วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์’ ลงพื้นที่บางกะปิ-คลองสามวา เยี่ยมประชาชนและให้กำลังใจทีมแพทย์อาสา ชี้น้ำลดแต่ผลกระทบด้านสุขภาพยังไม่สิ้นสุด

 


‘ณัฐพงษ์’ ลงพื้นที่บางกะปิ-คลองสามวา เยี่ยมประชาชนและให้กำลังใจทีมแพทย์อาสา ชี้น้ำลดแต่ผลกระทบด้านสุขภาพยังไม่สิ้นสุด


วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนและให้กำลังใจทีมแพทย์อาสาที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่เขตบางกะปิและเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 14 และพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 16


ณัฐพงษ์กล่าวว่า แม้ระดับน้ำในหลายพื้นที่จะเริ่มลดลง แต่ผลกระทบจากน้ำท่วมยังไม่สิ้นสุด ประชาชนยังต้องเผชิญทั้งความเสียหายของบ้านเรือนและข้าวของ ตลอดจนปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นระหว่างน้ำท่วม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง


ในการลงพื้นที่ชุมชนประยงค์แย้ม เขตคลองสามวา ทีมแพทย์อาสาได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการตรวจสุขภาพและรักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นแก่ประชาชน พร้อมเฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วม โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินอาหาร บาดแผล น้ำกัดเท้า และโรคฉี่หนู ซึ่งต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที


ส่วนในพื้นที่เขตบางกะปิ ณัฐพงษ์และทีม สส.พรรคประชาชน ได้เยี่ยมจุดบริการประชาชนและหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ ณ โรงเรียนไขศรีปราโมช เพื่อให้กำลังใจแพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครที่ร่วมกันดูแลประชาชน โดยให้บริการตรวจสุขภาพและรักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม


พรรคประชาชนเห็นว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ควรสิ้นสุดลงเมื่อน้ำลด เพราะประชาชนยังต้องเผชิญปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพใจ และภาระในการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ การทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์และความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประสบภัยฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #บางกะปิ #คลองสามวา











'ปิยรัฐ' - 'ชุมพล' พรรคประชาชน ลุยภารกิจ "ธานอส" เคลียร์ขยะที่เคหะร่มเกล้า หลังน้ำลด

 


'ปิยรัฐ' - 'ชุมพล' พรรคประชาชน ลุยภารกิจ "ธานอส" เคลียร์ขยะที่เคหะร่มเกล้า หลังน้ำลด 


ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ชุมพล หลักคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง พรรคประชาชน และทีมงาน ได้ลงพื้นที่ลุยปฏิบัติงานต่อเนื่องในพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า โซน 8 เพื่อสานต่อภารกิจ 'ธานอส' ในการระดมสรรพกำลังเครื่องจักรหนัก ทั้งรถตัก JCB รถแบ็คโฮ PC30 และรถบรรทุกสิบล้อ เข้าไปเร่งจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กับพี่น้องประชาชนในชุมชน


หลังจากสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลายในหลายพื้นที่ ปัญหาใหญ่ที่ตามมาและสร้างความเดือดร้อนไม่แพ้กันคือ ปริมาณขยะตกค้างจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณข้างศูนย์เด็กเล็ก โซน 8 เป็นหนึ่งในจุดที่มีขยะตกค้างสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก กีดขวางการสัญจรและทับถมตามบ้านเรือน สส.​พรรคประชาชนถึงลงพื้นที่ไปบรรเทาทุกข์และช่วยให้พี่น้องประชาชน ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็วที่สุด


ปิยรัฐ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ทีมงานโปรเจกต์ 'ธานอส' ของพรรคประชาชน สามารถขนย้ายขยะด้วยรถบรรทุกสิบล้อได้จำนวน 11 เที่ยว และรถบรรทุกหกล้อของกรุงเทพมหานครอีก 6 เที่ยว รวมปริมาณขยะที่จัดเก็บและขนย้ายออกจากพื้นที่ได้ประมาณ 78 ตัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โปรเจคธานอส #น้ำท่วม2569





วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

'ณัฐพงษ์' บรรยาย มธ. ชี้สมรภูมิ Geopolitics โลก ไทยต้องสร้าง 'อำนาจต่อรอง'

 


'ณัฐพงษ์' บรรยาย มธ. ชี้สมรภูมิ Geopolitics โลก ไทยต้องสร้าง 'อำนาจต่อรอง'


วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บรรยายในหัวข้อ ‘Geopolitics: Thailand, ASEAN, and the World’ ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกล่าวถึงสมรภูมิที่แต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญในสถานการณ์โลกปัจจุบัน


ณัฐพงษ์ระบุว่า เมื่อพูดถึง ‘Geopolitics’ หรือภูมิรัฐศาสตร์ มีคำสำคัญคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง นั่นคือ ‘การสร้างอำนาจต่อรอง’ เพราะเมื่อประเทศต่าง ๆ พูดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจ ประเทศอำนาจขนาดกลาง หรือแม้แต่ประเทศอื่น ๆ ก็หมายความว่าประเทศเหล่านั้นกำลังหาทางสร้างอำนาจต่อรองให้ตัวเองในแต่ละสมรภูมิ


ณัฐพงษ์ยกตัวอย่างสมรภูมิที่แต่ละประเทศกำลังแข่งขันกัน 6 สมรภูมิ ได้แก่ สมรภูมิบนพื้นโลก ซึ่งมีขอบเขตชายแดนทางบกและทางทะเล สมรภูมิบนอากาศ เช่น อากาศยานและโดรน สมรภูมิใต้พื้นโลก ซึ่งเป็นการแย่งชิงแร่สำคัญและแร่หายาก สมรภูมินอกโลก ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม และการเดินทาง สมรภูมิการค้า เช่น กำแพงภาษีและ Supply Chain ที่มหาอำนาจพยายามแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานส่วนสำคัญ และสมรภูมิโลกดิจิทัล ซึ่งแข่งขันกันด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และการประมวลผล


สำหรับการบรรยายครั้งนี้ ณัฐพงษ์ยกตัวอย่าง 3 สมรภูมิ ได้แก่ สมรภูมิทางการค้า สมรภูมิดิจิทัล และสมรภูมิเพื่อนบ้าน รวมถึง ‘ทางเลือกของไทย’ ในฐานะประเทศอำนาจขนาดกลาง


[ สมรภูมิการค้า (Trade War & Supply Chain) ]


ในอดีต ช่วงยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศที่มีความมั่งคั่งพยายามขยับไปอยู่ในภาคบริการที่มีส่วนต่างของกำไรสูง และย้ายโรงงานผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูก แต่ปัจจุบันสหรัฐฯ ตระหนักแล้วว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงโรงงานผลิตสินค้าราคาถูกอีกต่อไป แต่กำลังกินรวบตั้งแต่สินค้าราคาถูกไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป อำนาจจะตกอยู่กับประเทศจีน สหรัฐฯ จึงพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมของตัวเอง ด้วยการดึงห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับเข้ามาในประเทศ เช่น การให้บริษัทรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่าง TSMC ไปตั้งโรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯ


หากเราถอดเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch ออกมาหนึ่งเครื่อง จะเห็นว่าเครื่องเกมหนึ่งเครื่องต้องเดินทางเกือบรอบโลกก่อนมาถึงมือเรา เริ่มตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ชิป Nvidia ไต้หวัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ TSMC ผู้ผลิตชิป เกาหลีใต้ ซึ่งผลิตหน่วยความจำ (Memory) และจอ LCD และเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการประกอบเครื่อง


การที่ภาษีทรัมป์เวอร์ชัน 2.0 ออกมาจึงไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศจีนเพียงประเทศเดียว แต่เป็นการตั้งกำแพงภาษีครอบคลุมหลายประเทศ พร้อมกำหนดให้ต้องพิสูจน์ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (COO) เพื่อป้องกันการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สามเพื่อสวมสิทธิ์หลบเลี่ยงภาษี


ขณะที่ประเทศไทยกำลังถูกจับตามอง เพราะตัวเลขดุลการค้าจากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า เราได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันก็ขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นเช่นกัน สหรัฐฯ จึงตั้งข้อสงสัยว่าประเทศไทยกำลังเป็นทางผ่านของสินค้าจีนหรือไม่ ดังนั้น ในการเจรจา เราจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เหล่านี้ผลิตในประเทศไทยจริง ๆ


สมรภูมิดิจิทัล (Digital Battlefield)


ณัฐพงษ์ระบุว่า คำถามสำคัญของสมรภูมินี้คือ การย้ายฐานการผลิต เช่น Data Center มายังประเทศไทย จะช่วยเพิ่มทักษะขั้นสูงให้กับแรงงานไทย หรือทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริงหรือไม่


ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเปิดหน้าแรกของแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Netflix แต่ละคนจะเห็นหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน เพราะแพลตฟอร์มมี AI / Algorithm คอยคาดเดาพฤติกรรมของผู้ใช้จากข้อมูล ก่อนนำข้อมูลไปประมวลผลที่ Data Center ซึ่งต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล


ทั้งนี้ โครงสร้างของโลกดิจิทัลสามารถแบ่งออกเป็น 5 ชั้นที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ได้แก่


- ชั้นแรก คือชั้นพลังงาน เนื่องจาก AI และ Data Center ใช้ไฟฟ้ามหาศาล ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้าง Asian Smart Grid พร้อมพัฒนาระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อชูจุดแข็งด้านพลังงานสะอาดที่มีใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และผลักดันไทยสู่การเป็น Green Compute Hub


- ชั้นที่สอง คือชั้นการประมวลผล การเน้นดึง Data Center มาตั้งในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้เพียงประมาณ 15% เท่านั้น เนื่องจากมูลค่าส่วนใหญ่จะตกอยู่กับเจ้าของระบบ Cloud และซอฟต์แวร์ต่างชาติเป็นหลัก


- ชั้นที่สาม คือชั้นฮาร์ดแวร์และชิป (Hardware & Semiconductor) ในส่วนของชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ พบว่ามูลค่าหลักกว่า 60% ของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ตกอยู่ที่ตัวชิป โดยผู้ที่คิดค้นและออกแบบชิประดับโลกอย่าง Nvidia หรือ Apple เป็นผู้คว้าส่วนแบ่งมูลค่าสูงสุดไปครอง


- ชั้นที่สี่ คือชั้นข้อมูล ข้อมูลเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ใหม่ แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดกฎหมายที่กำกับดูแลอธิปไตยทางข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลสาธารณะที่ไม่ระบุตัวตนมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและกำหนดนโยบายได้


- ชั้นสุดท้าย คือชั้นอัลกอริทึมและแอปพลิเคชัน (Algorithm & Application) ซึ่งถือเป็นชั้นที่สร้างกำไรสูงสุด ตัวอย่างเช่น Netflix ที่กวาดกำไรและส่วนแบ่งค่าคอนเทนต์ไปเกือบ 70% ขณะที่ผู้ให้บริการ Data Center และไฟฟ้าได้รับส่วนแบ่งจริงไม่ถึง 5% เท่านั้น


ณัฐพงษ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการสร้างอำนาจต่อรองในสมรภูมิดิจิทัลอย่างแท้จริง ภาครัฐต้องนำกรอบความคิดสำคัญ 3 ข้อมาใช้พิจารณาในการดำเนินนโยบายอยู่เสมอ ได้แก่ มูลค่าเกิดขึ้นที่ใคร สิทธิในการตัดสินใจเป็นของใคร และต้นทุนเหล่านี้ใครเป็นผู้จ่าย


[ สมรภูมิเพื่อนบ้าน (Regional Geopolitics) ]


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาในประเทศเพื่อนบ้านกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ทั้งปัญหายาเสพติด สารพิษในแม่น้ำ ฝุ่น PM2.5 จากการเผาไร่ข้าวโพด แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ตลอดจนการค้ามนุษย์


นอกจากนี้ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชายังมีมูลค่าพลังงานมหาศาล ซึ่งเราต้องเร่งเจรจาเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกัน และนำเงินใหม่มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Smart Grid ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด จนทำให้ทรัพยากรฟอสซิลหมดมูลค่า


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศในระดับประชาชนไม่ได้มีอยู่จริง แต่ความขัดแย้งมักถูกสร้างขึ้นโดยนักการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ดังนั้น ไทยต้องดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน ‘นิยมและเกรงใจไทย’ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน


[ ทางเลือกของไทยในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก ]


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า ยุทธศาสตร์ทางเลือกของไทยอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก อาเซียน และบิมสเทค ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 4,000 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่เพียง 13% ของผืนโลก และประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางของประชากรครึ่งโลกนี้พอดี


หากเรามองภาพใหญ่และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคได้ ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาตัวเองเป็นจุดเชื่อมโยงโลก ทั้งทางบก ทางราง ทางไซเบอร์ ผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ และห่วงโซ่อุปทาน ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #พาณิชยศาสตร์และการบัญชี #ธรรมศาสตร์






















‘ศุภณัฐ’ จี้ กทม. เลิกขอสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ชี้ต้องเร่งอำนวยความสะดวกประชาชนรับเงินเยียวยาน้ำท่วม

 


‘ศุภณัฐ’ จี้ กทม. เลิกขอสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ชี้ต้องเร่งอำนวยความสะดวกประชาชนรับเงินเยียวยาน้ำท่วม


วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ตุลาคม) ตนได้มอบหมายให้ทีมงานไปยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกการเรียกเก็บสำเนาเอกสารที่หน่วยงานของรัฐมีข้อมูลอยู่ในครอบครองแล้ว ในการยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th เพื่อลดภาระของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติ


ศุภณัฐระบุว่า ในปีนี้ กทม. ได้พัฒนาระบบยื่นขอรับเงินเยียวยาผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ซึ่งมีการออกแบบระบบ (UX/UI) ที่ใช้งานง่าย สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ ThaiD และได้ยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องใช้ใบแจ้งความลงบันทึกประจำวันตามที่ตนเคยเสนอแนะไปก่อนหน้านี้ ทำให้ลดขั้นตอนลงไปได้พอสมควร


อย่างไรก็ตาม เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง กทม. จำเป็นต้องปรับปรุงระบบเพิ่มเติมด้วยการเลิกขอเอกสารที่หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อยู่แล้ว ได้แก่ ​สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาโฉนดที่ดิน, สำเนาบัญชีธนาคาร


นอกจากนี้ กทม. ไม่ควรให้ประชาชนต้องกรอกข้อมูลที่ไม่มีความจำเป็นต่อการพิจารณาอนุมัติเงินเยียวยา เช่น ข้อมูลรหัสประจำบ้าน รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลในบ้าน และข้อมูลรายได้ต่าง ๆ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ กทม. สามารถตรวจสอบผ่านระบบได้เอง และไม่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินค่าซ่อมแซมบ้าน


ศุภณัฐได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท ว่าในรอบนี้แอปพลิเคชันทางรัฐอำนวยความสะดวกได้ดีกว่ามาก เนื่องจากแทบไม่มีการเรียกขอเอกสารเพิ่มเติมเลย


“สิ่งที่ผมเรียกร้องไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาหลายครั้ง ทั้งในเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือตอนเกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด เช่น สงขลา (หาดใหญ่) เชียงราย อยุธยา และอ่างทอง ซึ่ง สส.พรรคประชาชนหลายท่านก็ได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด


“และล่าสุดเมื่อ 3 เดือนก่อน สภาผู้แทนราษฎรถึงขั้นต้องผ่าน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน เพื่อบังคับให้หน่วยงานรัฐเลิกขอสำเนาเอกสารที่มีอยู่ในครอบครองอยู่แล้ว ทั้งที่เรื่องนี้ควรเป็นสิ่งที่หน่วยงานรัฐริเริ่มผลักดันเองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการ จนสภาฯ ต้องออกกฎหมายมาบังคับ” ศุภณัฐกล่าว


ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม) สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สังกัดพรรคประชาชน ก็ได้ร่วมกันอภิปรายในสภา กทม. เพื่อย้ำข้อเสนอให้ กทม. ยกเลิกการขอเอกสารและข้อมูลที่ซ้ำซ้อนเหล่านี้เช่นกัน


ศุภณัฐกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กทม. จะเร่งปรับปรุงระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ โดยด่วน เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างภาระซ้ำเติมประชาชนที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากจากภัยน้ำท่วมอยู่แล้ว และยังต้องมาวุ่นวายกับการจัดเตรียมเอกสารที่ กทม. ควรจะมีอยู่แล้วหรือสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นได้ด้วยตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #พรรคประชาชน #น้ำท่วม2569 #ศุภณัฐมีนชัยนันท์

พรรคประชาชนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ณัฐพงษ์’ ชี้อภิปราย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่เป็นศัตรูกับประชาธิปไตย

 


พรรคประชาชนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ณัฐพงษ์’ ชี้อภิปราย ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่เป็นศัตรูกับประชาธิปไตย


เมื่อวันที่ (8 ตุลาคม 2569) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกันยื่นญัตติขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวมทั้งสิ้น 18 คน มีสมาชิกร่วมลงชื่อในญัตติทั้งหมด 145 คน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกันจัดทำเป็นกรอบญัตติมีความยาว 7 หน้า โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีแต่ละราย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ประกอบด้วย


1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

2. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

3. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

4. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

5. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

6. ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

7. พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

8. สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

9. ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

10. สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

11. พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

12. นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

13. ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

14. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

15. สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

16. สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

17. เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

18. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ต้องการตรวจสอบสิ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งกำลังขยายอำนาจครอบคลุมกลไกต่างๆ ของประเทศ


“การอภิปรายในครั้งนี้ เราต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งกำลังกินรวบประเทศนี้อยู่ พวกเรามองว่าระบอบสีน้ำเงินเป็นศัตรูและเป็นอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และกำลังกินรวบประเทศนี้ ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงกลไกในการถ่วงดุลตรวจสอบ เช่น องค์กรอิสระด้วย”


ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวต่อว่า เนื้อหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน ทั้งเรื่องการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) การทุจริตสอบท้องถิ่น ตลอดจนปัญหาวิกฤตที่กระทบต่อประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วม ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า การยื่นญัตติครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านเชื่อมั่นในข้อมูลและพยานหลักฐานที่นำมาใช้ประกอบข้อกล่าวหา และหลังการอภิปราย หากพบว่ามีมูลความผิด ก็จะดำเนินการตามกลไกทางกฎหมายเพื่อเอาผิดกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อไป


“พยานหลักฐานทั้งหมดหลังการอภิปราย เราเองก็จะดำเนินการทุกอย่างที่จะใช้ในการเอาผิดกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้” ณัฐพงษ์กล่าว


ส่วนการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ณัฐพงษ์เรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา โดยพิจารณาจากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ถูกนำเสนอในการอภิปรายเป็นรายบุคคล


ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวว่า ยังไม่ร่วมลงชื่อในการยื่นญัตติครั้งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคกล้าธรรมต้องชี้แจงด้วยตนเอง ขณะที่ผู้ร่วมลงชื่อในญัตติปัจจุบันมีทั้งหมด 145 คน ซึ่งเป็นสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน โดยอาจมีสมาชิกบางส่วนที่มีข้อจำกัดและไม่สามารถมาร่วมลงชื่อได้ครบทั้งหมด

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ #ระบอบสีน้ำเงิน