วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“พิจารณ์” ผิดหวัง “เสรีพิศุทธ์” สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นกุข่าวรับเงินโหวตนายกฯ ย้ำจุดยืน ปชน. พร้อมพาประเทศไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” แต่ไม่ใช้ทางลัดยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดฟันมาตรฐานจริยธรรม

 


“พิจารณ์” ผิดหวัง “เสรีพิศุทธ์” สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นกุข่าวรับเงินโหวตนายกฯ ย้ำจุดยืน ปชน. พร้อมพาประเทศไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” แต่ไม่ใช้ทางลัดยื่นดาบให้ศาลรัฐธรรมนูญผูกขาดฟันมาตรฐานจริยธรรม


วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ตอบโต้กรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช กล่าวอ้างว่ามีการจ่ายเงินให้แกนนำพรรคประชาชนในการโหวตเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำถึงเหตุผลที่ไม่ร่วมลงชื่อในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยประเด็นจริยธรรมของนายกรัฐมนตรี


พิจารณ์ระบุว่าคำกล่าวหาดังกล่าวเป็นคำกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากผู้ที่อ้างตนว่าเป็นคนตงฉินและหนักแน่นในทางการเมือง แทนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะโต้แย้งด้วยหลักการ กลับหันมาใช้เกมการเมืองสาดโคลนแบบเดิมๆ ที่การเมืองไทยเป็นมาตลอดหลายทศวรรษ และทำให้ประชาชนหมดศรัทธากับนักการเมือง ตนเข้าใจว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เติบโตมาในระบบการเมืองแบบเก่า เคยชินกับการเมืองที่ใช้เงินซื้อตัวและต่อรองผลประโยชน์ จนมองว่าทุกคนต้องทำการเมืองแบบเดียวกัน แต่ตนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ทำการเมืองแบบนั้น  


พิจารณ์กล่าวต่อไปว่า ตนต้องย้ำอีกครั้งว่าการที่พรรคประชาชนไม่ร่วมลงชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นจริยธรรม เพราะเราไม่เห็นด้วยกับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นผู้ผูกขาดมาตรฐานจริยธรรมตามดุลพินิจของตัวเอง จนเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 


พรรคประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลอนุทินเช่นกัน และย้ำมาโดยตลอดว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังผูกขาดกินรวบประเทศไทย แต่การพาประเทศไทยออกจากระบอบสีน้ำเงินจำเป็นต้องใช้วิธีการและอำนาจที่ชอบธรรม นั่นคือฉันทามติของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่การเลือกวิธีอะไรก็ได้ขอเพียงได้กำจัดคู่แข่งทางการเมือง แต่จะส่งผลเสียต่อสังคมไทยในระยะยาวข้างหน้า


พิจารณ์กล่าวต่อไปว่า ในขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งคำถามต่อจุดยืนของพรรคประชาชน ซึ่งเรายืนยันว่ายืนอยู่จุดเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตนขอตั้งคำถามถึงจุดยืนทางการเมืองของคุณเสรีพิศุทธ์เช่นกัน วันหนึ่งท่านเคยยืนยันหนักแน่นว่าอยู่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” แต่วันหนึ่งก็ยอมไปรวมกับอีกขั้วการเมืองหนึ่งที่เคยอยู่ตรงข้าม หันมาขอให้เด็ก “สละเรือ” ให้ นี่คือตัวอย่างการทำการเมืองแบบคนตงฉินของท่านหรือ


“น่าผิดหวังที่คุณเสรีพิศุทธ์เป็นผู้อาวุโสทางการเมือง กลับกุข่าวที่ไม่มีมูลความจริงเพียงเพื่อดิสเครดิตกัน แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนมองออกว่าใครเป็นอย่างไร และตัดสินได้ว่าควรเชื่อถือคุณเสรีพิศุทธ์ต่อไปหรือไม่” พิจารณ์ทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘พิจารณ์’ แท็กทีม ‘พิศาล-เพียงพนอ’ จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย ท้านายกพิสูจน์ฝีมือและความจริงใจ ต้องกล้าแก้ใหญ่ทั้ง “ซัพพลายเชน” แนะเข้มงวดอีลิตการ์ด ชวนราชการเปลี่ยน KPI ความมั่นคงใหม่

 


พิจารณ์’ แท็กทีม ‘พิศาล-เพียงพนอ’ จี้รัฐแก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย ท้านายกพิสูจน์ฝีมือและความจริงใจ ต้องกล้าแก้ใหญ่ทั้ง “ซัพพลายเชน” แนะเข้มงวดอีลิตการ์ด ชวนราชการเปลี่ยน KPI ความมั่นคงใหม่


วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค และทีม ครม.เงาด้านความมั่นคงใหม่พร้อมด้วย พิศาล มาณวพัฒน์ และ เพียงพนอ บุญกล่ำ แถลงข้อเสนอต่อการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นผลพวงจากการเข้าเมืองผิดกฎหมาย


นายกฯ อนุทิน คือผู้รับผิดชอบปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเข้าไทย”


พิจารณ์ กล่าวว่าการจัดการปัญหาภัยความมั่นคงเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยราชการข้ามกระทรวง จึงนับเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องเข้าใจและจริงจังกับการ “แก้ทั้งซัพพลายเชน” เพราะนอกจากความรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรีแล้ว อนุทิน ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาตั้งแต่ 1 กันยายน 2566 จึงต้องนับว่าเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงด้านความมั่นคงและการปกครอง สามารถสั่งการโดยตรงกับตำรวจ การข่าวกรอง และยังรับผิดชอบหน่วยงานที่กำกับดูแลการออกเอกสารทางทะเบียนที่เปรียบเสมือน “ใบผ่านทาง” ให้กับคนต่างชาติ


การจัดการปัญหาความมั่นคงครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ การจัดการปัญหาขบวนการอาชญกรรมข้ามชาติให้ได้ผลจริงจำเป็นต้องมองปัญหาให้ออกตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ


ในระดับต้นน้ำ เราเปิดบ้านเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ใช่อาชญากรรมข้ามชาติ นายกฯ ต้องเข้มงวดคัดกรองคนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ถือบัตรอีลิตการ์ดและวีซ่าระยะยาว ระดับกลางน้ำ ต้องกวาดขยะใต้พรม เช่น การรับผลประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ เราต้องบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ปฏิรูปตำรวจ นำระบบไบโอเมตริกซ์มาใช้ และเอาผิดระดับผู้สั่งการ ไม่ใช่เฉพาะเครือข่ายตัวเล็กตัวน้อย รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สมคบกับขบวนการ ระดับปลายน้ำ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับชาวต่างชาติที่ถือครองที่ดินผ่านนอมินี และกำกับพฤติกรรมชาวต่างชาติให้อยู่ในประเทศตามวัตถุประสงค์ที่ระบุในใบขออนุญาต


รัฐไทยต้องเข้มงวดกับอีลิตการ์ดและวีซ่าระยะยาว ปิดทางลัดอาชญากรข้ามชาติเข้าไทย”


ด้านพิศาล มาณวพัฒน์ แนะนำรัฐบาลสกัดอาชญากรรมข้ามชาติตั้งแต้ต้นทาง โดยเสนอให้พิจารณาติดตามใบอนุญาตพิเศษ 2 ประเภทที่คนต่างชาติใช้เข้าไทยที่อาจมีการตรวจสอบเบาบางกว่าปกติจนถูกใช้เป็นช่องโหว่ในการเข้ามาหลบหนีหรือก่ออาชญากรรม


ใบแรกคือ Thailand Privilege Card (ชื่อเดิม Thailand Elite Card) แพ็กเกจพำนักระยะยาว” 5-20 ปี แม้ออกแบบมาเพื่อดึงดูดผู้มีกำลังซื้อสูง แต่กลายเป็น "ดาบสองคม" เพราะไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินหรือพฤติกรรมผู้ถือบัตรภายหลังได้รับสิทธิ ที่ผ่านมาพบผู้ถือบัตรบางส่วนเป็นผู้หนีคดีหรือมีหมายแดง รวมถึงกรณีหมิง เฉินซัน ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากคณะอนุกรรมาธิการฯ เมื่อพฤศจิกายน 2568 พบว่า ภายในเวลาเพียง 2 ปี สมาชิกพุ่งจาก 2 หมื่นคนในปี 2565 เป็น 3.7 หมื่นคนในปี 2567 พร้อมผลกำไร 680 ล้านบาทในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 1,400 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ประเทศไทยเริ่มเผชิญปัญหานอมินีและอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งยังพบว่าคนต่างชาติที่ซื้อบัตรสูงสุดยังเป็นสัญชาติที่พบปัญหาการกระทำผิดกฎหมายมากอีกด้วย


ใบที่สองคือ LTR Visa ของ BOI” (LTR Visa: Long-Term Resident Visa) มีผู้ถือสะสมกว่า 7,000 คน แม้มีประโยชน์ในการดึงดูดบุคลากรทักษะสูง แต่มีช่องให้ผู้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยมูลค่าเพียง 15 ล้านบาท มีสิทธิยื่นขออนุญาตใบนี้ได้เช่นกันได้เช่นกัน


พิศาลย้ำว่าใบอนุญาตทั้ง 2 ประเภทมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลต้องเพิ่มความเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง โดยเสนอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ขออนุญาตอย่างละเอียด จัดทำ "watching list" และทบทวนสิทธิประโยชน์ว่าคุ้มค่าเพียงใดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ประเทศได้รับ


ราชการไทยต้องเปลี่ยน KPI ด้านความมั่นคงใหม่”


ด้าน เพียงพนอ บุญกล่ำ ให้ข้อเสนอด้านการบังคับใช้กฎหมาย เห็นว่าปัญหาอาญากรรมข้ามชาติจะถูกจัดการได้ราชการไทยต้องเปลี่ยน KPI ด้านความมั่นคงใหม่ทั้งหมดกล่าวคือ


ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพียงพนอเห็นว่า การลดระยะเวลาวีซ่าเหลือ 30 วันนั้นเหมาะสม แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายเพราะส่วนใหญ่มักอยู่เกินระยะเวลาวีซ่า ตลอดจนปัญหาอาชีพที่สงวนให้กับคนไทยด้วย รัฐบาลต้องบังคับใช้ พ.ร.บ. ตรวจคนเข้าเมืองและ พ.ร.บ. การประกอบอาชีพที่สงวนไว้ให้คนไทยอย่างจริงจัง ทบทวนสิทธิ Visa-Free และ Visa on Arrival เช่น กรณีจับกุมชาวไนจีเรียที่เข้าประเทศด้วย Visa นักเรียนระยะยาว ที่มีช่องโหว่ในการใช้กฎหมาย ต้องมีการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น โดยพิจารณาจากสถิติทางคดี ทั้งคดียาเสพติด คดีอาญา และสแกมเมอร์ มาเป็นเกณฑ์พิจารณาว่าประเทศใดควรได้รับสิทธิดังกล่าวต่อไปหรือไม่ พร้อมกับต้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐและต่างชาติที่กระทำผิดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีสวมสิทธิบัตรประชาชน สวมสิทธิคนที่เสียชีวิตไปแล้ว มีการออกเอกสารราชการโดยมิชอบ และ บังคับใช้กฎหมายที่ดินกับต่างชาติที่ถือครองผ่านนอมินีอย่างเด็ดขาด


ปฏิรูป KPI ด้านความมั่นคงใหม่ทั้งระบบ กำหนดให้เป็น KPI ร่วมระหว่างหน่วยงานภายใต้ความรับผิดชอบของนายกฯ โดยตรง เพื่อแก้ปัญหาการโยนงานและความล่าช้า โดยมี KPI สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่


1. กระบวนการบังคับโทษผู้ทำผิดต้องรวดเร็วและเด็ดขาด (เช่น ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจเกี่ยวกับภารกิจ บก.ปอศ. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ) จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายและเอาผิดสั้นลง เพราะปัญหาหลักในปัจจุบันคือ คนทำผิดไม่กลัวเพราะรู้สึกตัวเองมีโอกาสรอดสูง โทษเบา / คุ้มค่าที่จะทำผิด


2. ต้องเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นข้อมูลสาธารณะเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ - กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ควรเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นสาธารณะ โดยยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม จะช่วยให้ตรวจสอบง่ายขึ้น ลดปัญหาการฮั้วและนอมินีได้


3. มีระบบติดตามความคืบหน้าของคดี เปิดเผยผลลัพธ์ให้โปร่งใส อัปเดตความคืบหน้าการตรวจสอบรายคดี/ว่าถึงขั้นตอนใด ช่วยให้ทราบว่าคดีไหนช้าเร็ว ที่ขั้นตอนไหน และเมื่อจบคดีมีผลลัพธ์อย่างไร เอาผิดใครได้บ้าง ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ท้ายนี้พิจารณ์ได้เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาความมั่นคงจะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของนายกรัฐมนตรีอย่านิ่งนอนใจ เพราะหากไม่แก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังและเป็นระบบ ประเทศไทยจะกลายเป็น “ฮับสีเทา” ที่อาชญากรต่างชาติเดินทางเข้ามาอาศัยและใช้ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงสะสมอาวุธ ได้ง่ายดายขึ้นทุกวัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

'ณัฐพงษ์ - ปิยรัฐ' ฉายขบวนการ “ไตรภาคีสีเทา” สายสัมพันธ์ อาชญากรรมข้ามชาติ – ราชการไทย – ทุนใหญ่ พร้อมแฉ 23 บริษัทนอมินีซื้อบ้านหรูให้ทุนเทา

 


'ณัฐพงษ์ - ปิยรัฐ' ฉายขบวนการ “ไตรภาคีสีเทา” สายสัมพันธ์ อาชญากรรมข้ามชาติ – ราชการไทย – ทุนใหญ่ พร้อมแฉ 23 บริษัทนอมินีซื้อบ้านหรูให้ทุนเทา


วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมประชุม ครม.เงา เปิดวิพากษ์ความล้มเหลวของรัฐบาลนายอนุทินในการจัดการปัญหาความมั่นคงยุคใหม่ ฐานปล่อยปละละเลยให้หน่วยงานราชการกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่เปิดประตูให้อาชญากรต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้โดยง่าย เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการครอบครองอาวุธสงครามและฟอกเงินดำเนินธุรกิจสีเทา


วันนี้ที่ประชุมหยิบยกต่อกรณีการจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาในคดีครอบครองคลังแสงอาวุธที่จังหวัดชลบุรี และคดีการจับกุมนายตำรวจอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวจีนที่จังหวัดสระแก้ว ณัฐพงษ์สะท้อนว่านี่คดีส่วนบุคคลแต่สะท้อนวิกฤตความมั่นคง” ที่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้ประเทศไทยเป็น “ฮับสีเทา” สามารถซื้อหาอาวุธสงครามได้อย่างง่ายดาย ฟอกเงิน และยังเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค


ด้าน ปิยรัฐ จงเทพ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน แถลงในที่ประชุม ครม.เงา ต่อกรณีการจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาในคดีครอบครองคลังแสงอาวุธที่จังหวัดชลบุรี และคดีการจับกุมนายตำรวจอุ้มเรียกค่าไถ่ชาวจีนที่จังหวัดสระแก้ว เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายทุจริตอาชญากรรมข้ามชาติ เกิดจากการประสานผลประโยชน์ร่วมกันที่เรียกว่าไตรภาคีสีเทาระหว่าง อาชญากร-หน่วยราชการ-ทุนใหญ่


ปิยรัฐชี้ว่า สองคดีนี้เปรียบเสมือน ‘วงจรปลิงกินพยาธิ’ ของระบบนิเวศอาชญากรรมข้ามชาติ ทุนจีนสีเทาเข้ามาใช้แผ่นดินไทยเป็นฐานปฏิบัติการผิดกฎหมาย ใช้เป็นแหล่งกบดาน ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยซึ่งควรทำหน้าที่ กลับมองคนเรานี้เป็นธุรกิจใช้อำนาจหาประโยชน์ส่วนตน คอยจัดหาอาวุธให้ ทำเอกสารราชการปลอมให้ และเมื่อสบโอกาสก็เปลี่ยนสถานะจากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไปตั้งแก๊งอุ้มเรียกค่าไถ่เสียเอง


ปิยรัฐตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่าหากไม่เกิดเหตุรถคว่ำที่ชลบุรี และถ้าเหยื่อไม่เสี่ยงชีวิตแอบส่ง GPS ให้สถานทูตจีน รัฐบาลไทยจะรับรู้ปัญหานี้ด้วยตนเองหรือไม่


แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะทราบหรือไม่ต่างสะท้อนสัญญาณอันตรายคนละมิติกล่าวคือ หากไม่ทราบเท่ากับระบบการข่าวประเทศกำลังประสบปัญหาอย่างหนักยากจะรับมือภัยความมั่นคงที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทว่าหากรัฐบาลทราบ เท่ากับจงใจปิดตาปล่อยปละละเลยย่อม การคอร์รัปชันกลายเป็นเนื้อในของระบบราชการไทย โดยเฉพาะฝ่ายความั่นคงและฝ่ายปกครองไปแล้ว


ปิยรัฐกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันอาชญากรข้ามชาติใช้ในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยด้วย 2 ประตูหลัก ประตูแรก คือ การแฝงตัวเข้ามาในคราบของ ‘ครูสอนศาสนา’ และใช้การจัดตั้ง ‘มูลนิธิ หรือโรงเรียนบังหน้า’ เพื่อขอวีซ่าพำนักระยะยาว (Long Term Resident) โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยอำนวยความสะดวก ขาดการตรวจสอบสถานะมูลนิธิ ทำให้ไม่ทราบการดำเนินการที่มีอยู่จริงของมูลนิธิเหล่านั้น เมื่อคนกลุ่มนี้เข้ามาในประเทศตามประตูแรก ก็จะเข้ามาครอบงำอสังหาริมทรัพย์ ตามประตูที่สอง คือ การเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูในประเทศไทยหรือดำเนินธุรกิจ ผ่านขบวนการ ‘นอมินี 51%’ โดยการจัดตั้ง บริษัทที่มีชื่อคนไทยไปกว้านซื้อบ้านจัดสรรราคาแพง เมื่อโฉนดโอนเสร็จสิ้น ก็ทำการเปลี่ยนชื่อกรรมการเป็นคนจีนทันที โดยทุนจัดตั้งบริษัทอยู่ที่ 2-5 ล้านบาท แต่ถือครองทรัพย์สินหรือซื้อบ้านในระดับ 50-60 ล้านบาท โดยไม่เคยมีการติดตามเส้นทางทางการเงินที่บริษัทเหล่านี้นำมาซื้อบ้าน


ปิยรัฐเผยว่าตนได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า มีบริษัทจำนวน 23 รายที่จดทะเบียนเพื่อวัตถุประสงค์แอบแฝง ใช้สำหรับจัดซื้อจัดหาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะบ้านจัดสรรราคาแพง


จากรายชื่อในเอกสารนี้ มีการซื้อ “หมู่บ้านหรู” เช่น แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ศรีนครินทร์ เป็นต้น โดยพบว่ามักมีการใช้บ้านหรูเหล่านั้นเป็นที่สะสมอาวุธ ของผิดกฎหมาย หรือใช้ประกอบธุรกิจบังหน้าเพื่อเป็นแหล่งฟอกเงิน จนถึงเป็นฐานของเว็บพนันออนไลน์ และคอลเซ็นเตอร์ ขาดการติดตามสืบเสาะเส้นทางการเงินอย่างจริงจังจากหน่วยงานของรัฐ


โดยขณะนี้คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่ตนเป็นรองประธานกรรมาธิการ และทีมข้อมูลของพรรคประชาชน กำลังตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในชั้นความลับ ซึ่งรวมถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่า ข้าราชการระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครอง ว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจและได้รับผลประโยชน์จากขบวนการออกวีซ่ามูลนิธิผีเหล่านี้อย่างไร ขอให้ประชาชนรอติดตามอย่างใกล้ชิด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา










นพ.เหวง โตจิราการ : วันนี้คนเสื้อแดงเปลี่ยนไปแล้ว! 16ปี สลายชุมนุม นปช.ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่พรรคประชาชน ?

 


นพ.เหวง โตจิราการ : วันนี้คนเสื้อแดงเปลี่ยนไปแล้ว! 16ปี สลายชุมนุม นปช.ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่พรรคประชาชน ?


รายการ MATItalk โดย มติชนสุดสัปดาห์ - MatichonWeekly

เผยแพร่เมื่อ 17 พ.ค. 69


คำถาม : เมื่อเราดูประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน พูดกันตรง ๆ ความเข้มแข็งของภาคประชาชนมันเริ่มเบาบางจางลง คุณหมอมองอย่างไร


นพ.เหวง โตจิราการ : ผมเองไม่ได้มองร้ายขนาดนั้น เพราะผมดูแล้วกลับกลายเป็นว่าความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนเขามีการจำแนกแยกแยะมากขึ้น ถ้าดูให้ดี ๆ ฝ่ายตรงข้ามเขาประเมินตอนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาเมื่อปี 54 เขาหวังว่าเขาจะชนะการเลือกตั้งนะ เพราะว่าเสื้อแดงถูกกวาดหมดเลย เข้าคุกหมดเลย และถูกฆ่าไปเยอะแยะ แต่กลับกลายว่ากระแสตีกลับ คุณยิ่งลักษณ์ได้คะแนนตั้ง 15.7 ล้าน แปลว่าคนเขามีวิจารณญาณแยกแยะทางการเมืองว่าเขาไม่เห็นด้วยกับที่รัฐบาลใช้ทหารฆ่าประชาชนสองมือเปล่า นี่คือการตัดสินใจทางการเมืองนะ


พอปี 62 เพื่อไทยได้คะแนนหล่นลงเลย จาก 15 ล้าน มาเป็น 7 ล้าน แทนที่ถ้าหากว่าเชื่อมั่นว่าเสื้อแดงเป็นของเพื่อไทยทั้งหมด มันก็ต้อง 15 ล้านเท่าเดิม ถึงแม้จะเป็นบัตร 1 ใบ มาแค่ 7 ล้านเอง หายไหน??? จะอธิบายเรื่องซื้อเสียง ผมว่าไม่ใช่! จะไปดูหมิ่นดูแคลนประชาชนทั้งหมดนี่ไม่ได้ ก็แปลว่าการตัดสินใจในปี 62 ของคนมีสิทธิเลือกตั้งเขาตัดสินใจจากอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชน เขามีการจำแนกแยกแยะ และในปี 62 ก็มีพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นแล้ว ได้คะแนนตั้ง 6 ล้าน แปลว่าประชาชนเขาฉีกจากเพื่อไทย จาก 15 ล้าน ฉีกไปตั้ง 8 มี 6 ล้านมาเทให้อนาคตใหม่ เพราะว่าเขาเลือกโดยมีวิจารณญาณ ไม่ใช่เลือกโดยคลั่งไคล้ลุ่มหลงอย่างปักตัวปักใจไปเลย แล้วพรรคจะมองเขาแบบของตายไม่ได้


พอมาเป็นพรรคก้าวไกลก็ได้คะแนนเพิ่มขึ้นมาอีก ได้ถึง 14 ล้านเลยนะ ทั้ง ๆ ที่เพื่อไทยได้แค่ 10 ล้าน หายไปแล้ว ที่ผมไล่มาเพื่อเรียนให้ทราบว่าประชาชนเขาใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจทางการเมือง และล่าสุดเสียงของอนาคตใหม่-ก้าวไกล ที่มาเป็นประชาชนต้องหลุดไป เพราะคุณตัดสินใจยุทธศาสตร์ทางการเมือง “ผิด” คือ MOA ของคุณที่ไปจับมือกับอนุทิน เปิดช่องให้อนุทินเขาเติบใหญ่ทันที เพราะว่าคุณผิดทางยุทธศาสตร์ แต่ประชาชนก็ไม่ถึงกับปฏิเสธเลย ก็เข้าใจว่าความผิดทางยุทธศาสตร์อาจจะวิเคราะห์ผิด เพราะการให้มีการยุบสภา แทนที่จะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยเขาทะเลาะเบาะแว้งกันจนล่มไปเลย แต่คุณกลับชูคุณอนุทินขึ้นมาเพื่อให้อนุทินยุบสภา ซึ่งมันผิด!!! ใคร ๆ ก็บอกทั้งนั้น ว่าเอา 14 ล้านไปให้อนุทิน ซึ่งมันผิด!!!


มันจึงเกิดจากการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ผิด แต่ตั้งอยู่บนความปรารถนาดีคือต้องการให้มีการยุบสภา ประชาชนยังไม่ได้ทิ้งนะ ฉะนั้นในปี 69 พรรคประชาชนยังได้ 10 ล้านเสียง แต่หาย 4 ล้าน แต่ว่าเพื่อไทยหายไปเยอะเลย จาก 15 สมัยยิ่งลักษณ์ เหลือ 5 ล้าน หายไป 10 ที่พูดมาทั้งหมดเพราะว่าประชาชนเขามีดุลยพินิจทางการเมือง ผมไม่เชื่อว่าประชาชนจะอ่อนแอ อ่อนค่า อ่อนด้อยลงไป คือการเมืองไทยผมต้องเรียนว่าเราเดินบนเส้นทางของรัฐสภา การตัดสินใจในวันเลือกตั้งจะชี้ขาด ถ้าหากพรรคประชาชนทำถูกต้องทางยุทธศาสตร์โดยไม่ทำผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ อย่างครั้งที่แล้วสมมุติว่าเขาปล่อยให้เพื่อไทยกับภูมิใจไทยทะเลาะเบาะแว้ง คุณทักษิณมาไล่คุณอนุทินทุกวันเลยนะ ให้แตกกันไปเลย เมื่อไปกันไม่ได้มันก็มีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ คุณจะได้มาเลย 280 – 300 นี่แน่นอน คุณจะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวเพื่อทำสิ่งที่ต้องการ


วันนี้ก็เหมือนกัน คุณต้องไม่ทำผิดทางยุทธศาสตร์อีกแล้วนะ การตัดสินใจทางการเมืองต้องไม่ผิดทางยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกันการบริหารการจัดการภายในของพรรคประชาชน ต้องไม่มีช่องโหว่ ต้องไม่มีพวกผิดกฎหมาย ประเด็น สส. ต้องไม่มีพวกที่ผิดจริยธรรมทางเพศ และต้องไม่มีพวกงูเห่า มีคนเขาบอกว่ารับขนมรับกล้วย 10 กว่ากิโล อย่างนี้เป็นต้น คุณต้องไปเคี่ยวพรรคประชาชนให้มีคุณภาพขึ้นมาให้ได้ เพราะฉะนั้น ผมไม่เชื่อว่าประชาชนจะอ่อนแอลง


ขณะเดียวกันเรื่องเสื้อแดง ผมขออนุญาตอธิบายนิดหนึ่ง คือคนพยายามจะพูดถึงเรื่องเสื้อแดง ๆ ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูก คือคนเสื้อแดงเกิดขึ้นประมาณต้น ๆ ปี 50 มั้ง คือตอนที่มีการรณรงค์เพื่อรับ/ไม่รับรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ทั่วทั้งประเทศ หนูหริ่งก็เลยเสนอให้คนที่ปฏิเสธ/ต่อต้านรัฐธรรมนูญ 50 ใส่เสื้อแดง เพราะฉะนั้นเสื้อแดงจึงปรากฏ นั่นแปลว่าคำว่า “คนเสื้อแดง” คือคนที่ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านเผด็จการ ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง


พอปี 62 พรรคเพื่อไทยคะแนนต่ำลงมาถึง 7 พอเลือกตั้งปี 66 เขาก็เลยหวังที่จะดึงคะแนนเข้ามามาก ๆ ก็เลยคิดว่าคนเสื้อแดงยังจงรักภักดีต่อเพื่อไทย ก็เลยเอาสีแดงมาปักเป็นโลโก้เลย เพื่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคสีแดง มีการตั้งครอบครัวเสื้อแดง คุณอุ๊งอิ๊งเป็นหัวหน้าครอบครัว คุณณัฐวุฒิเป็น ผอ.ครอบครัวฯ โดยหวังว่าด้วยวิธีการเช่นนี้จะดึงเอา 15 ล้านเทมาให้พวกเขาอีก ซึ่งวันนั้นก็ยังไม่เสียหายเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าเขาต้องรู้ว่าวันนั้นมีพรรคการเมืองใหม่ที่ชูเรื่องอุดมการณ์ชัดเจน เพราะวันนั้นความผิดพลาดที่สำคัญที่สุดคือคุณไม่ได้ตอบชัด ๆ ฟันธงตั้งแต่วินาทีแรกว่าไม่เอา 2 ลุง คุณมาพูดเอาหลังจากที่คนเขากดดันคุณ ๆ ๆ ๆ ไม่เอา 2 ลุง แล้วพอคุณมีโอกาสตั้งรัฐบาล กลับกลายเป็นว่าคุณไม่รักษาคำมั่นสัญญา ไม่รักษาสัญญาประชาชนที่คุณให้กับประชาชนไว้ ประชาชนก็ผิดหวังกับคุณซิครับ


ในวันนั้น ทั้ง ๆ ที่คุณใช้สีแดงแล้ว คะแนนยังหายไป 5 ล้านเลย วันนี้คุณจะมาตีขลุมบอกว่าคนเสื้อแดงเป็นของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด ไม่ใช่แล้ว!!! และวันนี้ความที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจทางการเมืองผิดคือข้ามขั้ว หรือจะใช้คำว่าตระบัดสัตย์ก็ได้ เพราะไม่รับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาที่ให้กับประชาชนเป็นสัญญาประชาคมไว้ เพราะฉะนั้น ก็เลยทำให้สิ่งที่เรียกว่าคนเสื้อแดง มันต้องนิยามกันใหม่ เพราะคนเสื้อแดง นิยามว่า คือคนต่อต้านเผด็จการ ต้องการประชาธิปไตย แต่ในวันนี้ถ้าคุณจะบอกว่าสีแดงเนี่ย พรรคที่เอาสีแดงไปใช้มันทำให้เกิดความสับสนอลหม่านเลอะเทอะไปหมด แล้วคุณยังไปจมปลักว่าคนเสื้อแดงในอดีตทั้งหมดจะมาเลือกคุณ มันไม่ใช่!!!


คนเสื้อแดงในวันนั้น เดี๋ยวนี้เขามีการจำแนกแยกแยะชัด คนที่ยังจงรักภักดีต่อนายกฯ ทักษิณ เนื่องจากนายกฯ ทักษิณ แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เขาได้ ยังมีจำนวนหนึ่ง แต่ผมว่าน้อยไปเรื่อย ๆ และดูครั้งสุดท้ายเหลือ 5 ครั้งหน้าอาจจะเหลือน้อยกว่านี้อีก แปลว่ามีคนอีกส่วนหนึ่งตัดสินใจโดยใช้อุดมการณืประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น ประชาชนแบ่งเป็นแค่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือกลุ่มที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงและเป็นเสรีนิยม จะเรียกว่าเป็นเสรีประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยแบบเสรีก็ได้ อีกกลุ่มก็คือว่าจงรักภักดีต่อคุณทักษิณ เนื่องจากคุณทักษิณแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เขาได้ อีกส่วนหนึ่งก็ไปนิยมชมชื่นต่อพวกขวาจัดหรือพวกอนุรักษ์นิยม


นิยามของคนเสื้อแดงเปลี่ยนไปแล้ว ในขณะนี้ความหมายของคนเสื้อแดงเก่ามันจางไปแล้ว มันกลายเป็นว่าคนที่เคยต่อสู้เผด็จการ ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง กลับมาสู่จุดเดิม นิยามของประชาชนต้องกลับไปใช้นิยามเดิมก่อนที่จะเกิดเป็นคนเสื้อแดงขึ้นมา


คำถาม : แปลว่าขบวนการภาคประชาชน คุณหมอคิดว่ายังประมาทไม่ได้ ในอนาคตก็อาจจะเกิดขึ้นอีก


นพ.เหวง โตจิราการ : แน่นอนเลยฮะ เพราะว่าในวันนี้ง่ายดายกว่าสมัยก่อน กระทั่งง่ายดายกว่าปี 49 ด้วยนะ ตอนปี 49 ที่นัดชุมนุมกันยังลำบาก วันนี้มีโซเชียล และมีออนไลน์ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้สามารถแสดงความคิดเห็นของคนได้ทันที และหากว่าคนที่เขามีความคิดเห็นทางการเมืองที่แหลมคมและเป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตย พอแสดงความเห็นผ่านโซเชียลก็จะมีคนมาตอบรับเยอะ ดี/ไม่ดี มีคนเข้าไปอ่านเป็นล้านนะ ผมเชื่อว่าโซเชียลจะช่วยทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยรวมกลุ่มกันได้อีกครั้งหนึ่ง มันอยู่ที่พรรคประชาชนต้องปรับตัวเอง เพราะขณะนี้ดูแล้วพรรคการเมืองทั้งหมด ประชาชนเขาฝากความหวังไว้แค่พรรคเดียวคือพรรคประชาชน เพราะว่ามีพรรคนี้ที่แสดงท่าทีชัดเจนที่จะปรับโครงสร้าง เช่น ปรับโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ปรับโครงสร้างทหาร ปรับโครงสร้างตำรวจ ปรับโครงสร้างงบประมาณ


และในวันนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือว่ามีแต่พรรคประชาชนที่เขาพูดชัดว่า รัฐที่ฆ่าประชาชนที่เห็นต่างต้องไม่มีอายุความ อันที่สองก็คือว่า ทหารที่ฆ่าประชาชนสองมือเปล่าที่เห็นต่างด้วยอาวุธต้องขึ้นศาลพลเรือน คือต้องไปแก้พระธรรมนูญศาลทหาร อันที่สามก็คือว่า นักการเมืองที่ฆ่าประชาชนที่เห็นต่างต้องขึ้นศาลพลเรือน คือทั้งหมดนี้เป็นการปูทางเพื่อไปเอา ศอฉ.ก็ดี หรือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดี ที่ฆ่าประชาชนสองมือเปล่า เพราะในวันนี้ศาลวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้วนะครับว่าไม่มีชายชุดดำ ต้องรับโทษทางกฎหมาย และต้องขึ้นศาลพลเรือน ไม่ใช่ไปขึ้นศาลทหาร หรือไม่ได้ไปขึ้น ป.ป.ช.


คำถาม : คุณหมอมีคำแนะนำถึงน้อง ๆ พรรคประชาชนมั้ยครับ?


นพ.เหวง โตจิราการ : ผมเองไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเขานะ ผมก็เป็นประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ผมก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศโดยผ่านระบบรัฐสภา สันติวิธี ในขณะนี้ผมวางแนวไว้ว่าต้องไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้มีการเลือกตั้ง สสร. ขณะเดียวกันก็คือต้องเอานักการเมือง พรรคการเมือง ทหารที่ฆ่าประชาชนสองมือเปล่าเมื่อปี 53 มารับโทษทางกฎหมาย เพราะเหลือกรณีเดียว ดูทั้งหมดแล้วก็เหลือแต่พรรคส้มพรรคเดียว


ฉะนั้น ผมก็มีความจำเป็นที่จะฝากความหวังไว้กับพรรคส้ม ไม่ต้องการให้พรรคเขาพินาศเสื่อมถอยไป แต่อย่างไรก็ตามถ้าเริ่มจากความเป็นจริงในวันนี้ 44 คนของเขา สำหรับผมนะ ผมมองโลกในแง่ร้าย ผมว่าชะตากรรมเขาแย่แน่ เพียงแต่ว่าจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตทั้ง 44 คนหรือเปล่า ผมไม่รู้ แต่ว่าหลายสิบคนคงจะโดนแน่นอน และเท่าที่ผมติดตามการทำงานทางการเมืองโดยการอภิปรายในสภา โดยการแสดงความเห็นต่อสาธารณะหรือในการโพสต์เฟซบุ๊ก ผมว่าแถว 2 แถว 3 แถว 4 มีคุณภาพเยอะเลยนะครับ ถ้า 44 คนนี้หลุดออกไปก็ให้แถว 2 แถว 3 แถว 4 ขึ้นมา


แต่ประเด็นคือคุณต้องปรับโครงสร้างภายในของคุณ อย่าให้มีความน้อยเนื้อต่ำใจ อย่าให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันแบบเอิกเกริกออกมานอกพรรค มีอะไรก็ให้แก้ไขกันภายในพรรค และต้องพยายามอย่าให้เกิดงูเห่าขึ้นอีก ข้อต่อมาก็คือว่าเวลาจับงานทางการเมืองต้องจับเรื่องยุทธศาสตร์ใหญ่ ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์เช่นเดียวกับ MOA ที่คุณตัดสินใจผิดพลาดไปแล้ว


ในวันนี้คุณรักชนกเขาโดนวิจารณ์หนักเลยในเรื่อง THACCA ผมว่าเป็นเรื่องดี คุณรักชนกต้องรับทราบ รับรู้ เรียน แล้วก็ศึกษา ในพรรคเขาต้องศึกษาและเรียนว่า สำหรับพรรคการเมืองในประเทศไทย หัวหน้าพรรคสำคัญ ผมไม่ได้หมายความว่าคุณเท้งไม่ดี แต่ผมคิดว่าหัวหน้าพรรคจะต้องมีบทบาทที่แหลมคมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยได้อย่างมากมาย แต่ผมดูแล้วว่าคุณเท้งอาจจะไม่รอด 44 คน นี่ผมเดาของผมเองนะ ผมไม่ทราบเรื่องราวเป็นยังไง


คำถาม : ครบ 16 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง คุณหมออยากจะให้เกิดอะไรขึ้นจากนี้


นพ.เหวง โตจิราการ : อ.ธิดา เขาได้ตั้ง “คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553” และเสนอคำขวัญว่า “นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย” เรายังเดินต่อใน 2 เรื่องนี้ การทวงความยุติธรรมให้คนตายจะทำได้ก็ต่อเมื่อมาถึงวันนี้ก็คือต้องไปแก้กฎหมายก่อน คือความผิดอาญาที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือคนที่ใช้อำนาจรัฐ ต้องไม่มีอายุความ อันนี้ก่อนเพื่อจะได้หยุดเรื่อง 20 ปี เพราะมันเหลือแค่ 4 ปี 4 ปีทำอะไรไม่ได้ เพราะคดีความต่าง ๆ หลังจากรัฐประหาร 57 คสช.ก็ไปแทรกแซง DSI จนทำให้ DSI หยุดการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ 33 ศพ เหลืออีกตั้ง 67 ศพ หยุดเลย เพราะฉะนั้น 1) คดีต้องไม่มีอายุความ 2) ก็คือว่าทหารที่ฆ่าประชาชนสองมือเปล่าไม่ว่าจะด้วยเหตุอะไรก็ตาม ประชาชนสองมือเปล่า คุณฆ่าเขาไม่ได้ ต้องขึ้นศาลพลเรือน


ที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งการตายอย่างน้อยหลายศพว่าตายโดยทหาร แต่พอเดินเรื่องฟ้องศาลยุติธรรมพลเรือน ท่านบอกว่ามันอยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่พอไปยื่นเรื่องศาลทหารต้องผ่านอัยการทหาร อัยการทหารท่านยกฟ้อง แปลว่าสะดุดหมดแน่นอน ต้องไปแก้กฎหมายพระธรรมนูญศาลทหาร ก็คือให้ทหารที่ฆ่าหรือทำความผิดอาญาต่อพลเรือนต้องขึ้นศาลพลเรือน อีกอันหนึ่งก็คือว่ารัฐมนตรีหรือคณะรัฐบาล จะเรียกว่ารัฐบาลก็ได้ นักการเมืองที่ทำผิดอาญาต่อประชาชนต้องขึ้นศาลพลเรือน เพราะปัจจุบันไปขึ้นศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมมุติว่าท่านพิพากษาว่าผิดจริงนะ รับโทษแค่ 157 รู้สึกจะ 5-10 ปีแค่นั้นเอง ทั้ง ๆ ที่มันจงใจฆ่า ต้องประหารชีวิตหรือติดคุกตลอดชีวิตด้วยซ้ำไป


ต้องไปจัดการ 3 เรื่องนี้ ถ้าจัดการเสร็จเราก็เดินหน้าต่อเลย เพราะฉะนั้นกฎหมายทั้ง 3 ฉบับมันจ่ออยู่แล้ว แต่ว่ามีการยุบสภา แต่ขณะนี้พรรคประชาชนเขารับไปเป็นนโยบาย แล้วเท่าที่ผมทราบมาว่าเขากำลังผลักดันให้กฎหมายที่ผ่านการรับรองวาระ 2 ไปแล้ว แต่ต้องตกไปเพราะยุบสภา เขาจะผลักเข้าไปใหม่ในก่อนสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้นต้นปีหน้าก็เป็นไปได้ที่กฎหมายจะผ่าน ก็คือไม่มีอายุความ, ก็คือทหารต้องขึ้นศาลพลเรือน, ก็คือนักการเมืองต้องขึ้นศาลพลเรือน ปีหน้า (ปี 70) ถ้ามันผ่านนะ หมดอายุความคือปี 73 ฉะนั้นปี 72, ปี 73 เราสามารถจะยื่นฟ้องได้ พอยื่นฟ้องตูม อายุความมันสะดุดลงทันที เรายังมีความหวังครับในการที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #คนเสื้อแดง #คปช53


วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

"ณัฐวุฒิ" กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ "สมรสเท่าเทียม" หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส ไม่ทำเดือนไพรด์เป็นเพียงอีเวนต์รายปี

 


"ณัฐวุฒิ" กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ "สมรสเท่าเทียม" หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส ไม่ทำเดือนไพรด์เป็นเพียงอีเวนต์รายปี 


วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลให้เร่งติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 โดยระบุว่า ในกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตรา 68 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์และดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอร่างแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ซึ่งได้ครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 480 วัน การแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นก็ยังไม่แล้วเสร็จ


โดยเราสามารถจำแนกกฎหมายที่ต้องแก้ไขปรับปรุงได้เป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ 1 ประมาณ 70–80 ฉบับ เป็นกฎหมายที่แม้ยังไม่ได้มีการแก้ถ้อยคำให้ตรงกับความหมายของคู่สมรสตามกฎหมายใหม่ แต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้เปิดช่องรับรองสิทธิของคู่สมรสเพศหลากหลายไว้โดยอัตโนมัติ เช่น สิทธิในการรับมรดก สิทธิในการรักษาพยาบาล แต่กลุ่มที่ 2 มีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับที่หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข จะกระทบอย่างมากต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสผู้มีความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 


(1) ประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และสิทธิทางภาษีต่อบุตรหรือบุตรบุญธรรม 

(2) พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ 2558 หรือ พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ ซึ่งปัจจุบันจำกัดสิทธิไว้เฉพาะคู่สมรสชาย-หญิงที่หญิงนั้นไม่อาจตั้งครรภ์เองได้เท่านั้น หากไม่แก้ไข คู่สมรสชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง จะไม่สามารถใช้สิทธิในการอุ้มบุญอย่างถูกกฎหมายได้ 

(3) พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 ที่ปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขการขอสัญชาติไทยไว้ต่างกัน โดยเปิดให้กรณี "หญิงต่างชาติที่สมรสกับผู้มีสัญชาติไทย" ยื่นขอสัญชาติได้ง่ายกว่า แต่กรณีนี้คิดเป็นเพียง 1 ใน 5 ของรูปแบบการสมรสของผู้มีสัญชาติไทยกับบุคคลต่างชาติทั้งหมด ส่งผลให้รูปแบบการสมรสอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องใช้เกณฑ์การแปลงสัญชาติที่ยากกว่าอย่างไม่เป็นธรรม


ณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า สำหรับกฎหมายอุ้มบุญนั้น ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบคือกระทรวงสาธารณสุข มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงและช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การค้ามนุษย์ ขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ ทางกระทรวงมหาดไทยก็กังวลว่าอาจกลายเป็นช่องทางให้บุคคลบางกลุ่มใช้การสมรสบังหน้าเพื่อแปลงสัญชาติ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าประเด็นเหล่านี้สามารถออกแบบกลไกและแนวทางป้องกันได้ และยังคงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองไม่ให้บุคคลใดต้องเสียสิทธิ 


นอกจากนี้ ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้เชิญกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงความคืบหน้าการทบทวนและแก้ไขกฎหมาย แต่ทั้งสองหน่วยงานบอกเพียงว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างและเปิดรับฟังความคิดเห็น แล้วหลังจากนั้นก็เงียบหายไป


ณัฐวุฒิกล่าวต่อไปว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ประกาศว่าจะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ตนได้อภิปรายเพื่อย้ำเตือนว่า Pride Month ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงอีเวนต์ประจำปีของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องใส่ใจในเนื้อหาสาระและการรับรองสิทธิทางกฎหมายของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะเรื่องนี้ต่างหากที่จะสะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลว่ามีความจริงจังต่อการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคมมากน้อยแค่ไหน 


ในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ตนในฐานะกรรมาธิการของ กมธ.กิจการเด็กฯ ได้มีการหารือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อจะได้เชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาชี้แจงและเร่งรัดความคืบหน้าของการทบทวนและแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อจากนี้ พรรคประชาชนจะเดินหน้ายกร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศและทุกคนได้เข้าถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันอย่างแทัจริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” ชู Bangkok Studio พร้อมพัฒนาโรงเรียนฝึกอาชีพสร้างงาน 200,000 ตำแหน่งให้คนกรุงเทพภายใน 4 ปี “รักชนก” หวังคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน

 


“ชัยวัฒน์” ชู Bangkok Studio พร้อมพัฒนาโรงเรียนฝึกอาชีพสร้างงาน 200,000 ตำแหน่งให้คนกรุงเทพภายใน 4 ปี “รักชนก” หวังคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน พร้อมด้วย พลอย เตลาน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองเตย และรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ได้จัดงาน “กรุงเทพง่ายๆ เริ่มต้นใหม่ ต้องง่ายกว่านี้” โดยในงานเป็นการพูดคุยร่วมกับประชาชนว่าจะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพสามารถเข้าถึงทักษะใหม่ งานใหม่ และโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานได้ง่ายขึ้น


พลอยกล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีหน้าที่ในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งไม่ใช่แค่ถนน ทางเดิน และการสร้างตึกใหม่ แต่รวมไปถึงการทำอย่างไรให้คนสามารถมีรายได้ด้วย งานในวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อสะท้อนให้กับคนที่กำลังหาอาชีพใหม่ และคนที่กำลังจะหางาน


รักชนกกล่าวว่า เวลาที่เราพูดถึงรัฐหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง กทม. ที่เป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ หลายคนมักจะนึกถึงเรื่องขนส่งมวลชนสาธารณะ การปรับปรุงโรงเรียน เป็นต้น แต่สิ่งที่พรรคประชาชนอยากจะนำเสนอคือ จริงๆ แล้ว องคาพยพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง กทม. สามารถช่วยประชาชนในการปรับตัวสู่โลกอนาคตได้ ช่วยหางานให้ได้ด้วย การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครในครั้งนี้ พรรคประชาชนจึงได้บรรจุเรื่องเหล่านี้เป็นนโยบาย


ชัยวัฒน์กล่าวว่า กรุงเทพมหานครควรจะเป็นเมืองที่สร้างโอกาสให้กับคนได้เติบโตไปข้างหน้า กทม. มีโรงเรียนฝึกอาชีพที่ดีอยู่แล้ว แต่พวกตนอยากจะทำให้โรงเรียนฝึกอาชีพนั้นสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ ด้วยการสร้างระบบที่สามารถทำให้คนไปเจอกับอาชีพใหม่ งานใหม่ โอกาสใหม่ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น นโยบายของตนจึงเป็นการยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. มาเป็น Bangkok Studio ซึ่งจะเป็นอะไรที่มากกว่าโรงเรียน โดยเป็นพื้นที่ที่สามารถเดินเข้ามาแล้วเรียนรู้ทักษะใหม่ และเจอโอกาสในการได้งานทำ เราจึงอยากทำระบบที่สามารถเชื่อมคนจ้างงานว่าอยากได้คนที่มีทักษะอะไร และใช้พื้นที่ Bangkok Studio ในการสร้างทักษะเหล่านั้นขึ้น


รักชนกเสริมว่า สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการจะเพิ่มเข้ามาคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเดินเข้ามาบอกกรุงเทพมหานครได้ว่ากำลังขาดแรงงานในรูปแบบไหน แล้วกรุงเทพมหานครจะทำการเพิ่มหลักสูตรดังกล่าวเข้าไปในโรงเรียนฝึกอาชีพ เพราะปัญหาของการฝึกอาชีพคือการที่ฝึกแล้วจะหางานต่ออย่างไร พรรคประชาชนจึงเสนอแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการให้คนที่กำลังหาแรงงานมาพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน เพราะการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันจะทำให้เกิดการการันตีว่าคนที่เข้ามาศูนย์ฝึกอาชีพจะสามารถได้งานแน่นอน สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่พวกตนอยากจะยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพขึ้นมา


พลอยกล่าวต่อว่า จากการที่ตนลงพื้นที่ก็ได้พบว่าหลายตำแหน่งงานมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนและลดจำนวนบุคลากรลงไป ทำให้การแข่งขันในตลาดแรงงานสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นทักษะที่ติดตัวหรือสิ่งที่จะต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองจึงมีความสำคัญ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้ และหาจุดที่เราต้องพัฒนา


รักชนกกล่าวว่า พรรคประชาชนเชื่อว่ากรุงเทพมหานครจะสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ สิ่งที่คนรากหญ้ามักจะถามต่อ สส. หรือว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน คือจะทำอย่างไรให้รายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ที่ผ่านมาพรรคประชาชนมีนโยบายในเรื่องของขนส่งมวลชนสาธารณะ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงการพัฒนาระบบการศึกษา เพื่อที่จะช่วยลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนและคนกรุงเทพ ซึ่งนโยบายการสร้างงานเพิ่ม 200,000 ตำแหน่งภายใน 4 ปี หรือการทำ Bangkok Studio ที่จะยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานครให้ก้าวข้ามศักยภาพเดิมไปอีกขั้น เพื่อให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนและคนกรุงเทพมีชีวิตง่ายๆ ที่อยากให้เกิดขึ้นจริงในสมัยของผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน


ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับคนที่อยากจะมีอาชีพใหม่ แต่กลัวกับการเริ่มต้นใหม่ว่าจะต้องมีการลงทุนใหม่หรือซื้ออุปกรณ์ใหม่ การมี Bangkok Studio จะสามารถช่วยให้เข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับคนที่มองหาโอกาสอยู่เป็นจำนวนมากในกรุงเทพมหานคร


นอกจากนี้ตนได้ทำการหาข้อมูลถึงโรงเรียนฝึกอาชีพใน กทม. พบว่าคนที่มาเรียนส่วนมากเป็นคนที่มีกินมีใช้อยู่แล้ว มีเวลาว่างเยอะ และมาเรียนเพื่อเป็นงานอดิเรก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ก็ทำให้ขาดโอกาสสำหรับคนที่กำลังค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำให้ศูนย์ฝึกอาชีพไม่ใช่จบแค่การเป็นโรงเรียนที่ไว้สอน แต่จะต้องเชื่อมต่อไปว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องมีรายได้เพิ่มและหางานทำได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ศูนย์ฝึกอาชีพตามวิสัยทัศน์ของตนเป็นตัวเชื่อมให้กับโอกาสและคนให้สามารถมาเจอกันได้


ชัยวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่าสิ่งที่เมืองนี้จะสามารถรองรับและสนับสนุนได้มากกว่านี้ยังมีอีกมาก และโอกาสเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเมืองนี้ที่จะสร้างให้กับคน โดยที่ผ่านมาเมืองยังสร้างโอกาสให้กับคนไม่มากพอ จึงเป็นที่มาของนโยบายพรรคประชาชนที่ต้องการให้คนได้พบโอกาสมากขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน

















“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน

 



“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน


วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เข้าร่วมเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน(ไม่)ผ่านการเมืองไทย 2566 - 2569” จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิจารณ์กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) ครบ 12 ปีของการรัฐประหาร 2557 หากมองอย่างผิวเผิน การเมืองไทยดูเหมือนเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงการเปลี่ยน “ร่างทรง" เท่านั้น โดยส่งต่ออำนาจมาจาก "รัฐพันลึก" (Deep State) และมือที่มองไม่เห็น 


ในการเลือกตั้ง 2562 เปลี่ยนร่างทรงจากกองทัพและทหาร มาสู่รัฐบาลสืบทอดอำนาจ ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แต่ก็ยังมีโครงสร้างคอยเกื้อหนุนอยู่ ต่อมาปี 2566 มีการจัดตั้งรัฐบาลแบบ "เปลี่ยนขั้ว" ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนร่างทรงอีกครั้ง และล่าสุดปี 2569 แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากผลการเลือกตั้งและไม่มีอำนาจมาตรา 44 แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเหมือนว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จกินรวบยิ่งกว่ามาตรา 44 เสียอีก โดยเป็นการใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ สส. และ สว. ภายใต้สิ่งที่พรรคประชาชนเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน


ส่วนสิ่งที่ตนเห็นว่ายังไม่เปลี่ยนในการเมืองไทย คือเรายังคงเห็นรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและชนชั้นนำ และมองข้ามหรือละเลยผลประโยชน์ของประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดคือ โครงสร้างราคาพลังงานหรือค่าไฟ ซึ่งประชาชนต้องแบกรับภาระจาก "ค่าพร้อมจ่าย" ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลในอดีต แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว แต่โครงสร้างนี้ยังไม่ถูกแก้ไข แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม


นอกจากนี้ เรายังคงเห็นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่กลุ่มทุนชนะการประมูลแต่กลับไม่ได้ริเริ่มทำโครงการ กลับมาต่อรองกับภาครัฐเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสัญญาและเงื่อนไขที่เคยชนะการประมูลมา ดังนั้นถ้าถามว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยเปลี่ยนผ่านหรือไม่ ตนเห็นว่าที่แน่ๆ คือเราเปลี่ยนร่างทรง แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือการเมืองไทยยังคงยึดโยงอยู่กับกลุ่มอำนาจ ชนชั้นนำ และกลุ่มทุน โดยละเลยผลประโยชน์ของประชาชน


พิจารณ์กล่าวต่อมาว่า ปัจจัยหลักที่รั้งหรือขัดขวางการเปลี่ยนผ่านคือรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกจากการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งตนเสนอแนวทางเพื่อการเปลี่ยนผ่านแบ่งเป็น 3 ระยะ (1) ระยะสั้น ต้องเรียกร้องไปยังผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทำงานอย่างเข้มข้นกว่านี้ในการตรวจสอบองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น กรรมาธิการ 


(2) ระยะกลาง หากผู้แทนราษฎรเห็นพ้องต้องกันว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่สามารถร่วมมือกันปรับแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ได้ทันที เช่น ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมือง หากเสียงส่วนใหญ่ของ สส. เห็นตรงกันก็สามารถเดินหน้าแก้ไขได้เลย


(3) ระยะยาว เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอตั้งข้อสังเกตต่อการที่พรรคภูมิใจไทยเพิ่งยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา ตนอยากชวนคิดว่าทำไมจึงไม่ยื่นในนาม ครม. ในแง่หนึ่งอาจเป็นการพยายามหาฉันทามติ แต่อีกแง่หนึ่งอาจเป็นความพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะเงื่อนไขในร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มอำนาจให้ สว. กำหนดว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของ สว. ที่มีอยู่ ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญ 2560 เรื่องนี้พรรคประชาชนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเคลือบแคลงใจว่าวิธีนี้สุดท้ายจะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจริงหรือไม่


นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกำแพงที่ถูกก่อขึ้น แต่หากตีความอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่ได้มีนัยตรงไหนที่บอกว่าการเลือกตั้ง สสร. โดยทางอ้อมนั้นทำไม่ได้ 


พิจารณ์ย้ำว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เราเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองแสดงจุดยืนผ่านร่างของตนเอง ทั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะร่วมลงนามกับพรรคการเมืองใดๆ ก็ตามที่เสนอร่างแก้ไข โดยมีเงื่อนไขว่าร่างนั้นจะต้องไม่มีเนื้อหาที่ขัดกับหลักการของพรรคประชาชน เพื่อเปิดทางให้มีร่างรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับเข้าสู่การพิจารณาในสภา


เลขาธิการพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ใช่แค่การแก้ไขกติกาของสังคมให้เป็นธรรมเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือพลังของประชาชน ยกตัวอย่างกรณีความพยายามทำรัฐประหารในประเทศเกาหลีใต้ ที่ประชาชนพร้อมใจกันออกมาต่อต้านจนทำให้การรัฐประหารล้มเหลวลงภายในไม่กี่ชั่วโมง พลังของประชาชนที่มาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้สำเร็จ


ซึ่งการจะทำให้เสียงของประชาชนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริงนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วม พรรคประชาชนพยายามทำงานการเมืองตามแนวทางนี้ คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการร่วมออกแบบนโยบายและการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง 


อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในการเมืองไทยมีความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนอยู่ เรื่องหนึ่งที่พรรคประชาชนเพิ่งสื่อสารไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการแสดงความกังวลต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะหลักการสำคัญคือ “The King can do no wrong” หรือสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งและอยู่เหนือการเมือง ดังนั้น ในการออกนโยบายใดๆ ของรัฐบาล ไม่ควรปรากฏภาพที่ทำให้สังคมเกิดคำถามว่ามีความเชื่อมโยงกับความเห็นของคณะองคมนตรี ซึ่งมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์


“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากที่นายกรัฐมนตรีควรจัดวางพระราชฐานะให้รัดกุมและเหมาะสม แม้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรายงานและรับฟังความเห็นขององคมนตรี แต่รัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องบริหารและแยกแยะให้ถูกว่าอะไรคือพื้นที่ขอคำปรึกษาและอะไรคือพื้นที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน”


“หากต้องขอรับคำปรึกษา ควรออกแบบกลไกระหว่างนายกรัฐมนตรีและสำนักพระราชวังหรือคณะองคมนตรีอย่างเหมาะสมและเป็นทางลับ ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ มิฉะนั้นนโยบายที่ออกไปจะทำให้สังคมเกิดข้อสังเกตว่าเกี่ยวพันกับสถาบัน และผลลัพธ์ของนโยบายนั้นจะเกิดผลกระทบต่อสถาบันหรือไม่” 


“คุณอนุทินเป็นนักการเมืองมายาวนาน น่าจะรู้ดีว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ การประชุมที่เกิดขึ้นที่มีการให้สื่อมวลชนเข้าไปเก็บภาพและเผยแพร่ออกมา ผมตั้งเป็นข้อสังเกตว่านี่คือความพยายามรูปแบบหนึ่งของรัฐบาลที่จะแสดงให้ข้าราชการ กลุ่มทุน หรือพี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคณะองคมนตรีหรือไม่อย่างไร”


พิจารณ์ทิ้งท้ายว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาชนพยายามสื่อสารเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเพื่ออธิบายกับประชาชน เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนเห็นภาพและรู้สึกตื่นตัวว่าอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ อำนาจในการได้มาซึ่งรัฐบาล คืออำนาจของประชาชน ซึ่งนี่ก็คือเป้าหมายสูงสุดที่พวกตนเข้ามาทำงานการเมือง