19 กันยายน 2549
20
ปี แห่งความพินาศย่อยยับของการเมืองไทย
ตอนที่สาม
: พวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมทำลายเส้นทางประชาธิปไตยประชาชน เพื่อสร้างเส้นทางประชาธิปไตยขวาจัด
อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของประชาชนทั้งหลาย
ในประวัติศาสตร์ระยะใกล้ของการเมืองไทยพิสูจน์ประจักษ์ชัดแจ้งโดยการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ
40 พวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมไม่ต้องการให้ประเทศและประชาชนไทยพัฒนาต่อไปบนเส้นทางนี้
และหวาดกลัวอย่างสุดขีดว่า ประเทศไทยและประชาชนไทยจะประสบผลสำเร็จในการแย่งยึดอำนาจจากพวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมได้สำเร็จ
จึงก่อการยึดอำนาจรัฐประหาร
19 กันยายน 2549 โค่นล้มรัฐบาลทักษิณที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยรัฐธรรมนูญ
40 แล้วก็ใช้พวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมจัดทำรัฐธรรมนูญฝ่ายขวาปี 2550
ขึ้น โดยกำหนดให้วุฒิสมาชิกครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้งของพวกเขา ทำให้พวกเขาสามารถยึดครององค์อิสระทั้งหมดเป็นของพวกเขา
เพื่อกำหนดทิศทางทางการเมืองไปตามเส้นทางที่พวกเขาต้องการ พร้อมกับปิดหูปิดตาปิดปากมัดมือมัดเท้าประชาชนให้ไปลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญปี
2550 ของพวกเขา เพื่อที่จะได้แอบอ้างว่าได้รับการรับรองโดยการลงประชามติแล้วถือว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว
นี่ทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยต่อต้านอย่างไม่ยอมจำนน
และเพื่อให้สภาพที่กระจัดกระจายเป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตกของประชาชนที่ต่อต้านรัฐธรรมนูญ
2550 เป็นปึกแผ่นเหนียวแน่นแสดงตัวได้อย่างมีพลัง จึงประกาศให้ผู้ต่อต้านคัดค้านรัฐธรรมนูญ
2550 ทุกคนให้ใส่ “เสื่อแดง”
คนเสื้อแดงจึงปรากฏขึ้นบนเส้นทางการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย คนเสื้อแดงจึงไม่ใช่ข้าช่วงใช้ หรือพวกหิวเงิน หิวอำนาจ หิวผลประโยชน์ หรือข้าทาสบริวารของพรรคการเมืองใด
“คนเสื้อแดง”
คือผู้ที่มีจิตใจฮึกห้าวเหิมหาญในการประจัญบานกับพวกเผด็จการขวาจัดอนุรักษ์นิยม ผู้ใดแอบอ้าง
“สีแดง” ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองส่วนตนหรือส่วนพวกพ้อง ล้วนเป็นพวกที่ไม่สุจริตทางการเมือง
เป็นพวกแปลกปลอมทางการเมืองทั้งสิ้น
แม้กระนั้นประชาชนก็ยังเลือก
สส.ฝั่งประชาธิปไตย มาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง แต่พวกขวาก็ใช้อำนาจทางการเมืองที่สถิตย์ในองค์กรอิสระมาเล่นงานอำนาจทางการเมืองฝั่งประชาชนจนล้มรัฐบาลด้วยเรื่องทำกับข้าว
เลือกตั้งใหม่ฝั่งประชาธิปไตยได้รับเลือกอีก ก็ล้มรัฐบาลด้วยการยุบพรรคจากการกล่าวหาว่าทุจริตเลือกตั้ง
โดยมีการชุมนุมของมวลชนฝ่ายขวายึดทำเนียบ ยึดสนามบิน
หลังจากนั้นพวกฝ่ายขวาจงใจก่อให้เกิดรัฐบาลขวาขึ้น
โดยเดินเรื่องให้ปีกขวาจัดในพรรครัฐบาลขณะนั้นตั้งพรรคใหม่ แล้วผลักดันให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาลขึ้นในค่ายทหารอย่างไม่อายฟ้าอายดิน
นำมาซึ่งการต่อต้านอย่างร้อนแรงของฝั่งประชาธิปไตย
รัฐบาลอภิสิทธิ์โดยการอุปถัมภ์ของกองกำลังทหารขวาจัดได้อ้างอิง
“การใส่ร้ายป้ายสีที่โกหกมดเท็จว่าฝั่งประชาชนมีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำ500คนเป็นพวกล้มเจ้า”
ตั้งศอฉ.ที่ออกคำสั่งใช้กองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพรวม
สตช. เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าหกหมื่นคน กระสุนร่วมสองแสนนัด กระสุนเล็งยิงกว่าสองพันนัด
กระสุนสไนเปอร์กว่าห้าร้อย เล็งยิงประชาชนสองมือเปล่าตายกลางกรุงเทพฯ ร่วมร้อยศพ ทหารบนรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมฯ ยิงประชาชนสองมือเปล่า
ยิงหญิงพยาบาลที่ช่วยคนเจ็บสองมือเปล่าตายอย่างอำมหิตในหกศพวัดปทุมฯ แล้วยังเผาห้างเซนทรัลเวิลด์
ห้างเซน อาคารตลาดหลักทรัพย์ แล้วใส่ร้านป้ายสีว่าคนเสื้อแดง-นปช.ทำ จากนั้นก็จัด “บิ๊กคลีนนิ่งเดย์”
เพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมดไม่ให้สาวมาถึงพวกศอฉ.และรัฐบาลอภิสิทธิ์
แม้จะถูกทำลายอย่างยับเยิน
การเลือกตั้งหลังจากที่ฝ่ายขวา “รุมยิงนกในกรง/เผาเมืองหลวง” ประชาชนยังพร้อมใจเลือกพรรคฝั่งประชาธิปไตยอย่างท่วมท้น
ทำให้กลุ่มทหารเผด็จการขวาจัดอนุรักษ์นิยมโกรธแค้นอย่างรุนแรง ก่อการเคลื่อนไหวกปปส.
เพื่อสร้างเงื่อนไขยึดอำนาจอีกครั้ง เพราะยึดอำนาจปี 2549 ยังทำลายการเมืองระบอบประชาธิปไตยของประชาชนก้าวหน้าลงไปไม่ได้
พวกทหารเผด็จการขวาจัดอนุรักษ์นิยมจึงยึดอำนาจอีกครั้งเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 จากนั้นพวกเขาลงมือทำรัฐธรรมนูญ 2560 ทันที เนรมิต สว. มาจากการแต่งตั้งของพวกเขาที่มีอำนาจล้นฟ้า โหวตตั้งรัฐบาลได้ กำหนดองค์กรอิสระได้ และเพื่อให้ดูราวกับเป็นประชาธิปไตย จึงกำหนดให้ สว. มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพ ซึ่งซ่อนเจตจำนงการเลือกพวกพ้องของตนไว้อย่างแนบเนียน จากนั้นก็ให้ลงประชามติแบบปิดหูปิดตาปิดปากมัดมือมัดเท้าเช่นเดิม เพื่ออ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
ในที่สุดก็มาถึงปัจจุบันที่องค์กรอิสระก็ยังอยู่ในอำนาจของพวกขวาจัดอนุรักษ์นิยม
ที่หนักหนาสาหัสที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
คือการเลือก สว. ที่ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ฮั้วสว. “เกิดขึ้น จนในทุกวันนี้ รัฐบาลก็เป็นรัฐบาลสีน้ำเงิน
สว.ก็เป็นสว.สีน้ำเงิน เกิดเป็นสภาวะที่ เรียกกันว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
ครอบงำประเทศไทยอยู่ในทุกวันนี้ ทำให้ประเทศไทยถอยหลังลงคลองไปทั่วทุกด้าน จึงเป็น
20 ปี แห่งความพินาศย่อยยับของการเมืองไทยโดยแท้




































































