วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

“ศิริกัญญา-ณัฐชา” นำทีม สส.กรุงเทพ ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก ชี้สถานการณ์ผู้สูงอายุ กทม. น่าเป็นห่วง แนะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กทม. ให้อำนาจ-งบประมาณ กทม. ดูแลผู้สูงวัยได้ครอบคลุมมากขึ้น

 


“ศิริกัญญา-ณัฐชา” นำทีม สส.กรุงเทพ ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก ชี้สถานการณ์ผู้สูงอายุ กทม. น่าเป็นห่วง แนะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กทม. ให้อำนาจ-งบประมาณ กทม. ดูแลผู้สูงวัยได้ครอบคลุมมากขึ้น


วันที่ 14 เมษายน 2569 ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ในเขตพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกิจกรรม “สวัสดีวันสงกรานต์ สุขใจ ผู้สูงวัยสำราญ” รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุและกิจกรรมประเพณีสงกรานต์


ศิริกัญญาระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากเมืองใหญ่ในหลายประเทศ อีกทั้งเป็นเมืองที่มีบ้านพักคนชราและสถานที่อภิบาลผู้สูงวัยหลายแห่ง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาทั้งในเรื่องความแออัด ความขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร ที่จะมาดูแลรองรับผู้สูงอายุ


ปัจจุบันปัญหาการดูแลผู้สูงอายุเป็นอีกปัญหาหนึ่งในหลายปัญหาที่ กทม. ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะโครงสร้างการบริหารที่อำนาจหลายส่วนขึ้นอยู่กับหน่วยงานส่วนกลาง ขณะที่ กทม. มีอำนาจอย่างจำกัด และนี่เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนเสนอมาตลอดว่าต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. เพื่อแก้ไขโครงสร้างอำนาจของ กทม. โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง 


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า กทม. มีปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องที่ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ ซึ่ง พ.ร.บ.กทม. จะช่วยให้ กทม. มีอำนาจในการแก้ไขได้มากขึ้น ผ่านการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ การขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ ด้วยเป็นระบบ negative list เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ๆ รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน และการตั้งนิติบุคคล


นอกจากนี้ พ.ร.บ.กทม. ของพรรคประชาชนจะปรับให้ กทม. มีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. จะทำให้การบริหารประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่าง ๆ ได้


ในส่วนของณัฐชา ระบุว่าปัญหาด้านสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย เป็นปัญหาหนึ่งที่มีความเรื้อรังมานาน และยิ่งมีปัญหามากขึ้นจากสถานการณ์วิกฤติในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย 


เดินทีกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มีปัญหาติดขัดในด้านการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว ทั้งในด้านความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม จนสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้รับ ยิ่งเมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้นในปัจจุบัน การช่วยเหลือจากรัฐที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึงยิ่งส่งผลกระทบให้เห็นชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน














ขนุน สิรภพ : คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม

 


ขนุน สิรภพ : คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


สวัสดีครับทุกคน นับเป็นเวลา 7 เดือนหลังจากที่ผมไปฝึกวรยุทธที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นับเป็นช่วยเวลาถ้าจะพูดตรง ๆ เป็นช่วงเวลาที่สาหัสสากรรจ์สำหรับชีวิตคนคนหนึ่งที่สูญเสียหลายอย่าง ผมสูญเสียเวลา ผมสูญเสียชีวิต และสูญเสียความสัมพันธ์กับคนในสังคมไป แต่ผมสูญเสียแค่นี้ยังไม่เท่ากับการสูญเสียชีวิตของคนเสื้อแดง ผมสูญเสียแค่นี้ มันไม่เทียบเท่ากับชีวิตของคน 6ตุลา หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย ที่เกิดขึ้นจากรัฐไทยกระทำต่อพวกเขา


