วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” แสดงข้อห่วงใยสถานการณ์ประเทศ ฝากรัฐบาลเร่งฟื้นความชอบธรรม กล้าตรวจสอบคนของตัวเอง ไม่ทำธุรกิจการเมือง-หาผลประโยชน์ต่างตอบแทน ฝากประชาชนขอให้มีความหวัง-ร่วมตรวจสอบติดตามการเมืองใกล้ชิด

 



ณัฐพงษ์” แสดงข้อห่วงใยสถานการณ์ประเทศ ฝากรัฐบาลเร่งฟื้นความชอบธรรม กล้าตรวจสอบคนของตัวเอง ไม่ทำธุรกิจการเมือง-หาผลประโยชน์ต่างตอบแทน ฝากประชาชนขอให้มีความหวัง-ร่วมตรวจสอบติดตามการเมืองใกล้ชิด


วันที่ 19 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอชื่อและพิจารณาบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายเสนอข้อห่วงใยต่อที่ประชุม และข้อฝากไปถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในอนาคต


โดยณัฐพงษ์ระบุว่าวันนี้การที่พรรคประชาชนรับรองและเสนอชื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เพื่อต้องการที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่ง เพราะประชาชนทั้งประเทศต่างรู้ดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่แท้จริงเกิดขึ้นตั้งแต่คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แล้ว และพรรคประชาชนไม่เคยดำเนินการหรือมีความพยายามใดในการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง และตนก็อยากให้สภายึดถือหลักการนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ควรจะต้องทำร่วมกันในการเมืองระบบรัฐสภา ที่ไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง ควรจะได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน


การอภิปรายในวันนี้จึงไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่วิธีการแสดงวิสัยทัศน์ แต่เป็นเวทีการแสดงข้อห่วงใยต่อประเทศชาติ ซึ่งการแก้ไขข้อห่วงใยดังกล่าวจะต้องประกอบไปด้วยรัฐบาลที่มีความชอบธรรม มีเจตจำนงทางการเมือง และคณะรัฐมนตรีที่มีหน้าตาที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าในด้านความชอบธรรมของรัฐบาล เหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นในการโยกย้ายข้าราชการในฝั่งกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหลายส่วนก็เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา รัฐบาลอาจจะบอกว่าการจัดเลือกตั้งนั้นไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลโดยตรง แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. แต่อีกวิธีที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยจะสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาได้บางส่วน ก็คือการกำกับดูแลจัดการคนในของตัวเอง


ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น กรณีสุพรรณบุรี เขต 2 กกต. เองก็มีการสอบภายในแล้วว่าการนับคะแนนมีเหตุผิดปกติอย่างยิ่ง เมื่อคะแนนที่มีการนับใหม่กับคะแนนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากการที่คณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ไม่ได้มีการโชว์บัตรเลือกตั้งให้ประชาชนเห็น ทำให้ประชาชนตั้งคำถามเป็นจำนวนมาก ว่าแล้วหน่วยเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สังเกตการณ์จะมีปัญหาแบบนี้เช่นเดียวกันหรือไม่ และไม่มีใครในประเทศนี้ที่เชื่อหรอกว่า กปน. ดำเนินการด้วยตัวเองโดยพลการ โดยไม่มีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง


ดังนั้นสิ่งที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะดำเนินการได้คือการตรวจสอบคนของตัวเองอย่างเข้มงวด และถ้ามีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ สิ่งที่สังคมคาดหวังคือการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาในการจัดการคนของของตัวเอง ก็น่าจะพอที่จะกอบกู้ศรัทธาความเชื่อมั่นกลับมาได้บางส่วน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าข้อน่าเป็นห่วงประการต่อมาคือเรื่องของวิกฤตและภัยที่กำลังแวดล้อมประเทศไทยในปัจจุบัน มีทั้งภัยจากภายนอกและภัยจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และธรรมาภิบาลของภาครัฐ ทุกคนเห็นแล้วว่าสถานการณ์ภัยความมั่นคงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยอย่างไรบ้าง และยังมีความขัดแย้งอีกหลายส่วนที่กำลังเกิดขึ้นรอบโลก รวมถึงที่ประเทศไทยเองก็มีความขัดแย้งด้านชายแดนกับประเทศกัมพูชา ทุกปัญหาภัยความมั่นคงและความขัดแย้งเหล่านั้นล้วนส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจปากท้องของคนในประเทศไทยอย่างหลีกหนีไม่พ้น


