วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” นำทีมงบ-ทีมไอที เสนอยกเลิก TH-AI Passport ยัน 1,600 ล้าน เปลี่ยนซื้อเป็นสร้างอุตสาหกรรมได้ พร้อมยื่น ป.ป.ช.

 


ณัฐพงษ์” นำทีมงบ-ทีมไอที เสนอยกเลิก TH-AI Passport ยัน 1,600 ล้าน เปลี่ยนซื้อเป็นสร้างอุตสาหกรรมได้ พร้อมยื่น ป.ป.ช.


วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในที่ประชุม ครม.เงา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมงบประมาณ และทีมไอที เปิดหลักฐานสะท้อนพิรุธของ TH-AI Passport ที่ต้องใช้งบ 1,600 ล้านบาท โดย ครม.เงา ยืนยันนายกรัฐมนตรีต้องสั่งยกเลิกโครงการ พร้อมเสนอแนวทางนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้สร้างอุตสาหกรรม AI ของประเทศแทนการซื้อบริการจากต่างประเทศ


ธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และทีมนโยบายดิจิทัลพรรคประชาชน ระบุว่า จากการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ยังมี 3 คำถามถึงความพิรุธของโครงการที่ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ยังไม่ได้ตอบ


คำถามแรก การกำหนดเงื่อนไข Token หรือปริมาณการใช้งานใน TOR คำถามที่สอง รายละเอียดใน TOR จากเดิมที่ระบุว่าใช้งานได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ปลัดกระทรวง DE กล่าวว่าจะเปลี่ยนเป็น 5 ล้านคนต่อวินาที จึงอยากได้คำยืนยันว่าสามารถปรับ TOR ได้ตามใจใช่หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของการจัดซื้อจัดจ้างที่ผู้ชนะประมูลสามารถปรับสเปกขึ้นลงได้ตามที่ต้องการอย่างไม่มีข้อจำกัด


คำถามที่สาม โครงการ TH-AI Passport ถูกเสนอเข้า ครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ต้องลงทะเบียนภายใน 90 วัน แต่ในการทำประชาพิจารณ์ 15 ธันวาคม 2568 ตัวเลขระยะเวลาลดลงเหลือ 30 วัน และการเริ่มให้บริการจาก 120 วัน ลดลงเหลือ 90 วัน แสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบของโครงการ และประเด็นที่สังคมตั้งคำถามคือ การเพิ่มจอโฆษณาประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา 6,000 จุด ที่ไม่มีในร่างที่เสนอ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดอาจเกี่ยวกับวันยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 จึงอยากตั้งคำถามว่า ทำไมจึงเกิดการเปลี่ยนรายละเอียด TOR ในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ


รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการดำเนินโครงการนี้มีข้อสังเกตถึงการทุจริตที่เป็นไปอย่างเป็นระบบ ในลักษณะที่สั่งวันนี้แต่ทำเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว เช่น บริษัทที่ดูแลโครงการ TH-AI Passport รู้ตัวอยู่แล้วว่าจะได้รับโครงการ เนื่องจากพบดิจิทัลฟุตพรินต์เป็นไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ทั้งที่โครงการทำประชาพิจารณ์และเปิดประมูลปลายเดือนธันวาคม 2568 และประกาศผู้ชนะปลายเดือนมกราคม 2569


นอกจากนี้ยังพบโครงการอื่นในลักษณะเดียวกันในอีก 2 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมทั้งหมดเกือบ 10,000 ล้านบาท จึงอยากเรียกร้องให้ทบทวน TOR หรือไม่ก็พับโครงการไปก่อน


ในเชิงข้อเสนอ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ เสนอแนวทางพัฒนา AI ของประเทศ แทนที่จะใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท ไปกับโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นผู้เสนอหรือเป็นผู้เช่าใช้ จึงเสนอให้เปลี่ยนงบประมาณมาเป็นการลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ประมวลผลเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของชาติ พร้อมทั้งสนับสนุน AI ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย เช่น ThaiLLM (BDI) สนับสนุนสตาร์ทอัพและ SME ผ่านคูปองนวัตกรรม ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาตั้งศูนย์ R&D ในไทยผ่านสิทธิประโยชน์ BOI พร้อมเปลี่ยน KPI จากการนับยอดแจกสิทธิ์เป็นการวัดผลิตภาพและรายได้จริง และให้กระทรวง DE ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและราคากลาง แทนการเป็นผู้ริเริ่มโครงการเอง ส่วนการซื้อ AI ต่างชาติ ไม่ควรซื้อผ่านตัวกลาง แต่ควรเป็นแบบ G2G นอกจากนี้ยังควรสนับสนุนการเพิ่มทักษะของคน ทั้งประชาชนทั่วไป กลุ่ม SME รวมถึงภาครัฐเอง รวมไปถึงการสร้างอาชีพดิจิทัล เพื่อทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น


ขณะที่ณัฐพงษ์สรุปว่า การตัดสินใจเดินหน้าหรือยกเลิกโครงการ TH-AI Passport จะเป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลตั้งใจผลักดัน AI เป็นวาระแห่งชาติจริง หรือสนใจเพียงงบประมาณจากโครงการ AI เท่านั้น ข้อพิรุธในโครงการ TH-AI Passport นี้รวมถึงโครงการอื่นที่จะตามมา สะท้อนว่าการทุจริตเอื้อประโยชน์พวกพ้องกำลังย้ายจากโครงการก่อสร้างที่สังคมรู้เท่าทัน มาสู่โครงการเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคมากขึ้น


ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ หรือบอร์ด AI ซึ่งรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวง DE กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการไว้แล้ว แต่นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่เคยเรียกประชุมคณะกรรมการนี้อีกเลย ทั้งที่เป็นคณะกรรมการระดับนโยบายสูงสุดด้าน AI ของประเทศ และนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจ ก็ไม่เคยแสดงบทบาทผู้นำจัดการเรื่องนี้


ณัฐพงษ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีระงับโครงการนี้ทันที ปฏิรูปการใช้เงินกองทุน DE ให้โปร่งใส และเปลี่ยนทิศทางการใช้งบประมาณจากการซื้อบริการไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ พร้อมระบุว่าหากไม่มีการดำเนินการ จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอีกหลายระลอก และจะดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #THAIPassport #ครมเงา

ครม.เงา รับข้อร้องเรียนร้านอาหารในระบบภาษี อิสริยะ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กลายเป็นการลงโทษร้านค้าที่อยู่ในระบบ เสนอให้นำงบส่วนเกินของโครงการช่วยเหลือ

 


ครม.เงา รับข้อร้องเรียนร้านอาหารในระบบภาษี อิสริยะ ชี้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กลายเป็นการลงโทษร้านค้าที่อยู่ในระบบ เสนอให้นำงบส่วนเกินของโครงการช่วยเหลือ


วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ครม.เงาพรรคประชาชน ประชุมรับฟังข้อร้องเรียนผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสจากกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก ขนาดกลาง ในระบบภาษี ทั้งจากสมาคมร้านอาหารและชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร


วรันธร แดงใหญ่ ตัวแทนจากสมาคมร้านอาหาร สะท้อนปัญหาว่า ร้านขนาดเล็กที่อยู่นอกระบบได้ประโยชน์มากกว่าร้านที่ทำถูกกฎหมายและอยู่ในระบบภาษี เนื่องจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสกำหนดเงื่อนไขว่า ธุรกิจที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กหรือร้านสตรีทฟู้ด รวมถึงร้านค้าที่ยังไม่เคยเข้าระบบภาษี ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ขณะที่ร้านอาหารขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่จดทะเบียนนิติบุคคลและอยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง แต่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท กลับไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้


ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อประชาชนเลือกที่จะไปใช้สิทธิกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ ก็จะทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กที่มีรายได้ประมาณ 2-5 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส มียอดขายลดลงถึง 30-50% ขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มสูงขึ้น 15-20% จากค่าพลังงาน วัตถุดิบ และค่า GP ของแพลตฟอร์ม


อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวกลายเป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบและเสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่รัฐกลับมองว่าการจดทะเบียนนิติบุคคลหมายความว่าธุรกิจมีขนาดใหญ่แล้ว และไม่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐอีก ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ขาดความสมดุล


อิสริยะเสนอว่า รัฐบาลควรใช้โอกาสที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 3 เดือน ปรับเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการไซส์ S นิติบุคคลขนาดเล็ก ที่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง เสียภาษีให้รัฐทุกปี และมีการจ้างงานไม่เกิน 30 คน สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย ร้านค้าและร้านอาหารเหล่านี้จะได้มียอดขายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพื่อหล่อเลี้ยงการจ้างงานเอาไว้ โดยข้อมูลของผู้ประกอบการเหล่านี้มีอยู่แล้วในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร สามารถนำมาใช้ได้ทันที


นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสปีนี้อยู่ที่ 26 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 4 ล้านคนจากที่ตั้งไว้ 30 ล้านคน หมายความว่ายังมีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาท หากรัฐบาลเห็นว่าโครงการนี้ควรมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก ก็ควรนำงบประมาณส่วนที่เหลือมาเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนนิติบุคคลและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายได้ด้วยเช่นกัน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา #ไทยช่วยไทยพลัส
















“สิทธิพล” จี้เกษตร- พาณิชย์ สำรวจข้อมูลปริมาณ - ราคาหน้างาน เรียกประชุม shrimp board ช่วยผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ก่อนราคาตลาดเสียหาย

 


สิทธิพล” จี้เกษตร- พาณิชย์ สำรวจข้อมูลปริมาณ - ราคาหน้างาน เรียกประชุม shrimp board ช่วยผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ก่อนราคาตลาดเสียหาย


วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดแก้ไขปัญหามาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งไทย พร้อมออกมาตรการให้สอดคล้องกับขนาดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง


หลังคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจได้เรียกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์มาชี้แจงข้อมูลสถานการณ์ และแผนการดำเนินการ แต่พบว่ารัฐบาลยังประเมินผลกระทบด้วยข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้มาตรการที่ออกมาไม่ตอบโจทย์และไม่เท่าทันสถานการณ์


สิทธิพลชี้ข้อกังวล 3 ประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ประเด็นแรกคือปริมาณผู้ได้รับผลกระทบที่รัฐประเมินต่ำกว่าความจริงมาก โดยกรมประมงประเมินความเสียหายเพียงเดือนละ 300-400 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 10 ตัน และคาดว่าหากมาเลเซียปิดด่าน 12 เดือน ความเสียหายจะอยู่ที่ 4,205 ตัน ขณะที่ภาคเอกชนสะท้อนว่าข้อมูลจริงต่างจากข้อมูลในระบบของรัฐถึง 5-10 เท่า และมีความสำคัญในเชิงราคา เพราะเพียงปริมาณกุ้งล้นตลาดเล็กน้อยก็สามารถฉุดราคาตลาดทั้งระบบให้ลดลงได้


ประเด็นที่สองคือราคากุ้งที่กระทรวงพาณิชย์ใช้อ้างอิงเป็นราคาในภาคกลาง ซึ่งไม่สะท้อนสถานการณ์จริงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยรัฐบาลรายงานว่าราคาลดลงเพียงเล็กน้อยและบางตัวสูงขึ้นด้วยซ้ำ ขณะที่ข้อมูลจากภาคเอกชนระบุว่าราคากุ้งในภาคใต้ลดลงไปแล้ว 20-50 บาทต่อกิโลกรัม


ประเด็นที่สามคือมาตรการของรัฐบาลเสี่ยงไม่ทันกับความเร่งด่วนของปัญหา เนื่องจากกุ้งที่อยู่ในแพเหลือเวลาเพียง 10-15 วัน ขณะที่มาตรการเฉพาะหน้าของกระทรวงพาณิชย์คือการระบายภายในประเทศจะเริ่มทำได้ปลายเดือนมิถุนายนนี้และรองรับได้เพียง 400 ตัน ซึ่งช้าและปริมาณน้อย ส่วนมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ ส่วนใหญ่เป็นมาตรการทั่วไปสำหรับสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่การรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ การเพิ่มจุลินทรีย์ และการพัฒนาระบบเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำ


สิทธิพลเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ หนึ่งต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) เพื่อขออนุมัติการพยุงราคากุ้งที่ 20 บาทต่อกิโลกรัมให้เกิดขึ้นจริง สองเร่งสำรวจข้อมูลในพื้นที่จริงเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และสามต้องเร่งเจรจาเปิดด่านนำเข้าโดยเร็วที่สุด พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ช่วยจัดหางบประมาณสำหรับโครงการระบายสินค้าที่ประกาศไว้แล้วแต่ยังเริ่มได้ช้า และขยายปริมาณการกระจายสินค้าให้รองรับผลผลิตจริงรวมถึงผลกระทบที่พี่น้องเกษตรกรกำลังประสบ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล ชี้ (1) หลักฐานแน่นกว่าคดีก่อนที่ กกต. เคยส่งศาล ทั้งโพย-คลิปเสียง-เส้นทางเงินชัด (2) อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม (3) 4 กกต. มีผลประโยชน์ทับซ้อน (4) หากหลักฐานชัด การยกคำร้อง อาจทำให้ กกต. ถูกมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง

 


“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล กกต. ควรส่งคดีฮั้ว สว. ไปที่ศาล ชี้ (1) หลักฐานแน่นกว่าคดีก่อนที่ กกต. เคยส่งศาล ทั้งโพย-คลิปเสียง-เส้นทางเงินชัด (2) อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม (3) 4 กกต. มีผลประโยชน์ทับซ้อน (4) หากหลักฐานชัด การยกคำร้อง อาจทำให้ กกต. ถูกมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง


วันที่ 14 มิถุนายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. โดยระบุว่าเวลานี้ กกต. ทั้ง 7 คนจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าคดีฮั้ว สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด คณะกรรมการไต่สวนก็มีมติเห็นว่ามีบุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิดอย่างน้อย 229 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 138 คนที่เป็น สว. และอีกอย่างน้อย 91 คนที่เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่ง โดยมีหลายคนเป็น สส. รวมถึงบุคคลใน ครม. ด้วย โดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีมีมติเห็นควรให้ กกต. มีมติดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล เมื่อมีการสรุปเช่นนี้ออกมาเมื่อกลางปี 2568 กกต. จึงมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรอง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ คณะอนุวินิจฉัยฯ กลับมีมติสวนทางกัน ว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ กกต. 7 คนยกคำร้อง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าวันนี้จึงอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คนว่าจะเห็นอย่างไร ในเมื่อมีมติสวนทางกันระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ทางเลือกของ กกต. มี 3 ความเป็นไปได้ คือ 1) เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล 2) เห็นตามคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ยกคำร้องทั้ง 229 คน และ 3) ฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคนและยกคำร้องหลายคน ซึ่งอาจถูก มองว่าเป็นการสละบางคนเพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปในเดือนกันยายน 2569 ตามกรอบเวลา 90 วัน หลังจากที่ กกต. 7 คน เริ่มพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


เหตุที่ตนเห็นว่าทำไม กกต. ควรส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล มีอยู่ 4 เหตุผลด้วยกัน คือ


1) หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้าที่ กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลแล้ว


พริษฐ์ระบุว่าจากการสำรวจรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ หรือที่มีการยื่นมาจากผู้ร้องหรือผู้ให้การกับคณะไต่สวน เป็นที่คาดการณ์ได้อย่างชัดเจนในระดับหนึ่งว่าหลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถิติในการลงคะแนนในวันเลือก สว. ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหากไม่มีการจัดตั้งให้มีการเลือกตามโพย ตัวเลขการลงคะแนนในบัตรที่สอดคล้องกับหลักฐานโพยที่มีการเก็บและเผยแพร่ให้สาธารณะได้เห็น นอกจากนั้นเข้าใจว่าในสำนวนยังมีหลักฐานเรื่องการนัดหมายของกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่โรงแรมต่างๆก่อนวันเลือก มีพยานที่ระบุได้ว่ามีการพูดคุยกันอย่างไรในที่ประชุมดังกล่าว มีหลักฐานเรื่องการเดินทางที่มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับกลุ่มคนในเครือข่ายดังกล่าวเพื่อเดินทางมาประชุมก่อนวันเลือก รวมถึงอุปกรณ์หรือเสื้อสีเดียวกันที่มีการแจก ตลอดจนคลิปเสียงที่ระบุถึงการนัดหมาย หรือการเสนอทั้งเรื่องเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อให้มีการลงคะแนนให้กันและกัน และที่ชัดเจนที่สุดก็คือเส้นทางการเงิน


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอที่ กกต. ควรมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลได้ ก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีการพิจารณาคดีการเลือก สว. หลายคดีที่มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล โดยที่หลักฐานยังเบากว่าหลักฐานที่อยู่ในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ด้วยซ้ำ (เช่น คดี ลต. สว. 53/2568 (นครราชสีมา) และ คดี ลต. สว. 47/2568 (ชลบุรี) ที่มีเพียงหลักฐานที่เป็นข้อความสนทนาทาง LINE เพื่อขอคะแนนให้แก่กัน โดยไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น) แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่คดีที่มีหลักฐานทั้งเรื่องของโพย การนัดหมาย การเดินทาง คลิปเสียง เส้นทางการเงิน ฯลฯ จะไม่หนักแน่นเพียงเพียงพอที่ กกต. จะส่งเรื่องไปที่ศาลได้ หาก กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็จะถูกตั้งคำถามว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่ระหว่างคดีก่อนหน้าและคดีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน


2) คณะอนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 ที่มีมติว่าควรยกคำร้องทั้งสอง 229 คน เป็นคณะที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม และเสี่ยงเป็นเพียงเครื่องมือในการฟอกขาว


ในกระบวนการพิจารณาของ กกต. จะมีคณะอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งโดยปกติ กกต. จะใช้วิธีการสุ่มว่าคดีไหนจะถูกกลั่นกรองโดยคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่เท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรู้ก่อนล่วงหน้าว่าใครจะรับผิดชอบคดีใด แต่ในคดีการฮั้ว สว. นี้ กกต. ไม่ได้ใช้คณะอนุวินิจฉัยฯ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว แต่กลับตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ


พริษฐ์ยังระบุว่านอกจากนั้นในกระบวนการพิจารณา ทางตัวแทนจากดีเอสไอได้ให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่เคยมีการเรียกตัวแทนจากดีเอสไอหรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไปชี้แจงข้อเท็จจริง และยังมีกรณีที่อนุกรรมการบางคนถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องความเกี่ยวพันกับคดีการทุจริต (เช่น คดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม) และเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง


3) กกต. ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ 4 ใน 7 คนถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่ตอนนี้อยู่ในสำนวน


เมื่อการเข้าสู่ตำแหน่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 4 คนอาจถูกตั้งคำถามหรือข้อครหาเป็นพิเศษหากมีการตัดสินใจใดที่เป็นการค้านสายตาของสังคม หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นออกจากข้อหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน วิธีการที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดก็คือการมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลเป็นฝ่ายพิจารณา ว่าใน 229 คน ใครผิดหรือไม่ผิดอย่างไร


4) กกต. ถูกตั้งคำถาม ถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ในการตรวจสอบคดีการทุจริตการเลือก สว.


พริษฐ์ระบุว่าในการดำเนินการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ผ่านมา กกต. มีการกระทำหรือการละเว้นการกระทำในบางกรณี ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามว่ากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยหลักฐานล่าสุดก็คือคลิปที่ตนได้นำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ไปเมื่อวานนี้ ซึ่งตนได้มาจากผู้ตรวจการการเลือก สว. ที่มายื่นหลักฐานให้กับวิปฝ่ายค้านที่สภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. พร้อมตักเตือนผู้สมัคร


แม้ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการชี้แจงจาก กกต. ว่าการที่ผู้สมัครอาจจะมีการจดบันทึกตัวเลขผู้สมัครเพื่อกันลืมเวลาเดินเข้าคูหาไม่ได้ผิดโดยตัวการกระทำนั้นเอง แต่การชี้แจงเท่านี้ยังตอบคำถามของสังคมไม่ได้ เพราะสังคมยังมีคำถามอย่างน้อยดังต่อไปนี้


1) กรรมการ กกต. ที่มาตรวจมีการทิ้งท้ายว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นต้องเห็นอะไรที่ดูไม่สุจริตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องเก็บโพยดังกล่าวและตักเตือน - คำถามคือกรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มองว่าอาจเป็นเลือกที่ไม่สุจริต?


2) หลังจากเหตุการณ์ในคลิปผ่านไปและทาง กกต. ได้เก็บโพยไปแล้ว กกต. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อในวันดังกล่าว? ได้มีการเรียกประชุม กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ว่าหลักฐานประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วควรดำเนินการต่ออย่างไร? เพราะตาม พ.ร.ป.สว. มาตรา 59 เปิดช่องไว้ว่าหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม คณะกรรมการ กกต. มีอำนาจในการ “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือก หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่”


3) เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและมีการประกาศผลการเลือก สว. แล้ว โพยดังกล่าวถูกตรวจสอบต่อหรือไม่ว่ามีความเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นที่อยู่ในสำนวน เช่น มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ในโพย เชื่อมโยงกับตัวเลขของผู้สมัครที่อยู่ในหลักฐานการนัดหมาย การเดินทางร่วมกัน หรือเส้นทางการหรือไม่?


4) โพยเหล่านี้ที่เก็บไปตอนนี้อยู่ที่ไหน? อยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่และจะมีการชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่?


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าหาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงคำถามเหล่านี้อย่างชัดเจนได้ แล้วสุดท้ายมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็อาจถูกมองได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีการปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการโกง สว. หรือไม่ หรือกระทั่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการการโกง สว. ที่ผ่านมาหรือไม่


ทั้งหมดนี้คือ 4 เหตุผลที่ทำไม กกต. ควรต้องส่งเรื่องและคำร้องของทั้ง 229 คนไปที่ศาลตามมติหรือข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกต #ฮั๊วสว








“เท้ง ณัฐพงษ์” นำทีมผู้สมัคร ส.ก. ลุยหาเสียงเขตคลองสาน-บางคอแหลม-ยานนาวา ชูนโยบายชุมชนปลอดภัย-คลองสะอาด-เดินทางสะดวก สร้างเมืองที่แคร์คนอย่างแท้จริง

 


“เท้ง ณัฐพงษ์” นำทีมผู้สมัคร ส.ก. ลุยหาเสียงเขตคลองสาน-บางคอแหลม-ยานนาวา ชูนโยบายชุมชนปลอดภัย-คลองสะอาด-เดินทางสะดวก สร้างเมืองที่แคร์คนอย่างแท้จริง


วันที่ 14 มิถุนายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมรณรงค์หาเสียงและพบปะพี่น้องประชาชนสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่จะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ร่วมกับ ผู้สมัคร ส.ก. ในพื้นที่ 3 เขต ได้แก่ เขตคลองสาน บางคอแหลม และยานนาวา เพื่อนำเสนอนโยบายการพัฒนาเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง


สำหรับกิจกรรมหาเสียงในวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ที่เขตคลองสาน โดยมี ณัฐจิรา ศุภพันธ์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองสาน พรรคประชาชน เบอร์ 3 ร่วมเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดวัดเศวตฉัตร และชุมชนวัดเศวตฉัตร ก่อนจะขึ้นรถแห่กระจายเสียงไปรอบพื้นที่ถนนกรุงธนบุรี จากนั้นได้เดินเท้าพบปะพี่น้องประชาชนต่อเนื่องที่ชุมชนโรงหนังไทยราม่า และชุมชนศาลเจ้าอาเหนียว


ต่อมาช่วงบ่าย ณัฐพงษ์เดินทางต่อมายังเขตบางคอแหลม โดยร่วมกับ กิตติศักดิ์ อุตสาหประดิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางคอแหลม พรรคประชาชน เบอร์ 4 เริ่มต้นพบปะประชาชนที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พระราม 3 ก่อนขึ้นรถแห่กระจายเสียงมุ่งหน้าไปยังแยกถนนตกและถนนเจริญกรุง


จากนั้นในช่วงเย็น เดินทางไปพบปะประชาชนบริเวณตลาดบ้านใหม่ ซอยเจริญกรุง 85 ก่อนจะขึ้นรถแห่กระจายเสียงประชาสัมพันธ์นโยบายไปตามถนนสุดประเสริฐ ถนนแฉล้มนิมิตร ถนนเจริญราษฎร์ ซอยวัดเรืองยศ วัดไผ่ และถนนสาธุประดิษฐ์ ก่อนเข้าสู่พื้นที่เขตยานนาวา เพื่อร่วมหาเสียงกับ ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ผู้สมัคร ส.ก. เขตยานนาวา พรรคประชาชน เบอร์ 5 โดยลงพื้นที่พบปะประชาชนที่บริเวณตลาดรุ่งเจริญและพื้นที่ใกล้เคียงบนถนนสาธุประดิษฐ์ และปิดท้ายกิจกรรมด้วยการเดินทักทายพี่น้องประชาชนไปตามถนนสาธุประดิษฐ์ จนถึงตลาดลานทราย


ในช่วงหนึ่งของการลงพื้นที่พบปะประชาชน ณัฐพงษ์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังร่วมกันของทั้ง 3 เขต รวมถึงอีกหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าทั้งเขตคลองสาน บางคอแหลม และยานนาวาเป็นพื้นที่ที่มีตรอกซอกซอยกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันระบบรักษาความปลอดภัยยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาอาชญากรรม นโยบายของทีมผู้ว่าฯ ประชาชน จึงมุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันการติดตั้งกล้องวงจรปิดในตรอกซอกซอยและจุดเสี่ยงให้ทั่วถึงทุกมุมอับสายตา พร้อมทั้งเพิ่มแสงสว่างในชุมชนด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างระบบ LED ในซอยเปลี่ยวและพื้นที่มืด ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมที่รวดเร็วแม่นยำ


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการคูคลองในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันประสบทั้งปัญหาน้ำท่วมจากการขาดการขุดลอก ปัญหาขยะสะสม และน้ำเสีย โดยนโยบายของทีมผู้ว่าฯ ประชาชนคือ กทม. จะต้องมีแผนการขุดลอกคลองที่เป็นระบบ ชัดเจน และต้องแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าเสมอ รวมถึงการเพิ่มจุดทิ้งขยะให้เพียงพอในแต่ละชุมชน การปรับรอบเวลาจัดเก็บขยะให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้งานจริง และยกระดับการส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม


ขณะเดียวกัน ในด้านการเดินทางและการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ แม้ทั้ง 3 เขตจะเป็นย่านการค้า ชุมชน และสถานที่สำคัญ แต่การเดินทางสัญจรภายในพื้นที่ยังไม่สะดวกเท่าที่ควร ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงมีนโยบายยกระดับป้ายรถเมล์ให้สามารถใช้งานได้จริง มีหลังคากันแดดฝน มีที่นั่ง ไฟส่องสว่าง เดินเข้าถึงง่าย มีกล้องวงจรปิดและระบบข้อมูลเส้นทางเดินรถที่เข้าใจง่าย นอกจากนี้ จะเร่งรัดการปรับปรุงซ่อมแซมถนนและทางเท้าที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเฉพาะถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน


ส่วนระบบขนส่งสาธารณะขนาดรอง เช่น วินรถจักรยานยนต์รับจ้างและรถสองแถว ที่ผ่านมายังขาดการจัดระเบียบที่เป็นสัดส่วน จนบางครั้งส่งผลกระทบต่อการจราจรและความปลอดภัยของผู้โดยสาร ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงเตรียมเข้าไปจัดระเบียบวินรถจักรยานยนต์ให้ชัดเจน กำหนดจุดจอดที่เหมาะสม และสร้างศาลาที่พักคอยกันแดดกันฝน ส่วนรถสองแถวจะมีการจัดระเบียบจุดรับ-ส่งผู้โดยสารให้เป็นระบบ ตีเส้นพื้นที่จอดรถให้ชัดเจน และควบคุมไม่ให้เกิดการจอดรถกีดขวางการจราจรบนท้องถนน


ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ในวันนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะแค่ใน 3 เขตนี้เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นในอีกหลายเขตทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งทีมผู้ว่าฯ ประชาชนได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าด้วยความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง ประกอบกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งแก้ไขยึดโยงไปถึงต้นเหตุ จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาของชาวกรุงเทพฯ ได้อย่างยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และเป็นเมืองที่พร้อมจะแคร์คนทุกคนได้อย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งสก69















“ชัชชาติ” พบปะประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้กำลังใจกลุ่มผู้พิการร่วมกิจกรรมเล่นกีฬาพิกเคิลบอล ณ สวนเบญจกิติ

 


ชัชชาติ” พบปะประชาชนชาวกรุงเทพฯ ให้กำลังใจกลุ่มผู้พิการร่วมกิจกรรมเล่นกีฬาพิกเคิลบอล ณ สวนเบญจกิติ



วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 7.30 น.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 พบปะประชาชนชาวกรุงเทพฯ ณ สวนเบญจกิติ



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชน คนรักสุขภาพ ต่างพากันเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งเข้ามาขอถ่ายรูปคู่และร่วมเซลฟี่เก็บไว้เป็นที่ระลึก บางคนส่งเสียงเชียร์และกล่าวให้กำลังใจ อ.ชัชชาติ ให้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้



ต่อมา นายชัชชาติ ยังแวะพบปะและให้กำลังใจกลุ่มผู้พิการที่กำลังร่วมกิจกรรมเล่นกีฬาพิกเคิลบอล (Pickleball) ด้วย