เสื้อแดง สำหรับผมในช่วงเวลานั้น 16 ปีที่ผ่านมา ผมอายุแค่ 10 ขวบ 10 ปีที่แล้วผมแย่งทีวีกับที่บ้าน ที่บ้านเปิดดูข่าวแต่ข่าวช่องเสื้อแดง ผมก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในวันที่ผมเข้าใจว่าเสื้อแดงคืออะไร คือวันที่ผมโดนครูด่าหน้าห้อง คือวันที่ครูถามคนในห้องว่าใครเป็นเสื้อแดง? ผมไม่รู้เรื่อง ผมรู้แค่ว่าที่บ้านผมดูข่าวเสื้อแดง สิ่งที่ผมทำก็คือยกมือแล้วตอบว่า ผมเสื้อแดงครับ รู้ป่าวว่าเกิดอะไรขึ้น ง่าย ๆ เลย ครูหันมามองค้อนใส่ผมคนเดียวในห้องเลยที่ยกมือ แล้วครูเขาบอกว่าเสื้อแดงมันเป็นคนเลวนะ เผาบ้านเผาเมือง เธอเป็นเสื้อแดงได้ยังไง ผมคิดว่าเผาอะไรวะ ไม่ได้ดูข่าว รู้แค่ว่าเสื้อแดงออกมาเรียกร้องความยุติธรรม ออกมาเรียกร้องชีวิตของเขา ผมจำได้แค่นี้เพราะที่บ้านผมบอกมาแบบนี้

 

แล้วครูก็พูดยาวเลย แล้วผมก็เถียงกับครูคนนั้น ครูวิชาสังคม แกสอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผมก็เถียงไปเรื่อย ๆ จนเพื่อนข้าง ๆ สะกิด ไอ้หนุนพอ ยกมือเป็นเสื้อเหลืองเถอะ จะได้ไม่ต้องเถียง แล้วครูก็หันไป บอกว่าไหน ไอ้นี่เสื้อแดง แล้วใครเสื้อเหลืองบ้างยกมือหน่อย ทุกคนในห้องยกมือว่าเป็นเสื้อเหลือง ผมถาม ทำไม? เพราะครูจะได้ไม่ด่าพวกเรา นั่นคือบริบทของช่วงเวลานั้น แต่ตอนสมัยปี 2553 เรื่องมาจนถึงปี 2557 ตอน กปปส. ผมก็โดนอีกรอบหนึ่ง มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บจี๊ด แล้วตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมเรา? เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองเรา? จนผมได้ออกมาเรียกร้องเองและเข้าใจเองว่าสังคมเรามันวิปริตยังไง!!!

 

สังคมไทยเราเหนือคณานับ เรามองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดก็คืออย่าลืมคนที่ต่อสู้อยู่แม้ว่าเขาจะจากไปแล้วหรือยังสู้อยู่ข้างใน ทุกคนเห็นกำแพงนี้มั้ยครับ ในกำแพงที่สูงเท่านี้ ผมอยู่ร่วมชายคากับคน นักสู้ ไม่ว่าจะเป็นพี่อานนท์ พี่ก้อง พี่แม็กซ์ หลาย ๆ คนที่เป็นนักสู้ หรือแม้แต่นักสู้เสื้อแดงที่เข้าไปในช่วงเวลาที่ผมอยู่ หรือแม้แต่เพื่อนคนเวียดนามที่เพิ่งถูกส่งตัวกลับไปเวียดนามแล้วจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ คนเหล่านี้เป็นคนที่ใช้สิทธิเพื่อเสรีภาพ ชื่อในอุดมการณ์ของตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ตัวเองสู้ และทำตามความฝันของตัวเอง แต่รัฐไทยกลับจองจำพวกเขา แต่รัฐไทยกลับจองจำผม

 

นี่คือความสูงที่ผมมองอยู่ทุกวันเพื่อให้เห็นท้องฟ้าภายใต้กำแพงสูงหนาที่ชื่อว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นี่คือวิวทุกวันที่ผมมองเห็น นี่คือสิ่งที่รัฐไทยมองให้กับคนที่คิดต่าง ในช่วงเวลาผมเขามองกำแพงให้ ในช่วงเวลาปี  2553 เขามอบกระสุนให้ อย่าลืม!!!

 

และขอบคุณที่พี่วิโรจน์ที่พูดถึงเรื่องของการที่คดีเหล่านี้จะไม่มีอายุความสำหรับข้าราชการที่กระทำความผิด ที่ใช้กระสุนปืนที่มาจากภาษีประชาชน ยิงใส่ประชาชน ห้ำหั่นประชาชน มองเขาว่าเป็นศัตรูของชาติ ขอบคุณพี่บัส ขอบคุณพี่แมวที่พูดถึงเรื่องชีวิตคนคนหนึ่งที่สูญเสียไป พูดตรง ๆ ผมไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมเสื้อแดง ผมทันแค่การชุมนุมของพวกผม และผมทันสำหรับประวัติศาสตร์การเมืองในปัจจุบันเพียงเท่านั้น ที่ผมเข้าร่วมวันนี้เพื่อจะได้ซึมซับในสิ่งที่ขาดหายไป พีเรียดการเมืองช่วงนี้คือผมยังเด็ก และในวันนี้ผมก็ได้เข้าใจ ในวันนี้เมื่อหลายปีที่แล้วผมก็เคยมาพูด


สิ่งที่สรุปเลยก็คือ อีก 4 ปี เรามาสู้กันต่อ อีกฮึบเดียว หวังว่าคนเสื้อแดงจะได้ความยุติธรรมครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

พรรคธรรมปณิธาน มธ. : เราพร้อมแล้วที่จะสานต่อจิตวิญญาณของผู้วายชนม์ ที่อยากให้ประเทศของเรานี้ดีขึ้นกว่านี้

 


พรรคธรรมปณิธาน มธ. : เราพร้อมแล้วที่จะสานต่อจิตวิญญาณของผู้วายชนม์ ที่อยากให้ประเทศของเรานี้ดีขึ้นกว่านี้


คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


เป็นเวลา 16 ปีแล้วที่เราได้มารำลึกถึงการเสียชีวิตของวีรชนของเรา จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมอีกครั้งหนึ่งในการเมืองไทย เป็นเวลา 16 ปีแล้วที่รัฐเข่นฆ่าประชาชน เพียงเพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นมีจิตวิญญาณแห่งเสรีชน และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศเราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากความตายของผู้ที่เพียงเรียกร้องสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด ก็คืออยากจะทำให้ประเทศนี้เท่าเทียมขึ้น อยากทำให้ประเทศนี้มีสิทธิเสรี และอยากทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นก็เท่านั้นเอง

 

ถามว่าพวกเขาเป็นสิ่งแปลกปลอมในสังคมของเราเหรอครับ? การต่อสู้ของพวกเขาเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงและเป็นสิ่งที่แปลกมากไหม? มีคนเคยพูดนะครับว่าเมื่องสังคมเรามันสุดขั้วไปทางหนึ่ง ความปกติดันกลายเป็นความสุดโต่งก็ได้ ซึ่งจริง ๆ การเรียกร้องของพวกเขาเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก ไม่ใช่ความสุดโต่งเลยนะครับ

 

อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวว่า มนุษย์ของเรานี้เมื่อถูกกดขี่เบียดเบียนก็ต้องการที่จะหลุดพ้น ใช่หรือไม่? ผมก็ตอบว่า ใช่ครับอาจารย์ และนี่คือจิตวิญญาณของเสรีชนที่ไม่ได้เรียกร้องเพียงสิ่งที่จะมีประโยชน์กับตัวเอง แต่เรียกร้องให้กับคนรุ่นหลังต่อไป เป็นสิ่งที่คนตั้งคำถามว่า การเรียกร้องเหล่านี้ การตายของผู้คนเหล่านี้สูญเปล่าหรือไม่?

 

เป็นปีที่ 16 แล้ว ที่เราได้มารำลึกถึงการเสียสละของวีรชนทั้งหลายเหล่านี้ แต่ถามว่าประเทศไทยเราเดินหน้าไปถึงไหน? ก็อาจจะตอบว่าประเทศเรานั้นไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ประเทศเรานั้นยังคงย่ำอยู่ในวังวนและวงจรอุบาทว์เดิม ๆ และเราถามตัวเองว่าถ้าอย่างงั้นแล้วการเสียสละชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาคนอื่น ๆ ในเหตุการณ์อื่น ๆ เอง ความตายของพวกเขานั้นสูญเปล่าหรือไม่? แน่นอนครับผมยืนยันว่า ไม่!!! เพราะพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่คือเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ความตายของพวกเขาได้ส่งมาแล้วซึ่งจิตวิญญาณและภารกิจที่ส่งต่อมาให้กับคนที่เป็นอยู่อย่างพวกเรา

 

ในปัจจุบันครับ เยาวชนเอง หรือคนรุ่นใหม่เองเริ่มตระหนักรู้แล้ว เริ่มเห็นซึ่งความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ แล้วใครกันที่ยังกดขี่ประชาชนในประเทศนี้อยู่ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่อาจจะยังไม่ได้สนใจ อาจจะยังไม่รู้สึกว่าเกี่ยวอะไรกับเรา ใช้ชีวิตของเราไปซิ มีความสุขของเราไปซิ แต่ทุกท่านครับ อย่าลืมว่ายังมีคนที่เราไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อ ยังมีคนที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำอาชีพอะไร เขาชื่ออะไร เขามาจากที่ไหน แต่พวกเขานั้นได้ตายเพื่ออนาคตของพวกเราแล้วครับ

 

เพราะฉะนั้นเอง ในฐานะตัวแทนของเยาวชน/นักศึกษา อยากจะขอส่งเสริม อยากจะขอชวนเชิญให้เพื่อน ๆ ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ขอให้ทุกคนตระหนักได้ว่า มีคนอีกมากมายที่ได้สละตนเองเพื่อชีวิตของพวกคุณ เพื่ออนาคตของคุณและลูกหลานของคุณ และในวันนี้พวกเขาได้มารวมตัวกันเพื่อระลึกถึงคนเหล่านั้น และคนที่ยืนอยู่ตรงนี้พร้อมแล้วที่จะสานต่อจิตวิญญาณของผู้วายชนม์ นี่เป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ยังไม่สำเร็จ เป็นภารกิจที่ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นภารกิจที่ไม่ได้สุดโต่ง และเป็นภารกิจที่เรียบง่ายว่า อยากให้ประเทศของเรานี้ดีขึ้นกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง


สว.สุนทร พฤกษพิพัฒน์ : คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม

 


สว.สุนทร พฤกษพิพัฒน์ : คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


จริง ๆ ผมก็ตั้งใจมาร่วมงานไว้อาลัยให้กับวีรชนนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ธิดา คุณหมอเหวง และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ที่ต่อเนื่องยาวนาน สู้ต่อไปนะครับ 


ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์โดยตลอด ผมก็เห็นหลาย ๆ ท่านในที่นี้อยู่ในเหตุการณ์ ในม็อบไม่มีใครรู้จักสุนทร รู้จักแต่แมวอ้วน ๆ ก็เห็นทุกเหตุการณ์และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นมาอีก ดีใจที่ยังเห็นหลาย ๆ ท่านที่อยู่ในเหตุการณ์และได้มาร่วมทวงคืนความยุติธรรมต่อ ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งโกรธแค้นมากตั้งแต่วันนั้นและต้องการทวงคืนความยุติธรรม


หลายท่านพูดไปหมดแล้ว ผมก็อยากจะฝากแค่ว่า เราตื่นขึ้นมาทุกวัน เราต้องมีความหวังที่จะทวงคืนความยุติธรรม มีความหวังที่จะทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น ไม่ว่าจะ 4 ปี หรือ 40 ปี เราต้องตามทวงคืนความยุติธรรม หลาย ๆ ท่านมีบุตรหลาน ท่านก็ถ่ายทอดให้เขาเข้าใจว่ามันคืออะไร ที่เกาหลี เหตุการณ์ผ่านไป 40 ปี ประธานาธิบดีคนที่สั่งฆ่าประชาชนก็ถูกลากมาลงโทษได้


ผมก็อยากจะหวังว่าประเทศไทยเรามันจะมีวันนั้น เพราะว่าไม่ว่ามันจะสูงใหญ่แค่ไหน วันหนึ่งมันต้องล้มลง จะล้มลงในโลกเลย หรือว่าจะล้มลงมาถูกตัดสินทวงคืนความยุติธรรม มันต้องมีแน่นอน เพราะฉะนั้นอยากให้พวกเราทุกคนตื่นขึ้นมามีความหวัง ปัจจุบันผมเป็น สว. บางทีตื่นขึ้นมามันเหนื่อยมากเลย แต่ผมก็มีความหวังทุกวัน ว่าเราเป็นเสียงข้างน้อย เราก็มีความหวังที่จะขึ้นมาต่อสู้


ฝากทุก ๆ คนว่ามีความหวัง ยิ่งอายุน้อย ๆ ต้องสู้ต่อไป ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกันวันนี้ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

‘รอมฎอน - กิตติพงษ์’ สส. พรรคประชาชนโต้แม่ทัพภาค 4 เหตุลอบสังหารผู้แทนราษฎรทำให้ประชาชนไม่ปลอดภัย ยิ่งเจอคำพูดที่ว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ยิ่งตอกย้ำให้ชาวบ้านหวาดกลัว



‘รอมฎอน - กิตติพงษ์’ สส. พรรคประชาชนโต้แม่ทัพภาค 4 เหตุลอบสังหารผู้แทนราษฎรทำให้ประชาชนไม่ปลอดภัย ยิ่งเจอคำพูดที่ว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ยิ่งตอกย้ำให้ชาวบ้านหวาดกลัว


วันที่ 13 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ และกิตติพงษ์​ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยกับวาทะของแม่ทัพภาคที่ 4 หลังถูกผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์กรณีเหตุลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวใช่หรือไม่ โดยแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พร้อมตอบคำถามดังกล่าวว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”


โดยรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า นี่ถือเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกแม่ทัพภาคที่ 4 หรืออีกหมวกหนึ่งคือ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. เปิดเผยต่อสื่อมวลชนกรณีเหตุการณ์ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา 


รอมฎอนกล่าวว่า โดยปรากฎข้อเท็จจริงของคดีว่ามีส่วนเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. และกองทัพหลายคน รวมไปถึงยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุซึ่งเป็นรถยนต์ของ กอ.รมน.  แต่ในระหว่างที่ไล่เรียงเนื้อหาในการแถลงนั้น ท่านขอตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบปิดไมค์ ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการแถลงข่าวครั้งนี้ไป ท่านพูดว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ฟังด้วยใจเป็นธรรม รูปประโยคนั้นเหมือนจะเป็นการปฏิเสธว่ากองทัพเข้าไปมีส่วนในเหตุสังหาร ซึ่งถ้าพูดตรง ๆ ก็พอจะเข้าใจได้


ประโยคนี้ ทำให้สาระสำคัญของการแถลงข่าวทั้งหมดแทบจะไม่มีความหมายอะไร ที่จริงแล้ว มีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ อยู่พอสมควร แต่ต้องบอกว่าคนอยากจะฟังและเห็นการเปิดปากครั้งแรกของผู้นำหน่วย กอ.รมน. มากกว่า ด้วยเหตุนี้ น้ำเสียง ท่วงทำนอง และภาษากาย จึงสำคัญมาก การจงใจปิดไมค์เพื่อพูดประโยคสำคัญนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะอาจสะท้อนจุดยืนและความคิดของผู้นำได้ดีกว่าถ้อยแถลงที่เป็นทางการตอนเปิดไมค์


รอมฎอนกล่าวว่า คำพูดที่สะท้อนวิธีคิดเช่นนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่าการใช้กำลังที่ไม่ปล่อยให้รอดนั้นใช่วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมในการแก้ไข “ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือไม่? แนวทางเช่นนี้ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาของท่านหรือไม่? ท่าน ผบ.ทบ.ซี่งเลือกท่านข้ามภาคจากแนวปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มานั่งคุมทัพภาคใต้เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบในวิธีคิดและวิธีการเช่นนี้ด้วยหรือไม่? ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน รับรู้และเห็นชอบกับแนวทางเช่นนี้ด้วยหรือเปล่า?


ในคำแถลงความคืบหน้ากรณีลอบสังหารผู้แทนราษฎรแล้วมีคำพูดแบบนี้ออกมานั้น สะท้อนความไม่เข้าใจต่อสถานการณ์และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอย่างถึงราก ตนอยากเห็นท่านนายกฯ และ ผบ.ทบ. ในฐานะ ผอ.รมน. และรอง ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง ได้พิจารณาทบทวนการทำหน้าที่และบทบาทของท่านแม่ทัพนรธิปโดยด่วน เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าคำพูดปิดไมค์ที่ท้าทายในวันนี้ก็คือคำถามที่ตามมาว่าตกลงแล้ว กอ.รมน. ภาค 4 สน. ภายใต้การบังคับบัญชาของท่านแม่ทัพ มีปฏิบัติการที่ ไม่ปล่อยให้รอด ไปแล้วด้วยหรือไม่? มีไปแล้วกี่กรณี? ในอนาคต แนวทางที่เป็นส่วนตัวเช่นนี้ จะกลายเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้วยหรือไม่?


ขณะที่ กิตติพงษ์​ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด” คือถ้อยคำที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ เมื่อออกมาจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่


โดยนัยยะของการสื่อสาร พล.ท. นรธิป อาจต้องการสื่อว่า กอ.รมน. ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารดังกล่าว เพราะหาก กอ.รมน. เป็นคนสั่งการ สส. กมลศักดิ์ จะไม่รอดจากเหตุการณ์


การพูดในท่วงทำนองนี้ ไม่เพียงไม่ช่วยให้ กอ.รมน. พ้นจากการถูกตั้งคำถามจากสังคมได้แล้ว เพราะไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริง จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานข่าวและการเปิดเผยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น ทั้งในเรื่องรถที่ใช้ในการก่อเหตุ และตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. แต่ยังทำให้สังคมมีความกังขาต่อทั้งตัว พล.ท. นรธิป และ กอ.รมน. มากขึ้น เนื่องด้วยคำพูดของ พล.ท. นรธิป อาจถูกตีความได้ว่าไม่สอดคล้องกับหลักการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หรือกระทั่งถูกตีความไปได้ว่า กอ.รมน. จะทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมายภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง


ซึ่งโดยหลักการแล้ว กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ การปฏิบัติการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ (rule of law) และตรวจสอบได้ (accountability) อย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) และการผูกพันของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การสื่อสารของผู้บังคับบัญชาระดับสูง จึงต้องไม่เปิดช่องให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐสามารถใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายได้


เฉพาะเหตุการณ์การลอบสังหารผู้แทนราษฎร ซึ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่ปลอดภัย และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อมีคำพูดเช่นนี้จากผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ยิ่งทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากยิ่งขึ้น


สิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กอ.รมน. ในตอนนี้คือ การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความยุติธรรม เพื่อเร่งรัดหาตัวผู้กระทำผิดมาดดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นจะมีตำแหน่งใน กอ.รมน. หรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนใน กอ.รมน. เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และเพื่อลดทอนข้อกังวลของสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาการลอยนวลพ้นผิด ที่ประชาชนมีต่อกองทัพ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ไปจนถึงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองต่าง ๆ


หากจะตั้งคำถามไปให้ไกลกว่าคดีที่เกิดขึ้น จึงเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทัศนคติในลักษณะนี้ มีส่วนต่อการที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี หรือไม่ แม้จะมีการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างต่อเนื่องและมหาศาล และทัศนคติดังกล่าว ก็ช่างห่างไกลจากหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ กอ.รมน. มักอ้างว่า ใช้เป็นหลักการสำคัญในการทำงานของหน่วยงาน


สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะกรณี แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวม การทบทวนในเชิงโครงสร้างจึงมีความจำเป็น ทั้งในด้านการเสริมกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากสายการบังคับบัญชาทางทหาร เช่น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีตัวแทนจากภาคพลเรือน การรายงานความคืบหน้าคดีต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับกระบวนการทำงานให้เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง


วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569

หาดใหญ่ยังเหงา เงียบกว่าเก่า ไม่คึกคักเหมือนเคย ‘ลิซ่า ภคมน’ แท็กทีม สส. เยี่ยมเยือนชาวใต้, ส่วน ‘ต้น วีระยุทธ’ พร้อมด้วย ‘ไอซ์ รักชนก’ นำทัพ สส. ให้กำลังใจและร่วมรดน้ำดำหัวพี่น้องชาวอีสานช่วงสงกรานต์

 


หาดใหญ่ยังเหงา เงียบกว่าเก่า ไม่คึกคักเหมือนเคย ‘ลิซ่า ภคมน’ แท็กทีม สส. เยี่ยมเยือนชาวใต้, ส่วน ‘ต้น วีระยุทธ’ พร้อมด้วย ‘ไอซ์ รักชนก’ นำทัพ สส. ให้กำลังใจและร่วมรดน้ำดำหัวพี่น้องชาวอีสานช่วงสงกรานต์


วันที่ 13 เมษายน 2569 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่ พร้อมติดตามสถานการณ์การเยียวยาประชาชน และความคืบหน้าล่าสุดในการฟื้นฟูเมืองหลังเหตุอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา


โดยภคมนได้พบปะพูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมสำรวจบรรยากาศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในบริเวณเมืองหาดใหญ่ พบว่าบรรยากาศการค้าขายยังไม่กลับมาคึกคักเมื่อเทียบกับสงกรานต์ปีที่แล้ว แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการฟื้นฟูเมืองไปบ้างแล้วแต่เนื่องจากมีผู้ประกอบการหลายรายที่ต้องยุติกิจการไป อีกทั้งบวกกับมีวิกฤติจากราคาน้ำมัน จึงทำให้เมืองบางส่วนเงียบเหงากว่าปกติ


ด้านวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อ, อานันท์ อมรินทร์ สส. จังหวัดอุดรธานี และ โตโต้ ปิยะรัฐ จงเทพ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมสงกรานต์ที่ภาคอีสาน จังหวัดอุดรธานี มีประชาชนเข้ามาทักทายและให้การต้อนรับอบอุ่น 


โดยวีระยุทธพร้อมด้วย สส. และทีมงานพรรคประชาชน ได้ร่วมพิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุที่ชุมชนบ้านผาสุก ตามด้วยสรงน้ำพระที่วัดทิพย์รัฐนิมิตร ก่อนจะเดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองจังหวัดอุดรธานี แล้วจึงเดินทางต่อไปยังจังหวัดขอนแก่น จากนั้นจึงเดินทางไปยังถนนข้าวเหนียว ร่วมกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์กับพี่น้องประชาชนบริเวณแยกถนนหน้าเมือง จังหวัดขอนแก่น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน





























“พริษฐ์-ศุภโชติ” ร่วมติดตามสถานการณ์กรณี “เถ้าลอย” ปนเปื้อน จ.น่าน จี้รัฐเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างเป็นอิสระ พร้อมเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR โดยด่วน

 


“พริษฐ์-ศุภโชติ” ร่วมติดตามสถานการณ์กรณี “เถ้าลอย” ปนเปื้อน จ.น่าน จี้รัฐเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างเป็นอิสระ พร้อมเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR โดยด่วน


วันที่ 13 เมษายน 2569 ที่ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, เชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 พรรคประชาชน และ เจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 พรรคประชาชน ร่วมสำรวจปัญหาจากกรณีรถบรรทุกนำเข้าเถ้าลอย (Fly Ash) จากโรงไฟฟ้าหงสาในประเทศลาว เกิดเหตุพลิกคว่ำเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 จนส่งผลให้เถ้าลอยปนเปื้อนในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนในหลายอำเภอของ จ.น่าน


พริษฐ์ระบุว่าเหตุการณ์นี้ได้สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งทราบเป็นครั้งแรกว่ามีการขนส่งเถ้าลอยผ่านเส้นทางดังกล่าว จนประชาชนในพื้นที่เกิดความกังวลว่าอุบัติเหตุดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาวะ จากการสูดดมฝุ่นมลพิษและการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ


แม้หลังเกิดเหตุการณ์ ทางบริษัทเอกชนที่เป็นฝ่ายรับซื้อเถ้าลอยจะได้มีการดำเนินการตรวจสอบคุณภาพอากาศและดินไปในเบื้องต้นแล้ว และระบุว่าสารปนเปื้อนยังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงมีความกังวลต่อเนื่อง และได้พยายามรวบรวมข้อมูลเพื่อร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต่อพรรคประชาชนในวันนี้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนเห็นว่ามาตรการต่อไปนี้มีความจำเป็นต่อการช่วยเหลือเยียวยาและสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนเฉพาะหน้า รวมถึงหาทางออกต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชนในอนาคต


1) กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการให้มีการตรวจสอบคุณภาพอากาศ ดิน และน้ำ อย่างละเอียด ว่ามีมลพิษหรือสารปนเปื้อนที่อันตรายต่อประชาชนหรือไม่ โดยต้องเป็นการดำเนินการโดยรัฐหรือผู้ตรวจอิสระ ไม่อิงกับเพียงผลการตรวจสอบของบริษัทเอกชนที่เป็นฝ่ายรับซื้อเถ้าลอยเพียงฝ่ายเดียว และควรตรวจสอบให้กว้างและลึกขึ้น โดยครอบคลุมทั้งการตรวจสอบคุณภาพอากาศ ดินและน้ำ การตรวจสอบสารปนเปื้อนในพืชผลทางการเกษตรและสัตว์ในน้ำ และการตรวจสอบสุขภาพของกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบไปแล้ว


2) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับปรุงทางโค้งบริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน เช่น การเพิ่มป้ายเตือน หรือการติดตั้งกล้องตรวจจับ เนื่องจากเป็นทางโค้งที่ชันและคดเคี้ยว ซึ่งเกิดอุบัติเหตุและมีการฝ่าฝืนกฎจราจรอยู่บ่อยครั้ง


3) คณะรัฐมนตรีและสภาควรเร่งผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาสสะอาด และ พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) เพื่อให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งมลพิษที่มีการผลิต การปล่อย และการเคลื่อนย้ายในประเทศ 


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว พรรคประชาชนได้เคยเสนอเข้าสภาและ สส. ทุกฝ่ายได้ร่วมกันผลักดันไปพอสมควรแล้วในสภาชุดที่แล้ว โดยตอนนี้ค้างอยู่ในสภาและรอว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติยืนยันให้มีการหยิบมาพิจารณาต่อหรือไม่ ซึ่งตามกรอบเวลาต้องดำเนินการภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชนจะใช้กลไกสภาอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนทุกคน รวมถึงประชาชนใน จ.น่านที่กำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งเรื่องฝุ่น pm 2.5 และเรื่องเถ้าลอยที่เกิดขึ้นล่าสุดในเวลานี้ 


นอกจากสำรวจปัญหาเถ้าลอยแล้ว ทาง สส. พรรคประชาชนได้เดินทางไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์กับประชาชนในอำเภอต่างๆ ทั่วจังหวัดน่าน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน