วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

‘ชยพล’ ถาม กกต. จงใจไม่สืบสวนปมฮั้ว สว. หรือไม่ หลังประชาชนขุดหลักฐานได้มากกว่า

‘ชยพล’ ถาม กกต. จงใจไม่สืบสวนปมฮั้ว สว. หรือไม่ หลังประชาชนขุดหลักฐานได้มากกว่า


วันที่ 10 กันยายน 2569 ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระที่สอง ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชน ได้อภิปรายงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระและอัยการ มาตรา 32 โดยได้อภิปรายทั้งงบสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในโครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น


ชยพลกล่าวว่า โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้นเป็นโครงการที่มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายอยู่ที่จำนวน 100 คนต่อปีในการอบรม งบประมาณจะตกอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาทต่อคนต่อปี


ชยพลตั้งคำถามว่า ประสิทธิภาพของโครงการดังกล่าวนั้นดีแค่ไหน แล้วทางคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับงบประมาณก้อนนี้อย่างรอบคอบถี่ถ้วนแล้วหรือไม่ ว่าผลประกอบการ ผลสัมฤทธิ์ของการอบรมนี้ดีอย่างไร เพราะจากที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเลือก สว. ก็จะทำให้เราเห็นว่า มันมีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมจากทางฝั่งประชาชน และภาคประชาสังคม นอกเหนือจากที่ได้มีการสืบสวนโดยฝั่ง กกต. และจากที่ทางภาคประชาชนนทำการสืบสวนเพิ่มเติม ก็มีข้อมูลที่ละเอียดกว่า ลึกกว่า หรือมีการเปิดในประเด็นหลายๆ อย่างที่เราก็ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเป็นเหตุที่จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. ว่าในฐานะที่เป็นผู้ที่มีอำนาจในการที่จะเรียกสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานโดยตรง กลับกลายเป็นว่าทางฝั่งประชาชนทั่วไปสามารถสืบสวนสอบสวนได้มากกว่า จึงจำเป็นที่ต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของการใช้จ่ายงบประมาณก้อนนี้


ชยพลยกตัวอย่างให้เห็นถึงประสิทธิภาพเรื่องของการสืบสวนสอบสวน โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเปิดเผยข้อมูลกันหลายครั้ง ที่เราสามารถเห็นได้ตามหน้าข่าวโดยทั่วไปว่า เป้าหมายของขบวนการฮั้ว สว. จะพุ่งเป้าไปที่จังหวัดและอำเภแเล็กๆ ซึ่งในนั้นมีจังหวัดนครพนมอยู่ในนั้นด้วย โดยมีการไปรวมตัวกันอยู่ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีหลายจังหวัดไปรวมตัวกันอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว และจังหวัดนครพนมนั้นก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีพยานหลักฐานมากมายที่บอกว่ามีการรวมตัวกันในกลุ่มผู้สมัคร สว.


ยกตัวอย่างเช่น กรณี สว. สิทธิกร ธงยศ พร้อมรายชื่อของผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ที่อยู่ติดตัว สว. ดังกล่าว โดยผู้เชี่ยวชาญชื่อ วัฒนวดี ศิริศักดิ์ ส่วนผู้ชำนาญการคนที่ 1 คือ อภิรักษ์ วรกุล โดยผู้ชำนาญการคนที่ 1 ของ สว.สิทธิกร ปรากฏว่าในระหว่างการดำรงตำแหน่ง ก็ได้เห็นภาพจำนวนมาก ที่ได้เห็นว่ามีการไปช่วยหาเสียงให้กับพรรคการเมืองพรรคการเมืองหนึ่ง


นอกจากนี้ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว สว. ก็ยังพบภาพถ่ายที่ใส่ชุดเสื้อแจ็กเก็ตของพรรคภูมิใจไทยปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยๆ หากลองไล่ดูตามประวัติและติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ชำนาญการคนที่ 1 ของ สว.สิทธิกร มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีการพูดถึง หรือมีการระบุ หรือมีภาพ หรือผลงานใดๆ เลยก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้ สว. แต่ปรากฏว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งมานี้ มีแต่การทำงานให้กับเพื่อนสมาชิกของ สส. นครพนม เขต 1 ของพรรคภูมิใจไทย ศุภพานี โพธิ์สุ ชยพลจึงเห็นว่าทาง กกต. ควรจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมด้วยเหมือนกัน ว่ามีการเกี่ยวข้องกันอย่างไร


นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.วัฒนวดี ศิริศักดิ์ โดยที่ผ่านมาก็จะมีภาพความเคลื่อนไหวที่อยู่ใกล้ชิดกับบุคคลในพรรคภูมิใจไทยตลอดเวลา โดย ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส. ของพรรคภูมิใจไทย ที่มีการโพสต์ภาพการทำงานของอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในภาพที่ทางท่านศุภชัยเองเป็นคนโพสต์ในเฟซบุ๊ก ก็จะเห็นวัฒนวดีคนนี้อยู่คู่กายตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันนั้น ปรากฏว่าก็ไม่มีความเคลื่อนไหวในการทำงานให้กับ สว. เลยแม้แต่น้อย เลยต้องสอบถามด้วยว่า ตกลงสรุปแล้วจะเป็นทีมงานของ สว. หรือจะเป็นทีมงานของพรรคการเมืองกันแน่


นอกจากนี้ ชยพลยังตั้งคำถามเรื่องงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้นว่า ความจริงแล้วได้ผลหรือไม่ แค่ตัวอย่างดังกล่าวที่ได้ยกขึ้นมานั้น ก็เพียงพอจะตั้งคำถามได้ เพราะ สว. ท่านนี้ก็มีรายชื่อที่ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในคนที่ไปร่วมอยู่ที่ตัวโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ด้วยเหมือนกัน รวมถึง ศุภชัย โพธิ์สุ ที่ได้ยอมรับว่าเดินทางไปยังโรงแรมดังกล่าว และมีพยานหลักฐานที่มีการระบุด้วยเหมือนกันว่าทั้งสองท่านนั้นไปปรากฏตัวอยู่ที่การรวมตัวแนะนำตัวกันของท่านผู้ที่มีสิทธิ์ในการที่จะเลือก สว. ระดับประเทศ ที่โรงแรมที่จังหวัดอยุธยา


ชยพลถามว่า กกต. ได้สืบสวนสอบสวนต่อหรือไม่ ว่าสรุปแล้วบุคคลทั้งสองเป็นทีมงานของ สว. หรือทีมงานจังหวัดนครพนมของพรรคภูมิใจไทยกันแน่ จึงอยากจะถามต่อว่า กกต. แท้จริงแล้วไม่ได้ตั้งใจที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพทางด้านการสืบสวนสอบสวน แต่ว่า กกต. นั้นก็รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ถึงได้จงใจที่จะไม่สืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนมากกว่า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โกงเลือกสว #อภิปรายงบ70 #งบ70

‘พนิดา’ เสนอหั่นงบ กกต. 11.9 ล้าน ชี้ปัญหาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขาดความสามารถ แต่ระบบต้องรับประกันความเป็นอิสระ

‘พนิดา’ เสนอหั่นงบ กกต. 11.9 ล้าน ชี้ปัญหาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขาดความสามารถ แต่ระบบต้องรับประกันความเป็นอิสระ


วันที่ 10 กันยายน 2569 ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 11,914,000 บาท จากโครงการอบรมหลักสูตรพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น โดยยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร แต่เห็นว่าปัญหาสำคัญของ กกต. อยู่ที่หลักประกันด้านความเป็นอิสระและกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง


พนิดาระบุว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่สืบสวนไต่สวนคดีเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากต้องทำงานกับพยานบุคคล พยานเอกสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แต่ตั้งคำถามว่า หากเจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างเต็มที่แล้ว ผลการทำงานกลับสามารถถูกกลับมติด้วยกลไกอีกชุดหนึ่ง การใช้งบประมาณเกือบ 12 ล้านบาทเพื่ออบรมบุคลากรจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างไร


พนิดายกกรณีการสอบสวนคดีทุจริตการเลือก สว. ปี 2567 เป็นกรณีศึกษา โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI มีหนังสือถึง กกต. แจ้งว่าคดีมีมูล ต่อมา 28 มีนาคม 2568 กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ DSI เข้าร่วม 3 คน คณะดังกล่าวใช้เวลาพิจารณาประมาณ 4 เดือน ประชุมเกือบ 100 ครั้ง เชิญพยานมากกว่า 800 คน และรวบรวมเอกสารกว่า 90,000 หน้า ก่อนสรุปความเห็นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย


อย่างไรก็ตาม ต่อมา กกต. ได้แต่งตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยพนิดาตั้งข้อสังเกตถึงที่มาและกระบวนการทำงานของคณะดังกล่าว เนื่องจากผลการพิจารณาแตกต่างจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 อย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่วันที่ 12 มีนาคม 2569 จะมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 ราย


“คณะหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการสอบพยาน 800 กว่าปาก เอกสาร 90,000 หน้า เสนอว่ามีพยานหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าควรจะดำเนินการส่งศาล แต่อีกคณะหนึ่งกลับมีความเห็นตรงกันข้ามทั้งหมด” พนิดากล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อว่า หากผลการพิจารณาแตกต่างกันอย่างมาก กกต. ต้องสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่าเกิดจากเหตุผลใด


พนิดากล่าวว่า ในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ ได้พยายามเชิญ กกต. เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 รวมถึงสอบถามถึงที่มาของการแต่งตั้งคณะดังกล่าว เหตุใดจึงต้องตั้งคณะพิเศษขึ้นมา ทั้งที่มีอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอยู่แล้ว 35 ชุด รวมถึงต้องการทราบว่าคณะดังกล่าวมีประสบการณ์ด้านคดีเลือกตั้งหรือไม่ และใช้กระบวนการใดในการพิจารณาสำนวน


นอกจากนี้ยังตั้งคำถามว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ได้เชิญคณะไต่สวนชุดที่ 26 หรือ DSI เข้ามาชี้แจงหรือไม่ ได้อ่านสำนวนกว่า 90,000 หน้าด้วยตัวเองหรือไม่ และมีการสอบพยานเพิ่มเติมหรือประสานขอข้อมูลจาก DSI หรือไม่ โดยอ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมพบว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ไม่ได้เชิญ DSI หรือคณะพนักงานไต่สวนชุดที่ 26 มาชี้แจง และมีการประชุมประมาณ 30 กว่าครั้ง ขณะที่ชุดที่ 26 ประชุมเกือบ 100 ครั้ง


พนิดายังยกตัวอย่างเส้นทางการเงินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีข้อมูลว่าบุคคลหนึ่งเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมืองและได้รับการโอนเงิน ก่อนมีการโอนต่อให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในอำเภอเดียวกัน ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 และ DSI มีความเห็นสอดคล้องกันว่าเส้นทางการเงินดังกล่าวเข้าข่ายความผิด แต่อนุกรรมการชุดที่ 36 กลับเห็นว่าไม่พบความผิดปกติ พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการพิจารณาพยานหลักฐานของ กกต.


พนิดายังกล่าวถึงกรณีผู้สมัคร สว. ในหลายจังหวัด เช่น ปทุมธานี ชลบุรี และนครราชสีมา ซึ่ง กกต. เคยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แม้พยานหลักฐานที่ปรากฏจะเป็นเพียงข้อความผ่าน Line ในลักษณะเชิญชวนหรือแลกคะแนน โดยไม่ปรากฏเส้นทางการเงินหรือการเสนอผลประโยชน์อื่นตอบแทน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดมาตรฐานในการพิจารณาคดีโกงเลือก สว. 229 รายจึงแตกต่างออกไป


ในประเด็นข้อกฎหมาย พนิดาโต้แย้งแนวคิดที่ว่าการส่งคดีไปยังศาลจะต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดจนสิ้นข้อสงสัย โดยชี้ว่า มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดว่า หากมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่นที่ทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา


พร้อมระบุว่า ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่คือศาลฎีกา ขณะที่ กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ยังระบุให้ศาลฎีกานำสำนวนไต่สวนของ กกต. มาพิจารณาเป็นหลัก


พนิดากล่าวว่า หากมีพยานหลักฐานจำนวนมากจนคณะกรรมการไต่สวนชุดหนึ่งเห็นว่าควรดำเนินการ เหตุใด กกต. จึงไม่ส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา แต่กลับใช้กลไกอีกชั้นหนึ่งเพื่อยุติเรื่องก่อนถึงศาล พร้อมย้ำว่าปัญหาของ กกต. ไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนขาดความสามารถ แต่อยู่ที่ระบบจะรับประกันได้หรือไม่ว่า ผลงานของเจ้าหน้าที่จะได้รับการพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างเป็นอิสระ


“ไม่ได้ต้องการองค์กรที่เจ้าหน้าที่เก่งขึ้นแต่ขาดอิสระ ไม่ได้ต้องการสำนวนที่หนาขึ้นแต่ถูกใช้เป็นเพียงเอกสารประกอบการตัดสินใจที่มาตรฐานไม่ชัดเจน” พนิดากล่าว


ท้ายที่สุด พนิดาระบุว่า ก่อน กกต. จะขอใช้งบประมาณจากประชาชนเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม กกต. ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนจนเสร็จสิ้นแล้ว ระบบจะให้คุณค่ากับผลงานและพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างไร พร้อมเสนอปรับลดงบประมาณโครงการอบรมพนักงานไต่สวนและสอบสวนระดับต้น จำนวน 11,914,000 บาท ทั้งโครงการ โดยเห็นว่างบประมาณดังกล่าวยังไม่ใช่คำตอบของปัญหาที่แท้จริงของ กกต.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบ70 #อภิปรายงบ70 #กกต

‘พริษฐ์’ ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน หวั่นถูกใช้หนุน “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย” แฉพิรุธ “อนุฯ 36” ฟอกขาวขบวนการโกง สว. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเกลี้ยง จี้ตัดงบสอบสวนออกทั้งหมด


‘พริษฐ์’ ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้าน หวั่นถูกใช้หนุน “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย” แฉพิรุธ “อนุฯ 36” ฟอกขาวขบวนการโกง สว. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาเกลี้ยง จี้ตัดงบสอบสวนออกทั้งหมด


วันที่ 10 กันยายน 2569 ในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์กรอิสระ (มาตรา 32) โดยเสนอขอปรับลดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและวัตถุประสงค์ในการใช้นำงบประมาณขององค์กรดังกล่าว


พริษฐ์เริ่มต้นอภิปรายโดยชี้ว่า การที่สภาฯ จะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบฯ ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ได้ขอเสนอจัดสรรงบประมาณรวม 2,700 ล้านบาท โดยระบุว่าจะนำไปใช้เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ สุจริต และเที่ยงธรรม แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา ตนไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณที่สภาฯ แห่งนี้กำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือจะถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่


พริษฐ์ยกกรณีศึกษาบทบาทของ กกต. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับขบวนการโกงการเลือก สว. ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. อย่างโจ่งแจ้ง และสังคมกำลังกังวลว่าในอีก 4 วันข้างหน้า กกต. จะลงมติตัดตอนเรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล พร้อมระบุว่า สมมติฐานของตนต่อ กกต. ได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยตั้งคำถามว่า กกต. ปล่อยปละละเลยหรือไม่ มาถึงวันนี้กลับกังวลว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนของ กกต. “มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ” กับขบวนการโกง สว. ตั้งแต่แรกหรือไม่


พริษฐ์ได้ลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติของขบวนการโกง สว. โดยย้อนไปตั้งแต่ช่วงเริ่มกระบวนการวางแผนยึดกุมวุฒิสภา มีการแบ่งทีมและงบประมาณในห้องประชุมของพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง สิ่งที่ กกต. ทำกลับเป็นการออกระเบียบการเลือก สว. ที่เอื้อต่อแผนดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น


เมื่อกระบวนการเดินทางมาสู่การเปิดรับสมัคร มีการจัดตั้งและจ้างคนลงสมัครจำนวนมากเพื่อโหวตให้คนในขบวนการ แต่ กกต. กลับทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบได้ รวมถึงกรณีที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา ซึ่งตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว


จนกระทั่งมาถึงการเลือกระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก เข้าไปใช้ในการเลือกระดับประเทศ แต่ กกต. ก็ปล่อยผ่าน จนกระทั่งช่วงบ่ายถึงค่อยเตือน เมื่อผู้สมัครไม่ฟัง และ กกต. ยึดโพยมาได้ ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อ จนกระทั่งบางคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว. หรือแม้กระทั่งเป็นประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน


พริษฐ์ชี้ว่า เมื่อนำเส้นทางขบวนการโกง สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบจับคู่กัน หลักฐานฟ้องว่าทั้งสองเส้นทางเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย เปรียบเหมือนถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิทที่มีซอยเชื่อมถึงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง แต่น่าเสียดายที่ตรงแยกพระโขนงไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่


นอกจากนี้ พริษฐ์ยังกล่าวถึงคลิปเสียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงแรม B2 รังสิต จังหวัดปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งเจ้าของเสียงในคลิปยอมรับเองว่าเป็นเสียงของตน โดยในคลิปมีการพูดกับผู้สมัคร สว. ว่า “สิ่งต่างๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในดูแลพวกเรา เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่ทำเพื่อข้างบน” ซึ่งประโยคที่ว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเรา หากไม่ได้หมายถึง กกต. ก็คิดไม่ออกว่าจะหมายถึงใคร นำมาสู่การตั้งคำถามถึงงบประมาณที่ กกต. ขอมาเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริต เช่น งบอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวนระดับต้น 11.9 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.8 ล้านบาท ว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่


ต่อมา พริษฐ์ได้อภิปรายเจาะลึกถึงประสิทธิภาพในขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกง สว. ของ กกต. ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบของ “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และ DSI ซึ่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ละเอียดรอบคอบ สอบพยานกว่า 700 ปาก ทำเอกสารกว่า 90,000 หน้า และมีข้อสรุปสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน โดยมี 138 คนเป็น สว. และอีก 21 คนเป็นรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผลการสอบสวนระบุชัดว่ากรรมการบริหารและ สส. พรรคภูมิใจไทยมีพฤติการณ์ช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกอันฝ่าฝืนมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.


ขั้นตอนที่สอง ในชั้นเลขาธิการ กกต. มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นหลักร้อยคนเช่นกัน รวมถึง สว. อย่างน้อย 136 คนในโพย และรัฐมนตรีหรือ สส. จากพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยอีก 3 คนที่มีหลักฐานโดยตรง


อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนที่สาม ซึ่งตรวจสอบผ่าน “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36” พริษฐ์ตั้งคำถามถึงความผิดปกติใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือการที่ กกต. ตั้งคณะอนุฯ พิเศษนี้ขึ้นมาอย่างผิดสังเกต ทั้งที่โดยปกติ กกต. มีคณะอนุวินิจฉัยฯ ทำงานหมุนเวียนอยู่แล้ว 35 คณะ เพื่อไม่ให้รู้ล่วงหน้าว่าคณะใดรับผิดชอบคดีไหน แต่ กกต. กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมเข้ามาช่วยเหลือบางฝ่าย และแม้ กกต. จะอ้างว่า 35 คณะเดิมภาระงานแน่น แต่จากการตรวจสอบพบว่า 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็คือนั่งอยู่ในอนุฯ 35 ชุดเดิมอยู่แล้ว เหตุผลของ กกต. จึงฟังไม่ขึ้น


ประเด็นถัดมาคือการทำงานที่สอดรับกับธงทางการเมือง โดยอนุฯ ชุดที่ 36 พยายามวางตนเป็นเหมือนศาล ตีตกหลักฐานโดยอ้างว่ายังไม่สิ้นข้อสงสัย ทั้งที่ตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่เพียงส่งฟ้องหาก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริต รวมถึงเมื่อหลักฐานสาวไปถึงนักการเมืองใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ก็พยายามตีกรอบกฎหมายปกป้อง หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าการโกงไม่ได้ทำเป็นขบวนการ


ประเด็นสุดท้าย คือผลลัพธ์ที่ขัดกับพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง โดยอนุฯ ชุดที่ 36 มีข้อสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว


พริษฐ์ยังชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการวินิจฉัยของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่ได้รับเบี้ยประชุมรวมกันหลักแสนบาท แต่กลับเชื่อในเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ทั้งการเชื่อว่าเบอร์ในโพยที่ตรงกับเบอร์ในบัตรเลือกตั้งเป๊ะๆ เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต หรือกรณีผู้ช่วย สส.สุราษฎร์ธานี โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คนก่อนวันเลือก 1 วัน เป็นเพียงเรื่องบังเอิญต้องใช้หนี้ บังเอิญเช่าพระ หรือบังเอิญซื้อปุ๋ยในวันเดียวกัน รวมถึงกรณี สว.นครพนม ที่มีคลิปเสียงเสนอเงินและตำแหน่ง มีหลักฐานโอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัคร 7 คน และมีพยานยืนยันว่าร่วมประชุมที่โรงแรมกับอดีตรองประธานสภาฯ ก็ถูกเชื่อว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตและไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง


ช่วงท้าย พริษฐ์กล่าวสรุปว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงควรถูกตัดออกทั้งหมดให้เหลือศูนย์ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่โควตางบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็อาจจะได้คำตอบเดียวกัน


พริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในวันที่ 14 กันยายนนี้ หาก กกต. ทั้ง 7 คนมีมติเดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 ที่สวนทางกับพยานหลักฐาน สภาฯ แห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบประมาณต่างๆ ให้ กกต. เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #งบ70 #อภิปรายงบ #โกงเลือกสว

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

#ครูใหญ่แอมป์ ภาพบรรยากาศหน้าเรือนจำคลองเปรม วันที่ 9 ก.ย. 69 เวลา 18.20 น. ครูใหญ่ อรรถพล และ แอมป์ ณวรรษ มาถึงเรือนจำกลางคลองเปรม หลังถูกเบิกตัวไปศาลอาญากรุงเทพใต้ ในนัดหมายสืบพยาน ที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 เหตุชุมนุม #ม็อบ26ตุลา63 เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน

 


#ครูใหญ่แอมป์ ภาพบรรยากาศหน้าเรือนจำคลองเปรม วันที่ 9 ก.ย. 69 เวลา 18.20 น. ครูใหญ่ อรรถพล และ แอมป์ ณวรรษ มาถึงเรือนจำกลางคลองเปรม หลังถูกเบิกตัวไปศาลอาญากรุงเทพใต้ ในนัดหมายสืบพยาน ที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 เหตุชุมนุม #ม็อบ26ตุลา63 เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน


โดยเย็นนี้ 17.00 - 18.12 น. ThumbRights นัดหมายมวลชนมาทำกิจกรรม #ยืนหยุดขัง เพื่อให้กำลังใจและส่งเสียงว่าเราไม่ลืมเพื่อนในเรือนจำ นักโทษการเมือง 


ทันทีที่รถเรือนจำที่ไปรับครูใหญ่ แอมป์ มาถึง มวลชนต่างส่งเสียงเรียกและตะโกนให้กำลังใจ โดย ครูใหญ่ แอมป์ โบกมือให้ผ่านรถกรงขัง


สำหรับคดีนี้มีนัดหมายสืบพยานครั้งถัดไปในวันที่ 10 และ 15 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน






“ยืนหยุดขัง” 1.12 ชม. หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เราไม่ลืมเพื่อนผู้ต้องขังการเมือง ส่งกำลังใจถึง ฟ้า-พรหมศร ที่กำลังอดอาหาร เรียกร้องสิทธิประกันตัวคดี ม.112 ส่งเสียงกำลังใจให้ “ครูใหญ่-แอมป์” กลับเรือนจำหลังถูกเบิกตัวไปสืบพยาน #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน


“ยืนหยุดขัง” 1.12 ชม. หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เราไม่ลืมเพื่อนผู้ต้องขังการเมือง ส่งกำลังใจถึง ฟ้า-พรหมศร ที่กำลังอดอาหาร เรียกร้องสิทธิประกันตัวคดี ม.112 ส่งเสียงกำลังใจให้ “ครูใหญ่-แอมป์” กลับเรือนจำหลังถูกเบิกตัวไปสืบพยาน #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน


วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 17.00-18.12 น. บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที ส่งกำลังใจให้ “ฟ้า” พรหมศร หลังจากถูกคุมขังมาแล้ว 6 เดือน และตัดสินใจยกระดับการอดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวด้วยการ “อดน้ำ” หลังอดอาหารมาครบ 2 เดือน


ประชาชนหลายคนเดินทางมาร่วมกิจกรรมบริเวณหน้าป้ายเรือนจำกลางคลองเปรม หลังครบกำหนดเวลายืนหยุดขังแล้ว ประชาชนยังคงยืนหยุดขังต่อเพื่อรอส่งกำลังใจให้แอมป์และครูใหญ่ที่กำลังกลับมาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 18.26 น. เนื่องจากในวันนี้ทั้งสองคนถูกเบิกตัวไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อร่วมสืบพยานในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน


ตอนท้ายก่อนยุติกิจกรรม ซีน-นัสรี พุ่มเกื้อ จาก Thumb Rights กล่าวว่า วันนี้เรามายืนหยุดขังเพื่อให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมือง และยังมี “ฟ้า” พรหมศร ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ นอกจากนั้น การยืนหยุดขังในวันนี้ยังเป็นการยืนยันว่าผู้ต้องขังการเมืองยังมีอยู่ และอยากให้คนที่ผ่านไปมาได้เห็นและรู้ว่าประเทศไทยยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ จากนั้นมีการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” ก่อนยุติกิจกรรม 


สำหรับ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 หลังศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยที่ผ่านมาเธอพยายามยื่นขอประกันตัวมาแล้วถึง 5 ครั้ง 


ปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 53 คน ที่ยังอยู่ในเรือนจำ แม้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่การนิรโทษกรรมที่ยังคงยกเว้นคดีมาตรา 112 รวมถึงการปิดช่องทางการฟื้นฟูเยาวชน ยังคงทิ้งผู้ต้องหาและจำเลยคดีทางการเมืองจำนวนมากไว้ข้างหลัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ยืนหยุดขัง #มาตรา112 #มาตรา110

 























“นั่งรถไฟ 229 กม. หัวลำโพงไปหัวหิน” บุญเลิศนำทีมรณรงค์ #สั่งฟ้องสว 229 คน จับตา กกต.ลงมติ 14 ก.ย.

 


นั่งรถไฟ 229 กม. หัวลำโพงไปหัวหิน” บุญเลิศนำทีมรณรงค์ #สั่งฟ้องสว 229 คน จับตา กกต.ลงมติ 14 ก.ย.


วันที่ 9 กันยายน 2569 “เลิศ-บุญเลิศ คณาธนสาร” เจ้าของร้านหนังสือ House Of Commons BookCafe & Space จัดกิจกรรม “นั่งรถไฟ 229 กิโล ไปหัวหิน” เดินทางจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรณรงค์และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องในคดี #โกงเลือกสว จำนวน 229 คน


บุญเลิศเดินทางมาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเช้า โดยสวมเสื้อฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หมายเลข 229 ก่อนรอขึ้นรถไฟขบวนที่ 261 ที่ชานชาลา 7 ร่วมกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม กระทั่งรถไฟออกเดินทาง


กิจกรรมครั้งนี้ใช้ตัวเลข 229 เป็นสัญลักษณ์ โดยนัดหมายกิจกรรมวันที่ 9 เดือน 9 ปี 69 ที่สถานีหัวลำโพงเวลา 08.29 น. และเตรียมขึ้นรถไฟเวลา 09.09 น. ก่อนเดินทางเป็นระยะทาง 229 กิโลเมตรไปยังสถานีรถไฟหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยคาดว่าจะถึงที่หมายในเวลาประมาณบ่ายสองโมง จากนั้นจะทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “229” บริเวณชายหาดหัวหิน เพื่อรณรงค์ #สั่งฟ้องสว


บุญเลิศเล่าว่า วันนี้เขาซื้อของจากร้านกาแฟแห่งหนึ่งเป็นเงิน 229 บาทพอดี นอกจากนี้ยังเตรียมข้อมูลสรุปเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ร่วมกิจกรรมระหว่างการเดินทางบนรถไฟ รวมถึงเตรียมสติกเกอร์แมว “ซีซี่สั่งฟ้องสว.” มาแจกให้ผู้เข้าร่วมด้วย


นอกจากกิจกรรมบนรถไฟแล้ว บุญเลิศยังเชิญชวนให้ประชาชนอ่านหนังสือ “ประท้วง! ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร” ซึ่งรวบรวมตัวอย่างรูปแบบการประท้วงและการเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมในอดีต ตั้งแต่การนั่งรถโดยสารไปจนถึงการปลูกผัก เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมรณรงค์รูปแบบใหม่ ๆ


สำหรับคดี #โกงเลือกสว กกต.มีกำหนดประชุมเพื่อลงมติในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ขณะที่วันที่ 13 ก.ย. ภาคประชาชนหลายกลุ่ม นำโดย iLaw นัดหมายจัดกิจกรรมที่ลานหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แยกปทุมวัน เพื่อเป็นกิจกรรมส่งท้ายในการเรียกร้องให้ กกต. #สั่งฟ้องสว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์
















วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

‘ธนพร’ สส.ปชน. จี้ รมว.แรงงานอย่าลอยตัวเหนือปัญหา กำกับข้าราชการในสำนักงานไม่ให้เตะถ่วงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย.

 


‘ธนพร’ สส.ปชน. จี้ รมว.แรงงานอย่าลอยตัวเหนือปัญหา กำกับข้าราชการในสำนักงานไม่ให้เตะถ่วงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย.


วันที่ 8 กันยายน 2569 ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อกังวลต่อการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ โดยเรียกร้องไปยัง จุลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอย่าลอยตัวเหนือปัญหา และลงมาบริหารกำชับการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสในทุกกระบวนการ


ธนพรระบุว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม นำโดยกองกฎหมาย ซึ่งควรทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรม กลับมีพฤติกรรมที่เสมือนพยายามล้มหรือสร้างเงื่อนไขให้การเลือกตั้งยุ่งยากเสียเอง นับตั้งแต่ความพยายามเสนอแก้ระเบียบการเลือกตั้งให้ผู้ประกันตนมีเสียงน้อยลง การออกประกาศชะลอการเลือกตั้ง และเมื่อไม่สำเร็จก็หันมาตัดสิทธิ์การลงสมัครบอร์ดประกันสังคมของ ชลิต รัษฐปานะ ทั้งที่ในวันสมัครยังมีคุณสมบัติเป็นผู้ประกันตนครบถ้วน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ตนเคยถูกตัดสิทธิ์เมื่อปี 2566


นอกจากนี้ จากการชี้แจงในชั้นคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคมก็ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนถึงแผนการดำเนินการจัดการเลือกตั้งได้ โดยอ้างเพียงว่าต้องรอ กกต. ประชุมก่อน ขณะที่ความพร้อมด้านอื่น ๆ เช่น คู่มือการเลือกตั้งสำหรับกรรมการประจำหน่วย แนวทางวินิจฉัยบัตรดี-บัตรเสีย และระบบตรวจสอบการใช้สิทธิ์ซ้ำ ก็ยังไม่มีการจัดเตรียม รวมถึงยังมีการสร้างเงื่อนไขทางเอกสารที่เป็นภาระแก่นายจ้างนิติบุคคล เช่น การบังคับให้นำหนังสือรับรองนิติบุคคลและต้องทำหนังสือมอบหมายซ้ำเพื่อมารับบัตรในวันเลือกตั้ง


ธนพรกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดกองกฎหมายสำนักงานประกันสังคมยังคงไม่ย่อท้อที่จะขัดขวางการดำเนินการเลือกตั้ง โดยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองเพื่อให้การเลือกตั้งชะลอออกไปโดยอ้างความไม่พร้อม ซึ่งสวนทางกับที่สำนักงานประกันสังคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเคยแถลงต่อสื่อมวลชน ยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการเลื่อนเลือกตั้ง 27 กันยายนอย่างแน่นอน การกระทำเช่นนี้จึงเกิดคำถามว่าเป็นการพูดอย่างทำอย่างหรือไม่


“ดิฉันขอเรียกร้องโดยตรงไปที่รัฐมนตรีแรงงาน คุณจุลพันธ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงแรงงาน ให้ติดตามเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอย่างใกล้ชิด และบริหารข้าราชการในกระทรวงของท่าน โดยเฉพาะกับกองกฎหมายสำนักงานประกันสังคม ให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการที่เป็นกลาง และหันมาดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อผลประโยชน์ของกองทุนประกันสังคมและผู้ประกันตนมากกว่า 24 ล้านคน” ธนพรกล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กระทรวงแรงงาน #บอร์ดประกันสังคม