วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปชน. ซัดรัฐบาลปัดตกกฎหมาย สิ่งแวดล้อม - แรงงาน - ปฏิรูปกองทัพ “ณัฐพงษ์” ตั้งคำถาม ครม. ใช้เกณฑ์ใดคัดกฎหมายกลับเข้าสภา ชี้ตีตกร่างแตะโครงสร้างอำนาจ-ทุนใหญ่ทั้งหมด

 


ปชน. ซัดรัฐบาลปัดตกกฎหมาย สิ่งแวดล้อม - แรงงาน - ปฏิรูปกองทัพ “ณัฐพงษ์” ตั้งคำถาม ครม. ใช้เกณฑ์ใดคัดกฎหมายกลับเข้าสภา ชี้ตีตกร่างแตะโครงสร้างอำนาจ-ทุนใหญ่ทั้งหมด


วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีการพิจารณาวาระการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ หรือกรณีกฎหมายที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จมาจากสภาสมัยที่แล้ว ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายถึงร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนได้เป็นผู้เสนอ แต่คณะรัฐมนตรีกลับเลือกที่จะไม่ส่งกลับมาให้พิจารณาในสภาสมัยนี้


ในส่วนของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าสิ่งที่ตนอยากตั้งคำถามต่อคณะรัฐมนตรี คือรัฐบาลใช้หลักการใดในการพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดจะถูกส่งหรือหรือไม่ถูกส่งกลับมาบ้าง โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ถูกปัดตกไป ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายปฏิรูปกองทัพ และร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


เริ่มตั้งแต่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้แสดงออกถึงความไม่แน่นอนหลายครั้งเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ แต่ก็น่ายินดีที่ที่สุดท้ายคณะรัฐมนตรีมีมติยอมส่งร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ กลับมาพิจารณา แต่สิ่งที่พวกตนอยากได้คำชี้แจงที่ชัดเจนคือกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย PRTR หรือร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ที่มีสาระสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษและการครอบครองสารเคมีอันตรายให้มีความโปร่งใส วันนี้รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าขอเข้า OECD แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการเข้าร่วมกลุ่มต่างๆ มีมาตรฐานที่ค่อนข้างชัดเจน ว่าประเทศสมาชิกจะต้องมีกฎหมายที่ควบคุมการปล่อยมลพิษให้มีความโปร่งใส จึงต้องสอบถามว่าคณะรัฐมนตรีมีหลักการอย่างไร บอกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เหตุใดถึงปัดตกร่างกฎหมาย PRTR และ พ.ร.บ.โรงงาน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าในส่วนของกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดินเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนหลายคนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีปัญหารัฐไปประกาศป่าทับที่ดินประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายของรัฐบาล คสช. ในการทวงคืนผืนป่า ประชาชนจำนวนมากอาศัยในที่ดินเหล่านั้นมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่รัฐไปประกาศป่าทับที่ดิน ทุกวันนี้หลายคนยังถูกดำเนินคดี หลายคนต้องติดคุกตาราง ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดเลยจากการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมของภาครัฐ


ส่วนต่อไปคือเรื่องการคุ้มครองแรงงาน แม้ประเทศกำลังอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาพลังงานและสงครามการค้า ตัวแทนของรัฐบาลออกมาให้ความคิดเห็นว่าวันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่การให้เหตุผลเช่นนี้เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับการคุ้มครองแรงงาน ผู้ใช้แรงงานเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เป็นทั้งผู้บริโภคและเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ โจทย์จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจกับการคุ้มครองแรงงาน แต่คือจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนได้อย่างไร


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าสำหรับ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร วันนี้ปัญหาการทุจริตเกิดเป็นวงกว้างในทุกระดับทุกองค์กรในประเทศไทย หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้คือการแก้ไขให้มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐาน สาระสำคัญของร่างกฏหมายฉบับนี้ คือหากมีทหารทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ จะปล่อยให้เป็นกลไกแบบที่มีอยู่ คือทหารโกงเอง ตรวจสอบกันเอง ตัดสินกันเองในศาลทหาร หรือควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติในศาลอาญา แบบประชาชนหรือข้าราชการโดยทั่วไป


สุดท้ายคือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จากการให้เหตุผลโดยตัวแทนของรัฐบาล ที่ระบุว่ารัฐบาลเห็นว่าถ้าส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ค้างอยู่ในสภาชุดที่แล้วกลับมา อย่างไรก็คงไม่ผ่านรัฐสภาชุดนี้ เพราะสมาชิกรัฐสภาบางส่วนอาจไม่เห็นด้วย ก็ต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าตกลงแล้วอำนาจในการพิจารณากฎหมายอยู่ที่รัฐบาลหรืออยู่ที่สภากันแน่ รัฐบาลสามารถคิดแทนสมาชิกรัฐสภาได้จริงหรือ หรือควรให้รัฐสภาถกเถียงและลงมติร่วมกันว่ากฎหมายฉบับใดควรได้ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ ถ้าจะใช้วิธีการเดียวกับการปัดตกร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ตนขอตั้งคำถามกลับไปถึงร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีส่งกลับมา ว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทั้ง 34 ฉบับจะได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภาในวันนี้ หรือทั้ง 34 ฉบับมีการพูดคุยหลังบ้านมาก่อนแล้วว่าอย่างไรก็ผ่านแน่นอน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าตนไม่ได้อยากฟังคำตอบจากตัวแทนกฤษฎีกาที่เป็นความเห็นเทคนิคทางกฎหมาย แต่อยากฟังคำตอบจากตัวแทนของรัฐบาลที่ต้องให้ความเห็นทางการเมือง ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย ว่าตกลงแล้วรัฐบาลมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการเลือกหยิบกฎหมายใดให้กลับมาพิจารณาในสภาแห่งนี้ หรือจริงแล้วเป็นเพราะกฎหมายฉบับใดที่จะไปแตะโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การคุ้มครองแรงงานที่ไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่กำลังมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาล หรือแม้แต่กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่หลายคนกำลังออกมาตั้งคำถาม ว่ากำลังจะเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการหรือไม่ รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ากติกาสูงสุดของประเทศปัจจุบัน กำลังเป็นฐานอำนาจให้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินอยู่หรือไม่


จากนั้น สส.พรรคประชาชน หลายคนได้ร่วมอภิปรายถึงร่างกฎหมายที่รัฐบาลไม่ยอมส่งกลับเข้ามาพิจารณาในสภา เริ่มต้นที่ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) โดย กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน ได้อภิปรายว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตมลพิษและอุบัติภัยจากสารเคมีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปี 2560-2566 อุบัติภัยทางเคมีไม่เคยลดลง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งจากของเสียและกากอุตสาหกรรมที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี และเมื่อตรวจสอบข้อมูลคู่ขนานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็พบว่าในปี 2566 เพียงปีเดียว เกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรมสูงถึง 140 ครั้ง และปี 2567 มีตัวเลขการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจำนวน 27 ครั้ง


แม้โดยภาพรวมตัวเลขจะลดลงแต่ความเสียหาย ความรุนแรง และขนาดของเหตุการณ์กับทวีคูณขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดของโรงงานหมิงตี้เคมีคอล จ.สมุทรปราการ ความทุกข์ทรมานกว่า 13 ปี ของประชาชนบ้านหนองพวา จ.ระยอง หรือการตรวจพบเครือข่ายลักลอบขนย้ายกากตะกอนแคดเมียมออกจากพื้นที่ใน จ.ตาก หรือเหตุการณ์ลักลอบทิ้งสารเคมีและกากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีข่าวให้ได้เห็นกันบ่อยครั้ง ทั้งในพื้นที่ EEC และจังหวัดใกล้เคียง 


กมนทรรศน์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าอุบัติภัยในอดีตและการลักลอบทิ้งสารเคมี คือการทิ้งกฎหมาย PRTR ของรัฐบาล เท่ากับการตัดอนาคตให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสอย่างมหาศาลในทุกมิติ ทั้งโอกาสในเวทีโลก ในการพาประเทศไทยไปสู่ประเทศสมาชิก OECD และการมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเน็ตซีโร่ ที่รัฐบาลชอบอ้างถึงแต่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังสูญเสียโอกาสด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศจากการเข้าร่วมสมาชิก OECD ที่มีการประเมินตัวเลขว่าประเทศไทยจะมีจีดีพีสูงขึ้นถึง 1.6% หรือ 2.7 แสนล้านบาทหากได้เข้าร่วม รวมถึงในมิติของการส่งออก ที่ผู้ส่งออกไทยจะต้องเจอกับมาตรการของสหภาพยุโรป ที่จะต้องทราบฐานข้อมูลมลพิษและข้อมูลคาร์บอนที่โปร่งใส ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนภาษีคาร์บอนโดยตรง


ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยต้องสูญเสียเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุน การสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมสีเขียวที่ทั่วโลกกำลังต้องการ การไม่มีกฎหมาย PRTR เท่ากับปล่อยให้ประเทศไทยต้องจมอยู่กับอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษต่อไป สุดท้ายรัฐบาลกำลังพรากสิ่งที่สำคัญที่สุดไปจากประชาชน นั่นคือสิทธิในการรับรู้ว่าโรงงานไหนทิ้งสารเคมีอันตรายอะไรออกมาบ้าง ที่เป็นมาตรฐานที่กว่า 50 ประเทศทั่วโลกใช้ การปล่อยปะละเลยกฎหมายฉบับนี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงขึ้น นายทุนอุตสาหกรรมกอบโกยประโยชน์ได้โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ทิ้งให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนทางสุขภาพเพียงฝ่ายเดียว


กมนทรรศน์กล่าวต่อไปว่าการที่รัฐบาลละทิ้งกฎหมาย PRTR อย่างไม่มีเยื่อใย ไม่มีแม้แต่เหตุผลมาชี้แจง ทำให้ต้องตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังปกป้องประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมสีเทา มากกว่าการพิทักษ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การปกป้องสุขภาพและลมหายใจของประชาชนหรือไม่


ต่อมา สส.พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ดินฯ โดย เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อล้างความผิดให้กับประชาชนที่ถูกตรวจยึด จับกุม และดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่า ที่รัฐฉวยโอกาสในจังหวะที่มีการรัฐประหาร อ้างอำนาจเผด็จการไปรังแกชาวบ้าน 


โดยกลุ่มเป้าหมายที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการช่วยเหลือ คือคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 30 มิถุนายน 2541 ถึง 9 กรกฎาคม 2562 ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินก่อนมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 หรือผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินก่อน 14 มิถุนายน 2557 ที่เป็นผู้มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ และผู้ไร้ที่ดินทำกิน จะเป็นการล้างความผิดและให้สามารถนำที่ดินเหล่านั้นกลับมาสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์หรือจัดสรรตามนโยบายของรัฐบาลได้


เลาฟั้งกล่าวต่อไปว่าจากตัวเลขของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับป่าไม้ตั้งแต่ปี 2552-2562 มีทั้งหมดประมาณ 60,000 คดี ที่ดินถูกยึดไปกว่า 1.2 ล้านไร่ เฉพาะในช่วงนโยบายทวงคืนผืนป่าปี 2557-2562 มีมากถึง 29,000 ราย ที่ดินถูกยึดไป 800,000 ไร่ ที่สำคัญคือใน 800,000 ไร่ เป็นชาวบ้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำผิดกว่า 80% เป็นผู้ที่เป็นนายทุนหรือบุกรุกใหม่เพียง 20% เท่านั้น


ปัญหาที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่มีการออกกฏหมายขีดเส้นแนวเขตป่าของรัฐครั้งแรกเมื่อปี 2504 ประชาชนกลายเป็นผู้บุกรุกป่าทันทีและทยอยถูกจับกุมดำเนินคดี และแม้จะมีการออกนโยบายเพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน คนกว่า 80% ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมจะได้รับความเป็นธรรมกับคืนมา 


เลาฟั้งกล่าวต่อไปว่าการปัดทิ้งร่างกฎหมายฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีที่ฟังแต่ฝ่ายข้าราชการบางส่วน โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกษียณออกไปแล้วแต่ยังมีอิทธิพลในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ แต่ไม่ฟังประชาชนและไม่ฟังสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ในวันที่ตนเสนอร่างกฎหมายนี้เข้ามาให้สภา สส. จากทุกพรรคการเมืองล้วนอภิปรายสนับสนุนว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชน


กรณีนี้ยังสะท้อนว่าปัญหาสิทธิในที่ดินทับซ้อนกับเขตป่า ที่มีคนเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ ไม่ได้อยู่ในความสนใจของรัฐบาลนี้ เพราะนอกจากการปัดตกร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว รัฐบาลยังละเลยไม่สนใจในเรื่องอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นการมีมติคณะรัฐมนตรียกเลิกโฉนดชุมชน การทิ้งที่ดินนิคมสร้างตนเอง ดองการพิสูจน์สิทธิ์เพื่อออกโฉนด ค้างเรื่องวันแมพ และการไม่ยอมประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธ์ุ คำถามที่ต้องถามคือประชาชนจะยังคงมีความหวังกับรัฐบาลชุดนี้ในประเด็นปัญหาที่ดินได้อยู่หรือไม่


จากนั้น กฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.โรงงาน โดยระบุว่าวันนี้ประเทศไทยที่ปัจจุบันกำลังมีปัญหาจากโรงงานอันตราย มลพิษ และการอุตสาหกรรมที่กำลังคุกคามชีวิตประชาชนทั่วประเทศ มีความจำเป็นต้องเดินหน้าแก้ไขร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญในการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม การยกระดับมาตรฐานโรงงานให้เทียบเท่าสากล การเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และการทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง แต่มาจนถึงวันนี้รัฐบาลกลับไม่ยอมผลักดันกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง ทั้งที่ปัญหารุนแรงขึ้นทุกวัน


ปัญหาของกฎหมายปัจจุบันคือประชาชนขาดการมีส่วนร่วม หากโรงงานอันตรายจะเข้ามาตั้งในชุมชนประชาชนแทบไม่มีสิทธิร่วมตัดสินใจเลย ไม่มีข้อบังคับในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างจริงจัง ไม่มีสิทธิให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูล และไม่มีการให้อำนาจประชาชนในการร่วมตัดสินใจหรือตรวจสอบโรงงาน โรงงานอันตรายกระจัดกระจายเต็มประเทศ โรงหลอมไปตั้งข้างโรงเรียน โรงงานขยะไปตั้งกลางพื้นที่เกษตร ชุมชนต้องอยู่กับกลิ่น สารเคมี ฝุ่นพิษ และน้ำเสีย แต่กลับไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธ นี่ไม่ใช่การพัฒนาแต่คือการผลักภาระให้ประชาชนต้องอยู่กับความเสี่ยง


กฤชกล่าวต่อไปว่าปัญหาต่อมาคือการตรวจสอบที่อ่อนแอ หลังการแก้กฎหมายครั้งล่าสุดในปี 2562 มีการยกเลิกการต่อใบอนุญาตโรงงานที่จากเดิมต้องตรวจสภาพทุก 5 ปี กลายเป็นว่าปัจจุบันหลังได้รับใบอนุญาตแล้วก็แทบเหมือนได้ใบอนุญาตตลอดชีวิต กว่ารัฐจะรู้ว่าโรงงานปล่อยมลพิษก็มักเกิดความเสียหายไปแล้ว ชาวบ้านเจ็บป่วย ดินและน้ำปนเปื้อน หลายพื้นที่กลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษไปแล้ว


สุดท้ายคือบทลงโทษที่เบาเกินไป ผู้ประกอบการหลายรายลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน หรือดำเนินการโรงงานโดยผิดกฎหมาย แต่สุดท้ายยอมที่จะจ่ายค่าปรับและกลับไปทำใหม่ เพราะค่าปรับถูกกว่าการลงทุนในการแก้ไขปรับปรุง ทำให้การทำผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องคุ้มทุน สุดท้ายประชาชนต้องรับเคราะห์ รัฐบาลต้องเอาภาษีจากประชาชนไปฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน เหมือนที่โรงงานวินโพรเซส จ.ระยอง และในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ


กฤชกล่าวต่อไปว่าตนขอตั้งคำถามไปถึง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าเหตุใดจึงไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีมติเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ต่อ ทั้งที่เป็นคนที่เข้าใจปัญหานี้ดีที่สุดคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าประชาชนกำลังเดือดร้อน และ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ สส.ชลบุรี ซึ่งใน จ.ชลบุรี เองก็เต็มไปด้วยปัญหาเหล่านี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐอิสระครองกิ่ว โรงงานรีไซเคิลทุนจีนสีเทา ที่มีการลักลอบฝังขยะอิเล็กทรอนิกส์เต็มพื้นที่ไปหมด จนประชาชนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า รวมไปถึงขบวนการขนกากอุตสาหกรรมไปแอบทิ้งในพื้นที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ทำไมไม่ช่วยผลักดันกฎหมายฉบับนี้เพื่อปกป้องประชาชนของตัวเอง


รัฐบาลอาจอ้างได้ว่าผู้ประกอบการมีความกังวล กลัวว่าจะกระทบการลงทุน กลัวนักลงทุนหนี แต่วันนี้ประชาชนกำลังตายผ่อนส่งทุกวันอย่างช้าๆ จากมลพิษที่เกิดขึ้น เด็กกำลังหายใจเอาสารพิษเข้าไปทุกวัน ชาวบ้านกำลังใช้น้ำที่ปนเปื้อน และแผ่นดินของประเทศกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นที่ทิ้งกากอุตสาหกรรม ตนอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลพูดว่าทำเพื่อประชาชน แต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือไม่


จากนั้น กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร โดยระบุว่าหากพิจารณาอำนาจหน้าที่ของศาลทหาร จะพบว่ามีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับองค์กรตุลาการ อย่างไรก็ตามถ้าไปดูโครงสร้างในการเลื่อนลดปลดย้ายเจ้าหน้าที่ภายในศาลทหาร จะพบว่ากลไกเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจบริหาร ซึ่งขาดการตรวจสอบถ่วงดุล คำถามคือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าศาลทหารจะสามารถพิจารณาโดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร


คำตอบที่ตนได้รับมีเพียงการรับปาก ว่าการตัดสินของตุลาการศาลทหารจะเป็นไปตามระบบเกียรติศักดิ์ โดยที่ไม่มีกฎหมายใดรองรับได้ว่าการพิจารณาตัดสินของศาลทหารนั้นจะเป็นไปตามกฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจุบันการพิจารณาคดีของศาลทหารมีปัญหาอย่างน้อยสามประการ ที่ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของกองทัพและกำลังพล คือ


1) การซ้อมทรมาน ปัจจุบันมีกฎหมายสองฉบับที่มีอำนาจซ้อนกัน คือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ที่ให้อำนาจการตัดสินอยู่ภายใต้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ภายใต้ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารปัจจุบัน ไม่มีความชัดเจนว่าหากมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมาน จะต้องไปขึ้นศาลทหารหรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การพิจารณาชี้ขาดโดยคณะกรรมการชี้ขาดขอบเขตอำนาจศาลก็เป็นแบบคดีต่อคดี เพราะฉะนั้น ต้องมีความชัดเจนว่าอำนาจของตุลาการศาลทหาร จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมานและการอุ้มหาย 


2) คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ปัจจุบันหากมีคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในกองทัพเกิดขึ้น การพิจารณาต่างๆ จะถูกส่งไปให้ศาลทหารพิจารณา ซึ่งศาลทหารและตุลาการทหารต่างอยู่ภายใต้โครงสร้างของกองทัพ แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการพิจารณาของตุลาการศาลทหารจะพิจารณาโดยความเที่ยงธรรม ไม่ขึ้นกับอำนาจหน้าที่ในการเลื่อนลดปลดย้ายภายใต้โครงสร้างกระทรวงกลาโหม ดังนั้น ในเรื่องของอำนาจหน้าที่นี้ก็ต้องมีความชัดเจนเช่นเดียวกัน


3) คดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน ที่ผ่านมาคดีอาญาโดยทั่วไป รวมทั้งกรณีที่ทหารไปทะเลาะเบาะแว้งกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน หรือคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงคดีที่ทหารเข่นฆ่าประชาชนกลางเมือง ล้วนแต่ขึ้นศาลทหารทั้งสิ้น ที่ผ่านมาคดีเหล่านี้ถูกตั้งคำถามจากสังคมเป็นอย่างมาก จึงต้องเอาอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน ออกจากศาลทหารไปสู่ศาลอาญาพลเรือนตามปกติ


กิตติพงษ์กล่าวต่อไปว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร จึงเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งในการถ่วงดุลอำนาจรัฐ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปและพัฒนากองทัพ ให้อยู่ภายใต้หลักการกองทัพอยู่ภายใต้พลเรือน


