วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านซัดรัฐบาลงัดทุกกลไกเพื่อสกัดกั้น-แทรกแซง-คุกคามการตรวจสอบ แฉ 3 ขบวนการรวบอำนาจ ‘คุม กมธ.-ตัดตอนคดีโกง สว.-ส่งสปายแวร์ส่องมือถือ’ ทำลายหลักนิติรัฐ

 


ฝ่ายค้านซัดรัฐบาลงัดทุกกลไกเพื่อสกัดกั้น-แทรกแซง-คุกคามการตรวจสอบ แฉ 3 ขบวนการรวบอำนาจ ‘คุม กมธ.-ตัดตอนคดีโกง สว.-ส่งสปายแวร์ส่องมือถือ’ ทำลายหลักนิติรัฐ


วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาชน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยประธานคณะกรรมาธิการสามัญในสัดส่วนของฝ่ายค้าน ร่วมกันแถลงข่าวกรณีพบความพยายามในการสกัดกั้น แทรกแซง และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้านผ่านกลไกต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ


ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจรัฐ แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เกิดหลายเหตุการณ์ขึ้นพร้อมกัน ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจในเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน กำลังใช้ทุกกลไกที่สามารถควบคุมได้เข้ามาสกัดกั้น แทรกแซง และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่


ประเด็นแรก คือความพยายามสกัดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีที่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยกำหนดว่าต่อไปนี้การดำเนินงานใดๆ ของคณะกรรมาธิการจะต้องผ่านมติที่ประชุมเสมอ ซึ่งการกำหนดแนวทางเช่นนี้ถือเป็นการสกัดกั้นการทำหน้าที่ของกลไกสภาฯ ในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะบทบาทของฝ่ายค้านอย่างชัดเจน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้ใช้กลไกกรรมาธิการเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ หากมีการวางแนวปฏิบัติให้ทุกเรื่องต้องใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถือเสียงข้างมากในเกือบทุกคณะอยู่แล้ว ย่อมเท่ากับว่าสภาฯ ไม่จำเป็นต้องมี สส. ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่ และจะทำให้คณะกรรมาธิการกลายเป็นเพียง ‘ตรายาง’ คอยประทับรับรองความถูกต้องให้กับโครงการที่มีข้อครหาของรัฐบาล เพียงแค่ฝ่ายรัฐบาลใช้เสียงข้างมากลากไปและลงมติรับรองว่าโครงการโปร่งใส ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบรัฐสภา


ประเด็นที่สอง คือ ความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริตเลือก สว. จากกรณีที่ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเป็นความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระที่เสียงข้างมากมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ไปร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้ในชั้นการไต่สวนของศาลฎีกาจะพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่ชี้ว่ามีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดในขบวนการทุจริตเลือก สว. แต่หากบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 77 คนตามคำร้องเดิมของ กกต. ก็จะไม่สามารถเอาผิดบุคคลเหล่านั้นในกระบวนการของศาลยุติธรรมได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามีความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระเข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม


ส่วนประเด็นที่สาม คือ ความพยายามคุกคามการทำหน้าที่ของ สส. ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะตนเองและ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งต่างได้รับข้อความแจ้งเตือนความปลอดภัยจากบริษัทแอปเปิลบนโทรศัพท์มือถือว่าอุปกรณ์มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง โดยข้อความระบุชัดเจนว่าเครื่องมือจารกรรมประเภทนี้มักถูกนำมาใช้โดยหน่วยงานภาครัฐในระดับประเทศเท่านั้น ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังมีความพยายามจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลไทยในการโจมตีและคุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านหรือไม่ ซึ่งฝ่ายค้านยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการใช้อำนาจรัฐในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรวบอำนาจในสภาฯ การใช้มติ กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หรือการใช้สปายแวร์สอดแนม


ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงเสริมในฐานะผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมาหลายสมัยว่า แม้ในทุกยุคสมัยการทำหน้าที่ตรวจสอบมักจะเผชิญกับอุปสรรคและข้อจำกัด เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่มักไม่ต้องการถูกตรวจสอบ แต่ระบบรัฐสภาตามมาตรฐานสากลทั่วโลก แม้ฝ่ายรัฐบาลจะเป็นเสียงข้างมาก แต่จะมีประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยอมรับและเคารพการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ไม่ยึดแต่การใช้เสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว


อภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีการสกัดกั้นการทำงานของประธานคณะกรรมาธิการว่า ตนทราบมาว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานสภาฯ ได้เรียกประชุมประธานกรรมาธิการและให้ฝ่ายกฎหมายไปสรุปจนออกมาเป็นหนังสือเวียน โดยไม่ได้นำมาถามความเห็นหรือมติจากประธานกรรมาธิการอีกครั้ง จึงขอแนะนำให้ประธานสภาฯ เรียกประชุมประธานกรรมาธิการอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เช่น การบรรจุวาระเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ สามารถใช้การหารือในที่ประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้มีการทักท้วงหรือตั้งข้อสังเกตได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมติ 


นอกจากนี้ ในขณะนี้ยังมีความพยายามจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ ซึ่งมีเนื้อหาที่หนักกว่าหนังสือเวียน เพราะมุ่งเปิดช่องให้ใช้เสียงข้างมากเสนอ ‘ยุบคณะกรรมาธิการ’ ได้ และเสนอให้การเลือกประธานกรรมาธิการใช้เสียงข้างมากชี้ขาด จากเดิมที่จัดสรรตามสัดส่วนจำนวน สส. ของแต่ละพรรค ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ กลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติจะทำงานไม่ได้เลย จึงขอเรียกร้องให้ประธานสภาฯ ส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย


อภิสิทธิ์กล่าวต่อไปถึงกรณีการแทรกแซงผ่านกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีว่า ปัจจุบันมีกรณีที่น่าตั้งข้อสังเกต เช่น กรณีของ การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าไปตรวจสอบโครงการของรัฐ แต่กลับถูกบริษัทเอกชนที่ไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งผิดธรรมชาติของการทำธุรกิจเอกชน และดูเหมือนเป็นการตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมือง จึงขอฝากไปยังประธานศาลฎีกาให้ผลักดันคำแนะนำเรื่องการป้องกันการฟ้องปิดปากที่เคยออกมา ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทุกคดี


สำหรับกรณีการถูกคุกคามด้วยสปายแวร์ อภิสิทธิ์ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่างมีความระมัดระวังตัวอยู่แล้ว และทราบดีว่าเหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ จึงไม่ได้มีความหวั่นไหวใด ๆ แต่ต้องการย้ำเตือนว่าการกระทำดังกล่าวต้องไม่เกิดขึ้นโดยฝีมือของหน่วยงานรัฐ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์










ชาวปราจีนฯ ยื่นหนังสือจี้รัฐประกาศเขตควบคุมมลพิษลุ่มน้ำปราจีนบุรี หลังวิกฤตกากอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 20 ปี พบสารพิษรั่วไหลปนเปื้อน-ประชาชนตรวจพบโลหะหนักในปัสสาวะผิดปกติ

 


ชาวปราจีนฯ ยื่นหนังสือจี้รัฐประกาศเขตควบคุมมลพิษลุ่มน้ำปราจีนบุรี หลังวิกฤตกากอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 20 ปี พบสารพิษรั่วไหลปนเปื้อน-ประชาชนตรวจพบโลหะหนักในปัสสาวะผิดปกติ


วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มเครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรีและประชาชนผู้ห่วงใยอนาคตลุ่มน้ำปราจีนบุรี เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมพูดคุยข้อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาประกาศให้พื้นที่ลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็นเขตควบคุมมลพิษตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หรือพิจารณาใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมในการแก้ไขวิกฤตมลพิษเชิงพื้นที่อย่างเร่งด่วน


เนื่องด้วยพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาได้เผชิญกับปัญหามลพิษสะสมและปัญหาการลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี จากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ รวมไปถึงการขยายตัวของกิจการกำจัดและจัดการของเสียอุตสาหกรรมและของเสียอันตราย ประกอบกับข้อจำกัดการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่สามารถป้องกันและควบคุมปัญหามลพิษสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ปราจีนบุรีเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2569 ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการกระจายสารมลพิษและของเสีย โดยเฉพาะบริเวณบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม ตรวจพบการปนเปื้อนและรั่วไหลของสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในระดับสูงถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับพบโลหะหนักบางชนิด พบประชาชน 73 รายมีผลตรวจคัดกรองโลหะหนักในปัสสาวะผิดปกติ และนอกจากนั้นยังพบปัญหาการได้รับกลิ่นสารเคมีรุนแรง การฟุ้งกระจายของฝุ่นจากกากของเสีย อาการระคายเคืองตาและผิวหนัง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก


นอกจากนั้นยังพบการปนเปื้อนของสารอะลูมิเนียมในบางจุดของลำน้ำในระดับที่น่ากังวล ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนิเวศทางน้ำ การสะสมของสารปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และกระทบต่อการใช้อุปโภคบริโภค การเกษตร และการประกอบอาชีพของประชาชน ตลอดจนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกิดอุทกภัย และการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงกำลังเผชิญต่อความกังวลต่อสุขภาพจากการสัมผัสสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ผ่านทางน้ำ อากาศ ดิน และห่วงโซ่อาหาร


จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เครือข่ายฯ เห็นว่าพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขามีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในด้านการจัดการมลพิษและคุ้มครองสุขภาพประชาชน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การเกษตร และคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง จึงขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาดำเนินการเพื่อศึกษา ป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และควบคุมปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมถึงพิจารณาประกาศพื้นที่เป็นเขตควบคุมมลพิษตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 การจัดทำแผนปฏิบัติการตามมาตรา 60 หรือดำเนินมาตรการอื่นใดตามสมควรและจำเป็นต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#ปราจีนบุรี #แม่น้ำปราจีน #สารพิษปนเปื้อน


















ม็อบรถบรรทุก รวมตัวชุมนุมกระทรวงพลังงาน เรียกร้องลดราคาน้ำมัน ดีเซล B7 เบนซิน 91 ,95

 


ม็อบรถบรรทุก รวมตัวชุมนุมกระทรวงพลังงาน เรียกร้องลดราคาน้ำมัน ดีเซล B7 เบนซิน 91 ,95


วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ กระทรวงพลังงาน สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย พร้อมภาคีเครือข่าย 13 สมาคม ผู้ประกอบการขนส่งและพี่น้องชาวรถบรรทุก ร่วมชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนจากราคาน้ำมัน และเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องน้ำมันแพง เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกระทบทั้งผู้ประกอบการ คนขับรถ และราคาสินค้าของประชาชน


ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เครือข่ายรถบรรทุกได้เคลื่อนขบวนมาชุมนุมตั้งเวทีปราศรัย และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยการวางดอกไม้จันทน์ฌาปนกิจ ‘นาย ทุน เขมือบประเทศ’ พร้อมข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน ในการแก้ปัญหาวิกฤตค่าน้ำมันและต้นทุนการขนส่งสินค้าอย่างเป็นรูปธรรม เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของภาคขนส่ง โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้


1. ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 35 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 1 ปี


2. ปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันและพลังงานทั้งระบบ


3. ยกเลิกต้นทุนสมมติ ต้นทุนอ้างอิงที่สมมติทั้งหมด ซึ่งบางเรื่องทำไปแล้ว และบางเรื่องกำลังทำอยู่


4. การปรับราคาอย่าทำให้ประชาชนตกใจ ครั้งนี้อยากให้ค่อย ๆ ปรับ ค่อยเป็นค่อยไป


5. ควรจะปรับลดภาษีสรรพสามิตให้เหลือ 5% ต่อลิตร ตามที่รัฐบาลอื่นๆในอดีตเคยทำมา ทำไมรัฐบาลอนุทินถึงทำไม่ได้ ทั้งที่ในสถานการณ์ก่อนก็ทำได้


6. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำหนดค่าการกลั่นไว้สูงถึงประมาณ 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยกำหนดไว้เพียงราว 2.80 บาทต่อบาร์เรล การกำหนดราคาเช่นนี้ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนโรงกลั่นอย่างชัดเจน


7. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ประกาศควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุม


8. หาคนรับผิดชอบ หาไอ้โม่งให้เจอว่าน้ำมันหายไปไหน 700 กว่าล้านลิตร


9. ควรยุบหรือยกเลิกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)


10. เราไม่มีคลังน้ำมันสำรองของชาติ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นเราจึงต้องมีเพื่อความมั่นคงเพื่อพลังงาน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#น้ำมันแพง #รวมพลังชาวรถบรรทุก #สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย #13สมาคมขนส่ง



















จดหมายเปิดผนึก ต่อกรณีการขอให้รับสารภาพในคดี มาตรา112 ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้ "ผมขอขอบคุณในทุกความหวังดีที่อยากเห็นผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อฝ่ายขวาจัดที่จะไม่ได้เห็นคำรับสารภาพจากผม"

 


จดหมายเปิดผนึก ต่อกรณีการขอให้รับสารภาพในคดี มาตรา112 ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้ "ผมขอขอบคุณในทุกความหวังดีที่อยากเห็นผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อฝ่ายขวาจัดที่จะไม่ได้เห็นคำรับสารภาพจากผม"


วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2569) เพจอานนท์ นำภา เผยแพร่ข้อความระบุว่า จดหมายเปิดผนึก ต่อกรณีการขอให้รับสารภาพในคดี มาตรา112 


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทั้งหวังดีและไม่หวังดีขอให้ผมรับสารภาพในความผิดตามมาตรา112 ล่าสุดในการพิจารณาคดีคดีหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว มีผู้พิพากษากล่าวว่า ถ้ารับสารภาพก็ได้ออก(จากคุก)แล้ว ในชั้นอุทธรณ์ก็ถอนคำให้การจากต่อสู้คดีเป็นรับสารภาพได้ ถ้ารับสารภาพได้ออก(จากคุก)เลย ผมเชื่อว่าศาลท่านคงหวังดีเพราะอยากให้ผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว ซึ่งการรับสารภาพก็เป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง แต่ก็ทำได้ยากอย่างยิ่งเช่นกัน


ไม่มีลูกคนไหนไม่อยากออกไปดูแลพ่อแม่ตายาย และไม่มีพ่อคนไหนไม่อยากออกไปดูแลลูก ๆ ที่กำลังเติบโต ผมเป็นทั้งลูกชายคนโตของครอบครัวและเป็นพ่อที่มีลูก 2 คนในวัยกำลังเติบโต ความจริงถ้าผมถูกกกล่าวหาว่าไปลักขโมยหรือไปทำร้ายร่างกายใคร แม้ผมจะไม่ได้ทำตามที่กล่าวหาแต่เพื่อให้ได้รับการลดโทษ ได้ออกจากคุกเร็วขึ้นเพื่อไปทำหน้าที่ลูก และไปทำหน้าที่พ่อ ผมก็พร้อมจะทำ ทว่าความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น 


ตอนนี้สิ่งที่ผมถูกกล่าวหาเป็นยิ่งกว่าคดีอาญาทั่วไป มันเป็นความอยุติธรรมของยุคสมัย เป็นการต่อสู้ของยุคสมัย การตกเป็นจำเลยจึงมีหน้าที่มากกว่านั้นมาก ในชีวิตของคนเราย่อมมีบางอย่างที่จำต้องทำ แม้ผู้นั้นจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม และย่อมมีบางอย่างที่เมื่อทำแล้วจะบรรลุถึงความหมายของการได้เกิดมา เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ซึ่งลึกซึ้งกว่าเกียรติศักดิ์ศรีใดๆ การพูดความจริงและการเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือสิ่งที่ว่านั้น


สิ่งที่ผมพูด ไม่ใช่เรื่องที่ผมปีนเข้าไปในห้องลับในโรงแรมแล้วเอาเรื่องที่พบเจอออกมาพูด ไม่ใช่เรื่องที่จะ “กลับคำพูด” ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะสิ่งที่ผมพูดเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมเห็นประจักษ์กับตา ทุกคนเห็นความจริงด้วยตนเอง หากผมกลับคำพูดแล้วบอกว่าสิ่งที่ผมพูดก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโกหกย่อมเป็นเรื่องตลกอย่างยิ่ง วิปริตอย่างยิ่ง 


ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้ 


ผมขอขอบคุณในทุกความหวังดีที่อยากเห็นผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อฝ่ายขวาจัดที่จะไม่ได้เห็นคำรับสารภาพจากผม 


ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง และยืนยันข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การต่อสู้อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด ความยากลำบาก ผมยินดีรับมันไว้ด้วยความเต็มใจ


