วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

เท้ง นำทัพ สส.ปชน. รายงานตัว ยืนยันความพร้อมทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง ไม่กังวลกรณี 44 สส. แต่ก็ไม่ประมาท เตรียมกระบวนการรับมือทุกฉากทัศน์ไว้หมดแล้ว


เท้ง นำทัพ สส.ปชน. รายงานตัว ยืนยันความพร้อมทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง ไม่กังวลกรณี 44 สส. แต่ก็ไม่ประมาท เตรียมกระบวนการรับมือทุกฉากทัศน์ไว้หมดแล้ว


วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมรายงานตัวเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดย สส.พรรคประชาชน ได้ร่วมเดินทางจากอาคารอนาคตใหม่โดยรถเมล์จ้างเหมา ก่อนเดินเข้าสู่อาคารรัฐสภาเพื่อรายงานตัวโดยพร้อมเพรียงกัน


โดยณัฐพงษ์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลังกระบวนการรายงานตัวเสร็จสิ้น โดยระบุว่าวาระที่สำคัญต่อจากนี้ พรรคประชาชนจะมีการเตรียมตัวภายใน ซึ่งจะมีการประชุมกันต่อในที่ประชุม สส. ในช่วงบ่ายวันนี้และตลอดสัปดาห์นี้ รวมถึงการผลักดันชุดกฎหมายหลายฉบับที่พร้อมยื่นทันทีเมื่อสภากลับมาทำงานอย่างเต็มรูปแบบหลังการเลือกประธานสภาและตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชุดกฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การต่อต้านการทุจริต การปฏิรูประบบงบประมาณ การยกระดับการตรวจสอบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สิทธิเสรี การเมือง การเปิดเสรีพลังงานเป็นต้น


ณัฐพงษ์ยังได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรม โดยระบุว่าเป็นกระบวนการปกติในสภาอยู่แล้วที่พรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ไม่ต้องมีการปรับกระบวนการในการทำงานอะไรมาก กลไกวิปฝ่ายค้านก็เป็นกระบวนการปกติที่สามารถทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้อยู่แล้ว ในอดีตเองพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน ก็ทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองในสภา โดยเฉพาะการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องมีจุดยืนหรือหลักการที่ตรงกัน


ส่วนกรณี 44 สส. ไม่ได้กังวลแต่ก็ไม่ได้ประมาท ทุกคนยืนยันในหลักการความบริสุทธิ์ว่าการทำหน้าที่ของ สส. ในการยื่นการแก้ไขกฎหมายใดก็ตามไม่ควรทำให้ต้องโดนคดีแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ประมาท ช่วงบ่ายนี้และในอีกหลายโอกาสในสัปดาห์นี้จะมีการหารือภายในพรรคและในที่ประชุม สส. เพื่อให้เห็นภาพตรงกันว่าหากเกิดฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือหากถูกสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ทั้ง 10 คน พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อในสภากันอย่างไร เพื่อให้การทำหน้าที่ในฐานะ สส. ไม่สะดุดลง


ทั้งนี้ ในกรณีที่ต้องมีการเปลี่ยนตำแหน่ง พรรคได้มีการออกแบบกระบวนการและวิธีการรับมือไว้หมดแล้ว แต่ในตัวบุคคลต้องเกิดจากกระบวนการภายใน อาจต้องเริ่มจากการหารือในที่ประชุม สส. ก่อน และถ้าเกี่ยวพันกับตำแหน่งในระดับผู้บริหารพรรคก็ต้องออกจากทางที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมกันในช่วงเดือนเมษายนนี้ พรรคพยามออกแบบเรื่องของกระบวนการแต่ก็ไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล ส่วนจะออกมาเป็นชื่อใครขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสมาชิกพรรคทุกคน


ณัฐพงษ์ยังได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีการตรวจสอบการเลือกตั้ง ว่าพรรคจะดำเนินการอย่างไรต่อหรือไม่ ซึ่งณัฐพงษ์ได้ระบุว่ารอให้เป็นไปตามกระบวนการก่อน หากที่สุพรรณบุรีมีผลชี้ขาดออกมาเป็นอย่างไร เช่น หากเกิดเหตุที่เห็นได้ชัดว่าน่าจะมีความผิดปกติเช่นนี้ในพื้นที่อื่น พรรคก็พร้อมที่จะดำเนินการต่ออย่างเต็มที่ ตอนนี้ในทีมกฎหมายของพรรคก็ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานไว้ค่อนข้างครบถ้วนแล้ว


สิ่งที่น่ากังวลต่อมาคือขณะที่หลายภาคส่วนยังตั้งคำถามกับกระบวนการในการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงการที่ กกต. ออกมารับรองผลโดยที่สังคมยังตั้งคำถามอยู่ หากสภามีการเดินหน้าไป รวมถึงการตั้งรัฐบาล แต่สุดท้ายหากศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้ออกมาบอกว่ากระบวนการการเลือกตั้งมีปัญหาจริง จะส่งผลเสียต่อประเทศเป็นอย่างมาก


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าส่วนการรายงานตัวของ สส. วันนี้ที่มีหลายคนออกมาตั้งข้อสงสัย พรรคประชาชนยืนยันว่าอยากได้การเลือกตั้งที่โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และประชาชนให้ความเชื่อมั่น พรรคประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้งและการมารายงานตัวที่สภาก็เพื่อยืนยันว่าพรรคพร้อมที่จะทำหน้าที่ต่อในฐานะผู้แทนราษฎร แต่ในเรื่องกระบวนการตรวจสอบความผิดปกติหรือความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ต้องเดินหน้าคู่ขนานกันไป


ณัฐพงษ์ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่เตรียมหารือในที่ประชุม สส. อยู่แล้ว พรรคพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งในสภา ซึ่งหนึ่งในตำแหน่งที่สำคัญคือตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะเป็นพร้อมกันกับตำแหน่งประธานหรือรองประธานสภาได้ แต่ก็ไม่ได้มีการปิดกั้นที่จะมีการเสนอชื่อ เพื่อให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ในสภา เพราะในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีการเสนอมาแล้ว แต่ตนยังไม่สามารถบอกแทนสมาชิกคนอื่นได้ พรรคมีวาระการประชุม สส. รออยู่แล้วในช่วงบ่ายวันนี้ รวมถึงวันอื่นในสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน และจะมีความชัดเจนก่อนที่จะมีการเรียกประชุมสภานัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาแน่นอน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569
























“พินทองทา” ร้องว้าวหลังรู้ “คนเสื้อแดง” เตรียมเดินทางจากทั่วประเทศมาปักหลักค้างคืนหน้าเรือนจำฯ รอ “ทักษิณ” พักโทษคุมประพฤติ


“พินทองทา” ร้องว้าวหลังรู้ “คนเสื้อแดง” เตรียมเดินทางจากทั่วประเทศมาปักหลักค้างคืนหน้าเรือนจำฯ รอ “ทักษิณ” พักโทษคุมประพฤติ


วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค พร้อมด้วย น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ (ภรรยา) น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และนายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ (สามี) เป็นตัวแทนครอบครัวเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำฯ โดยมี นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ร่วมเดินทางเข้าเยี่ยม ซึ่งการเยี่ยมในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 46 โดยปัจจุบันนายทักษิณได้ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว


ภายหลังจากที่ทั้งหมดได้ใช้เวลาเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำฯ ประมาณ 1 ชม. โดย นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้เป็นการพูดคุยเรื่องทั่วไป ซึ่งท่านยังสุขภาพแรงดี แต่นอนไม่หลับบ้างช่วงนี้ และตอนนี้ก็ครบ 6 เดือน ก็ใกล้แล้ว ทั้งนี้ ไม่ได้พูดเรื่องหลาน ๆ เพียงแต่คุยเรื่องสุขภาพเท่านั้น


เมื่อถามว่าคุณพ่อตื่นเต้นและตั้งตารอวันที่ 11 พ.ค. หรือไม่ นายณัฐพงศ์ ตอบว่า ก็อยากจะออกครับ


ด้าน น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. ซึ่งคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศจะเดินทางมาปักหลักค้างคืน เพื่อให้กำลังใจ ปรากฏว่า น.ส.พินทองทา ร้องว้าว แต่เรื่องนี้คุณพ่อยังไม่ทราบ เพราะก็ยังเหลืออีกสองเดือน แต่ก็ยิ่งใกล้ยิ่งยาว ต้องขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ แต่คุณพ่อวันนี้ก็ดูเหนื่อย ๆ เพราะนอนหลับไม่ค่อยดี ก่อนที่ทั้งหมดจะกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนและคนเสื้อแดง และขึ้นรถเดินทางออกจากพื้นที่เรือนจำฯ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร





ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำคุก “ฟ้า พรหมศร” 2 ปี 10 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดี ม.112 เหตุเกิดเมื่อ 14 ม.ค. 64

 


ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำคุก “ฟ้า พรหมศร” 2 ปี 10 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดี ม.112 เหตุเกิดเมื่อ 14 ม.ค. 64


วันนี้ (9 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีของ "ฟ้า พรหมศร" ข้อหาหลักตาม #112 กรณีรวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัว "นิว สิริชัย" เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 64 ที่หน้า สภ.คลองหลวง


ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และจำเลยได้กระทำผิดเช่นนี้หลายคดี จึงเห็นว่าไม่มีเหตุให้สมควรรอการลงโทษ


แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้คำพิพากษาให้ยกฟ้องในส่วนข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงต่อเจ้าพนักงาน


ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นขอประกันตัวฟ้าในชั้นฎีกา


ย้อนอ่านคดีนี้ที่ https://tlhr2014.com/archives/73482


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112


เริ่มชัด! รัฐบาล “อนุทิน 2” รวมเสียงสนับสนุน 292 เสียง โดยภูมิใจไทยคุม 14 กระทรวง 26 รัฐมนตรี

 


เริ่มชัด! รัฐบาล “อนุทิน 2” รวมเสียงสนับสนุน 292 เสียง โดยภูมิใจไทยคุม 14 กระทรวง 26 รัฐมนตรี


เมื่อวานนี้ (8 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นหลังมีการประเมินเสียงสนับสนุนรวม 292 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร นำโดยพรรคภูมิใจไทย 192 เสียง ร่วมกับพรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ และพรรคขนาดเล็กบางส่วน โดยสูตรการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลังเข้าร่วม


ทั้งนี้ ในการสัมมนา สส. ของพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคได้รวบรวมรายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจำนวนมากกว่าเก้าอี้ที่มีอยู่ เพื่อเสนอให้หัวหน้าพรรคพิจารณาคัดเลือก ก่อนส่งรายชื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน


ซึ่งตามโครงสร้างรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจะได้รับโควตารัฐมนตรีมากที่สุดรวม 26 ตำแหน่ง ครอบคลุม 14 กระทรวง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีรายชื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมทีมรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากหลายภาคส่วนที่ถูกเสนอชื่อเข้าสู่โผคณะรัฐมนตรี


ด้านพรรคเพื่อไทยจะได้รับโควตา 8 คน รวม 9 ตำแหน่ง ครอบคลุมหลายกระทรวงสำคัญ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐได้รับ 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนพรรคขนาดเล็กที่มี สส.จำนวนน้อยจะไม่ได้รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี โดยตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในช่วงโค้งสุดท้าย


อย่างไรก็ตามขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าจะไม่มี พรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากในช่วงการเลือกตั้งมีหลายพื้นที่ที่สู้กันหนัก ทั้งที่มีข้อตกลงกันแล้วว่าจะหลบเขตให้กัน ส่งผลให้ ผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย แพ้การเลือกตั้งหลายพื้นที่ น้ำเงินร่วงหลายจุด อีกทั้งพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคที่น่ากลัวในการต่อสู้ระยะยาวของพรรคภูมิใจไทย เพราะเล่นเกมในสนามเลือกตั้ง วิธีการเดียวกัน และทรงพลังตรงเป้า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #รัฐบาลอนุทิน2 #พรรคภูมิใจไทย

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ในวาระวันสตรีสากล 8 มีนา การกดขี่ทางชนชั้นและการกดขี่ทางเพศ

 


ธิดา ถาวรเศรษฐ : ในวาระวันสตรีสากล 8 มีนา การกดขี่ทางชนชั้นและการกดขี่ทางเพศ

.

กลุ่มคนในโลกนี้ที่ต้องการต่อสู้กับผู้ปกครองประเทศที่เป็นเผด็จการและครอบงำสังคมโดยชนชั้นนำที่มีอำนาจทางการทหาร อำนาจจารีตประเพณี และอำนาจทางเศรษฐกิจ เราถือว่าเป็นการต่อสู้การกดขี่ทางชนชั้น ซึ่งเป้าหมายการต่อสู้นั้นขึ้นกับอุดมการณ์ว่า จากจุดยืนของชนชั้นกรรมาชีพ หรือจุดยืนเสรีประชาธิปไตย ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม และความยุติธรรม แนวโน้มของโลกปัจจุบันส่วนใหญ่มุ่งสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตย ในสังคมไทย พรรคการเมืองที่เป็นพรรคลัทธิมาร์กซ์ โดยจุดยืนชนชั้นกรรมาชีพและต่อสู้ด้วยอาวุธก็ล่มสลายไปแล้ว พรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันก็จัดเป็นพรรคการเมืองนายทุน พรรคการเมืองของฝั่งจารีตอำนาจนิยม และพรรคการเมืองท้องถิ่นที่มุ่งเป็นรัฐบาล แสวงหาผลประโยชน์จากการได้อำนาจรัฐเป็นหลัก

.

การต่อสู้เพื่อสังคมที่ก้าวหน้าทางการเมืองเพื่อให้อำนาจการเมืองการปกครองเป็นของประชาชนจริงตามระบอบประชาธิปไตย ก็ยังถือว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น เพราะชนชั้นนำไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชนจริง จึงต้องผนึกกำลังฝ่ายต่าง ๆ เพื่อร่วมกันต่อสู้กับการกดขี่ทางชนชั้นเป็นด้านหลักของการต่อสู้ของประชาชน

.

การต่อสู้นี้สืบทอดมานับร้อยปีแล้ว จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเกิดหน่ออ่อนของการต่อสู้มาตั้งแต่ยุค ร.6 อันได้แก่กบฏหมอเหล็ง มาถึงคณะราษฎร มาถึงขบวนการประชาชนยุค 2516, 2519, 2535, 2551-2553, 2563-ปัจจุบัน ภารกิจนี้ยังไม่สิ้นสุด เพราะฝ่ายจารีตใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ทั้งหลอกลวง ปราบปราม และใช้นิติสงครามจับกุมคุมขังกระทั่งทุกวันนี้ นี่คือด้านหลักของการต่อสู้ของประชาชนที่ยังดำรงอยู่ ถ้าไม่ตระหนักเรื่องนี้ เขาก็ไม่อาจนับว่าเข้าใจพัฒนาการการต่อสู้ของประชาชนจริง หรือว่าจุดยืนเขาไปอยู่ข้างปรปักษ์ของประชาชน เพื่อเอาตัวรอดและเพื่อผลประโยชน์

.

