“ศิริกัญญา” ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน คนละครึ่ง 30 ล้านสิทธิแจกไม่ตรงเป้า-ใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือน แถมยัดไส้แผนพลังงาน 2 แสนล้านทั้งที่ไม่เร่งด่วน-ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. ด้าน “ภราดร” แจงจำเป็นต้องกู้เยียวยาวิกฤตพลังงาน-สงครามยืดเยื้อ
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (พ.ร.ก.เงินกู้ฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน
โดยศิริกัญญาระบุว่าด้วยความเป็นวาระลับ ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังคงไม่มีใครเห็นเนื้อหาในร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ แต่อย่างใด ได้ยินแต่ถ้อยคำที่รองนายกรัฐมนตรีแถลงว่าเงิน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง จากการแถลงข่าวของรัฐบาล พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จะแบ่งออกเป็นสองแผนด้วยกัน โดยแผนแรกจะเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาวงเงิน 2 แสนล้านบาท แผนที่สองเป็นการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท
โดยหลักการตนเห็นด้วยว่าจำเป็นที่จะต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน แต่ที่น่าติดใจคือเรื่องของวงเงินและรายละเอียดการนำไปใช้ คือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 ล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 1.728 แสนล้านบาท เรียกได้ว่ากู้มาแล้วแจกหมดหน้าตักภายใน 4 เดือนเลย
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ ยังมีการระบุว่าว่าหลักการของ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ นี้คือ 5T โดยหนึ่งในนั้นคือ Target มุ่งเป้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน แต่ก็ต้องถามว่าคนละครึ่งแบบ 30 ล้านคนเป็นการมุ่งเป้าแบบใด แน่นอนว่าการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว แต่การแจกคนละครึ่ง 30 ล้านคนไม่เข้าข่ายมุ่งเป้าแน่นอน อีกทั้งวิธีการลงทะเบียนยังเป็นวิธีการแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าคนที่เดือดร้อนจะได้รับการช่วยเหลือหรือไม่ และคนที่ได้รับความช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่
แผนการเยียวยาที่จะใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือนแรก โดยที่ไม่ได้มีการมุ่งเป้าแต่อย่างใดตามที่รัฐบาลได้แถลง แถมยังเป็นการแจกแบบสุ่มโดยที่คนเดือดร้อนอาจจะไม่ได้ คนที่ได้อาจจะไม่ได้เดือดร้อน ขอถามว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อันใดกันแน่
ในส่วนของภราดร ได้ตอบกระทู้โดยระบุว่าหลายคนถามว่าทำไมต้องออกเป็น พ.ร.ก. หรือมีข่าวว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ อยู่แล้ว ทำไมจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เร่งด่วนอีก 4 แสนล้านบาท นั่นเป็นเพราะในส่วนของเงินงบประมาณปกติปี 2569 ในส่วนของงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้รัฐบาลเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า ขณะที่การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ เดิมที่คาดว่าสามารถที่จะโอนงบประมาณได้ถึง 80,000-90,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายสำนักงบประมาณไปสำรวจมาแล้วคาดว่าจะเหลือเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อมารวมกับงบกลางที่เหลือเหลืออยู่ 20,000 ล้านบาทก็จะจะมีเงินเพียงแค่ 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน
โดย 4 แสนล้านบาทนี้รัฐบาลได้แบ่งเป็นสองก้อน เป็นส่วนของ 2 แสนล้านบาทแรกในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยรัฐบาลได้วางแนวทางไว้ว่าอาจจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ช่วยเป็นจำนวน 4 เดือน และจะให้มีการลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ ในส่วนที่สองคือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งวันนี้มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน ก็จะเป็นการสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาทเช่นกัน ส่วนนี้จะใช้เงินอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท สองส่วนรวมกันใช้เงินประมาณ 1.7 แสนล้านบาท
ภราดรกล่าวต่อไปว่าคำถามคือทำไมต้องเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาท นั่นเป็นเพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่ได้มีการประชุมกันก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ประเมินสถานการณ์สงครามแล้วคาดว่าอยู่ในช่วงของการยืดเยื้อระดับกลาง ไม่จบภายใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้แน่ อาจจะจบในช่วงกลางปีหรือสิ้นปีนี้ จึงต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบาก
หากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงที สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะเข้ายากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินไปจับจ่าย รัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจึงวางมาตรการในการแก้ไขสถานการณ์แบบเร่งด่วนในช่วงนี้ ส่วนจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ก็ต้องถามว่าในประเทศนี้มีใครที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามบ้าง ทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด 13.2 ล้านคนคือกลุ่มเปราะบาง ส่วนอีก 30 ล้านสิทธิขยับเพิ่มมาจากเมื่อครั้งก่อนที่มีการลงลงทะเบียนในรัฐบาลที่แล้ว ที่มีให้ 20 ล้านสิทธิแต่ลงทะเบียนจริงแค่ 19 ล้านคน วันนี้เพิ่มตัวเลขเพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็น 30 ล้านคน รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็จะเป็น 43.2 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าครอบคลุมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด
ศิริกัญญาได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าฟังคำตอบแล้วตนก็ยังไม่เข้าใจว่าจะมาพูดซ้ำในสิ่งที่ตนพูดไปทำไม คำตอบในเรื่องของความมุ่งเป้าก็ไม่ได้ตอบ ตนเห็นและรู้ถึงความจำเป็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา แม้แต่การโอนงบประมาณที่จะพยายามให้ได้ 50,000 ล้านบาทวันนี้ก็ได้ฟังกับหูแล้วว่าได้แค่ 20,000-30,000 ล้านบาท และตนก็ทราบดีว่าจำเป็นที่จะต้องมีการเยียวยาโดยเร่งด่วน และยังยึดถือเอาคำที่รัฐบาลอ้างว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลังโดยการตั้งกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน แต่ในภาวะที่ประเทศประเทศถังแตกแบบนี้ ควรต้องใช้เงินอย่างระมัดระวังที่สุด ถ้าไม่จบภายใน 4 เดือนรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อ
แล้วสิ่งที่รัฐบาลยังทำอีกคือมีแผนที่สองยัดไส้มาอีก คือแผนการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นแบบนี้ก็ยังที่จะกู้สุดแรงเกิด และมีเจตนาที่จะยัดใส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วนมาอยู่ใน พ.ร.ก. กู้ด่วนแบบนี้ด้วย ต้องถามว่าถ้าไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนมิอาจหลีกเลี่ยงได้เชียวหรือ อีกทั้งแผนนี้ยังไม่ได้มีรายละเอียดโครงการที่จะเอามาใช้แต่อย่างใด
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าถ้ารัฐบาลบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ได้ภายในปีเดียว จึงต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 ต้องถามว่าภายในปีเดียวจะเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่ % จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ แล้วจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดไหน ถ้ารออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก็ไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม หรือถ้าอยากจะกู้เงินใจจะขาดอีก 2 แสนล้านบาท รัฐบาลก็ควรจะแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อเยียวยา อีกก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน แบบมีรายละเอียดโครงการชัดเจนมาเลย ก็จะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 จึงต้องถามว่าเหตุผลใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดใส้โครงการไม่เร่งด่วนเข้ามาใน พ.ร.ก. กู้ด่วน จนทำให้ต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172
ในส่วนของภราดร ระบุว่าเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง เรื่องนี้ได้มีการประชุม 4 หน่วยงานและมีแผนการคลังระยะปานกลาง มีการจำลองสถานการณ์ไว้โดยใส่เงินกู้ก้อนนี้เข้าไปด้วย โดย 4 แสนล้านบาทนี้จะมีการแยกเป็นสองปี ปีนี้กู้ 2 แสนล้านบาท ปีหน้ากู้อีก 2 แสนล้านบาท และในส่วน พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปกติก็ได้ทำตัวเลขใส่ไว้แล้ว ซึ่งจากการประมาณการของ 4 หน่วยงาน ทำให้เห็นชัดว่าภายใน 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะก็ยังจะไม่เกินที่ 70%
ส่วนเรื่องสอดใส้หรือไม่กับโครงการ 2 แสนล้านบาท ความเร่งด่วนขึ้นอยู่กับคนมองและวิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศ ว่ามองเรื่องวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบไหนและเร่งด่วนหรือไม่ ประชาชนได้รับผลกระทบจากเรื่องพลังงานแน่นอน และพลังงานไฟฟ้าที่วันนี้ประชาชนบ่นกันมาก ส่วนหนึ่งแน่นอนว่ามาจากพลังงานฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
ภราดรกล่าวต่อไปว่าก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เคยได้มาชี้แจงต่อสภา ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพของประชาชน โดยจัดสรรขั้นบันไดของค่าไฟให้ประชาชนแบบครัวเรือนเสียน้อยลง โดยตั้งใจที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เป็นรูปแบบที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลให้น้อยลงที่สุดเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด โดยที่หลายกระทรวงก็น่าจะมีโครงการเข้ามาเสนอ และหลังจากที่ พ.รก. ได้ถูกบังคับใช้และผ่านสภาแล้ว ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อคัดกรองโครงการ และจะทำให้รวดเร็วที่สุดเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องการลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล
ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้น ๆ ในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลมากที่สุด โดยที่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤติแบบนี้อีกเมื่อไหร่ นี่จึงเป็นโอกาสของประเทศในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนคำถามที่ว่าแล้วทำไมไม่ไปใช้ในงบประมาณปี 2570 นั่นก็เพราะงบประมาณปี 2570 อยู่ในช่วงของการเร่งรัดการทำ พ.ร.บ. ให้เสร็จทัน 1 ตุลาคม 2569 เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้เงินใช้พลางไปก่อนในงบประมาณปี 2569 แต่เมื่อเร่งทำให้เสร็จ แผนที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอโครงการเข้ามาในงบประมาณปี 2570 ย่อมทำไม่ทัน
ภราดรกล่าวต่อไปว่าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้ปิดการให้หน่วยงานส่งคำขอไปที่สำนักงบประมาณแล้ว และเมื่อไปดูในรายละเอียดว่าหน่วยงานมีคำขอที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายพลังงานมากน้อยแค่ไหน ตนเชื่อว่าไม่มากด้วยเวลาจำกัด จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องใช้โอกาสนี้มาเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างความยั่งยืนในการใช้พลังงานสะอาดพลังงานจากฟอสซิล
จากนั้นศิริกัญญาได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่รัฐมนตรีให้รายละเอียดว่าสุดท้ายแล้วโครงการที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจะไม่ทันใส่ลงไปในงบประมาณปี 2570 แสดงว่าโครงการที่จะอยู่ในแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดยังเป็นวุ้นอยู่ ยังไม่มีโครงการใดอยู่ในมือเลย เป็นแผนลอย ๆ และมีการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลนำไปใช้กลไกคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งก็เต็มไปด้วยข้าราชการประจำอยู่ดี มันคือการตีเช็คเปล่ากับประชาชนที่ต้องเป็นคนใช้หนี้
ดังนั้นมันก็คือการคิดไปทำไป ไม่ได้สะท้อนเลยว่าถ้าไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างที่รับไม่ได้อย่างไร พ.ร.ก. ไม่ใช่เรื่องที่ควรออกกันอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฏหมายในระดับ พ.ร.ก. เป็นการทำงานแบบข้ามหัวสภา ผู้แทนราษฎรไม่ได้มีโอกาสในการตรวจสอบและให้ความเห็น ตนไม่ติดถ้าจะต้องออกเพื่อเยียวยา แต่ถ้าจะเอาไปทุ่มกับคนละครึ่ง 1.2 แสนล้านบาท ก็ไม่ต้องออกถึง 2 แสนล้านบาทก็ได้ เก็บกระสุนเอาไว้สำหรับการเยียวยาแบบตรงกลุ่มเป้าหมายแทนดีกว่า
ศิริกัญญายังกล่าวต่อไปว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและวิกฤตจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ แต่กระสุนก็จะไม่เหลือแล้วที่จะนำไปใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมกู้ใหม่ก็น่าจะไม่ได้แล้ว นี่น่าจะเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่ประเทศจะสามารถออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. เพื่อที่จะกู้เงินได้ เพราะไม่ใช่แต่เพียงหนี้สาธารณะที่ใกล้จะสูงจนชนเพดาน แต่ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% แต่แนวโน้มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในยามที่เงินเฟ้อสูงเช่นนี้
จึงต้องถามว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีแต่การประกาศแผนการกู้ ว่าจะกู้แต่ในประเทศ ต้นทุนการกู้ยืมไม่ได้สูงมากแต่อยู่ในแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมต้นปีถ้ารัฐบาลจะกู้พันธบัตร 10 ปี ต้นทุนดอกเบี้ยแค่บาทเดียวหรือ 1% เท่านั้น วันนี้อยู่ที่ 2% กว่าแล้วและยังไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน แผนที่จะใช้เงินก็ยังไม่ชัด แผนการกู้เงินก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วแผนการใช้หนี้จะเป็นอย่างไร
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมามีการปล่อยให้รัฐบาลก่อนหน้ากู้แบบนอกงบประมาณราว 1.5 ล้านล้านบาท แล้วกลายมาเป็นภาระที่ต้องใช้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จนมาเบียดบังงบประมาณรายจ่ายประจำปีไปทุกปี จึงต้องสอบถามว่าแผนการการใช้หนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ทุกวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่ารัฐบาลมีความสามารถที่จะใช้หนี้อย่างไร ต้องจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมหรือไม่ แผนภาษีในอนาคตต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ได้มีการสอบถามในคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะมีการออกมติให้มีการออก พ.ร.ก. กู้เงินหรือไม่
ทางด้านภราดรระบุว่าข้อกล่าวหาว่าเป็นเช็คเปล่าเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินไป รัฐบาลได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ศิริกัญญาบอกว่ารัฐบาลใช้ก้อนแรก 1.7 แสนล้านบาทภายใน 4 เดือนก็ถูกต้อง เพราะรัฐบาลต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้น ๆ นี้ ถ้าไม่เยียวยาในช่วงนี้จะเยียวยากันเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยหาแนวทางเยียวยาอย่างนั้นหรือ วันนี้อยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประชาชน และการใช้เงิน 1.7 แสนล้านบาทในช่วงเวลา 4 เดือนจากนี้ไป เชื่อว่าถึงมือประชาชนทุกเม็ดทุกบาท นี่ต่างหากคือหัวใจสำคัญ
ส่วนเรื่องแผนการกู้และแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล แน่นอนว่าจะเป็นการกู้เงินในประเทศ และดอกเบี้ยในการกู้คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1.3% เท่านั้น เป็นดอกเบี้ยที่ถูกมาก ส่วนแผนการใช้หนี้ก็จะเป็นไปตามปกติ คือการตั้งในเงินงบประมาณปีถัดไป คือ 4% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งในแต่ละปีจะเป็นการใช้เงินต้นประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยก็ต่างหาก นี่คือวิธีการที่รัฐบาลบริหารจัดการหนี้ของประเทศมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ภราดรยังกล่าวต่อไปว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลในครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน โดยวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือการนำเงินทุกบาทไปให้ถึงมือประชาชนอย่างแน่นอน
สุดท้าย ศิริกัญญาได้ใช้เวลาที่เหลือในการฝากไปถึงรัฐบาล โดยระบุว่าขอให้รัฐบาลอย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันแล้วมาสอดใส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วน เพียงเพื่อที่จะหวังผลอย่างอื่นหรือไม่ ถ้ามีการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วจะมีปัญหาในภายหลัง ก็อย่านำการเยียวยาของประชาชนมาเป็นข้ออ้างและตัวประกันแบบนี้ เพราะเป็นรัฐบาลเองที่ไม่ยอมแยก พ.ร.ก. ออกจาก พ.ร.บ. ในส่วนที่เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ถ้าจะเกิดผลอะไรขึ้นก็เป็นรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบในท้ายที่สุด
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน