เมื่อวานนี้
(1 พฤษภาคม 2562) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา
ศาลอ่านฟังคำพิพากษาศาลฎีกา หมายเลขดำ 8132/2561 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บริษัทศูนย์รับฝากทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แฟมิลี่ โนฮาว จำกัด โจทก์ที่ 1-3
ยื่นฟ้อง
บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์อินชัวรันส์, บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน),
บริษัท ฟอลคอลประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท
กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เทเวศประกันภัย
จำกัด (มหาชน), บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
เป็นจำเลยที่ 1-6 ในเรื่องประกันภัย
โจกท์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า
โจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันภัยทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไว้ต่อจำเลยทั้งหก
คุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิด จำนวนเงินเอาประกันภัยรวม 3,474,408,510.33 บาท
ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่
31 ม.ค.2553 ถึงวันที่ 31 ม.ค.2554
โดยจำเลยทั้งหกแบ่งสัดส่วนการรับประกันภัยดังนี้ จำเลยที่ 1 ร้อยละ 30 จำเลยที่ 2 ร้อยละ 20
จำเลยที่ 3 ร้อยละ 15 จำเลยที่
4 ร้อยละ 15 จำเลยที่ 5 ร้อยละ 10 และจำเลยที่ 6 ร้อยละ
10
ต่อมาเมื่อวันที่
19 พ.ค. 2553 มีกลุ่มบุคคลไม่ทราบจำนวนบุกเข้าทุบทำลายและวางเพลิงเผาอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายจากการทุบทำลาย เพลิงไหม้
น้ำที่ใช้ดับเพลิงจากอุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ
โดยโจทก์ที่
1 ได้รับความเสียหาย 94,107,577.53 บาท โจทก์ที่ 2
ได้รับความเสียหาย 380,059 บาท และโจทก์ที่ 3
ได้รับความเสียหาย 14,568,504.27 บาท
โจทก์ทั้ง
3 แจ้งความเสียหายให้จำเลยทั้ง 6 ทราบ และแจ้งว่าจะดำเนินการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นตามความจำเป็นและประโยชน์ของการใช้งาน
จำเลยทั้ง 6 ส่งบุคคลผู้มีชื่อสำรวจและประเมินความเสียหายแล้วมีหนังสือแจ้งปฏิเสธความรับผิด
เป็นการโต้แย้งสิทธิทำให้โจทก์ทั้ง 3 เสียหาย
โจทก์ทั้ง
3 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้ง 6 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ
7.5 ต่อปี แต่จำเลยทั้ง 6 เพิกเฉยไม่ชำระ
ขอให้บังคับจำเลยที่
1 ชำระเงิน 31,881,197.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี ของต้นเงิน 28,232,273.26 บาท
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่
2 ชำระเงิน 21,254,131.93 บาท
พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่
3 ชำระเงิน 15,940,598.95 บาท
พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1
ให้จำเลยที่
4 ชำระเงิน 15,940,598.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 10,627,065.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1
ให้จำเลยที่
6 ชำระเงิน 10,627,065.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 128,754.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2
ให้จำเลยที่
2 ชำระเงิน 85,836.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 64,373.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2
ให้จำเลยที่
4 ชำระเงิน 64,373.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 42,918.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2
ให้จำเลยที่
6 ชำระเงิน 42,198.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,935,430.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3
ให้จำเลยที่
2 ชำระเงิน 3,290,289.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 2,467,715.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3
ให้จำเลยที่
4 ชำระเงิน 2,467,715.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3 ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 1,645,143.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3
ให้จำเลยที่
6 ชำระเงิน 1,465,840.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3
จำเลยทั้ง
6 ให้การทำนองเดียวกันว่าจำเลยทั้ง 6 ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะความเสียหายจากการวางเพลิงเผาอาคารของโจทก์ที่
1 และทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 3 ที่อยู่ในอาคารของโจทก์ที่
1 เกิดจากการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย
เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย
จำเลยทั้ง
6 ไม่ต้องรับผิดทั้งความเสียหายจากการทุบทำลาย เพลิงไหม้
น้ำที่ใช้ดับเพลิงจากอุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ
และควันไฟมิใช่ภัยเนื่องจากการกระทำอันป่าเถื่อน
และกระทำด้วยเจตนาร้ายมุ่งหวังเพื่อทำลายตัวทรัพย์ที่เอาประกันเพียงอย่างเดียว
หากแต่เป็นการกระทำของกลุ่ม
นปช. ที่กระทำโดยมุ่งหวังให้เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง
และเป็นการกระทำโดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองเป็นสำคัญ และโจทก์ทั้ง 3 เรียกค่าเสียหายสูงเกินส่วน
ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว
พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน
โจทก์ทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลตาม
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ประกอบกิจการตลาดหลักทรัพย์โดยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันกัน
จัดให้มีการให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน
จัดระบบและวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์โจทก์ที่ 2 และที่ 3
เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด
โดยโจทก์ที่
2 ประกอบกิจการรับฝากหลักทรัพย์ ส่วนโจทก์ที่ 3 ประกอบกิจการจัดการงานนิทรรศการการ
แสดงสินค้าการฝึกอบรม และประชุมสัมมนา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน
ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับหนังสือรับรองให้ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด
ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย
เมื่อวันที่
31 ม.ค. 2553 โจทก์ทั้ง 3 ร่วมกับผู้เอาประกันรายอื่นทำสัญญาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เลขที่ 26 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย
เขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร (รวมฐานราก) ที่จอดรถ สิ่งต่อเติมต่าง ๆ กำแพงประตู
รั้วตลอดแนว เฟอร์นิเจอร์สิ่งตกแต่งต่าง ๆ อุปกรณ์สำนักงาน
เครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทุกชนิดระบบปรับอากาศและระบบอื่น ๆ
เครื่องจักร
และอุปกรณ์ทุกชนิด ระบบลิฟท์ เสาอากาศและระบบสัญญาณวิทยุ
ระบบโทรทัศน์วงจรปิดพร้อมอุปกรณ์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และทรัพย์สินต่าง ๆ
ภายในสถานที่เอาประกันภัยรวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ และทรัพย์สินอื่น ๆ
ทุกชนิดในอาคารดังกล่าวไว้ต่อจำเลยทั้ง6โดยคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่
31 ม.ค. 2553 ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2554 จำนวนเงินเอาประกันภัย 3,474,408,510.33
บาท
จำเลยทั้ง
6 แบ่งสัดส่วนการรับประกันภัยตามลำดับ
โดยกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อยกเว้นความรับผิดว่า
การประกันภัยไม่คุ้มครองความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงหรือโดยอ้อมมาจาก
หรือสืบเนื่องมาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาล การกบฏ
การปฏิวัติ การยึดอำนาจการปกครองโดยทหาร หรือการก่อการร้ายโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคล
ซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการผู้ก่อการร้ายที่ใช้กำลังอย่างรุนแรงเพื่อผลทางการเมืองและรวมถึงการใช้กำลังอย่างรุนแรงเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่สาธารณชนตามกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
ระหว่างวันที่
12 มี.ค. 2553 ถึงวันที่ 19 มี.ค.
2553 มีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
หรือกลุ่ม นปช. เพื่อประท้วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์
ลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่
มีการตั้งเวทีใหญ่บริเวณแยกราชประสงค์ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง
และมีการตั้งเวทีย่อยบริเวณแยกคลองเตยใกล้อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยมีการปิดการจราจรบนถนนรอบพื้นที่การชุมนุมทุกแห่งการชุมนุมมีการใช้ความรุนแรงรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
พ.ศ. 2548
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 รัฐบาลส่งกำลังทหารสลายการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์และได้เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานที่หลายแห่งรวมทั้งอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 3 ได้รับความเสียหาย
โจทก์ทั้ง
3 จึงได้แจ้งเหตุความเสียหายต่อจำเลยทั้ง 6 ซึ่งจำเลยทั้ง
6 มอบให้บริษัท แม็คลาเรนส์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำรวจความเสียหายจากเหตุดังกล่าว แล้วปฏิเสธความรับผิด
อ้างว่าเหตุความเสียหายเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
โจทก์ทั้งสามบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งหกรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยทั้ง 6
เพิกเฉยไม่ชำระ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้ง
3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประการแรกว่า
ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเกิดจากภัยประเภทใดและเป็นภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยตามฟ้องหรือไม่
เมื่อปรากฏว่าเหตุความเสียหายต่อทรัพย์สินตามฟ้องเป็นผลมาจากมีกลุ่มบุคคลบุกรุกเข้าไปในอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและก่อให้เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารจนทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง
3 ที่อยู่ภายในอาคารและตัวอาคารดังกล่าวได้รับความเสียหาย
ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นภัยที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้และการกระทำด้วยเจตนาร้ายซึ่งเป็นภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
ขณะที่ทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุเพลิงไหม้อาคารเกิดขึ้นตอน
15.00
น. ภายหลังแกนนำประกาศยุติชุมนุมตอน 13.00 น.
ตลอดจนผู้ก่อเหตุทุบทำลายและเผาอาคาร ก็มีประมาณ 10 คน
ทั้งเป็นกลุ่มบุคคลที่ปิดบังอำพรางใบหน้า
และกลุ่มที่ทำในลักษณะมีเจตนาก่อเหตุร้ายแล้วหลบหนีไปทันที
โดยไม่มีประชาชนอื่นใดร่วมกระทำการ
พยานหลักฐานของจำเลยทั้ง 6
ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่าเหตุเพลิงไหม้ตามฟ้องเป็นผลมาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาล
และเป็นการก่อการร้ายเพื่อหวังผลทางการเมืองตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งหก
ดังนั้นจำเลยทั้ง 6 จึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
ปัญหาว่าจำเลยทั้ง
6 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้ง 3 เพียงใด
ข้อนี้โจทก์ทั้ง 3 นำสืบความเสียหายของโจทก์แต่ละรายไว้แล้ว
พร้อมตารางสรุปจำนวน โดยโจทก์มิได้นำสืบแสดง
รายละเอียดความเสียหายตามที่กล่าวอ้างในแต่ละรายการ
แต่กลับปรากฏความเสียหายบางรายการที่มิใช่ความเสียหายอันเกิดจากวินาศภัยภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย
ยังได้คำเบิกความของ
เจ้าหน้าที่วิศวอาคารและหัวหน้าช่างซ่อมบำรุงอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
พยานโจทก์ทั้ง 3
ว่า ทรัพย์สินบางรายการ เช่น พรม หรือเฟอร์นิเจอร์
อาจไม่ต้องซ่อมแซม เพียงแต่ทำความสะอาดก็ สามารถใช้งานได้ดังเดิม
เมื่อจำเลยทั้ง
6 ปฏิเสธโต้เถียงว่าโจทก์ทั้ง 3 เรียกค่าเสียหายสูง
เกิน กรณีจึงไม่ อาจรับฟังว่าโจทก์ทั้ง3ต้องเสียหายตามจำนวนที่กล่าวอ้าง
แต่แม้โจทก์ทั้ง 3 จะนำสืบความเสียหายได้ ไม่สมข้ออ้าง
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคก็มีอำนาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์
จึงเห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 89 ล้านบาท
ส่วนโจทก์ที่ 2 ที่เรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์
8 ชุด
ซึ่งเป็นความเสียหายที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ฯ
ส่วนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ้าหุ้มเก้าอี้พนักงาน
จำนวน 13,209
บาท ก็ไม่มีหลักฐานการชำระเงิน คงมีเฉพาะส่วนที่จำเลยทั้ง6ได้นำสืบยอมรับค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 มีเพียง 50,414
บาท ดังนั้นศาลจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 57,500 บาท ส่วนโจทก์ที่ 3 ศาลเห็นควรกำหนดค่าเสียหายจำนวน 9 ล้านบาท
และเมื่อปรากฏว่าหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคาร
พวกโจทก์ได้มีหนังสือเรียกร้องค่าสินไหม
และหนังสือแจ้งปรับปรุงข้อมูลความเสียหายให้จำเลยทั้ง 6 ชำระ
แต่พวกจำเลยมีหนังสือแจ้งปฏิเสธความรับผิด โจทก์ทั้ง 3 ขอให้บังคับจำเลยทั้ง
6 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย
มิใช่ผู้กระทำละเมิด เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2554 จึงถือว่าจำเลยทั้ง 6 ผิดนัดชำระตั้งแต่วันที่ 4
ม.ค. 2554 จึงต้องได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันดังกล่าว
ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้ง
3 มานั้น ศาลฎีกาฯ ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้ง 3 ฟังขึ้น
พิพากษากลับ
ให้จำเลยที่ 1
ใช้ค่าสินไหมทดแทน 26,700,000 บาท จำเลยที่ 2
ใช้ค่าสินไหมทดแทน 17,800,000 บาท จำเลยที่ 3
ใช้ค่าสินไหมทดแทน 13,350,000 บาท จำเลยที่ 4
ใช้ค่าสินไหมทดแทน 13,350,000 บาท จำเลยที่ 5
ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,9000,000 บาท
และจำเลยที่
6 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,900,000 บาท
พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1
ให้จำเลยที่
1 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 17,250 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 11,500 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,625 บาท จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,625 บาท จำเลยที่ 5 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 5,750 บาท และจำเลยที่ 6 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 5,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2
ให้จำเลยที่
1 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,700,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,800,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,350,000 บาท จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,350,000 บาท จำเลยที่ 5 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 900,000 บาท และจำเลยที่ 6
ใช้ค่าสินไหมทดแทน 900,000 บาท
พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3
ข้อมูลจาก
Matichon
Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง #16ปีเมษาพฤษภา53