วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569

"ณัฐพงษ์" ชี้รัฐบาลพลเรือนต้องชิงนำแนวทางสันติภาพดับไฟใต้ คลายปมคดีลอบยิง สส.ฟื้นฟูความเชื่อมั่น มุ่งปฏิรูปโครงสร้างงานความมั่นคง


"ณัฐพงษ์" ชี้รัฐบาลพลเรือนต้องชิงนำแนวทางสันติภาพดับไฟใต้ คลายปมคดีลอบยิง สส.ฟื้นฟูความเชื่อมั่น มุ่งปฏิรูปโครงสร้างงานความมั่นคง


วันที่ 17 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่าตนและพรรคประชาชนได้ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาด้วยความกังวล เพราะนอกจากความรุนแรงในระยะหลังที่ยกระดับสูงขึ้นทั้งในแง่ของปริมาณและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแล้ว ยังพบว่าความตึงเครียดและหวาดระแวงระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ก็มีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์ลอบยิงเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งปรากฎข้อเท็จจริงเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคงที่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงต่อตัวผู้บงการ


เจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของทั้งกองทัพและ กอ.รมน. แม้จะมีความคืบหน้าในการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดี แต่ยังมีคำถามที่ประชาชนยังคงกังขา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไปยังผู้บงการในการก่อเหตุครั้งนี้


ณัฐพงษ์ เห็นว่า ความไม่ชัดเจนในเหตุการณ์ความรุนแรงหลายกรณีก่อนหน้านี้ เมื่อรวมกับความคลุมเครือในกรณีการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ รวมไปถึงล่าสุดคือการสื่อสารของท่านแม่ทัพภาคได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้าสถานการณ์กำลังจะบานปลาย จนกระทั่งมีเสียงเรียกร้องให้มีการย้ายแม่ทัพภาคจากเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่


ณัฐพงษ์กล่าวว่า “ตนอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีใช้โอกาสที่จะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างรอบด้านและเปิดกว้าง ความตึงเครียดที่กำลังสุกงอมนี้ถือเป็นโอกาสที่ผู้นำประเทศจะได้ตั้งหลักและมองหาหนทางที่ดีที่สุดในการคลี่คลายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานนี้”


หัวหน้าพรรคประชาชน ยังกล่าวย้ำด้วยว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ของผู้นำประเทศ เพราะทุกการตัดสินใจทางการเมืองจะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นายกรัฐมนตรีจะต้องประเมินทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบด้านและเลือกหนทางที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนและประเทศชาติ ตนอยากให้รัฐบาลมีความมุ่งมั่นจริงจังกับแนวทางการเมืองที่มุ่งเน้นส่งเสริมการพูดคุยสันติภาพเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่


รัฐบาลต้องยืนยันหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเป็นแกนกลางในการแก้ไขปัญหา เพราะการมุ่งเน้นที่การใช้กำลังหรือการควบคุมความคิดของประชาชนจะยิ่งสร้างความไม่ไว้วางใจมากยิ่งขึ้น”


อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ ยังกล่าวย้ำด้วยว่าความคืบหน้าของคดีการลอบสังหาร สส. กมลศักดิ์ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นฟูความไว้วางใจของประชาชน ในฐานะผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ท่านต้องแสดงให้เห็นว่าเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีนี้อย่างตรงไปตรงมาและไม่เลือกปฏิบัติ การเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับกรณีนี้จะเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนอีกครั้ง ตนคาดหวังว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้จะทำให้นายกรัฐมนตรีได้รับข้อมูลและสัมผัสความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง ในขณะเดียวกันก็ได้รับฟังมุมมองและการประเมินสถานการณ์จากหน่วยงานในพื้นที่อีกด้วย


หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลจะต้องใช้วิกฤตความเชื่อมั่นในขณะนี้เพื่อพิจารณาแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างของหน่วยงานความมั่นคงอย่างจริงจัง เพื่อให้สอดรับกับทิศทางใหญ่ที่รัฐบาลพลเรือนจะต้องเป็นผู้กำหนด โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพูดคุยสันติภาพและกระบวนการสันติภาพที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองต่อข้อเสนอในขณะนี้ให้มีการยุติการปฏิบัติการข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าแพร่มลทินซึ่งทำลายบรรยากาศของการสร้างสันติภาพ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

‘สส. กู๊ดดี้’ แฉขบวนการ IO ยังไม่หยุดเล่นงานสื่อ พร้อมเดินหน้าโจมตีเรื่องเก่าเรื่องเท็จ เพื่อเบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4

 


‘สส. กู๊ดดี้’ แฉขบวนการ IO ยังไม่หยุดเล่นงานสื่อ พร้อมเดินหน้าโจมตีเรื่องเก่าเรื่องเท็จ เพื่อเบี่ยงประเด็นแม่ทัพภาค 4


วันที่ 16 เมษายน 2569 ชยพล สท้อนดี สส. กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคประชาชนให้ความเห็นกรณีขบวนการ IO ที่กำลังคุกคามสื่อมวลชนไม่หยุดหลังมีกระแสแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พูดให้ความเห็นกรณีลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่กล่าวว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด”


โดยชยพลกล่าวว่า ขบวนการ IO ยังทำหน้าที่เหมือนเดิม แม้เวลาล่วงเลยผ่านไปแล้ว 1 ปี นับตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดโปงขบวนการ IO ของ ศปก.ร่วมฯ หรือ กลุ่มนายพลเกษียณ ที่ซ่อนตัวหลังฉากหน้าของกองทัพ ที่ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการสร้างดีลแลกประเทศ บีบคอให้รัฐบาลต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเอง เพื่อเกมอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ตามมา


ชยพลกล่าวว่า นับตั้งแต่การอภิปรายเมื่อวันที่ 25 มีนาคมของตนที่ได้เปิดโปงกระบวนการนี้ตั้งแต่การก่อตั้ง กลุ่มผู้ดำเนินการ ขั้นตอนวิธีการ แผนการระยะสั้นระยะยาว ผลของการดำเนินการ ฯลฯ ซึ่งถูกสงสัยว่าใช้เงินภาษีของประชาชนในการดำเนินการมากกว่าพันล้านต่อปี โดยแฝงตัวอยู่ตามงบประมาณของภารกิจปกติที่ไม่ยอมลงรายละอียด ขบวนการนี้ก็ได้ถูกตีแตกจนหายไปเกือบปี จนกระทั่งช่วงเวลาที่ผ่านมาผมได้เห็นกระแสการกลับมาของ IO อีกครั้งหนึ่ง ตนจึงอยากหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันอีกครั้ง ทุกคนจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้ IO หลอกกันได้ง่าย ๆ 


ชยพลกล่าวถึงเป้าหมายของขบวนการ IO คือการกล่อมให้ความคิดโดยรวมของสังคมเป็นไปในทางที่เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการปล่อยข่าวปลอม ลดทอนคุณค่ากลุ่มเป้าหมาย พูดเบี่ยงประเด็น ปลุกกระแสอื่นกลบ ลองนึกภาพเหมือนวงนินทาจะสามารถเข้าใจได้ง่ายมาก วงที่มีใครสักคนในกลุ่มจงใจปล่อยกระแสข่าวลือให้เชื่อในบางอย่าง หรือปั่นข่าวปลอมให้เกลียดคนบางคน หรือเบี่ยงประเด็นบทสนทนาของวงให้ออกจากเรื่องที่ไม่พึงประสงค์ต่อตัวเอง 


แต่วงนินทานี้ทำงานกันอย่างเป็นกระบวนการ มีการแบ่งกลุ่มบุคคลให้อยู่ในบทบาทของการเป็น Influencer ให้สร้างอิทธิพลและผู้ติดตามของตัวเอง มีการตั้งเพจและกลุ่มตามโซเชียลมีเดียเพื่อรวมกลุ่ม IO มดงานและคนที่มีความคิดใกล้เคียงกัน ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งเพจเฟสบุคทั้งหลายนี้จะทำหน้าที่เป็นหัวจ่ายข้อมูล คอยปล่อยภาพปล่อยบทความให้มดงานแต่ละคนสามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่ในวงนินทาต่าง ๆ ต่อได้ เพื่อกระจายข้อมูลออกไปให้ไกลยิ่งขึ้น โดยพยายามเล่นกับอารมณ์ของผู้อ่านให้มากที่สุดแต่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรประกอบเลย 