ส่วนการกดขี่ทางเพศนั้น เป็นการกดขี่ที่ผนวกเอาทั้งการกดขี่ทางชนชั้นร่วมกับการกดขี่ทางเพศ เช่น สตรีผู้สูงศักดิ์และเป็นครอบครัวชนชั้นนำ ย่อมมีชีวิตที่ดีกว่าสตรีในครอบครัวมวลชน ชนชั้นล่าง ชาวนาชาวไร่ กรรมกร หรือกล่าวได้ว่า สตรีในชนชั้นล่างถูกกดขี่ 2 ชั้น คือถูกกดขี่ทางชนชั้นและกดขี่ทางเพศด้วย ทุกคนก็ทราบว่าลัทธิชายเป็นใหญ่ได้ครอบงำสังคมมนุษย์มายาวนาน และที่ ๆ ปกครองอย่างจารีตนิยมมาก ก็ยิ่งกดขี่ทางเพศมาก โดยผู้สร้างวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี มากดขี่สตรีเพศในที่เคร่งศาสนา บางศาสนาผู้หญิงถูกบังคับให้ตายตามสามีก็มี การถูกก้อนหินขว้างปาจนตายในกรณีที่สงสัยว่าทำผิดประเพณี หรือการแต่งกายที่ต้องปกปิดทั้งตัว การไม่ได้รับการศึกษาเท่าเทียมชาย ไม่ได้ค่าแรงงานเท่าเทียมเพศชาย ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้นำในหน่วยงาน เพราะเป็นเพศหญิง หรือบางทีกษัตริย์ก็เป็นเพศหญิงไม่ได้ เป็นต้น

.

ถ้าเป็นคนที่ก้าวหน้าจริง นอกจากจะต่อสู้ทางชนชั้นทางการเมืองเพื่อความเท่าเทียมแล้ว จะไม่เป็นคนที่กดขี่ทางเพศ เหยียดหยาม เชื้อชาติ ศาสนา เหยียดผิว เหยียดอาชีพ เหยียดคนจน หรือคนด้อยโอกาสใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนป่วยคนพิการ แต่ลัทธิชายเป็นใหญ่นั้นครอบงำสังคมมายาวนาน 

.

ดังนั้นเรื่องการกดขี่ทางเพศจึงถูกละเลย หรือผู้ที่คิดว่าเป็นคนก้าวหน้าก็ทำเสียเองโดยไม่รู้สึกผิดอะไร นี่เป็นเรื่องพึงสังวรสำหรับผู้นำและแกนนำของกลุ่มคนที่ก้าวหน้า ต้องมองเห็นและตระหนักว่า การกดขี่ทางเพศนั้นสะท้อนถึงคุณภาพของผู้ที่ประสงค์จะอยู่ในหมู่คณะที่ก้าวหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้คนเท่าเทียมกัน ดิฉันพบมามากว่า บรรดาแกนนำประชาชนหลายยุคจนถึงบัดนี้ ไม่ได้รู้สึกรู้สากับปัญหานี้ว่าสำคัญ

.

ปัญหาการกดขี่ทางเพศนั้น นอกจากทำให้สังคมตระหนักรู้ว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องแล้ว ผู้นำทางความคิดและการต่อสู้ของประชาชนก็ต้องดัดแปลงตัวเองให้ถูกต้องด้วยอย่างจริงใจ การใช้ภาวะผู้นำหลอกลวงสตรีเพศมาเป็นเหยี่อกามกิจ หรือการนอกใจไม่ให้เกียรติภรรยา ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายไทยทำกัน เพราะเป็นไพร่ที่เอาอย่างขุนนางไทย และการประกอบอาชญากรรมคุกคามทางเพศและข่มขืนอีกฝ่ายหนึ่ง หรือแม้กระทั่งภรรยาตนเอง ยิ่งถือเป็นเรื่องที่สังคมควรประณามแม้กฎหมายยังไม่สามารถเอาผิดได้ก็ตาม

.

อย่างไรก็ตาม ด้านหลักคือการต่อสู้ทางชนชั้นและการร่วมกันต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศและผู้ด้อยโอกาสทั้งมวล ก็ต้องควบคู่กันไปด้วย จะทำให้กลุ่มบุคคลที่ทำงานเพื่อสังคมจะได้รับเกียรติยศในเรื่องนี้ ควบคู่ไปกับศักดิ์ศรีของนักต่อสู้ของประชาชน

.

8 มี.ค. 69

.

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #วันสตรีสากล #8มีนาวันสตรีสากล

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน ท่ามกลางความปวดร้าวขมขื่นหากแต่ไม่ยอมจำนน “ในบรรดาพี่น้องมิตรสหายที่มากันจนล้นห้องพิจารณา มีชายชราอยู่ 1 คน ชายที่ผู้คนไม่รู้จัก เขามายืนดูเพียงเงียบๆ ด้วยหัวใจห่วงหาอาทร” ขอบคุณพ่อของผม

 


จม.จากเรือนจำ “อานนท์” เขียน ท่ามกลางความปวดร้าวขมขื่นหากแต่ไม่ยอมจำนน “ในบรรดาพี่น้องมิตรสหายที่มากันจนล้นห้องพิจารณา มีชายชราอยู่ 1 คน ชายที่ผู้คนไม่รู้จัก เขามายืนดูเพียงเงียบๆ ด้วยหัวใจห่วงหาอาทร” ขอบคุณพ่อของผม


วันนี้ (7 มีนาคม 2569) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 24 ก.พ. 69 (เพิ่งได้รับ)


“คมดาบยิ่งฝนยิ่งคม มนุษย์ใยมิใช่เช่นกัน มนุษย์มากหลายในโลกนี้ ใยมิใช่เติบใหญ่ในท่ามกลางความปวดร้าวขมขื่น” ดาบจอมภพ, โกวเล้ง


คงมีแต่ความเสียสติที่มาด้วยความคาดหวังในห้องพิจารณาวันนั้น ในสำนวนไทยจีนก็กล่าวไว้อย่างคมคาย เป็นสำนวนที่มิอาจเขียนได้ในที่นี้ เป็นสำนวนที่มิอาจเอ่ย แต่ย่อมมีคนได้ยิน ทว่าในวันนั้นไฉน ผู้คนจึงเข้าไปฟังคำพิพากษาจนล้นห้องพิจารณา


“ล้นห้องพิจารณา” ใช่! ฟังไม่ผิด


(เกือบ) 32 ปี, ครึ่งชีวิตของมนุษย์ ต้องถูกจองจำเพียงเพราะเขาพูดความจริง เป็นความปวดร้าวโดยส่วนตัว เป็นความชมชื่นโดยส่วนรวม


ในห้องพิจารณา นอกจากภรรยาของผม เจ้าขาล บรรดาพี่น้องมิตรสหายที่มากันจนล้นห้องพิจารณา มีชายชรา 1 คน ทำลับๆล่อๆอยู่มุมห้อง ชายที่ผู้คนมิรู้จัก ไม่มีใครอยากรู้จัก เขาจะมายืนเงียบ ๆ ดูเพียงเงียบ ๆ ด้วยหัวใจห่วงหาอาทร ไม่พูดจา ไม่ส่งเสียง และ ไม่หลั่งน้ำตา ตั้งแต่สมัยที่ผมออกมาสู้กับคณะรัฐประหารปี 2557 และโดนจับขึ้นศาลทหาร เขาจะมายืนดู ยืนมอง ด้วยหัวใจห่วงหาอาทรเสมอ ขอบคุณพ่อของผม


หากเรามองว่าการต้องถูกจองจำ ต้องติดคุกเป็นผลของการต่อสู้ ความปวดร้าวขมขื่นย่อมต้องบั่นทอนจิตใจ เชื้อชวนให้จำนน แต่หากมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เล่า…


ขอบคุณทุกกำลังใจ

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 6 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

ราชทัณฑ์ แจงอาการป่วย 'เอกชัย หงส์กังวาน' ยันดูแลตามสิทธิ หากเกินการรักษารพ.ราชทัณฑ์ พร้อมส่งต่อรพ.ราชวิถี

 


ราชทัณฑ์ แจงอาการป่วย 'เอกชัย หงส์กังวาน' ยันดูแลตามสิทธิ หากเกินการรักษารพ.ราชทัณฑ์ พร้อมส่งต่อรพ.ราชวิถี


เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 กรมราชทัณฑ์ ออกหนังสือชี้แจง กรณีผู้ต้องขังถูกควบคุมตัวในเรือนจำกลางคลองเปรมขอออกไปรับการรักษาตัวยังเรือนจำภายนอก โดยระบุว่า


ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า นายเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีประเภทอุทธรณ์-ฎีกา ในความผิดฐานร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี มีอาการป่วยหนักในเรือนจำ


กรมราชทัณฑ์ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า นายเอกชัยฯ เคยถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กำหนดโทษ 7 เดือน 3 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 พ้นโทษจำคุกวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงที่ถูกคุมขังดังกล่าว มีประวัติป่วยด้วยโรคฝีในตับ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 จึงได้เข้ารับการรักษา ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์เฉพาะทางเดินอาหารและตับ จนกระทั่งแพทย์เห็นว่า ขนาดฝีลดลงจนเหลือแต่ร่องรอยแผลในตับ ผลเป็นที่น่าพอใจแพทย์ให้หยุด ยาปฏิชีวนะได้


ต่อมาเดือนธันวาคม 2566 แพทย์นัดและติดตามอาการระหว่างนั้น มีการนัดตรวจต่อเนื่อง ที่โรงพยาบาลราชวิถีในช่วงเดือนมีนาคม 2567 ต่อมาในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษจำคุก จนกระทั่ง วันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายเอกชัยฯ กลับเข้าคุมขังอีกครั้งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และย้ายไปคุมขังเรือนจำกลางคลองเปรม โดยช่วงที่รับตัวแรกรับเข้าคุมขังเรือนจำมีการตรวจร่างกายพบว่า สัญญาณชีพ และอาการทั่วไปปกติ ได้มีการซักถามประวัติการเจ็บป่วยในอดีตพบว่า นายเอกชัยฯ เคยป่วยเป็นโรคฝีในตับเคยมี นัดติดตามอาการของโรงพยาบาลราชวิถีในวันที่ 27 ธันวาคม 2566 และมีการนัดต่อเนื่องอีกครั้งวันที่ 27 มีนาคม 2567


ทั้งนี้ สถานพยาบาลเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่พบประวัติการรักษาต่อเนื่องของนายเอกชัยฯ ระหว่างที่อยู่ภายนอกเรือนจำ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้ต้องขังที่มีอาการเจ็บป่วยที่อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเข้าถึงการรักษาพยาบาล จึงได้ประสานให้แพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เข้าตรวจรักษา หากเกินกว่าการรักษาจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลราชวิถีตามที่เคยมีประวัติการรักษาข้างต้น


ปัจจุบันอาการของนายเอกชัยฯ มีภาวะปวดท้อง ยังช่วยเหลือตนเองได้ และทำกิจกรรมได้ตามปกติ ทั้งนี้ สถานพยาบาลเรือนจำกลางคลองเปรม ได้จัดยาตามที่แพทย์สั่งจนถึงวันที่นัดพบแพทย์เรียบร้อยแล้ว


อนึ่ง กรมราชทัณฑ์ ได้สั่งการให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ถือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่กระบวนการรับตัว กระบวนการปฏิบัติตัวในเรือนจำ จนกระทั่งกระบวนการปล่อยตัว โดยเฉพาะการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (SOPs) เพื่อให้สามารถควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาด ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีอย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ราชทัณฑ์ #เอกชัยหงส์กังวาน #มาตรา110