วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ครูใหญ่ อรรถพล ถาม : คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดของพ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขคือกลุ่มเสื้อเหลืองที่ยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบิน ใช่ไหม ?

 


ครูใหญ่ อรรถพล ถาม : คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดของพ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขคือกลุ่มเสื้อเหลืองที่ยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบิน ใช่ไหม ?


วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ปทุมธานี ได้มีการเบิกตัว 'แอมป์ ณวรรษ' และ 'ครูใหญ่ อรรถพล' มาสืบพยานคดี ม.112 เหตุปราศรัยหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อปี 64


ครูใหญ่ได้ให้อัพเดทเกี่ยวกับพ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข เลยตอบไปว่า วานนี้ (8 ก.ค.) สภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามวุฒิสภาแก้ไข โดยไม่นิรโทษกรรม 112 ทุกกรณี ไปแล้ว


ครูใหญ่ฟังด้วยใบหน้านิ่งเฉย แล้วฝากข้อความมาบอกว่า


ถาม : คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดของ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข นี้ คือกลุ่มเสื้อเหลืองที่ยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบิน ใช่ไหม ?


เพราะคนเสื้อแดงก็ติดคุกจนออกไปหมดแล้ว กลุ่มราษฎรที่เคลื่อนไหวในช่วงปี 63 ก็ไม่ออกจากคุก เพราะไม่ให้คดีม.112 มีแต่กลุ่มเสื้อเหลือง พันธมิตรฯ และ กปปส.เท่านั้น ที่รอดทั้งคุกและไม่ต้องชดใช้ค่าความเสียหายที่สร้างไว้ให้กับประเทศชาติ 


อรรถพล บัวพัฒน์

9 ก.ค. 69

ศาลจังหวัดธัญบุรี 


สำหรับ ครูใหญ่ อรรถพล ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 พร้อมกับจตุภัทร์ หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนในคดีชุมนุมที่อำเภอภูเขียว และศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวในชั้นฎีกาทั้งสองคน ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากยังมีหมายขังในคดีอื่น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรมประชาชน

‘พริษฐ์’ เปิดหลักฐานฮั้ว สว. เพิ่ม จี้รัฐมนตรียุติธรรม ทำไมสั่งฟ้องแค่ 8 คน ขอคำยืนยันว่า DSI จะไม่ยุติการตรวจสอบ หาก กกต. มีมติเป่าคดีต้นเดือนกันยายนนี้ ชี้กระบวนการยุติธรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากเทาเป็นดำสนิท หากมีการฮั้วกันระหว่าง กกต. DSI และ ฝ่ายการเมือง

 


‘พริษฐ์’ เปิดหลักฐานฮั้ว สว. เพิ่ม จี้รัฐมนตรียุติธรรม ทำไมสั่งฟ้องแค่ 8 คน ขอคำยืนยันว่า DSI จะไม่ยุติการตรวจสอบ หาก กกต. มีมติเป่าคดีต้นเดือนกันยายนนี้ ชี้กระบวนการยุติธรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากเทาเป็นดำสนิท หากมีการฮั้วกันระหว่าง กกต. DSI และ ฝ่ายการเมือง


วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ติดตามความคืบหน้าของ DSI ในคดีพิเศษ 24/2568 หรือ คดีฮั้ว สว. รวมถึงบทบาทของกระทรวงยุติธรรมต่อการดำเนินคดีดังกล่าว 


พริษฐ์กล่าวว่า ความจริงแล้ว คำที่เหมาะสมกว่า ‘ฮั้ว สว.’ อาจจะคือคำว่า ‘โกง สว.’ เพราะข้อกล่าวหาในคดีนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อ ‘ทำโพย’ และ ‘แลกคะแนน’ กันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของการ ‘จ้าง’ คนมาสมัคร ‘จ้าง’ คนมาโหวต เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ


ตนเข้าใจว่าคดีนี้กำลังถูกตรวจสอบผ่าน 2 ช่องทางอย่างคู่ขนาน ช่องทางแรกคือการตรวจสอบโดย กกต. ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่ DSI บางส่วนเข้าไปร่วมด้วยในชั้นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 และช่องทางที่สองคือการตรวจสอบโดย DSI โดยตรง ซึ่งรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ด้วยฐานความผิดเรื่องอั้งยี่-ฟอกเงิน และมีคนของ DSI เคยให้ข้อมูลว่ามีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน


พริษฐ์กล่าวว่า คำถามในรอบแรกจึงเรียบง่าย คือขอให้รัฐมนตรีให้ความชัดเจนกับสภาแห่งนี้ว่า คดีนี้มีรายละเอียดอย่างไร โดยขบวนการโกง สว. ทำกันอย่างไร โกงกันอย่างไร มีเส้นทางการเงินเป็นอย่างไร ใครเป็นคนจ่ายใคร มีการจ่ายทั้งหมดกี่ครั้ง จ่ายเท่าไหร่


คำถามที่สองคือ คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มใช่หรือไม่ แต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมเลวร้ายอะไรบ้าง


คำถามที่สาม คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหา 229 คนใช่หรือไม่ 229 คนมีกี่คนที่เป็น สส. มีกี่คนที่เป็นรัฐมนตรี ชื่ออะไรบ้าง โดยตนอยากให้เอ่ยชื่อชัดๆ จะได้ไม่เป็นรัฐมนตรีโลกลืม เหมือนที่นายกรัฐมนตรีกังวล


คำถามที่สี่ รัฐมนตรีมั่นใจหรือไม่ว่าจะนำเครือข่ายผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้จริง


ตนหวังว่ารัฐมนตรีจะสามารถตอบได้อย่างละเอียด เพราะตนได้ให้คำถามล่วงหน้าไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่รัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้ในวันนั้น และตนหวังว่ารัฐมนตรีจะไม่อ้างว่าตอบไม่ได้เพราะคดียังอยู่ในกระบวนการ เนื่องจากเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ตอนถูกถามเรื่องคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง (FOREX) ที่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ รัฐมนตรีเองยังสามารถตอบรายละเอียดของคดีดังกล่าวได้อย่างละเอียด ขึ้นแผนผังเป็นสไลด์ที่ระบุว่ามีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง และเอ่ยชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน


ดังนั้น พริษฐ์จึงย้ำว่า สำหรับคดีนี้ที่มีการสืบสวนมานาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาบางคนไปแล้ว ขอให้รัฐมนตรีช่วยตอบคำถามสัปดาห์นี้ให้ได้ละเอียดเท่ากับที่ท่านตอบเพื่อนสมาชิก 2 สัปดาห์ก่อนด้วย


รุทธพลกล่าวว่า ในสัปดาห์ที่แล้วตนไม่ได้หนีกระทู้ แต่มีภารกิจสำคัญ และคดีฮั้ว สว. คิดว่ามีหลายกลุ่มได้ดำเนินการ มีการสอบปากคำผู้กล่าวหาหนึ่งปาก มีการสอบพยาน 753 ปาก มีการแจ้งข้อหาผู้ต้องหา 8 คน ในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร สมคบกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลเท่าที่ตนจะรับทราบ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ DSI ที่รับผิดชอบในเรื่องสำนวน หรืออัยการคดีพิเศษ ได้มาชี้แจงรายละเอียดว่าเส้นเงินมีความเกี่ยวพันกันอย่างไร แต่ละกลุ่มมีใครบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลในการสอบสวน นอกจากนี้ ตนขอชี้แจงว่า ในความผิดหลักในส่วนของมูลเหตุแห่งคดี หรือความผิดฐานคดีร่วมกันฟอกเงิน คือความผิดตามมาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกว่าคดีฮั้ว สว. ข้อเท็จจริงนี้อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยังไม่ได้มีมติวินิจฉัยความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด


รุทธพลกล่าวถึงการไม่ตอบกระทู้ว่า เป็นไปตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ในการดำเนินการ นายกรัฐมนตรีและตนไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ ทั้งนี้ ตนสงสัยว่าทำไมพริษฐ์ถึงต้องตั้งเรื่องดังกล่าวเป็นกระทู้สด โดยเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว และการที่บอกว่าประชาชนให้ความสนใจเรื่องดังกล่าว ตนก็ว่าไม่ใช่เหตุผล แต่เหตุผลคือพริษฐ์มีความตั้งใจที่จะให้มาตอบกระทู้นี้ เพราะตนได้ไปพูดกระทบกับสมาชิกบางคนในการตอบกระทู้ครั้งที่แล้ว และการตอบกระทู้ในครั้งที่แล้วที่เกี่ยวกับคดี FOREX ควรจะเป็นกระทู้สดด้วยวาจา


พริษฐ์กล่าวว่า รัฐมนตรีจับประเด็นไม่ถูกต้อง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วที่มีเพื่อนสมาชิกตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับคดีพิเศษตามที่รัฐมนตรีได้ชี้แจง ตนไม่ได้มีปัญหาใดๆกับการตั้งกระทู้ดังกล่าว เพราะตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถามและตรวจสอบได้ และตอนรัฐมนตรีมีการเอ่ยชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ตนก็ไม่ได้มีปัญหาเช่นกัน ไม่ได้ทักท้วงอะไร แต่สิ่งที่ตนพยายามจะนำเสนอคือ ในเมื่อรัฐมนตรีสามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีพิเศษในวันนั้นได้ ในวันนี้ท่านก็ควรที่จะชี้แจงเกี่ยวกับคดีพิเศษฮั้ว สว. ได้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน


พริษฐ์กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีได้ยืนยันในคำตอบเมื่อสักครู่ ว่าหลังจากดำเนินการสอบสวนมา 200 กว่าวัน มีการสอบพยานไปกว่า 753 ปาก มีเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็น 1,000 หน้า ทาง DSI ได้สรุปสำนวนและเสนอให้อัยการสั่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ทราบกันดีว่าขบวนการดังกล่าวมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตนเข้าใจดีว่าสำหรับ 8 คนนี้ หลักฐานเส้นเงินที่ถูกกระจายต่อไปให้ผู้สมัครชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเส้นเงินที่วิ่งผ่าน สว. 2 คน หรือที่วิ่งผ่านทีมงาน สส. อีก 2 คนจากภาคใต้ แต่ตนเชื่อว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในมือของ DSI สามารถระบุถึงการกระทำความผิดที่มากกว่าแค่ 8 คนนี้อย่างแน่นอน 


พริษฐ์กล่าวว่า อยากจะชวนไปดูหลักฐานในแต่ละจังหวัด โดยเริ่มต้นจากนครพนมที่มีหลักฐานวิดีโอที่เป็นเสียงของ สว. คนหนึ่ง ในสมัยที่เป็นผู้สมัคร ที่มีการโทรไปเสนอผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครคนอื่น โดยคลิปดังกล่าวมีรายละเอียดที่ครบถ้วนว่าขบวนการนี้ประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น


1. การจัดตั้งที่ต้องกว้างขวางระดับประเทศ ถึงสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้

2. การจ่ายเงิน 6 หลัก เพื่อแลกกับการโหวต

3. การสปอนเซอร์ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พัก

4. การแถมตำแหน่งผู้ช่วย

5. ความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีคำใบ้ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด


สำหรับหลักฐานดังกล่าวนั้น ตนหวังว่าจะไม่มีใครรีบโทษว่าคลิปนี้เป็น AI เพราะหลักฐานนี้ไม่ได้มาแบบโดดๆ แต่มาหนุนเสริมกันกับหลักฐานอื่นที่ตนรับรู้ และเป็นหลักฐานที่ตนเชื่อว่า DSI เข้าถึงและตรวจสอบได้มากกว่าตนแน่นอน โดย DSI สามารถไปเช็กกับสายการบินและเส้นทางการเงินได้ ว่าตนพูดถูกหรือไม่ ว่าเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 บุคคลในคลิปได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน และของตนเอง ยอดบิลรวม 31,000 บาท


พริษฐ์ย้ำว่า รัฐมนตรีสามารถไปตรวจสอบโรงแรมริมแม่น้ำในอยุธยา ตัวย่อ K.R. ได้ ว่ามีกลุ่มผู้สมัคร สว. กี่คน ที่มาประชุมร่วมกัน 1-2 วันก่อนการเลือก สว. มีอดีตรองประธานสภาจากพรรคการเมืองหนึ่งไปร่วมประชุมวันนั้นด้วยหรือไม่ และหากกล้องวงจรปิดของโรงแรมแห่งนั้นสามารถบันทึกเสียงไว้ได้ ตนก็ขอให้ไปฟังว่า ได้มีการสัญญาเงินทองหรือตำแหน่งอะไรหรือไม่ ให้กับผู้สมัครบางคนที่ลุกขึ้นมาโวยวายว่า ทำไมถึงไม่มีหมายเลขของตนเองอยู่ในโพยของผู้ที่จะได้เป็น สว.


พริษฐ์กล่าวต่อว่า หลักฐานดังกล่าวไม่ได้มีที่นครพนมจังหวัดเดียว ที่หนองบัวลำภูก็ได้รับทราบข้อมูลมาว่ามี สว. ท่านหนึ่ง สมัยเป็นผู้สมัคร ก็ได้จัดการให้ภรรยา หรือผู้ช่วยตนเอง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารไปให้กับผู้สมัคร สว. อีกอย่างน้อย 8 คน รวมกันอย่างน้อย 15 ครั้ง ยอดรวมกันเป็นหลักหมื่นบาท พร้อมข้อตกลงว่าจะตั้งบางคนมาเป็นผู้ช่วย สว. ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อหวังเอาเงินเดือนผู้ช่วย สว. มาแบ่งกัน แถมได้รับข้อมูลมาว่ายังมีการส่งรายชื่อดังกล่าวไปให้บุคคลหนึ่งใน ครม. ชุดนี้ ได้เห็นก่อนจะเริ่มปฏิบัติการด้วยซ้ำ


ในจังหวัดสิงห์บุรีก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ สว. 2 คน ที่ตอนเป็นผู้สมัครก็สามัคคีกันดี ร่วมกันวางแผน ร่วมกันนัดหมายผู้สมัครที่ร้านอาหาร ก่อนขึ้นรถเดินทางไปที่นครนายก ร่วมกันอ้างว่ามีการไปขอเงินและการสนับสนุนจากบางพรรคการเมืองด้วย แต่พอถูก DSI และ กกต. ตรวจสอบ กลับมีหนึ่งในสองคนที่พยายามโน้มน้าวให้คนอื่นโบ้ยทุกอย่างไปที่อีกคนหนึ่ง


หรือที่จังหวัดสุโขทัย ก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัคร สว. บางคน ที่ต้องไปเซ็นใบลาออกต่อหน้าคนที่กลายมาเป็น สส. ในสภาแห่งนี้ และพอเลือก สว. กันเสร็จ ก็มีทีมงานของ สส. ดังกล่าว ส่ง LINE มากำชับว่าต้องตอบ กกต. หรือ DSI อย่างไร


และตัวอย่างสุดท้าย ในจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ได้รับข้อมูลลักษณะเดียวกัน จากผู้สมัคร สว. บางคนที่ต้องไปเซ็นใบลาออกต่อหน้ารัฐมนตรีคนหนึ่ง และพอ 1 ปีผ่านไป ยังมีทีมงานติดต่อมาเช็กอีกว่า ได้มีการบอกเรื่องนี้กับหน่วยงานตรวจสอบหรือไม่


สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลหลักฐานที่ตนได้รับทราบมา หากเป็นเรื่องจริงก็ชี้ชัดว่า ผู้กระทำผิดในเรื่องดังกล่าวน่าจะมีมากกว่า 8 คนที่ DSI ได้สรุปสำนวนและส่งให้อัยการสั่งฟ้องแน่นอน


พริษฐ์จึงอยากจะถามต่อรัฐมนตรีว่า หลักฐานที่ได้นำเสนอนี้อยู่ในสำนวนใช่หรือไม่ หากใช่ แล้วเหตุใดถึงสรุปสำนวนและเสนออัยการให้สั่งฟ้องแค่ 8 คน หากไม่ ทำไมข้อมูลดังกล่าวถึงไม่อยู่ในสำนวน


รุทธพลกล่าวว่า ไม่ทราบว่าหลักฐานดังกล่าวอยู่ในสำนวนหรือไม่อย่างไร หากมีพยานหลักฐานก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นประโยชน์กับรูปคดี เพราะสภาแห่งนี้ไม่ใช่หน่วยงานที่จะมารับฟังพยานหลักฐาน


พริษฐ์กล่าวต่อว่า หากหลักฐานเหล่านี้ไม่อยู่ในสำนวน ตนไม่มีปัญหาในการประสานให้มีการส่งหลักฐานดังกล่าวไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ แต่ขอย้ำว่า สภาแห่งนี้กำลังได้เห็นสภาวะสองมาตรฐาน เพราะ 2 สัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีสามารถชี้แจงรายละเอียดได้หมดในคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง แต่ในครั้งนี้รัฐมนตรีกลับเอาหลังพิงว่า พอเรื่องอยู่ในสำนวนก็ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้


ส่วนคำถามสุดท้าย คำถามที่สังคมต้องการคำตอบที่สุดตอนนี้ คือคดีการโกงเลือกตั้ง สว. ที่ค้างคายาวนานกว่า 2 ปี จะลงเอยอย่างไร อย่างที่ตนย้ำว่า ในตอนนี้มี 2 กลไกที่กำลังตรวจสอบคดีดังกล่าวอยู่ โดยในฝั่งของ กกต. ตนเข้าใจว่าสังคมกำลังจับตาดูว่า กกต. จะมีมติอย่างไรก่อนต้นเดือนกันยายนตามกรอบระยะเวลา กล่าวคือจะมีมติว่าจะส่งเรื่องและสั่งฟ้องไปที่ศาล หรือจะเป่าคดี แต่แน่นอนว่าสังคมหลายส่วนก็มีความกังวลใจ ว่าสามารถไว้ใจ กกต. ได้มากแค่ไหนในการปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง ในเมื่อ 4 จาก 7 ของคณะกรรมการ กกต. ถูกรับรองให้อยู่ในตำแหน่งได้โดย สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนของคดีดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนไม่รู้ว่าสามารถไว้ใจ กกต. ได้มากแค่ไหน ในเมื่อ กกต. ชุดนี้มีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีข้อสรุปอันน่าทึ่งว่า ในบรรดา 229 คน ที่ DSI บอกว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีใครกระทำความผิดแม้แต่คนเดียว


แต่นอกจากสังคมจะมีความกังวลใจจากการทำหน้าที่ของ กกต. แล้ว ตอนนี้สังคมก็กำลังมีความกังวลใจเช่นกันต่อการทำหน้าที่ของ DSI เพราะในฝั่งของ DSI หลังจากที่อัยการได้ตีเรื่องกลับมา ให้ DSI ไปสอบสวนเพิ่มเติมและขยายผลไปสู่ผู้ร่วมขบวนการ แต่มาถึงวันนี้ ตนได้รับข้อมูลมาว่า DSI กำลังอยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง โดยรอดูสัญญาณจากมติของ กกต. ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร


ในรอบนี้ ตนจึงมี 3 คำถามด้วยกัน 


คำถามแรก รัฐมนตรีสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า DSI ไม่ได้กำลังปล่อยเกียร์ว่าง แต่กำลังเดินหน้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างคู่ขนาน โดยไม่ได้รอมติของ กกต. ก่อน


คำถามที่สอง รัฐมนตรีสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าการปลดปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ไม่ได้เป็นเพราะว่าอดีตปลัดท่านนั้นไม่สนองความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายบุคลากรของ DSI หรือการทำหน้าที่ของ DSI ในคดีพิเศษดังกล่าว


และคำถามข้อที่สาม รัฐมนตรีสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า หากสมมติภายในต้นเดือนกันยายนนี้ กกต. มีมติเป่าคดีทั้งหมด หรือสังเวย สว. บางคน เพื่อเป่าคดีและปกป้องนักการเมืองบางคน รัฐมนตรีจะกำชับให้ DSI ไม่เอาการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นหลังพิงและข้ออ้าง ในการทำให้ DSI เป่าคดีในฝั่งของตนเองด้วยเช่นกัน


พริษฐ์กล่าวว่า ที่ต้องขอคำยืนยันจากรัฐมนตรี เพราะหาก DSI นำการเป่าคดีของ กกต. มาเป็นเหตุผลในการเป่าคดีในฝั่งของ DSI เช่นกัน จะแสดงว่าประเทศนี้ไม่ได้มีแค่การฮั้ว สว. แต่กำลังมีการฮั้วกันทั้งกระดาน ระหว่าง กกต. DSI หรือแม้กระทั่งฝ่ายการเมือง เพื่อค้ำจุนและรับใช้ระบอบสีน้ำเงิน ให้ทำอะไรก็ไม่ผิด และกำลังจะทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศเราที่ความจริงก็เทาอยู่แล้ว ดำสนิท ภายใต้การบริหารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน


รุทธพลกล่าวว่า สิ่งที่ตนสามารถตอบได้คือเรื่องของความเป็นสองมาตรฐานหรือไม่ กับวันที่มาตอบกระทู้ครั้งก่อนหน้า ตนต้องขอชี้แจงว่า ข้อมูลที่ตนพูดมาจากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องชี้แจงกับสื่อมวลชน


ส่วนในเรื่องฮั้ว สว. ยังไม่มีใครมาชี้แจง ทั้ง DSI และอัยการคดีพิเศษ ว่าสำนวนต่างๆ ที่ส่งกลับมาให้กับ DSI ให้ดำเนินการอย่างไร หากไม่มีเจ้าหน้าที่ยืนยัน ตนก็ไม่สามารถชี้แจงในฐานะรัฐมนตรีได้


ส่วนอีกคำถามคือ การย้ายและการโอนปลัดกระทรวงยุติธรรม สืบเนื่องจากปลัดกระทรวงยุติธรรมปฏิบัติภารกิจครบ 4 ปี จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับโอนไปในตำแหน่งสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบ ไม่มีเหตุผลอย่างอื่น ส่วนคำถามที่เหลือนั้น ตนไม่สามารถตอบได้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฮั๊วสว #กกต #DSI

‘ธนพร’ จี้ รมว.แรงงาน ขยายเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังผู้ลงทะเบียนไม่ถึง 800,000 คน ซัดเลือกตั้งล่าช้า 210 วัน ระบบลงทะเบียน SSO Plus ไร้ประสิทธิภาพ ฝากอำนวยความสะดวกลูกจ้างติดงานวันเลือกตั้งด้วย

 


‘ธนพร’ จี้ รมว.แรงงาน ขยายเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังผู้ลงทะเบียนไม่ถึง 800,000 คน ซัดเลือกตั้งล่าช้า 210 วัน ระบบลงทะเบียน SSO Plus ไร้ประสิทธิภาพ ฝากอำนวยความสะดวกลูกจ้างติดงานวันเลือกตั้งด้วย


วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ตั้งกระทู้ถามทั่วไปถึง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต่อกรณีความล่าช้าในการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม และความชัดเจนในการใช้ระเบียบการเลือกตั้งเดิม


อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานติดภารกิจ จึงได้มีการเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปก่อน แต่ธนพรขอใช้โอกาสหารือถึงความสำคัญของกระทู้ดังกล่าว โดยระบุว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 11-12 ล้านคน แต่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงประมาณ 800,000 คนเท่านั้น และเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนปิดรับลงทะเบียนวันที่ 15 กรกฎาคม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องตัดสินใจว่าจะขยายเวลาการลงทะเบียนหรือไม่ หากรัฐมนตรีไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ก็ควรมอบหมายรัฐมนตรีคนอื่นมาตอบแทน เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อผู้ประกันตน


บอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันหมดวาระตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 แต่กำหนดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 27 กันยายน 2569 ใช้เวลารวมเกือบ 210 วัน ทั้งที่วาระของบอร์ดมีเพียง 2 ปี และเป็นเรื่องที่ทราบล่วงหน้า จึงไม่ควรเกิดความล่าช้าเช่นนี้ พร้อมเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลังการยุบสภาที่ใช้เวลาเพียง 45 วัน


ธนพรกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะต้องมีการลงทะเบียนทั้งฝั่งนายจ้างและฝั่งผู้ประกันตน แต่ระบบลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus ก็มีความยุ่งยาก แม้สำนักงานประกันสังคมจะระบุว่าเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและมีผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน แต่กลับมีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งไม่ถึง 800,000 คน จึงตั้งคำถามว่า สำนักงานประกันสังคมจะเร่งรัดการประชาสัมพันธ์และพิจารณาขยายเวลาลงทะเบียนหรือไม่


การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 900,000 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิจริงเพียง 100,000 คน สำนักงานประกันสังคมเคยประเมินหรือทบทวนสาเหตุหรือไม่ว่าทำไมผู้ประกันตนจึงไม่มาใช้สิทธิ ทั้งเรื่องความยุ่งยากของการลงทะเบียนและจำนวนหน่วยเลือกตั้งที่มีจำกัด แม้ล่าสุดจะมีการแก้ระเบียบให้มีหน่วยเลือกตั้งระดับอำเภอแล้วก็ตาม


ธนพรกล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งที่กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน หลายโรงงานหลายบริษัทไม่ได้หยุด ลูกจ้างจำนวนมากยังต้องทำงานในวันดังกล่าว จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวก และประสานสถานประกอบการให้ลูกจ้างสามารถออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องแสดงความชัดเจนใน 2 ประเด็น ได้แก่ การขยายเวลาลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมาตรการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ พร้อมเชิญชวนผู้ประกันตนและนายจ้างที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนให้รีบดำเนินการและออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ได้คณะกรรมการประกันสังคมที่เข้ามาบริหารกองทุนประกันสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นตัวแทนของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง


“เหลือเวลาอีก 6 วัน พี่น้องผู้ประกันตนและฝั่งนายจ้าง เราช่วยกันมาลงทะเบียนในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อท่านลงทะเบียนแล้วก็ขอให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเราจะได้บอร์ดที่จะมาบริหารเงินกองทุนของเรา และที่สำคัญสำนักงานประกันสังคมอย่าให้แต่ภาคเอกชนออกมาขับเคลื่อนทำงาน ท่านต้องทำงานให้มากกว่านี้” ธนพรกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #บอร์ดประกันสังคม

ธิดา ถาวรเศรษฐ : การเมืองในเวทีรัฐสภาบ่งบอกชัดเจนว่า ขณะนี้อำนาจการเมืองการปกครองประเทศไทยอยู่ใน “ระบอบน้ำเงินแท้”

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : การเมืองในเวทีรัฐสภาบ่งบอกชัดเจนว่า ขณะนี้อำนาจการเมืองการปกครองประเทศไทยอยู่ใน “ระบอบน้ำเงินแท้”


เรื่องการนิรโทษกรรม คดีอาญามาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องที่จะช่วยคนพวกใด? จำนวนเท่าใด? หรือบุคคลใด?  แต่เป็นปัญหาหลักการว่า จะสร้างสังคมสันติสุขในประเทศได้อย่างไร?


แม้กระทั่งรูเล็ก ๆ ที่อาจเปิดช่องให้เยาวชนต่ำกว่า 18 ปี มีโอกาสได้รับนิรโทษกรรม ในกรณีผิดมาตรา 112 ก็ถูกปิดสนิทด้วยเสียงวุฒิสมาชิก (ปลอม) เป็นข้อสรุปว่า กำแพงมาตรา 112 ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงเวลาหวาดกลัวสงครามเย็น และการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทสไทย โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฯ ปี พ.ศ. 2519 หลังการทำรัฐประหาร แล้วออกคำสั่งที่ 41 เพิ่มโทษฐานความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากไม่มีโทษขั้นต่ำ ไปสู่โทษขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูงจากเดิม 7 ปี เป็น 15 ปี ถูกนำมาใช้จนบัดนี้นั้น กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้จะมีการออกคำสั่งนายกฯ 66/23 ในปี พ.ศ. 2523 และการยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ปี พ.ศ. 2542 แล้วก็ตาม ก็ยังมีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐฯ ไม่ยอมให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังเวลาผ่านมาแล้ว 50 ปี โจทย์ความมั่นคงตัวจริงเปลี่ยนไปจากเดิมในยุคสงครามเย็น กลายเป็นการตั้งโจทย์ใหม่ ผู้เป็นปฏิปักษ์ความมั่นคงของรัฐที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์


เมื่อมีปรากฏการณ์ใหม่ตั้งแต่ยุค พ.ศ. 2549 โดยที่ผู้คนและพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก ต้องเป็นฝ่ายที่แสดงออกถึงการรักษาระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเดิมของระบอบน้ำเงินแท้  หาไม่จะกลายเป็นปฏิปักษ์กับความมั่นคงของรัฐทั้งสิ้น  แนวคิดการปฏิรูปการเมือง  การปฏิรูปกองทัพ  การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์  และแม้แต่ความเปลี่ยนแปลงให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจริงโดยสันติ  ก็กลายเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ไป  จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือสำคัญในการลงโทษ  คือกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดอื่น ๆ ประกอบ  โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นแม่บทใหญ่ในการควบคุมประเทศ ที่ รวมทั้งมี กอ.รมน. ที่ขยายบทบาทร่วมเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” การขับเคลื่อนต่อสู้กับความขัดแย้งทางสังคมในปัจจุบัน  โจทย์จึงเปลี่ยนจากเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์มาเป็ฯเกลียดกลัวทุนสามานย์ แล้วมาเป็นเกลียดกลัวการปฏิรูปประเทศ  และการได้รับความนิยมของประชาชนจากพรรคการเมืองใหม่  เพราะ “เหลือง-แดง-น้ำเงิน” ได้ร่วมกัน กลายเป็นกลุ่มจารีตนิยม  เพื่อรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเดิม (น้ำเงินแท้)  จึงได้ร่วมกันโหวตให้ได้สังคมสันติสุขเฉพาะคนแก่ชราในอดีตที่หันมาจูบปากกันแล้ว  กลับมาเป็นปฏิปักษ์กับคนหนุ่มสาวและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง/ปฏิรูปประเทศเพื่ออนาคตของพวกเขา


นี่จะต้องรอให้คนเหล่านี้ตายให้หมดก่อนหรือยังไงถึงจะมีสังคมสันติสุข


นี่ก็ฉิบหายทั้งประเทศเพิ่มทุกวัน  ยังไม่พออีกหรือ???


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรมประชาชน #มาตรา112 #พรบเสริมสร้างสังคมสันติสุข

ภาคประชาสังคมฯ ร่วมยื่นหนังสือต่อวุฒิสภา เร่งคุ้มครองสิทธิในการรักษาพยาบาลและสิทธิประกันตัวของ “เอกชัย หงส์กังวาน”

 


ภาคประชาสังคมฯ ร่วมยื่นหนังสือต่อวุฒิสภา เร่งคุ้มครองสิทธิในการรักษาพยาบาลและสิทธิประกันตัวของ “เอกชัย หงส์กังวาน”


วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคม ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โดยมี เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อขอให้ติดตามการเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลและสิทธิในการประกันตัวของ เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดีมาตรา 110


ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ระบุว่า เอกชัยมีอาการป่วยหลายโรคในระดับรุนแรง แต่ยังไม่ได้รับการส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลภายนอกเรือนจำอย่างเหมาะสม จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ รวมถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี


ณัฎฐธิดา มีวังปลา ผู้เข้าเยี่ยมเอกชัย เปิดเผยว่า เอกชัยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 และยื่นขอตรวจร่างกายพร้อมตรวจเลือดที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2568 แต่เพิ่งได้รับการส่งตัวไปตรวจรักษาอย่างจริงจังในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 โดยแพทย์ตรวจพบภาวะต่อมลูกหมากโต ตับโต ม้ามโต และมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก) หลายครั้งในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การรักษายังขาดความต่อเนื่อง และยังคงรักษาตัวอยู่ภายในระบบโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยอาการหนัก


เครือข่ายภาคประชาสังคมระบุว่า ที่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือถึงกรมราชทัณฑ์หลายครั้ง เพื่อขอให้ส่งตัวเอกชัยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลภายนอก เช่น โรงพยาบาลราชวิถี หรือโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาสิทธิในการประกันตัว เนื่องจากเอกชัยยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่มีอาการป่วยที่เสี่ยงต่อชีวิต


โดยก่อนหน้านี้ เครือข่ายได้ยื่นหนังสือในประเด็นเดียวกันต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดย รังสิมันต์ โรม รับเรื่องไว้ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามกรณีดังกล่าว และเห็นว่าผู้ต้องขังทุกคนควรได้รับสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องการให้เกิดเหตุสูญเสียซ้ำรอยกรณีของ “บุ้ง เนติพร”


ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชนอ้างถึงข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela Rules) ข้อ 27 ซึ่งกำหนดว่า หากผู้ต้องขังจำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง หรือสถานพยาบาลในเรือนจำไม่สามารถให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม ต้องได้รับการส่งตัวไปรักษาในสถานพยาบาลภายนอก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพื่อคุ้มครองสิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการประกันตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเอกชัยอย่างเร่งด่วน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ThumbRights #นิรโทษกรรมประชาชน



















วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘ศศินันท์’ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่การสร้างสันติสุข

 


‘ศศินันท์’ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่การสร้างสันติสุข


วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.เขต 11 พรรคประชาชน ได้อภิปราย ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเป็นเรื่องที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และได้ส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา


ศศินันท์กล่าวว่า ตนได้ฟังคำอธิบายของเพื่อนสมาชิกทุกคนอภิปรายอย่างตั้งใจ โดยทุกคำพูด ทุกประโยค ทุกแววตา ทุกความรู้สึก ตนขอขอบคุณทุกคนที่อภิปรายด้วยเหตุและผล แต่บางคนยังมีความเข้าใจที่ผิดไป คำว่า "เด็กถูกล้างสมอง" ที่หลายคนอภิปรายพูดซ้ำๆ จนแผ่นเสียงตกร่อง จึงยกตัวอย่างว่า ในสมัยนี้มี AI เด็กไม่สามารถถูกล้างสมองได้ง่ายๆ แต่รุ่นเก่าหรือรุ่นเราต่างหาก ที่ถูกเลือกข้อมูลจากผู้มีอำนาจมาใช้ในสมองผ่านตำราประวัติศาสตร์ไทย ที่แก้แล้วแก้อีก


“จากที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าคดีมาตรา 112 มีไม่ถึง 10 คดี ท่านลองใช้ ChatGPT หาดูได้ว่า เยาวชนโดน 112 กี่คน อย่างน้อย 18 คน รวม 21 คดี ถ้าอัปเดตจริงๆ ณ ปัจจุบัน ในเว็บศูนย์ทนายฯ นั่นคือ 20 คน 24 คดี”


และการที่เพื่อนสมาชิกได้ยกถึงตัวเลขของผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมในสมัยต่าง ๆ โดยยกตัวอย่างทั้งคดีก่อการร้าย ปิดสนามบิน อั้งยี่ ซ่องโจร กบฏ ครอบครองอาวุธ บุกรุกสถานที่ราชการ


“ในขณะที่คดีมาตรา 112 กลับเป็นการโพสต์เฟซบุ๊ก รีทวีต กดไลก์ แปลข่าว อ่านแถลงการณ์ ใส่ชุดไทย ใส่เสื้อครอปท็อป หรืออีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 110 ที่ชื่อมาตราดูร้ายแรงมาก แต่พฤติการณ์ในคดีคือการชุมนุมโดยทั่วไป แล้วไม่รู้ว่ามีขบวนเสด็จขับรถผ่านมา จึงมีการชูสามนิ้ว นั่นคือพฤติการณ์ในคดีมาตรา 110 ที่หลายคนบอกว่าร้ายแรงมาก ให้อภัยไม่ได้”


ศศินันท์กล่าวว่า การนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ ข้อหาคอมมิวนิสต์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นข้อหาในมาตรา 112 ก็เคยถูกนิรโทษกรรมมาแล้ว ซึ่งหลายท่านในห้องประชุมก็ต่างได้รับประโยชน์กันมาแล้วทั้งนั้น ย่อมเข้าใจดี


"‘การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ’ ประโยคนี้ออกมาจากปากของลูกชายคนที่จะได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ผ่านคำสั่งที่ 66/23 และใช่ค่ะ ไม่มีเยาวชนคนไหนในเรือนจำตอนนี้ที่ติดคุกในคดีมาตรา 112 แต่ในคดีอื่นๆ ในบัญชีแนบท้ายก็ไม่มีใครอยู่ในเรือนจำสักคน เพราะการนิรโทษกรรมที่เราต้องการคือ เราต้องการได้ใช้ชีวิตปกติ เอาชีวิตปกติกลับคืนมา กลับไปทำงาน กลับไปเรียนหนังสือ แต่กับคดีมาตรา 112 หรือ 110 ไม่มีใครสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ หลายคนแค่ลมหายใจกลับมายังไม่ได้ เอาร่างกลับมายังไม่ได้”


การที่เราจะไม่เห็นชอบในวันนี้กับการแก้ไขของวุฒิสภา ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคน 6,000 กว่าคน


ศศินันท์ย้ำว่า การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่เราต้องเอาความจริงมาพูดกันว่า มาตรา 11 ที่พรรคเพื่อไทยบรรจงเขียนเพิ่มลงไป ถูกลบความหมายทั้งหมดด้วยการเพิ่มวรรค 2 ของวุฒิสภา


ทางพรรคเพื่อไทยไม่เอะใจหรือติดใจ แต่ตนไม่เข้าใจ เพราะในชั้นกรรมาธิการ พรรคเพื่อไทยเองเสนอว่าจะเปิดช่องในมาตรา 11 โดยเลี่ยงบาลี ไม่ใช้คำว่า ‘นิรโทษกรรม’ แต่ใช้มาตรการของศาลเยาวชนแทน ท้ายที่สุดมาตรา 112 ก็ถูกล็อกอีกในวรรค 2 ปิดประตู ปิดหู ปิดตา มัดมือ มัดเท้า แล้วถูกปลอบประโลมด้วยคำว่า “การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ”


หลายคนบอกว่าหากนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 ก็จะกลับมาทำอีก แต่กลับไม่มีการตั้งคำถามกับการกระทำผิดซ้ำในคดีอื่นๆ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมายืนยันว่าจะไม่ทำอีก


ศศินันท์กล่าวว่า อยากให้ทุกคนหยุดคิดกับประโยคนี้ว่า ไม่ใช่แค่คนทั่วไป ไม่ใช่แค่นักกิจกรรม หรือคนที่สังคมอาจตีตราไปแล้ว แต่มีหลายคนที่ตอนเกิดเหตุยังเป็นเด็กและเยาวชน เติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้งเป็นเวลากว่า 20 ปี บางคนแค่ลืมตาขึ้นมาก็อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และออกไปชุมนุม เอาไปพูด เอาไปตั้งคำถาม ด้วยความเชื่อ ความโกรธ ความขัดข้องใจ และความหวังเล็กๆ ว่าประเทศนี้จะดีขึ้น เพราะเป็นประเทศที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตต่อไปอีกยาวนาน มากกว่าหลายคนที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้


“เราอาจเห็นต่างกับสิ่งที่เขาพูด อาจไม่เห็นด้วยกับวิธีการ แต่คำถามคือ เราจะตอบสนองต่อเยาวชนเหล่านี้ด้วยอะไร ด้วยความเข้าใจว่าพวกเขาคือคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในสังคมที่มีความขัดแย้งตลอด 20 ปีมานี้ หรือจะบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ใช้ชื่อว่า ‘เสริมสร้างสังคมสันติสุข’ แต่สำหรับพวกเขาแล้ว กลับไม่มีที่ยืนในสมการนี้”


หากในกฎหมายฉบับนี้ แม้แต่เยาวชนก็ยังไม่กล้าโอบรับ เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วเราต้องการสร้างสันติสุขจริง ๆ หรือกำลังสร้างความขัดแย้งใหม่ในสังคมกันแน่


พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ร้ายแรง เขาไม่ได้ปิดสนามบิน ไม่ได้บุกรุกสถานที่ราชการ ไม่ได้ทำให้ใครเสียชีวิต แต่กลับต้องถูกกีดกันออกจากกระบวนการนี้ ทั้งที่ทุกคนประสานเสียงเดียวกันว่า เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน จะก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน ตนขอตีเก๊ทั้งหมด


การปิดประตูใส่ประชาชนที่ถูกใช้มาตราเหล่านี้เป็นเครื่องมือ ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งจบลง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐไม่ได้ต้องการการสมานฉันท์ ปรองดอง หรือการเสริมสร้างสังคมสันติสุขจริงๆ แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตต่อไปในสังคมนี้ ให้ได้รับบทเรียนว่า ความยุติธรรมของรัฐไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม ตามรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย


“ถ้าร่างนี้ เป็นการเปิดประตูให้กับคนบางกลุ่ม แต่ปิดประตูใส่หน้าให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้แต่เยาวชน ดิฉันไม่ขอเรียกสิ่งนี้ว่าการสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่เป็นการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติและอำมหิต วันนี้ดิฉันและพรรคประชาชน เราจึงขอโหวตไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของ สว. ที่กลับมาในสภาแห่งนี้”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นิรโทษกรรม

มติสภาฉลุย ‘กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ 306 ต่อ 141 เสียง เห็นชอบ ร่างกม. นิรโทษกรรม ยืนตามสว. ไม่รวม ม.112 ทุกกรณี

 


มติสภาฉลุย ‘กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ 306 ต่อ 141 เสียง เห็นชอบ ร่างกม. นิรโทษกรรม ยืนตามสว. ไม่รวม ม.112 ทุกกรณี


วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ... หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯพิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ข้อ 137 โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา112 แก่เด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี  


ทั้งนี้ภายหลังจากที่เปิดให้สมาชิก อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไขมาด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 งดออกเสียง 2 จากนั้นประธานฯได้สั่งปิดการประชุม ในเวลา 17.51 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข #นิรโทษกรรม