เชื่อมั่นและศรัทธา

อานนท์ นำภา

4 พฤศจิกายน 2569


ทั้งนี้อานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้ว โดยมีโทษรวมขณะนี้ 34 ปี 5 เดือน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

“พริษฐ์” ยัน วิปฝ่ายค้านเตรียมยื่นหนังสือทักท้วงประธานสภาฯ ปมจัดระเบียบ กมธ. หวั่นถูกใช้เป็นช่องทางสกัดการตรวจสอบรัฐบาล

 


“พริษฐ์” ยัน วิปฝ่ายค้านเตรียมยื่นหนังสือทักท้วงประธานสภาฯ ปมจัดระเบียบ กมธ. หวั่นถูกใช้เป็นช่องทางสกัดการตรวจสอบรัฐบาล


“พรรคประชาชน” ชี้มาตรการบังคับใช้มติที่ประชุมเคร่งครัด เสี่ยงทำลายกลไกสภา พร้อมย้ำเน้นหาทางออกร่วมกัน ดีกว่าท้าทายยื่น ป.ป.ช. ขณะที่ปมลดจำนวน กมธ. 35 คณะ ถกกันได้ แต่ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด

 

วันที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงเรื่องการจัดระเบียบคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าไม่ได้เป็นการปิดปากฝ่ายค้าน หากเห็นว่าดำเนินการผิดขั้นตอนสามารถยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช. ได้ นั้น


พริษฐ์ กล่าวว่า แม้จะได้รับฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมจากประธานสภาฯ แล้ว แต่ฝ่ายค้านยังคงมีความเห็นที่แตกต่างใน 2 ประเด็น 1. การกำหนดให้การดำเนินงานทั้งหมดของ กมธ. ต้องมีมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด กังวลว่าจะกระทบต่อความคล่องตัวในการทำงาน และอาจเปิดช่องให้ฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากใน กมธ. สกัดกั้นการตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แม้เรื่องนั้นจะอยู่ในขอบเขตอำนาจของ กมธ. ก็ตาม


2. แม้จะเคยมีการหารือร่วมกันระหว่างประธานสภาฯ วิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล และประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แต่ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปข้อยุติ และประธานสภาฯ เคยตอบรับข้อเสนอเรื่องการตั้งตัวแทนหารือลงรายละเอียดเพิ่มเติม ทว่าแนวทางปฏิบัติดังกล่าวกลับถูกประกาศใช้โดยยังไม่มีการหารือเพิ่มเติมตามที่คุยกันไว้


นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้วิปฝ่ายค้านจะออกหนังสือทักท้วงอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวปฏิบัติดังกล่าว พร้อมขอเข้าพบประธานสภาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันหาทางออก โดยเน้นย้ำว่าต้องการวางบรรทัดฐานให้ กมธ. สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม


"ส่วนให้ไปยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือ ป.ป.ช. นั้น อันนี้ไม่ต้องท้า ฝ่ายค้านมีการตรวจสอบอยู่ตลอด หากพบข้อมูลว่าเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราพร้อมใช้สิทธิดำเนินการตามขั้นตอนอยู่แล้ว เพียงแต่ ณ ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเน้นหาทางออกร่วมกัน" นายพริษฐ์ กล่าว


เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขข้อบังคับเพื่อลดจำนวน กมธ. จาก 35 คณะ เพื่อแก้ปัญหาทำงานซ้ำซ้อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า การทบทวนปรับลดจำนวน กมธ. เป็นเรื่องที่ สส. พรรคประชาชนเคยเสนอไว้ และสามารถนำมาหารือกันได้ แต่ถือเป็นคนละประเด็นกับการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ยกตัวอย่างกรณี "ปัญหาหนี้ครู" ซึ่งโครงสร้างปัจจุบันอาจมีความคาดเกี่ยวระหว่าง กมธ.แก้หนี้สิน และ กมธ.การศึกษา ซึ่งทั้งสองคณะมีอำนาจในการศึกษาเรื่องนี้ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการส่งเสริมให้เกิดการหารือร่วมกันระหว่างประธาน กมธ. แต่ละคณะ มากกว่าการออกกฎระเบียบที่เสี่ยงต่อการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จัดระเบียบกมธ #ประธานสภา