วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569

พรรคประชาชนรับหนังสือเครือข่ายแรงงาน-ภาคประชาสังคม คัดค้านแก้กฎหมาย 4 องค์กรรับเงินภาษีบาป หวั่นกระทบสิทธิกลุ่มเปราะบาง-จำกัดเสรีภาพสื่อ

 


พรรคประชาชนรับหนังสือเครือข่ายแรงงาน-ภาคประชาสังคม คัดค้านแก้กฎหมาย 4 องค์กรรับเงินภาษีบาป หวั่นกระทบสิทธิกลุ่มเปราะบาง-จำกัดเสรีภาพสื่อ


วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย ณัฐยา บุญภักดี, เอกภพ สิทธิวรรณธนะ, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์, และภัณฑิล น่วมเจิม เป็นตัวแทนหัวหน้าพรรครับหนังสือจากกลุ่มภาคประชาสังคม ได้แก่ ภาคีเครือข่ายแรงงานในระบบ นอกระบบ/แพลตฟอร์ม เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายนักวิชาการด้านสิทธิแรงงาน เพื่อคัดค้านร่างกฎหมาย 4 ฉบับของพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอแก้ไขแหล่งเงินทุนของ 4 องค์กร คือ ไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ


ตัวแทนเครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมกล่าวว่า การเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับดังกล่าวทำให้ภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากว่าจะส่งผลกระทบต่อการนำภาษีที่เคยจัดสรรให้หน่วยงานที่ทำงานด้านสุขภาพและสื่อสาธารณะ รวมถึงการช่วยเหลือพัฒนาคนพิการและการกีฬา กลับไปสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินส่วนกลาง ซึ่งจะทำให้การทำงานด้านสุขภาพและการเผยแพร่สื่อสาธารณะที่เป็นอิสระถูกจำกัด ส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนในวงกว้าง


ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมจึงขอยื่นข้อเสนอต่อพรรคประชาชน 4 ข้อ ได้แก่


1. ขอให้พรรคประชาชนแสดงจุดยืนในการคัดค้านร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ


2. ในการปฏิรูปโครงสร้างของทั้ง 4 องค์กร ขอให้สภาฯ ใช้กลไกการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคมและเครือข่ายแรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและความโปร่งใส โดยไม่ลดทอนความเป็นอิสระ


3. ขอให้พิจารณาเน้นความสำคัญเชิงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแรงงานหญิง แรงงานนอกระบบ แรงงานที่มีรายได้น้อย และครอบครัว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการมาตรฐานการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง


4. ขอให้หัวหน้าพรรคประชาชนและสมาชิกพรรคพิจารณาอย่างเร่งด่วนในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคง ทั้งในสถานประกอบการ แรงงานนอกระบบ และแรงงานที่มีปัญหาสถานะบุคคล จากร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ และหวังว่าพรรคประชาชนจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างถึงที่สุด


ตัวแทนเครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมระบุเพิ่มเติมว่า ในฐานะองค์กรที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ มองว่ากฎหมาย 4 ฉบับนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เปลี่ยนไป แต่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ ความเป็นอิสระ และการรวมกลุ่มของประชาชนผ่านกองทุนต่างๆ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง จึงขอให้พรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้านใช้กลไกสภาฯ ในการตรวจสอบร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับอย่างเข้มข้น และขอให้นายกรัฐมนตรี รวมถึงพรรคการเมืองต่างๆ ไม่รับรองร่างกฎหมายเหล่านี้


ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาคระบุว่า กฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้จะมาลิดรอนสิทธิของคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ทั้งเรื่องสุขภาพ สวัสดิการ และการสื่อสารที่เป็นธรรม ปัจจุบันการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐมีความยากลำบากอยู่แล้ว การดึงงบประมาณกลับไปไว้ส่วนกลางเท่ากับการรวบอำนาจและทำให้สังคมถอยหลังกลับไปสู่ยุครัฐสงเคราะห์ จึงขอให้พรรคประชาชนช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว


ด้าน ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนรับหนังสือ กล่าวว่า ในนามของพรรคประชาชน ทางพรรคจะรับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาและปรึกษาหารือกันในพรรคอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับครั้งนี้มีผู้แสดงความเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระทบต่อสังคมในวงกว้าง พรรคประชาชนตระหนักดีว่ากระบวนการทางกฎหมายต้องมีความรอบคอบและคุ้มครองสิทธิของกลุ่มเปราะบาง โดยจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกันในพรรคเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มที่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เครือข่ายสลัม4ภาค #WeFair
















ปชน. รับหนังสือสมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เรียกร้องปฏิรูป สสส. ยกเลิกจัดเก็บภาษีบาป 2% เข้ากองทุนโดยตรง ‘เท่าพิภพ’ ชี้ กมธ.กองทุนฯ จ่อเรียกตัวแทนทุกฝ่ายร่วมหารือ

 


ปชน. รับหนังสือสมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เรียกร้องปฏิรูป สสส. ยกเลิกจัดเก็บภาษีบาป 2% เข้ากองทุนโดยตรง ‘เท่าพิภพ’ ชี้ กมธ.กองทุนฯ จ่อเรียกตัวแทนทุกฝ่ายร่วมหารือ


เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 สมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABF) ได้เดินทางมายังอาคารอนาคตใหม่ เขตบางกะปิ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อพรรคประชาชนเกี่ยวกับแนวทางการจัดเก็บภาษีและการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


การยื่นหนังสือในครั้งนี้ สมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการ ได้เสนอข้อเรียกร้องหลัก คือการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต 2% ที่ส่งตรงเข้ากองทุน สสส. โดยผู้ประกอบการยืนยันว่ายินดีที่จะจ่ายภาษีในส่วนนี้เพิ่มเข้าไปในภาษีสรรพสามิตตามปกติ เพื่อให้นำเงินไปใช้งานผ่านระบบงบประมาณแผ่นดิน และเปิดโอกาสให้รัฐสภาสามารถเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสได้อย่างเหมาะสม


ด้าน เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพฯ เขต 33 พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนรับยื่นหนังสือ ระบุว่า ทางพรรคเข้าใจถึงข้อห่วงใยของผู้ประกอบการ ซึ่งข้อเรียกร้องเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบงบประมาณนั้นตรงกับแนวทางของพรรคประชาชนอยู่แล้ว โดยพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนและผลักดันให้กองทุน สสส. มีการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อสร้างความโปร่งใส


เท่าพิภพกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังจากนี้ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน ได้บรรจุวาระเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาไว้แล้ว โดยจะเชิญตัวแทนจากทุกฝ่าย ทั้ง สสส., ภาคประชาสังคม และกลุ่มผู้ประกอบการสุรา เข้ามาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อใช้กลไกของสภาฯ ในการประสานความเห็นต่างและหาข้อสรุปร่วมกันอย่างเป็นธรรมต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สมาพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย #สสส

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569

10 เครือข่ายภาคประชาสังคมยื่นภูมิใจไทยเรียกร้อง ‘อนุทิน’ ถอนร่างกฎหมาย 4 กองทุน ออกจากรัฐสภาทันที หลังผลรับฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย”


10 เครือข่ายภาคประชาสังคมยื่นภูมิใจไทยเรียกร้อง ‘อนุทิน’ ถอนร่างกฎหมาย 4 กองทุน ออกจากรัฐสภาทันที หลังผลรับฟังความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย”


วันนี้ (20 ตุลาคม 2569) เวลา 10.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน 10 เครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรนวัตกรรมสังคม ด้านเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ครอบครัว ผู้สูงอายุ สิทธิแรงงาน และสื่อมวลชน ร่วมกับประชาชนกว่า 3,000 รายชื่อ เข้ายื่นหนังสือถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย เรียกร้อง “ถอดร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับออกจากรัฐสภาทันที” ขอให้ถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส), ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ภายหลังผลการรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 30 ก.ย. - 14 ต.ค. 2569 พบว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย


เครือข่ายระบุว่า ผลรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบสารสนเทศของรัฐสภาสะท้อนเสียงคัดค้านจากประชาชน โดยร่างแก้ไขกฎหมาย สสส. มีผู้ไม่เห็นด้วย 89.47% จากผู้แสดงความคิดเห็น 85,734 คน ร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส 72.42% จาก 124,593 คน ร่างแก้ไขกฎหมายผู้สูงอายุ 73.12% จาก 17,339 คน และร่างแก้ไขกฎหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย 67.88% จาก 15,552 คน


เครือข่ายระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลอ้างเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลังในการดึงงบประมาณเกือบ 14,000 ล้านบาทกลับเข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน แต่ยังไม่มีการแสดงผลประเมินผลกระทบเชิงประจักษ์ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการคลังได้อย่างไร พร้อมตั้งข้อกังวลว่าการยกเลิกเงินบำรุงกองทุนจากสุราและยาสูบ โดยอาศัยการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตมาทดแทน อาจไม่มีหลักประกันว่าจะดำเนินการได้จริง และเสี่ยงลดภาระภาษีให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจแอลกอฮอล์และยาสูบ


เครือข่ายเห็นว่า เงินกองทุนทั้ง 4 แห่งเป็นภาษีที่จัดเก็บเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ใช้สนับสนุนงานด้านสุขภาพ สื่อสาธารณะ ผู้สูงอายุ และการกีฬา การนำเงินกลับเข้าสู่งบประมาณรายปีอาจทำให้การจัดสรรงบประมาณขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองมากขึ้น และกระทบต่อความเป็นอิสระของหน่วยงาน โดยระบุว่าทั้ง 4 หน่วยงานมีกลไกกำกับดูแลและตรวจสอบอยู่แล้ว รวมถึงการตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมีข้อเรียกร้องและทางออกเชิงนโยบาย มีดังนี้


1. ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกจากรัฐสภาทันที เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุลและพรรคภูมิใจไทย แสดงความกล้าหาญทางการเมืองด้วยการเคารพผล Public Hearing และถอน ร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกจากระเบียบวาระทางนิติบัญญัติโดยไม่มีเงื่อนไข


2. เปิดพื้นที่สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อการปฏิรูปอย่างมีส่วนร่วม หากมีเจตนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสจริง ขอให้ใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการปฏิรูปและการมีส่วนร่วมของกองทุนและองค์กรสาธารณะ” โดยดึงตัวแทนทุกพรรคการเมือง ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาร่วมกันออกแบบการพัฒนา โดยยึดหลักความเป็นอิสระและตอบสนองประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง


บรรยากาศการยื่นหนังสือเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 10.30 น. โดยตัวแทนแต่ละเครือข่ายทยอยปราศรัยสะท้อนปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ก่อนร่วมอ่านแถลงการณ์และยื่นหนังสือต่อพรรคภูมิใจไทย โดยมีนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นตัวแทนรับหนังสือ


ทั้งนี้ 10 เครือข่ายที่ร่วมลงนามในหนังสือ ได้แก่ เครือข่ายองค์กรนวัตกรรมสังคม เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ และครอบครัว เครือข่ายคนทำงานเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว เครือข่ายคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างนิเวศชุมชน ในการลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ เครือข่ายเด็กเท่ากัน เครือข่ายบ้านย่ายาย เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง เครือข่ายอดีตนักข่าวไทยพีบีเอส เครือข่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก และเครือข่ายพลเมืองสร้างสุขสังคมสูงวัย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ภูมิใจไทย #ถอนร่างกฎหมายกองทุน



























วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569

'เทวฤทธิ์' ยื่นหนังสือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เร่งออกมาตรการคุ้มครองสิทธิผูู้ต้องขังเช่น บริหารโทษ แยกคุมขัง ประกันตัว ฯลฯ กับนักโทษคดีม.112 - คดีการเมืองอื่นที่ไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม

 


'เทวฤทธิ์' ยื่นหนังสือคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เร่งออกมาตรการคุ้มครองสิทธิผูู้ต้องขังเช่น บริหารโทษ แยกคุมขัง ประกันตัว ฯลฯ กับนักโทษคดีม.112 - คดีการเมืองอื่นที่ไม่ได้รับสิทธินิรโทษกรรม


วันที่ 19 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี “บัส” เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของวุฒิสภา เข้ายื่นหนังสือถึง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย  ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้เร่งจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขและแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 โดยเสนอให้ครอบคลุมมาตรการส่งเสริมสิทธิในการประกันตัว ชะลอการพิจารณาคดี ใช้สถานที่คุมขังอื่นแทนเรือนจำ พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ จัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการดังกล่าวได้จริง


โดยมีนายโรจน์ วราพรมงคลกุล ผู้อำนวยการกองกฎหมายและระเบียบกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือ


นายเทวฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้นั้นเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ สามารถดำเนินมาตรการอื่นได้ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 6 (4) เพราะมีคนบางกลุ่มได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้ว แต่คนอีกบางกลุ่มที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมก็ควรที่จะได้รับสิทธิตามมาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างสังคมสันติสุขโดยที่ไม่ต้องรออย่างเนิ่นนาน โดยในวันนี้มีตัวแทนผู้รับหนังสือแล้ว แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากขอศึกษารายละเอียดในหนังสือดังกล่าวก่อน


สำหรับหนังสือมีเนื้อหาระบุว่า ขอให้พิจารณาดำเนินการเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดโอกาสให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ตามเป้าหมายของพระราชบัญญัติ โดยมีรายละเอียดดังนี้


“ตามที่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อเป็นกลไกและเครื่องมือในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ และคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของคดีความที่มีรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้เริ่มดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การสั่งจำหน่ายคดีหรืองดการอ่านคำพิพากษาไปแล้วนั้น


อย่างไรก็ดี ในกลุ่มคดีความที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งไม่ได้รับการนิรโทษกรรมโดยผลของกฎหมาย โดยเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงมีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองถูกคุมขังในเรือนจำและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก การคุมขังและลงโทษที่ดำเนินต่อไปท่ามกลางกระบวนการสร้างสันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและจำเลยจนเป็นอุปสรรคสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งของสังคม ด้วยเหตุที่ว่าผู้กระทำผิดโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการกระทำความผิดทั่วไป


แม้บทบัญญัติแห่งกฎหมายจะไม่ได้นิรโทษกรรมให้แก่คดีกลุ่มดังกล่าว แต่ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 6 (4) ได้บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ในการจัดทำ “ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะต้องเสนอแนะมาตรการทางนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการเพื่อบรรเทาปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทว่าในปัจจุบันยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เท่าที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน


ในการนี้ ข้าพเจ้าจึงขอกราบเรียนมายังท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการและแจ้งความคืบหน้าในประเด็นดังต่อไปนี้


1. ขอให้ท่านในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้โปรดติดตาม กำชับ และเร่งรัดให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขดำเนินการตามมาตรา 6 (4) และ (😎 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาลโดยเร็ว พร้อมทั้งขอทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ ตลอดจนแผนงานและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการเสนอแนวทางดังกล่าวต่อสาธารณะ และดำเนินการอื่นใดเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้


2. สืบเนื่องจากการพิจารณาพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ในชั้นวุฒิสภา วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบให้มีข้อสังเกตประกอบพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังปรากฏเป็นข้อความต่อไปนี้ว่า


“ในกระบวนการรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรม หากคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาแล้วพบว่ามีผู้ต้องขังจากการกระทำตามความในมาตรา 7 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือการคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อันจะเป็นมาตรการในการสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้งและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย”


จึงขอให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะตามข้อ 1 โดยกำหนดให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ครอบคลุม 6 ด้าน ดังต่อไปนี้


(1) ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว (การประกันตัว) ให้สอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

(2) การประสานเพื่อกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไว้ชั่วคราว

(3) การบังคับใช้มาตรการคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 หรือมาตรา 89/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(4) การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์และการสร้างเสริมสันติสุข

(5) การจัดแดนคุมขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เพื่อความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติ

(6) การปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามมาตรการข้างต้นได้จริง”


ขณะที่ นายโรจน์ ผอ.กองกฎหมายฯ กล่าวว่าในชั้นนี้ขอรับหนังสือไว้ ในฐานะฝ่ายเลขาฯ จะแจ้งให้ที่ประชุมคณะกรรมการฯได้พิจารณาข้อเสนอที่มีการยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯจะวินิจฉัยให้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาต่อไป


อนึ่ง ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 50 คน แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 20 คน แบ่งเป็นเป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 10 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน ขณะที่ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำอย่างน้อย 30 คน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เทวฤทธิ์มณีฉาย #สร้างเสริมสังคมสันติสุข #มาตรา112 #ผู้ต้องขังการเมือง