วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดี ม.116 ของศาลจังหวัดขอนแก่น แต่ยังไม่ถูกปล่อยตัว รอยื่นประกันตัวคดีอื่นต่อพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)


ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในคดี ม.116 ของศาลจังหวัดขอนแก่น แต่ยังไม่ถูกปล่อยตัว รอยื่นประกันตัวคดีอื่นต่อพรุ่งนี้ (13 มี.ค.)


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในคดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย และ #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2563 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หลังจากวานนี้ (11 มี.ค. 2569) ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 เหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและสภ.ภูเขียวแล้ว จึงทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ยังถูกขังต่อ


เวลา 14.35 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณา ต่อมาเวลาประมาณ 17.10 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยสรุปว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตลอดมาจนถึงชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไม่สูงมากนัก”


"เมื่อพิจารณาประกอบ จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียว และไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ต่อมาศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ในคดีนี้หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง เพื่อป้องกันการหลบหนี ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์”


“ตีราคาประกัน 500,000 บาท โดยให้วางหลักประกัน 250,000 บาท ร่วมกับใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น"


อย่างไรก็ดี ไผ่จะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ เนื่องจากยังถูกคุมขังในคดีอื่นอยู่ ซึ่งทนายความจะยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อไปในวันพรุ่งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

ศูนย์ทนายฯเผย ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 “ครูใหญ่” 1 คดี ส่วนอีก 2 คดี ส่งศาลอุทธรณ์สั่ง ขณะที่ พรุ่งนี้(13 มี ค.) ทนายจะยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ รอติดตามผล

 


ศูนย์ทนายฯเผย ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 “ครูใหญ่” 1 คดี ส่วนอีก 2 คดี ส่งศาลอุทธรณ์สั่ง ขณะที่ พรุ่งนี้(13 มี ค.) ทนายจะยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ รอติดตามผล


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ จำนวน 3 คดี หลังจากวานนี้ (11 มี.ค. 2569) ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 เหตุปราศรัยหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียวแล้ว จึงทยอยยื่นประกันคดีอื่น ๆ ที่ยังถูกขังต่อ


สำหรับ 3 คดีที่ยื่นประกันตัววันนี้ เมื่อเวลา 13.12 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ดังนี้


🔴คดีชุมนุม “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ศาลมีคำสั่ง ส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา


🔴คดี ม.112 กรณีปราศรัยในบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ศาลมีคำสั่ง ส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา


🔴คดี ม.112 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ26ตุลา63 หน้าสถานทูตเยอรมัน (คดีอยู่ระหว่างพิจารณา) ศาลมีคำสั่ง “ยกคำร้อง” ระบุว่า เนื่องจากสองคดีดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในระหว่าอุทธรณ์ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวแล้วจำเลยจะหลบหนี


ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่ง สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์


อย่างไรก็ตาม สำหรับสองคดีที่ถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต้องรอติดตามคำสั่งต่อไป และในคดีอื่น ๆ ที่ครูใหญ่และไผ่ยังถูกขังอยู่ จะมีการยื่นประกันตัวภายในวันพรุ่งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112 #สิทธิประกันตัวประชาชน

‘พรรคประชาชน’ ออกแถลงการณ์ด่วน! แจ้งสมาชิก พบมีบุคคลภายนอกพยายามเจาะฐานข้อมูล รับมีข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วนรั่วไหล พร้อมเร่งยกระดับความปลอดภัยระบบ แจ้ง สคส. ตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว


พรรคประชาชน’ ออกแถลงการณ์ด่วน! แจ้งสมาชิก พบมีบุคคลภายนอกพยายามเจาะฐานข้อมูล รับมีข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วนรั่วไหล พร้อมเร่งยกระดับความปลอดภัยระบบ แจ้ง สคส. ตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) เพจพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า เรียนแจ้งสมาชิกพรรคประชาชนถึงความพยายามของบุคคลภายนอกในการเข้าถึงฐานข้อมูลของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต แนวทางการยกระดับความปลอดภัยของระบบที่พรรคดำเนินการไปแล้ว และมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง


พรรคประชาชนขอเรียนกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกพรรคว่า พรรคได้ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต


ทันทีที่ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ก.พ. พรรคประชาชนได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันระบบข้อมูลของพรรคเป็นที่เรียบร้อยในทันที โดยการ (1) ระงับช่องทางบุกรุกเพื่อปิดกั้นช่องทางมิให้ผู้ที่พยายามเข้าถึงระบบเข้าถึงได้อีก (2) ยกระดับการรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายทั้งระบบ และ (3) แจ้งเหตุต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ตามขั้นตอนทางกฎหมาย


เมื่อพรรคได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่ปรากฎเมื่อวันที่ 10 มี.ค. เกี่ยวกับรายละเอียดและลักษณะของการละเมิดข้อมูลดังกล่าวซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล พรรคจึงได้ดำเนินการ (1) แจ้งเหตุและมาตรการแก้ไขเยียวยาต่อสมาชิกพรรคซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลตามขั้นตอนทางกฎหมาย (2) รายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)


จากการตรวจสอบโดยละเอียด พรรคประชาชนพบว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำกัดอยู่เพียงเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการสมัครสมาชิกพรรค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกบางส่วน (เช่น ชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล รวมถึงไฟล์ภาพถ่ายเอกสารประกอบการสมัครสมาชิกพรรคในบางราย) โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อข้อมูลในระบบอื่นของพรรค (เช่น รหัสผ่าน ระบบการรับเรื่องร้องเรียน การเสนอความคิดเห็น และระบบการบริจาค ซึ่งครอบคลุมถึงข้อมูลทางการเงิน การชำระเงิน การชำระภาษี หรือข้อมูลธุรกรรมใด ๆ) - ณ วันนี้ พรรคยังไม่พบความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อยืนยันขอบเขตของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงของข้อมูลในระบบอื่นของพรรคทั้งหมด


เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวในระดับสูงสุด พรรคประชาชนขอแนะนำให้สมาชิกพรรคในฐานะเจ้าของข้อมูล ดำเนินการดังต่อไปนี้


เฝ้าระวังการแอบอ้าง : ระวังการติดต่อจากบุคคลแปลกหน้าที่อ้างชื่อหน่วยงานหรือพรรคประชาชนเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือการทำธุรกรรมที่ท่านไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม

ตรวจสอบประวัติเครดิต/ธุรกรรม : หมั่นตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคาร หรือรายการธุรกรรมทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ

เปลี่ยนรหัสผ่าน : หากท่านใช้รหัสผ่านที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในเอกสารดังกล่าว แนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทันที


หากสมาชิกหรือประชาชนมีข้อสงสัย ข้อกังวล หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพรรคได้ ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้


ที่อยู่: สำนักงานใหญ่ พรรคประชาชน เลขที่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

อีเมล: pdpa@peoplespartythailand.org


พรรคประชาชนขออภัยเป็นอย่างสูงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอน้อมรับความกังวลของสมาชิกทุกท่าน พรรคตระหนักดีว่าการคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกเป็นเรื่องสำคัญ และความไว้วางใจของสมาชิกคือสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญสูงสุด - พรรคประชาชนขอยืนยันกับสมาชิกและประชาชนว่า พรรคได้พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ดังกล่าว และพรรคจะดำเนินการต่อไปอย่างเคร่งครัดในมาตรการการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้สมาชิกและประชาชนทุกคนมั่นใจว่าข้อมูลของสมาชิกจะได้รับการคุ้มครองสูงสุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

สมชัย พร้อม 3 ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและนักการตลาด เข้าพบกองปราบปราม ขอความชัดเจน กกต. แจ้งความเอาผิดอาญา 6 บุคคล ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมจี้ถามข้อเท็จจริงใครคือผู้ปล่อยข้อมูล รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาต่อสื่อมวลชน


สมชัย พร้อม 3 ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและนักการตลาด เข้าพบกองปราบปราม ขอความชัดเจน กกต. แจ้งความเอาผิดอาญา 6 บุคคล ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง พร้อมจี้ถามข้อเท็จจริงใครคือผู้ปล่อยข้อมูล รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาต่อสื่อมวลชน


วันนี้ (12 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซีอีโอ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B. Marketing In Back เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกรณีมีผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนจำนวน 6 คน ในความผิดทางอาญา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการ


เวลา 11.00 น. ภายหลังเข้าพบกองปราบ นายสมชัย เปิดเผยว่า การเดินทางมาวันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงกองปราบปราม เพื่อขอให้ตอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่


ประเด็นแรก ขอทราบว่าบุคคลทั้ง 6 คนที่ กกต. แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นมีใครบ้าง และแต่ละคนถูกกล่าวหาในข้อหาใด เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อมูลที่ปรากฏตามสื่อมวลชน แต่ไม่เคยมีการแถลงอย่างเป็นทางการจาก กกต.


ประเด็นที่สอง ขอสำเนาคำร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้ทราบรายละเอียดข้อกล่าวหา ว่ามีความรุนแรงเพียงใด และแต่ละบุคคลถูกกล่าวหาแตกต่างกันหรือไม่


และประเด็นที่สาม ขอให้กองปราบปรามยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดเผยรายชื่อบุคคลทั้ง 6 คนต่อสื่อมวลชน เนื่องจากหลังมีการแจ้งความเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ วันถัดมาคือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ได้มีข่าวปรากฏในสื่อหลายสำนัก โดยระบุรายชื่อและรายละเอียดข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน


นายสมชัย ระบุว่า การแจ้งความดังกล่าวมีเพียง 2 ฝ่ายที่ทราบข้อมูล คือฝ่ายผู้แจ้งความ และฝ่ายผู้รับแจ้ง ดังนั้นจึงต้องการให้กองปราบปรามยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล หากตำรวจยืนยันเช่นนั้น ก็จะทำให้เห็นว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากฝ่ายผู้แจ้งความ


ทั้งนี้ ทางพนักงานสอบสวนได้ยืนยันด้วยวาจาว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หลุดจากฝ่ายตำรวจอย่างแน่นอน แต่คณะผู้เข้ายื่นหนังสือขอให้มีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานในอนาคต หากพบว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและการทำงานของผู้ที่ถูกพาดพิง ก็อาจพิจารณาใช้สิทธิ์ดำเนินคดีต่อไป


ด้าน ดร.ธรรมธีร์ กล่าวว่า สำหรับตนเองถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกฟ้องคดี และมองว่าอาจเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยระบุว่าหลังจากมีข่าวออกมาผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดความไม่สบายใจ จึงเดินทางมาสอบถามกับตำรวจเพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่วนประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า จากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้เป็นระบบป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ จึงตั้งคำถามไปยัง กกต. ว่ามีเหตุผลหรือแรงจูงใจใดที่นำบาร์โค้ดมาใช้บนบัตรเลือกตั้งทุกใบ


ขณะที่นายธนารัตน์ กล่าวว่า ในฐานะผู้ทำงานด้านเทคโนโลยีและระบบการลงคะแนน มีความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานการเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลักการสำคัญของการเลือกตั้งแบบลับ ซึ่งตามมาตรฐานแล้วต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่การใช้บาร์โค้ดอาจทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องการละเมิดความลับของผู้ลงคะแนน ซึ่งการที่ชื่อของตนปรากฏในข่าว ทำให้เกิดความเสียหายต่อหน้าที่การงาน และพบว่าข่าวหลายสำนักสะกดชื่อ–นามสกุลถูกต้องทุกแห่ง ทั้งที่สื่อบางครั้งมีการสะกดผิด จึงตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลดังกล่าวน่าจะมาจากแหล่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่เพียงข่าวลือ


ด้านนายชัยพนธ์ กล่าวว่า คำถามสำคัญที่ต้องการทราบคือ ตนถูกฟ้องในข้อหาใด และถูกกล่าวหาอย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เช่นเดียวกับกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เคยเดินทางมาสอบถามก่อนหน้านี้


อย่างไรก็ตาม นายสมชัย คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการตรวจสอบและให้คำตอบอย่างเป็นทางการ พร้อมขอความร่วมมือไปยังสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จำนวน 5 สำนักข่าว ให้ช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว


ส่วนประเด็นการใช้เทคโนโลยี QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ดร.ธรรมธีร์ บอกว่า การนำ QR Code มาใช้ไม่ได้เป็นเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบย้อนหลังเท่านั้น พร้อมตั้งคำถามว่า กกต.ยังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออะไร หากไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจน อาจทำให้ประชาชนเกิดความระแวงหรือไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้ง และอาจกลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงในสังคมได้


ทั้งนี้ นายสมชัย เปิดเผยอีกว่า เตรียมแถลงข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดตั้ง “กองทุนสู้ กกต.” เพื่อใช้ดำเนินการทางกฎหมาย หากเห็นว่าการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐกระทบต่อสิทธิของประชาชน โดยมีกำหนดแถลงข่าวในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม เวลา 15.00 น. ที่ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กองปราบ #เลือกตั้ง2569 #กกต #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #อั้งยี่







วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘ตี๋ ภัทรพงษ์’-‘โจ ชัยวัฒน์’ สส. พรรคประชาชน ทวงคืนร่างกฎหมายสองฉบับ “ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด” และ “ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย” ขอประชาชนจับตา รัฐอย่าเสียโอกาสแสดงความจริงใจแก้ปัญหาฝุ่นพิษ และช่วยเหลือประชาชนพ้นจากกับดักหนี้

 


‘ตี๋ ภัทรพงษ์’-‘โจ ชัยวัฒน์’ สส. พรรคประชาชน ทวงคืนร่างกฎหมายสองฉบับ “ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด” และ “ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย” ขอประชาชนจับตา รัฐอย่าเสียโอกาสแสดงความจริงใจแก้ปัญหาฝุ่นพิษ และช่วยเหลือประชาชนพ้นจากกับดักหนี้


วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเรียกประชุมสภาวันที่ 14 มีนาคม 2569 โดยร่างกฎหมายที่ถูกหยุดพิจารณาไปนับตั้งแต่ยุบสภานั้นมีหลายฉบับด้วยกัน อาทิ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย


โดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า นับจาก 14 มีนาคม 2569 นี้ จะเริ่มนับถอยหลัง 60 วัน ทวงคืน “ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด” ที่จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นแรกที่สะท้อนว่า ว่าที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะจริงใจต่อลมหายใจของประชาชนหรือไม่


หลังจากที่มีการยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องถูกหยุดการพิจารณาในชั้นของ สว. และตามรัฐธรรมนูญแล้ว ร่างกฎหมายที่ยังพิจารณาไม่เสร็จถือเป็นอันตกไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ร้องขอภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป โดยสถานการณ์ปัจจุบันก็แน่ชัดแล้วว่า 60 วันนั้นจะเริ่มนับถอยหลังกันตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมนี้


นายภัทรพงษ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองต่างก็พูดแบบเดียวกันว่าจะหยิบร่างกฎหมายอากาศสะอาดมาพิจารณาต่อหากได้รับเลือกเป็นรัฐบาล แต่เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง เรื่องนี้กลับเงียบกริบ เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ภาคเหนือก็เผชิญกับฝุ่นพิษ PM2.5 พุ่งทะลุ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรหลายวันต่อเนื่อง 


อีกทั้งการประชุมของรัฐมนตรีรักษาการที่มีนายสุชาติ ชมกลิ่นนั่งหัวโต๊ะกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้ อ้างแต่เพียงว่า รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการอนุมัติงบกลาง ตนอภิปรายตั้งแต่ที่นายสุชาติฯ มีการแถลงนโยบายเมื่อสิ้นเดือนกันยายนแล้วว่า รีบอนุมัติงบกลางภายในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน เพราะนายสุชาติรู้อยู่แล้วว่าจะยุบสภาภายใน 4 เดือน และนอกจากข้ออ้างงบกลางที่ฟังไม่ขึ้นแล้ว ก็ยังไม่มีพูดถึงการประกาศเขตภัยพิบัติอีกด้วย


นายภัทรพงษ์กล่าวว่า “นี่คือความไม่จริงใจต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ชัดเจนมาก”

ที่หนักกว่านั้นคือการไม่กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ดังนั้นวันนี้ ตนจึงขอเรียกร้องให้ว่าที่คณะรัฐมนตรีออกมายืนยันถึงจุดยืนกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้ชัดเจนเหมือนกับที่ตัวแทนจากแต่ละพรรคการเมืองได้ยืนยันไว้ก่อนวันเลือกตั้ง 


นายภัทรพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า นักการเมืองที่ดีจะไม่มีเห็นคุณค่าของประชาชนแค่วันเลือกตั้ง และตนหวังว่า เสียงบอกเล่าที่ตนได้ยินมาว่า รัฐบาลชุดนี้จะไม่หยิบร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดกลับมาพิจารณาต่อนั้นจะไม่ใช่เรื่องจริง


ขณะที่นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายว่า หลังจากประชุมสภาในวันที่ 14 มีนาคมนี้ จะทำให้มีเวลาเหลืออีก 60 วัน ที่จะ “ชุบชีวิตกฎหมาย” ที่ตกไปในสภาสมัยที่แล้ว นี่คือโอกาสทองที่ ครม. ชุดใหม่จะแสดงความจริงใจต่อประชาชน โดยการขอมติจากรัฐสภาเพื่อนำ "ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย" กลับมาพิจารณาต่อโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่


นายชัยวัฒน์กล่าวว่า พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับแก้ไขนี้ถูกเสนอโดยพรรคก้าวไกลและพรรคการเมืองอื่น ๆ และตกไปด้วยการค้างท่อมาแล้ว 2 สมัย จากการยุบสภาเมื่อปี 66 และ 68 เสียโอกาสในการช่วยเหลือประชาชนที่สุจริตให้พ้นจากปัญหากับดักหนี้


นายชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า กฎหมายฉบับนี้ถือเป็น "ทางรอด" ที่ยั่งยืนกว่า เพราะตนเห็นถึงความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนที่มีหนี้ท่วมหัว แต่ระบบกฎหมายปัจจุบันกลับถูกจำกัด ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา ไม่สามารถเข้ากระบวนการฟื้นฟูฐานะได้ เพราะกฎหมายเดิมให้แค่บริษัทใหญ่หรือ SME เท่านั้น


โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นทางรอดที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตลูกหนี้ได้ ดังนี้ คนธรรมดาฟื้นฟูหนี้ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท ลูกหนี้คนธรรมดาก็มีสิทธิเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ภายใต้การคุ้มครองของศาลได้ นอกจากนี้ ลูกหนี้ยังสามารถเจรจาเจ้าหนี้หลายรายพร้อมกันได้ โดยที่ไม่ต้องวิ่งรอกคุยทีละธนาคาร แต่เป็นการเจรจากับเจ้าหนี้ทุกรายพร้อมกันอย่างเป็นธรรม


กฎหมายนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเบี้ยวหนี้ แต่เสนอโอกาสเริ่มต้นใหม่ (Fresh Start) ให้กับลูกหนี้ที่สุจริตซึ่งประสบปัญหา แต่ยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ เป็นมาตรฐานสากลที่หลายประเทศใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจฐานราก


นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบัน สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน และเป็นปัญหาสำคัญที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ควรได้รับการชุบชีวิตกลับขึ้นมา


ตนจึงขอเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ให้ชุบชีวิตร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย กลับมาพิจารณาภายใน 60 วันนี้ อย่าปล่อยให้กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนฉบับนี้ต้องตกไปเริ่มนับศูนย์ใหม่ เพราะปัญหาหนี้สินของประชาชนรอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กฎหมายอากาศสะอาด #กฎหมายล้มละลาย #ฝุ่นพิษ

ศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ช่อ พรรณิกา ไม่ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาพาดพิงสถาบัน


ศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ช่อ พรรณิกา ไม่ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาพาดพิงสถาบัน


วันนี้ (11 มีนาคม 2569) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเศก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.567/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ฟ้อง พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เป็นจำเลยในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศก หรือก่อให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(2) และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560 มาตรา 8


ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมและปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา องค์การค้าคุรุสภา เคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการกระทำของจำเลยไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อระบบสาธารณูประโภค และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน


ต่อมา กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เผยว่า คดีนี้เป็นคดีที่อัยการฟ้องเมื่อปี 2565 กรณีถูกแจ้งข้อกล่าวหาพรรณิการ์ จากการโพสต์ข้อความสมัยที่เธอยังเป็นนักข่าว และโพสต์ข้อความวิจารณ์การเมือง ข้อความที่กล่าวถึงระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในช่วงเหตุการณ์ชุมนุม กปปส. ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิจารณาเป็นเวลา 2 ปี และมาอ่านคำพิพากษาวันนี้ว่า เห็นพ้องต้องด้วยกับศาลอาญาที่วินิจฉัยว่าเป็นการแสดงความคิดเห็น ไม่มีความผิดตามองค์ประกอบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นการแสดงความคิดเห็นตามเสรีภาพทางการเมือง


ตามกฎหมายเมื่อคดีอาญาที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องยืน กฎหมายบัญญัติว่า โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ แต่เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้เป็นพนักงานอัยการ ก็มีช่องว่า อัยการสูงสุดมีความเห็นให้ยื่นฎีกาได้ ภายในระยะเวลา 30 วัน


"หลังจากนี้ ต้องปรึกษากับทีมงานและคุณช่อดู เพราะเรื่องดังกล่าวทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และเข้าใจว่าเป็นบุคคลสาธารณะอาจจะถูกกระทบกระทั่งได้ แต่คิดว่าคุณช่อไม่ได้เคียดแค้นอะไร เพราะตอนนี้ก็ยังยิ้มแย้มมีความสุขดีอยู่" ทนายกฤษฎางค์กล่าว


ด้านพรรณิการ์กล่าวว่า ขอฝากไปยังสังคม เนื่องจากตนเองเป็นคนเดียวที่เป็นนักการเมืองถูกตัดสิทธิตลอดชีวิตในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในชั้นศาลฎีกา ซึ่งมูลเหตุที่ศาลใช้พิจารณาในเรื่องการละเมิดจริยธรรมร้ายแรง สส. แต่ในทางอาญา ชนะมาแล้ว 2 ศาล แปลว่าการดำเนินคดีทางอาญาและคดีจริยธรรมไม่ได้ไปด้วยกัน จึงฝากให้สังคมได้พิจารณาว่า เรื่องดังกล่าวได้รับความเป็นธรรมหรือไม่


"ดิฉันไม่ได้พูดถึงตัวเองที่ถูกกระทำคนเดียว เพียงแต่ว่าในอนาคต อยากให้มีบรรทัดฐานจริยธรรมในการตัดสิน เพราะเห็นว่า ดิฉันไม่ได้พูดเอง แต่เป็นศาลทั้ง 2 ตัดสินว่าไม่มีความผิด" พรรณิการร์ระบุ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบคอมพิวเตอร์

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

ด่วน! ศาลฎีกา ยกคำร้องประกันตัว คดี ม.112 ของ “ฟ้า พรหมศร” หลังวานนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก 2 ปี 10 เดือน คำสั่งระบุ “มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี” ฟ้ายังเริ่มอดอาหารในเรือนจำตั้งแต่วานนี้แล้ว เพื่อเรียกร้องการประกันตัว

 


ด่วน! ศาลฎีกา ยกคำร้องประกันตัว คดี ม.112 ของ “ฟ้า พรหมศร” หลังวานนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก 2 ปี 10 เดือน คำสั่งระบุ “มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี” ฟ้ายังเริ่มอดอาหารในเรือนจำตั้งแต่วานนี้แล้ว เพื่อเรียกร้องการประกันตัว


วันนี้ (10 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัว คดี #ม112 ของ “ฟ้า พรหมศร” จากกรณีการรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 


โดยวานนี้ (9 มี.ค. 2569) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก 2 ปี 10 เดือนและศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลฎีกาพิจารณา ทำให้เขาถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอธัญบุรีตั้งแต่เมื่อวาน 


วันนี้ (10 มี.ค. 2569) ศาลฎีกายกคำร้องให้เหตุผลว่า "ศาลสั่งจำคุก 2 ปี 10 เดือน มีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี” ทั้งนี้ ฟ้า เริ่มอดอาหารตั้งแต่วานนี้ เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว โดยครั้งนี้นับเป็นการอดอาหารครั้งที่ 4 ของฟ้า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112