วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ศิริกัญญา” จี้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนรอบใหม่ ชี้ไม่รอบคอบ-กระทบกลุ่มเปราะบาง

 


“ศิริกัญญา” จี้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนรอบใหม่ ชี้ไม่รอบคอบ-กระทบกลุ่มเปราะบาง


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนและหัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านปฏิรูปรัฐ วิจารณ์มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ปรับเกณฑ์การคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ว่ายังมีปัญหาหลายด้านและขาดความรอบคอบ


ศิริกัญญา กล่าวว่า เมื่อคืนนี้นายกรัฐมนตรีได้มีการบอกให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ในช่วงเช้า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาแถลงและยืนยันการทบทวน โดยบอกว่าการทบทวนในครั้งนี้ไม่ใช่การทบทวนมติ ครม. แต่เป็นการทบทวนหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกองทุน


ซึ่งในรายละเอียดที่ออกมา ได้แจ้งว่าสำหรับรอบปีภาษีนี้จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว เนื่องจากลูก ๆ แต่ละคนก็ได้ลดหย่อนภาษีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น พ่อแม่ที่จะยืนยันสิทธิ์หรือขอรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ก็ยังสามารถขอได้อยู่ ถึงแม้ลูกจะนำชื่อไปลดหย่อนภาษีก็ตาม แต่ในปีภาษีหน้าก็จะกลับไปเป็นตามมติ ครม. เดิม นั่นก็คือ เมื่อลูกนำชื่อของพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่ พ่อแม่ก็จะถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ


ทีม ครม.เงา เห็นว่าเรื่องดังกล่าวยังเป็นปัญหาอยู่ ที่ไม่สามารถพิจารณาเรื่องดังกล่าวรวมกันได้ว่า การที่ลูกอุปการะก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ไม่ได้อยู่ในสถานะที่เดือดร้อน


ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ทีม ครม.เงา ขอเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้ทบทวนหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดหย่อนภาษีของลูก การลดหย่อนภาษีไม่ควรถูกนำมาเป็นเกณฑ์ตัดโอกาสที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่นเดียวกับที่ไม่ควรทำให้ลูกถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลดหย่อนภาษีของพ่อแม่ รวมไปถึงเกณฑ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถือครองที่ดิน 10 ไร่ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แข็งมาก โดยจะพบว่ามีเกษตรกรที่มีที่ดินอยู่ 10-12 ไร่ แต่ก็ไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และยังมีความเดือดร้อนที่จำเป็นจะต้องได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ


รวมไปถึงเรื่องของหนี้สินที่มีเกณฑ์อยู่ที่ 100,000 บาท ก็จะทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่ได้เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ในเรื่องของรถยนต์ ที่อาจมีกรรมสิทธิ์มานานแล้ว มูลค่ารถยนต์จริงไม่เหลือแล้ว รวมไปถึงอาจเป็นรถยนต์ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิ์เช่นเดียวกัน


ศิริกัญญาทิ้งท้ายว่าจะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้มีปัญหาอยู่เยอะมาก จึงขอให้ในการประชุม ครม. วันที่ 10 มิถุนายน มีการทบทวนหลักเกณฑ์เหล่านี้


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“วีระยุทธ-พิศาล” จี้รัฐบาลสู้กลับข้อกล่าวหาสหรัฐฯ แนะต้องวางยุทธศาสตร์เจรจาแบบรู้เขารู้เรามากกว่านี้

 


“วีระยุทธ-พิศาล” จี้รัฐบาลสู้กลับข้อกล่าวหาสหรัฐฯ แนะต้องวางยุทธศาสตร์เจรจาแบบรู้เขารู้เรามากกว่านี้


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ครม.เงาพรรคประชาชน โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีม ครม.เงา ด้านเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วย พิศาล มาณวพัฒน์ ที่ปรึกษา เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการใน 2 แนวทางไปพร้อมกัน ทั้งการสู้ข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ อย่างมีหลักการ และเปิดเผยข้อแลกเปลี่ยนต่อสาธารณะผ่านกลไกสภา


[ รัฐบาลต้องสู้ข้อกล่าวหาสหรัฐฯ 2 ข้อ ปรับลดข้อแลกเปลี่ยน และทำงานโปร่งใสผ่านกลไกสภา ]


วีระยุทธเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงภูมิหลังว่า หลังศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่า Reciprocal Tariffs ขัดรัฐธรรมนูญเมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้มาตรา 122 ที่กำหนดอัตราภาษี 10% แทน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ใช้ได้เพียง 150 วัน และจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ 


สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จึงเตรียมนำมาตรา 301 มาใช้ โดยอ้างสองเหตุผลหลักสำหรับเก็บภาษีสินค้าจากไทยคือ การใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และการผลิตส่วนเกิน (Structural Excess Capacity and Production) 


วีระยุทธระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลโดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พุ่งเป้าไปที่การเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายนเป็นหลัก แต่ ครม.เงา เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการทั้งสู้และเจรจาไปพร้อมกัน 


ในส่วนของการสู้ข้อกล่าวหาเรื่อง “การผลิตส่วนเกิน” วีระยุทธชี้ว่า USTR อ้างเรื่องการเกินดุลการค้าและการใช้กำลังการผลิตต่ำ โดยไม่ได้ระบุว่าไทยมีนโยบายอุดหนุนภาคเอกชน ซึ่งต่างจากกรณีจีน อินเดีย และเวียดนาม ที่รัฐอุดหนุนธุรกิจส่งออกอย่างชัดเจน ดังนั้น เราจึงต้องชี้แจงตอบโต้ว่าประเทศไทยไม่ได้ดำเนินนโยบายอุดหนุนจนเกิดการผลิตล้นเกินเพื่อทุ่มราคาตลาดโลกหรือตลาดสหรัฐฯ แต่อย่างใด 


สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง “แรงงานบังคับ” วีระยุทธกล่าวว่า USTR กล่าวหาว่าไทยยังไม่มีข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยสามารถแก้ไขได้โดยการปรับปรุงกฎระเบียบ เพราะเป็นมาตรฐานที่ไทยต้องยกระดับอยู่แล้วหากต้องการทำการค้าหรือเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เนื่องจาก EU ออกกฎหมาย Forced Labour Regulation (FLR) ที่ห้ามวางขายสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับในตลาด EU โดยจะมีผลบังคับใช้ในปลายปี 2570 และเนื่องจากมาตรฐานของสหรัฐฯ กับ EU กำลังขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ไทยจึงควรถือโอกาสนี้ยกระดับกฎระเบียบด้านแรงงานไปเลย 


ส่วนเรื่องการเจรจาข้อตกลง ART วีระยุทธชี้ว่า ขณะนี้บริบทเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลต้องอย่ายอม ควรปรับข้อแลกเปลี่ยนให้ได้สัดส่วนกับบริบทที่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องทิ้งไพ่ทุกใบให้สหรัฐฯ เพราะกรอบภาษีใหม่อยู่ระหว่าง 10% หรือ 12.5% เท่านั้น ต่างจากตอนเผชิญกำแพงภาษีถึง 36% ทั้งนี้ รัฐบาลต้องไม่ยึดแค่ตัวเลขภาษีเป็น KPI เพราะข้อตกลงที่นำไปแลกจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยไปอีกนาน กระบวนการและข้อตกลงจึงต้องรัดกุมและโปร่งใส


วีระยุทธย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเจรจากับสหรัฐฯ แต่การเจรจาที่ดีต้องไม่เกิดขึ้นในความมืด ยิ่งแรงกดดันจากมาตรา 301 เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อสาธารณะว่ากำลังนำอะไรไปแลก และเหตุใดการแลกเปลี่ยนนั้นจึงเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นอกจากนี้หากข้อตกลงที่เจรจาได้มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลควรชี้แจงต่อสาธารณะว่าข้อตกลงดังกล่าวเข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในรูปแบบใด


[ รัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์เจรจาอย่างคนที่รู้จักอเมริกาดีกว่านี้ ]


ด้านพิศาล มาณวพัฒน์ ให้ข้อเสนอแนะในเชิงยุทธศาสตร์ต่อ รมว.พาณิชย์ ก่อนเดินทางไปวอชิงตันในครั้งต่อไปว่าต้องมีความชัดเจนทั้งเป้าหมายและบุคคลที่ควรไปพบ รัฐบาลต้องเข้าใจกลไกอำนาจในวอชิงตันให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ที่กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจ และใช้ไพ่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะให้ความสนใจ


