วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569

'เทวฤทธิ์' ยื่นหนังสือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เร่งออกมาตรการคุ้มครองสิทธิผูู้ต้องขังเช่น บริหารโทษ แยกคุมขัง ประกันตัว ฯลฯ กับนักโทษคดีม.112 - คดีการเมืองอื่นที่ไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม

 


'เทวฤทธิ์' ยื่นหนังสือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เร่งออกมาตรการคุ้มครองสิทธิผูู้ต้องขังเช่น บริหารโทษ แยกคุมขัง ประกันตัว ฯลฯ กับนักโทษคดีม.112 - คดีการเมืองอื่นที่ไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม


วันที่ 19 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี “บัส” เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของวุฒิสภา เข้ายื่นหนังสือถึง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย  ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้เร่งจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 โดยเสนอให้ครอบคลุมมาตรการส่งเสริมสิทธิในการประกันตัว ชะลอการพิจารณาคดี ใช้สถานที่คุมขังอื่นแทนเรือนจำ พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ จัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการดังกล่าวได้จริง


โดยมีนายโรจน์ วราพรมงคลกุล ผู้อำนวยการกองกฎหมายและระเบียบกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือ


นายเทวฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้นั้นเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ สามารถดำเนินมาตรการอื่นได้ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 6 (4) เพราะมีคนบางกลุ่มได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้ว แต่คนอีกบางกลุ่มที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมก็ควรที่จะได้รับสิทธิตามมาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างสังคมสันติสุขโดยที่ไม่ต้องรออย่างเนิ่นนาน โดยในวันนี้มีตัวแทนผู้รับหนังสือแล้ว แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากขอศึกษารายละเอียดในหนังสือดังกล่าวก่อน


สำหรับหนังสือมีเนื้อหาระบุว่า ขอให้พิจารณาดำเนินการเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดโอกาสให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ตามเป้าหมายของพระราชบัญญัติ โดยมีรายละเอียดดังนี้


“ตามที่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อเป็นกลไกและเครื่องมือในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ และคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของคดีความที่มีรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การสั่งจำหน่ายคดีหรืองดการอ่านคำพิพากษาไปแล้วนั้น


อย่างไรก็ดี ในกลุ่มคดีความที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมโดยผลของกฎหมาย โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองถูกคุมขังในเรือนจำและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก การคุมขังและลงโทษที่ดำเนินต่อไปท่ามกลางกระบวนการสร้างสันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและจำเลยจนเป็นอุปสรรคสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งของสังคม ด้วยเหตุที่ว่าผู้กระทำผิดโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการกระทำความผิดทั่วไป


แม้บทบัญญัติแห่งกฎหมายจะไม่ได้นิรโทษกรรมให้แก่คดีกลุ่มดังกล่าว แต่ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 6 (4) ได้บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ในการจัดทำ “ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะต้องเสนอแนะมาตรการทางนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการเพื่อบรรเทาปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทว่าในปัจจุบันยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เท่าที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน


ในการนี้ ข้าพเจ้าจึงขอกราบเรียนมายังท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการและแจ้งความคืบหน้าในประเด็นดังต่อไปนี้


1. ขอให้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้โปรดติดตาม กำชับ และเร่งรัดให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขดำเนินการตามมาตรา 6 (4) และ (😎 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลโดยเร็ว พร้อมทั้งขอทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ ตลอดจนแผนงานและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการเสนอแนวทางดังกล่าวต่อสาธารณะ และดำเนินการอื่นใดเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้


2. สืบเนื่องจากการพิจารณาพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ในชั้นวุฒิสภา วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบให้มีข้อสังเกตประกอบพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังปรากฏเป็นข้อความต่อไปนี้ว่า


“ในกระบวนการรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรม หากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาแล้วพบว่ามีผู้ต้องขังจากการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือการคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อันจะเป็นมาตรการในการสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้งและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย”


จึงขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะตามข้อ 1 โดยกำหนดให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ครอบคลุม 6 ด้าน ดังต่อไปนี้


(1) ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว (การประกันตัว) ให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

(2) การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว

(3) การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(4) การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์และการสร้างเสริมสันติสุข

(5) การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติ

(6) การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง”


ขณะที่ นายโรจน์ ผอ.กองกฎหมายฯ กล่าวว่าในชั้นนี้ขอรับหนังสือไว้ ในฐานะฝ่ายเลขาฯ จะแจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการฯได้พิจารณาข้อเสนอที่มีการยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯจะวินิจฉัยให้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาต่อไป


อนึ่ง ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 50 คน แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 20 คน แบ่งเป็นเป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 10 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน ขณะที่ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำอย่างน้อย 30 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เทวฤทธิ์มณีฉาย #สร้างเสริมสังคมสันติสุข #มาตรา112 #ผู้ต้องขังการเมือง











‘ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลหยุดคิดแทนฝ่ายค้าน จำกัดเวลาซักฟอก 18 รัฐมนตรีเหลือแค่ 3 วัน เร่งประธานสภาฯ เรียกประชุมวิปร่วมกำหนดกรอบเวลา

 


‘ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลหยุดคิดแทนฝ่ายค้าน จำกัดเวลาซักฟอก 18 รัฐมนตรีเหลือแค่ 3 วัน เร่งประธานสภาฯ เรียกประชุมวิปร่วมกำหนดกรอบเวลา


วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา ครั้งที่ 16 โดยหนึ่งในวาระที่มีการแถลง คือกรณีความคืบหน้าในการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151


โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า จากกรณีที่ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลออกมาให้ข่าวว่าจะจัดสรรเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียง 3 วันนั้น ตนต้องย้ำว่ากรอบเวลาดังกล่าวยังไม่เคยผ่านการหารือร่วมกับตัวแทนฝ่ายค้านแต่อย่างใด


การกำหนดเวลาอภิปรายเพียง 3 วันไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านจะมีเวลาอภิปรายได้เต็มทั้ง 3 วัน เนื่องจากต้องแบ่งเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงข้อกล่าวหาด้วย จึงอาจทำให้ฝ่ายค้านเหลือเวลาอภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 18 คนเพียง 2 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ไม่เหมาะสมกับจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า การที่รัฐบาลออกมาให้ข่าวเรื่องกรอบเวลาการอภิปราย ทั้งที่ยังไม่มีการประชุมวิปร่วมเพื่อหารือกำหนดวันและเวลาในการอภิปราย ถือเป็นความพยายามเล่นเกมการเมืองในรัฐสภา โดยรัฐบาลไม่ควรเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขหรือคิดแทนฝ่ายค้านเพียงฝ่ายเดียว


หากพิจารณาตัวอย่างกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีตระหว่างปี 2563-2565 ภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรวม 4 ครั้ง ได้แก่ เดือนกุมภาพันธ์ 2563 อภิปรายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 6 คน ใช้เวลาอภิปราย 4 วัน และลงมติในวันที่ 5, เดือนกุมภาพันธ์ 2564 อภิปรายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 10 คน ใช้เวลาอภิปราย 4 วัน และลงมติในวันที่ 5, เดือนสิงหาคม-กันยายน 2564 อภิปรายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 6 คน ใช้เวลาอภิปราย 4 วัน และลงมติในวันที่ 5 และเดือนกรกฎาคม 2565 อภิปรายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 11 คน ใช้เวลาอภิปราย 4 วัน และลงมติในวันที่ 5


จากตัวอย่างทั้ง 4 ครั้ง แม้การอภิปรายในอดีตจะมีรัฐมนตรีถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจน้อยกว่าครั้งปัจจุบัน แต่ยังได้รับการจัดสรรเวลาอภิปรายถึง 4 วันเต็มก่อนลงมติในวันที่ 5 ขณะที่การอภิปรายครั้งนี้มีรัฐมนตรีถูกยื่นอภิปรายถึง 18 คน รัฐบาลกลับพยายามส่งสัญญาณว่าจะให้เวลาเพียง 3 วัน โดยยังไม่ได้หารือกับฝ่ายค้าน และอาจทำให้ฝ่ายค้านเหลือเวลาอภิปรายจริงเพียง 2 วันเท่านั้น


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของญัตติได้มีการแก้ไขตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และตนได้ลงนามรับรองญัตติเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้กระบวนการกำหนดวันและเวลาอภิปรายล่าช้าออกไปอีก ตนจึงขอเรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเร่งเรียกประชุมวิปร่วมเพื่อให้ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้หารือและตกลงกำหนดวันและกรอบเวลาการอภิปรายร่วมกันโดยเร็วที่สุด แทนการปล่อยให้ฝ่ายรัฐบาลออกมาให้ข่าวกำหนดกรอบเวลาฝ่ายเดียวโดยยังไม่มีข้อสรุปจากการหารือร่วมกัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อภิปรายไม่ไว้วางใจ

‘ครม.เงา’ ชี้รัฐบาลจัดประชุม IMF-World Bank สำเร็จ แต่พลาดโอกาสสร้างความเชื่อมั่น-แก้ปัญหาเศรษฐกิจ จี้เร่งสร้างงาน-ยกระดับธรรมาภิบาล


‘ครม.เงา’ ชี้รัฐบาลจัดประชุม IMF-World Bank สำเร็จ แต่พลาดโอกาสสร้างความเชื่อมั่น-แก้ปัญหาเศรษฐกิจ จี้เร่งสร้างงาน-ยกระดับธรรมาภิบาล


วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 16 โดยหนึ่งในวาระที่มีการแถลง คือข้อคิดเห็นต่อการจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคมที่ผ่านมา โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า แม้ต้องแสดงความยินดีกับรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่สามารถจัดการประชุม IMF-World Bank ได้อย่างเรียบร้อย แต่มี 2 ประเด็นสำคัญที่ต้องฝากถึงรัฐบาล


ประเด็นแรก คือการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนภายในประเทศ ทั้งที่รัฐบาลประกาศความมุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นสะพานเชื่อมที่นานาประเทศไว้วางใจในการลงทุนและการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งระหว่างการประชุมมีกลุ่มประชาชนออกมาประท้วงนโยบายของ IMF และธนาคารโลก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยฝ่าย IMF ยังส่งผู้แทนไปรับฟังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม แต่กลับไม่ปรากฏว่ารัฐบาลไทยส่งผู้แทนไปรับฟังเลย


นอกจากนี้ วีระยุทธยังกล่าวอีกว่า แม้ภายในการประชุมจะมีพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมนานาชาติมาแลกเปลี่ยนมุมมองและแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างๆ แต่กลับไม่มีเวทีในลักษณะเดียวกันสำหรับภาคประชาสังคมไทย จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่รัฐบาลต้องการสร้างความไว้วางใจจากนานาชาติ แต่กลับไม่เริ่มต้นจากการรับฟังความเห็นที่แตกต่างภายในประเทศของตนเอง


ส่วนประเด็นที่สอง คือเรื่องการจ้างงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของ IMF และธนาคารโลก โดยเฉพาะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานทั่วโลก ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลกประมาณ 1,200 ล้านคน แต่จะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นเพียง 400 ล้านตำแหน่ง สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ในการสร้างงานให้เพียงพอกับจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้น


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า แม้รัฐบาลไทยจะเข้าร่วมการประชุมและกล่าวถึงประเด็นดังกล่าว แต่ก็ยังไม่เห็นแผนการที่เป็นรูปธรรมว่าจะเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ รวมถึงแรงงานที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างไร


รัฐบาลให้ความสำคัญกับตัวเลขการลงทุนและจีดีพี มากกว่าการพิจารณาว่าการลงทุนเหล่านั้นจะสร้างงานให้คนไทยได้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังมีแนวคิดปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณจีดีพี ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจปรับสูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาการจ้างงานและความเสี่ยงตกงานของประชาชนจะได้รับการแก้ไข รัฐบาลจึงควรกลับมาให้ความสำคัญกับนโยบายสร้างงานที่เป็นรูปธรรม แทนการมุ่งเน้นเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ


ขณะที่ เพียงพนอ บุญกล่ำ ได้กล่าวถึงประเด็นการต่อต้านการทุจริตและธรรมาภิบาล ซึ่งมีการหยิบยกขึ้นหารือในวงสนทนาระหว่างภาคประชาสังคมกับคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF โดยมีคำถามถึงเหตุผลที่ IMF ไม่ได้จัดให้ประเด็นการทุจริตเป็นหัวข้อพิเศษเช่นในอดีต โดยกรรมการผู้จัดการ IMF ยืนยันว่าองค์กรยังคงให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล โดยเน้นว่าพลังของภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการทำให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ


การแก้ปัญหาทุจริตไม่สามารถอาศัยเพียงการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสเท่านั้น แม้การที่อธิบดีกรมบัญชีกลางรับปากว่าจะเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปีจะเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการสร้างระบบที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ รวมถึงการละเลยไม่ตัดสินใจในเรื่องที่ควรดำเนินการ


เพียงพนอยังกล่าวอีกว่า หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางด้านธรรมาภิบาลและมาตรฐานของ OECD จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความรับผิดรับชอบต่อการใช้อำนาจอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ


ทางด้าน พิศาล มาณวพัฒน์ ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรหลงประเด็นไปกับคำชื่นชมเรื่องความสามารถในการจัดประชุม เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการต้อนรับและจัดงานระดับนานาชาติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การประชุม IMF-World Bank ในสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ไปจนถึงการประชุม APEC เมื่อปี 2546


ประเทศไทยควรพอใจเพียงแค่การที่นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้ามาพักผ่อนและใช้จ่ายในประเทศไทย ก่อนจะไปลงทุนหรือทำธุรกิจในเวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซียหรือไม่ ขณะที่ประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือคำเตือนเรื่องวินัยการคลัง การลดหนี้ครัวเรือน และการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด แทนการดำเนินนโยบายประชานิยม สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ การประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตานักลงทุนและนานาชาติได้มากขึ้นเพียงใด


พิศาลกล่าวต่อไปถึงโอกาสทางการทูตเศรษฐกิจที่สูญเสียไป จากการที่สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุม ครม.เงาเคยเสนอให้รัฐบาลไทยวางแผนล่วงหน้าและส่งหนังสือเชิญรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทกำหนดนโยบายซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทย ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ


การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและการประสานงานเชิงรุกในกรุงวอชิงตัน ซึ่งกรณีนี้ตนมีคำถามถึงประสิทธิภาพของการใช้บริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพราะหากรัฐบาลมีการว่าจ้างบริษัทดังกล่าวจริง แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการผลักดันเป้าหมายสำคัญทางการทูตได้ ก็ควรพิจารณาประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการว่าจ้าง


พิศาลกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ตนขอชื่นชมบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการให้สัมภาษณ์กับริชาร์ด เควสต์ (Richard Quest) ผู้สื่อข่าว CNN โดยรัฐบาลควรสื่อสารผ่านสื่อระดับนานาชาติให้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันตนก็เห็นใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ต้องทำงานภายใต้รัฐบาลซึ่งยังไม่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและแผนการที่ชัดเจนในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ


สำหรับเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD จากข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี แต่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องรอให้เข้าเป็นสมาชิกก่อนจึงจะเริ่มยกระดับธรรมาภิบาลและการปราบปรามคอร์รัปชัน เพราะมีเรื่องท้าทายที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจและลงมือดำเนินการได้ทุกวัน


พิศาลเน้นย้ำช่วงท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การได้รับคำชื่นชมว่าประเทศไทยจัดการประชุมระดับโลกได้ดีเพียงใด แต่คือความสามารถของรัฐบาลในการใช้โอกาสดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพเข้าสู่ประเทศ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแผนและความมุ่งมั่นที่ชัดเจนเพียงพอจากรัฐบาล

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Thumb Rights ชวนอ่านหนังสือ–ทำ Zine ส่งกำลังใจถึง ‘ฟ้า พรหมศร’ ผู้ต้องขังคดี ม.112

 


Thumb Rights ชวนอ่านหนังสือ–ทำ Zine ส่งกำลังใจถึง ‘ฟ้า พรหมศร’ ผู้ต้องขังคดี ม.112


วันที่ 18 ตุลาคม 2569 เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “หนังสือถึงฟ้า” ชวนอ่านหนังสือและทำ Zine ส่งกำลังใจถึง “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ผู้ต้องขังทางการเมืองในคดีมาตรา 112 ที่ร้าน Let’s Say Café ซอยราชวิถี 3 กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 13.00–15.00 น.


ก่อนหน้านี้ ระหว่างที่ฟ้า พรหมศร อดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว เธอฝากข้อความออกมาว่าอยากได้หนังสือไปอ่านระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แม้ปัจจุบันฟ้าจะยุติการอดอาหารแล้ว แต่เครือข่ายฯ ยังชวนทุกคนร่วมส่งกำลังใจถึงเธอผ่านหนังสือ


ภายในกิจกรรม มีผู้ร่วมแบ่งปันเรื่องราวจากหนังสือที่อยากส่งให้ฟ้าอ่าน ได้แก่ แสงเทียน เผ่าเผือก จาก Amnesty International Thailand, ธนาพล อิ๋วสกุล จากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, บุญเลิศ จาก House of Commons, ติ๊ดตี่ จาก Thumb Rights และกิ๊ฟ จาก Freedom Bridge


หนังสือที่หยิบยกมาพูดถึงในกิจกรรมครั้งนี้ ได้แก่ มนุษยภาพ, เจ้าของแผนที่, นครเฟมินิสต์, On Earth We’re Briefly Gorgeous, พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ, ต้านอำนาจรัฐ, The Neverending Story และ บ้านวิกลคนประหลาด


นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังร่วมกันทำ Zine เพื่อส่งพลังและกำลังใจถึงฟ้า ผ่านข้อความ ภาพวาด และเรื่องราวต่าง ๆ


ฟ้า พรหมศร ถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 ในคดีมาตรา 112 จากกรณีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ก่อนหน้านี้เธออดอาหารประท้วงเป็นเวลา 96 วัน และศาลยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#ฟ้าพรหมศร #มาตรา112


























‘ทีมแพทย์อาสาประชาชน’ ลุยพื้นที่น้ำท่วมเมืองฉะเชิงเทรา ตรวจสุขภาพประชาชนถึงหน้าบ้าน หลังต้องเผชิญกับน้ำขังนานร่วมเดือน


‘ทีมแพทย์อาสาประชาชน’ ลุยพื้นที่น้ำท่วมเมืองฉะเชิงเทรา ตรวจสุขภาพประชาชนถึงหน้าบ้าน หลังต้องเผชิญกับน้ำขังนานร่วมเดือน


วันที่ 18 ตุลาคม 2569 พรรคประชาชน นำโดย เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ และ ชานน อ้นไชยะ อดีตผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 1 นำทีมแพทย์อาสาประชาชนลงพื้นที่เยี่ยมเยียน ตรวจสุขภาพ และจ่ายยารักษาโรคให้แก่ประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านพฤกษา 36 อำเภอเมืองฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งต้องเผชิญกับสภาวะน้ำท่วมขังมายาวนานร่วม 3 สัปดาห์แล้ว


การเข้าพื้นที่ครั้งนี้ ทีมพรรคประชาชนได้ใช้รถกระบะลำเลียงอุปกรณ์และยา โดยกระจายกำลังหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกเป็น 3 ทีมย่อย เพื่อให้สามารถเข้าถึงบ้านเรือนของประชาชนได้โดยตรง ในจุดที่น้ำท่วมขังสูงและสัญจรลำบาก


เอกภพสะท้อนภาพความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในหมู่บ้านพฤษภา 36 ซึ่งมีประชาชนอยู่อาศัยกว่า 900 ครัวเรือน ระดับน้ำท่วมขังมานานจนเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น ประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนเสียงว่าอยากให้น้ำลดลงโดยเร็ว เพื่อให้ชีวิตกลับคืนสู่ภาวะปกติ เนื่องจากที่ผ่านมาผลกระทบจากน้ำท่วมทำให้ต้นทุนการเดินทางไปทำงานสูงขึ้นอย่างมาก บางครัวเรือนประสบปัญหาลูกหลานเดินทางมาเยี่ยมได้ยาก หรือต้องยอมย้ายออกไปหาห้องเช่าอยู่นอกหมู่บ้านเป็นการชั่วคราว


จากการตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ พบว่าผู้ประสบภัยส่วนใหญ่มีอาการโรคน้ำกัดเท้าและแผลเปื่อยจากการต้องแช่น้ำเป็นเวลานาน รวมถึงมีอาการปวดกล้ามเนื้อจากการเดินลุยน้ำและช่วยกันขนกระสอบทรายหรือสิ่งของหนีน้ำ ขณะที่ผู้สูงอายุจำนวนมากเริ่มมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และความดันโลหิตสูง อันเนื่องมาจากความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีประชาชนบางส่วนเริ่มมีอาการท้องเสียและไข้สูง ทีมแพทย์อาสาประชาชนจึงได้จ่ายผงเกลือแร่ ยาลดไข้ ยาทาแผล และยารักษาโรคน้ำกัดเท้าเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น


เอกภพยังได้เน้นย้ำถึงปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังที่เริ่มมีความกังวลเรื่องการเดินทางไปรับยาต่อเนื่อง รวมถึงผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยที่ต้องรับการฟอกไต บางรายจำเป็นต้องเลื่อนเวลาหรือหยุดฟอกไตเนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทาง นอกจากนี้ น้ำท่วมขังที่ยาวนานและไม่มีทีท่าจะลดลงยังเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้ผู้สูงอายุในพื้นที่เกิดอาการซึมเศร้าและเสี่ยงต่อการป่วยทางใจ


“ข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชนในเวลานี้ คือขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำและพร่องน้ำออกจากหมู่บ้านโดยเร็ว พร้อมทั้งสื่อสารสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับรู้ล่วงหน้าเพื่อจะได้เตรียมตัวทัน นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเร่งส่งหน่วยบริการสาธารณสุขมาลงพื้นที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยเรื้อรัง เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวและได้รับยาอย่างสม่ำเสมอในช่วงวิกฤต” เอกภพกล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทีมแพทย์อาสาประชาชน #น้ำท่วม2569 #ฉะเชิงเทรา