ทุกวันนี้เศรษฐกิจของคนตัวเล็กตัวน้อย เอสเอ็มอี โรงงานต่างๆ ในประเทศกำลังถูกปิดลงเป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยปัญหาสินค้าเถื่อนราคาถูกไหลทะลักจากต่างประเทศ แต่ต้นตอจริงๆ ก็คือปัญหาการทุจริต ที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐเกี่ยวข้องแทบทุกระดับ วันนี้ลุกลามบานปลายไปถึงภาคเกษตร มีล้งต่างชาติ ธุรกิจนอมินีต่างประเทศ เข้ามากดราคาสินค้าเกษตรไทย ผลผลิตการเกษตรจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรไทยขายไม่ออกและราคาตกต่ำ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าเมื่อประชาชนมีเงินในกระเป๋าที่ลดลง คุณภาพชีวิตทั้งการศึกษาและการรักษาก็ต่างมีปัญหา ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศที่ใครมีเงินมากกว่าย่อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า แทนที่ไม่ว่าจะเกิดมารวยหรือจนล้วนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการรักษาที่เท่าเทียมกันได้ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือการเลือกตั้งที่เป็นทางออก ในการได้รัฐบาลชุดใหม่ที่สามารถเข้ามาหาทางออกให้กับประเทศได้


พรรคประชาชนเชื่อในการทำงานการเมืองเพื่อประชาชน รัฐบาลต้องมีความชอบธรรมในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมือง เข้าไปแล้วกล้าที่จะชนกับปัญหาเชิงโครงสร้าง กล้าที่จะตรวจสอบคนของตัวเอง ไม่ได้เข้าไปเพื่อทำธุรกิจการเมืองหรือได้รับผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่มีบุคคลสำคัญในรัฐบาลที่อาจมีส่วนพัวพันกับกลุ่มธุรกิจพลังงาน และเกี่ยวข้องกับวิกฤตปัญหาน้ำมันที่เกิดขึ้น ไม่มีบุคคลระดับสูงในรัฐบาลที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่รับงานก่อสร้างภาครัฐหลายส่วน แล้วทำการก่อสร้างที่ขาดคุณภาพ จนเกิดเหตุเครนถล่มและปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีต


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าปัญหาที่ผ่านมาเป็นปัญหาที่สะสมมาอยู่เรื่อยๆ และกำลังทำลายความหวังของประชาชนคนไทยลงไปเรื่อยๆ วันนี้สิ่งที่พรรคประชาชนพร้อมน้อมรับคือผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขอฝากไปถึงว่าที่รัฐบาลและว่าที่นายกรัฐมนตรีคนถัดไป ขอให้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด สำหรับพรรคประชาชน วิธีในการทำงานการเมืองอาจจะแตกต่างไป ท่านอาจคิดว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ มันก็ต้องทำแบบนี้ ไม่เช่นนั้นก็เข้าสู่อำนาจไม่ได้ แต่พวกตนก็เป็นเช่นนี้ ทำวิถีทางการเมืองแบบนี้ วันนี้ก็เลยยังเป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่


แต่ตนเชื่อว่าวิธีการในการทำงานการเมืองของพรรคประชาชนที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ช่วยพาสังคมไทยไปข้างหน้า ขอให้ทุกคนอย่าหมดความหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่านักการเมืองในประเทศนี้จะเลือกวิถีทางใด ถ้าประชาชนร่วมกันสอดส่องตรวจสอบ ตัดสินใจในการเข้าคูหาเลือกตั้งอย่างดีที่สุด ในวันนั้นประเทศจะเปลี่ยนได้ พรรคประชาชนในวันนี้จะเดินหน้าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ต่อไป และขอให้สมาชิกพรรคประชาชนเชื่อมั่นในสิ่งที่ทุกคนทำอยู่ สิ่งที่ทุกคนทำมีความหมาย และพวกตนแกนนำพรรคในปัจจุบัน ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายหรือไม่ แต่เราก็ยังเดินหน้าทำหน้าที่แบบนี้อยู่เคียงข้างกับทุกคนต่อไป จนกว่าอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“รังสิมันต์” ซัด “อนุทิน” ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เหมาะนั่งนายกฯ ต่อไป ยก 3 ข้อส่อทุจริต วิกฤตสถานการณ์น้ำมัน - ตัวการเลือกตั้งไม่โปร่งใส - ถูกกล่าวหาเอี่ยวฮั้ว สว.

 


รังสิมันต์” ซัด “อนุทิน” ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เหมาะนั่งนายกฯ ต่อไป ยก 3 ข้อส่อทุจริต วิกฤตสถานการณ์น้ำมัน - ตัวการเลือกตั้งไม่โปร่งใส - ถูกกล่าวหาเอี่ยวฮั้ว สว.


วันที่ 19 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงคุณสมบัติของ อนุทิน ชาญวีรกุล ที่ไม่เหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


โดยรังสิมันต์กล่าวว่า วันนี้ควรต้องว่ากันในเรื่องของคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วันนี้ในสภาทราบกันว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีด้วยกัน 2 ชื่อ คือ อนุทิน ชาญวีรกูล และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ


สำหรับพรรคประชาชนนั้น ยืนยันว่าการอภิปรายครั้งนี้ จำเป็นต้องนำสิ่งที่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อที่จะดูว่าผู้ที่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีควรมีคุณสมบัติเช่นไร กล่าวอย่างเฉพาะเจาะจง ตนคิดว่าอนุทินซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการคนปัจจุบัน และได้โอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน หากจะพูดถึงคุณสมบัติในช่วงเวลาที่ผ่านมาล้วนเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า สุดท้ายอนุทินมีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจริง ๆ หรือไม่


เรื่องแรก ตนขอยกตัวอย่างสิ่งที่กำลังเป็นวิกฤตในปัจจุบันอย่างสถานการณ์น้ำมัน เราทุกคนรู้ว่าน้ำมันเถื่อนเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นโครงสร้างองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมากจะมีการนำเข้าน้ำมันมาจากประเทศต่าง ๆ อย่างผิดกฎหมายเพื่อนำมาขายต่อในประเทศ ช่วงที่ผ่านมาอนุทินในฐานะรัฐบาลรักษาการออกมาแถลงตลอดเวลาว่าน้ำมันพอ แต่ต้องตั้งคำถามว่าถ้าต้นทางมีพอแล้ว น้ำมันหายไปไหน พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเช่นนี้ได้อย่างไร


ตนมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล และพวก มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของน้ำมันอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่วิกฤตแบบนี้เกิดขึ้น คืออาการที่แสดงให้เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลนี้ แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้นถ้าอนุทินยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ตนมีความเป็นห่วงว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอในด้านความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160


เรื่องที่สอง เราได้ผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี่คือการเลือกตั้งที่ตนมั่นใจว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตนไม่ได้กำลังจะบอกว่ามีแค่เฉพาะการซื้อเสียงหรือการโกงการเลือกตั้ง เราอาจชี้นิ้วไปที่องค์กรอิสระอย่าง กกต. ว่าองค์กรเหล่านี้กำลังทำหน้าที่ไม่ดีหรือมีปัญหา แต่ตนกำลังตั้งประเด็นว่า อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นตัวการสำคัญ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถจัดได้อย่างสุจริตและยุติธรรมหรือไม่


ก่อนการเลือกตั้ง อนุทินได้โยกย้ายผู้ว่าฯ นายอำเภอ รวมกันถึง 250 ตำแหน่ง นี่คือมาตรฐานที่ดีของการเมืองไทยจริงหรือ นี่คือมาตรฐานของผู้นำสูงสุดที่เป็นฝ่ายบริหาร ที่จะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้เพื่อให้การเลือกตั้ง อย่างน้อยที่สุดถูกนินทา ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะไม่เป็นกลางจากผู้ที่จัดการเลือกตั้ง หากลองคิดดูพรรคการเมืองอื่นบ้าง ทำแบบเดียวกัน ท่านจะยอมรับว่าการโยกย้ายตำแหน่งมากมายขนาดนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่ เป็นมาตรฐานที่ดีแล้วหรือไม่ บางครั้งเราอาจจะต้องจินตนาการตัวเองว่า หากเราไม่ได้เป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในวันนี้ ตนขอถามตรง ๆ ว่าระบบเลือกตั้งที่จะต้องมีการโยกย้ายกันก่อน เราสามารถยอมรับกันได้จริงหรือ


สิ่งที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ทำในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถยอมรับให้เป็นมาตรฐานของการเมืองไทยได้ และเป็นสิ่งที่ส่อให้เห็นถึงการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการโกงการเลือกตั้ง ซึ่งตนหวังว่า อนุทินจะไม่ทำ


เรื่องที่สามคือเรื่องฮั้ว สว. เราต้องยอมรับว่า สว. เป็นองค์กรที่มีความสำคัญ ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกองค์กรอิสระต่าง ๆ แต่วันนี้เอาความจริงมาคุยกันว่า เรื่องฮั้ว สว. ที่เขาว่าเป็นการฮั้ว “สว. สีน้ำเงิน” อนุทินซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากเรื่องนี้ จึงเป็นผู้ที่มีข้อกังขาในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตมากที่สุด


ประเด็นการฮั้ว สว. นั้น ทำให้พี่น้องประชาชนสูญสิ้นศรัทธา แม้ท่านจะบอกว่าท่านไม่มีความเกี่ยวข้อง ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ แต่ตนขอถามง่าย ๆ ในฐานะที่ท่านเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร ท่านไม่มีหน้าที่ในการรักษากฎหมายใช่หรือไม่ ในช่วงแรกที่ท่านบอกว่าใครจะวิ่งเต้นกันก็วิ่งไป ใครจะช่วยเหลือคดีกันก็วิ่งไป แม้ตัวเองที่อาจจะเป็นหนึ่งในคนที่ได้ผลประโยชน์ด้วย ก็ยังบอกว่าเป็นเรื่องของกระบวนการ ตกลงบ้านเมืองเราจะอยู่กันแบบนี้ใช่หรือไม่


ตนคิดว่าสามประเด็นดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนที่ไม่ใช่แค่มาจากพวกตน ซึ่งกำลังจะเป็นว่าที่ฝ่ายค้าน แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนจากความรู้สึกของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน ว่าใครก็ตามที่มีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ หากเราอยู่กันแบบนี้ แม้แต่คนที่มีคุณสมบัติที่มีปัญหาแบบนี้ ก็ยังสามารถที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ คำถามคือเราจะทำให้กฎหมายของบ้านเมืองนี้เป็นอย่างไร


ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามรัฐธรรมนูญเนื่องจากปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จึงขอให้สภาพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจในวาระสำคัญวันนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ประชุมสภา

“ณัฐพงษ์“ จ่อใช้เวทีสภาฯ เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาแก้วิกฤติพลังงาน ยันพรรคประชาชนเสนอชื่อนายกฯ แข่ง ไม่หวังตั้งรัฐบาล เป็นเพียงโอกาสสื่อสารกับประชาชน แจงกระแส "งูเห่าสีส้ม" โหวตหนุน"อนุทิน" นั่งนายกฯ ว่าไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะเกิดเหตุแบบนั้น เชื่อมั่นเพื่อนร่วมพรรค

 


“ณัฐพงษ์“ จ่อใช้เวทีสภาฯ เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาแก้วิกฤติพลังงาน ยันพรรคประชาชนเสนอชื่อนายกฯ แข่ง ไม่หวังตั้งรัฐบาล เป็นเพียงโอกาสสื่อสารกับประชาชน แจงกระแส "งูเห่าสีส้ม" โหวตหนุน"อนุทิน" นั่งนายกฯ ว่าไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะเกิดเหตุแบบนั้น เชื่อมั่นเพื่อนร่วมพรรค


วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤติราคาน้ำมัน ในฐานะฝ่ายค้าน จะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ เพื่อเสนอแนะทางออกแก้ปัญหาราราน้ำมัน เชื่อว่ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้มีการเสนอแนะต่อรัฐบาล สิ่งที่สำคัญ คือ มาตรการป้องกันขาดแคคลนน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และการตรวจสอบว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือลักลอบส่งออกหรือไม่ ซึ่งวันนี้ทราบว่ารัฐบาล เชิญผู้ประกอบการทุกส่วนมนภาคการขนส่งมาหารือ มองว่าสิ่งที่ง่ายที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูล เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยทุกอย่างดำเนินการด้วยความโปร่งใส่ ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดวิกฤต พรรคประชาชนได้ส่งสส.และตัวแทนของพรรคลงพื้นที่สำรวจสถานีบริการน้ำมันต่าง ๆ และสอบถามประชาชนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องของราคา และจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อรัฐบาลในที่ประชุมสภาวันนี้


ส่วนกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคประชาชนออมมือให้กับพรรคภูมิใจไทยนั้น หากเป็นรัฐบาลเพื่อไทยน่าจะถูกโจมตีมากกว่านี้ นายณัฐพงษ์ ยืนยันการออมมือใด ๆ และวันนี้จะอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีด้วย พร้อมชี้แจงว่าเวทีนี้ ยังไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือศึกซักฟอก ดังนั้นต้องพยายามรักษาบรรยากาศ อภิปรายให้อยู่ในกรอบ แต่ยืนยันจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลทุกเวที

   

สำหรับการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีใน ซึ่งพรรคประชาชนเสนอชื่อของตนเอง จะมีพรรคการเมืองอื่นเสนอรายชื่อด้วย นายณัฐพงษ์ เปิดเผยว่า ได้รับทราบข่าวมาบ้างแต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด มองว่าการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หากพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ประธานสภาฯ คงไม่บรรจุระเบียบวาระการเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนที่พรรคประชาชนเสนอชื่อของตนเอง ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น  ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการชิงตั้งรัฐบาลแข่ง แต่ต้องการใช้เวทีนี้ให้เป็นประโยชน์ในการสื่อสารกับประชาชน รวมถึงไม่แสดงความเห็นว่าเสียเปล่าหรือไม่ เพราะมองว่าเป็นประโยชน์มากกว่า สำหรับข้อห่วงใยจากหลายส่วนที่มองว่าฝ่ายค้านเป็นเอกภาพ พรรคประชาชนไม่ประสานงานกับพรรคอื่นนั้น ที่ผ่านมาได้ประสานงานและแจ้งข่าวไปยังทุกพรรค แต่มติในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่ได้ต้องการสิ่งใดที่เป็นเอกภาพ จึงเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรคการเมือง


นายณัฐพงศ์ ยังพูดถึงประเด็นงูเห่าภาคอีสานของพรรคประชาชน ที่ไปล็อบบี้เพื่อน สส.ให้โหวตเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยว่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ พรรคภูมิใจไทยสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ค่อนข้างมีเสถียรภาพระดับหนึ่ง ไม่ได้มีความจำเป็นต้องซื้อสส.ข้ามพรรค หรือที่เรียกกันว่าซื้องูเห่า หากมีเหตุการณ์นั้นจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดต้องอธิบายและเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริงก็ต้องตั้งคำถามกลับไปว่าต้องการให้มีวิธีการทำงานแบบนี้ในสภาฯ หรือไม่ และทำเพื่ออะไร ทั้งนี้ ยังเชื่อในเพื่อนร่วมพรรค สำหรับเรื่องนี้จะสะท้อนการคัดเลือกคนของพรรคหรือไม่ ในส่วนของตนเองและแกนนำพรรคต้องแสดงบทบาท และให้คำชี้แจงเรื่องนี้อย่างแน่นอน ที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องผู้สมัคร พรรคก็ไม่เคยหลีกหนี และที่ผ่านมาสภาก็มีปัญหาเรื่องของงูเห่า ไม่ได้มีเฉพาะพรรคประชาชนเท่านั้น โดยอยากให้ประชาชนตั้งความหวังกับทุกพรรคการเมืองเช่นเดียวกับพรรคประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน 






ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดี ม.112 และ ม.116 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร

 


ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดี ม.112 และ ม.116 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร


วันที่ 19 มีนาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัวของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ระบุ “ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง”


กรณีดังกล่าว ทำให้ไผ่-ครูใหญ่ ยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ โดยสรุปแล้ว ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะได้ประกันตัวในคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว แล้วก็ตาม และแม้จะเป็นคำสั่งของศาลฎีกา แต่ในคดีอื่น ๆ ที่มีหมายขังอยู่ ศาลกลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว


สำหรับกรณีของจตุภัทร์เหลือเพียง 1 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว คือคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้


ส่วนอรรถพลยังเหลืออีก 4 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ทั้งที่ในจำนวนนี้มี 3 คดีที่เคยได้รับการประกันตัวก่อนหน้านี้ มีเพียงคดีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาในระหว่างช่วงที่เขาถูกจองจำ แต่คดีก็ยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์

 

ข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘วรภพ’ อดีต สส. พรรคประชาชนชี้ ปัญหาน้ำมันหมด แก้ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าเอาผิดเอกชนที่กักตุน และ ฉวยจังหวะค้ากำไรจากนโยบายรัฐบาล

 


‘วรภพ’ อดีต สส. พรรคประชาชนชี้ ปัญหาน้ำมันหมด แก้ไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่กล้าเอาผิดเอกชนที่กักตุน และ ฉวยจังหวะค้ากำไรจากนโยบายรัฐบาล


วันที่ 18 มีนาคม 2569 วรภพ วิริยะโรจน์ อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญนโยบายพลังงาน ให้ความเห็นกรณีวิกฤน้ำมันในปัจจุบันว่า จากสถานการณ์ที่ประชาชนไม่สามารถเติมน้ำมันที่ปั๊ม แต่รัฐบาลยืนยันตลอดว่าประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอ สะท้อนว่าปัญหาเกิดจากการที่มี เอกชนในธุรกิจพลังงาน กำลังกักตุนน้ำมัน และ ฉวยจังหวะค้ากำไรจากนโยบายรัฐบาลเอง


วรภพให้ความเห็นว่า สาเหตุจากการที่นโยบายรัฐบาลที่ตรึงราคาไว้ต่ำ แต่ทุกคนรู้ว่าราคาน้ำมันสุดท้ายกำลังจะต้องกระโดดเพิ่มขึ้นในที่สุด ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานย่อมมีแรงจูงใจที่จะกักตุนและขายน้อยกว่าปกติเพื่อขายราคาแพงขึ้นในอนาคต ในขณะที่ประชาชนก็่อมต้องอยากเติมน้ำมันให้เต็มหรือเติมน้ำมันถี่ขึ้นกว่าปกติ ซึ่งแรงจูงใจแบบนี้ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำมันหมดปั๊มแบบที่เห็น และ กำลังจะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นวงกว้าง


และปัญหานี้จะแก้ไม่ได้เลย ถ้ารัฐบาลล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง เพื่อเอาผิดเอกชนที่กักตุน และ ฉวยจังหวะค้ากำไรจากนโยบายรัฐบาล เพราะ ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงาน เท่านั้นถึงจะมีถังน้ำมันในขนาดที่จะสามารถกักตุนน้ำมันปริมาณมากๆ ในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้


วรภพกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำจริงจังในวิกฤตพลังงานแบบนี้ 1. กำหนดให้ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานทุกราย (ซึ่งทุกรายล้วนมีใบอนุญาตตามกฎหมาย) รายงานแจ้งข้อมูลสต็อค การรับ การจ่าย ปริมาณน้ำมัน รายวัน 2. เปิดเผยสถานะข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนลดการตื่นตระหนกว่าน้ำมันกำลังจะหมด และ ตรวจสอบการกักตุนของผู้ประกอบการ และ 3. สุ่มตรวจสอบความถูกต้องของการรายงานและเอาผิดผู้ประกอบการที่กักตุน, ขนส่ง, ขายน้ำมัน น้อยกว่าปกติ เพื่อหวังที่จะขายน้ำมันแพงขึ้นในอนาคต จากนโยบายของรัฐบาล


วรภพทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องไม่เกรงใจกลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่รายไหน หรือ บ้านใหญ่ที่ประกอบธุรกิจพลังงาน ที่อาจจะฉวยจังหวะนี้ กักตุนและขายน้อยกว่าปกติเพื่อขายราคาแพงขึ้นในอนาคต จากนโยบายของรัฐบาลเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

จับตา ศาลรธน. “รับ/ไม่รับ” คำร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่?


จับตา ศาลรธน. “รับ/ไม่รับ” คำร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่?


วันที่ 18 มีนาคม เวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดประชุมประจำสัปดาห์ตามปกติ เพื่อพิจารณาคำร้องเรียนต่าง ๆ โดยวาระที่น่าสนใจ คือ คำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งส่งคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัย กรณีการจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85 หรือไม่


สืบเนื่องจากคำร้องดังกล่าวมีประชาชนยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเนื่องจากเห็นว่ากรณีการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากอาจสามารถเชื่อมโยงให้มีการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าเลือกใครหรือลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ


ทั้งนี้ แนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ อาจเป็นไปได้ใน 2 แนวทางคือ


1.ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย หมายถึงประเด็นนี้จบไป การเลือกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นไปตามกฎหมาย


2.หากรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามขั้นตอน ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญสงสัยภายใน 15 วัน


ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญ จะเผยแพร่มติผลการประชุมของศาลผ่านทางเอกสารข่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้ง2569


 

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน “ป้านิด จิราภรณ์” คดี ม.112 ปราศรัย THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อ 26 ก.ค. 2566 ที่ มธ.รังสิต โดยเห็นว่าอายุมากแล้ว-ไม่พบข้อเสื่อมเสีย ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

 


ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน “ป้านิด จิราภรณ์” คดี ม.112 ปราศรัย THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อ 26 ก.ค. 2566 ที่ มธ.รังสิต โดยเห็นว่าอายุมากแล้ว-ไม่พบข้อเสื่อมเสีย ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี


วันนี้ (18 มีนาคม 2569) เวลา 9.15 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาคดี มาตรา 112 ของ "ป้านิด" จิราภรณ์ บุษปะเกศ ประชาชนชาวนนทบุรี วัย 77 ปี กรณีขึ้นปราศรัยในงาน ให้สว.เคารพเสียงของประชาชน ชุมนุม THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อ26 ก.ค. 2566 ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง


ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน พิเคราะห์จากรายงานการสืบเสาะ จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และกำลังเข้าสู่วัยชรา มีโรคประจำตัว ประกอบกับไม่พบข้อเสื่อมเสียของจำเลย ควรให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตัว


โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน/ครั้ง และให้อบรมธรรมะเดือนละ 1 ครั้งต่อปี


โดยมีหมู่มิตรร่วมรับฟังคำพิพากษาและรอให้กำลังใจ โดยหลังจากทราบโทษจำคุกให้รอลงอาญา ต่างโผเข้ากอดกัน ก่อนที่ป้านิดจะเดินทางไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ จังหวัดปทุมธานีต่อไป