ศ.
เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย
เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร
ปราศรัยในงาน
“2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี
ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ณ
สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์
ถนนวิภาวดีรังสิต
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
เมื่อ
31 ตุลาคม 2569
สวัสดีครับ
ผมขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่าน ณ ที่นี้และที่บ้าน ที่ได้ร่วมงานรำลึกถึงลุงนวมทอง
ไพรวัลย์ ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 20 ปี
ของการสละชีพของท่านเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย และเพื่อลบคำสบประมาทของรองโฆษก
คปค. ที่กล่าวว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”
หลังจากที่ท่านพยายามสละชีวิตครั้งแรกด้วยการขับรถแท็กซี่ชนรถถังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 จนต้องเข้ารักษาอาการบาดเจ็บสาหัสที่โรงพยาบาลวชิระ
และแพทย์ให้ไปพักฟื้นที่บ้าน รักษาตัวอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์
ท่านได้อ่านพบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. จนท่านคิดว่าเกิดเป็นคนไทย ฆ่าได้
หยามไม่ได้ ท่านจึงตัดสินใจที่จะสละชีพเพื่ออุดมการณืประชาธิปไตยและลบคำสบประมาทของรองโฆษก
คปค. ดังที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว
ในจดหมายที่ท่านเขียนลาตายไว้
นอกจากท่านได้กล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ แล้ว คำสุดท้ายของท่านยังกล่าวว่า
การตายของท่านเป็นการประท้วงต่อเผด็จการ เราก็คงทราบอยู่แล้วว่า การตายของท่าน
วีรกรรมของท่านที่โดดเด่น เป็นการต่อสู้โดยการสู้กับศัตรูด้วยสันติวิธีขั้นสูงสุด
ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ใช้สันติวิธีขั้นสูงสุด
คือการสละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย
แต่เป็นที่น่าอนาถที่ระบอบการปกครองของประเทศไทย
หรือที่เราเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย
ได้พยายามกลบเกลื่อนจนข่าววีรกรรมของท่านและเจตนารมณ์ของท่านดังที่ท่านได้เขียนบอกไว้ในจดหมายลาตาย
ไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร
เพื่อให้ประชาชนไทยได้ตื่นตัวขึ้นจากระบอบการปกครองที่ถูกมอมเมา
ที่ถูกทำให้ล้างสมองคนไทยของเรา ให้ศรัทธาในสิ่งที่ได้กดขี่บีบคั้นขูดรีดเรามาโดยตลอด
ผิดกับกรณีสละชีพเพื่ออุดมการณ์ เช่นเดียวกันของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ท่านสละชีพเพื่ออุดมการณ์พิทักษ์ป่าและสัตว์ป่า
ซึ่งประสบผลสำเร็จพอสมควร เพราะมันไม่กระทบระบอบอำมาตยาธิปไตยและจอมเผด็จการ
ดังที่เรารู้อยู่แล้วว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่พิลึกที่ลั่นที่สุดในโลกที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน
และก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งสุดท้าย
มีการโยกย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี นายอำเภอและผู้มีอิทธิพลในการเลือกตั้งอื่น
ๆ จำนวนมาก รวมทั้งการใช้เงินมหาศาล ทำให้เราได้วุฒิสภาสีน้ำเงิน
ทำให้เราได้สภาผู้แทนราษฎรสีน้ำเงิน และเกิดรัฐบาลสีน้ำเงิน
และองค์กรอิสระสีน้ำเงิน
จึงอาจเรียกได้ว่าระบอบการปกครองในประเทศไทยในขณะนี้เป็นระบอบสีน้ำเงิน
และเราทั้งหลายคงทราบกันอยู่แล้วว่า
สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของอะไร หมุดคณะราษฎรที่หายไปจากถนนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ปราบกบฎบวรเดชที่วงเวียนหลักสี่
หายไปโดยปราศจากร่องรอย ไม่มีใครสืบสวนสอบสวนหาความจริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ใครสั่ง? ใครทำ? ใครนำไปทำลาย? เป็นต้น
ระบอบเช่นนี้เป็นระบอบที่ทำให้ประเทศไทยของเราไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร
คุณลงนวมทอง
ไพรวัลย์ ได้พยายามสละชีพของท่านเพื่อจุดประกายให้คนไทยตื่นตัวขึ้นเพื่อที่จะทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของเรา
เป็นรูปแบบการปกครองที่คณะราษฎร พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติไว้ในมาตราแรกของธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน
ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ว่า “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย”
สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้เป็นเช่นนั้น ขอบพระคุณครับ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์
























