พิศาลระบุว่า แม้การที่รัฐมนตรีศุภจีไปพบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ Jamieson Greer โดยตรงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผลประโยชน์ของไทยด้านการค้าและเศรษฐกิจมีกว้างไกลกว่านั้น จึงขอแนะนำให้วางแผนพบรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ Howard Lutnick ซึ่งเข้าถึงทรัมป์ได้มากกว่า รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ที่มีบทบาทนำด้านนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงที่ปรึกษาอาวุโสประธานาธิบดีด้านการค้า Prof. Peter Navarro ที่ถือเป็นมือขวาทรัมป์ด้านภาษีศุลกากร 


และหากจะพบสมาชิกรัฐสภา ควรพบสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ใกล้ชิดทรัมป์และมีตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมาธิการด้านภาษีและการค้า เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Mike Crapo Ways and Means Committee และวุฒิสมาชิก Jason Smith ประธาน Senate Finance Committee เป็นต้น


พิศาลกล่าวทิ้งท้ายว่า เพื่อลดความเสียเปรียบในการเจรจา ART ขอเสนอให้คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ไปแสดงฝีมือล็อบบี้ฝ่ายการเมืองในวอชิงตัน ใช้ไพ่พันธมิตรเก่าแก่ ที่สหรัฐได้ประโยชน์ทั้งต่อภูมิภาคอินโดแปซิฟิก หรือแม้กระทั่งตะวันออกกลาง


นอกจากนี้ เพื่อสร้างไพ่ต่อรองในระยะยาว ไทยควรเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในมลรัฐที่มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดี เช่น Pennsylvania, Michigan, Wisconsin, Georgia และ Arizona เพราะจะทำให้ทรัมป์และประธานาธิบดีคนต่อๆ ไปให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น


#ฝ#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

พรรคประชาชนจี้รัฐบาลเร่งแก้ 10 วันอันตรายมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อนพังทั้งระบบ - เดินหน้าสู้ภาษีสหรัฐฯ ม.301 โปร่งใสผ่านกลไกสภา - ทบทวนบัตรสวัสดิการ และออกกฎหมายหยุดยั้งไทยเป็นทางผ่านแร่มลพิษ

 


พรรคประชาชนจี้รัฐบาลเร่งแก้ 10 วันอันตรายมาเลเซียแบนกุ้งไทยก่อนพังทั้งระบบ - เดินหน้าสู้ภาษีสหรัฐฯ ม.301 โปร่งใสผ่านกลไกสภา - ทบทวนบัตรสวัสดิการ และออกกฎหมายหยุดยั้งไทยเป็นทางผ่านแร่มลพิษ


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ครม. เงา พรรคประชาชนประชุมหารือ 4 วาระเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหามาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย การรับมือภาษีมาตรา 301 ของสหรัฐฯ การทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมลพิษแม่น้ำชายแดน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 


1. เร่งเจรจามาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย เจรจาเปิดด่านก่อนเส้นตาย 10 วัน จากกรณีมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์จากไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้อย่างหนัก พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเจรจาเปิดด่านให้ได้ภายใน 10 วันนี้ ก่อนราคากุ้งในตลาดภาคใต้จะตกต่ำจนตลาดพังทั้งระบบ ส่วนในด้านการเจรจา ให้เร่งหารือกับมาเลเซียบนหลักการ 4 ข้อ ได้แก่ การกำหนดร่วมกันและแจ้งล่วงหน้า การใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ ความเหมาะสมของแนวปฏิบัติเช่นการแสดงใบรับรองคุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับได้ 


ในระยะยาว พรรคประชาชนจะติดตามและผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งอย่างเป็นระบบ ให้อยู่ในงบประมาณประจำปี 2570 และเร่งให้มีการประชุม Shrimp Board ที่ตัวแทนผู้เลี้ยงกุ้งมีส่วนร่วม เพื่อเป็นกลไกหลักในการรับมือสถานการณ์ และผลักดันแผนแก้ไขปัญหากุ้งทั้งระบบต่อไป โดยเฉพาะการป้องกันและควบคุมโรคกุ้งที่ระบาดมายาวนาน 


2. สู้ข้อกล่าวหาสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 อย่างโปร่งใส เจรจา ART ตามสัดส่วนใหม่ อย่าทิ้งไพ่ใบเดิม รัฐบาลต้องยืนยันต่อสู้ข้อกล่าวหาของ USTR ทั้ง 2 ประเด็น คือ การผลิตส่วนเกิน และแรงงานบังคับ โดยยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายอุดหนุนการผลิตเพื่อทุ่มตลาดส่งออก และเร่งยกระดับกฎหมายนำเข้าที่ครอบคลุมมาตรฐานแรงงานบังคับ ซึ่งสอดคล้องกับระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EU Forced Labour Regulation) ที่จะเริ่มใช้ในปี 2570 อยู่แล้ว 


สำหรับการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐ รัฐบาลต้องปรับสัดส่วนข้อแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมกับกรอบภาษีปัจจุบันที่ลดมาเหลือที่ระดับ 10% หรือ 12.5% พร้อมเปิดเผยกรอบการเจรจาต่อสาธารณะ และนำข้อตกลงที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 ทั้งนี้ รัฐบาลต้องไม่ใช้การลดภาษีเป็น KPI ความสำเร็จ เพราะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป 


3. ทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปกป้องกลุ่มเปราะบาง พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เรื่องการปรับหลักเกณฑ์ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเสนอให้พิจารณาใช้ระบบคะแนนถ่วงน้ำหนักแทนเกณฑ์เดียว เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนในภาพรวมอย่างแท้จริง 


4. หยุดวิกฤตแม่น้ำเป็นพิษจากเหมืองประเทศเพื่อนบ้าน พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี จากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านโดยเร่งด่วน ผ่าน 3 แนวทาง คือ ด้านคน เจรจาพหุภาคีไทย-จีน-เมียนมา-ลาว พร้อมกำหนด Action Plan ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และสุขภาพประชาชนด้วยมาตรฐานกลาง ด้านกฎ เร่งออกกฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.แร่ มาตรา 104 กำหนดให้แร่สำคัญต้องขออนุญาตนำเข้า และห้ามนำเข้าแร่จากเหมืองที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และด้านงบ จัดสรรงบประมาณรับมือผลกระทบและเยียวยาเกษตรกรและภาคธุรกิจที่ได้รับความเสียหาย 


พรรคประชาชนจะผลักดันทั้ง 4 ประเด็นผ่านกลไกรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้อง และจะติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา











"อ.ธิดา" เบื่อที่ต้องโต้อดีตนักวิชาการ ที่เอาข่าวมั่วและจินตนาการตัวเองมากล่าวหาคนอื่น จะเป็นหมาป่าเดียวดายที่มีศักดิ์ศรี หรือเป็นสุนัขจิ้งจอกหางด้วน ก็เลือกได้

 


"อ.ธิดา" เบื่อที่ต้องโต้อดีตนักวิชาการ ที่เอาข่าวมั่วและจินตนาการตัวเองมากล่าวหาคนอื่น จะเป็นหมาป่าเดียวดายที่มีศักดิ์ศรี หรือเป็นสุนัขจิ้งจอกหางด้วน ก็เลือกได้


อ้างถึง Somsak Jeamteerasakul ที่ว่า “ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์ กว่าจะพูดเรื่องอากง”  


ดิฉันได้เคยโต้ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มาแล้ว 2 ครั้ง อ้างถึง :-


ครั้งที่ 1 ลิ้งค์ https://udd-news.blogspot.com/2023/06/blog-post_48.html

“อ.ธิดา” โต้ “สมศักดิ์ เจียม” ทวิตข้อความ กล่าวหาผิด ๆ มั่ว ๆ มาตลอด เตือน! ระวังรักษาสุขภาพด้วย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566


ครั้งที่ 2 ลิ้งค์ https://udd-news.blogspot.com/2022/07/blog-post_16.html ใคร ๆ ก็มีสิทธิ์เกลียดชัง นปช./ดิฉัน และแกนนำอื่น ๆ แต่ต้องสำรวจความจริงอิงหลักฐานด้วย ผู้พูด (วิจารณ์) พึงสังวร เมื่อ 16 กรกฎาคม 2565


📌 นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ตอบโต้ Somsak Jeamteerasakul เป็นครั้งที่ 3


ดิฉันเบื่อมากที่ต้องมาตอบโต้อดีตนักวิชาการชื่อดังที่เอาข่าวมั่ว ๆ และจินตนาการของตนเองมากล่าวหาคนอื่น


ดิฉันในฐานะประธาน นปช. จากต้นปี 54-57 บางเรื่องก็เกิดในปี 52 ก็เอามากล่าวหา ดังที่ดิฉันโต้ไว้เมื่อ 26 มิ.ย. 66 เพราะเหลืออดกับข้อมูลเท็จที่พูดซ้ำซาก เช่น แจ้งจับคนขายเสื้อในที่ชุมนุม, กรณีอ้างเหตุการณ์ 6 เมษา 52 ที่เรายังไม่มีองค์กร นปช. ที่มีรูปการณ์ ดิฉันไม่เกี่ยวเลย ก็มาโทษเรา


มาตอนนี้ยังมาแว้งกัดเรื่อง “อากง” คุณรู้ไหมว่าเราทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ขอชันสูตรพลิกศพโดยตัวแทน นปช. ร่วม และการเป็นเจ้าภาพศพพิธีสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันแรก และปราศรัยยาวกรณีความอยุติธรรมของรัฐไทยต่อ “อากง” และคดี 112 จนการจัดฌาปนกิจวันที่ 26 สิงหาคม


วันที่ 11 พ.ค. 55 สวดพระอภิธรรมศพวันแรก ดิฉันได้กล่าวปราศรัยยาวพอควร ที่การตายนี้สั่นสะเทือนระบบตุลาการ ศาลยุติธรรม มองเห็นว่าไร้มาตรฐาน ต้องทบทวนกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ และพูดถึงภารกิจที่ต้องต่อสู้ คือการประกันตัวและระบบดูแลผู้ถูกคุมขังด้านสุขภาพ และความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม


ที่ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวใส่ร้ายว่าดิฉันไม่พูดอะไรจนผ่านไป 3 สัปดาห์ จึงแถลง นั่นมันตอนท้ายนะคะ อ่านข่าวก็ต้องมีใจเป็นธรรม ไม่มีอคติ ทั้งหมดนี้ทำลายความน่าเชื่อถือความเป็นนักวิชาการของคุณเอง


ดังที่ดิฉันได้กล่าวไว้ จะกล่าวอะไรต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่จินตนาการหรือฟังคำพูดพวกฮาร์ดคอร์ อวดตนเอง โทษคนอื่น ถามคนดี ๆ แถวยุโรปก็ได้ว่าดิฉันเป็นคนอย่างไร (เช่น จรัล ดิษฐาอภิชัย, วิสา คัญทัพ, จิตรา คชเดช)


จะเป็นหมาป่าเดียวดายที่มีศักดิ์ศรี หรือเป็น สุนัขจิ้งจอกหางด้วน ก็เลือกได้ ซึ่งคุณได้เลือกไปแล้ว ดิฉันเจอมาแล้ว นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็น “สุนัขจิ้งจอก” ตัวเมียและตัวผู้


ถ้าอยากรู้ว่า อ.ธิดาคิดอย่างไรเรื่อง 112 กดดูตามลิ้งค์ต่อไปนี้ (นี่ยกมาเฉพาะตัวอย่างบาง Digital Footprint เท่านั้น


ธิดา ถาวรเศรษฐ

8 มิ.ย. 69


📕 ลิ้งค์เรื่อง “อากง”


จากโพสต์ทูเดย์ : ธิดาส่งนปช.ร่วมชันสูตรศพอากง วันที่ 8 พ.ค. 55 ลิ้งค์ https://www.posttoday.com/politic/news/152695


จากคมชัดลึก : แดงเล็งแห่ “ศพอากง” ไปทำเนียบฯ-สภา วันที่ 9 พ.ค. 55 ลิ้งค์ https://www.komchadluek.net/news/129895


จากผู้จัดการออนไลน์ : ศพ “อากง” ถึงวัดด่านสำโรงตั้งสวด 7 คืน วันที่ 10 พ.ค. 55 ลิ้งค์ https://mgronline.com/crime/detail/9550000057710


จากประชาไท : สวดพระอภิธรรมศพ ‘อากง’ วันแรก ‘ธิดา’ ลั่นต้องยกเครื่อง กระบวนการยุติธรรม วันที่ 11 พ.ค. 55 ลิ้งค์ https://prachatai.com/journal/2012/05/40462


จากกระปุกดอทคอม : เสื้อแดงนับพันแห่เผาศพอากง ที่วัดลาดพร้าว วันที่ 26 ส.ค. 55 ลิ้งค์ https://hilight.kapook.com/view/75430


จากยูดีดีนิวส์ : แง่คิดในการรำลึก “อากง” ปัญหาคดี 112 กับขบวนการประชาชน วันที่ 12 พ.ค. 65 ลิ้งค์ https://udd-news.blogspot.com/2022/05/112_12.html


📒 ทัศนะของ อ.ธิดา เรื่อง มาตรา 112


ลิ้งค์ https://www.youtube.com/watch?v=8V8j9yD61fg

ประเด็น : ปัจจุบันโทษความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ร้ายแรงยิ่งกว่ายุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์


ลิ้งค์ https://www.youtube.com/watch?v=5ubyyPYxZrg

ประเด็น : [ย้อนทบทวน] ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นบทลงโทษ #ม112 ปัจจุบันร้ายแรงยิ่งกว่ายุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์


ลิ้งค์ https://www.youtube.com/watch?v=kxNejq5ytLI

ประเด็น : 10 ปี ปัญหา 112 จาก "อากง" ถึง "ลาซาด้า"


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

“ศิริกัญญา” ยื่นผู้ตรวจการฯ สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤตพลังงานมาโปะบัตรคนจน 1.88 หมื่นล้าน ผิดกฎหมาย-ผิดวินัยการคลัง ย้ำอย่าสร้างบรรทัดฐานผิดๆ หวั่นหนี้สาธารณะพุ่งในอนาคต

 


ศิริกัญญา” ยื่นผู้ตรวจการฯ สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤตพลังงานมาโปะบัตรคนจน 1.88 หมื่นล้าน ผิดกฎหมาย-ผิดวินัยการคลัง ย้ำอย่าสร้างบรรทัดฐานผิดๆ หวั่นหนี้สาธารณะพุ่งในอนาคต


วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องให้ศาลปกครองพิจารณาโครงการตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 18,800 ล้านบาท ว่าเป็นการใช้เงินกู้ไปในส่วนที่เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายหรือไม่


ศิริกัญญาระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นคนละกรณีกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มอีก 700 บาท ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ในช่วงวิกฤตพลังงาน แต่วงเงิน 18,800 ล้านบาทที่รัฐบาลนำมาใช้นี้เป็นสวัสดิการเดิมที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องได้อยู่แล้ว ซึ่งรัฐสามารถจัดสรรงบประมาณตามปกติให้ได้ และมีการจัดสรรงบประมาณประจำปีให้อยู่แล้ว เพียงแต่งบประมาณไม่เพียงพอ ซึ่งกรณีนี้ไม่เป็นเหตุผลให้สามารถนำเงินกู้ในส่วนของแผนงานช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรมาใช้ได้


เนื่องจากในมาตรา 5 ของ พ.ร.ก. ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จะใช้จ่ายเงินกู้ได้ต้องเป็นเรื่องของการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ประกอบกับเหตุผลแนบท้าย พ.ร.ก. ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า การใช้เงินกู้ต้องใช้เฉพาะในกรณีที่ใช้งบประมาณตามปกติไม่ได้และมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งในกรณีนี้กระทรวงการคลังพยายามออกมาให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าการกู้เงินเป็นเพียงแค่แหล่งเงินเพิ่มเติม แต่หากไปดูใน พ.ร.ก. จะเห็นได้ชัดว่ามีการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจน รวมถึงมาตรา 53 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ และมาตรา 54 ก็กำหนดว่าต้องใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนนี้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์


ทั้งนี้ ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า ในครั้งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการพิจารณาที่ตัว พ.ร.ก. ว่าสามารถออกได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 173 ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้ในการตีความ พ.ร.ก. ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเป็นการพิจารณาเฉพาะจากมุมความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้รับเรื่องไว้แล้ว และคณะรัฐมนตรีก็ได้ส่งหนังสือชี้แจงมาแล้วเช่นกัน ซึ่งทางเราก็จะมีหนังสือคัดค้านคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรีต่อไป


ส่วนการยื่นเรื่องในครั้งนี้ เป็นกระบวนการหลังจากที่ พ.ร.ก. ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและมีผลบังคับใช้ไปแล้ว การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ จึงต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี อันถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการอนุมัติโครงการต่างๆ การพิจารณาในครั้งนี้จึงเป็นการตรวจสอบว่าชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตัว พ.ร.ก. เองที่มีการระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ในมาตรา 5 รวมถึง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง และรัฐธรรมนูญ


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า สุดท้ายแล้วเป้าหมายก็เพื่อไม่ให้มีการนำเงินกู้ไปใช้กับสวัสดิการประชารัฐ โดยย้ำว่าการตรวจสอบนี้จะไม่เป็นเหตุให้เกิดการระงับยับยั้งเงินในบัตรสวัสดิการฯ ที่จ่ายให้ประชาชนไปแล้ว เพราะในแง่ของแหล่งเงิน รัฐบาลสามารถนำแหล่งเงินอื่นมาใช้แทนได้ เนื่องจากกระบวนการงบประมาณตามปกติก็กำลังดำเนินไปอยู่ หรือสามารถใช้เงินจากการโอนงบประมาณผ่าน พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ก็ยังทัน หรือจะเลือกใช้ผ่านมาตรา 45 ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ซึ่งยังมีงบกลางสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีกกว่า 50,000 ล้านบาทที่สามารถนำมาใช้ได้ การยื่นเรื่องครั้งนี้จึงไม่เป็นเหตุให้ต้องระงับโครงการ เพียงแต่ต้องการให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และเปลี่ยนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ให้ถูกต้องเท่านั้น


ศิริกัญญายังระบุด้วยว่า การที่รัฐบาลถังแตกหรือมีเงินไม่เพียงพอ ไม่ใช่เหตุอันควรที่จะนำเงินกู้มาใช้ได้ตามอำเภอใจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณของตัวเองให้ได้ภายในปีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การใช้เงินกู้ตามใจชอบเช่นนี้จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดพลาดต่อไปในอนาคต ว่าหากเกิดวิกฤตขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องมีการเยียวยาเร่งด่วนกับกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะเจาะจง แต่รัฐบาลกลับพยายามที่จะเบียดบังเอาเงินกู้ที่จะต้องใช้ในสถานการณ์พิเศษมาใช้ในสถานการณ์ปกติแบบนี้ ก็จะส่งผลให้ต้องกู้เงินมากเกินกว่าปกติ


ที่สำคัญ งบประมาณในแต่ละปีก็มีการใช้เกินไปกว่าที่ทางสภาฯ อนุมัติไปค่อนข้างมาก ซึ่งจะสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีในอนาคต หากเวลากู้เงินแล้วต้องกู้มากขึ้นจากกรณีที่ไม่จำเป็นเช่นนี้ สุดท้ายหนี้สินก็จะไปพอกพูนเป็นหนี้สาธารณะที่จะกลับมาเป็นภาระของคนทั้งประเทศ และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั้งหมด


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า แม้รัฐบาลจะอ้างว่ากลุ่มที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็เป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานเช่นเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วจะนำมาพิจารณาแบบนี้ไม่ได้ เพราะสวัสดิการที่จะต้องให้นี้เป็นสวัสดิการเดิม ไม่ได้มีการเพิ่มเติมสิ่งใหม่เข้าไปเป็นการเฉพาะ จึงไม่เข้าข่ายกรณีของมาตรา 5 ที่ระบุว่าจะต้องเป็นวิกฤตจากสถานการณ์พลังงานเท่านั้น และไม่ควรนำเงินช่วยเหลือเดิมไปปะปนกับการช่วยเหลือใหม่ ทั้งนี้ หากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินกู้เพื่อใช้จ่ายงบประมาณตามปกติ ในตัว พ.ร.ก. ก็ต้องเขียนระบุให้ชัดเจนเลยว่า เงินกู้นี้สามารถนำไปใช้ได้ในกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้ได้เพียงพอ หรือมีงบประมาณไม่เพียงพอ อันเนื่องมาจากการเกิดวิกฤตสถานการณ์พลังงาน แต่ในเมื่อไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์หรือเงื่อนไขดังกล่าวไว้ ก็ไม่สามารถใช้เงินกู้กับกรณีนี้ได้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ตรวจการแผ่นดิน








วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองนั้นสั้น แต่ประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนนั้นยาวและไม่สิ้นสุด

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองนั้นสั้น แต่ประวัติศาสตร์การเมืองของประชาชนนั้นยาวและไม่สิ้นสุด


นอกจากนั้น พรรคการเมืองยังสามารถตัดตอนประวัติศาสตร์การเมืองเพื่อพรรคการเมืองนั้นๆ ตอนไหน? แบบไหน? ก็ได้ จนอาจจะสั้นจู๋ไปเลย แต่ขบวนการประชาชนในการต่อสู้จะตัดตอนประวัติศาสตร์ตามความพอใจของใครไม่ได้!!!


อ่านฉบับเต็มได้ที่ 

https://www.facebook.com/share/p/1BC8ESVuDa/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก ย้ำมี สส. อย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย

 


“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ชูการเมืองท้องถิ่นแก้รถติด-น้ำท่วม-ส่วย-กระจายรายได้ถึงผู้ค้ารายเล็ก ย้ำมี สส. อย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย


วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาเมืองพัทยา เพื่อสนับสนุน “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (เบอร์ 1) และผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) พรรคประชาชน ในแต่ละเขตพื้นที่


ในช่วงเช้า ศิริกัญญาพร้อมด้วยอิทธิวัฒน์ ได้ร่วมเดินหาเสียงกับผู้สมัคร สม. เขต 3 พรรคประชาชน (เบอร์ 7-12) ที่บริเวณชายหาดพัทยา เพื่อพบปะผู้ประกอบการร่มเตียงและรับฟังปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะ และปัญหาคนไร้บ้าน จากนั้นในช่วงบ่ายได้ลงพื้นที่คลองนกยาง ร่วมกับผู้สมัคร สม. เขต 1 พรรคประชาชน (เบอร์ 8-13) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาจากชุมชนชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก


ต่อมาในช่วงเย็น ศิริกัญญา พร้อมผู้สมัครนายกเมืองพัทยา และ สม. พรรคประชาชน ได้ร่วมเวทีปราศรัยย่อยบนรถกระจายเสียงบริเวณหน้าตลาดใหม่นาเกลือ ก่อนเคลื่อนขบวนรถแห่ไปตามถนนพัทยา-นาเกลือ ซึ่งตลอดการลงพื้นที่ในวันนี้ คณะหาเสียงของพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้ประกอบการเมืองพัทยา ที่เข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป และสะท้อนปัญหาเดือดร้อนที่ต้องการให้แก้ไขอย่างไม่ขาดสาย


ช่วงหนึ่งระหว่างการพบปะผู้ค้าร่มเตียง อิทธิวัฒน์ระบุว่า แนวนโยบายของทีมพัทยา พรรคประชาชน มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ เพื่อกระจายเม็ดเงินจากธุรกิจขนาดใหญ่ลงมาสู่ผู้ค้ารายเล็ก โดยเฉพาะผู้ค้าร่มเตียงซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ที่ผ่านมาพบปัญหาทุนต่างถิ่นรวมถึงชาวต่างชาติเข้ามาเช่าช่วงพื้นที่ประกอบการค้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การจัดอีเวนต์หลังจากนี้จะต้องกระจายรายได้ให้ถึงมือคนพัทยาอย่างแท้จริง ซึ่งหากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจเข้าไปบริหาร จะส่งเสริมกิจกรรมลักษณะนี้เพื่อยกระดับรายได้ให้ผู้ค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน


อิทธิวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตนและทีมผู้สมัคร สม. ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวพัทยามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ขยะ การจราจรติดขัด และน้ำท่วมขัง วิสัยทัศน์ของพรรคประชาชนชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือประชาชนในชุมชน ทุกคนต้องได้รับโอกาสในการทำมาหากินและเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน


ด้านศิริกัญญาระบุว่า ปัญหาที่ชาวพัทยาสะท้อนให้ฟังตลอดทั้งวัน เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตประจำวันซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกเมืองพัทยาและสภาเมืองพัทยาโดยตรง ที่ผ่านมาแม้ผู้แทนจากพรรคประชาชนจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. เขตในพื้นที่นี้ แต่การมี สส. เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาโครงสร้างทั้งหมดได้ พรรคประชาชนจึงให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการบริหารเมืองในรูปแบบของพรรคจะตอบโจทย์ประชาชน ทั้งการจัดระเบียบจราจร แก้ปัญหาน้ำท่วม ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกในการค้าขายให้ง่ายขึ้น โดยปราศจากการเรียกรับส่วยหรือสินบน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทำกินให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นายกเมืองพัทยา