ชยพลยกตัวอย่างเหตุการณ์ในช่วงนี้ที่กำลังเกิดขึ้น จากการที่พี่แยม ฐาปนีย์ (สื่อมวลชนจากสำนักข่าว The Reporters) ได้ติดตามทำข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์การลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับบุคลากรและทรัพยากรของกองทัพและ กอ.รมน. นอกจากนี้ยังได้มีการสัมภาษณ์ มทภ. 4 ที่หลุดปากพูดรายละเอียดน่าข้องใจหลายประเด็น ทำให้สังคมเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น


ลองนึกภาพว่าถ้าเป็นวงนินทาที่พี่แยมเปิดประเด็นจนคนในวงเริ่มหันมาสนใจประเด็นที่เราไม่อยากให้ใครพูดถึงเราจะทำอย่างไรดี? ก็ปั่นกระแสสาดสีใส่พี่แยมแล้วพาเบี่ยงไปประเด็นอื่น เลยเกิดเป็นกระแสพยายามโจมตีเรื่องเก่า ๆ ที่เคยใช้กันมา ทั้งเรื่อง BRN และ โรฮิงญา จนอาจทำให้คนลืมประเด็นเรื่องของรถ กอ.รมน. ที่ใช้ในการลอบยิ งสส.กมลศักดิ์ หรือคำพูดของ มทภ.4 ที่บอกว่าถ้าเป็นเขาทำ คงไม่ปล่อยให้รอดหรอก ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่เราควรให้ความสนใจมากกว่า


ชยพลย้ำว่า ในยุคของข้อมูลข่าวสาร หากเราต้องการข้อมูลอะไรมันก็สามารถค้นหาผ่านมือถือได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลมันก็มีเยอะมากจนเราก็ต้องรู้ให้ทันว่าควรหยิบข้อมูลจากไหนมาเชื่อดี หลักการที่ดีเลยคือการดูว่าข้อมูลมาจากไหน จากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้หรือไม่ เป็นการเล่าข้อมูลเท็จจริงหรือการตีความผสมความคิดเห็นของผู้เขียนอีกที หรือเขียนเองใส่ไข่เองแต่ไม่ได้มีที่มาที่ไป เทียบเท่ากับวงนินทา


เรื่องที่พอถามว่าเอามาจากไหนแล้วได้คำตอบว่า “เขาเล่ามา” ก็อยากให้ทุกคนลองถามต่อดูว่า “เขาไหน?” ถ้ามันไม่มีที่มาที่ไป ก็อย่าเพิ่งรีบไปเชื่อเลย สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง สร้างนิสัยการสืบค้นต้นทางข้อมูล นอกจากจะรอดจากข่าวปลอมแล้ว ก็สามารถรอดจากแสกมเมอร์ได้ด้วยเหมือนกัน ชยพลตั้งคำถามว่า ใครที่อยู่เบื้องหลัง IO? ก็ลองตามมาดูต้นทางข้อมูลสิ

พร้อมแนบไฟล์เอกสารจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ ดังนี้ 


https://drive.google.com/drive/folders/16n2xNG_NvlcEM52vW9uPlpi7bsfVUJ5q


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #IOกองทัพ

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือกำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งวิกฤตพลังงาน - เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น

 


พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือกำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งวิกฤตพลังงาน - เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น


วันที่ 15 เมษายน 2469 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต ของ จังหวัดแพร่ และภาคเหนือ : วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น ที่จะยังไม่หมดไปหลังเทศกาลสงกรานต์ 


เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์และรับฟังปัญหาประชาชนที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับ Supachot Chaiyasat - ศุภโชติ ไชยสัจ (สส. บัญชีรายชื่อ) และ พิมไจ - ลักษณารีย์ ดวงตาดำ (สส. แพร่ เขต 3)


แม้ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็เข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนต่อ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่พี่น้องภาคเหนือกำลังเผชิญ และจะไม่หมดไปพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์


วิกฤตที่หนึ่ง คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่เริ่มลุกลามไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ


จากเสียงของประชาชนที่แพร่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลพอสมควรต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงสงกรานต์ (พื้นที่อื่นเป็นเช่นไร แชร์กันเข้ามาได้ครับ)

- เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน-ด่านตรวจสภาพรถ ใน อ.ลอง ให้ข้อมูลว่า 2-3 วันที่ผ่านมา สถิติการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ลดลงเหลือ 1/4 หรือ 1/3 เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

- ตรงนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่งานประเพณีและจากตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนในวงเสวนา ที่เล่าว่าจำนวนคนที่เดินทางกลับมาที่บ้านที่แพร่ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

(- อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ของจังหวัดแพร่จะจัดขึ้นวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งคงทำให้เราเห็นข้อมูลของจังหวัดได้เพิ่มเติม)


ทางพรรคประชาชน เราจะทำหน้าที่ต่อไปในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักขึ้นหลังสงกรานต์

- ในส่วนของปัญหา “น้ำมันแพง” เราจะตรวจสอบรัฐบาลต่อไปเกี่ยวกับแนวทางในการปรับโครงสร้างราคา รวมถึงกระทุ้งให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยากลุ่มเปราะบางต่างๆ ให้ครอบคลุมและได้สัดส่วนกับปัญหากว่ามาตรการที่เคาะออกมาในการประชุม ครม. 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

- ในส่วนของปัญหา “น้ำมันขาด” เรายังคงวางใจไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันที่ค้างอยู่ระหว่างขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามแทบไม่เหลือแล้ว รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังคงพลิกไปพลิกมาได้ทุกวัน - รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจริงจังมากขึ้นกับการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน

- นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่ตามมา (เช่น เรื่อง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าโดยทั่วไป) ที่รัฐจำเป็นต้องนำหน้าปัญหาให้ได้


วิกฤตที่สอง คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน


นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ประชาชนจับตาดูคือความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาจากชุดที่แล้ว

- รัฐบาลเหลือเวลาตามกรอบกฎหมายอีกแค่ประมาณ 1 เดือน (ก่อน 12 พ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะมีมติยืนยัน ให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อหรือไม่

- แม้ สส. จากหลายพรรค ได้ทวงถามรัฐบาลในประเด็นนี้ตลอดการอภิปรายคำแถลงนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เรากลับยังไม่ได้ยินคำตอบจาก นายกฯ หรือเห็นความชัดเจนจาก ครม. ชัดๆ นอกเหนือจากการมอบหมายให้ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนและเสนอความเห็นต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เม.ย.


อย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในการอภิปรายนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเสี่ยงจะเผชิญกับสภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) ที่กระทบพี่น้องประชาชนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“สาดความหวัง” หน้าเรือนจำคลองเปรม ส่งเสียงถึงผู้ต้องขังการเมืองในวันสงกรานต์ 2569 - รำลึก “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน

 


“สาดความหวัง” หน้าเรือนจำคลองเปรม ส่งเสียงถึงผู้ต้องขังการเมืองในวันสงกรานต์ 2569 - รำลึก “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน


วันที่ 14 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มีกิจกรรม “สาดความหวัง วันสงกรานต์“ ส่งเสียงผู้ต้องขังทางการเมืองที่ไม่ได้กลับบ้านไปหาครอบครัวในวันหยุดสงกรานต์ 2569 นี้ พร้อมรำลึกถึง ‘บุ้ง‘ เนติพร ในวาระที่เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน


บรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม ผู้ร่วมกิจกรรมทยอยมาร่วมกิจกรรม โดยแต่งกายสีสันสดใส พร้อมกับปืนฉีดน้ำและถังเล่นน้ำ มาร่วมเล่นน้ำ เล่นดนตรี และรำวงฉลแงวันสงกรานต์ โดยมีพ่อของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังทางการเมืองในคดี ม.112 มาร่วมตีกลองและเล่นกีตาร์ด้วย


ก่อนเวลา 18.00 น. มีการร้องเพลง ”19 กันยา สรรเสริญประชาชน“ พร้อมกับถือรูปผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นร่วมกันรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้


ต่อมามีการจุดเทียนและวางดอกไม้เพื่อรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร และมีการจุดพลุเพื่อส่งเสียงไปถึงเพื่อนที่อยู่ในเรือนจำ ปิดท้ายด้วยการอ่านบทกวีถึงมหาตุลาการ และยุติกิจกรรมในเวลา 21.09 น.


ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งสิ้น 62 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ซึ่งไม่มีโอกาสได้ไปฉลองเทศกาลสงกรานต์กับครอบครัวในวันหยุดยาวนี้


ส่วน “บุ้ง” เนติพร ภายหลังจากเสียชีวิตลงขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 จนปัจจุบันครบ 1 ปี 11 เดือนแล้ว โดยศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดไต่สวนการตายบุ้ง ในวันที่ 8 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สงกรานต์2569


































วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

“ศิริกัญญา-ณัฐชา” นำทีม สส.กรุงเทพ ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก ชี้สถานการณ์ผู้สูงอายุ กทม. น่าเป็นห่วง แนะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กทม. ให้อำนาจ-งบประมาณ กทม. ดูแลผู้สูงวัยได้ครอบคลุมมากขึ้น

 


“ศิริกัญญา-ณัฐชา” นำทีม สส.กรุงเทพ ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก ชี้สถานการณ์ผู้สูงอายุ กทม. น่าเป็นห่วง แนะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กทม. ให้อำนาจ-งบประมาณ กทม. ดูแลผู้สูงวัยได้ครอบคลุมมากขึ้น


วันที่ 14 เมษายน 2569 ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ในเขตพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกิจกรรม “สวัสดีวันสงกรานต์ สุขใจ ผู้สูงวัยสำราญ” รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุและกิจกรรมประเพณีสงกรานต์


ศิริกัญญาระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากเมืองใหญ่ในหลายประเทศ อีกทั้งเป็นเมืองที่มีบ้านพักคนชราและสถานที่อภิบาลผู้สูงวัยหลายแห่ง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาทั้งในเรื่องความแออัด ความขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร ที่จะมาดูแลรองรับผู้สูงอายุ


ปัจจุบันปัญหาการดูแลผู้สูงอายุเป็นอีกปัญหาหนึ่งในหลายปัญหาที่ กทม. ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะโครงสร้างการบริหารที่อำนาจหลายส่วนขึ้นอยู่กับหน่วยงานส่วนกลาง ขณะที่ กทม. มีอำนาจอย่างจำกัด และนี่เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนเสนอมาตลอดว่าต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. เพื่อแก้ไขโครงสร้างอำนาจของ กทม. โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง 


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า กทม. มีปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องที่ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ ซึ่ง พ.ร.บ.กทม. จะช่วยให้ กทม. มีอำนาจในการแก้ไขได้มากขึ้น ผ่านการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ การขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ ด้วยเป็นระบบ negative list เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ๆ รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน และการตั้งนิติบุคคล


นอกจากนี้ พ.ร.บ.กทม. ของพรรคประชาชนจะปรับให้ กทม. มีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. จะทำให้การบริหารประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่าง ๆ ได้


ในส่วนของณัฐชา ระบุว่าปัญหาด้านสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย เป็นปัญหาหนึ่งที่มีความเรื้อรังมานาน และยิ่งมีปัญหามากขึ้นจากสถานการณ์วิกฤติในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย 


เดินทีกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มีปัญหาติดขัดในด้านการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว ทั้งในด้านความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม จนสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้รับ ยิ่งเมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้นในปัจจุบัน การช่วยเหลือจากรัฐที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึงยิ่งส่งผลกระทบให้เห็นชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน