 รายคือ


1) นายประจวบ เจริญทิม เสียชีวิตเวลาประมาณ 09.52 น.

2) นายปรัชญา แซ่โค้ว เสียชีวิตเวลาประมาณ 20.00 น. จากบาดแผลกระสุนทำลายตับและหัวใจ


ข้ามมายังบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ก็มีผู้เสียชีวิตอีก 1 คน คือ น.ส.วาสินี เทพปาน เสียชีวิตเวลาประมาณ 22.00 น. จากปอดและตับถูกทำลายจากบาดแผลกระสุนปืน


ความตายที่ราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม ปฏิบัติการของทหารในการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ทหารได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบของการปฏิบัติการนี้ 8 ส่วน ทหารแต่งกายแตกต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไป ทั้งหมวก อาวุธปืน มีการติดอุปกรณ์เสริม เช่น ศูนย์เล็งเลเซอร์ ถูกผ้าติดที่ช่องทัดปลอกกระสุนและหมวกไหมพรมปิดหน้า


ปฏิบัติการบริเวณสวนลุมพินีของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นี้ ยังผลให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตทั้งหมด 5 คน คือ


1) นายถวิล คำมูล เวลาประมาณ 07.30 น. ถูกยิงที่หัว

2) ชายไม่ทราบชื่อ เสียชีวิตใกล้จุดของนายถวิล ถูกยิงที่หัว

3) นายนรินทร์ ศรีชมพู เวลาประมาณ 09.00 น. จากการถูกยิงที่หัว

4) นาย Fabio Polenghi เวลาประมาณ 10.45 น. ถูกยิงบริเวณหน้าอก

5) นายธนโชติ ชุ่มเย็น เวลาประมาณ 11.30 น. ถูกยิงทะลุไตซ้ายและเส้นเลือดใหญ่


ผ่านมาถึงช่วงบ่ายก็ได้มีการประเมินสถานการณ์ และมีมติจากแกนนำ โดยมีการประกาศยุติการชุมนุม เนื่องจากถ้าหากการชุมนุมยังมีต่อไป ความสูญเสียชีวิตของประชาชนจะต้องมีมากมายนับไม่ถ้วน จึงได้ประกาศยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการในเวลา 13.45 น. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แกนนำทั้ง 6 คนได้เดินจากเวทีราชประสงค์เข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนผู้ชุมนุมบางส่วนยังอยู่ที่บริเวณแยกราชประสงค์ บางส่วนไปทางถนนพระราม 1 เข้าไปที่วัดปทุมวนารามซึ่งได้ติดป้ายเป็น "เขตอภัยทาน" หมายความว่าจะไม่มีการฆ่าหรือการทำร้ายเกิดขึ้นภายในวัด


จนถึงช่วงเวลา 16.00 น. ได้มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดมาจากทางรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ยิงมาที่ประตูทางเข้าวัด จังหวะนั้นก็ได้มีเสียงร้องของชาย 2 คนซึ่งถูกยิงบริเวณประตูวัด โดยมีกลุ่มชาย 3-4 คนวิ่งออกไปเอาร่างของผู้ถูกยิงเข้ามาภายในวัด แต่ก็พบว่าได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้คือ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ถูกกระสุนปืนทำลายปอด และมีผู้เสียชีวิตรายต่อมาคือ นายมงคล เข็มทอง ซึ่งถูกยิงหลังจากได้ทำการช่วยพยาบาลนายอัฐชัย ชุมจันทร์ พยานเล่าว่าขณะนั้นเขายืนอยู่ใต้ราง และได้เห็นทหารประมาณ 3 คน เล็งปืนลงมา จึงได้วิ่งเข้าไปภายในวัด และเขาถูกยิงในชุดอาสาสมัครกู้ภัยสีกรมท่าเป็นรายที่ 2 ในวัดปทุมฯ ซึ่งการเบิกความการสอบสวนคดีการตายในวัดปทุมฯ ล่าสุดได้มีการรับสารภาพจากทหารหน่วยรบพิเศษ 3 นาย ว่าเป็นผู้ยิงปืนเข้าไปภายในวัดปทุมฯ จากบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส


18.00 น. มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตอีก 1 คน คือ นายสุวัน ศรีรักษา ถูกกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจ จากการสอบสวนของตำรวจพบว่าน่าจะโดนยิงตรงบริเวณหน้าห้องน้ำภายในวัดปทุมฯ เป็นรายที่ 3 เหตุการณ์นี้มีนักข่าวต่างประเทศคือ Andrew Buncombe จากหนังสือพิมพ์ The Independent ถูกยิงบาดเจ็บ ผู้เสียชีวิตรายที่ 4 ภายในวัดปทุมวนารามและถือเป็นการเสียชีวิตที่น่าคิด และเป็นประเด็นที่ต้องถามถึงความยุติธรรม คือกรณีของ น.ส.กมลเกด อัคฮาด ซึ่งถูกยิงด้วยกระสุนปืน 11 แผล ถูกยิงขณะที่กำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในเต็นท์พยาบาลภายในวัด และในเวลาเดียวกัน นายอัครเดช ขันแก้ว ก็เป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 5 ซึ่งถูกยิงขณะที่เข้าไปช่วยเหลือ น.ส. กมลเกด ผู้เสียชีวิตรายที่ 6 ซึ่งเป็นรายสุดท้ายที่เกิดจากยุทธการขอคืนพื้นที่ภายในวัดปทุมฯ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ก็คือกรณีการเสียชีวิตของ นายรพ สุขสถิตย์ ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกยิง สันนิษฐานได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทหารได้ทำการยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้า


ขณะเดียวกันบริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์ก็มีผู้เสียชีวิตในช่วงนั้น คือเวลาหลังจากที่ไฟได้ไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์แล้วตั้งแต่เวลา 16.30 น. คือ นายกิตติพงษ์ สมสุข ซึ่งพยานและการสอบสวนได้ให้การว่านายกิตติพงษ์ได้โทรศัพท์บอกกับอดีตแฟนของเขาว่าตนติดอยู่ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะวิ่งหนีทหารที่ไล่ยิงเข้าไป


และนี่คือบทสรุปของปฏิบัติการขั้นตอนที่ 3 ของยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ ในขั้นการสลายม็อบที่ทหารได้เขียนบทความเป็นคำสารภาพจากปากทหารเอง แสดงความสำเร็จของตัวเองลงอย่างภาคภูมิ ด้วยวิธีการใช้วิธีการของการทหารในการแก้ปัญหา แทนที่จะเลือกใช้วิธีทางการเมืองด้วยการเจรจา แล้วยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดเป็นรัฐบาล


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง









“ชัยวัฒน์” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนกรุงเทพเป็นเมืองที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ดันนโยบายเส้นเลือดใหญ่ แก้โครงสร้างเพิ่มอำนาจ กทม. ผ่านร่าง พ.ร.บ.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาชน

 


ชัยวัฒน์” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนกรุงเทพเป็นเมืองที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ดันนโยบายเส้นเลือดใหญ่ แก้โครงสร้างเพิ่มอำนาจ กทม. ผ่านร่าง พ.ร.บ.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาชน


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนากรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าการที่เริ่มตั้งแคมเปญว่า “กรุงเทพง่ายๆ” เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ตั้งคำถามว่า “อะไรง่าย” เพราะที่จริงแล้วมันยากไปหมด


ตั้งแต่ตื่นลืมตา ก้าวขาออกจากบ้าน การเดินทางไปทำงาน เรียนหนังสือ ต้องเผื่อเวลารถติด การเลี้ยงลูกในปัจจุบัน คนวัยทำงานก็มีความลังเล ไม่กล้าที่จะเลี้ยงลูก เพราะไม่สามารถหาคนมาช่วยเลี้ยงดูลูกได้ หาโรงเรียนให้ลูกหรือการดูแลพ่อแม่ที่ชรา ก็เป็นเรื่องลำบาก การไปหาหมอ หากใช้สิทธิในการรักษาพยาบาล ก็ต้องเสียเวลารอใช้สิทธิ ขอใบส่งตัว เข้าคิวหาหมอ รถติดก็รอไป 2 ชั่วโมง รอหมออีก 3 ชั่วโมง ทั้งหมดเป็นหนึ่งวัน การทำงานต้องลางาน ขาดรายได้ ค่าครองชีพสูง อาหารก็แพง การมีบ้านสักหลังหนึ่งแทบเป็นได้แค่ความฝัน เพราะค่าบ้านในเมืองก็เอื้อมไม่ถึง จำเป็นต้องอยู่ห่างไกลออกไป


พรรคประชาชนจึงอยากชวนคิดว่า ทุกอย่างมันยาก และทุกคนชินกับมันแล้ว เพราะไม่ได้คาดหวังที่จะทำให้เมืองนี้ดีขึ้น หรือเมืองจะช่วยให้เราสบายขึ้นได้ ง่ายขึ้นได้ เมืองขโมยเวลาจากเราไปวันหนึ่งไม่รู้กี่ชั่วโมงในการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มา และทำให้ตน รวมถึงทีม ส.ก. ของพรรคประชาชน 50 คน และทีมบริหารของพรรคประชาชน ต้องการเสนอวาระที่ทำให้เมืองนี้ง่ายขึ้น เป็นเมืองที่จะสนับสนุนการใช้ชีวิตและให้โอกาสกับผู้คนได้ลืมตาอ้าปากในการทำงาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


โดยนอกจากนโยบาย 4 ง่ายเพื่อสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ง่ายสำหรับทุกคนและมีความยั่งยืนไปสู่อนาคต พรรคประชาชนยังต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. โดยเพิ่มอำนาจให้ กทม. สามารถจัดการตัวเองได้มากขึ้น สาระสำคัญของกฎหมายระบุว่ากรุงเทพฯ ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นสิ่งที่ห้าม (Negative list) จากเดิมที่ระบุแค่ว่าทำอะไรได้บ้าง (Positive list) รวมถึงแก้ไขอำนาจของ กทม. ที่ปัจจุบันหลายเรื่องก็ยังมีอำนาจไม่เพียงพอ


เช่น การเข้าถึงบริการการรักษาพยาบาล การใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยทาง กทม. สามารถเป็นเจ้าภาพไปคุยกับ สปสช. เพื่อแก้ปัญหาได้มากกว่านี้ เนื่องจากปัจจุบันคนกรุงเทพฯ กำลังติดปัญหาเรื่องใบส่งตัวกับคลินิกปฐมภูมิ หาก กทม. สามารถนำศูนย์บริการสาธารณสุขที่ กทม. บริหารเองให้การใช้สิทธิดังกล่าวมีมากขึ้น แล้วให้ประสานกับโรงพยาบาล 9 แห่งของ กทม. การส่งตัวก็จะไม่ติดขัด โดยก่อนหน้านี้เราสามารถรองรับผู้ใช้สิทธิได้เป็นล้านคน ต่อมาลดลงเหลือ 800,000 คน และยังลดลงเรื่อยๆ เนื่องจาก กทม. ไม่ได้ทำตรงนี้อย่างเพียงพอ ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญและเจตจำนงที่จะผลักดัน


อีกเรื่องคือการบริการขนส่งสาธารณะ ที่ทาง กทม. ยังทำได้ไม่เพียงพอ ยังมีถนนหลายสายที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งหากคนไม่มีรถจะเดินทางอย่างไร มีถนนใหม่เกิดขึ้น แต่ไม่มีรถเมล์มาวิ่ง แม้กระทั่งรถเมล์สายเดิมก็ลดลงเรื่อยๆ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคน กทม. บางเส้นทางได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้รถเมล์มาวิ่งแล้ว ทาง กทม. ทำได้เลยภายในกรอบอำนาจปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้ทำ


สำหรับเมกะโปรเจกต์เพื่อ กทม. ชัยวัฒน์กล่าวว่า ทีมพรรคประชาชนต้องการพัฒนาคลองซึ่งมีจำนวนมากในกรุงเทพฯ ให้ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการสัญจรของประชาชน การเป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ริมคลองให้สามารถเดินทางได้โดยใช้ขนส่งสาธารณะ นี่คือการทำคลองให้เป็นถนน ทำคลองให้เป็นขนส่งสาธารณะ ทำคลองให้เป็นย่านท่องเที่ยว ทำคลองให้เป็นชุมชน ซึ่งการพัฒนาตามแนวทางนี้จะทำให้เกิดรายได้ทั่วทั้งกรุงเทพฯ


ส่วนวาระเร่งด่วนที่จะผลักดันทันทีหากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ชัยวัฒน์กล่าวว่า อันดับแรกคือปัญหาโรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็น มีผู้ได้รับความเดือดร้อนกว่า 400,000 คน เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของ กทม. สามารถทำได้ทันที รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิทธิบัตรทอง โดยใช้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. เข้ามาแก้ปัญหา ลดเรื่องใบส่งตัว เพื่อความสะดวกของประชาชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

‘สส. ธนพร’ ทวงถาม กสม. กลุ่มแรงงานยานภัณฑ์ถูกเลิกจ้าง ติดตามค่าชดเชยมาเป็นปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่ได้ นี่คือการละเมิดสิทธิแรงงานชัดเจน แรงงานเก็บเบอร์รี่ต่างประเทศเจอปัญหาถูกหลอกซ้ำซากทุกปี เมื่อไหร่กระทรวงแรงงานจะแก้ปัญหา

 


‘สส. ธนพร’ ทวงถาม กสม. กลุ่มแรงงานยานภัณฑ์ถูกเลิกจ้าง ติดตามค่าชดเชยมาเป็นปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่ได้ นี่คือการละเมิดสิทธิแรงงานชัดเจน แรงงานเก็บเบอร์รี่ต่างประเทศเจอปัญหาถูกหลอกซ้ำซากทุกปี เมื่อไหร่กระทรวงแรงงานจะแก้ปัญหา


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ธนพร วิจันทร์ สส. บัญชีรายชื่อ สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน พรรคประชาชน ได้กล่าวชื่อชมรายงาน ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมเสนอแนะประเด็นแรงงานที่มีการกล่าวถึงเสรีภาพในการชุมนุม การแสดงออก การรวมตัว และการสมาคม


ธนพรกล่าวถึงกลุ่มแรงงานยานภัณฑ์ที่ กสม. ได้มีการระบุไว้ในรายงานว่า เป็นการไปเรียกร้องค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้าง นี่ไม่ใช่การเรียกร้องแต่เป็นการติดตามผล เพราะว่าเงินค่าชดเชยเป็นสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอยู่แล้ว พวกเขาไม่ควรออกไปชุมนุมเรียกร้องด้วยซ้ำ เมื่อเขาถูกเลิกจ้างโดยที่เขาไม่มีความผิด เขาควรจะได้รับสิทธินั้นทันที


สิ่งหนึ่งที่คิดว่ากระทรวงแรงงานในฐานะที่เป็นคนที่บังคับใช้กฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่จะต้องจ่ายค่าชดเชย กลับไม่ปรากฏในรายงาน สิ่งนี้เราคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่กระทรวงแรงงานหรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับไม่บังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างที่ไม่ดี นายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ปล่อยให้พี่น้องกลุ่มแรงงานยานภัณฑ์ กว่า 800 ชีวิต พวกเขาจะต้องออกไปตามสิทธิของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นการติดตามยาวนานนับปีแล้ว จนกระทั่งปัจจุบันยังค้างเงินพวกเขากว่า 200 ล้าน นี่เป็นสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานที่ขั้นรุนแรงมาก


ธนพรกล่าวต่อไปว่า ในอดีตตนเคยเป็นแกนนำที่พาพี่น้องแรงงานไปติดตามสิทธิ สิ่งที่กระทรวงแรงงานทำคือปิดประตู และยังนำโซ่มาคล้องใส่กุญแจ เพื่อไม่ให้แรงงานเข้าไปในพื้นที่ สิ่งนี้เราเห็นว่ามันเป็นการละเมิด จากหน่วยงานที่จะมาคุ้มครองแรงงาน แต่กลับทำเสียเอง


​แรงงานไปรอรัฐมนตรีแรงงานตั้งแต่เช้า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งใหม่ เพื่อที่จะหารือปัญหา แต่รัฐมนตรีกลับหนีออกหลังกระทรวง ภาพเหล่านี้เห็นแล้ว ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ ถือเป็นการไม่ส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลอดภัยของพี่น้องแรงงานที่อยู่ในพื้นที่กระทรวงแรงงาน ​ข้าราชการในกระทรวงแรงงานก็เช่นกันแม้จะมีหน้าที่ทำตามคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรัฐมนตรี ท่านใด จากพรรคใดเข้าไป แต่ก็อยากให้ทาง กสม. ได้เข้าไปศึกษาดู สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น


​ประเด็นต่อมาคือการถูกเลิกจ้าง การถูกเลิกจ้างมีหลายแบบ บางครั้งก็บังคับให้แรงงานลาออก แรงงานไม่ได้อยากถูกเลิกจ้าง แต่ไปบีบบังคับ ให้มีการลาออกบ้าง บังคับให้เขียนใบลาออกบ้าง แล้ววันนี้การเลิกจ้างทั้งประเทศ ตั้งแต่เมื่อปี 2568 ยังไม่ได้รับค่าชดเชยอยู่จำนวนมาก และเป็นจำนวนเงินที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเนี่ย ค้างลูกจ้าง ที่ค้างอยู่ในกระทรวงแรงงานตอนนี้ 2,200 ล้านบาท ซึ่งอาจจะมากกว่านี้ก็เป็นได้ เพราะมีการเลิกจ้างมากขึ้น 


ประเด็นต่อมาจากรายงานใน กสม. พูดถึงลูกจ้างหลายกลุ่มมาก มีทั้งหมด 7 กลุ่ม แต่กลุ่มหนึ่งที่ไม่พูดถึงคือกลุ่มที่เป็นลูกจ้างที่ทำงานในภาครัฐ ในกรม ในกระทรวงต่าง ๆ หรือว่าในสำนักงานของหน่วยงานรัฐที่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน ยังมีอีกมาก นี่คือสิ่งที่ยังขาดไปในรายงาน ส่วนเรื่องแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เช่น พี่น้องแรงงานที่ไปเก็บผลไม้ป่าหรือว่าพี่น้องเบอร์รี่ ทุกปีจะมีปัญหาแบบนี้ ถูกหลอก หลอกซ้ำหลอกซาก แต่ยังไม่มีการจัดการเสียที เราเห็นทุกปีอยู่แล้วว่าเมื่อมีการฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ป่า ก็จะมีการส่งแรงงานไปเก็บผลไม้ป่า หรือว่าไปเก็บเบอร์รี่ที่ต่างประเทศเนี่ย อยากให้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“ศิริกัญญา” ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน คนละครึ่ง 30 ล้านสิทธิแจกไม่ตรงเป้า-ใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือน แถมยัดไส้แผนพลังงาน 2 แสนล้านทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. ด้าน “ภราดร” แจงจำเป็นต้องกู้เยียวยาวิกฤตพลังงาน-สงครามยืดเยื้อ

 


“ศิริกัญญา” ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน คนละครึ่ง 30 ล้านสิทธิแจกไม่ตรงเป้า-ใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือน แถมยัดไส้แผนพลังงาน 2 แสนล้านทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. ด้าน “ภราดร” แจงจำเป็นต้องกู้เยียวยาวิกฤตพลังงาน-สงครามยืดเยื้อ


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (พ.ร.ก.เงินกู้ฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน


โดยศิริกัญญาระบุว่าด้วยความเป็นวาระลับ ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังคงไม่มีใครเห็นเนื้อหาในร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ แต่อย่างใด ได้ยินแต่ถ้อยคำที่รองนายกรัฐมนตรีแถลงว่าเงิน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง จากการแถลงข่าวของรัฐบาล พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จะแบ่งออกเป็นสองแผนด้วยกัน โดยแผนแรกจะเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาวงเงิน 2 แสนล้านบาท แผนที่สองเป็นการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท


โดยหลักการตนเห็นด้วยว่าจำเป็นที่จะต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน แต่ที่น่าติดใจคือเรื่องของวงเงินและรายละเอียดการนำไปใช้ คือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 ล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 1.728 แสนล้านบาท เรียกได้ว่ากู้มาแล้วแจกหมดหน้าตักภายใน 4 เดือนเลย


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ ยังมีการระบุว่าว่าหลักการของ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ นี้คือ 5T โดยหนึ่งในนั้นคือ Target มุ่งเป้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน แต่ก็ต้องถามว่าคนละครึ่งแบบ 30 ล้านคนเป็นการมุ่งเป้าแบบใด แน่นอนว่าการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว แต่การแจกคนละครึ่ง 30 ล้านคนไม่เข้าข่ายมุ่งเป้าแน่นอน อีกทั้งวิธีการลงทะเบียนยังเป็นวิธีการแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าคนที่เดือดร้อนจะได้รับการช่วยเหลือหรือไม่ และคนที่ได้รับความช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่


แผนการเยียวยาที่จะใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือนแรก โดยที่ไม่ได้มีการมุ่งเป้าแต่อย่างใดตามที่รัฐบาลได้แถลง แถมยังเป็นการแจกแบบสุ่มโดยที่คนเดือดร้อนอาจจะไม่ได้ คนที่ได้อาจจะไม่ได้เดือดร้อน ขอถามว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อันใดกันแน่


ในส่วนของภราดร ได้ตอบกระทู้โดยระบุว่าหลายคนถามว่าทำไมต้องออกเป็น พ.ร.ก. หรือมีข่าวว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ อยู่แล้ว ทำไมจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เร่งด่วนอีก 4 แสนล้านบาท นั่นเป็นเพราะในส่วนของเงินงบประมาณปกติปี 2569 ในส่วนของงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้รัฐบาลเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า ขณะที่การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ เดิมที่คาดว่าสามารถที่จะโอนงบประมาณได้ถึง 80,000-90,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายสำนักงบประมาณไปสำรวจมาแล้วคาดว่าจะเหลือเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อมารวมกับงบกลางที่เหลือเหลืออยู่ 20,000 ล้านบาทก็จะจะมีเงินเพียงแค่ 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน


โดย 4 แสนล้านบาทนี้รัฐบาลได้แบ่งเป็นสองก้อน เป็นส่วนของ 2 แสนล้านบาทแรกในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยรัฐบาลได้วางแนวทางไว้ว่าอาจจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ช่วยเป็นจำนวน 4 เดือน และจะให้มีการลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ ในส่วนที่สองคือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งวันนี้มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน ก็จะเป็นการสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาทเช่นกัน ส่วนนี้จะใช้เงินอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท สองส่วนรวมกันใช้เงินประมาณ 1.7 แสนล้านบาท


ภราดรกล่าวต่อไปว่าคำถามคือทำไมต้องเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาท นั่นเป็นเพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่ได้มีการประชุมกันก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ประเมินสถานการณ์สงครามแล้วคาดว่าอยู่ในช่วงของการยืดเยื้อระดับกลาง ไม่จบภายใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้แน่ อาจจะจบในช่วงกลางปีหรือสิ้นปีนี้ จึงต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบาก


หากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงที สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะเข้ายากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินไปจับจ่าย รัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจึงวางมาตรการในการแก้ไขสถานการณ์แบบเร่งด่วนในช่วงนี้ ส่วนจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ก็ต้องถามว่าในประเทศนี้มีใครที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามบ้าง ทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด 13.2 ล้านคนคือกลุ่มเปราะบาง ส่วนอีก 30 ล้านสิทธิขยับเพิ่มมาจากเมื่อครั้งก่อนที่มีการลงลงทะเบียนในรัฐบาลที่แล้ว ที่มีให้ 20 ล้านสิทธิแต่ลงทะเบียนจริงแค่ 19 ล้านคน วันนี้เพิ่มตัวเลขเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็น 30 ล้านคน รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะเป็น 43.2 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าครอบคลุมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด


ศิริกัญญาได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าฟังคำตอบแล้วตนก็ยังไม่เข้าใจว่าจะมาพูดซ้ำในสิ่งที่ตนพูดไปทำไม คำตอบในเรื่องของความมุ่งเป้าก็ไม่ได้ตอบ ตนเห็นและรู้ถึงความจำเป็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา แม้แต่การโอนงบประมาณที่จะพยายามให้ได้ 50,000 ล้านบาทวันนี้ก็ได้ฟังกับหูแล้วว่าได้แค่ 20,000-30,000 ล้านบาท และตนก็ทราบดีว่าจำเป็นที่จะต้องมีการเยียวยาโดยเร่งด่วน และยังยึดถือเอาคำที่รัฐบาลอ้างว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลังโดยการตั้งกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน แต่ในภาวะที่ประเทศประเทศถังแตกแบบนี้ ควรต้องใช้เงินอย่างระมัดระวังที่สุด ถ้าไม่จบภายใน 4 เดือนรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อ 


แล้วสิ่งที่รัฐบาลยังทำอีกคือมีแผนที่สองยัดไส้มาอีก คือแผนการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นแบบนี้ก็ยังที่จะกู้สุดแรงเกิด และมีเจตนาที่จะยัดใส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วนมาอยู่ใน พ.ร.ก. กู้ด่วนแบบนี้ด้วย ต้องถามว่าถ้าไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนมิอาจหลีกเลี่ยงได้เชียวหรือ อีกทั้งแผนนี้ยังไม่ได้มีรายละเอียดโครงการที่จะเอามาใช้แต่อย่างใด


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าถ้ารัฐบาลบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ได้ภายในปีเดียว จึงต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 ต้องถามว่าภายในปีเดียวจะเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่ % จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ แล้วจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดไหน ถ้ารออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก็ไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม หรือถ้าอยากจะกู้เงินใจจะขาดอีก 2 แสนล้านบาท รัฐบาลก็ควรจะแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อเยียวยา อีกก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน แบบมีรายละเอียดโครงการชัดเจนมาเลย ก็จะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 จึงต้องถามว่าเหตุผลใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดใส้โครงการไม่เร่งด่วนเข้ามาใน พ.ร.ก. กู้ด่วน จนทำให้ต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 


ในส่วนของภราดร ระบุว่าเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง เรื่องนี้ได้มีการประชุม 4 หน่วยงานและมีแผนการคลังระยะปานกลาง มีการจำลองสถานการณ์ไว้โดยใส่เงินกู้ก้อนนี้เข้าไปด้วย โดย 4 แสนล้านบาทนี้จะมีการแยกเป็นสองปี ปีนี้กู้ 2 แสนล้านบาท ปีหน้ากู้อีก 2 แสนล้านบาท และในส่วน พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปกติก็ได้ทำตัวเลขใส่ไว้แล้ว ซึ่งจากการประมาณการของ 4 หน่วยงาน ทำให้เห็นชัดว่าภายใน 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะก็ยังจะไม่เกินที่ 70%


ส่วนเรื่องสอดใส้หรือไม่กับโครงการ 2 แสนล้านบาท ความเร่งด่วนขึ้นอยู่กับคนมองและวิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศ ว่ามองเรื่องวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบไหนและเร่งด่วนหรือไม่ ประชาชนได้รับผลกระทบจากเรื่องพลังงานแน่นอน และพลังงานไฟฟ้าที่วันนี้ประชาชนบ่นกันมาก ส่วนหนึ่งแน่นอนว่ามาจากพลังงานฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า


ภราดรกล่าวต่อไปว่าก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เคยได้มาชี้แจงต่อสภา ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพของประชาชน โดยจัดสรรขั้นบันไดของค่าไฟให้ประชาชนแบบครัวเรือนเสียน้อยลง โดยตั้งใจที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เป็นรูปแบบที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลให้น้อยลงที่สุดเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด โดยที่หลายกระทรวงก็น่าจะมีโครงการเข้ามาเสนอ และหลังจากที่ พ.รก. ได้ถูกบังคับใช้และผ่านสภาแล้ว ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อคัดกรองโครงการ และจะทำให้รวดเร็วที่สุดเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องการลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล


ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลมากที่สุด โดยที่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤติแบบนี้อีกเมื่อไหร่ นี่จึงเป็นโอกาสของประเทศในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนคำถามที่ว่าแล้วทำไมไม่ไปใช้ในงบประมาณปี 2570 นั่นก็เพราะงบประมาณปี 2570 อยู่ในช่วงของการเร่งรัดการทำ พ.ร.บ. ให้เสร็จทัน 1 ตุลาคม 2569 เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้เงินใช้พลางไปก่อนในงบประมาณปี 2569 แต่เมื่อเร่งทำให้เสร็จ แผนที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอโครงการเข้ามาในงบประมาณปี 2570 ย่อมทำไม่ทัน 


ภราดรกล่าวต่อไปว่าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้ปิดการให้หน่วยงานส่งคำขอไปที่สำนักงบประมาณแล้ว และเมื่อไปดูในรายละเอียดว่าหน่วยงานมีคำขอที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายพลังงานมากน้อยแค่ไหน ตนเชื่อว่าไม่มากด้วยเวลาจำกัด จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องใช้โอกาสนี้มาเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างความยั่งยืนในการใช้พลังงานสะอาดพลังงานจากฟอสซิล


จากนั้นศิริกัญญาได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่รัฐมนตรีให้รายละเอียดว่าสุดท้ายแล้วโครงการที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจะไม่ทันใส่ลงไปในงบประมาณปี 2570 แสดงว่าโครงการที่จะอยู่ในแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดยังเป็นวุ้นอยู่ ยังไม่มีโครงการใดอยู่ในมือเลย เป็นแผนลอย ๆ และมีการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลนำไปใช้กลไกคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งก็เต็มไปด้วยข้าราชการประจำอยู่ดี มันคือการตีเช็คเปล่ากับประชาชนที่ต้องเป็นคนใช้หนี้


ดังนั้นมันก็คือการคิดไปทำไป ไม่ได้สะท้อนเลยว่าถ้าไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างที่รับไม่ได้อย่างไร พ.ร.ก. ไม่ใช่เรื่องที่ควรออกกันอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฏหมายในระดับ พ.ร.ก. เป็นการทำงานแบบข้ามหัวสภา ผู้แทนราษฎรไม่ได้มีโอกาสในการตรวจสอบและให้ความเห็น ตนไม่ติดถ้าจะต้องออกเพื่อเยียวยา แต่ถ้าจะเอาไปทุ่มกับคนละครึ่ง 1.2 แสนล้านบาท ก็ไม่ต้องออกถึง 2 แสนล้านบาทก็ได้ เก็บกระสุนเอาไว้สำหรับการเยียวยาแบบตรงกลุ่มเป้าหมายแทนดีกว่า


ศิริกัญญายังกล่าวต่อไปว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและวิกฤตจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ แต่กระสุนก็จะไม่เหลือแล้วที่จะนำไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมกู้ใหม่ก็น่าจะไม่ได้แล้ว นี่น่าจะเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่ประเทศจะสามารถออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. เพื่อที่จะกู้เงินได้ เพราะไม่ใช่แต่เพียงหนี้สาธารณะที่ใกล้จะสูงจนชนเพดาน แต่ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% แต่แนวโน้มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยามที่เงินเฟ้อสูงเช่นนี้


จึงต้องถามว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีแต่การประกาศแผนการกู้ ว่าจะกู้แต่ในประเทศ ต้นทุนการกู้ยืมไม่ได้สูงมากแต่อยู่ในแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมต้นปีถ้ารัฐบาลจะกู้พันธบัตร 10 ปี ต้นทุนดอกเบี้ยแค่บาทเดียวหรือ 1% เท่านั้น วันนี้อยู่ที่ 2% กว่าแล้วและยังไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน แผนที่จะใช้เงินก็ยังไม่ชัด แผนการกู้เงินก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วแผนการใช้หนี้จะเป็นอย่างไร 


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมามีการปล่อยให้รัฐบาลก่อนหน้ากู้แบบนอกงบประมาณราว 1.5 ล้านล้านบาท แล้วกลายมาเป็นภาระที่ต้องใช้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จนมาเบียดบังงบประมาณรายจ่ายประจำปีไปทุกปี จึงต้องสอบถามว่าแผนการการใช้หนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ทุกวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่ารัฐบาลมีความสามารถที่จะใช้หนี้อย่างไร ต้องจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมหรือไม่ แผนภาษีในอนาคตต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ได้มีการสอบถามในคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะมีการออกมติให้มีการออก พ.ร.ก. กู้เงินหรือไม่


ทางด้านภราดรระบุว่าข้อกล่าวหาว่าเป็นเช็คเปล่าเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินไป รัฐบาลได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ศิริกัญญาบอกว่ารัฐบาลใช้ก้อนแรก 1.7 แสนล้านบาทภายใน 4 เดือนก็ถูกต้อง เพราะรัฐบาลต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้น ๆ นี้ ถ้าไม่เยียวยาในช่วงนี้จะเยียวยากันเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยหาแนวทางเยียวยาอย่างนั้นหรือ วันนี้อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประชาชน และการใช้เงิน 1.7 แสนล้านบาทในช่วงเวลา 4 เดือนจากนี้ไป เชื่อว่าถึงมือประชาชนทุกเม็ดทุกบาท นี่ต่างหากคือหัวใจสำคัญ


ส่วนเรื่องแผนการกู้และแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล แน่นอนว่าจะเป็นการกู้เงินในประเทศ และดอกเบี้ยในการกู้คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1.3% เท่านั้น เป็นดอกเบี้ยที่ถูกมาก ส่วนแผนการใช้หนี้ก็จะเป็นไปตามปกติ คือการตั้งในเงินงบประมาณปีถัดไป คือ 4% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งในแต่ละปีจะเป็นการใช้เงินต้นประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยก็ต่างหาก นี่คือวิธีการที่รัฐบาลบริหารจัดการหนี้ของประเทศมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา


ภราดรยังกล่าวต่อไปว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลในครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน โดยวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือการนำเงินทุกบาทไปให้ถึงมือประชาชนอย่างแน่นอน


สุดท้าย ศิริกัญญาได้ใช้เวลาที่เหลือในการฝากไปถึงรัฐบาล โดยระบุว่าขอให้รัฐบาลอย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันแล้วมาสอดใส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วน เพียงเพื่อที่จะหวังผลอย่างอื่นหรือไม่ ถ้ามีการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วจะมีปัญหาในภายหลัง ก็อย่านำการเยียวยาของประชาชนมาเป็นข้ออ้างและตัวประกันแบบนี้ เพราะเป็นรัฐบาลเองที่ไม่ยอมแยก พ.ร.ก. ออกจาก พ.ร.บ. ในส่วนที่เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ถ้าจะเกิดผลอะไรขึ้นก็เป็นรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบในท้ายที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ธีรศักดิ์ จี้รัฐบาลทบทวน ดัน 2 ร่างกฎหมายครูกลับเข้าสภา ล้างมรดก ม.44 ของ คสช

 


ธีรศักดิ์ จี้รัฐบาลทบทวน ดัน 2 ร่างกฎหมายครูกลับเข้าสภา ล้างมรดก ม.44 ของ คสช.


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.ของพรรคประชาชน ได้แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา โดยขอให้รัฐบาลยืนยันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครูกลับเข้าสู่สภาอีกครั้ง


ธีรศักดิ์กล่าวว่า วันนี้พวกตนมาแถลงข่าวเพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีได้ยืนยันกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา เกี่ยวข้องกับครู เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพ กลับเข้าสู่สภา โดยนับตั้งแต่ที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการศึกษา ปี พ.ศ. 2542 มา ก็มี พ.ร.บ. อื่น ๆ ตามจาก พ.ร.บ. ดังกล่าวอีกมาก ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราแทบจะไม่มีกฎหมายทางการศึกษาใด ๆ ที่เกี่ยวกับครูผ่านไปได้เลย เรียกได้ว่าวาระทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับครูและนักเรียนแทบจะไม่มีผ่านสภาแห่งนี้


ธีรศักดิ์กล่าวต่อว่า แต่ตนดีใจเมื่อสภาชุดที่ผ่านมานำวาระทางการศึกษาคือร่าง พ.ร.บ. สองร่างเข้ามาสู่สภาได้นั่นคือ ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยร่างที่ถูกใช้เป็นร่างหลักคือของนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลคนปัจจุบัน ซึ่งเราก็ได้เห็นว่าเนื้อหาสาระเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงสนับสนุนเต็มที่และได้ผลักดันผ่านกระบวนการของสภาไป จนกระทั่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสร็จสิ้นแล้วทั้งสองฉบับ ฉบับหนึ่งดันไปสู่วุฒิสภาแล้ว ในส่วนของ พ.ร.บ. สภาครู ได้ผลักดันเข้าไปให้ถึงวาระที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อ แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจว่าเหตุการณ์จบอยู่แค่นั้น เกิดการยุบสภาไปก่อน เมื่อตั้งสภาขึ้นมาใหม่ กฎหมายก็ระบุว่าจำเป็นที่จะต้องให้ ครม. ยืนยันกฎหมายที่ถูกค้างไว้ในสภา เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง


แต่ที่ผ่านมาตนและทีมการศึกษาของพรรคประชาชนได้ติดตามว่า ครม. จะนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องครูเข้ามาในสภาหรือไม่ ก็ได้พบว่าเอกสารที่พอจะเชื่อถือได้ว่า จะมีกฎหมายอยู่ 31 ฉบับที่ ครม. จะนำกลับเข้ามาพิจารณา ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่พบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครูทั้งสองฉบับที่กล่าวข้างต้น หากถามว่ากฎหมายสองฉบับดังกล่าวสำคัญอย่างไร กฎหมายทั้งสองฉบับจะเป็นการล้างมรดกของ คสช. ที่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 นำตัวแทนของครูออกจากบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสำคัญในกระทรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดของคณะกรรมการคุรุสภา บอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องของการบรรจุ การจัดสรรอัตรากำลัง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การรับรองวุฒิต่าง ๆ ซึ่งสำคัญมาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าตลอด 10 ปีแล้ว เราไม่มีตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพ ตัวแทนของผู้บริหารสถานศึกษา ตัวแทนของผู้บริหารในเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ เข้านั่งอยู่ในคณะเหล่านี้เลย


ธีรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า วันนี้ตนจึงขอมาเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีได้โปรดทบทวนอีกครั้ง ซึ่งตนก็ยังมีความหวังอีกครั้งว่าหลังประชุม ครม. ในวันอังคารหน้า อันจะตรงกับวันที่ 12 พฤษภาคม ที่จะส่งหนังสือยืนยันมาว่าจะส่ง พ.ร.บ. อะไรกลับเข้าสู่สภาบ้าง ซึ่งก็ขอให้ท่านได้พิจารณา 2 พ.ร.บ. ดังกล่าวด้วย โดยให้เห็นถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมของพี่น้องครู อย่าใช้แต่ผู้บริหารจากข้าราชการส่วนกลางซึ่งมีอำนาจมากอยู่แล้ว ในการดำเนินกิจการทางการศึกษา โดยละทิ้งการมีส่วนร่วมของครู


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน