กล่าวในงาน
Mahidol
Activists Reunion
ที่
Sky
Baiyok ราชปรารภ
เมื่อวันที่
10 พฤษภาคม 2569
สวัสดีครับท่านผู้แทนมหาวิทยาลัย
สวัสดีพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ รวมทั้งลูกหลานมหิดลที่เคารพ
ก่อนอื่นผมขออนุญาตชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ
เพราะว่าตอนที่ติดต่อตั้งแต่ต้นเขามอบเวลาให้ผม 10 นาที ดังนั้นผมขอใช้ 10 นาที
บวกลบนิดหน่อย ผมพยายามเอาแก่น ๆ นะครับ ผมต้องขอบคุณที่ให้เกียรติที่เชิญผมมาพูดในวันนี้
ประเด็นที่ให้ผมพูดถึง
“บทบาทในสมัยตั้งพรรคแนวร่วมมหิดล
ไปจนสมัยเป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล”
ผมขออนุญาตต้องกราบเรียนทุกท่านรวมไปถึงทุกคนที่ได้ยินที่ผมพูด
ผมคิดว่าความคิดและการกระทำของคนล้วนแล้วแต่กำหนดโดยอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของเขาผู้นั้นเสมอ
ผมก็เป็นแบบเดียวกัน
บทบาทและความคิดการกระทำของผมกำหนดโดยอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผม
ฉะนั้นการที่จะเข้าใจบทบาทของผมทั้งหมด
ต้องเข้าใจอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผมด้วย
ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตอธิบายเบื้องต้นก่อนว่า
อุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผมเป็นอย่างไร? และได้มาอย่างไร?
อันนี้ก็ต้องไปเริ่มต้นก่อนเข้ามหาวิทยาลัยนะครับ
คือในสมัยมัธยมผมได้ครูดี ครูเขาสอนเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของผมเลย ก็คือว่า คนต้องค้นคว้าและรู้จักคิดด้วยตนเอง
ผมก็เลยตะลุยอ่านหนังสือเยอะมาก ในที่สุดท่านทราบมั้ยครับผมนี่อาจจะคล้าย ๆ
กับโสกราตีส (Socrates)
ก็ได้ แต่ไม่ได้คล้าย ๆ ในแง่ดื่มน้ำพิษนะครับ คล้าย ๆ
ในแง่ที่ว่าคุณต้องตั้งคำถามให้ได้ว่าชีวิตคุณคืออะไร?
ผมก็ได้ผลึกของคำถามหลังจากที่ค้นคว้าเยอะแยะว่า มนุษย์เกิดมาทำไม?
และเมื่อเกิดมาแล้วต้องทำอะไร? ผมก็ตะลุยต่อเลยนะครับ
ในที่สุดผมก็ไปเจออาจารย์พุทธทาส
โอ้โหผมก็เลยตะครุบเลย ก็คืออาจารย์พุทธทาสท่านบอกว่า มนุษย์เกิดมาต้องทำลายตัวกู
ของกู
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็มุ่งมั่นในการที่ลดความเห็นแก่ตัวให้น้อยที่สุด
หรือแทบไม่มีเลยได้เป็นดีที่สุด ตอนนั้นผมเข้ามหาวิทยาลัยพอดี
ตอนที่เจออาจารย์พุทธทาสและมีคำตอบที่มันเกิดแล้ว
แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถที่บรรลุได้นะครับ แต่เป็นเพียงคำตอบที่มองเห็นข้างหน้า
ผมก็เลยเริ่มหาทางทำงานส่วนรวม
แรก
ๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับ ผมก็เอา quotation
ของอาจารย์พุทธทาสมาติดผนังตึกจานบินเอาไว้ให้ทุกคนอ่าน ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
เพื่อนหลายคนเขามาขอบคุณผมทีหลัง ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า
ชีวิตสมัยเด็กของผมอยู่ในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเข้ามหาวิทยาลัยในสมัย
จอมพลประภาส จารุเสถียร และจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่ง 3
จอมพลนี้ท่านทั้งหลายคงทราบแล้วนะครับว่าปกครองด้วยระบอบเผด็จการทรราช
ผมจำเป็นต้องอธิบายถึงจอมพลสฤษดิ์นิดนึง
จอมพลสฤษดิ์นี่เด็ดขาดมาก
คือว่าประหารชีวิตคนด้วยมาตรา 17 ประหารคนด้วยข้อกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์หลาย 10 คน
นอกจากนี้ยังฉลาดในการทำงานมวลชนก็คือว่าที่ไหนมีไฟไหม้ขนาดใหญ่
จอมพลสฤษดิ์จะไปบัญชาการดับไฟเลย ดับเสร็จปุ๊บจับคนใกล้เคียงนั้นเลย
จากนั้นก็มีมติหรือมีคำสั่งประหารชีวิตในไม่กี่วันถัดมา
ประเทศตกอยู่ภายใต้ชะงักงันหรือเงียบสนิท นักศึกษา อาจารย์ทั้งหลายผมไม่ตำหนิ
เพราะว่าจอมพลสฤษดิ์ปกครองประเทศด้วยระบอบอย่างนี้
เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยทุกแห่งเงียบสนิท!!! ไม่มีใครกล้าหือ
พอจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อนิจกรรม
จอมพลถนอมมา ก็ยังมีมาตรา 17 นะครับ แต่เปลี่ยนเลขที่มาเป็นมาตรา 21
เมื่อจอมพลถนอมมา บรรยากาศมันคนกล้า เพราะว่าไม่พอใจจอมพลสฤษดิ์มาเยอะ
คนก็เลยกล้าตั้งคำถาม ตรงนี้ผมต้องให้เครดิต อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
และต้องให้เครดิตหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญญาชนที่จบสด ๆ
ร้อน ๆ หนุ่ม ๆ จากยุโรป-อเมริกา ชุดนี้เข้ามาปุ๊บแล้วเขากล้าที่จะตั้งคำถาม
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เลยตั้งคำถามกับระบอบเผด็จการทรราช
โดยเริ่มต้นที่ธรรมศาสตร์ก่อน
ผมได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์สุลักษณ์
หนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์
และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้กล้าเริ่มเคลื่อนไหว
และผมก็เริ่มคิดเลยนะครับหลังจากที่ไปติด quotation ของอาจารย์พุทธทาส
หลังจากไปเจอจอมพลสฤษดิ์ เจอจอมพลถนอม ผมก็เลยคิดนะครับว่า บรรดามหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ทั้งหลายควรจะต้องเริ่มต้นเปิดประตูมหาวิทยาลัยตัวเอง
เพื่อมีส่วนร่วมในการต่อต้านเผด็จการได้แล้ว เช่นเดียวกับอาจารย์สุลักษณ์และหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ได้เริ่มต้นมา
ผมก็ค่อยคิดค่อยทำของผมเรื่อย ๆ
ตอนนั้นต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ
หาเพื่อนยากมาก!!!
เพราะว่า จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม จอมพลประภาส ปกครองด้วยระบอบทรราช
และสาขาแพทย์มันเรียนยาก ฉะนั้นทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสือ
ผมก็เลยจำเป็นต้องไปผูกมิตรกับเพื่อน ๆ ต่างสถาบัน
ก็คือผมไปผูกมิตรกับกลุ่มสภาหน้าโดมครับ แรก ๆ ก็ไปเอาหนังสือพิมพ์ฉบับละบาท
แล้วก็ระดมเพื่อน ๆ มาช่วยกันขายเพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางความคิด สังคม การเมือง
ให้กับเพื่อน ๆ และครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมหิดลเริ่ม ๆ ขึ้นมา
และไม่ต้องไปกลัวกับระบอบเผด็จการทรราช
ต่อมาก็จับกลุ่มขึ้นมาเป็นกลุ่มอิสระ
ตรงนี้เป็นจุดตั้งต้นของผม ตอนนั้นมีเพื่อน ๆ หลายคนมาช่วยกันขายหนังสือ
จากนั้นก็จับกลุ่มเป็นกลุ่มอิสระหลวม ๆ ที่มีเรื่องทำให้มันเดือดขึ้นมาก็คือปี
2511 จอมพลถนอมเขารัฐประหารยึดอำนาจ พวกเผด็จการเขาเอานายทหารมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยครับ
ฉะนั้นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เดือดเลยครับ
ก็เลยจัดให้มีการอภิปรายต่อต้านเผด็จการทหารที่เอาทหารมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีในมหาวิทยาลัย
จัดขึ้นที่คณะวิทยาศาสตร์ ในวันนั้นผมก็เลยสนิทกับกลุ่มสภาหน้าโดมมาก
ขณะเดียวกันต้องกราบเรียนเพื่อน
ๆ นะครับ ผมกับคุณธีรยุทธ บุญมี ที่ 1 ประเทศไทย ม.ศ.5 ในปีพ.ศ.นั้น
สนิทกันมากตั้งแต่มัธยมปลาย ตั้งแต่เขาเรียนสวนกุหลาบ ตอนนั้นเขาเรียน ม.ศ.4 ม.ศ.5
ผมสนิทกับเขามาก แต่เขาได้มีโอกาสมาเป็นเลขาธิการศูนย์นิสิต ผมก็ให้ความร่วมมือ การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาครึกโครมขึ้นมาอย่างมากมาย
จนมีเรื่องก็คือไปแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญครับ จอมพลถนอน จอมพลประภาส
จับเลยครับ ตั้งข้อหากบฏ มีเรื่องเลยครับ
เย็นวันนั้นกลุ่มสภาหน้าโดมได้จัดชุมนุมที่ลานโพธิ์ทันที
ผมไปเลยเย็นวันนั้น ชุมนุมกันอยู่หลายวัน ผมกับเสกสรร ประเสริฐกุล
และกลุ่มสภาหน้าโดมสนิทกันมานานพอสมควร เสกสรรบอกผมว่า
เอ็งเป็นนักศึกษาแพทย์คนเดียว
เอ็งไปจัดกลุ่มแพทย์มาหน่อยเพื่อที่จะได้มาดูแลนักศึกษา-ประชาชนที่มาชุมนุมซึ่งมีมากขึ้นทุกวัน
ๆ ผมก็เลยจำเป็นในการที่ข้ามไปทุกคณะ ผมไปเชิญพี่ ๆ ทั้งแพทย์ ทั้งพยาบาล
ทั้งสาธารณสุข ทั้งเภสัช ทั้งทันต ทั้งเทคนิคการแพทย์
มาตั้งเป็นกลุ่มในการดูแลสุขภาพของผู้ชุมนุม 14ตุลา16
ซึ่งหลังจากนั้นได้พัฒนาการเป็นกลุ่มพยาบาลเพื่อมวลชนซึ่งโด่งดังมาก
ผมชุมนุมตั้งแต่ลานโพธิ์ไปจนเฮลิคอปเตอร์ยิง นักศึกษา-ประชาชน
ตายที่ถนนราชดำเนินในและในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบลงด้วย ถนอม-ประภาส-ณรงค์
ต้องบินหนีไป เหตุการณ์ก็จบลง
ต้องขออนุญาตเรียนว่า
ความที่ผมคลุกคลีตีโมงกับกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์ สภาหน้าโดม มากเหลือเกิน
ผมก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองระหว่างเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆว่า
ทำไมนักศึกษาธรรมศาสตร์เคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักมีประสิทธิภาพมากเหลือเกิน ทำไม?
ทำไม? ทำไม? ผมก็เลยเรียนรู้ว่าโครงสร้างกิจกรรมนักศึกษาเขาเป็นโครงสร้างที่ดีมาก
ก็คือมีนักศึกษาทุกชั้นปี ทุกคณะ มาเป็น สส. เรียกว่า สส. ก็แล้วกันนะ ไม่ใช่ สส.
แบบเลือกตั้ง แต่ว่าเอามาเป็นตัวแทนเขา แล้วก็มีพรรคการเมืองในมหาวิทยาลัย
แล้วเสนอคณะบริหารขึ้นมาเข้าไปเป็นสโมสร สโมสรก็บริหารไปตามนโยบายที่แถลงไว้กับนักศึกษา
ผมก็เลยได้คิดว่าถ้าอย่างนั้นต้องมาทำในมหิดล
ผมเห็นเลย เพราะว่ามันพิสูจน์จากการทำที่เป็นจริงในการเคลื่อนไหว 14ตุลา
ศูนย์นิสิตฯ ไปหมดเลย โดนจับไปหมดแล้ว และศูนย์นิสิตฯ
ไม่มีโอกาสมามีส่วนร่วมในการดูแลขบวนทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 6ตุลา ไปจนถึง 14ตุลา
ศูนย์นิสิตฯ ไม่มีโอกาสเข้ามาร่วมเลยนะ กลุ่มสภาหน้าโดมและอาสาสมัครต่าง ๆ
ได้เข้าไปช่วย และผมได้เข้าไปช่วย ผมก็ได้เห็นว่าอย่างนี้เป็นโครงสร้างที่ถูกต้อง
คือให้นักศึกษาทุกคณะ ทุกชั้นปี เลือกตั้งแทนขึ้นมาเป็นสส.
แล้วให้นักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัยตั้งเป็นพรรคการเมือง แล้วก็ให้พรรคการเมืองนักศึกษาตั้งคณะบริหารขึ้นมาให้นักศึกษาโหวตเลือก
ผมก็เลยได้รูปแบบ
พอเสร็จ
14ตุลา ผมก็เลยมาปรึกษาพี่ประยงค์ เต็มชวาลา
นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลขณะนั้น ว่าเราต้องปรับนะ ปรับอย่างนี้
ทำให้นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยเลย
จะได้คึกคักมีชีวิตชีวาและมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับพวกเผด็จการทรราชนอกมหาวิทยาลัย
ที่สำคัญที่สุดที่ผมปรารถนามากก็คือต้องเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดลให้ได้
ในที่สุดก็สำเร็จครับ ก็คือในมหิดลต้องมีการเลือกตั้งตัวแทนทุกชั้นปี
ทุกคณะไปเป็นสส. แล้วก็ให้ตั้งพรรคนักศึกษาขึ้นมาบริหาร สำเร็จครับ!
ขออนุญาตด้วยความเคารพ
อันนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย โครงสร้างไทยสมัยโบราณเป็นสังคมจารีต
นักศึกษาหญิงกับนักศึกษาชายต้องแยกกัน ไม่ใช่ไปปั้นจิ้มปั้นเจ๋อไปพูดคุยจุ๊กจิ๊ก ๆ
ไม่ได้ ผมจะไปติดต่อพยาบาลศิริราชเป็นเรื่องเยอะนะ ขนาดพยาบาลรามาฯ
กว่าจะไปติดต่อไปคุยกับนักศึกษาพยาบาลและแพทย์รามาฯ ไม่ใช่ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม พอ
14ตุลา มันมีช่องแล้ว ผมก็เลยไปติดต่อทั้งหมดเลย แพทย์ พยาบาล ทันตฯ เภสัช
สาธารณสุขศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ ในที่สุดก็เลยมีกลุ่มดูแลการชุมนุม 14ตุลา
และพัฒนาขึ้นมาเป็นพยาบาลเพื่อมวลชน
ผมก็เลยชนะการเลือกตั้งได้ไม่ยากเพราะผมมีพื้นฐานอยู่แล้ว
พอชนะการเลือกตั้งผมได้เป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหิดล
ผมคิดกับตัวเองว่าเมื่อเป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหิดลแล้วต้องทำงาน
ก็คือเปิดมหาวิทยาลัยให้มหาวิทยาลัยทั้งหมดได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้กับเผด็จการข้างนอก
นี่คือข้อที่ 1
และข้อที่
2 ผมคิดในใจของผมว่า ธรรมศาสตร์เขาโดดเด่นมาก
ทำอย่างไรเราจะผลักดันในการเคลื่อนไหวต่อสู้ของนักศึกษามหิดลเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในที่สุดมันก็สำเร็จ เพราะว่าตอนนั้นหลัง 14ตุลา
ท่านทั้งหลายอย่าไปคิดว่าเราได้เป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะฝ่ายขวา
ฝ่ายอนุรักษ์ยังมีอำนาจสูงมาก ทั้งนอกคือสังคมไทยโดยรวม
ทั้งในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมปลาย ศูนย์นิสิตฯ
สมัยนั้นไปตั้งอยู่ที่จุฬาลงกรณ์ แต่พอการต่อสู้เผด็จการทรราชหนักขึ้นทุกที
จุฬาลงกรณ์เชิญออกครับ ต่อมามีขบวนการติดต่อ ต้องขอบคุณและปรบมือให้ท่านด้วยครับ
อาจารย์คณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดประตูให้ศูนย์นิสิตฯ
มาตั้งที่คณะเภสัชศาสตร์ มหิดล ตรงข้ามโรงเรียนอำนวยศิลป์พระนคร ถนนศรีอยุธยา
ปรบมือด้วยครับ ฉะนั้น มหาวิทยาลัยมหิดลก็เริ่มมีบทบาทขึ้นมาแล้ว
เพราะศูนย์ต้องมาประชุมกันที่นั่น
ปรากฏว่า
“กระทิงแดง” มาเต็มไปหมดเลยครับ บางทีก็มีระเบิดลงบ้าง บางทีก็มีเสียงปืนบ้าง
ผมเป็นนายกสหพันธ์ฯ แล้วตอนนั้น ผมก็เห็นปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่าศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทยก็โดนครับ
โดนกับทุกโรงเรียนมัธยมปลาย เพราะเขาไม่ต้อนรับเนื่องจากเผด็จการทรราชมันยังอยู่
ผมก็เปิดประตูเชิญศูนย์กลางนักเรียนฯ มาตั้งที่ตึกสันทนาการครับ
ตอนนั้นตึกสันทนาการเคลื่อนไหวกันคึกคักเลย 2-3 ปี ตึกสันทนาการกลายเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวของนักเรียน
นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั้งหมด ที่ต่อสู้ทางการเมือง เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน
ปรึกษาหารือ รวมทั้งเตรียมการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ปริมณฑล แทบจะทั้งหมด
ผมต้องเรียนอย่างนี้
เพราะว่าผมเป็นนายกสหพันธ์ฯ ผมจำได้และผมไปร่วมด้วยความลำบากมาก
ผมแบ่งเวลาเรียนหนังสือ ทุกคืนมีการกวนแป้งเปียกให้กลายเป็นกาวเหนียว ๆ
เพื่อไปติดโปสเตอร์เชิญชวนประชาชนมาชุมนุมต่อต้านเผด็จการและต่อต้านความอยุติธรรมทั้งหลาย
ก็เลยทำให้ฝ่ายขวาจัด กอ.รมน.
เขามุ่งเป้าว่ามหิดลเป็นศูนย์กลางของคอมมิวนิสต์อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ธรรมศาสตร์นะ
มหิดลนี่แหละ เขาก็ส่ง “กระทิงแดง” มาทุกคืน
คราวนี้ฝ่ายขวาเริ่มหนักขึ้น
กอ.รมน.
เป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและอาจารย์ทั้งหลายในสมัยโน้นนะครับ
ดังนั้น ฝ่ายขวาและ กอ.รมน. ตั้งเป้าจะกวาดล้างมหิดลนะครับ
ผมขออนุญาตตบท้ายนิดเดียว ก็คือแรก ๆ ก็แค่ข่มขู่ หลัง ๆ เริ่มฆ่าเลย ปลายปี 17
เริ่มต้นที่ชาวนาก่อนครับ โดนฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน และฆ่าหลายสิบศพนะ
พอฆ่าชาวนาได้ผล คือหมายความว่าสยบอยู่และไม่มีใครต่อต้าน
ไม่มีกองกำลังติดอาวุธไปต่อสู้กับพวกเขา เขาก็เลยเริ่มฆ่าพวกกรรมกร จากกรรมกร
ก็มาฆ่านักศึกษา อันนี้เข้าใกล้ผมแล้ว ก็คือมหิดลโดน คุณอมเรศ ไชยสะอาด
โดนมือปืนซ้อนมอเตอร์ไซค์มา เดินขึ้นไปอาด ๆ ยิงบนศาลาวัด
ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากกลางวันแสก ๆ ฆาตกรลอยนวลครับ ผู้คิดได้ตอนนั้นเลย กอ.รมน.
จัดการครับ
นอกจากนี้ก็ยังมี
ปรีดา จินดานนท์ นักดนตรีวงกรรมาชน โดนรถชนตายที่หน้าคณะวิทยาศาสตร์
อันนี้ชัดเจนว่าปรีดาเขาเป็นคนที่สติปัญญาดี
มีความรอบคอบจะข้ามถนนแบบผลีผลามไม่ได้ แต่เขาถูกจัดฉาก นี่มหิดลนะครับ
แต่มหาวิทยาลัยอื่นก็โดนตามลำดับ เช่น เชียงใหม่ คุณนิสิต จิรโสภณ เขากล่าวหาว่า
นิสิต จิรโสภณ ดื่มเหล้าเมาแล้วตกรถไฟ จริง ๆ ไม่ใช่ ผมไปดูศพด้วยตัวเอง
เขาถูกถีบตกรถไฟฆ่าตายครับ นอกจากนี้ก็มี คุณแสง รุ่งนิรันดรกุล
เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกยิงที่ป้ายรถเมล์กลางวันแสก ๆ หน้ามหาวิทยาลัย
ผมก็รู้เลยว่าผมก็เป็นเป้าหมาย
ผมเลยต้องเปลี่ยนเวทีการต่อสู้ไปร่วมต่อสู้ในเขตป่าเขา ขอบคุณมากครับ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #มหิดล