วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วีระยุทธนำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน-สร้างซัพพลายเชนเครื่องมือแพทย์ ชี้นักลงทุนไม่ได้หมดใจ แต่ไทยหมดไฟสะอาด ทุนใหม่จึงไม่เข้า ทุนเก่าไหลออก

 


วีระยุทธนำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน-สร้างซัพพลายเชนเครื่องมือแพทย์ ชี้นักลงทุนไม่ได้หมดใจ แต่ไทยหมดไฟสะอาด ทุนใหม่จึงไม่เข้า ทุนเก่าไหลออก


วันที่ 14 สิงหาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ จัด Growth Forum ในธีม ‘Renew-able Thailand: ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์’


เปิดตัวรายงานการศึกษา 2 ฉบับของกรรมาธิการฯ เพื่อนำเสนอแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาที่ ‘สูงเกินไป’ อย่างสังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงปัญหาที่ ‘ต่ำเกินไป’ เช่น อัตราการเติบโตและผลิตภาพ


วีระยุทธ เน้นย้ำว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา ประเทศไทยไม่ควรตื่นตระหนกจนดำเนินนโยบายลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ทุกรูปแบบอย่างไร้ทิศทาง แต่ควรใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเสนอ 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสร้างห่วงโซ่อุปทานเครื่องมือแพทย์ ชี้ต้องไปให้ไกลกว่า Wellness Center ที่เป็นเพียงบริการปลายน้ำ สู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ลดภาระนำเข้าในยุคสังคมสูงวัย


[เมื่อโลกก้าวสู่ยุค No Green, No Growth]


สำหรับประเด็นด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญจากรายงานการศึกษาในความร่วมมือระหว่างทางวิชาการ ระหว่าง กมธ. พัฒนาเศรษฐกิจ และโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) ภายใต้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) ดร. วีระยุทธ ระบุว่า ปัจจุบันกติกาการค้าโลกได้เปลี่ยนไป มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดขึ้นจนเข้าสู่ยุค ‘No Green, No Growth’ หากไม่มีพลังงานสะอาด เศรษฐกิจก็ไม่สามารถเติบโตได้


จากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 215 บริษัท รายงานพบว่าข้อจำกัดสำคัญคือ ‘ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด’ ที่ไทยยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดประมาณ 30 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงถึง 90 หน่วย และจะเพิ่มเป็นเกือบสองเท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า


หากรัฐบาลไม่เร่งอุดช่องว่างนี้ ไทยอาจสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ นักลงทุนเดิมที่มีศักยภาพอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่พร้อมกว่า ขณะเดียวกัน ทุนใหม่ที่มีคุณภาพก็จะไม่เข้ามาลงทุน ส่งผลให้เหลือเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลและไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้ามาแย่งพื้นที่ลงทุนแทน” วีระยุทธ กล่าว


[นโยบายต้อง ‘คราฟต์’ ตามความต้องการที่แตกต่างกัน]


อีกประเด็นที่ประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ นโยบายของรัฐจำเป็นต้องมีการ ‘คราฟต์’ (Craft) โดยออกแบบให้สอดรับกับความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นกลุ่ม SME อาจต้องการช่องทางการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดที่หลากหลาย ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งใช้พลังงานสูง ต้องการไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมากและมีความเสถียรเพื่อรองรับกระบวนการผลิต


วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโครงสร้าง ต้องมองข้ามไปไกลกว่าเพียงการสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปหรือการส่งเสริมรถยนต์ EV แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสัดส่วน ‘ไฟฟ้าสะอาด’ ในระบบอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนฟอสซิล ควบคู่ไปกับการออกแบบกลไกและกฎระเบียบที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดึงขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศกลับคืนมา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรม่ธิการพัฒนาเศรษฐกิจ












'เท้ง' พร้อมยื่นซักฟอกสมัยประชุมหน้าแน่ ปักธงชำแหละปมใหญ่ "ระบอบสีน้ำเงิน" ทั้งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน คดีฮั้ว สว. และการทำงานขององค์กรอิสระ ลั่นเตรียมเปิดข้อมูลเชิงลึกและหลักฐานเด็ดสู้ในสภา

 


'เท้ง' พร้อมยื่นซักฟอกสมัยประชุมหน้าแน่ ปักธงชำแหละปมใหญ่ "ระบอบสีน้ำเงิน" ทั้งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน คดีฮั้ว สว. และการทำงานขององค์กรอิสระ ลั่นเตรียมเปิดข้อมูลเชิงลึกและหลักฐานเด็ดสู้ในสภา


วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบเวลาการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ฝ่ายค้านจะดำเนินการยื่นในสมัยประชุมนี้อย่างแน่นอน แต่จำเป็นต้องขอปกปิดกำหนดวันและไทม์ไลน์ที่แน่ชัดเอาไว้ก่อน เนื่องจากเป็นปัจจัยและจังหวะทางการเมือง ว่าตามข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกรัฐมนตรีจะไม่สามารถประกาศยุบสภาได้ ดังนั้นการเปิดเผยช่วงเวลาล่วงหน้าอาจกระทบต่อกลยุทธ์ทางการเมือง แต่ยืนยันว่าประชาชนจะได้เห็นการยื่นอภิปรายในสมัยประชุมนี้แน่นอน


เมื่อถามถึงประเด็นหลักที่จะนำมาใช้เปิดแผลและตรวจสอบรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านรวบรวมข้อมูลไว้จำนวนมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งถือเป็นรากเหง้าของปัญหาหลากหลายด้านในปัจจุบัน


"ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน หรือความไม่โปร่งใสขององค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งประชาชนเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าตราบใดที่เรายังมีรัฐบาลที่บริหารประเทศภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ประเทศไทยจะไม่มีอนาคตแน่นอน ทุกใบเสร็จที่รัฐบาลบริหารผิดพลาดอย่างฉ้อฉล ฝ่ายค้านเก็บไว้หมดแล้ว และจะนำไปเปิดแผลบนเวทีซักฟอกอย่างแน่นอน" ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว


เมื่อถามว่าจะมีประเด็นใดที่ทำให้ประชาชนรู้สึกประหลาดใจหรือ "ว้าว" หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ชี้แจงว่า ในการทำงานประจำวัน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอยู่ตลอดผ่านช่องทางกระทู้ถาม การลงพื้นที่ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) อย่างไรก็ตาม บนเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกบางชุดที่ไม่สามารถเปิดเผยบนเวทีสื่อหรือสาธารณะทั่วไปได้ เนื่องจากมีเอกสิทธิ์คุ้มครองการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะช่วยให้การเปิดเผยข้อมูลทำได้อย่างเต็มที่


ส่วนกรณีที่มีข้อสังเกตว่าฝ่ายค้านอาจเน้นย้ำเรื่องความผิดปกติในวุฒิสภา (สว.) แต่ฝั่งรัฐบาลพยายามแย้งว่าเป็นเรื่องขององค์กร สว. ไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหารนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวตอบว่า เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในกระบวนการเลือก สว. เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่จะนำเสนอ


ส่วนความกังวลว่าประธานสภาฯ อาจตีตกญัตติต่างๆ นั้น ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่สุด และเชื่อมั่นในพยานหลักฐานที่ทีมงานพรรคประชาชน (เช่น นายพริษฐ์ วัชรสินธุ) นำมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หรือหลักฐานการปรากฏตัวในสถานที่เดียวกัน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มนักการเมือง โดยเฉพาะฝั่งพรรคภูมิใจไทย


"ดังนั้น การที่ฝั่งรัฐบาลจะออกมาปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเลย ผมคิดว่าน่าจะพูดได้ลำบาก" นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้นำฝ่ายค้าน #อภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กมธ.กฎหมายฯ ประชุมถกปัญหา "พ่อทิพย์" เปิดตัวเลขสะเทือนระบบทะเบียน ย้อนหลัง 30 ปีพบผู้ต้องสงสัยกว่า 10,000 เคส!

 


กมธ.กฎหมายฯ ประชุมถกปัญหา "พ่อทิพย์" เปิดตัวเลขสะเทือนระบบทะเบียน ย้อนหลัง 30 ปีพบผู้ต้องสงสัยกว่า 10,000 เคส!


วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ และปิยรัฐ จงเทพ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาประชุมเพื่อติดตามกระบวนการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีขบวนการทุจริตแจ้งเกิดเท็จเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือ “ขบวนการพ่อทิพย์” รวมถึงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคต


โดยผู้แทนจากกรมการปกครองชี้แจงว่า หลังตั้งชุด "DOPA N.I.C.E." เพื่อปราบปรามการกระทำผิดทางทะเบียน และขยายผลจากการจับกุมชาวจีนรายหนึ่ง พบพฤติการณ์นำชายไทยมาสวมสิทธิ์เป็นบิดาของเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ชาวจีน เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย โดยพบความเชื่อมโยงทั้งนายหน้า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และในบางกรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง


เฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านธนบุรี มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับเด็กแล้ว 24 ราย และพบรายการต้องสงสัยเพิ่มเติมอีกประมาณ 60 ราย ขณะที่การขยายผลไปต่างจังหวัดยังพบรูปแบบอื่น ทั้งการใช้ “พ่อทิพย์” และการปลอมแปลงเอกสารหรือข้อมูลบุคคล โดยบางกรณีเจ้าของชื่อที่ถูกนำไปใช้เป็นบิดาไม่ทราบเรื่องด้วย


