สายตาแห่งความหวัง
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน
ปชน. ปราศรัยสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน กาส้มสองใบให้ถล่มทลายเกิน 20 ล้านเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน “เท้ง ณัฐพงษ์” พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ชวนจุดไฟความหวังให้ประชาชนที่ยังลังเล การเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัวเท่าอยู่แบบเดิม ร่วมเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ให้ประเทศไทย
.ฝ
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนจัดการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ‘ประชาชนเปลี่ยนประเทศ’ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง โดยมีการจัดเตรียมที่นั่งทั้งด้านในอาคาร รองรับประมาณ 10,000 คน และภายนอกอาคาร บริเวณสนามฟุตบอลข้างสระว่ายน้ำ
เวทีปราศรัยเริ่มในเวลา 16:00 น. ผู้ปราศรัยประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3, พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน, เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค, สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค, รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยผู้ช่วยหาเสียง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ชัยธวัช ตุลาธน และ พรรณิการ์ วานิช
[ ปลุกเสกปากกาประชาชน เปลี่ยนประเทศไทย ]
พรรณิการ์ กล่าวว่า เราประชาชนแพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอชนะครั้งเดียว เราผ่านวันที่พรรคถูกยุบ เราผ่านวันที่แกนนำพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม เราผ่านวันที่สูญเสียสมาชิกพรรคจากแสนเหลือศูนย์จากการถูกยุบพรรค เราผ่านวันที่เราชนะการเลือกตั้ง แบกความหวังของผู้คนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศไว้บนบ่า แต่พวกเขาไม่ยอมให้เราจัดตั้งรัฐบาล แต่ตอนนี้วันที่พ่ายแพ้ผ่านไปแล้ว เหลือแต่วันที่ชนะในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
คาราวานประชาชน 8 เส้นทางไปหาประชาชนทั่วประเทศครบ 77 จังหวัด หอบเอามวลความหวังความฝันของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงประเทศมุ่งตรงสู่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนทั้งประเทศจะประกาศพร้อมกันว่าประชาชนจะเปลี่ยนประเทศไทย โดยใช้อาวุธที่แหลมคมที่สุดของประชาชนคือปากกา เดินไปสู่วันที่เราจะชนะร่วมกัน ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะร่วมกันเปลี่ยนประเทศด้วยปากกาด้ามนี้
วันนี้ปลุกเสกอาวุธร่วมกันแล้ว 8 กุมภาพันธ์ เดินเข้าคูหาเลือกตั้งอย่างกล้าหาญและมั่นใจ จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ธนาธร ไม่ใช่พิธา หรือณัฐพงษ์ แต่คือประชาชน พวกคุณทุกคนคือการเปลี่ยนแปลง แล้วเรามาฉลองชัยชนะด้วยกัน ในเวทีวันนี้เราจะชวนทุกคนมาเปิดใจและเดินร่วมขบวนแห่งการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน บอกทุกคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าทำไมพวกเขาจึงต้องเปลี่ยนและเปลี่ยนร่วมกับเรา
[ สถาปนาการเมืองของประชาชน ไม่ยอมให้ประเทศตกอยู่ภายใต้การเมืองของชนชั้นนำอีก ]
ชัยธวัชระบุว่า หลังการเลือกตั้งปี 2566 เราเห็นการตระบัดสัตย์ การเมืองข้ามขั้ว การปฏิเสธเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ประชาชนเห็นอย่างโจ่งแจ้งคือการเมืองของชนชั้นนำ พวกเขาตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง อนุญาตให้มีการเลือกตั้งแต่ไม่อนุญาตให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ
การเมืองของชนชั้นนำคือการเมืองที่พยายามรักษาระบบและโครงสร้างสังคมแบบเดิมเอาไว้ พวกเขาเคยขัดแย้งกันต่อสู้กัน แต่สิ่งที่พวกเขาต่อสู้ขัดแย้งกันก็เพื่อแย่งชิงกันว่าใครจะขึ้นไปมีอำนาจอยู่บนยอดพีระมิดของโครงสร้างสังคมแบบเดิม พวกเขาไม่ได้ต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมัน ไม่ว่าจะสีไหนพวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนเติบโตด้วยความรู้ความสามารถ ด้วยนวัตกรรม ด้วยเทคโนโลยี แต่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันกันโดยการผูกขาด โดยเส้นสาย อำนาจรัฐ และเงินใต้โต๊ะ
ชัยธวัชกล่าวต่อไปว่าพวกเขาไม่ว่าจะสีไหนก็ล้วนอยู่ในโครงสร้างการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต การฮั้วประมูล การกินหัวคิว การใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง พวกเขาอยู่ในโครงสร้างเดียวกันทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างแห่งความเหลื่อมล้ำที่ทำให้คนส่วนใหญ่ทั้งในเมืองและชนบทไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง ถูกบีบว่าจะได้รับอะไรไปเป็นครั้งคราวเวลามีการเลือกตั้งหรือภัยพิบัติ พวกเขาไม่ว่าจะสีไหนล้วนแต่แสวงหาผลประโยชน์จากระบบราชการรวมศูนย์ แย่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะได้มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และการออกตั๋วตำรวจ
ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นสีไหน พวกเขาล้วนแต่ได้ประโยชน์จากระบบกฎหมายแบบไทยๆ ที่ความเสมอภาคเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายไม่มีจริง การวิ่งเต้นติดสินบนเป็นสิ่งที่พวกเขาทุกสีทำกันเป็นปกติ แย่งกันเป็นลิงหลอกเจ้าโดยไม่สนใจว่าอนาคตของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะเป็นอย่างไร
ชัยธวัชกล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาเวลาชนชั้นนำไม่ว่าสีไหนขัดแย้งกัน พวกเขาจะดึงประชาชนเข้าไปร่วมด้วยทุกครั้ง ประชาชนบางฝ่ายบอกว่าต้องการประชาธิปไตย อีกฝ่ายบอกว่าต้องการปฏิรูปประเทศ อีกฝ่ายบอกว่าต้องการรัฐบาลที่ทำให้ปากท้องดี อีกฝ่ายบอกว่าต้องการประเทศที่โปร่งใสมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ประชาชนต้องการนั้นจริงๆ แล้วไม่ควรจะขัดแย้งกันเลย เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจมองปัญหาต่างกัน เหมือนตาบอดคลำช้าง ปัญหาของพวกเราไม่ว่าจะเป็นประชาชนสีไหนล้วนเป็นปัญหาเดียวกัน มันคือช้างตัวเดียวกัน มันคือระบบและโครงสร้างแบบเดิมที่ชนชั้นน้ำหวงแหนและพยายามรักษาเอาไว้
ดังนั้น สิ่งที่การเมืองของชนชั้นนำกลัวที่สุดคือสำนึกทางการเมืองแบบใหม่ของประชาชน เมื่อไหร่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก้าวพ้นกรอบคิดที่ทำให้ขัดแย้งกันเอง เมื่อไหร่ที่เราหันมาสามัคคีกันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบเดิมที่เป็นปัญหาของประเทศ เมื่อนั้นโลกของชนชั้นนำจะล่มสลายลง
ชัยธวัชกล่าวต่อไปว่าพรรคส้มตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ถึงประชาชน เกิดขึ้นด้วยสำนึกใหม่ทางการเมืองแบบนี้ ดังนั้น เวลาเขาโจมตีกล่าวหาว่าพรรคส้มเป็นคนรุ่นใหม่ไม่มีประสบการณ์ เขาไม่ได้กลัวคนหน้าใหม่ เขาไม่ได้กลัวคนมีประสบการณ์ แต่เขากลัวเพราะพวกเราเป็นคนนอก ที่ไม่ใช่สมาชิกของสมาคมชนชั้นสูงที่ล้วนได้ประโยชน์จากโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ เราเป็นคนนอกที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง
ตนไม่ได้ต้องการบอกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรดีหรือไม่เคยสร้างประโยชน์อะไรเลย แต่ที่ผ่านมามันพิสูจน์แล้วว่าการเมืองที่ผ่านมาของพวกเขาพาประเทศไทยมาได้แค่นี้ เพราะพวกเขาล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบและโครงสร้างที่เป็นปัญหาของประเทศ เราปล่อยให้บ้านเมืองอยู่อย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว ยิ่งนานวันการเมืองแบบเดิมได้ทำให้ประเทศเสื่อมทรามลงทุกวันอย่างน่าใจหาย ประชาชนไม่ว่าจะเคยอยู่สีไหน ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับพรรคส้มทุกเรื่อง แต่วันนี้สิ่งที่เราเห็นตรงกันแน่นอนคือเราปล่อยให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
ชัยธวัชกล่าวต่อไปว่า ดังนั้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะมาถึง จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้งที่จะไปเลือกว่าอยากได้นายกรัฐมนตรีชื่ออะไร ไม่ใช่การเลือกตั้งเพื่อบอกว่าชอบนโยบายชิ้นไหนของใคร แต่เป็นการเลือกอนาคตว่าต้องการให้ประเทศเดินต่อไปแบบไหน ถ้าเห็นว่าประเทศควรอยู่แบบเดิม ในโครงสร้างและระบบที่ทำให้ประเทศเดินมาถึงจุดนี้ ก็ไม่ต้องเลือกพรรคส้ม แต่ถ้าท่านเห็นด้วยว่าเราต้องการอนาคตแบบใหม่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ช่วยกันเดินเข้าคูหากาพรรคส้มทั้งสองใบให้ชนะขาด ไม่ให้พรรคอันดับสองและอันดับสามฮั้วกันตั้งรัฐบาลอีก และอย่าลืมอีกใบหนึ่งต้องกาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย รัฐธรรมนูญ 2560 คือรัฐธรรมนูญที่ออกแบบระบบการเมืองเพื่อให้อำนาจของประชาชนถูกกดทับควบคุมโดยอำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน วันนี้แม้ สว. จะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้ สว. เป็นหัวใจสำคัญ และต้องฮั้วกันมาเท่านั้นถึงจะได้เป็น การเมืองที่ใครคุม สว. ได้ก็จะยึดกุมอำนาจการเมืองไว้ได้ทั้งหมด ยึดกุมองค์กรอิสระได้ทุกองค์กร
“การเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว ประชาชนตื่นแล้ว ใครก็ปฏิเสธประชาชนไม่ได้ เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งวัน ท่านทำอะไรได้ทำ เพื่อทำให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นวันประวัติศาสตร์ที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน สถาปนาการเมืองของประชาชนด้วยกัน เราจะไม่ยอมให้ประเทศตกอยู่ภายใต้การเมืองของชนชั้นนำอีกแล้ว เราจะทำสิ่งที่พวกเขาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ใครหน้าไหนก็ปฏิเสธเราไม่ได้ เพราะเราคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ” ชัยธวัชกล่าว
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน
“จาตุรนต์” ชี้เพื่อไทยพูดนโยบายชัดสุดทุกเวที เทียบแคนดิเดตนายกฯ หนุน
“อ.เชน ยศชนัน” พร้อมทำเรื่องใหญ่ วิสัยทัศน์ชัด นำนโยบายสู่การปฏิบัติได้จริง
วันที่
6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย
พรรคเพื่อไทย ในชื่องาน “ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่” ณ สนามกีฬาเทพหัสดิน
กรุงเทพฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง
ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัยย้ำว่า
การตัดสินใจเลือกตั้งต้องพิจารณาจาก “การหาเสียง” ว่าแต่ละพรรคพูดถึงนโยบายอย่างไร
โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่พูดเรื่องนโยบายมากที่สุด
และเสนออย่างชัดเจนที่สุด
นายจาตุรนต์กล่าวว่า
หลายพรรคอาจมีนโยบายอยู่ แต่ไปอยู่ในลิงก์ให้ประชาชนกดดูในอินเทอร์เน็ต
ขณะที่เวลาไปปราศรัยกลับพูดน้อยกว่าเพื่อไทยมาก พร้อมยืนยันว่า
“เกือบทุกเวทีของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่พิธีกรไปจนถึงแคนดิเดตอันดับหนึ่ง
พูดนโยบายกันทั้งนั้น”
พร้อมกันนี้
นายจาตุรนต์ระบุว่า จากการไปพบประชาชนในช่วงหาเสียง
พบว่าประชาชนจำนวนมากยังจดจำได้และยังมีความเชื่อมั่นว่า
พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
และให้ผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนได้มากที่สุด
นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึงแนวทางการทำงานของผู้สมัครว่า
การเลือกตั้งคราวนี้ พรรคเพื่อไทยย้ำชัดว่าผู้สมัครของพรรค โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
ต้องใกล้ชิดประชาชน พร้อมเป็นตัวแทนของประชาชน โดยแม้จะใช้อินเทอร์เน็ตหาเสียงได้
แต่เมื่อเป็นผู้แทนแล้ว “ห้ามเป็นผู้แทนแต่ทางออนไลน์” ต้องใกล้ชิดประชาชนตลอดเวลา
จากนั้น
นายจาตุรนต์ได้เปรียบเทียบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่าง ๆ
โดยกล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า “ไม่ต้องพูดถึงแล้ว”
พร้อมยกเหตุผลว่าไปดีเบตเมื่อวานก็พูดแต่เรื่อง “ไม่ทุจริต”
ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดมาก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปสนับสนุนรัฐประหาร
และทุกวันนี้ยังพูดอยู่จน “กลายเป็นแผ่นเสียงตกร่อง”
ในส่วนนายอนุทิน
ชาญวีรกูล นายจาตุรนต์ระบุว่าไม่ดีเบต เพราะรู้ว่า “ยิ่งดีเบตจะยิ่งแย่”
อีกทั้งนอกจากทำให้บ้านเมืองมีปัญหาหลายเรื่องแล้ว
ล่าสุดเวลาไปพบสื่อหรือไปปราศรัยที่ไหนก็มีท่าทีเกรี้ยวกราด
โดยเห็นว่าคำพูดที่มีปัญหามากที่สุดคือการพูดว่า “คลั่งชาติให้บ้าไปเลย”
ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ควรพูด พร้อมชี้ว่าแคนดิเดตคนอื่นพูดเรื่องรักษาอธิปไตย
รักษาดินแดน โดยใช้ถ้อยคำที่มุ่ง “สร้าง”
สร้างสันติภาพเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ และหามิตรในเวทีระหว่างประเทศ
แต่กรณีของนายอนุทินกลับพูดในสิ่งที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไม่สมควรพูด
นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึง
“เท้ง” นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ว่าแบกภาระจาก MOA หนักมาก
ทำให้พูดอะไรไม่ถนัด อีกทั้งผู้นำจิตวิญญาณก็ “บิดไปบิดมา”
จนไม่สามารถพูดเรื่องอุดมการณ์และระบบโครงสร้างอย่างที่เคยพูดได้สมัยอนาคตใหม่
ส่งผลให้เท้งอึดอัด และเมื่อจะพูดนโยบายหรือวิสัยทัศน์ก็พูดได้ไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน
นายจาตุรนต์กล่าวชื่นชม อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้สูง
เคยทำงานและมีผลงานมา แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจน และพูดถึงนโยบายด้วยความเข้าใจ
แม้ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมมากมายก็ยังสามารถพูดเรื่องนโยบายได้อย่างมีเนื้อหา
พร้อมระบุว่าอาจารย์เชนเข้าสู่การเมืองด้วยความจริงจัง ไม่ได้ขายวาทกรรม
ไม่ได้ไปโต้แย้งกับใคร แต่ตั้งใจพัฒนาประเทศ
นายจาตุรนต์กล่าวด้วยว่า
อาจารย์เชนต้องการเปลี่ยนประเทศจริง ๆ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเอไอ
ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ครอบคลุมทั้งระบบ
เป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล อีกทั้งยังมีวุฒิภาวะ
โดยเห็นได้ชัดว่าอาจารย์เชนพัฒนาแบบก้าวกระโดดในเวลาสั้น ๆ
และพร้อมทำเรื่องใหญ่ให้ประเทศ
เมื่อพูดถึงประสบการณ์ด้านการบริหาร
นายจาตุรนต์ย้ำว่าอาจารย์เชนมีมากกว่านายณัฐพงศ์แน่นอน และยังมี “แบ็คอัพ”
คือมีนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในพรรคมากกว่าพรรคประชาชนด้วย ส่วนกรณีนายอนุทิน
แม้ต้องยอมรับว่ามีประสบการณ์มากกว่าอาจารย์เชนเยอะ แต่ประสบการณ์ของนายอนุทินในช่วงสองสามเดือนมานี้พิสูจน์แล้วว่าได้สร้างความเสียหายให้ประเทศไทย
“ยับเยินที่สุด” ดังนั้น “ประสบการณ์แบบนี้” อาจารย์เชนไม่ต้องมีก็ได้
ท้ายที่สุด
นายจาตุรนต์กล่าวว่า เมื่อพิจารณาแคนดิเดตของแต่ละพรรคเช่นนี้
ขอให้ประชาชนพร้อมใจกันเลือกพรรคการเมืองที่ยืนอยู่กับประชาธิปไตย
เลือกพรรคการเมืองที่ทำได้ทั้ง “สร้างนโยบาย” และ “นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ”
รวมถึงเลือกพรรคการเมืองที่มีแคนดิเดตที่มีวิสัยทัศน์
ตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาประเทศ และเป็นที่ยอมรับของประชาชนมากขึ้น ๆ
โดยขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้ “อาจารย์เชน ยศชนัน
วงศ์สวัสดิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569
‘สุริยะ’ ขอ ‘อ.เชน นักวิทยาศาสตร์’ เป็นนายกฯ ย้ำนโยบาย
ต้องให้เพื่อไทยทำเท่านั้น มีประสบการณ์ มีทีมที่เคยทำงานจริง
วันที่
6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามเทพหัสดิน เขตปทุมวัน
กรุงเทพฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย
และผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่พรรคเพื่อไทย
“ยศชนันทำได้ เพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้” โดยกล่าวขอเสียงประชาชนผู้ที่มาร่วมปราศรัย
โดยให้พลังงานแบบนี้ไปถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แบบไม่ตก
ไม่แผ่ว วันนี้ขอเป็นตัวแทนของพี่น้องผู้สมัคร สส.เขต และผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์
ทั้ง 500 คนมาพูดกับพี่น้องประชาชนตรงนี้ ตนพูดไม่บ่อยนานๆ
พูดที แต่รอบนี้ขอพูดจากใจ
นายสุริยะ
กล่าวว่า อย่างแรก ขอบคุณพี่น้องประชาชนจากใจจริง ขอขอบคุณทุกเสียงตอบรับ
ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณที่พี่น้องยังรักพรรคเพื่อไทย ขอบคุณที่พี่น้องยังเอา
“ความหวังในชีวิต” มาฝากไว้กับพวกเรา การเมืองที่ผ่านมา มันไม่ใช่เรื่องง่าย
ทุกคนเจอความเหนื่อย เจอความผิดหวัง เจอคำถาม เจอความไม่แน่ใจ แต่การที่วันนี้
ทุกท่านยังอยู่ตรงนี้ ยังพร้อมจะเชื่อ ยังพร้อมจะเดินทางไปกับพวกเรา
สำหรับพวกผมในฐานะนักการเมือง มันคือเกียรติสูงสุด
“อยากให้พี่น้องจำคำนี้ไว้ ทุกความรัก ทุกความหวัง
ทุกนโยบายที่เราประกาศไว้ เราจะทำเต็มที่ทำให้ได้ ตนมั่นใจครับว่าเราจะมาที่ 1 หลายโพล นักวิเคราะห์บอกว่าเรามาที่ 3
แต่คนที่ได้โพลที่ 1 กับที่ 2
รวมทั้งกองเชียร์ ดูเขาจะอยู่กันไม่ค่อยสุข พยายามจะบอกว่ามีแค่สองพรรค
แต่ด่าเราไม่หยุดเช้าเย็น แปลว่าจริงๆแล้วเขากลัวเรา กลัวว่าเราจะมาที่ 1 ยังเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับ 1
ในการเลือกตั้งครั้งนี้” นายสุริยะกล่าว
นายสุริยะ
กล่าวว่า อย่างที่สอง ถ้าอยากได้นโยบายเพื่อไทย ต้องให้เพื่อไทยทำเท่านั้น
ไม่มีให้พรรคอื่นมาทำนโยบายพรรคเพื่อไทย ตนได้ยินหลายคนพูดเหมือนกันว่า
‘นโยบายเพื่อไทยรอบนี้ดีที่สุดนะ ดีกว่าทุกพรรค’ แต่ก็มีคนลังเล แล้วพูดต่อว่า
‘แต่กลัวว่าเพื่อไทยจะทำไม่ได้’ ขอพูดตรงๆ แบบไม่ต้องเกรงใจกลัวเพื่อไทยทำไม่ได้
แต่ถ้าให้คนที่ไม่เคยทำ ทำไม่เป็น หรือคนไม่เคยคิดจะทำสิ่งใหม่มาทำแทน
มันยิ่งน่ากลัวกว่า
“ขอถามแบบจริงใจ ถ้าไม่ใช่เพื่อไทย แล้วพี่น้องคิดว่าใครจะทำได้
เพราะนโยบายมันคิดยาก ลอกง่าย แต่ทำยาก แต่ทำนโยบายที่ทำจริงต้องมี 3 อย่างพร้อมกัน มีทีมที่เคยทำงานจริง มีประสบการณ์ เข้าใจทั้งระบบราชการ
กฎหมาย งบประมาณ กลไกสภา มีความละเอียด ไม่ใช่เขียนเอาหล่อ เอาเท่
เอาไว้พูดบนเวทีอย่างเดียว” นายสุริยะกล่าว
“บางพรรคก็เอานโยบายคล้าย ๆ กันมาปรับชื่อ ปรับคำ บางพรรคก็มีนโยบายสั้นมาก
มีแค่อยู่แค่บนป้าย บางพรรคก็หยิบสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยวางรากฐานไว้แล้ว
มาพูดเหมือนเป็นของตัวเอง แต่ผมไม่ได้โกรธ ผมดีใจด้วยซ้ำ
แปลว่านโยบายเพื่อไทยมันมาถูกทางจนคนต้องตาม แต่จะบอกว่านโยบายที่ดีที่สุด
ต้องมีคนที่ทำได้จริงอยู่หลังนโยบายนั้น” นายสุริยะกล่าว
นายสุริยะ
กล่าวว่า ส่วนเรื่องพรรคเพื่อไทยทำได้ไหม คำตอบมันอยู่ที่ประสบการณ์ เราเคยเป็นทั้งรัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลผสม
ฝ่ายค้าน เราเห็นทุกมุม เรารู้ทุกจังหวะ เราเคยเจออุปสรรค เราเคยเจอโจทย์ยาก
เราเคยโดนข้อจำกัดจริงๆ เพราะฉะนั้น รอบนี้เราถึงออกแบบนโยบายแบบละเอียด
ไม่ใช่แค่ประกาศแล้วจบ แต่คิดขั้นตอน คิดกลไก คิดการทำงานกับระบบจริง และ
บางอย่างอาจทำไม่ครบทุกเรื่องทันใน 4 ปี เพราะมันมีข้อจำกัด
มีขั้นตอนมีระบบที่ต้องแก้ แต่ถ้าอยากให้ “ทำได้เร็ว ทำได้เต็ม ทำได้ครบ”
อยากได้ทัน 4 ปี ต้องกี่เสียง
ถ้าพี่น้องอยากให้ทุกนโยบายเกิดขึ้นภายใน 4 ปี
เลือกเพื่อไทยให้ถึง 200 เสียง
เพราะนโยบายเพื่อไทยต้องให้เพื่อไทยทำ
นายสุริยะ
กล่าวว่า อย่างที่สาม ตลอด 25 ปีบนเส้นทางการเมืองของตน
วันนี้โลกมันเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน
การแข่งขันเปลี่ยนโจทย์ใหม่มันไม่ใช่แค่ทำให้พออยู่ได้
แต่คือทำให้ประเทศไปได้ไกลกว่าเดิม ไปไกลด้วยความรู้
ไปไกลด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะวิทยาศาสตร์สอนเรา 3
อย่างที่ประเทศต้องการมากที่สุด มันจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น
คิดบนข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก แก้ปัญหาที่สาเหตุ ไม่ใช่แค่ปลายเหตุวัดผลได้
ปรับปรุงได้ ทำให้ดีขึ้นได้จริง
“นี่แหละคือเหตุผลที่ผมอยากถามดังๆ ตรงนี้ว่ารอบนี้
ผมขอนักวิทยาศาสตร์เป็นนายกฯ ได้ไหม นักธุรกิจก็เคยแล้ว ทหารก็เคยแล้ว รอบนี้ขอลอง
“นักวิทยาศาสตร์” เป็นนายกฯ บ้างได้ไหมพี่น้อง อาจารย์เชนเป็นคนเก่งครับ
มีวิสัยทัศน์ มองปัญหา “เป็นภาพจริง” ไม่ใช่ภาพฝัน จริงใจ กล้าตัดสินใจบนเหตุผล
เข้าใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และที่สำคัญเข้าใจระบบราชการ รู้ว่าถ้าจะทำให้เกิด
ต้องขับเคลื่อนผ่านกลไกไหน ต้องปลดล็อกตรงไหน ต้องประสานอะไร
ต้องทำให้งานเดินยังไง” นายสุริยะกล่าว
นายสุริยะ
กล่าวว่า ประเทศไม่ได้ต้องการแค่คนพูดเก่ง ประเทศต้องการคนทำเป็น
ต้องการผู้นำที่จัดระบบได้ ทำงานเป็นทีมได้
ทำให้ความหวังของประชาชนกลายเป็นผลลัพธ์จริงได้ ถ้ารักนโยบายเพื่อไทย
เลือกเพื่อไทย ถ้าอยากให้ทำได้เร็ว ทำได้เต็ม ทำได้จริง เลือกเพื่อไทยให้ถึง 200 เสียง
และถ้าอยากเห็นประเทศไทยยืนบนความรู้ เท่าทันโลก และก้าวนำอนาคต
เลือกอาจารย์เชนเป็นนายกฯ เลือกพรรคเพื่อไทยให้เป็นอันดับหนึ่ง
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569
“จุลพันธ์” ปลุกพลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชูเพื่อไทยความหวังประชาชน ดัน “เชน-ยศชนัน” นำประเทศพ้นความขัดแย้ง
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามเทพหัสดิน สนามกีฬาแห่งชาติ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่พรรคเพื่อไทย “ยศชนันทำได้ เพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้” โดยชี้ว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ หลังการเมืองบิดเบี้ยวจากรัฐบาลเสียงข้างน้อยและอำนาจนอกระบบ โดยย้ำว่าเพื่อไทยยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมากว่า 20 ปี ไม่เคยทิ้งประชาชน พร้อมกันนี้ นายจุลพันธ์ประกาศสนับสนุน “เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี ชูคุณสมบัติผู้นำรุ่นใหม่ นักนวัตกรรมระดับโลก ใจถึงใจกับประชาชน มีท่าทีอ่อนน้อม ไม่สร้างความแตกแยก และเชื่อมั่นว่า ดร.เชน จะพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง สู่อนาคตที่ดีกว่าของคนไทยทั้งชาติ โดยมีข้อความทั้งหมดดังนี้
.
“การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับบางคนอาจเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต สำหรับหลายคน อาจเป็นเพียงการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่สำหรับผม การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การหย่อนบัตร ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางการเมือง เพราะผลของมัน
จะเปลี่ยนประเทศไทยไปอีกยาวนาน
.
ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ปีที่แล้ว ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเป็นอีกครั้ง ที่นายกรัฐมนตรีของเราถูกปลดด้วยอำนาจที่ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนและการเมืองไทยยังคงบิดเบี้ยวเมื่อพรรคประชาชนที่มีจำนวน สส. มากที่สุดในสภากลับไปยกมือให้พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมากมายมหาศาล แต่พรรคการเมือง ซึ่งเข้าร่วมอยู่ใน MOA กลับลอยตัว ขาดความรับผิดชอบทางการเมืองต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
.
ความบิดเบี้ยวและสัญญาณอันตรายนี้ ไม่ได้อยู่ตรงที่พรรคเพื่อไทย ต้องกลายมาเป็นฝ่ายค้าน แต่เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งถูกกำหนดใน MOA ได้สร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
.
สิ่งที่เราเห็นคือการเปิดทางให้การเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมาแข็งแรง เราเห็นการโยกย้ายข้าราชการอย่างขนานใหญ่เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง คดีสำคัญๆ อย่างฮั้ว สว. เขากระโดงถูกบิดเบือน การเอื้อประโยชน์ด้านงบประมาณ เช่น เรื่องของ MotoGP สื่อ นักวิชาการและฝ่ายค้านผู้เลือกเขาเข้ามากลับเลือกที่จะปิดปากอย่างยินยอมพร้อมใจ อำนาจอนุรักษ์นิยมเติบโตแผ่ซ่าน วันนี้ อนุทินพยายามใช้ความรักชาติ มาแบ่งแยกประชาชน
.
“หนิมอยากบอกหนูว่า คนไทยทุกคนรักชาติ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ เค้าไม่ได้รักหนู มีแต่พรรคประชาชนเท่านั้น ที่รักหนูจนสุดใจ”
.
หลังจากมีการยุบสภา เพื่อนร่วมทางของเราบางคนเลือกที่จะเดินจากไป พรรคเพื่อไทยถูกตราหน้าจากสังคม บางคนบอกว่าพรรคเพื่อไทยเลือดจะไหลหมดตัว บางคนบอกว่า
เราจะกลายเป็นพรรคเล็กมี สส. ไม่ถึง 100 คน บางคนถึงกับบอกว่าถ้ามีการเลือกตั้งอีกครั้งพรรคเพื่อไทยอาจถึงขั้นสูญพันธุ์
.
ในวันที่พรรคกำลังลำบากที่สุด ผมได้รับความไว้วางใจจากพรรค ให้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค และยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย
.
การได้เป็นหัวหน้าของพรรคเพื่อไทย คือเกียรติสูงสุดและความรับผิดชอบที่หนักที่สุด ผมเคยถามตัวเองว่า ผมจะพาพรรคกลับมาแข็งแกร่งและลบทุกคำสบประมาทได้หรือไม่
.
และในที่สุด ผมก็ได้คำตอบครับ คำตอบนั้นเรียบง่ายมาก...นั่นคือ 'นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราโดนกระทำ' แต่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งด้วยพลังของพี่น้องประชาชน
.
ตลอดเวลากว่า 20 ปี ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทย พวกเราโดนรัฐประหาร เพื่อนของเราโดนสังหารกลางถนน เราโดนนิติสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า หลายครั้งเราต้องยอมถอย หลายครั้งเราต้องกลืนเลือด หลายครั้งต้องตัดสินใจทำ แม้จะต้องเผชิญกับการถูกต่อว่า แม้ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่บิดเบี้ยว แต่เราไม่เคยถอยออกนอกเส้นทางการต่อสู้ เรายังคงสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง สู้อย่างที่พวกเราทำมาตลอด เหมือนที่ “เชน-ยศชนัน” เคยพูดว่า “เราแค่ต้องไม่ตาย”
.
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่มีทางลัด เพราะเรารู้ว่า ความหวังจะมีค่า ประชาธิปไตยจะมีความหมายก็ต่อเมื่อประชาชน กินอิ่ม นอนหลับ มีงานทำ มีรายได้ เศรษฐกิจจะมั่งคั่งประเทศจะมั่นคง ประชาชนต้องแข็งแรง
.
ภาพของประชาชนทั่วประเทศไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของพวกเราเลย เรารู้ดีว่า ประชาชนไม่เคยทิ้งเรา และพรรคเพื่อไทยก็จะไม่มีวันทิ้งประชาชน
.
บางพรรคบอกว่าเพื่อไทยละทิ้งคนเสื้อแดง บางพรรคพยายามเคลมความเป็นเสื้อแดงไปจากเรา ในวันที่เราเจ็บปวด ในวันที่เราถูกเรียกว่าควาย ในวันที่เราใส่เสื้อแดงและโดนดูถูกอยู่กลางถนน ในวันที่เราเคยวิ่งหลบกระสุนร่วมกันกับประชาชน พวกคุณหลายคนยังสะใจกับความตายของคนเสื้อแดงอยู่เลย
.
แต่ในวันนี้ คนเสื้อแดงสามารถกลับมามีเสียงมีที่ยืนในสังคม คนเสื้อแดงสามารถยืดอกภูมิใจในตัวตนของเราอีกครั้ง นั่นคือวันที่ผมมั่นใจ ว่าพรรคเพื่อไทยกลับมาแล้ว กลับมาอย่างยิ่งใหญ่และยังคงเป็นความหวังให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งชาติ
.
การเลือกตั้งที่จะถึง ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนในประเทศนี้ที่พูดถึงนโยบายมากเท่าพรรคเพื่อไทย เรายังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
.
ผมอยากให้ทุกคนลองหลับตา แล้วนึกภาพตามผมดูนะครับ
.
- วันที่พี่น้องเจ็บป่วย 30 บาทรักษาทุกโรคจะรักษาได้ทุกที่ ไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป
- วันที่ต้องขึ้นรถเมล์ร้อน กลิ่นควันเต็มเมืองจะกลายเป็นรถเมล์แอร์เย็นในราคาเพียง 10 บาท
- วันที่ต้นทุนการเดินทางไม่เป็นภาระเพราะรถไฟฟ้าราคา 20 บาทตลอดสาย
- วันที่เกษตรกรไม่ต้องลุ้นกับต้นทุนเพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีกำไรอย่างน้อย 30%
- วันที่หนี้สินของผู้สูงอายุและประชาชนจะไม่ใช่โซ่ตรวนอีกต่อไป
- วันที่คนไทยและเกษตรกรจะไม่ต้องห่วงพะวงเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง
- วันที่การเสี่ยงโชคไม่ใช่ภาระต่อรายได้ แต่เป็นเงินออมที่สะสมไว้ มีกินมีใช้ยามเกษียณ
- วันที่ยาเสพติดและแก๊งสแกมเมอร์จะไม่สามารถทำลายลูกหลานของเราได้อีก
- วันที่เด็กไทยที่มีความสามารถอยากไปเรียนต่างประเทศเขาจะได้โอกาส และไม่ต้องกังวลเรื่องทุน
- วันที่ศิลปะได้รับการให้คุณค่าและเด็กไทยสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่
- วันที่เราไม่ต้องเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านแต่สามารถสูดอากาศได้เต็มปอดทุกวัน
- วันที่ประกันสังคม ตอบโจทย์พี่น้องภาคแรงงานมีการลงทุนโดยมืออาชีพ มีสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
- วันที่คนไทยไร้จนมีเงินในกระเป๋า มีรายได้อย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน
.
และทั้งหมดนี้จะชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยรัฐบาลดิจิทัล ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ ตรงจุดผ่านนโยบายเศรษฐีเงินล้าน ที่นำประชาชน เข้าสู่ระบบด้วยความเต็มใจ
.
นี่คือภาพประเทศไทยที่พวกเราอยากเห็น วันนี้ ลูกสาวผมอยู่ในที่นี้ พ่อคนนี้จะส่งมอบสังคมที่ดีให้กับลูก พรรคเพื่อไทยจะสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าให้คนไทย มาร่วมสร้างมันไปพร้อมๆ กัน ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาล ส่ง “เชน-ยศชนัน” ไปเป็นนายกรัฐมนตรี
.
พี่น้องครับ หลังจากที่ #genzforpheuthai ออกมาแสดงความคิดเห็นมากมาย ผมขอขอบคุณน้อง ๆ Gen Z ที่เปิดใจให้พรรคเพื่อไทย หนึ่งเสียงของน้องมีค่าเท่ากับทุกเสียงในประเทศนี้ ทุกการเลือกทุกการตัดสินใจเป็นของเราจงภูมิใจในเสียงของตัวเอง เราได้เรียนรู้ร่วมกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต ทำไมถึงยังรักเพื่อไทย ทำไมถึงภูมิใจที่ได้เลือกเพื่อไทย
.
แดงเพื่อไทยทั้งหลาย ผมเห็นสัญญาณที่ชัดเจน ว่าพวกเราโอบรับความแตกต่าง พวกเราไม่ตัดสินกัน พวกเราเปิดพื้นที่ให้กัน พวกเราไม่สร้างความแตกแยก ประชาธิปไตยไม่ใช่เวทีให้ประกาศว่า ใครที่คิดไม่เหมือนเราคือศัตรู เราไม่ทำทุกอย่างเพื่อชนะบนโลกโซเชียล แต่แพ้ในโลกแห่งความเป็นจริง ประชาชนไม่ได้เลือกเพื่อไทยเพราะโง่ แต่เพราะเรามีนโยบายจากชีวิตจริง เราเสนอทางออกต่อปัญหาแบบจับต้องได้
.
ประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงข้อนี้ ไม่ใช่เหยียบหัวคนส่วนใหญ่ แล้วเรียกตัวเองว่าก้าวหน้า เพื่อไทยไม่ขายความสะใจ ไม่เหยียบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี ไม่ใช้ความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อน แต่เราเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่า คือ ความอดทนของประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่ยาวิเศษ ต้องใช้เวลา ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน
.
พรรคเพื่อไทยต่อสู้มายาวนาน เราล้ม แต่เราก็ลุกขึ้นมาได้ เพราะประชาชนโอบอุ้มเราเอาไว้ทุกครั้ง และวันนี้ จะเป็นวันที่พรรคเพื่อไทย พาพี่น้องประชาชนเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เดินไปข้างหน้าเถิดประชาชนเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
.
ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าไม่ว่าท่านจะเดินไปไกลเพียงใด เมื่อหันกลับมา พรรคเพื่อไทยจะอยู่ตรงนี้เสมอ หากท่านล้มลง พรรคเพื่อไทยจะโอบอุ้มท่านเอาไว้ และเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องประชาชนตลอดไป ความหวังและอนาคตของพี่น้องประชาชนพรรคเพื่อไทยจะรับมันไว้และทำให้มันเป็นจริง
.
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะสื่อสารไปยังแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อ.เชน ผมผู้จักเชน ตั้งแต่เชนลงสมัคร สส. เชียงใหม่ ครั้งแรก
เมื่อปี พ.ศ. 2556 และ 50 กว่าวันที่ผ่านมายิ่งทำให้ผมได้เห็นตัวตนของเชน อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เชนเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับอย่างไร้ข้อกังขาในระดับโลก เป็นผู้คิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคนพัฒนาประเทศ เชนเป็นผู้นำ ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นใช้เวลาค่อนชีวิตคิดหาวิธีช่วยเหลือผู้พิการและมุ่งมั่นทำจนสำเร็จ ที่โลกออนไลน์พูดว่า “วันนี้คุณเติมเชนแล้วหรือยัง” สะท้อนถึงการส่งพลังบวกสะท้อนถึงการส่งความหวัง และความเชื่อมั่น และสำคัญที่สุด คือ เชนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่กดใครให้ต่ำ เพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น ไม่ทะเลาะกับใคร ไม่เล่นวาทกรรม ผมเชื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่นำพาประเทศออกจากความขัดแย้ง จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน
.
หนิมอยากจะบอกเชนว่า เชนเอ้ย… เชนเป็นคนมีความสามารถ เชนเป็นคนมุ่งมั่นทุ่มเท เชนเป็นคนกล้าที่จะ “คิดใหม่ ทำใหม่” เชนเป็นผู้โอบรับความแตกต่าง เชนเป็นผู้ที่มองไปข้างหน้า โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เชนเป็นผู้ที่จะพาทุกคน ก้าวข้ามความขัดแย้ง เชนคือความหวังและอนาคตของคนไทยทุกคน
.
หนิมอยากจะบอกเชนว่า จงอย่าแปรเปลี่ยนตัวตน จงอย่าเปลี่ยนความตั้งใจ จงเป็นเชนอย่างที่เป็นอยู่ แม้แต่หนิม ก็กำลังโดนเชนเปลี่ยนไปทีละน้อย ประเทศไทยและประชาชนคนไทยก็กำลังจะถูกเปลี่ยนโดยเชนเช่นเดียวกัน
.
จงโอบรับความฝัน จงแบกรับความหวังและนำพาพวกเราก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ผมมั่นใจอย่างที่สุดว่า “เชน-ยศชนัน” จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด สำหรับคนไทยทุกคน
.
พี่น้องครับ ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่ เรามาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการเปลี่ยน “อ.เชน” เป็น “นายกฯ เชน”
.
แดงทั้้งหลาย เปล่งเสียงพร้อมกัน ให้ก้องทั้งเทพหัสดิน! “นายกเชน!” “นายกเชน!” “นายกเชน!”
.
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #เลือกตั้ง2569
กำลังจะเริ่มแล้ว เวทีปราศรัยพรรคประชาชน ประชาชนเข้าจับจองพื้นที่แน่น
วันนี้ 6 ก พ. 69 โดยเวลาประมาณ 13.20 น. คาราวานสายภาคตะวันออก #ลูกน้ำเค็ม เคลื่อนมาถึงอาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทยญี่ปุ่น (ดินแดง) กรุงเทพมหานคร นำโดย นายเซีย จำปาทอง ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ นายปิยรัฐ จงเทพ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ช่วยหาเสียง และผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน #รถพุ่มพวง ประชาชนต่างร่วมถ่ายรูปเป็นระลึก
เปิดประตูเปิดให้ประชาชนเข้ามาจับจองพื้นที่ได้ตั้งแต่ 14.00 น. และจะเริ่มเวทีปราศรัยเวลา 16.00 น.
ทั้งนี้ยังจัดเตรียมสนามฟุตบอลข้างอาคาร ไว้รองรับเพิ่มเติมอีกด้วย โดยมีการติดตั้งจอขนาดใหญ่ เพื่อถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง
สำหรับการปราศรัยจะเริ่มต้นขึ้นในเวลา 16.00 น. ช่วงเวลา 16.00-18.00 น. จะเปิดปราศรัยรอบแรก โดยมีนางสาวรักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ เป็นหนึ่งในผู้ปราศรัย จากนั้นเวลา 18.15-20.00 น. 3 แคนดิเดตจากพรรคประชาชนขึ้นปราศรัยโดยมีนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล และนายณัฐพงษ์ ปิดท้าย จากนั้นแกนนำจะไปทักทายประชาชนที่สนามฟุตบอลด้านนอก
รูปถ่ายตอน 14.10 น.
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน