วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

“จุลพันธ์” ลั่น นำไรเดอร์-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่ระบบประกันสังคม ก่อนสิ้นปี


“จุลพันธ์” ลั่น นำไรเดอร์-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่ระบบประกันสังคม ก่อนสิ้นปี


วันนี้ (30 เมษายน 2569) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เป็นประธานเปิดงาน "SAFE DRIVE SAFE LIFE" เพื่อมุ่งเน้นให้ความรู้ วัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งไรเดอร์และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง


นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กลุ่มไรเดอร์และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นอาชีพอิสระ มีผู้ประกอบอาชีพนี้กว่า 2 แสนคน ที่อยู่นอกระบบการประกันสังคม ตนเห็นว่าการประกอบอาชีพดังกล่าว เป็นอาชีพสุจริตที่ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงครอบครัว แต่ต้องยอมรับว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ เพราะชีวิตต้องอยู่บนเส้นทางสัญจรบนท้องถนนตลอดเวลา ตนจึงขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน 


นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่าเพื่อเป็นหลักประกันในชีวิตของทุกคน ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอยืนยันว่าจะพยายามผลักดันนำกลุ่มบุคคล ผู้ประกอบการอาชีพนี้เข้าสู่ระบบประกันสังคมให้ได้ภายในสิ้นปี 2569 นี้


ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้เป็นประธานมอบหมวกกันน็อค พร้อมปล่อยขบวนรถมอเตอร์ไซค์ ผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มาร่วมงาน กว่า 200 คัน รวมทั้งเยี่ยมชมบูธของแต่ละหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ กว่า 10 บูธ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #ไรเดอร์ #ประกันสังคม









พริษฐ์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน รับหนังสือภาคประชาชน-ผู้เสนอร่าง ผนึกกำลังจี้ ครม. ให้มีมติให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อ ย้ำรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับฤดูฝุ่นล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วค่อยมาตามแก้ไข

 


พริษฐ์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน รับหนังสือภาคประชาชน-ผู้เสนอร่าง ผนึกกำลังจี้ ครม. ให้มีมติให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อ ย้ำรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับฤดูฝุ่นล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วค่อยมาตามแก้ไข


วันที่ 30 เมษายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ได้มารับหนังสือจากตัวแทนของภาคประชาชนเกี่ยวกับการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว ซึ่งกำลังรอมติจากคณะรัฐมนตรีที่จะต้องยืนยันก่อนวันที่ 12 พฤษภาคม เพื่อให้ร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาและเพื่อไม่ให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป


ตัวแทนจากภาคประชาชนกล่าวว่า วันนี้พวกตนมาแสดงความกังวลผ่านทางฝ่ายค้าน เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลบอกว่าจะส่งร่างอากาศสะอาดที่ค้างอยู่มาที่รัฐสภาให้ได้ไปต่อ แต่รัฐบาลยังไม่ได้มีมติดังกล่าว จึงมีความกังวลหลายเรื่อง ทั้งรัฐบาลจะส่งมาจริงหรือไม่ และถ้าส่งมาจริง รัฐสภาจะเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งหากได้ไปต่อในชั้นกรรมาธิการของ สว. แล้ว สว. จะเปลี่ยนแปลงร่างดังกล่าวหรือไม่อย่างไร ซึ่งพวกตนเห็นถึงความสำคัญของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน วันนี้พวกตนจึงขอยื่นหนังสือ เพื่อให้ทางฝ่ายค้านสนับสนุนอย่างเต็มที่ และฝากความหวังไว้กับฝ่ายค้านด้วย


ทางด้านพริษฐ์กล่าวว่า ตนขอเป็นตัวแทนของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีความเห็นตรงกันว่า พร้อมที่จะทำเต็มที่และใช้ทุกกลไก เพื่อให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่จากสภาชุดที่แล้ว สามารถไปต่อได้และบังคับใช้ในประเทศนี้โดยเร็ว


พริษฐ์กล่าวต่อว่า ขั้นตอนในการทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อนั้น มีสองขั้นตอนหลัก ๆ ขั้นตอนแรกคือ ครม. จะต้องมีมติยืนยันให้ร่างดังกล่าวได้ไปต่อก่อนวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็น 60 วันหลังที่มีการประชุมสภานัดแรก ทางวิปฝ่ายค้านจะติดตามและตรวจสอบมติ ครม. อย่างใกล้ชิด พวกตนมีความเข้าใจว่า ครม. จะมีมติในการตัดสินใจว่าจะให้ร่างกฎหมายฉบับใดได้ไปต่อหรือไม่ไปต่อ ในการประชุม ครม. วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เพราะฉะนั้น ทางด้านวิปฝ่ายค้านจึงได้ออกหนังสือเชิญตัวแทนจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาร่วมประชุมกับวิปฝ่ายค้าน คู่ขนานกับการประชุม ครม. ในเช้าวันอังคาร 5 พฤษภาคม  หาก ครม. มีมติใดให้ร่างใดไปต่อ แล้วพวกตนเห็นด้วย ก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่หากมีร่างใดที่พวกตนเห็นว่าควรได้ไปต่อ (เช่น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด) แต่หาก ครม. ไม่มีมติยืนยันออกมาในวันที่ 5 พฤษภาคม พวกตนจะได้ซักถามถึงเหตุผลจากตัวแทนคณะรัฐมนตรี และเสนอแนะกลับไปว่าให้กลับไปทบทวน เพื่อให้มีมติในการประชุม ครม. ครั้งถัดไปในวันที่ 12 พฤษภาคม ทันตามกรอบเวลาที่ยังสามารถมีมติได้


สำหรับขั้นตอนที่สอง คือหากสมมติว่า ครม. ได้มีมติยืนยันให้ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้ได้ไปต่อ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งเข้ามาในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา คือ สส. และ สว. รวมกัน ซึ่งถ้ากฎหมายจะได้ไปต่อ จะต้องมีมติเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา ตนได้คำนวณตัวเลขดูคร่าว ๆ สส. และ สว. รวมกัน 700 คน ต้องการ 350 เสียง ดังนั้นหากพรรคร่วมรัฐบาลลงมติเห็นชอบให้กฎหมายดังกล่าวไปต่อได้ เมื่อบวกตัวเลขของ สส. ในซีกฝ่ายค้านที่พร้อมจะลงมติเห็นชอบอยู่แล้ว ร่างดังกล่าวจะได้มติเห็นชอบจากรัฐสภาให้ไปต่อได้แน่นอน


พวกตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ว่าจะในที่ประชุม ครม. ก็ดี หรือในการลงมติในรัฐสภาก็ดี จะนึกถึงสุขภาพและปอดของพี่น้องประชาชนไทยทุกคน หากการตัดสินใจใด ๆ ที่ทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ทำกันมาอย่างยาวนานในสภาชุดที่แล้วไม่ได้ไปต่อ จะไม่ได้เป็นเพียงการทิ้งงานที่ได้ร่วมผลักดันกันมาหลายปี แต่จะเป็นการโยนทิ้งรายชื่อของพี่น้องประชาชน ที่ได้เข้าชื่อกันผ่านกลไกทางการของสภาประมาณ 26,500 รายชื่อ ซึ่งตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะไม่ตัดสินใจเช่นนั้น


พริษฐ์กล่าวปิดท้ายว่า แม้ในกรณีที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด สามารถผ่านไปได้ และประกาศบังคับใช้ ตนก็มองว่าภารกิจยังไม่เสร็จสิ้นเพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่พวกตนอยากเห็น คือการที่รัฐบาลใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่จะมีมากขึ้นจาก พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อนำมาเตรียมการต่อการรับมือกับฤดูฝุ่นในปีถัดไป อย่าปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วมาวัวหายล้อมคอก แต่ต้องพยายามใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีมากขึ้นในการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการจัดสรรงบประมาณ หรือการเพิ่มแรงจูงใจในการลดมลพิษหรือฝุ่น PM2.5 ที่แหล่งผลิตหรือที่ต้นตอ


ทั้งหมดนี้ก็เป็นคำสัญญาของพวกตนในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ที่จะร่วมขับเคลื่อนไปกับพี่น้องประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรบอากาศสะอาด





“ณัฐพงษ์” ถามกระทู้รัฐบาล “พิพัฒน์” เอี่ยว “เสี่ยตือ” ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ สุดเซ็งทั้งนายกฯ-พิพัฒน์ไม่มาตอบ จี้นายกฯ อย่าสองมาตรฐาน ย้อนความกดดันให้ “วรภัค” ลาออกได้แต่ทำไมไม่ทำแบบเดียวกันกับพิพัฒน์

 


ณัฐพงษ์” ถามกระทู้รัฐบาล “พิพัฒน์” เอี่ยว “เสี่ยตือ” ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ สุดเซ็งทั้งนายกฯ-พิพัฒน์ไม่มาตอบ จี้นายกฯ อย่าสองมาตรฐาน ย้อนความกดดันให้ “วรภัค” ลาออกได้แต่ทำไมไม่ทำแบบเดียวกันกับพิพัฒน์


วันที่ 30 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ต่อกรณีความเกี่ยวข้องของบุคคลในรัฐบาลต่อการกักตุนน้ำมัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบกระทู้แทน ขณะที่พิพัฒน์ได้มอบหมายให้ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน


อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ระบุว่าความจริงแล้วตนได้มีความพยายามสื่อสารไปตั้งแต่เมื่อวาน ตลอดจนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ไปถึงสำนักประธานสภาสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหารือโดยตรงกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าตนมีความประสงค์ในการตั้งกระทู้ถามสดต่อบุคคลสองคนเท่านั้นในรัฐบาลชุดนี้ คือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ ประเด็นที่ตนจะตั้งกระทู้ถามสดไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดังนั้น ตนจึงขอใช้เวลาในการตั้งกระทู้ถามลอยในที่ประชุมแห่งนี้ ส่งเป็นคำถามล่วงหน้าให้นายกรัฐมนตรีหรือพิพัฒน์ได้มาตอบในที่ประชุมในคราวต่อไป


โดยสิ่งที่ตนจะถามกระทู้ในวันนี้ เป็นกรณีสืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามของ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนำมาสู่การร่วมตรวจคลังน้ำมันใน จ.เพชรบุรี ซึ่งพบข้อพิรุธหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่คลังน้ำมันภายใต้ความรับผิดชอบของกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันและมีท่อเชื่อมถึงกัน มีปัญหาการปิดผนึกหลายถัง


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งที่ตนต้องถามโดยตรงถึงนายกรัฐมนตรีและพิพัฒน์ เพราะเรื่องใหญ่ที่เราพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลตอบต่อสังคมจนถึงวันนี้ ทั้งสองคนยังไม่ได้ให้ความชัดเจน นั่นคือเหตุบังเอิญและข้อสงสัยว่ากรณีการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้ กำลังมีส่วนพัวพันโยงกับเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ และมีส่วนพัวพันกับบุคคลระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้นี้หรือไม่


โดย 5 เหตุบังเอิญหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่อยู่รายล้อมนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้ ประกอบไปด้วย


1) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเจ้าของคลังน้ำมันที่ จ.เพชรบุรี ที่มีการขายให้กับบริษัท BCPG บริษัทลูกของบางจากในปี 2566 ด้วยมูลค่าที่สูงเกินจริงถึง 9,000 ล้านบาท ทั้งที่มีการประเมินราคาไว้เพียง 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน่าสงสัยว่าการซื้อแพงเกินจริงขนาดนี้ทำไปเพื่ออะไร


2) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเจ้าของคาสิโนหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งกัมพูชา ที่อาจมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ ที่กำลังจะมาฮุบบริษัทบางจากผ่านการซื้อหุ้น


3) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นพ่อของบุตรชาย บุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในคดีการฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ เป็นคนออกมายืนยันต่อสื่อมวลชนเองว่าลูกชายของเสี่ยตือคนนี้ มีความพยายามในการติดสินบน 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการยุติการดำเนินคดีเครือข่ายทุนเทาและเว็บการพนัน


4) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นพ่อของบุตรสาว ผู้ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันใน จ.อ่างทอง ที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้รังสิมันต์ว่าขณะนี้ดีเอสไอกำลังสอบสวนการลักลอบและกักตุนน้ำมันใน จ.อ่างทองอยู่


5) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเพื่อนของรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ ซึ่งพิพัฒน์เองก็ยอมรับต่อสื่อมวลชนเมื่อสองวันที่แล้ว เมื่อถูกถามว่าสัญญาปล่อยกู้เงินที่พิพัฒน์ให้บริษัทเครือข่ายของเสี่ยตือกู้เงินกว่า 100 ล้านบาทมีรายละเอียดเป็นอย่างไร พิพัฒน์ไม่ได้ตอบประเด็นเรื่องเงินกู้ แต่ตอบมาว่า “ตัวเองมีเพื่อนสักคนลำบากมากเลยหรือ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าทั้ง 5 ข้อนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญทั้งหมด แต่เป็น “เหตุบังเอิญพลัส” ในรัฐบาลชุดนี้ ยังมีเหตุบังเอิญอีกหลายอย่างที่พวกตนได้ไปตรวจสอบมา ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าความบังเอิญในการกักตุ้นน้ำมันเกี่ยวข้องกับเครือข่ายไอ้โม่ง ที่อาจจะเกี่ยวข้องโยงใหญ่กับเครือข่ายทุนเทา อาชญากรข้ามชาติ และบังเอิญเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลนี้ ทั้งหมดไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่เป็นคำถามที่สังคมไทยไม่ได้ไม่เคยได้รับคำตอบจากสองบุคคลในรัฐบาลนี้เลย คือจากนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์


และในเมื่อวันนี้พิพัฒน์ไม่ได้มาตอบโดยตรง ตนจึงขอฝากอีกหนึ่งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตอนที่นายกเคยยกหูหา วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง จากกรณีที่มีข่าวว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ แต่กับกรณีนี้พิพัฒน์ ที่ได้ยอมรับต่อสื่อมวลชนโดยตรงแล้วว่าเป็นเพื่อนกับเสี่ยตือ ซึ่งเครือข่ายของเสี่ยตืออาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและอาชญากรข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติต่อพิพัฒน์อย่างไร หรือจะปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน เพียงเพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายเงินที่สำคัญให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่


ทางด้านสิริพงศ์ ได้ตอบเพียงสั้น ๆ ว่าในทุกประเด็นที่ฝากมา ตามความเข้าใจของตนไม่ได้เกี่ยวกับหน้าที่ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม แต่ก็เป็นปัญหาที่ต้องมีคำตอบให้สังคม ตนจะนำเรียนต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป หลายเรื่องได้มีการดำเนินในชั้นดีเอสไอแล้ว ซึ่งผู้ที่เหมาะสมมาตอบน่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เป็นผู้กำกับดูแลดีเอสไอโดยตรง ตนส่วนตนก็ขอรับประเด็นเอาไว้และขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“จุลพันธ์” เผยผลสอบงบการเงิน สปส. ปี 68 เร่งหน่วยงานแก้ไขปมบัญชีคลาดเคลื่อน ย้ำต้องโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นผู้ประกันตน


“จุลพันธ์” เผยผลสอบงบการเงิน สปส. ปี 68 เร่งหน่วยงานแก้ไขปมบัญชีคลาดเคลื่อน ย้ำต้องโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นผู้ประกันตน


วันที่ 30 เมษายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินหน้าเชิงรุกสั่งการด่วนให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งตรวจสอบและชี้แจงกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินประจำปี 2568 โดยเน้นย้ำต้องมีความชัดเจนและโปร่งใสที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน


นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนในทุกประเด็นที่ สตง. ตั้งข้อสังเกต โดยตนกำชับว่าการบริหารจัดการเงินกองทุนและการจัดทำบัญชีต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ทรัพย์สินและเงินทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนจะต้องได้รับการดูแลอย่างรัดกุม ตรวจสอบได้ และต้องยกระดับมาตรฐานการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สังคม โดยล่าสุดได้รับรายงานการชี้แจงว่า ปัญหาดังกล่าว “ไม่ใช่กรณีเงินกองทุนสูญหาย” แต่เป็นข้อขัดข้องทางเทคนิคในการกระทบยอดตัวเลขทางบัญชี ระหว่างระบบบัญชีภายใน (E-Form-GL) กับระบบบัญชีภาครัฐ (New GFMIS Thai) ที่รูปแบบข้อมูลไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การลงรายการบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนตามข้อมูลสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง


สำหรับประเด็นความแตกต่างในบัญชีสินทรัพย์ สปส. ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องในการปรับปรุงข้อมูลระหว่าง "ทะเบียนคุมครุภัณฑ์" และ "ระบบ GFMIS" ให้เป็นปัจจุบัน โดยสาเหตุจากการบันทึกรายการในระบบ GFMIS ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีการลงรายการซ้ำซ้อน หรือบางรายการจำหน่ายออกไปแล้วแต่ระบบยังไม่อัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน


ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำชับให้หน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหา ทั้งการยืนยันตัวเลขทรัพย์สิน โดยจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเปรียบเทียบรายการบัญชีและรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด เพื่อยืนยันต่อ สตง. ว่ารายการที่เป็นส่วนต่างนั้นมีทรัพย์สินรองรับอยู่จริงโดยเร็วที่สุด การจัดระบบทะเบียนครุภัณฑ์ใหม่ ป้องกันความบกพร่องในการบันทึกข้อมูล ซึ่งได้กำชับหน่วยปฏิบัติงานทั่วประเทศให้ตรวจนับสินทรัพย์จริง (Physical count) และปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตรงกันทันที รวมทั้งเพิ่มความรัดกุมในการบริหารจัดการ อุดช่องว่างงานเอกสารด้วยการเสริมมาตรการตรวจสอบภายในที่เข้มงวด ป้องกันความผิดพลาดในการลงรายการ และเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลสินทรัพย์ให้ถูกต้องแม่นยำ


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนจะติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับปรุงข้อมูลบัญชีและทรัพย์สินในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบบริหารจัดการที่ไร้ช่องโหว่ เพื่อรักษาความมั่นคงของกองทุนและสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกันตนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #กระทรวงแรงงาน #ประกันสังคม

“วิญญัติ” เผย “ทักษิณ” ดีใจที่รับการพักโทษ แต่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมต้องติดกำไล EM ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุ เข้าหลักเกณฑ์ผ่อนปรนได้ แต่ก็พร้อมยอมรับตามกระบวนการ


“วิญญัติ” เผย “ทักษิณ” ดีใจที่รับการพักโทษ แต่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมต้องติดกำไล EM ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุ เข้าหลักเกณฑ์ผ่อนปรนได้ แต่ก็พร้อมยอมรับตามกระบวนการ


วันนี้ (30 เมษายน 2569) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ชินวัตร ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนภายหลังจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษของกระทรวงยุติธรรม ได้มีมติเห็นชอบให้นายทักษิณเป็นหนึ่งในนักโทษเด็ดขาด 859 รายที่ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป โดยมีเงื่อนไขต้องติดอุปกรณ์ติดตามตัวหรือกำไล EM


โดยระบุว่า ในการปล่อยตัววันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เป็นส่วนที่ทางเรือนจำกลางคลองเปรมจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ จะรับทราบหลังจากที่หารือกับผู้บริหารของเรือนจำ เนื่องจากการปล่อยตัวจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติด้วย รวมทั้งการจัดการความเรียบร้อยในการปล่อยตัว


อย่างไรก็ตาม ทราบเพียงแค่ว่า จะมีการปล่อยตัวนายทักษิณเพียงคนเดียวในวันดังกล่าว เพราะนักโทษรายอื่นที่รับการพักโทษมีกำหนดปล่อยที่แตกต่างกัน คาดว่าวันดังกล่าวนายทักษิณจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการในการพักโทษประมาณ 07.45 น. เป็นต้นไป เพราะต้องมีกระบวนการขั้นตอนหลายอย่างและน่าจะออกจากเรือนจำได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น.


ส่วนประเด็นเรื่องของการติดกำไล EM นั้น นายวิญญัติได้นำคำพูดของนายทักษิณมาเปิดเผยว่า "นายทักษิณเองดีใจที่ได้รับการพักโทษ เพราะเป็นเรื่องของสิทธิและประโยชน์ของตัวผู้ต้องขัง โดยเฉพาะเรื่องของหลักเกณฑ์ที่พิจารณาว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนในการพักโทษ แต่นายทักษิณก็งงในเรื่องกำไล EM เช่นกัน เพราะงงว่าทำไมต้องใช้กำไล EM กับตัวนายทักษิณ ทั้ง ๆ ที่นายทักษิณเป็นผู้สูงอายุ มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว ซึ่งมองว่าหลักเกณฑ์เหล่านี้คณะกรรมการน่าจะนำมาพิจารณาผ่อนปรนได้” นายทักษิณยังได้บอกอีกว่า "นายทักษิณไม่ใช่คนที่มีพฤติการณ์หลบหนี ถ้าจะหลบหนีจริง ก็คงไม่มาให้รับโทษแบบนี้" จึงไม่ควรที่จะนำมาตรการกำไล EM มาใช้กับนายทักษิณ


นายวิญญัติได้กล่าวต่อว่า ประเด็นกำไล EM คือสิ่งที่นายทักษิณงงอย่างมาก แต่นายทักษิณก็ยอมรับในกระบวนการดังกล่าวตามมติของคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม นายวิญญัติก็ตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า นายทักษิณเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงในหลายเรื่อง มีนโยบายที่สำเร็จมาแล้วหลายประการอย่างที่ทุกคนรับทราบดี ถือว่าเป็นคุณงามความดีของนายทักษิณ


ซึ่งตนมองว่า ถ้าเพื่อความเสมอภาคเหมือนกับผู้ต้องขังรายอื่น ตนก็ยินดี แต่ประเด็นกำไล EM นั้นมีข้อเสียคือ ความเสมอภาคดังกล่าวเกินความจำเป็นหรือไม่ที่จะใช้มาตรการนี้ หากคำนึงถึงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องมองเรื่องความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้ เพียงแค่มองเรื่องของอายุที่มากและความดีมีคุณูปการต่อบ้านเมือง ก็ตั้งคำถามได้ว่า มาตรการกำไล EM นี้กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณหรือไม่


ส่วนตัวก็ไม่เคยสอบถามการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาการพักโทษว่ามีเหตุผลใดในการใช้มาตรการติดกำไล EM เพราะตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุม แต่โดยหลักการแล้ว การติดกำไล EM เป็นมาตรการสำหรับการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อให้ทางเลือกกับบุคคลที่ยากจนหรือผู้ที่ไม่มีเงินในการวางหลักทรัพย์ประกันตัว โดยใช้กำไล EM เป็นเครื่องพันธนาการ เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ควบคุมหรือกรมราชทัณฑ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


หากมองในทางหลักการ ถ้าได้รับการปล่อยตัว ก็ต้องติดกำไล EM แต่มาตรการดังกล่าวก็มีข้อผ่อนปรน ทั้งเรื่องอายุที่มากกว่า 70 ปีขึ้นไปหรือไม่ มีโรคประจำตัวหรือพิการหรือไม่ เป็นอุปสรรคต่อการเข้ารักษาตัวเนื่องจากเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน แต่ประเด็นเรื่องของความเหมาะสม โดยเฉพาะในฐานะที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ อันนี้ตนไม่ทราบ


ด้านความเชื่อมั่นที่จะใช้มาตรการดังกล่าวในการควบคุมไม่ให้นายทักษิณหลบหนีหรือเป็นการควบคุมดูแลให้อยู่แค่ในพื้นที่ ตนมองว่านายทักษิณมีภูมิลำเนาที่ชัดเจน คือที่บ้านจันทร์ส่องหล้า จึงมองว่าไม่น่าเป็นประเด็น ถ้านายทักษิณจะหลบหนีจริง ก็คงไม่กลับมารับโทษ นายทักษิณอยู่ต่างประเทศมา 10 กว่าปี ก็คงอยากจะกลับบ้าน อย่างน้อยที่สุดตนในฐานะทนายความ ก็ดีใจที่นายทักษิณได้รับการทำโทษ ทั้งตนและนายทักษิณก็ยอมรับมาตรการนี้ จะติดก็ติด ไม่มีปัญหา เพียงแค่งงก็ตั้งข้อสังเกต


ส่วนการจะติดกำไล EM เมื่อไหร่นั้น ก็ต้องเป็นขั้นตอนของกรมคุมประพฤติที่นายทักษิณจะเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติหลังจากนี้ไปอีก 4 เดือนจนกว่าจะพ้นโทษ โดยนายทักษิณต้องไปรายงานตัวกับกรมคุมประพฤติภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันปล่อยตัว หรือมีเวลาถึงวันที่ 14 พฤษภาคม หากนับวันแรกด้วยก็จะมีเวลาถึง 13 พฤษภาคม ซึ่งกระบวนการนี้ ตนต้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงให้ข้อมูล ขณะเดียวกันกรมคุมประพฤติต้องมาชี้แจงขั้นตอนกับนายทักษิณเอง แต่ที่แน่ชัดคือ จะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมพื้นจนถึงวันพ้นโทษ คือวันที่ 9 กันยายน 2569 นี้


ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มาตรการการติดกำไล EM มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองหรือไม่นั้น นายวิญญัติกล่าวว่า ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่เป็นข้อห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง เพราะสิทธิทางการเมืองคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน การที่ท่านจะไปเป็นที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำทางการเมืองใด ๆ ก็เป็นสิทธิของท่าน ซึ่งตนเชื่อว่าภายใน 4 เดือนหลังจากนี้ นายทักษิณก็คงจะเก็บเนื้อเก็บตัว คงไม่อาจให้ความเห็นได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่


นายวิญญัติกล่าวเสริมอีกว่า ตอนนี้ไม่มีความกังวลใด ๆ ในเรื่องของกระบวนการปล่อยตัว มีเพียงแต่ความตื่นเต้นของครอบครัวและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทุกคนต่างนับวันรอถึงวันที่นายทักษิณได้รับการปล่อยตัว ส่วนหลังจากนี้นายทักษิณจะรับเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองหรือไม่นั้น นายวิญญัติมองว่า คำถามดังกล่าวต้องไปถามนายทักษิณเอง ตนไม่สามารถตอบคำถามนี้แทนนายทักษิณได้ เพราะมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่นายทักษิณสามารถพิจารณาได้ด้วยตัวเอง


แต่ยอมรับว่า นายทักษิณเองมีประสบการณ์และความรู้ความสามารถ รวมทั้งมีบุคคลทั่วโลกให้การยอมรับ อาจจะมีคนที่เห็นประโยชน์ได้ อีกทั้งนายทักษิณเองก็เป็นห่วงประชาชนและประเทศชาติอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนายทักษิณก็คงยินดีให้คำปรึกษาได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร

ศาลรธน. นัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ประกอบคำร้องผู้ตรวจการ ภายใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด กกต.จัดเลือกตั้งไม่ลับ


ศาลรธน. นัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ประกอบคำร้องผู้ตรวจการ ภายใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด กกต.จัดเลือกตั้งไม่ลับ


วันนี้ (30 เมษายน 2569) ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะ (ผู้ถูกร้อง) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 


โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 68 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224


ผลการพิจารณา : ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้บุคคลที่ถูกอ้างเป็นพยานจัดทำถ้อยคำเป็นหนังสือ ให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้ง2569 #กกต #ผู้ตรวจการแผ่นดิน

กกต. เราไม่ลืมคุณ : พริษฐ์ ชี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ 5 พรรคตอบรับข้อเสนอภาคประชาชน ให้เพิ่มชื่อผู้สมัคร-ชื่อพรรค ในบัตรเลือกตั้ง สส. เขต เพื่อลดความสับสน | ย้ำ พรรคประชาชน พร้อมเดินหน้าผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. และ การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบเลือกตั้ง 69 เพื่อการเลือกตั้งที่สะดวกและโปร่งใส

 


กกต. เราไม่ลืมคุณ : พริษฐ์ ชี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ 5 พรรคตอบรับข้อเสนอภาคประชาชน ให้เพิ่มชื่อผู้สมัคร-ชื่อพรรค ในบัตรเลือกตั้ง สส. เขต เพื่อลดความสับสน | ย้ำ พรรคประชาชน พร้อมเดินหน้าผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. และ การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบเลือกตั้ง 69 เพื่อการเลือกตั้งที่สะดวกและโปร่งใส


วันที่ 30 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสข้อความระบุว่า #กกตเราไม่ลืมคุณ : 5 พรรคเห็นตรงกัน ให้เพิ่มชื่อผู้สมัคร-ชื่อพรรค ในบัตรเลือกตั้ง สส. เขต | พรรคประชาชน เดินหน้าผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. และ การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบเลือกตั้ง 69 เพื่อการเลือกตั้งที่สะดวกและโปร่งใส 


เมื่อวาน อ. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และนักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้มาหารือกับตัวแทน 5 พรรคการเมือง (พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์) เพื่อยื่นข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้ง


เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ทั้ง 5 พรรคการเมือง เห็นตรงกันใน 1 ข้อเสนอหลัก นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อให้บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีข้อมูลเรื่องชื่อผู้สมัครและชื่อพรรคการเมือง (ในลักษณะเดียวกันกับที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีชื่อพรรคการเมือง) เพื่อลดความสับสนสำหรับประชาชนในการลงคะแนนเสียง - หากทั้ง 5 พรรครักษาสัญญาที่ให้ไว้ในวันนี้ การแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ในประเด็นดังกล่าว จะมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาอย่างแน่นอน


อย่างไรก็ตาม ผมและพรรคประชาชนเห็นว่าเราต้องทำ 2 อย่างเพิ่มเติม คู่ขนานกัน


1. ผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ที่ครอบคลุมหลายประเด็นเกี่ยวกับการเพิ่มความสะดวกสำหรับประชาชนในการใช้สิทธิและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง - เช่น การเพิ่มข้อมูลชื่อ-พรรคการเมืองบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (ตามที่ 5 พรรคเห็นตรงกัน) / การคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการสังเกตการณ์การนับคะแนน / การติดตั้งกล้องสำหรับการถ่ายการนับคะแนนในทุกหน่วยเลือกตั้ง / การกำหนดให้ กกต. เผยแพร่แบบขีดคะแนน (5/11) & รายงานผลการนับคะแนน (5/18) ของทุกหน่วย ผ่านช่องทางออนไลน์ ในรูปแบบ machine-readable ภายใน 1 วันหลังเลือกตั้ง [ตอนนี้ พรรคประชาชนกำลังยกร่างดังกล่าว เพื่อเตรียมเสนอต่อรัฐสภาในเร็วๆนี้]


2. ผลักดันการตั้ง กมธ. วิสามัญ เพื่อตรวจสอบ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง 69 โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่ประชาชนยังมีข้อสงสัยหรือข้อกังวล - เช่น ปัญหาการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่มีความล่าช้า / ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันระหว่างเอกสารแต่ละประเภท / การนับคะแนนของ กปน. ในบางหน่วย ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย / คะแนนในบางหน่วยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญหลังมีการนับคะแนนใหม่ที่นำไปสู่คะแนน / การออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร ซึ่งทำให้กระทบต่อหลักการการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ [ตอนนี้ พรรคประชาชนได้ยื่นญัตติดังกล่าวต่อสภาแล้ว โดยอยู่ในคิวที่รอการพิจารณา]


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกตเราไม่ลืมคุณ