ที่น่าตกใจคือ จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังประมาณ 30 ปี พบกรณีต้องสงสัยถึงประมาณ 10,000 เคส โดยกรณีที่ตรวจพบย้อนหลังไปไกลที่สุด บุคคลดังกล่าวมีอายุ 23 ปี และได้รับสัญชาติไทยมาเป็นเวลานาน ก่อนถูกเพิกถอนในภายหลัง ซึ่งพบว่ามีการถือครองและประกอบกิจการหลายแห่งในประเทศไทย


ด้านตัวแทนจากกรุงเทพมหานครชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการแจ้งเกิดที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนตั้งแต่ปี 2550 พบกรณีเสี่ยงสูงหรือผิดปกติแล้ว 32 ราย และเพิกถอนสูติบัตรไปแล้ว 19 ราย ขณะที่ข้อมูลอีกประมาณ 1,500 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และอีกกว่า 200 รายอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบจากตำรวจ


ส่วนความคืบหน้าทางคดี ผู้กำกับการ สน.บางยี่เรือ ชี้แจงว่า พบผู้เกี่ยวข้อง 42 ราย ออกหมายจับแล้ว 37 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน และคาดว่าจะส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในสัปดาห์หน้า พร้อมประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้อง


สำหรับมาตรการป้องกัน กรมการปกครองได้ปรับแนวทางการรับแจ้งเกิด โดยเตรียมระบบแจ้งเตือนเมื่อพบชายไทยคนเดียวรับรองบุตรกับหญิงต่างด้าวหลายราย รวมถึงให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเมื่อพบความผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้โรงพยาบาลเอกชนเข้าสู่ระบบหนังสือรับรองการเกิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ ลดช่องว่างจากการใช้เอกสารกระดาษ ตลอดจนแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษและให้อำนาจนายทะเบียนสามารถ ขอตรวจ DNA ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยได้


ด้านปิยรัฐได้ตั้งข้อสังเกตว่า จากข้อมูลที่หน่วยงานนำมาชี้แจงพบความผิดปกติจำนวนมาก จึงต้องตรวจสอบย้อนกลับไปตั้งแต่กระบวนการออกเอกสาร โดยเฉพาะเหตุใดในบางกรณี เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจึงเป็นผู้ดำเนินเรื่องเกี่ยวกับการแจ้งเกิดต่อสำนักงานเขตหรืออำเภอเสียเอง และกรณีที่บิดาเป็นคนไทยแต่มารดาเป็นชาวต่างชาติ ได้มีการตรวจสอบความเป็นบิดาตามระเบียบอย่างเพียงพอหรือไม่


ปิยรัฐยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่สูติบัตรบางรายการระบุว่าไม่มีหนังสือรับรองการเกิดหรือใบรับแจ้งการเกิด แต่กลับสามารถออกสูติบัตรได้ ซึ่งกรมการปกครองยอมรับว่ามีความพิรุธและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะที่ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า บางกรณีมีเอกสาร ท.ร. 1/1 อยู่จริง แต่เกิดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล


ในตอนท้าย กมธ.กฎหมายฯ มีความเห็นร่วมกันว่า ปัญหาดังกล่าวมีลักษณะเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ มีนายหน้า ช่องทางติดต่อในกลุ่มลับ และอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องยกระดับการตรวจสอบ ติดตามเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และขยายผลไปถึงผู้บงการ


การแก้ไขปัญหาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเพิ่มโทษทางอาญา แต่ต้องอุดช่องโหว่ทั้งระบบ ตั้งแต่การแจ้งเกิด การออกเอกสาร การยืนยันตัวบุคคล การเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการดำเนินคดีกับนายหน้า ผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตอย่างถึงที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พ่อทิพย์ #กรรมาธิการกฎหมาย

‘เอกภพ’ สส.พรรคประชาชน ติงรัฐบาล ปฏิรูปกำลังคนให้ภาครัฐเล็กลงได้ แต่บริการสุขภาพของประชาชนต้องไม่น้อยลง

 


เอกภพ’ สส.พรรคประชาชน ติงรัฐบาล ปฏิรูปกำลังคนให้ภาครัฐเล็กลงได้ แต่บริการสุขภาพของประชาชนต้องไม่น้อยลง


สืบเนื่องจากวันที่ 11 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ ชะลอการขออัตราข้าราชการตั้งใหม่ ยุบอัตราว่างบางส่วน และทยอยลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น เพื่อควบคุมรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ


วันนี้ (13 สิงหาคม 2569) เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความเห็นว่า เป็นเรื่องดีที่ควรปรับลดตำแหน่งข้าราชการที่ไม่จำเป็น แต่มีข้อกังวลคือ หน่วยงานด้านสาธารณสุขควรถูกลดบุคลากรด้วยหรือไม่ เพราะความต้องการบริการด้านสุขภาพของคนไทยกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


เอกภพกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น ความต้องการบริการปฐมภูมิ สุขภาพจิต ฟื้นฟู ดูแลระยะยาว และการดูแลที่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากความต้องการบริการเพิ่ม แต่รัฐตรึงจำนวนบุคลากรไว้โดยไม่ดูความต้องการที่เพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาคือ ภาระงานต่อบุคลากรเพิ่มขึ้น เกิดภาวะเหนื่อยล้าและหมดไฟ ส่งผลให้เกิดการลาออกมากขึ้น ประชาชนจะได้รับบริการลดลง


เพราะการปฏิรูปกำลังคนที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากการตั้งเป้าว่า จะลดคนลงกี่คน แต่ต้องเริ่มจากว่าความต้องการสุขภาพมีเท่าไร จะจัดบริการเท่าไร และต้องใช้กำลังคนเท่าไร แล้วจึงค่อยตอบว่า จะผลิต จะจ้าง จะกระจาย และจะจ่ายค่าตอบแทนคนเหล่านั้นอย่างไร” เอกภพกล่าว


[ใครกำลังวางนโยบายกำลังคนสุขภาพของประเทศ]


ไม่นานมานี้ กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งประกาศเร่งบรรจุพยาบาล 4,525 อัตราจากตำแหน่งว่างเดิม และอยู่ระหว่างหารือ ก.พ. เพื่อขออัตราข้าราชการตั้งใหม่อีก 8,642 อัตรา แต่วันนี้นโยบายกำลังคนภาครัฐกลับกำหนดให้ชะลอการขออัตราข้าราชการตั้งใหม่ทุกกรณี เอกภพจึงตั้งคำถามว่า 8,642 อัตราที่กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าจำเป็นจะไปต่ออย่างไร จะได้รับการยกเว้น หรือถูกชะลอออกไป


มาตรการเกี่ยวกับการทดแทนอัตราเกษียณ รัฐบาลเขียนข้อยกเว้นสำหรับแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) แต่เรายังไม่เห็นหลักประกันแบบเดียวกันสำหรับพยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และสหวิชาชีพอื่น จริงหรือที่โรงพยาบาลจะทำงานได้ด้วยแพทย์เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีทีมอื่นมาสนับสนุน” เอกภพกล่าว


[บอร์ดกำลังคนข้าราชการ vs. บอร์ดกำลังคนด้านสุขภาพ]


เอกภพอธิบายว่า วันนี้ประเทศไทยมี ‘ระบบกำกับกำลังคนสองระบบ’ ที่ยังไม่ได้เชื่อมกันดีพอ


ด้านหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขมีคณะกรรมการและกลไกด้านกำลังคนสุขภาพหลายชุด ทำหน้าที่ศึกษา วางแผน และเสนอว่าระบบสุขภาพควรมีกำลังคนเท่าไร


แต่อีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งมีรองนายกฯ ปกรณ์ เป็นประธาน มีอำนาจกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และหลักเกณฑ์สำคัญเรื่องกำลังคนภาครัฐ รวมถึงการเพิ่ม ยุบ หรือจัดสรรอัตราข้าราชการ


ในทางปฏิบัติ คปร. จึงมีบทบาทคล้าย ‘บอร์ดกำลังคนสุขภาพโดยปริยาย’ สำหรับบุคลากรสุขภาพที่เป็นข้าราชการ เพราะต่อให้กระทรวงสาธารณสุขประเมินว่าต้องมีคนเพิ่ม แต่หากไม่สามารถเพิ่มอัตราได้ ความต้องการนั้นก็ไม่ถูกเติมเต็ม”


[เพิ่มคนก็ยาก รักษาคนไว้ก็ยังไม่มีคำตอบ]


เอกภพกล่าวว่า เพิ่งได้รับหนังสือตอบจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรื่องการปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข (พ.ต.ส.) ของพยาบาล สภาการพยาบาลเสนอให้ปรับ พ.ต.ส. พยาบาลเป็น 4,000–10,000 บาทต่อเดือน แต่ ก.พ.ระบุว่าจะมีภาระงบประมาณเพิ่มกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี จึงต้องพิจารณาภาวะการคลังและผลกระทบต่อตำแหน่งอื่นก่อน โดยยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าจะดำเนินการเมื่อใด


ปัญหาคือ กระทรวงสาธารณสุขเองก็ยอมรับว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่เพียงผลิตพยาบาลไม่พอ แต่คือ รักษาคนให้อยู่ในระบบไม่ได้ จากภาระงาน ความก้าวหน้า และค่าตอบแทน เรื่องนี้เพิ่งมีการจัดสัมมนาวิชาการไปเมื่อสัปดาห์นี้เอง ถ้าด้านหนึ่งเพิ่มตำแหน่งใหม่ได้ยากขึ้น อีกด้านหนึ่งมาตรการค่าตอบแทนเพื่อรักษาคนก็ยังไม่ชัดเจน เราต้องถามว่า แล้วรัฐบาลมีแผนรักษากำลังคนสุขภาพไว้อย่างไร”


[บอร์ดกำลังคนมากมาย ใครรับผิดชอบผลลัพธ์สุดท้าย]


ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ขาดคณะกรรมการ มี ก.พ. มี คปร. มีกระทรวงสาธารณสุข มีคณะกรรมการด้านกำลังคนสุขภาพหลายชุด แต่สิ่งที่เรายังขาดคือ เจ้าภาพที่รับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งระบบ


รายชื่อบอร์ดกำลังคนสุขภาพในปัจจุบัน


1. คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบ

2. คณะกรรมการพัฒนาตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย

3. คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ (Super Board)

4. คณะกรรมการกำลังคนสุขภาพแห่งชาติ (คกส.)

5. คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)


เอกภพกล่าวว่า อีก 5 ปี ประเทศไทยต้องมีบุคลากรสุขภาพกี่คน ต้องอยู่ที่ไหน มีคนทำงานเต็มเวลาแค่ไหน และทำงานภายใต้ภาระงานเท่าไร จึงจะเพียงพอกับความต้องการของประชาชน


ปัจจุบันยังไม่มีใครมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบครบทั้งวงจร ตั้งแต่ประเมินความต้องการ → ผลิต → จ้าง → กระจาย → รักษาคนไว้ในระบบ → ประเมินผลคุณภาพบริการ นี่คือปัญหาของระบบราชการที่มี หลายบอร์ด แต่ไม่มีบอร์ดใดทำหน้าที่ได้ครบ และแต่ละบอร์ดก็ไม่ได้เชื่อมการตัดสินใจเข้าหากัน ระบบกำกับกำลังคนเองจึงเป็นสิ่งที่ต้องถูกปฏิรูปไม่แพ้กำลังคนภาครัฐ”


[ถึงเวลาปลุกบอร์ดกำลังคนสุขภาพสักคณะหนึ่งให้ขึ้นมาทำงานได้จริง]


เอกภพเสนอว่า ถ้ารัฐบาลจะปฏิรูปกำลังคนจริง อย่างน้อยต้องปลุกคณะกรรมการด้านกำลังคนสุขภาพที่มีอยู่สักคณะหนึ่งขึ้นมาเป็นบอร์ดที่มีอำนาจและความรับผิดชอบชัดเจน และเชื่อมการทำงานกับ คปร. ก.พ. สำนักงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง อว. ท้องถิ่น และองค์กรวิชาชีพ


โดยต้องมีหน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลความต้องการสุขภาพ ความต้องการการจัดบริการสุขภาพ และตลาดผู้ให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมใกล้เคียงความจริง และพยากรณ์อนาคตได้ เพื่อให้ข้อมูลนั้นไปใช้ประกอบการตัดสินใจของ คปร. ว่าอัตราใดควรเพิ่ม อัตราใดลดได้ และตำแหน่งใดต้องได้รับการคุ้มครอง


รัฐบาลควรประเมินผลกระทบต่อกำลังคนสุขภาพก่อนลดหรือยุบอัตรา และต้องมีหลักเกณฑ์คุ้มครองวิชาชีพที่ขาดแคลน โดยพิจารณาจาก ภาระงาน ความต้องการบริการ และความปลอดภัยของผู้ป่วย ไม่ใช่ตัดสินจากเป้าหมายลดจำนวนข้าราชการเพียงอย่างเดียว


หรือหากรัฐบาลยืนยันว่าจะลดจำนวนข้าราชการที่ให้บริการสุขภาพ ก็ต้องตอบให้ได้ว่า จะเอากำลังคนรูปแบบใดมาทดแทน และทำอย่างไรให้บริการของประชาชนไม่ลดลง


รัฐเล็กลงได้ แต่บริการสุขภาพของประชาชนต้องไม่น้อยลง และถ้าจะปฏิรูปกำลังคนภาครัฐครั้งนี้จริงๆ ควรถือโอกาสปฏิรูประบบกำกับกำลังคนสุขภาพเสียทีครับ” เอกภพทิ้งท้าย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ไม่เข้าข่ายจำเป็น-ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จัดการเลือกตั้งตามวันเดิม 27 ก.ย.นี้

 


ศาลปกครองกลาง พิพากษาเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ไม่เข้าข่ายจำเป็น-ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จัดการเลือกตั้งตามวันเดิม 27 ก.ย.นี้


วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้เพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ของคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เนื่องจากประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จัดการเลือกตั้งตามวันเดิม คือ วันที่ 27 ก.ย.2569


นอกจากนี้ ยังห้ามคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ออกคำสั่งหรือประกาศในลักษณะคล้ายคลึงกันหลังจากนี้อีก


โดยในวันนี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี พร้อมทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้เดินทางเข้าฟังคำตัดสินด้วยตนเอง ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้อง ได้แก่ สปส. มอบหมายให้ผู้แทนจากกองกฎหมาย เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา


จนกระทั่งเวลา 15.35 น. รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ เดินทางออกจากห้องพิจารณาคดี พร้อมเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะคดี โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศชะลอการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งส่งผลให้กระบวนการจัดการเลือกตั้งทั้งหมด ต้องกลับมาดำเนินงานตามปฏิทินเดิม


สำหรับข้อวินิจฉัยสำคัญของศาลปกครองกลางระบุว่า การออกประกาศชะลอการเลือกตั้งดังกล่าว ไม่เข้าข้อยกเว้นความจำเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใด อีกทั้ง สปส. ได้มีการตั้งงบประมาณไว้รองรับแล้วถึง 275 ล้านบาท และหากต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม ก็ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการประกันสังคมได้ คำสั่งชะลอการเลือกตั้ง โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน จึงไร้เหตุจำเป็น และเป็นการออกประกาศโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ศาลยังคงคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ประกาศไว้ ทำให้ สปส.ไม่สามารถออกประกาศในลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อชะลอการเลือกตั้งได้อีก


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวชี้แจงถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งว่า สปส. มีการตระเตรียมการไว้แล้ว ทั้งเรื่องงบประมาณและบัตรเลือกตั้งที่เตรียมไว้กว่า 7 ล้านใบ ดังนั้นเรื่องงบประมาณ หรือความพร้อมจึงไม่ใช่อุปสรรค โดยนับจากนี้เป็นหน้าที่ของ สปส. ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล ในการจัดการเลือกตั้งตามปฏิทินเดิม และการปล่อยให้บอร์ดประกันสังคมอยู่ในอำนาจรักษาการยาวนานเกือบ 6 เดือน อาจสร้างความเสียหายระยะยาว ต่อการบริหารกองทุนประกันสังคม สิ่งที่ สปส. ต้องมุ่งเน้นในขณะนี้ คือการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งให้ทันตามกำหนดเดิม


“การเลือกตั้งหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ ในการที่จะเปลี่ยนองค์กร สวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ให้กลับเข้าสู่มือของประชาชนอีกครั้ง เงินของคนหาเช้ากินค่ำ เงินที่จะเป็นเงินของเด็ก 1.2 ล้านคน คนท้อง 2 แสนคน คนแก่ที่รับเงินบำนาญอยู่ประมาณ 9 แสนคน และคนที่เจ็บป่วยอีกนับล้านคน อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า พวกเราต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่คนมีส่วนร่วมมากที่สุด และมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรมมากที่สุด ขอให้ช่วยกันจับตาการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อทำให้ประกันสังคมเป็นหลักพึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #บอร์ดประกันสังคม #ประกันสังคมก้าวหน้า #ศาลปกครอง

พีมูฟประชิดทำเนียบฯติดตาม ครม. เผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ทาสีน้ำเงิน สื่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” หลอกลวงชาวบ้าน จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน


พีมูฟประชิดทำเนียบฯติดตาม ครม. เผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ทาสีน้ำเงิน สื่อ“ระบอบสีน้ำเงิน” หลอกลวงชาวบ้าน จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน


วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) ยกระดับการเคลื่อนไหวในช่วงเช้าของวัน โดยเคลื่อนขบวนมายังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมปราศรัยและจัดกิจกรรมติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิในที่อยู่อาศัยของประชาชน


ระหว่างการชุมนุมเพื่อรอผลการประชุม ครม. เวลาประมาณ 12.10 น. ผู้ชุมนุมมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ฌาปนกิจรูปภาพของรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์” เพื่อแสดงออกคัดค้านกรณีที่ปกรณ์ได้เสนอให้ยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ภายในเดือนกันยายน 2569


กิจกรรมดังกล่าวมีการจัดเตรียมโลงศพทาสีน้ำเงิน พร้อมวางดอกไม้จันทร์บนโลงศพสีน้ำเงิน รวมถึงนำกรงหนูและกาวดักหนูมาประกอบกิจกรรม ก่อนที่จะมีการจุดไฟเผารูปภาพดังกล่าว


การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก พีมูฟปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชนในหลายกรณีที่ยังค้างคา โดยเฉพาะปัญหาสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย ผ่านกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ของขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย


ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พีมูฟออกแถลงการณ์ฉบับที่ 8 เรื่อง “หอบเอาหวังประชาชน สู่การพิจารณา ครม.” ระบุว่า การประชุม ครม. ในวันนี้ (11 สิงหาคม 2569) ถือเป็นนัดสำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลการเจรจาระหว่างพีมูฟกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้หรือไม่ และจะมีผู้ใดขัดขวางดังเช่นรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ อีกหรือไม่


พีมูฟยังตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องของเครือข่าย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน พร้อมระบุว่า การดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อกลไกดังกล่าว กำลังทำให้ความหวังของประชาชนในการมีสิทธิชุมชนเพื่อจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ลดน้อยลง


ในแถลงการณ์ พีมูฟระบุว่า โฉนดชุมชนในฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีถูกยกเลิกไปเกือบ 3 เดือนแล้ว ขณะที่ธนาคารที่ดินกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกยุบเลิกในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งพีมูฟมองว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย


อย่างไรก็ตาม พีมูฟยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าต่อสู้และไม่ยอมแพ้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพีมูฟเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งหมด และขอให้มีหลักประกันว่าธนาคารที่ดินจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้ รวมถึงทวงคืนกลไกโฉนดชุมชน


พีมูฟประกาศยกระดับการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยการเคลื่อนขบวนประชิดทำเนียบรัฐบาลและการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันรัฐบาลระหว่างรอผลการประชุม ครม. ซึ่งเครือข่ายยังคงจับตาว่าจะมีความคืบหน้าต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยของประชาชนหรือไม่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พีมูฟ #ธนาคารที่ดิน #โฉนดชุมชน





























ทีมดิจิทัลพรรคประชาชน ชี้ ช่องโหว่ระบบ พร้อมเสนอโรดแมปแก้ ‘ข้อมูลจากภาครัฐรั่วไหล’

 


ทีมดิจิทัลพรรคประชาชน ชี้ ช่องโหว่ระบบ พร้อมเสนอโรดแมปแก้ ‘ข้อมูลจากภาครัฐรั่วไหล’


วันนี้ (11 สิงหาคม 2569) ที่ห้องแถลงข่าว รัฐสภา จากกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลจากระบบภาครัฐครั้งใหญ่ ทีมดิจิทัลของพรรคประชาชน นำโดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาวิจารณ์ว่า ขณะนี้ข้อมูลของคนไทยถูกหลุดออกไปจนแทบไม่เหลืออะไรให้หลุดอีกแล้ว และรูปถ่ายติดบัตรถือเป็นข้อมูลชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ตัวตนของประชาชนถูกเปิดเผยอย่างสิ้นเชิง


ทีมดิจิทัลพรรคประชาชน อธิบายว่า สาเหตุหลักเกิดจากระบบไอทีภาครัฐมีลักษณะ กระจายศูนย์ต่างคนต่างทำ ระบบส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนามานานและขาดผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยประจำหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดจุดอ่อนวิกฤต 2 ประการ ได้แก่


1) ระบบยืนยันตัวตนอ่อนแอ เนื่องจากเป็นการพึ่งพาการใช้รหัสผ่าน (Password) เพียงชั้นเดียว


2) ไร้การจำกัดสิทธิ (Access Control) ไม่มีระบบ แบ่งระดับความลับ และไม่มีระบบยกเลิกรหัสผ่านของพนักงานที่ลาออกไปแล้ว นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่ไม่มี Access Log สำหรับตรวจสอบย้อนหลังว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไรไปบ้าง


ความหละหลวมดังกล่าวนำไปสู่ปัญหา Credential Leaks หรือรหัสผ่านรั่วไหล ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการแฮ็กระบบตรงๆ แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐขาดความระมัดระวัง เช่น การจดรหัสผ่านแปะไว้ที่โต๊ะ, ตั้งรหัสง่ายๆ อย่าง 123456, การแชร์รหัสผ่านร่วมกัน หรือนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่ติดมัลแวร์มาใช้งาน เมื่อแฮ็กเกอร์ได้รหัสผ่านไป จึงสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลทั่วไป เช่น ทะเบียนรถ ข้อมูลจิตอาสา หรือข้อมูลการศึกษา และนำข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ (เช่น เลขเลเซอร์หลังบัตรประชาชน, วันเกิด, เลขบัตร) ไปใช้สวมรอยยืนยันตัวตนเพื่อเข้าถึงระบบอื่นๆ ต่อไปเป็นห่วงโซ่


นอกจากนี้ ทีมดิจิทัล พรรคประชาชน ยังได้เสนอ ยุทธศาสตร์การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลแบบครบวงจร ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่รัดกุมและปกป้องข้อมูลของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


ข้อเสนอระยะสั้น ที่ควรทำทันทีภายใน 30 วัน เพื่อยับยั้งความเสียหายในเบื้องต้น ดังนี้


1. หน่วยงานเข้าของระบบ ต้องสั่ง force reset รหัสผ่านทั้งหมดทันที และไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านเดิม เพราะเป็นรหัสผ่านที่หลุดออกไปแล้ว และเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันในวงการ โดยหน่วยงานกำกับดูแลคือ สกมช. ต้องเข้ามาตรวจสอบมาตรการเหล่านี้ว่าทำไปจริงๆ


2. ให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งรวบรวมรายชื่อระบบไอทีที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งหมดในประเทศไทย เพื่อทำการ audit ความปลอดภัยพื้นฐานก่อน แอดมินระบบต้องยกเลิกบัญชีของพนักงานที่ออกไปแล้วด้วย อธิบดีคนเก่าเกษียณยังเข้าระบบได้อยู่หรือไม่ (เข้าใจว่ากำลังทำแล้ว - “สกมช. ได้มีการทำหนังสือด้วยมือถึงปลัดกระทรวง 19 กระทรวง” แต่ต้องติดตาม)


3. ทำหน้า dashboard รายงานของทุกหน่วยงาน รายงานหน้าเว็บเลย ว่าหน่วยงานไหน ยังไม่ได้แก้ไขระบบ


ส่วนในระยะ 180 วัน และในระยะยาว พรรคประชาชนเสนอว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ควรเร่งออกมาตรฐานกลาง วิธีการ มาตรฐาน เทคโนโลยีระบบกลาง ที่หน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้ได้ โดยเริ่มจากขั้นตอนเหล่านี้


1. เปลี่ยนวิธียืนยันตัวตนจากรหัสผ่านเป็นชั้นเดียว (password only) มาเป็น กระบวนการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย โดยผู้ใช้งานจะต้องใช้หลักฐานมากกว่าหนึ่งอย่างเพื่อเข้าสู่ระบบ (MFA) โดยสิ่งที่ง่ายสุดคือ เปลี่ยนมายืนยันด้วย ThaiD, Google Authenticator / Microsoft Authenticator (มาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว แทนกันได้)


2. ทยอยยกเลิกการยืนยันตัวตนครั้งแรกตอนลงทะเบียนเข้าระบบ ด้วยการใช้เลขบัตรประชาชน / laser code หลังบัตร รวมถึงข้อมูลอื่นๆ เช่น วันเกิด เพราะข้อมูลเหล่านี้หลุดไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรยืนยันตัวตนได้เลยว่าเป็นบุคคลนั้นจริง


3. ทำระบบ Log กลาง Centralized Log Management โดยบังคับให้ทุกระบบส่ง Log เข้าศูนย์กลางที่แก้ไขไม่ได้ เพื่อให้ สกมช. สามารถตรวจสอบระบบไอทีภาครัฐทั้งหมดได้


4. สกมช. ควรเพิ่มระบบ โครงการล่าเงินรางวัลจากการหาช่องโหว่ (Bug Bounty) มอบ "รางวัล" (Bounty) หรือผลตอบแทน ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ หรือ Hacker สายขาว (White Hat / Ethical Hacker) ที่มีระบบรับแจ้ง


เมื่อสามารถค้นพบและรายงานช่องโหว่ด้านความปลอดภัย (Vulnerability / Bug) ในระบบ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรได้สำเร็จ มักจะเป็น การมอบเกียรติบัตร (Certificate), เงิน, คำขอบคุณ หรือการขึ้นชื่อใน Hall of Fame ของหน่วยงาน แทนที่จะจ่ายเป็นตัวเงิน


ตัวอย่างประเทศอื่นที่มี กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (เช่น โครงการ Hack the Pentagon หรือ Hack DHS)


5.หน่วย CIO ประเทศ เข้าไปรวบรวมจัดการระบบไอทีภาครัฐในภาพรวมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว รวมถึงนโยบายด้านอื่น เช่น Cloud First การใช้คลาวด์กลางภาครัฐ, การจัดซื้อครุภัณฑ์, การลงทุนใน Big Data & AI

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทีมดิจิทัล