ผลประชามติชี้ เสียงกว่า 19 ล้าน “เห็นชอบ”รัฐธรรมนูญใหม่ ภาคประชาชนเสนอปรับกติกาการลงประชามติ – เรียกร้อง กกต. เผยคะแนนเลือกตั้ง 100% รายหน่วย ทุกเขต โดยเร็ว
9 ก.พ. 2569 เวลา 17.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (CON FOR ALL) ร่วมกับเครือข่ายสังเกตการณ์การเลือกตั้ง Vote62 จัดแถลงข่าวหลังทราบผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี 2569 โดยมีผู้แถลง ได้แก่ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล, สหรัฐ จันทสุวรรณ์, เกวลิน ถนอมทอง, “เดฟ” ชยพล ดโนทัย และณัฐชนน ไพโรจน์
การแถลงข่าวในวันนี้มี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ผลการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การติดตามการนับคะแนนเลือกตั้ง ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกติกาในอนาคต และทิศทางการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน
ยิ่งชีพ กล่าวถึงผลการออกเสียงประชามติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งประกาศผลแล้วร้อยละ 94 ในคำถาม “เห็นชอบหรือไม่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยระบุว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนลงคะแนน “เห็นชอบ” ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยคะแนนมากกว่า 19 ล้านเสียง และคาดว่าเมื่อประกาศผลครบ 100% คะแนนเห็นชอบอาจสูงถึง 20 ล้านเสียง
ยิ่งชีพระบุว่า ผลดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนจากทุกพื้นที่มีฉันทามติร่วมกัน และไม่ได้จำกัดอยู่กับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยสามารถสรุปได้ว่าประชามติครั้งนี้เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง
ขณะเดียวกัน ยิ่งชีพกล่าวว่า ยังมีประชาชนประมาณ 10 ล้านเสียงที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ แต่ก็ยินดีที่มาร่วมออกเสียงในครั้งนี้ เพื่อให้ทราบว่ามีประชาชนที่คิดเห็นกันอย่างไรบ้าง คิดเห็นต่างก็ไม่เป็นไร เมื่อมาร่วมออกเสียงประชามติกืถือว่าผ่านกระบวนการการตัดสินใจที่ทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียง อย่างเท่าเทียมกัน
เมื่อผลประชามติออกมาว่าเสียงเห็นชอบมีมากกว่า ขั้นตอนต่อไปคือการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยต้องคำนึงถึงประชาชนที่ยังไม่เห็นด้วย และเปิดพื้นที่ให้มีการรับฟังความคิดเห็นและการตัดสินใจร่วมกันอีกในอนาคต
ยิ่งชีพกล่าวด้วยว่า เรายังเชื่อว่ายังมีเสียงเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากกว่านี้ แต่ยังพบปัญหาหลายอย่าง เช่น การลงทะเบียนออกเสียงล่วงหน้านอกเขตที่แยกระหว่างการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ส่งผลให้มีประชาชนอย่างน้อย 8 แสนคนไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต, การให้ข้อมูลแก่ประชาชนที่มีระยะเวลาจำกัด, ประชาชนไม่ได้รับบัตรออกเสียงประชามติครบถ้วน และมีรายงานบางพื้นที่มีมีเจ้าหน้าที่ชี้นำให้ประชาชนออกเสียงไม่เห็นชอบ
“พวกเราขอแสดงความชื่นชมเป็นอย่างสูงต่อพี่น้องประชาชนคนธรรมดาที่มีจำนวนเป็นหลักพันคน ในช่วงเวลาเดือนเศษ ๆ ที่ได้ติดตามข่าวสาร และลุกขึ้นมาทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อหวังเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้มีการจัดขบวนธงเขียวทั้งเดินและวิ่งเพื่อรณรงค์เห็นชอบ 118 ขบวน, มีการจัดกิจกรรม วงพูดคุย ลงพื้นที่แจกใบปลิว 711 ครั้ง เท่าที่บันทึกได้ มีการตั้งจุดรณรงค์ตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ บ้าน อย่างน้อย 742 จุด” ยิ่งชีพกล่าว
ผลรวมคะแนน 20 ล้าน เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของคนธรรมดา ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประชาชนได้ร่วมแรง ออกแรงเป็นปรากฏการณ์ในครั้งนี้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในระดับโครงสร้าง ขอให้พวกเราทุกคนที่ร่วมทางกันมาอย่างหนักในเดือนกว่า ๆ นี้ภาคภูมิใจและชื่นชมในตัวเอง ครั้งนี้สิ่งที่ทุกท่านทำไปได้ผลลัพธ์อย่างคุ้มค่า กับการเปิดประตูไปสู่อนาคตที่จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนไปด้วยกัน” ยิ่งชีพกล่าว
ด้านชยพล กล่าวถึงเมื่อวานนี้ (8 ก.พ.) vote62 มีอาสาสมัครรายงานข้อมูลเข้ามา 16,993 หน่วยเลือกตั้ง และพบความผิดปกติราว 4,993 กรณี โดยความผิดปกติส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย การนับคะแนนผิดพลาด จำนวนบัตรลงคะแนนมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ หรือกรณีที่ไม่อนุญาตให้สังเกตการณ์และบันทึกภาพ
จึงขอชื่นชมอาสาสมัครที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของทุกคะแนนเสียง แม้บางพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยหรือบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย พร้อมยกตัวอย่างกรณีการปกป้องคะแนนเสียงที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวเสริมว่า การตรวจสอบคะแนนยังมีข้อจำกัด เนื่องจากจำนวนอาสาสมัครไม่เพียงพอ ทำให้ข้อมูลคะแนนรายหน่วยมีจำนวนน้อย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการจับตาการเลือกตั้งโดยภาคประชาชนยังมีความสำคัญและจำเป็น พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ณัฐชนนระบุด้วยว่า ในการเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 34–36 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน และเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบการเลือกตั้ง 5 ครั้งหลังสุด
ด้านสหรัฐ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รณรงค์ทั่วประเทศ พบว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติครั้งนี้อย่างเพียงพอ หรือมีข้อมูลแต่ขาดเวลาในการถกเถียงและทำความเข้าใจ ขณะที่เกวลินเสนอให้ปรับปรุง “กติกา” การออกเสียงประชามติ โดยระบุว่ากติกาปัจจุบันไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิของประชาชน โดยเรียกร้องให้ว่าที่ สส. ที่กำลังจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนราษฎรทุกคนในประเทศนี้พิจารณาแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ ไม่ว่าจะเป็น การแก้ไขกฎหมายให้ออกเสียงประชามติสามารถออกเสียงนอกเขตได้ก่อนออกเสียงจริงได้, เปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในระบบเดียวกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และขยายวันลงทะเบียนได้, การเปิดช่องให้ประชาชนรับบัตรออกเสียงประชามติพร้อมกับบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง และเปิดเผยผลการรวมคะแนนออกเสียงประชามติรายหน่วยบนเว็บไซต์ กกต. ประจำจังหวัด เป็นต้น
ภัสราวลี กล่าวปิดท้ายว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังต้องผ่านการออกเสียงประชามติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง กระบวนการดังกล่าวควรเริ่มต้นด้วยการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 100% อย่างเสรีและเป็นธรรม เปิดกว้างให้คนธรรมดามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจรับหรือไม่รับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยตนเอง
เครือข่าย CON FOR ALL เห็นว่า หากไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นอุปสรรคต่อการคืนอำนาจให้เจ้าของประเทศอย่างแท้จริง และอาจทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชน หากรัฐสภายังปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็อาจพิจารณาลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ในประชามติครั้งต่อไป
ผลประชามติครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนยังมีความหวัง และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านพลังของคนธรรมดา แม้จะมีความเห็นและอุดมการณ์แตกต่างกัน แต่การมีส่วนร่วมอย่างเสมอหน้าคือกลไกสำคัญที่จะทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริง ถึงเวลาให้ประชาชนกำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ประชามติ2569














