ในส่วนของ เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่พรรคประชาชนเป็นผู้เสนอ โดยระบุว่าตนและคนทำงานทั่วประเทศต่างรับไม่ได้และผิดหวังที่คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะปล่อยร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อคนทำงานให้ตกไป โดยที่ไม่แม้แต่ที่จะรับรองเพื่อให้สภาได้มีโอกาสถกเถียงพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมจากสภาชุดที่แล้ว


กฎหมายทั้งสองฉบับ ประกอบด้วยฉบับแรก “มีเวลาพักผ่อน” สาระสำคัญคือลดชั่วโมงการทำงานให้เหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และเพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี อีกฉบับคือ “มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” มีสาระสำคัญคือห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน นายจ้างต้องจัดให้มีมุมปั๊มนมในที่ทำงาน ลาไปดูคนใกล้ชิดที่ไม่สบายได้ และลูกจ้างหญิงลาในวันที่ปวดประจำเดือนได้


เซียกล่าวต่อไปว่ากฎหมายทั้งสองฉบับไม่ได้ขออะไรเกินเลยไปกว่าที่คนคนหนึ่งพึงจะได้รับ ทุกวันนี้คุณภาพชีวิตของคนทำงานย่ำแย่ลงเรื่อยๆ บางคนไม่มีเวลาพักผ่อน ทำแต่งานจนร่างจะพัง ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดแค่จะทำงานบ้านก็หมดวันแล้ว บางคนวันหยุดก็ต้องดิ้นรนเพื่อหารายได้เพิ่มให้เพียงพอกับรายจ่ายที่สูงขึ้นจนสวนทางกับรายได้ วันนี้ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง เว้นแต่ค่าจ้างและรายได้ที่ไม่มีการปรับสูงขึ้น


คนทำงานเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อและความรู้สึก เจ็บป่วยได้ มีพี่น้องครอบครัวเช่นทุกคน การมีมุมปั๊มนมในที่ทำงาน หรือมีวันหยุดเพิ่มเพื่อให้มีลมหายใจหายคอมากขึ้น คือการเพิ่มพลังให้คนทำงานมีแรงกลับไปทำงานในวันใหม่ได้ แต่วันนี้คณะรัฐมนตรีปิดโอกาสเหล่านี้และทำลายความหวังของคนทำงานไปหมดแล้ว กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ผ่านความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ในสภาสมัยที่แล้ว ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันหมด สส. หลายพรรคก็ร่วมกันอภิปรายในสภาแห่งนี้ ว่ากฎหมายฉบับนี้ดี แต่ผ่านไปไม่กี่วันลืมกันหมดแล้ว ต้องถามว่าลืมกันจริงๆ หรือไม่คิดจะจำใส่ใจกันตั้งแต่แรก แต่การทำเช่นนี้ก็ชัดเจนดี ว่ารัฐบาลไม่เคยยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนทำงาน


เซียกล่าวต่อไปว่าแม้วันนี้คณะรัฐมนตรีจะปล่อยให้ความหวังและเสียงของคนทำงานทั่วประเทศต้องหล่นหายไป แต่พรรคประชาชนจะไม่หยุดเดินหน้าผลักดันกฎหมายชุดนี้ต่อจนกว่าจะประสบความสำเร็จ เพื่อให้คนทำงานในประเทศนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความหวังของประชาชนคนทำงานจะเป็นพลังให้เครือข่ายผู้ใช้แรงงานพรรคประชาชนมีพลังเดินหน้าในการทำงานต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ถึงรัฐบาลจะพยายามฝังรากให้เราจมดิน แต่เราคือเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมจะงอกเงยและเติบโตในอนาคต เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“พริษฐ์” ชี้เหตุรัฐบาลไม่จริงใจทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะ รธน.60 เป็นปุ๋ยชั้นดีของ “ระบอบตั๋วสีน้ำเงิน” ตั้งคำถามหากไม่พร้อมทำตามคำสั่งประชาชนจากผลประชามติ แล้วตอนนี้รัฐบาลทำตามคำสั่งใคร


พริษฐ์” ชี้เหตุรัฐบาลไม่จริงใจทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะ รธน.60 เป็นปุ๋ยชั้นดีของ “ระบอบตั๋วสีน้ำเงิน” ตั้งคำถามหากไม่พร้อมทำตามคำสั่งประชาชนจากผลประชามติ แล้วตอนนี้รัฐบาลทำตามคำสั่งใคร


วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวาระการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยพริษฐ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติยืนยันส่งร่างดังกล่าวกลับมาที่รัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อ


พริษฐ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประชาชนทั่วประเทศได้เดินเข้าคูหาเพื่อออกเสียงประชามติ โดยผลประชามติชี้ชัดว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ที่กว้างกว่าแค่ผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง เห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 นั้นมีปัญหา ที่จะแก้ไขเพียงบางมาตราไม่เพียงพอ แต่จำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำฉบับใหม่


นับตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา ตนคิดว่าสังคมได้เห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ชัดขึ้นกว่าเดิม เราเห็น กกต. รายงานผลล่าช้า นับคะแนนผิดพลาด สอดไส้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง แต่ประชาชนทำอะไรไม่ได้ เราเห็น สตง. ใช้วาระครบรอบ 1 ปีตึกถล่ม ไปกับการปล่อยมิวสิกวิดีโอใหม่ แทนที่จะแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม เราเห็นประธานรัฐสภาคนก่อน ปัดตกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคลิปหลุดตนเองกับ ป.ป.ช. เราเห็น ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์เสมือนเป็นการฟอกขาวให้กับอดีตรัฐมนตรีในคดีซุกหุ้น และเราเห็น กกต. ขยับเข้าใกล้การเป่าคดีให้กับนายกฯ และ สว. หลายคนในคดีฮั้ว สว.


ปัญหาของประเทศรุนแรงขนาดนี้ เสียงของประชาชนชัดเจนขนาดนี้ แต่รัฐบาลกลับทำตัวนิ่งเฉย ปฏิเสธความรับผิดชอบ และอ้างว่าเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของ “รัฐสภา” ตนทราบดีว่าในเชิงขั้นตอนทางกฎหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 หมวด 15/1 เพื่อเพิ่มกลไกเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมาดำเนินการที่ “รัฐสภา” แต่จะบอกว่า ครม. ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวเลย ก็คงจะไม่ใช่


โดยรูปธรรม ครม. มี 2 ทางเลือกที่ทำได้ ทางเลือกที่ 1 ครม. มีมติก่อนวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อนำ 2 ร่างเดิม ที่เคยผ่านวาระ 1 ไปแล้ว กลับมาเสนอให้รัฐสภาลงมติยืนยันให้ไปต่อในวันนี้ แต่หาก ครม. ไม่เห็นด้วยกับ 2 ร่างเดิม ทางเลือกที่ 2 ที่ ครม. ทำได้ คือประกาศชัดว่าไม่เห็นด้วยกับร่างเดิมเพราะอะไร และจะเสนอร่างใหม่เข้ามาที่รัฐสภาในนาม ครม. เมื่อไหร่ แต่ปัญหาคือ มาถึงวันนี้ ครม. ไม่เลือกสักทาง ร่างเดิมก็ไม่ยืนยัน และปล่อยให้ตกไปโดยไร้คำอธิบายที่สมเหตุสมผล จะเสนอร่างใหม่ก็ไม่มีความชัดเจน แม้แต่คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว


ตนตั้งใจฟังข้ออ้างต่างๆ ที่นายกฯ หรือรัฐบาลได้หยิบยกมาตลอดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอมรับตามตรงว่าฟังไม่ขึ้นแม้แต่ข้อเดียว ข้อแรก นายกฯ บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ “รัฐสภา” ไม่เกี่ยวกับ ครม. ตนก็งงว่า ท่าทีของรัฐสภาจะไม่เกี่ยวกับท่าทีของ ครม. ได้อย่างไร ในเมื่อ สส. 300 กว่าคน ก็มาจากพรรคที่รวมตัวกันอยู่ใน ครม. ยังไม่นับ สว. หลายคน ที่ว่ากันว่าได้รับอิทธิพลทางความคิดจากทางท่านนายกฯ ไม่น้อย


ข้ออ้างที่สอง สส. รัฐบาลบอกว่า จะขยับเรื่องนี้ในช่วงท้ายของรัฐบาล ตนขอถามกลับว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้ไม่ใช่ช่วงท้ายของรัฐบาลท่านแล้ว ตนไม่ใช่นอสตราดามุส แต่ตนก็เชื่อว่าหากมีรัฐบาลไหนที่ฉวยโอกาสจากความทุกข์ร้อนของประชาชน โดยปล่อยให้มีคนร่ำรวยจากการกักตุนน้ำมัน ตนเชื่อว่ารัฐบาลนั้นคงจะอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน


ส่วนข้ออ้างที่สาม มีรัฐมนตรีและ ส.ส. รัฐบาลบางคนบอกว่า ยังขยับเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ทำให้ตนเพิ่งรู้ว่าตอนนี้ ประเทศของเรามีรัฐบาลที่ทำมากกว่า 1 เรื่องไม่ได้ และหากจะอ้างปากท้องของประชาชน ตนก็ต้องตั้งคำถามต่อว่า แล้วการที่รัฐบาลเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงาน 200,000 ล้านบาท เข้าไปใน พ.ร.ก. ฉบับเดียวกัน เพื่อหนีการตรวจสอบของสภา เป็นแนวทางที่เอาปากท้องประชาชนเป็นตัวตั้งอย่างไร


พริษฐ์กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าข้ออ้างเหล่านี้ รัฐบาลก็รู้ดีว่าฟังไม่ขึ้น พอสังคมไม่ซื้อข้ออ้างของท่าน เมื่อวานท่านก็แก้เก้อ โดยการบอกว่าแม้คณะรัฐมนตรีจะไม่เสนอร่าง แต่พรรคภูมิใจไทยจะมีการประชุมกันในสัปดาห์หน้า เพื่อเคาะและเสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาที่รัฐสภา แน่นอนว่าในมุมหนึ่ง ตนจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ร่างดังกล่าวมีเนื้อหาอย่างไร มีข้อเสนอในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความพยายามเพื่อให้เกิดการกินรวบการกำหนดเนื้อหาของฉบับใหม่หรือไม่


แต่อีกมุมหนึ่ง ตนก็เกิดข้อสงสัยว่าหากเรายึดตรรกะของรัฐบาลว่ายังขยับเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะต้องแก้ปัญหาเรื่องปากท้องก่อน นั่นหมายความว่า ตอนนี้ สส. ภูมิใจไทย ไม่สนใจเรื่องปากท้องแล้วหรือไม่ การแก้เก้อของรัฐบาล จึงไม่สามารถหักล้างความรู้สึกของพี่น้องประชาชนได้ ว่าการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้แสดงออกถึงความจริงใจในการเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


มาถึงวันนี้ ตนจึงได้ข้อสรุปว่าเหตุผลที่รัฐบาลไม่จริงใจเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาปากท้องก่อน แต่เหตุผลที่แท้จริง เป็นเพราะท่านนายกฯ รัฐบาล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่เป็นปุ๋ยชั้นดีและแหล่งบ่มเพาะ “ระบอบตั๋วสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นปัญหาในการเมืองไทยอยู่ทุกวันนี้


เป็นเพราะท่านนายกฯ ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ จากกติกาการได้มาซึ่ง สว. ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และเปิดช่องให้เกิดการฮั้ว เป็นเพราะท่านนายกฯ ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ กับการมี กกต. ที่ไม่ว่าจะจัดการเลือกตั้งแย่แค่ไหน จะเป่าคดีของท่านหรือไม่อย่างไร ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ และเป็นเพราะท่านนายกฯ ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ จากการมี ป.ป.ช. ที่หากวันหนึ่งพร้อมจะออกมาปกป้องเครือข่ายและพรรคพวกของท่าน ฝ่ายค้านก็ทำอะไรกับ ป.ป.ช. ก็ยาก เพราะเรื่องร้องเรียน ป.ป.ช. จะไปไม่ถึงศาล หากไม่ได้รับการอนุญาตจากประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นพรรคเดียวกันกับรัฐบาล


ดังนั้นในวันนี้ที่ ครม. ตัดสินใจปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม 2 ฉบับตกไป ตนเห็นว่าหากท่านไม่สามารถพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้ว่าท่านพร้อมจะทำตาม “คำสั่ง” ของประชาชน ในการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนจริงๆ และพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ประชาชนก็จะอดสงสัยไม่ได้ว่า หากรัฐบาลชุดนี้ไม่ฟัง “คำสั่ง” ของประชาชน แล้วรัฐบาลชุดนี้กำลังฟัง “คำสั่ง” ของใคร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

“เครือข่ายคนทำงาน” รวมตัวรัฐสภา ทวงคืนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ แม้ผิดหวังรัฐบาลปัดตก ยันประกาศเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่า จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อไป

 


เครือข่ายคนทำงาน” รวมตัวรัฐสภา ทวงคืนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ แม้ผิดหวังรัฐบาลปัดตก ยันประกาศเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่า จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อไป


วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) เวลา 07.30 น. ที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ฝั่งทางเข้าสส. เครือข่ายคนทำงานจากหลายจังหวัด อาทิ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี รวมตัวกัน ประกาศเมื่อรัฐบาลไม่เห็นหัวคนทำงาน การออกไปทวงคืนกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของประชาชน


โดยมี นายเซีย จำปาทอง นางสาวธนพร วิจันทร์ สน.บัญชีรายชื่อ นายเทพฤทธิ์ ภาษี สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ให้การต้อนรับ โดยมีการสับเปลี่ยนกันปราศรัยกับพี่น้องแรงงาน


โดยระบุว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานของพรรคประชาชน 2 ฉบับ ได้แก่ “ฉบับมีเวลาพักผ่อน” และ “ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” กำลังจะถูกปล่อยให้ตกไปในไม่กี่วัน ทั้งๆ ที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนจากหลายฝ่าย และผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมาแล้วอย่างรอบคอบ


กฎหมายเหล่านี้ คือความหวังของคนทำงานทั้งประเทศ ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานที่ดีกว่าเดิม เช่น ลดเวลาทำงานเหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์

ทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน วันลาพักร้อน 10 วัน/ปี สิทธิลาปวดประจำเดือน สิทธิลาไปดูแลคนในครอบครัว


แต่วันนี้ รัฐบาลกลับเพิกเฉยไม่หยิบยกกฎหมายเหล่านี้กลับเข้าสู่การพิจารณาใน ครม. ปล่อยให้เสียงของผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศต้องหล่นหายไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ จึงมารวมพลังกันในวันนี้


และทางเครือข่ายฯ ได้ออกแถลงการณ์เครือข่ายคนทำงานเรื่อง จุดยืนและความผิดหวังต่อกรณีคณะรัฐมนตรีปฏิเสธร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ใจความว่า


ในนามของ "เครือข่ายคนทำงาน" พวกเรามายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อสื่อสารให้รัฐบาลและสังคมได้รับรู้ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ตัดสินใจที่จะ "หันหลัง" ให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างชัดเจน


จากกรณีที่ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ "ฉบับมีเวลาพักผ่อน" และ "ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ต้องยุติการพิจารณาไปอย่างน่าเสียดายและน่าผิดหวัง เพียงเพราะคณะรัฐมนตรีไม่เห็นความสำคัญของสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากลอย่างที่ควรจะเป็น


ที่ผ่านมา พวกเราต้องทนฟังทัศนะจากรัฐมนตรีในหลายรัฐบาลที่มักอ้างถึงความกังวลต่อผลกระทบด้านภาคธุรกิจในยามวิกฤตเศรษฐกิจ ทัศนคติเหล่านี้สะท้อนถึงการละเลยปัญหาที่คนทำงานต้องเผชิญอย่างหนักหน่วง คำพูดของพวกท่านบาดลึกเข้าไปในหัวใจของคนทำงานที่ต้องทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อแลกกับค่าแรงอันน้อยนิด


พวกเราจึงขอตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า ในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ใครคือผู้ที่ใช้แรงานแรงกายเพื่อประดับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ หากไม่ใช่พวกเราคนทำงานที่ท่านกำลังทอดทิ้งทิ้งอยู่ในขณะนี้


ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ พวกท่านมักเร่งออกมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างเต็มกำลัง แต่หากเป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานของคนทำงาน อาทิ การลดชั่วโมงทำงาน การเพิ่มสิทธิวันหยุดวันลา หรือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี พวกท่านกลับมองว่าเป็นเพียง "ภาระ" และ "ต้นทุน" ที่ต้องตัดทิ้งอยู่เสมอ


เช่นเดียวกับร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง 2 ฉบับ ที่ท่านได้ปัดตกไป สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่า ในสายตาของพวกท่าน "คนทำงาน" คงเป็นเพียงต้นทุนตัวเลข ที่ไร้ชีวิตจิตใจ ไร้ซึ่งเลือดเนื้อและความรู้สึกเท่านั้น


ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ เปรียบเสมือนความหวังในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยให้ก้าวหน้าไปสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง อีกทั้งยังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ และผ่านวาระที่ 1 ด้วย มติเห็นชอบจากหลายพรรคการเมือง รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่สุดท้ายกลับถูกรัฐบาลปัดทิ้งไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นการเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชนอย่างไม่อาจยอมรับได้


พวกเราเครือข่ายคนทำงานจึงขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลที่เพิกเฉยและทอดทิ้งต่อความหวังของคนทำงานทั้งประเทศที่ต้องการเพียงแค่คุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานที่ดีกว่าเดิมเท่านั้น


ทั้งนี้ แม้ร่างกฎหมายจะถูกปัดตกลง แต่พวกเราขอประกาศเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่า จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะเราเชื่อมั่นเสมอว่า ประเทศไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง หากคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญยังไม่สามารถกินอิ่มนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ


"การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทำงานไม่ใช่ภาระของใคร หากแต่คือรากฐานเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยพื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งจะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจทั้งระบบในอนาคต"


เครือข่ายคนทำงาน

15 พฤษภาคม 2569


ก่อนที่เวลา 10.00 น. ทั้งหมดเดินเข้าไปยื่นหนังสือต่อรัฐบาล เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “แม้รัฐบาลจะไม่ฟังเสียงคนทำงาน แต่เครือข่ายคำทำงานก็จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ เพราะคนทำงานต้องได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้” ด้วยความสมานฉันท์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เครือข่ายคนทำงาน #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน























ธิดา ถาวรเศรษฐ : ยิ่งลักษณ์กลับไทย มองว่ายาก! แนะนำให้ทำใจอยู่เมืองนอกก็เหมือนอยู่เมืองไทย สมัยนี้มันออนไลน์ทั้งนั้น สามารถมีความสุขนอกประเทศได้


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ยิ่งลักษณ์กลับไทย มองว่ายาก! แนะนำให้ทำใจอยู่เมืองนอกก็เหมือนอยู่เมืองไทย สมัยนี้มันออนไลน์ทั้งนั้น สามารถมีความสุขนอกประเทศได้


จากรายการ ถามมาตอบไป

เผยแพร่เมื่อ 13 พ.ค. 69

ดำเนินรายการโดย กุลธิดา ช้วนกุล


ผู้ดำเนินรายการ : ณ วันนี้ ภารกิจนำคุณยิ่งลักษณ์กลับบ้าน อาจารย์มองว่าจะมีดีลอะไรกันอีกมั้ยคะ?


ธิดา ถาวรเศรษฐ : คุณทักษิณไม่เปลี่ยน จำได้มั้ยที่เขาเคยบอกว่า “ขอบใจคนเสื้อแดงที่เอาเรือมาส่ง ต่อไปนี้เขาจะขึ้นรถ” วันนั้นพูดที่ราชประสงค์ อาจารย์ต้องเป็นคนพูดต่อมา แต่อาจารย์ไม่อึ้งหรอก เพราะอาจารย์รู้ว่าคุณทักษิณแกก็เป็นแบบนี้ ใครทำดีลแกก็เชื่อทั้งนั้น แต่ของจริงต้องดูที่การปฏิบัติ อย่างตอนตั้งพรรคไทยรักษาชาติ อาจารย์ก็นึกว่าเที่ยวนี้แกต้องทำอะไรเด็ด ๆ นะ เพราะว่าแกผ่านความเสียหายมาเยอะ พอตั้งทูลกระหม่อมฯ เป็นแคนดิเดต จะเป็นลม คิดได้ไงวะ? พอมาตอนนี้ที่มีดีล พอกลับมาทุกอย่างจะราบรื่น แต่ของจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น


เพราะว่าประเทศไทย คณต้องรู้จักนะ ต้องรู้จักสังคมว่า  อำนาจจารีตอำนาจนิยมในประเทศไทย และความคิดอนุรักษ์นิยมในประเทศไทยยังมีอยู่สูง ข้อสำคัญคนที่เกลียดคุณทักษิณมันยังมีอยู่มาก “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” เอาว่าคนรักเท่าผืนเสื่อก็ได้ เอาวะ คนชังเท่าผืนหนังก็ได้ แต่มันก็เยอะ แล้วมันเป็นผืนหนังราคาแพงด้วย


อาจารย์มองว่ายากที่คุณยิ่งลักษณ์จะได้กลับมาง่าย ๆ คุณยิ่งลักษณ์พร้อมหรือไม่ที่จะต้องกลับมารับโทษ แต่คุณทักษิณต่างจากคุณยิ่งลักษณ์ คุณทักษิณแกต้องการกลับมา แกยังมีความคิดจะสู้อยู่ ยังเชื่อในพลังอำนาจบารมีอยู่ว่าได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก แล้วแกต้องการจะมาตายในเมืองไทย แกไม่ต้องการตายอย่างอาจารย์ปรีดีที่เป็นคำพูดที่อาจารย์ได้ยินมา ฉะนั้น วิญญาณในการต่อสู้ของแกซึ่งก็ต้องยกย่อง แต่ถามว่าต่อสู้เพื่ออะไรมันอีกเรื่องหนึ่งนะ แต่ว่าแกสู้

ถามว่าคุณยิ่งลักษณ์ สมมุติว่าคุณยิ่งลักษณ์บอกว่า เรื่องอะไรชั้นก็อยู่สบายแล้ว ลูกชายชั้นก็อยู่ด้วยกันที่เมืองนอก ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ไม่มีอะไร ไม่ต้องการมาต่อสู้อะไร แล้วก็มีความสุขสบายดีที่อยู่เมืองนอก คือให้คุณทักษิณเอาตัวรอดก่อน ถ้าคุณทักษิณเอาตัวไม่รอด ยังมีคดีรออยู่ตั้ง 3-4 คดีนะ คุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มาหรอก ถ้าถามอาจารย์นะ อาจารย์จะแนะนำให้คุณยิ่งลักษณ์ทำใจ อยู่เมืองนอกก็เหมือนอยู่เมืองไทย สมัยนี้มันออนไลน์ทั้งนั้น สามารถพูดคุย แล้วครอบครัวก็สามารถไปอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขนอกประเทศก็ได้


แต่ถ้าเขากลับมา จะต้องเผชิญชะตากรรมต่าง ๆ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น “หมอเลี้ยบ” ในตอนนั้นหมอเลี้ยบเขาสนิทกับคุณเนวินนะ แต่ในประวัติศาสตร์เขาเคยร่วมงานกับคุณทักษิณนะ หมอเลี้ยบยังโดนไปตั้ง 1 หรือ 2 ปีเลย ย คืออาจารย์นึกว่าหมอเลี้ยบไม่น่าจะโดนแล้วนะ เพราะไม่ได้มาอยู่กับพรรคเพื่อไทยแล้ว ตอนออกจากคุกทีหลังเขาก็ออกมาช่วยพรรคเพื่อไทย


ดังนั้น ใครก็ตาม ทั้งคุณทักษิณ คนที่สัมพันธ์กับคุณทักษิณ รัฐมนตรี ญาติพี่น้อง หรืออะไรก็ตาม ถ้ามีจุดอ่อนหรืออะไรแม้แต่นิดเดียวก็จะต้องถูกเช็คบิลหมด ทางที่ดีอาจารย์ว่า คุณยิ่งลักษณ์ไม่พร้อมที่จะสู้แบบคุณทักษิณนะ แต่ถ้าเขาพร้อมและคิดว่าเขาต้องการสู้เพื่ออะไรก็ได้ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง หรือเพื่อเกียรติภูมิของตัวเองและพรรคเพื่อไทย เขาต้องสู้กับชะตากรรมมากเลย เขาจะรับไหวมั้ย


ครั้งที่แล้วที่คุณทักษิณนั่งเครื่องบินไป แล้วคนก็คิดว่าไปแล้วไม่กลับ แต่อาจารย์ว่าแกกลับ ก็ไม่อยากตายเมืองนอกแบบอาจารย์ปรีดีไง บอกแล้ว ยังมีต้นทุนของเกียรติภูมิ ของพลพรรค ของพรรคการเมืองที่ยังสามารถที่จะใช้ต่อรองอำนาจได้ ก็ต้องรอให้คุณทักษิณพิสูจน์ตัวเองไปก่อนว่ารอดหรือไม่รอด แล้วก็ประชาชนสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน น่าสนใจมากว่ากราฟที่ตกมันจะสามารถขึ้นเป็นรูปตัว U หรือตัว V ได้หรือเปล่า หรือมันอาจจะลงเป็นตัว L ไปเลย อันนี้เราก็ตอบไม่ได้


มันอยู่ที่ว่าคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยจะใช้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร ด้วยความเข้าใจสังคมไทยอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ใช่คำพูดที่มาทำดีลแต่ละครั้ง คือพูดนั้นฟังได้ แต่ต้องอยู่กับความเป็นจริง และสังคมไทยมันซับซ้อนมาก อาจารย์วิเคราะห์สังคมไทยมาตั้งแต่หลัง 2519 ไปโต้กับฝ่ายซ้ายสุด กระทั่งกรมการเมืองของ พคท. ก็โต้กันมาแล้ว หลังจากนั้นแม้กระทั่งมาทำเสื้อแดง อาจารย์ก็จะวิเคราะห์ทั้งเศรษฐกิจและสังคมมาตลอด เราทำด้วยตัวเองแม้เราไม่ใช่นักวิชาการมหาวิทยาลัยด้านสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ แต่เรารู้ว่ามันจำเป็นในการต่อสู้ของประชาชน คือพูดง่าย ๆ ว่า “ต้องรู้เขารู้เรา”


แต่คุณทักษิณรู้เขาดีมั้ย? และรู้เราดีมั้ย? เพราะเขาเคยปรามาสว่า เขารู้จักคนเสื้อแดงดี ผลก็คือเป็นแบบนี้แหละ ถ้ารู้เขาดี และรู้เราดี แล้ววางหมาก ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เขาก็อาจจะค่อย ๆ ฟื้นได้ แต่ว่าถ้าคุณทักษิณยังไม่เปลี่ยน ยังเหมือนเดิม อาจารย์ว่าอย่างที่บอก ใบอนุญาตที่ 1 กับใบอนุญาตที่ 2 ที่เป็นกระแส มันลงแล้ว มันดึงขึ้นยาก


ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์มีอะไรอยากจะทิ้งท้ายในช่วงสุดท้าย


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : อาจารย์เป็นห่วงประชาชน คือพรรคการเมืองที่เคยอยู่เคียงคู่กับประชาชนในการต่อสู้เผด็จการรัฐประหารล้วนมีปัญหายากลำบาก พรรคเพื่อไทยยากลำบากเพราะมีตัวประกัน/ผู้นำทางจิตวิญญาณ พรรคประชาชนก็มีการตัดสินใจที่อาจารย์ไม่เห็นด้วย แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ยังเหลืออยู่ ดังนั้น อาจารย์เป็นห่วงเยาวชนและคนที่ต้องติดคุกติดตะราง อาจารย์อยากให้การนิรโทษกรรมประชาชน โดยเฉพาะรวมทั้ง 112 ให้เกิดขึ้นจริง เพราะว่าการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์คือการรักษา ไม่ใช่การทำลาย แต่การไม่ยอมปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และลงโทษผู้เห็นต่าง ในทัศนะอาจารย์เป็นการทำลายมากกว่าการรักษาสถาบัน การนิรโทษฯ เป็นเรื่องที่ 1 ที่สำคัญ และต่อไปก็คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่องที่สามคือคดีความของวุฒิสมาชิก ฝาก 3 เรื่องสำคัญไว้


สำหรับเรื่องเสื้อแดงก็คือเป็นการทวงยุติธรรม แต่มันคงไม่ทันแล้ว นอกจากว่าเราจะต้องแก้กฎหมายเรื่องอายุความ แล้วก็แก้กฎหมายอย่างอื่นไปอีก 2 ข้อ นั่นก็คือให้ฝ่ายที่เป็นภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมืองหรือจะเป็นทหาร ถ้าฆ่าประชาชนมือเปล่า ให้ขึ้นศาลยุติธรรม แต่ทั้งหมดนี้ก็คือ ประเทศนี้ต้องการความยุติธรรม เพราะฉะนั้นความยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นสำหรับคุณทักษิณและพรรคการเมือง สำหรับประชาชนและผู้เห็นต่าง มันจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของประเทศ อาจารย์ก็อายุมากแล้วก็ขอฝากไว้ด้วยว่าต้องทำนะคะ ถ้าไม่งั้นประเทศจะล่มสลาย เพราะว่าคนจะไม่ทนกับความอยุติธรรม คนอาจจะทนความอดอยากได้ แต่ทนความอยุติธรรมไม่ได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ถามมาตอบไป #ยิ่งลักษณ์ #ทักษิณ #พรรคเพื่อไทย

ธิดา ถาวรเศรษฐ : มอง “ทักษิณ เป็น “ตะวันรอน” แม้ยังไม่ตกดิน / “เพื่อไทย” พ่ายใบอนุญาตทั้ง 2 ใบ

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : มอง “ทักษิณ เป็น “ตะวันรอน” แม้ยังไม่ตกดิน / “เพื่อไทย” พ่ายใบอนุญาตทั้ง 2 ใบ


จากรายการ ถามมาตอบไป

เผยแพร่เมื่อ 13 พ.ค. 69

ดำเนินรายการโดย กุลธิดา ช้วนกุล


ผู้ดำเนินรายการ : หลายคนอยากรู้มากเลยค่ะว่าหลังจากที่คุณทักษิณได้รับการพักโทษออกมา หลังจากนี้จะเก็บตัว หรือลดบทบาท หรือเข้าสู่สปอตไลท์เหมือนตอนกลับมาจากดูไบ


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เข้าใจว่าในระยะแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ยังอยู่ในช่วงเวลาพักโทษ น่าจะไม่เปิดตัวมาก คงเก็บตัว แล้วก็คงเป็นเวลาที่อยู่ในครอบครัว แต่จริง ๆ การติดกำไลและพักโทษนั้นจะไปไหนในประเทศก็ได้ เขาก็อาจจะไปเชียงใหม่ ไปบ้าน ประมาณนี้ หรือว่าจะไปที่อื่นก็ได้ แต่ว่าเราก็ไม่สามารถที่จะไปเดาใจเขาได้ทั้งหมด แต่ตามเหตุผล/หลักการก็คือ โดยเฉพาะในช่วงแรกก็คงจะลดบทบาท ก็คือไม่พูดเต็มที่ เหมือนอย่างที่เขาส่งสัญญาณว่าเขา “จำศีล 8 เดือน”


ผู้ดำเนินรายการ : คำนี้ที่ว่า “จำศีล 8 เดือน จำอะไรไม่ได้” อันนี้อาจารย์ถอดรหัสว่าอย่างไรคะ


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : อันนี้เป็นการที่เขาบอกให้รู้ว่า ในช่วงนี้เขาจะไม่พูดอะไรเท่าไร คือยังไม่อยากตอบคำถาม ยังไม่อยากจะเผยแพร่ความคิดอะไรต่าง ๆ อันนี้เขาใช้คำว่า “จำศีล” ก็คือปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์นักข่าวยาว ๆ เป็นการส่งสัญญาณของคุณทักษิณเอง แต่ว่า “จำศีล” ก็ถ้าเมื่อไหร่คิดว่าจะออกมาจากจำศีล นั่นก็อีกเรื่องหนึ่งนะ


ผู้ดำเนินรายการ : ภาพเมื่อวานก็จะเห็นบรรดาลูก ๆ ทั้งหลายก็ไปต้อนรับคุณพ่อกลับบ้าน แต่ไม่ปรากฏภาพของคุณหญิงพจมาน บางส่วนก็เลยมองว่าอาจจะเตรียมการอยู่เบื้องหลังอะไรใด ๆ หรือเปล่า อาจารย์วิเคราะห์อย่างไรบ้าง?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : คุณหญิงพจมานอยู่ในเบื้องหลังทุกเรื่อง ตอนที่มาตั้งพรรคไทยรักไทย ตามความเข้าใจของอาจารย์ที่ได้รับรู้มาก็คุณหญิงพจมานก็แนะนำให้ตั้งเองเลย เพราะว่ามีความขัดแย้งกับคนในพรรคพลังธรรมในช่วงแรกนะที่อยู่กับคุณจำลอง ก็เลยมาตั้งพรรคเอง ในความคิดของอาจารย์นั้น คุณหญิงพจมานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในทุกเรื่อง คุณทักษิณไม่อยู่ การจัดการทรัพย์สิน การดูแลครอบครัว นอกจากนี้ การอุปการะ จะเลือกอุปการะใครหรือไม่อุปการะใคร คุณหญิงทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะนี้ที่อยู่ในระหว่างพักโทษ หรือแม้กระทั่งคุณทักษิณจะออกมาอิสระแล้วก็ตาม คุณหญิงพจมานอาจจะผ่อน ก็คือให้คุณทักษิณมีบทบาทด้วยตัวเองมากขึ้น แต่ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือคุณหญิง


แต่เท่าที่อาจารย์ทราบนะ ก็คือตอนที่คุณทักษิณอยู่เมืองนอกมาตลอด คุณหญิงไม่เคยไปพบคุณทักษิณเลย น่าจะมีดีลกับฝ่ายจารีตเอาไว้ เขาละเว้นการดำเนินคดีคุณหญิงหมด ปกติเขาไม่เว้นใครเลยนะ การละเว้นการดำเนินคดีจึงมีการหย่าขาด และคุณหญิงต้องการรักษาสัญญาอันนั้น เพราะฉะนั้นคุณหญิงไม่เคยไปหาพบเจอคุณทักษิณ อันนี้อาจารย์เคยได้ยินจากลูกเขาคนหนึ่งนะ บอกว่าคุณหญิงไม่เคยไปพบคุณพ่อเลย แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้ติดต่อกันนะ เพราะวีดีโอคอลมันง่าย อาจารย์เข้าใจว่าเขาคงรักษาสัญญากับดีลที่เคยคุยกันไว้ เพราะฉะนั้นคุณหญิงเองจะไม่เจอคดีความอะไรเลย คือพูดตรง ๆ ว่าถ้าไม่มีคุณหญิงนะ คุณทักษิณน่าจะ (โอยไม่อยากใช้คำพูดที่ภาษาที่ไม่เพราะ ไอ้ประเภทเรือหาย) คือคงจะหนักยิ่งกว่านี้มาก เพราะว่าฝั่งจารีตอำนาจนิยมทั้งเกลียดและกลัว การท้าทายของคุณทักษิณซึ่งเป็นนายทุนใหม่ที่เขาเรียกว่านายทุนสามานย์ ที่ดูเหมือนว่าจะสามารถมีอิทธิพลต่อประชาชนได้อย่างสูงมากใน 20 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนหน้าปี 2549 ฉะนั้น ทั้งเกลียด ทั้งกลัว และท้าทายอำนาจของเขา คุณหญิงจึงต้องรักษาสถานภาพเพื่อที่จะสามารถดูแลทรัพย์สินหรือครอบครัวได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเขาระมัดระวังมาก ไม่ไปเปิดตัว เวลาคุณทักษิณมา คุณหญิงเขาก็อยู่บ้านกับลูกที่รามอินทรามั้งเท่าที่เรารู้ แต่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า คุณทักษิณก็อยู่คนเดียว


ดังนั้น ถ้าถามนะ ยังมีอิทธิพล ถ้าเราจำได้มีข่าวครั้งหนึ่งคุณหญิงไปที่พรรค สส.ก็ปรบมือ ก็ดีใจ แปลว่าคุณหญิงยังซัพพอร์ตอยู่ แล้วก็บางครั้งก็ทำให้เขาสามารถตัดสินใจอะไรที่ดีกว่าคุณทักษิณได้นะ เพราะว่าเขาก็มีที่ปรึกษาที่แยกต่างหาก เมื่อครั้งกรณีที่นานมาแล้วที่มีการตรวจสอบการเลือกตั้งปี 2554 หรือตรวจสอบการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็จะมีทีมงานที่ประสาน อาจารย์ทราบภายหลังว่าทีมงานที่ประสานคือคุณทวี สอดส่อง เขาน่าจะประสานกับทางคุณหญิง ไม่ใช่ทีมงานประสานกับพรรคที่มาเสนอให้อาจารย์ทำตรวจสอบเลือกตั้งปี 2554 ทั่วประเทศเลย อาจารย์ใช้คนเป็นแสน ลำพังพรรคเพื่อไทยเขาไม่มายุ่งกับอาจารย์หรอก มีแต่ว่าถ้ามีคนเสื้อแดงเข้าไปหาเขา เขาก็จะโอเค คือพยายามดึงคนออกจากการทำงานร่วมกับอาจารย์และนปช.


อาจารย์ว่าคุณหญิงเขาเป็นพวกที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นหลักของคุณทักษิณ และระมัดระวังตัวอย่างมากที่จะไม่แสดงตัวเปิดเผย เพราะว่าโดยสถานภาพก็หย่ากันแล้ว และเข้าใจว่าเขามีดีล


ผู้ดำเนินรายการ : การกลับมาของคุณทักษิณรอบนี้จะสามารถช่วยไปฟื้นฟูพรรคเพื่อไทยให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนในยุคไทยรักไทยได้มั้ย?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ยาก!!! ข้อที่ 1 ยุคสมัยเปลี่ยน ถ้าเราแบ่งคนเป็น 3 เยนเนอเรชั่น มีคนรุ่นใหม่-คนรุ่นกลาง-คนรุ่นเก่า คนรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งที่ผ่านยุคแรก ๆ ก่อนจะมีไทยรักไทย แล้วมาได้รับอานิสงส์จากไทยรักไทย มีความชื่นชมคุณทักษิณ รวมทั้งนโยบาย 30 บาทหรืออะไรอื่น ๆ คนส่วนนี้ยังอยู่จำนวนหนึ่ง แต่คนอ้างตัวว่าเป็นแกนนำ มีแฟนคลับ ซึ่งอาจารย์ว่ามันค่อนข้างปลอม ถ้าไม่ปลอมนะ คะแนนของพรรคเพื่อไทยจะไม่หล่นขนาดนี้หรอก แล้วหลายคนอาจารย์เป็นคนช่วยแต่งตั้ง (เป็นแกนนำพื้นที่) แต่พอเวลาพรรคได้เป็นรัฐบาล พวกนี้ก็จะวิ่งเข้าหาพรรค คือบางทีจะมาผ่านวงจรของประชาชนคนเสื้อแดงหรือนปช. แล้วก็กลับไปรับผลประโยชน์จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมันปลอม


ของจริงก็คือว่า คนรุ่นกลางกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นคนเสื้อแดง อาจารย์เคยพูดครั้งก่อนนะว่า การเลือกตั้งปี 2569 พรรคเพื่อไทยจะเหลือ 5 ล้าน มีคนโกรธอาจารย์มาก คือรอบปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้ popular โหวต 10 ล้าน เอา popular โหวตเป็นหลักนะ ยังไม่เอาจำนวนที่นั่งเก้าอี้เป็นหลัก คือในตอนปี 2566 อาจารย์ทำนายว่าถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเหลือ 5 ล้าน ก็มีคนโกรธ แล้วมันก็จริง หมายความว่าคนที่เป็นคนเสื้อแดง อาจจะเป็นคนรุ่นเก่าด้วย คนรุ่นกลางด้วย ไม่ต้องพูดถึงคนรุ่นใหม่นะ คนในชนบทด้วย เขาเป็นคนเสื้อแดงแบบรักประชาธิปไตย การที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไป การที่มีพรรคทางเลือกใหม่ หมายถึงพรรคอนาคตใหม่ คนเหล่านี้คล้าย ๆ เป็น active citizen มีความคิดทางการเมืองที่ต้องถือว่าเป็นความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้าแล้ว เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ เขาก็ไปเลือกพรรคใหม่ แต่เขาเลือกไปครึ่งหนึ่ง


อาจารย์คำนวณไว้เลยว่าคนที่มันตื่นตัวทางการเมืองที่เลือกพรรคเพื่อไทยไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน แล้ว 10 ล้านนี้จะไม่เลือกพรรคเพื่อไทย รอบก่อนตอนนั้นเขาไม่คิดว่าข้ามขั้ว เขาไป 5 ล้าน จากสมัยคุณยิ่งลักษณ์ popular vote ได้ 15 ล้านนะ ปี 2566 เหลือ 10 ล้าน พอปี 2569 เหลือ 5 ล้าน มันก็เป็นไปตามนี้ อาจารย์คิดว่าอาจารย์เข้าใจคนเสื้อแดง เพราะช่วงที่อาจารย์เป็นประธาน นปช. หลังจากปี 2553 ที่ถูกปราบใหญ่ แม้กระทั่งปลายปี 2552 เราเดินสายทำโรงเรียนนปช. หลายสิบโรง แล้วเรามีทีวีถ่ายทอดออกอากาศตลอด นอกจากคนเรียนที่ออนไซต์แล้วยังเรียนออนไลน์หน้าจอทีวีอีกเยอะแยะไปหมดเลย เราเน้นความคิดที่ก้าวหน้า เน้นความคิดที่ต่อต้านรัฐประหาร เน้นความคิดที่ต้องการให้อำนาจเป็นของประชาชนจริง เน้นการต่อต้านระบอบเก่าโดยเฉพาะเราเรียกกันว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย และพวกเราเป็นไพร่สมัยใหม่


สิ่งเหล่านี้มันยิ่งใหญ่กว่าการที่เป็นพลพรรคของพรรคการเมือง คือถ้าพรรคเพื่อไทยยังเดินไปตามเส้นทางแบบเดียวกัน คนก็ยังเลือกอยู่ แต่เมื่อเกิดพรรคใหม่ขึ้นมา แล้วพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องมีคุณทักษิณกลับมา มีดีล มีการข้ามขั้ว ฉะนั้นคนที่หายไปอย่างน้อยก็ 10 ล้าน คนที่เหลืออยู่ คำถามว่าจะรักษาไว้ได้เท่าเดิมมั้ย? มันจะมี 3 ฉากทัศน์ ก็คือ 1) รักษาเท่าที่มีอยู่ให้ได้ 2) พยายามฟื้นฟูให้เติบใหญ่ 3) เป็นขาลงต่อ


ผู้ดำเนินรายการ : ยังลงได้อีกเหรอคะ?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : มันไม่แน่ ใครจะไปนึกว่าครั้งนี้พรรคสีน้ำเงินจะได้มากขนาดนี้ แล้วพรรคเพื่อไทยได้น้อยมากอย่างนี้เพราะกระแสกับกระสุนมีไม่พอ กระแสก็ตก กระสุนก็ตก แล้วกระแสมันมี 2 แบบ 1) กระแสที่ก้าวหน้าตก 2) คู่แข่งคือพรรคสีน้ำเงิน เขาได้กระแสของใบอนุญาตที่ 2 อย่างมีพลัง ทำให้พรรคอื่นมีความเชื่อมั่น หรือทำให้บ้านใหญ่เชื่อมั่นว่าได้เป็นรัฐบาลแน่ หมายความว่ามีกระแสก้าวหน้ากับกระแสของใบอนุญาตที่ 2


คุณทักษิณไม่ได้ทั้ง 2 ใบ กระแสก้าวหน้าตกก็จากการย้ายข้าง กระแสใบอนุญาตที่ 2 ก็ดูซิ ต้องมาติดคุก ไม่มีความจำเป็นต้องติดกำไลเลย ยังต้องติดกำไล EM แล้วนายกฯ ของตัวเอง 2 คน ก็ต้องถูกจัดการ โดยเฉพาะลูกสาว พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเป็นกระแสใบอนุญาตที่ 2 ก็คือตกเลย กระแสใบอนุญาตที่ 1 ก็ตก ก็แปลว่าเขาต้องฟื้นฟูใหม่ ที่เขาจะฟื้นฟูได้ก็คือกระแสใบอนุญาตที่ 1 แต่กระแสใบอนุญาตที่ 2 อาจารย์ดูว่าพรรคสีน้ำเงินทำได้ดีกว่า คือเขายังไม่ไว้วางใจคุณทักษิณ ว่าอย่างนั้นเถอะ เพราะว่าถ้าไว้วางใจนะคงไม่โดนปัญหาเรื่องไปอยู่ชั้น 14 คงไม่โดนเรื่องปัญหา 112 คงไม่โดนปัญหาคดีแพ่งที่จะต้องยึด 1.7 หมื่นล้านที่รออยู่ แล้วคุณเศรษฐาก็ไม่ควรจะโดน คุณอุ๊งอิ๊ง โอเคมีเสียงพูดผิดพลาดก็จริง แต่ว่าก็มีวิธีจัดการแบบอื่นได้ เช่น ให้ลาออก


แต่สรุปว่ากระแสจากใบอนุญาตที่ 2 พรรคภูมิใจไทยมาแรงมาก ทำให้เป็นที่ดึงดูดของบ้านใหญ่ ดังนั้น เลือกตั้งในพื้นที่เขตเขาได้เยอะมากเลย แล้ว popular vote เขาได้ต่ำกว่าพรรคประชาชนมาก แต่มันได้มากกว่าเมื่อก่อน เมื่อก่อนเขาได้บัญชีรายชื่อสัก 2-3 คน ตอนนี้คงได้ระดับเป็นหลายล้าน ดังนั้นกระแสใบอนุญาตที่ 2 มันแรง มันดึงดูด ทำให้พรรคการเมืองอื่น ทำให้บ้านใหญ่วิ่งเข้ามา ซึ่งกระแสตัวนี้คุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยยังมีไม่มากพอ โดยทางยุทธศาสตร์แล้วจะเป็นพรรคขนาดกลาง แต่เป็นพรรคขนาดกลางที่จะใหญ่ขึ้นได้มั้ย หรือจะตกลงไปอีก อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า การทำงานของรัฐบาลนี้ ความล้มเหลวของพรรคภูมิใจไทย หรือมีการโกงกินอะไรกันมาก และพรรคเพื่อไทยที่นำโดย ดร.เชน ยังดูดีอยู่


แต่อาจารย์ว่ากระแสของใบอนุญาตที่ 2 มันมาแรงสำหรับพรรคภูมิใจไทย คล้าย ๆ กับว่ามีแม่เหล็กใหญ่อยู่ พรรคเล็ก พรรคอื่น ๆ ก็ต้องวิ่งเข้ามา แล้วก็มารวมพรรค มันต่างจากไทยรักไทยนะ ไทยรักไทยครั้งแรกกระแสสูง แต่เป็นกระแสใบอนุญาตที่ 1 ก็คือประชาชน แต่ภูมิใจไทย กระแสใบอนุญาตที่ 2 สูง แล้วตอนนี้เขาได้ทั้ง 2 ใบ เพราะเหตุว่าบ้านใหญ่และ popular vote ก็ดูดีขึ้น เขาก็รู้ว่าเขาไม่มีตัวที่จะทำให้ชนชั้นกลางภูมิใจ เขาก็เลยไปดึงเทคโนแครตมา 3 คน ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายต่างประเทศ แล้วก็พาณิชย์ เข้ามาช่วยภาพ เพราะลำพังคนที่เป็นนักการเมืองนั้นทำงานไม่ได้ แต่ 3 คนนี้ก็ช่วยเขาได้มาก เรียกว่า รมว.คลัง รมว.ต่างประเทศ ช่วยได้มาก คุณศุภจีอาจจะลำบากหน่อย แต่เขาได้ใบอนุญาตที่ 2 แล้วใบอนุญาตที่ 2 มันดึงกระแส


ดังนั้นพรรคเพื่อไทยลำบาก แต่ว่าความ Loyalty ของคน หมายถึงคนที่ยังจงรักภักดีจำนวนหนึ่ง คนรุ่นเก่าก็อาจจะยังมีอยู่จำนวนหนึ่ง อาจารย์ว่า 5 ล้านนี่ต้องรักษาเอาไว้ให้ดี ๆ นะ มันก็พอดีกันกับพรรคประชาชนก็มีปัญหาเหมือนกัน คล้าย ๆ ข้ามขั้วเหมือนกัน ก็คือ ไปโหวตให้พรรคสีน้ำเงิน แล้วก็กลายเป็นว่ามีเรื่องปัญหา สว. ซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรง การที่พรรคประชาชนไปโหวตให้พรรคสีน้ำเงิน เท่ากับว่าเขาเอาใบอนุญาตที่ 1 มาเติมให้กับใบอนุญาตที่ 2 ที่คุณอนุทินมีเต็มที่อยู่แล้ว พรรคประชาชนได้ใบอนุญาตที่ 1 จากประชาชนเยอะ คุณอนุทินได้ใบอนุญาตที่ 2 เที่ยวนี้ก็เรียกว่าเป็น all blue ก็คือทุกวงการ ทุกองค์กร เป็นสีน้ำเงิน องค์กรอิสระต่าง ๆ สภาล่าง สภาบน ก็เป็นสีน้ำเงินส่วนใหญ่หมด ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่


คุณทักษิณอยู่ในฐานะผู้ท้าทายระบอบคนแรก ก็ต้องถูกดึงมาเพื่อคานไม่ให้พรรคประชาชนมาเป็นรัฐบาลหรือมีอำนาจ พูดง่าย ๆ ว่าฝั่งจารีตอาจจะมองว่าคุณทักษิณยังมีมวลชนอยู่จำนวนหนึ่ง เอามาเติมให้กับพรรคภูมิใจไทย คืออย่างไรเสียก็ให้ฝั่งจารีตได้เป็นรัฐบาล ได้คุมทั้งรัฐบาล ฝ่ายบริหาร ฝ่านนิติบัญญัติ วุฒิสมาชิก องค์กรอิสระ ดังนั้นครั้งนี้ก็เลยค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เพราะว่าวิธีการจัดการปัญหาของคุณทักษิณ/พรรคเพื่อไทย กับวิธีการจัดการปัญหาของพรรคประชาชน เอื้อประโยชน์ให้กับพละกำลังของระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือฝั่งจารีตอำนาจนิยมให้เข้มแข็งเกรียงไกรมากขึ้น


นี่ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่าถ้าพูดก็คือว่า เป็นห่วงว่าจะรักษาสถานะของพรรคระดับกลางได้แค่ไหน? ขึ้นสูงก็ต้องอาศัยกระแสมวลชน ซึ่งมันลำบาก หรือว่าจะเอากระแสบ้านใหญ่ ความจริงครั้งที่แล้วอาจารย์ดูยุทธศาสตร์ของคุณทักษิณนะ ตอนที่มา คุณทักษิณแกรู้ว่ากระแสมวลชนตก สู้พรรคประชาชนไม่ได้ ก็จะยึดกระทรวงมหาดไทย แล้วก็จะไปดึงบ้านใหญ่ จำเป็นต้องหักดิบเพื่อเอากระทรวงมหาดไทยเพื่อหวังว่าจะได้บ้านใหญ่ ก็หมายความว่าจะใช้เรื่องบ้านใหญ่เป็นหลักเพื่อเพิ่มจำนวนสส. แต่อนุทินก็ใช้ยุทธศาสตร์เดียวกัน ก็ไม่ยอม เพราะอนุทินก็ไม่สามารถเอากระแสประชาชนได้ สู้พรรคประชาชนไม่ได้ พูดง่าย ๆ ว่าก็เลยกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ต้องหักกัน แต่ว่าในที่สุดก็ต้องมาอุ้มกัน พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีทางเลือก ก็จำเป็นต้องมารวมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเหมือนเจียมตัวเลยนะกับพรรคสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย


ผู้ดำเนินรายการ : อันนี้จะเรียกว่าถึงคราวที่ยุคสมัยของคุณทักษิณจะสิ้นสุดลงได้แล้วหรือยังคะ?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : อาจารย์ว่ามันเป็น “ตะวันรอน” ไม่เรียกว่า “ตะวันตกดิน” นะ ใช้คำว่าตะวันรอน แต่ว่าอาจจะมีความคิดที่เฉียบแหลมในเชิงเศรษฐกิจเพื่อช่วย แต่ถามว่าช่วยใคร ก็เหมือนช่วยรัฐบาลนี้ที่อยู่ด้วยกัน แต่อาจจะมีคอนเนคชั่น เช่น รู้จักกับกลุ่มนายทุนฝั่งอาหรับหรืออะไร เช่น เขาอยากจะทำแลนด์บริดจ์ คือเขายังมีคอนเนคชั่นอยู่ ยังมีวิสัยทัศน์ในเรื่องเศรษฐกิจอยู่ มันสามารถเป็นประโยชน์ได้ทั้งฝั่งจารีตและฝั่งประชาชน แต่ถ้าคุณทักษิณไม่มีทางเลือก คุณอย่าลืมว่า “คุณอุ๊งอิ๊ง” ก็ยังมีคดี แล้วก็ยังมีคุณยิ่งลักษณ์อีก คุณทักษิณได้เลือกแล้วที่ข้ามมาอยู่ฝั่งจารีต โดยข้อสรูป แต่เขาก็ไม่ไว้ใจ


ผู้ดำเนินรายการ : วันนี้คุณทักษิณถือว่าเป็น Hybrid มั้ย คืออยู่ฝั่งประชาธิปไตยก็ได้ ฝั่งอนุรักษ์ก็ได้ หรือเป็นอนุรักษ์ถาวร


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ตัวเขาโดยสไตล์เขามันควรจะอยู่ในฝั่งเสรีนิยม ถ้าสมมุติเราแบ่งซ้ายขวา เขาจะเป็นขวาที่อยู่กลางหน่อย เป็นขวากลาง ไม่ใช่ขวาจัด แต่ข้ามขั้วมาแล้ว เป็นขวากลาง แต่ว่าต้องมามีดีลกับฝั่งขวาจัด คือมันแยกจริง แต่ว่าเวลาเปรียบเหมือนสีมันจะมีสับเซตอยู่ เราจะเรียกว่าเขาเป็นขวากลาง แต่ข้ามขั้ว แล้วยังมีแผนก บางคนเป็นแผนกประชาธิปไตย ก็พยายามจะแหย่เท้ามาตรงฝั่งซ้ายนิดหน่อย เช่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เขาเรียกเป็นแผนกอย่างเช่น คุณจาตุรนต์ เวลามีเรื่องประชาธิปไตยคนเหล่านี้ก็มาพูด หรือเวลาโหวตยกมือก็ 2-3 คน แต่จริง ๆ คือข้ามไปแล้ว คือเขาไม่ใช่จารีตแต่เขาจำเป็นต้องอยู่กับฝั่งจารีต เพราะตัวประกันเขามันเยอะ คือพูดง่าย ๆ ว่าฝั่งจารีตไม่ไว้ใจ แต่ตอนนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อมาคานอำนาจกับพรรคประชาชน ไม่ให้พรรคประชาชนได้คะแนนมากเกินไป หรือไม่ให้มาร่วมกับพรรคประชาชน เพราะว่ามิฉะนั้นจะได้อำนาจบริหาร หรืออำนาจนิติบัญญัติไป คุณทักษิณก็เลยข้ามมาเป็นรัฐบาลกับฝั่งขวาจารีต แต่ถ้าพูดถึง position เขาก็เป็นขวาที่ไม่ได้จัด แต่ว่าขณะนี้ขวาจัดจะลากไปไหนก็ต้องไปด้วย เพราะขาตัวเองมันอยู่กับคุกจำนวนหนึ่ง


อาจารย์ไม่เห็นด้วยหลายเรื่องที่เขาทำมาแต่ไหนแต่ไร แล้วเขาก็ไม่เชื่อ ถ้าตั้งแต่ต้นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือว่าเรื่องสุดซอย ถ้าเขาเชื่อเรานะ มันก็ไม่มีวันนี้ แม้กระทั่งเรื่อง ICC จนกระทั่งอัยการ ICC มาแล้ว พอเซ็นรับรองเขตอำนาจแล้วมันอาจจะทำให้รัฐประหารยาก เขาก็ไม่เอา เขาก็กลัวทหาร คือตัวเองไม่รู้ว่าต่อให้ตัวเองบอกว่าจงรักภักดี หรือว่าเป็นฝ่ายขวาแล้ว คิดว่าฝั่งจารีตจะยอมรับด้วยน้ำใสใจจริงแล้วเชื่อ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ดีลอะไรต่าง ๆ ที่เคยดีลมาตลอด ก็ไม่จริงสักราย


ต่อไปตอนนี้พรรคเพื่อไทยไม่รู้ว่าจะตกต่ำไปกว่านี้หรือเปล่า? เพราะว่าทั้งสองกระแส ใบอนุญาตที่ 1 กับใบอนุญาตที่ 2 มันไม่โอเคทั้งสองใบ แล้วกระสุนยอมจ่ายมั้ย? กระสุนเขาก็จ่ายได้ไม่มาก พรรคอื่นเขาก็มีกระสุนมาก ดังนั้นอนาคตก็ไม่ดีสักเท่าไร แต่อาจารย์ไม่ได้หวังร้ายกับเขานะ ความที่เคยเป็นมิตรกัน อาจารย์เป็นคนตรงไปตรงมา บอกแล้วเขาก็ไม่เชื่อ คนที่อยู่รอบตัวก็มีคนหลายประเภท พวกแกนนำต่าง ๆ แม้กระทั่งแกนนำระดับล่างเคยพูดคำพูดที่มันประทับใจอาจารย์จนไม่ลืมเลย พวกแกนนำระดับล่างกี่เขต ๆ ในกรุงเทพฯ ที่อาจารย์เคยตั้ง เขาบอกเลยว่า “ก็ทีพวกแกนนำนปช.ส่วนกลางไปรับตำแหน่งกันตั้งเยอะแยะ ทำไมเขาควรจะได้รับตำแหน่งบ้าง” นี่ยกตัวอย่างนะ


ถามว่ามีคนจงรักภักดีมาก แล้วคะแนนมันจะหายไปตั้ง 10 ล้านได้ยังไง? จากยุคของคุณยิ่งลักษณ์มาจนถึงยุคนี้ ระหว่างคนที่มาเชียร์เราก็ดูเหมือนโอเค แต่ของจริงก็คือการเลือกตั้ง คะแนนหายไป 10 ล้าน แล้ว 10 ล้านกว่าในทัศนะอาจารย์ก็คือคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้า แล้วคำปรามาสว่า เขารู้จักคนเสื้อแดงมากกว่าอาจารย์ นี่คือคำตอบ หายไป 10 กว่าล้าน ใครรู้จักคนเสื้อแดงดีกว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่พวกตามเซื่อง ๆ นะจะบอกให้ วันก่อนอาจารย์บอกคนสนิทคุณทักษิณเลยว่า อาจารย์ไม่เกลียด อาจารย์ไม่ได้กลัว แต่โกรธ ไม่ใช่โกรธเพราะตัวเองเสียผลประโยชน์ แต่โกรธเพราะการต่อสู้ของประชาชนลำบากไปด้วย


ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน พรรคเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งพรรคประชาชน ถ้าไม่ตรงกับหลักการ อาจารย์ก็วิจารณ์ทั้งนั้นแหละ นี่เป็นข้อคิดของผู้ที่ผ่านประสบการณ์และไม่ได้หวังประโยชน์อะไรจากการทำงาน แต่เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อต่างคนต่างก็รับกรรมไปเองก็แล้วกัน (แต่ขบวนการประชาชนก็ลำบากไปด้วย)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ถามมาตอบไป #ทักษิณชินวัตร #พรรคเพื่อไทย

จุดเทียน วางดอกไม้รำลึกครบ 2 ปี “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตระหว่างถูกขังในเรือนจำ #เราไม่ลืมบุ้ง มวลชนย้ำ 2 ปณิธานบุ้ง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง

 


จุดเทียน วางดอกไม้รำลึกครบ 2 ปี “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตระหว่างถูกขังในเรือนจำ #เราไม่ลืมบุ้ง มวลชนย้ำ 2 ปณิธานบุ้ง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง


วันที่ 14 พ.ค. 2569 เวลา 17.00 น.​ บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดาฯ มวลชนอิสระจัดกิจกรรมรำลึก “บุ้ง” เนติพร ในวาระที่ครบรอบ 2 ปี ที่บุ้งเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 หลังถูกถอนประกันคดีมาตรา 112 และถูกลงโทษจำคุกในคดีละเมิดอำนาจศาล และในระหว่างนั้นบุ้งอดอาหารและน้ำประท้วงเรียกร้อง “ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” และ “จะต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีก” 


กิจกรรมรำลึกเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาราว 17.00 น. โดยมีการนำภาพ “บุ้ง” เนติพร มาตั้งวางบนโต๊ะ พร้อมตกแต่งด้วยดอกไม้ บริเวณโดยรอบมีการติดป้ายไวนิล, หน้ากากผู้ต้องขัง และป้ายข้อความ “สิทธิประกันตัว ปล่อยนักโทษการเมือง นิรโทษกรรม 112” จากนั้นประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมมีการปราศรัย ในขณะที่ผู้ร่วมกิจกรรมบางส่วนนำรูปผู้ต้องขังทางการเมืองที่ปัจจุบันยังคงถูกคุมขังอยู่ มายืนหยุดขังร่วมด้วย


ต่อมาในเวลาประมาณ 19.05 มีการจุดเทียนรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร พร้อมกับเล่นดนตรี และยุติกิจกรรมลงในเวลาประมาณ 19.25 น.


ปัจจุบันคดีไต่สวนการตายของบุ้งมีการไต่สวนครั้งแรกไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 จนไต่สวนครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งในวันที่ 15 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. โดยศาลจะมีคำสั่งแสดงว่า “ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง