วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

เครือข่าย PSC Thailand รวมตัวหน้าสถานทูตอิสราเอล แสดงจุดยืนต่อต้านการทำอาชญากรรมระหว่างประเทศ ประณามโจมตีโรงเรียนในอิหร่าน ทำเด็กเรียนเสียชีวิตกว่า 168 คน

 


เครือข่าย PSC Thailand รวมตัวหน้าสถานทูตอิสราเอล แสดงจุดยืนต่อต้านการทำอาชญากรรมระหว่างประเทศ ประณามโจมตีโรงเรียนในอิหร่าน ทำเด็กเรียนเสียชีวิตกว่า 168 คน


วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 – 16.00 น. บริเวณหน้าสถานทูตอิสราเอล ถนนสุขุมวิท มีกิจกรรมชุมนุมเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา โดย PSC Thailand (Palestine Solidarity Campaign) และเครือข่าย ยืนหยัดต่อสู้เพื่อมนุษยธรรมกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การรุกรานที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และระบอบจักรวรรดินิยม (Imperialism) สืบเนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอิหร่านและปาเลสไตน์ เนื่องในวันอัลกุดส์ หรือวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน


บรรยากาศในที่ชุมนุมวันนี้ มีการปราศรัย รวมถึงถือธงปาเลสไตน์และป้ายข้อความประท้วง โดยมีผู้ชุมนุมถือภาพ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐ-อิสราเอล ขณะเดียวกันในที่ชุมนุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย โดยมีวางแผงเหล็กกั้นในบริเวณที่ชุมนุมด้วย


รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศรา กาติ๊บ ประธาน PSC Thailand ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้เป็นวันอัลกุดส์ เป็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งประกาศโดยท่านอิมามโคมัยนี เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เนื่องจากชื่อ ‘อัลกุดส์’ เป็นชื่อของเมืองเยรูซาเล็ม ซึ่งตามประวัติศาสตร์เป็นที่ตั้งของทั้ง 3 ศาสนา ก็คือ ศาสนายูดาห์, ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม 


“วันอัลกุดส์ เป็นวันที่แจ้งให้ทั่วโลกทราบว่า นครเยรูซาเล็มยังอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล เพราะฉะนั้นวันอัลกุดส์เป็นวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนในทุก ๆ ปี จะมีการมาชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องให้เมืองเยรูซาเล็มเป็นอิสระจากความครอบครองของอิสราเอล 


ส่วนที่มาชุมนุมในวันนี้ รศ.ดร.อดิศราระบุว่า เป็นการรวมตัวกันของทั้งชาวมุสลิม และไม่ใช่ชาวมุสลิม ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เพื่อต่อต้านระบบรัฐอาณานิคม ซึ่งเดิมที่ปาเลสไตน์ ซึ่งที่กาซาและเวสต์แบงก์ก็ยังมีคนถูกฆ่าโดยชาวอิสราเอลอยู่ โดยเวสก์แบงก์ก็มีชาวอิสราเอลอพยพมาตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเหตุการณ์ก็ประจวบเหมาะที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศอิหร่านด้วย


รศ.ดร.อดิศรา กล่าวต่อว่า “อีกประเด็นหนึ่งที่จะพูดวันนี้คือเรื่องคนอิสราเอลในประเทศไทย หากมาอย่างเป็นมิตรนั้นเราไม่มีข้อโต้แย้งหรือรังเกียจ เนื่องจากไม่ได้มีข้อหมองใจอะไร แต่อย่าลืมว่าก็มีคนอิสราเอลในประเทศไทยที่ผ่านการเป็นทหารมาแล้ว ทหารอิสราเอลที่ไปฆ่าคนในปาเลสไตน์และมาพักผ่อนอย่างสบายใจอยู่ในประเทศไทย หากเป็นเช่นนี้เราไม่ยินดี”


ทั้งนี้ สำหรับวันอัลกุดส์ เป็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งจะมีการออกมาแสดงจุดยืนโดยการประท้วงเพื่อให้ปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ อีกทั้งสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 ขณะเดียวกันอิหร่านก็ยังคงตอบโต้เป็นวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาค


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์


































“ภคมน” เผยมติ ปชน.ส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ เพื่อให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ ยังอุบชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ขออย่าเพิ่งวิจารณ์ฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพให้ดูผลงานก่อน พร้อมตรวจสอบเข้ม

 


“ภคมน” เผยมติ ปชน.ส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ เพื่อให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ ยังอุบชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ขออย่าเพิ่งวิจารณ์ฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพให้ดูผลงานก่อน พร้อมตรวจสอบเข้ม


วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาชน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชนกล่าวถึง ผลการประชุมเบื้องต้น ว่า ที่ประชุมมีมติส่งรายชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังได้ชื่อ และ ส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นการยืนยันว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคฝ่ายค้านอันดับ 1 โดยก่อนการลงมติจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ เป็นการเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่พี่น้องประชาชนควรจะได้ จากตำแหน่งที่สำคัญควรจะเป็นอย่างไร


เมื่อถามว่า ขณะนี้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพจะทำให้การ ตรวจสอบรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ น.ส.ภคมน ยืนยันว่า ในส่วนของพรรคประชาชนจะตรวจสอบรัฐบาลอย่างเป็นที่ และเข้มข้นเหมือนที่ผ่านมา และที่ผ่านมาพรรคประชาชน ไม่เคยออมมือให้กับฝ่ายใด อย่างไรก็ตามการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เหมือนกับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล


ได้ร่วมแบบที่ทุกคนทุกฝ่ายร่วมมือ เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เป็นการร่วมกันแบบที่พรรคนั้นๆไม่ได้ร่วมรัฐบาล ดังนั้นเอกภาพก็จะเป็นเอกภาพแบบพรรคร่วมฝ่ายค้าน


เมื่อถามว่า หากฝ่ายค้านทำงานไม่เข้มแข็งอาจส่งผลให้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีอยู่ยาวนาน 4-8 ปีได้


น.ส.ภคมน กล่าวว่าอยากให้ทุกคนได้เห็นบทบาทการทำงานของพรรคประชาชนเสียก่อน ซึ่งการตั้งคำถามในตอนนี้ก็เหมือนเป็นการคาดเนกันไป


ทั้งนี้ จากมติของพรรคเบื้องต้นที่ได้แจ้ง ได้มีการประสานงานไปยังพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆหรือไม่ ในการขอความร่วมมือให้โหวตไปในทิศทางเดียวกัน น.ส.ภคมน กล่าวว่า เมื่อพรรคได้รายละเอียดที่ครบถ้วนแล้ว จะมีทีมที่เป็นวิปฝ่ายค้านดำเนินการต่อไป


น.ส.ภคมน ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับชื่อประธานวิปฝ่ายค้านขณะนี้ จะต้องรอให้มีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านเสียก่อน จึงอยากให้รอผลอย่างเป็นทางการก่อน ไม่อยากให้สันนิษฐานกันไปต่างๆนานา ขอให้รอเพราะพรรคประชาชนเปิดเผยทุกเรื่องต่อสาธารณชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569

ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” สองคดี ระบุเกรงจำเลยหลบหนี แม้อีกคดี ม.112 ศาลฎีกาให้ประกันตัวแล้ว ทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องประกันตัวต่อ "ไผ่-ครูใหญ่ยังคงถูกขัง"

 


ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” สองคดี ระบุเกรงจำเลยหลบหนี แม้อีกคดี ม.112 ศาลฎีกาให้ประกันตัวแล้ว ทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลยกคำร้องประกันตัวต่อ "ไผ่-ครูใหญ่ยังคงถูกขัง"


วันนี้ (13 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์ “ยกคำร้อง” ประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดี ม.112 และคดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” หลังจากวานนี้ (12 มี.ค.) ทนายยื่นประกันตัว ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องทั้งสองคดีไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา วันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองคดี ดังนี้


คดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 9 เดือน ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ (ถอนประกันคดีนี้หลังถูกขังคดี ม.112)


ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำตามที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”


คดี ม.112 กรณีปราศรัยในบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ปัจจุบันคดีอยู่ชั้นอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุ “ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”


ในทั้งสองคดีนี้ ทนายกำลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวต่อ รอติดตามคำสั่งจากศาลต่อไป


ทั้งนี้ สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 ของไผ่และครูใหญ่ จากเหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียวแล้ว จึงกำลังทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกต่อ ซึ่งไผ่มีอีก 2 คดีที่ถูกขัง ส่วนครูใหญ่มีอีก 5 คดีที่ถูกขังอยู่


เหตุดังกล่าวไผ่และครูใหญ่ จึงยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน


‘โต๋ ศุภโชติ’ เตือน “ปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะตาย” แต่รัฐกลับช่วยพยุงแค่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือรัฐบาลใหม่กำลังตอบแทนใครทางอ้อม?

 


โต๋ ศุภโชติ’ เตือน “ปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะตาย” แต่รัฐกลับช่วยพยุงแค่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือรัฐบาลใหม่กำลังตอบแทนใครทางอ้อม?


วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอบทวิเคราะห์ประเด็นราคาน้ำมันผันผวนในช่วงสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้น รัฐบาลได้มีการออกมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอ้างว่าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนนั้น


นายศุภโชติตั้งคำถามต่อมาตรการดังกล่าวว่า อาจช่วยบรรเทาภาระของผู้บริโภคในระยะสั้นได้จริง แต่เมื่อดูที่โครงสร้างตลาดน้ำมันในประเทศอย่างละเอียด ยังมีจุดที่น่ากังวลว่า มาตรการนี้อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากกลับเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ


นายศุภโชติกล่าวถึงรายงานข่าวและเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการในหลายพื้นที่ พบว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยหรือ “ปั๊มที่ไม่มีแบรนด์” จำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น บางแห่งจำเป็นต้องตั้งราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงกว่าปั๊มแบรนด์ใหญ่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ขณะที่บางแห่งถึงขั้นประสบภาวะขาดแคลนน้ำมันชั่วคราวและต้องหยุดให้บริการเป็นระยะ


โดยปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมากในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง ห่างไกลจากปั๊มขนาดใหญ่ ทำให้ต้องอาศัยน้ำมันจากปั๊มขนาดเล็ก ด้วยข้อจำกัดด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการเกษตร เช่น ต้องใช้น้ำมันสำหรับเติมเครื่องจักรในการทำเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ไถนา ฯลฯ ซึ่งก็มีบางพื้นที่ที่ปั๊มรายย่อยเข้าสู่ภาวะขาดแคลน้ำมันและจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการขายน้ำมันให้ลูกค้าแต่ละราย ทำให้เกษตรกรไม่สามารถมีน้ำมันเพียงพอต่อการทำมาหากินได้


นายศุภโชติกล่าวว่า ลักษณะโครงสร้างธุรกิจน้ำมันของประเทศไทยคือโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่มักจะจับมือกัน หรือไม่ก็เป็นแบรนด์เดียวกัน มักจะมีเครือข่ายปั๊มของตนเอง และมักทำสัญญาจัดส่งน้ำมันระยะยาวให้กับเครือข่ายดังกล่าว ทำให้สถานีบริการในเครือบริษัทใหญ่มีราคาและปริมาณน้ำมันที่มั่นคงหรือไม่ผันผวนเท่ารายย่อย


ปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงานรายงานว่า ประเทศไทยมีสถานีบริการน้ำมันประมาณ 26,000 แห่ง ในจำนวนนี้ราว 8,500 แห่งเป็นสถานีบริการที่อยู่ในเครือแบรนด์หลักของบริษัทน้ำมัน ในขณะที่สถานีบริการที่เหลืออีกประมาณ 17,500 แห่งเป็นปั๊มรายย่อย ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้โดยตรง ทำให้ปั๊มเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อน้ำมันผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลางที่เรียกว่า “จ็อบเบอร์” (Jobber)


นายศุภโชติอธิบายถึงบทบาทของจ็อบเบอร์ในระบบนี้ คือการทำหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้าหรือเป็นพ่อค้าคนกลาง โดยซื้อน้ำมันจากบริษัทน้ำมันหรือคลังน้ำมัน แล้วนำไปจำหน่ายต่อให้กับสถานีบริการอิสระหรือผู้ใช้น้ำมันรายอื่น


อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากสะท้อนว่า ในช่วงวิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้ น้ำมันที่พวกเขาต้องซื้อผ่านจ็อบเบอร์มีราคาสูงกว่าราคาต้นทางที่สถานีบริการในเครือบริษัทน้ำมันได้รับอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปั๊มรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าและแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้น


ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า มาตรการของรัฐที่ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันนั้น กำลังช่วยทุกคนในระบบจริงหรือไม่ หรือในทางปฏิบัติกำลังช่วยเฉพาะผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เท่านั้น เพราะว่าเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเอามาช่วยลดราคาต้นทุนน้ำมันของปั๊มรายใหญ่


นายศุภโชติยกตัวอย่างจากสถานการณ์การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยลดราคาต้นทุนน้ำมันของปั๊มรายใหญ่ เช่น ราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบัน (หลังสงคราม) อยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร (ราคา ณ วันที่ 12 มี.ค. 69) กองทุนเอาเงินมาชดเชยให้กับปั๊มน้ำมันรายใหญ่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร (ราคาน้ำมันก่อนสงครามอยู่ที่ระดับ 30.5 บาทต่อลิตร) แต่ปั๊มรายเล็กไม่ได้รับเงินชดเชยตรงนี้ ทำให้ยังคงต้องซื้อน้ำมันที่มีราคาแพงในระดับ 40 กว่าบาทต่อลิตร เนื่องจากไม่ได้เป็นปั๊มในเครือแบรนด์ใหญ่


ขณะเดียวกัน ก็มีการตั้งคำถามว่า อาจจะมีบริษัทน้ำมันรายใหญ่บางรายที่มีเครือข่ายธุรกิจจ็อบเบอร์ด้วย ยกตัวอย่าง เช่น บริษัท A เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ และมีบริษัท B เป็นบริษัทลูกที่ทำธุรกิจจ็อบเบอร์ด้วยการจำหน่ายน้ำมันให้กับปั๊มรายย่อยหรือปั๊มอิสระที่ไม่มีแบรนด์


นั่นเท่ากับว่าบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ A อาจหาโอกาสจากการขายน้ำมันผ่านบริษัทจ็อบเบอร์ซึ่งเป็นบริษัทลูกในราคาสูงกว่าที่รัฐบาลตรึงราคาไว้ได้ ที่ทำเช่นนี้ได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไม่ให้บริษัทรายใหญ่มีบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจจ็อบเบอร์ ปั๊มน้ำมันรายย่อยก็อาจต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่าตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม และเมื่อปั๊มรายย่อยค่อย ๆ หายไปจากตลาด การแข่งขันในระบบพลังงานก็จะลดลงตามไปด้วย


ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังใช้เงินจากกองทุนน้ำมันจำนวนมากเพื่อพยุงราคาน้ำมันดังกล่าวด้วยการอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ได้ประโยชน์ดังกล่าวด้วย


นายศุภโชติเสนอแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำตอนนี้ จึงไม่ใช่แค่การตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มเท่านั้น แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงจ็อบเบอร์และสถานีบริการปลายทาง เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้การพยุงราคาน้ำมันด้วยการอุดหนุนเงินชดเชยผ่านกองทุนเชื้อเพลิงเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดพลังงาน


ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 3 ข้อ


1. เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั้งระบบ (เช่น ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบ ต้นทุนการกลั่น อัตรากำไรของโรงกลั่น เพื่อพิสูจน์ว่าจริง ๆ แล้วมีการค้ากำไรเกินควรในภาวะวิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนทั้งประเทศอยู่หรือไม่?)


2. ตรวจสอบบทบาทและการทำหน้าที่ของจ็อบเบอร์ หรือ พ่อค้าคนกลางในตลาดว่ามีการกักตุนน้ำมันเพื่อปั่นราคาให้สูงขึ้นต่อปั๊มน้ำมันรายย่อยหรือไม่?


3. ออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบปั๊มรายย่อยในช่วงวิกฤตพลังงาน เช่น ห้ามจ็อบเบอร์ขายน้ำมันในราคาที่สูงกว่าราคาที่ตรึงไว้ในช่วงวิกฤต


นอกจากนี้ นายศุภโชติยังได้กล่าวถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะมีการปรับระบบให้ปั๊มน้ำมันรายย่อยสามารถซื้อน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในราคาที่รัฐให้การสนับสนุนได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านจ็อบเบอร์คนกลาง คำถามสำคัญก็คือ ขณะนี้กระบวนการดังกล่าวดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เพราะสถานการณ์ในพื้นที่กำลังวิกฤตเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถรอได้อีกต่อไป


หากมาตรการดังกล่าวล่าช้า กว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จ วิกฤตของผู้ประกอบการรายย่อยอาจเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานผันผวนเช่นนี้ ผู้ประกอบการรายเล็กมีเงินทุนจำกัดและมีความเปราะบางสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ก็จะนำไปสู่การปิดตัวของปั๊มน้ำมันรายย่อยให้ทยอยหายไปจากตลาด


ในที่สุดผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและเกษตรกรของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่มีปั๊มรายใหญ่จำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียง และทำให้ต้องเสียต้นทุนทั้งเวลาและโอกาสในการทำมาหากิน เพื่อเดินทางไปจัดหาน้ำมันมาประคองการหาเลี้ยงชีพของตัวเองในแต่ละวัน


สุดท้ายแล้ว นายศุภโชติให้ความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวดำเนินสืบเนื่องต่อไป ในระยะยาว ประเทศไทยอาจเหลือเพียงเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันของบริษัทใหญ่ไม่กี่กลุ่ม และเมื่อการแข่งขันลดลงก็จะทำให้ง่ายต่อการผูกขาดพลังงานของกลุ่มทุนใหญ่ให้กอบโกยกำไรได้มากขึ้น ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในที่สุดหรือเรียกง่าย ๆ ว่าหาน้ำมันใช้ยากขึ้น จ่ายค่าน้ำมันในราคาที่แพงขึ้น

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พลังงาน

“พริษฐ์” ถาม เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีมติสวนทาง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีโกง สว.? และเราจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ กกต. ในการชี้ขาดเรื่องนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 จาก 7 กกต. ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่กำลังถูกกล่าวหา?


พริษฐ์” ถาม เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีมติสวนทาง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีโกง สว.? และเราจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ กกต. ในการชี้ขาดเรื่องนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 จาก 7 กกต. ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่กำลังถูกกล่าวหา?


วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. มีมติสวนทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ว่า ในขณะที่สังคมยังไม่ได้รับคำตอบจากหลายคำถามที่มีต่อ กกต. เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง สส. … สังคมกำลังจะมีคำถามต่อ กกต. เพิ่มขึ้นอีก เกี่ยวกับตรวจสอบกรณีการโกง สว.


นายพริษฐ์กล่าวว่า แม้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI) ได้เคยมีมติเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาผู้กระทำความผิดทั้งหมด 229 คน (ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน) แต่รายงานข่าวเมื่อวานนี้ระบุว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. กลัมมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิดใดๆ ซึ่งสวนทางกับความเห็นของคณะสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิง


หากรายงานข่าวเป็นจริง นั่นหมายความว่า:


สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 138 คนที่เป็น สว. : คณะอนุกรรมการ 5 คน เห็นว่า สว. ทั้ง 138 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ในขณะที่คณะอนุกรรมการ 2 คน เห็นว่า สว. ส่วนใหญ่ (134 จาก 138 คน) มีมูลความผิด


สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 91 คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่าย: คณะอนุกรรมการทั้ง 7 คน เห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าทั้ง 91 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ


คำถามที่ตามมา:


1. เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ ของ กกต. และ DSI? เป็นไปได้อย่างไร ที่หลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะกรรมการสืบสวนฯ - ซึ่งคาดว่ามีทั้งการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน หลักฐานการนัดพบ รวมถึงเส้นทางการเงิน - จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ชี้มูลผู้กล่าวหาได้แม้แต่คนเดียว?


2. คนที่จะต้องชี้ขาด ว่าจะเห็นตาม คณะกรรมการสืบสวนฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนมีมูลความผิด และควรส่งเรื่องต่อไปที่ศาล) หรือเห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยุติคดี) คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) - แต่ในเมื่อ กกต. มี 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหา เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่า กกต. จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง?


3. หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต. ได้ดำเนินการและตัดสินเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยสวนทางกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และโดยไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ ว่าองค์กรอิสระในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากประชาชน?

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั๊วสว #กกต

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดี ม.116 ของศาลจังหวัดขอนแก่น แต่ยังไม่ถูกปล่อยตัว รอยื่นประกันตัวคดีอื่นต่อพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)


ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดี ม.116 ของศาลจังหวัดขอนแก่น แต่ยังไม่ถูกปล่อยตัว รอยื่นประกันตัวคดีอื่นต่อพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในคดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย และ #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2563 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หลังจากวานนี้ (11 มี.ค. 2569) ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 เหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและสภ.ภูเขียวแล้ว จึงทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ยังถูกขังต่อ


เวลา 14.35 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณา ต่อมาเวลาประมาณ 17.10 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยสรุปว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตลอดมาจนถึงชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไม่สูงมากนัก”


"เมื่อพิจารณาประกอบ จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียว และไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ต่อมาศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ในคดีนี้หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการหลบหนี ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์”


“ตีราคาประกัน 500,000 บาท โดยให้วางหลักประกัน 250,000 บาท ร่วมกับใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น"


อย่างไรก็ดี ไผ่จะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ เนื่องจากยังถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่ ซึ่งทนายความจะยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อไปในวันพรุ่งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

ศูนย์ทนายฯเผย ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 “ครูใหญ่” 1 คดี ส่วนอีก 2 คดี ส่งศาลอุทธรณ์สั่ง ขณะที่ พรุ่งนี้(13 มี ค.) ทนายจะยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ รอติดตามผล

 


ศูนย์ทนายฯเผย ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 “ครูใหญ่” 1 คดี ส่วนอีก 2 คดี ส่งศาลอุทธรณ์สั่ง ขณะที่ พรุ่งนี้(13 มี ค.) ทนายจะยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ รอติดตามผล


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ จำนวน 3 คดี หลังจากวานนี้ (11 มี.ค. 2569) ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 เหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียวแล้ว จึงทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ยังถูกขังต่อ


สำหรับ 3 คดีที่ยื่นประกันตัววันนี้ เมื่อเวลา 13.12 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ดังนี้


🔴คดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ศาลมีคำสั่ง ส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา


🔴คดี ม.112 กรณีปราศรัยในบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ศาลมีคำสั่ง ส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา


🔴คดี ม.112 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ26ตุลา63 หน้าสถานทูตเยอรมัน (คดีอยู่ระหว่างพิจารณา) ศาลมีคำสั่ง “ยกคำร้อง” ระบุว่า เนื่องจากสองคดีดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่าอุทธรณ์ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวแล้วจำเลยจะหลบหนี


ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่ง สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์


อย่างไรก็ตาม สำหรับสองคดีที่ถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต้องรอติดตามคำสั่งต่อไป และในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ จะมีการยื่นประกันตัวภายในวันพรุ่งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #สิทธิประกันตัวประชาชน