วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

5 สมาคมฯรถรับจ้างขนส่งสาธารณะ ยื่นหนังสือนายกฯ เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม-คุมแอปพลิเคชั่นเรียกรถให้เป็นธรรม แก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง


5 สมาคมฯรถรับจ้างขนส่งสาธารณะ ยื่นหนังสือนายกฯ เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม-คุมแอปพลิเคชั่นเรียกรถให้เป็นธรรม แก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง


วันนี้ (28 เมษายน 2569) เวลา 08.00 น. ตัวแทนสมาคมรถรับจ้างขนส่งสาธารณะ 5 สมาคมฯ ประกอบด้วย สมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่, สมาคมลูกเหล็กทีมรถรับจ้างสาธารณะ, สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าEVรับจ้าง และ สมาคมไรเดอร์ไทย ทยอยรวมตัวบริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนินกลางด้านหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล จากนั้น 8.30 น.เดินเท้าไปยัง ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล สำนักงาน ก.พ.ร. (คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ)


เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรี ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบริการรถรับจ้างขนส่งสาธารณะ เนื่องจาก กลุ่มฯ ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาร่วมกัน


โดย 9.10 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้รับหนังสือ และร่วมประชุมที่ห้องประชุมชั้น 3 เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน


โดยนายสิริพงศ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้รับฟังปัญหาผู้ประกอบอาชีพ ทั้งเรื่องแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ และการลงทะเบียน พร้อมยืนยันจะเร่งผลักดันการแก้ไขโดยเร็ว และเปิดรับข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป


ภายหลังรับฟังข้อเสนอ ทางกระทรวงฯ เตรียมปรับกฎหมายขนส่งสาธารณะให้ทันสมัยและเป็นธรรมกับทั้งแท็กซี่และรถผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมย้ำบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด โดยผู้ขับรถ รย.18 ทุกคน ต้องมีใบขับขี่สาธารณะและตรวจประวัติอาชญากรรมภายใน 4 เดือน หากฝ่าฝืนจะถูกจับปรับทันที นอกจากนี้ เตรียมมาตรการลดต้นทุนผู้ขับขี่ เช่น โครงการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถ EV พร้อมยืนยันว่าการปรับระบบครั้งนี้จะคำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ


ทั้งนี้ กลุ่มสมาคมฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้องสำคัญต่อรัฐบาล 6 ประเด็น ได้แก่


1. ขอให้นายกรัฐมนตรีบังคับใช้กฎหมาย ประกาศโดยคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการรถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565, พ.ศ.2568 อย่างเคร่งคัดกับ แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น ที่ให้บริการในประเทศไทย


2. ขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการ รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) แห่งพระราช กฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565, พ.ศ.2568 กับ แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น ที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศฉบับดังกล่าว โดยให้กำหนดโทษสถานหนักเท่านั้น


3. ขอให้นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายดำเนินการสร้างแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นให้บริการสาธารณะ โดย เป็นแอปให้บริการรถรับจ้างที่มีให้บริการ เช่น รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ (รย.6) รถจักรยานยนต์สาธารณะ (วินมอเตอร์ไซค์) รวมทั้งรถยนต์ที่จดทะเบียน (รย.18) และรถจักรยานยนต์ (รย.17) เพื่อให้เกิดความเป็น ธรรม


4. ขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการแก้กฎหมายกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุก คนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน พ.ศ.2560 เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) และ ผู้ประกอบการแท็กซี่มีโอกาสในการลงทุนในการนำรถยนต์ (รย.1) มาจดทะเบียนเป็นรถยนต์รับจ้าง สาธารณะ (แท็กซี่) (รย.6)


5. ขอให้นายกรัฐมนตรี แก้ไขกฎกระทรวงคมนาคม ในข้อ 11 รถยนต์รับจ้างให้มีอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 9 ปี นับแต่วันที่รถยนต์นั้นจดทะเบียนครั้งแรก ขอให้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมให้รถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) ให้มีอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 12 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก หรือหากในกรณีที่เป็นรถยนต์ สาธารณะ (แท็กซี่ไฟฟ้า) ให้มีอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 15 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก


6. ขอให้นายกรัฐมนตรีแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (ฉบับปี พ.ศ.2560 และฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563/2564) ประกาศระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการรับจด ทะเบียนรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน พ.ศ.2560 ในข้อ 12 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศ กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้าง และค่าบริการอื่น ดังต่อไปนี้ รถยนต์รับจ้างที่ จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดที่มีรถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่)


จากนั้น ตัวแทนกลุ่มฯ ได้แถลงสาระหลังการประชุม โดยระบุว่า รัฐมนตรีใช้เวลาน้อยมาก เพียงแค่ 15 นาทีในการรับฟัง ซึ่งไม่น่าไม่เป็นประโยชน์กับพวกเรา โดยตนเองไม่พอใจในเรื่องการประชุม เพราะแค่รับเรื่อง แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในสิ่งที่เราต้องการ ซึ่งสิ่งที่รัฐมนตรีมาตอบคือการนำไปเพื่อพิจารณา ตนเองถามว่าเมื่อไหร่ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม และประชาชน ซึ่งเราคงต้องรับชะตากรรมกันเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สมาคมแท็กซี่ #สหภาพไรเดอร์








“ศุภจี” แจงปมทุเรียนลูกละ 100 บาท ยันไม่ร่วมไลฟ์กับ “พิมรี่พาย” ชี้เป็นเทคนิคโปรโมชันของอินฟลูเอนเซอร์

 


ศุภจี” แจงปมทุเรียนลูกละ 100 บาท ยันไม่ร่วมไลฟ์กับ “พิมรี่พาย” ชี้เป็นเทคนิคโปรโมชันของอินฟลูเอนเซอร์


วันที่ 28 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีทุเรียนขายลูกละ 100 บาท ว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตั้งราคาดังกล่าว และตนไม่ได้ร่วมไลฟ์สดขายทุเรียนกับ “พิมรี่พาย” โดยระบุว่าเป็นเทคนิคการทำโปรโมชั่นของอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งอาจมีเงื่อนไขหรือจำนวนจำกัด ต้องรอติดตามรายละเอียด


นางศุภจี ย้ำว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นกว่า 33% มากกว่า 2 ล้านตัน จึงต้องเร่งทำตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ โดยเฉพาะการใช้ช่องทาง Live Commerce และการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อกระจายผลผลิตจากสวนสู่ผู้บริโภคโดยตรง


ส่วนความกังวลเรื่อง “ไม่ตรงปก” นั้น เชื่อว่าไม่น่าเกิดขึ้น เพราะกระแสสังคมจับตาสูงมาก และมีหลายหน่วยงานติดตาม พิมรี่พายคงไม่กล้าทำอะไรที่กระทบความน่าเชื่อถือ


สำหรับราคาทุเรียนหน้าสวน จ.จันทบุรี ขณะนี้ ทุเรียนเกรด A และ B อยู่ที่กิโลกรัมละ 140–150 บาท ส่วนทุเรียนลูกละ 100 บาท อาจเป็นอีกเกรดหรือลูกขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ขาย ไม่เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่ดูแลคุณภาพและภาพรวมราคา


นางศุภจี ระบุเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือเกษตรกรต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การขายผลสด แต่รวมถึงการแปรรูปผลผลิต เพื่อรองรับผลผลิตล้นตลาดและรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว พร้อมย้ำว่ากระทรวงพาณิชย์ยังดูแลผลไม้ชนิดอื่น เช่น มังคุด เงาะ และมะพร้าว อย่างต่อเนื่องเช่นกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศุภจี #ทุเรียน

“ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร ชงรีดงบฯ โครงการในสังกัด

 


ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร ชงรีดงบฯ โครงการในสังกัด


วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ


ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม


สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน


ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย


ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

จม.จากเรือนจำ อานนท์ เขียน “ที่ฆ่าคนไม่ใช่อาวุธ ที่ฆ่าคนคือคน” “ที่ปิดปากคนไม่ใช่กฎหมาย ที่ปิดปากคนคือคน”

 


จม.จากเรือนจำ อานนท์ เขียน “ที่ฆ่าคนไม่ใช่อาวุธ ที่ฆ่าคนคือคน” “ที่ปิดปากคนไม่ใช่กฎหมาย ที่ปิดปากคนคือคน”


วันนี้ (27 เมษายน 2569) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 23 เม.ย. 69


“ที่ฆ่าคนไม่ใช่อาวุธ ที่ฆ่าคนคือคน” โกวเล้งเขียนเอาไว้ในนวนิยายชุดฤทธิ์มีดสั้น ซึ่งถ้าเราแทนที่ “อาวุธ” ด้วย “กฎหมาย” คำกล่าวนั้นก็ไม่น่าจะผิดแผกอะไร


“ที่ปิดปากคนไม่ใช่กฎหมาย ที่ปิดปากคนคือคน”


“คน” นี่แหละที่กดหัวกันเอง เมื่อกดหัวคนอื่นให้ต่ำลงได้เค้าจะดูสูงขึ้นทันทีและยิ่งคนที่กดหัวคนอื่นขึ้นขี่หัวคน เขาก็ยิ่งจะสูง สูงตระหง่านบนหัวคน! ลุงคำสิงห์ (ลาว คำหอม) ก็เคยเขียนไว้ในหนังสือฟ้าบ่กั้นว่า ” ไม่มีหรอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีแต่คนนี่แหละที่สร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมากดหัวกันเอง“


ยุคสมัยเปลี่ยน หากแต่บางคน บางพวกไม่ยอมเปลี่ยน เราจึงได้เห็นคนด้วยกันฆ่ากัน กดหัวกัน ปิดปากกัน มีคนสูงต่ำลดหลั่นกัน ก่อให้เกิดสถานะของคนต่างๆนานา ออกลูกสืบหลาน บอกเล่าเรื่องราวว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเท่าเทียมกัน มันก็แน่ล่ะ คนที่ถูกกดขี่มันจะเอาเรี่ยวแรงอันใดไปบอกเล่า คนที่โดนปิดปากมันจะเอ่ยอ้างได้อย่างไร?


ทว่าคนเรานั้นย่อมมีข้อจำกัด เมื่อมันถูกกดขี่จนจนตรอก มันจะใช้กำลังเฮือกสุดท้ายที่ลุกขึ้นสู้! ลุกขึ้นสู้! และเมื่อมันลุกขึ้นสู้ คนที่ขี่หัวมันอยู่จะล้มคะมำลง!


ข้าพเจ้าจึงศรัทธาและเชื่อมั่นเช่นนั้น

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 7 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุด โทษรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

‘เดชรัต’ แนะ ‘ศุภจี’ ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน อย่าส่งสัญญาณสับสน ขายลูกละ 100 บาท ไม่แก้ปัญหา แถมซ้ำเติมเกษตรกร

 


‘เดชรัต’ แนะ ‘ศุภจี’ ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน อย่าส่งสัญญาณสับสน ขายลูกละ 100 บาท ไม่แก้ปัญหา แถมซ้ำเติมเกษตรกร


วันที่ 27 เมษายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาพรรคประชาชนให้ความเห็นหลังศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเตรียมไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท 


การไลฟ์ขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ที่กระทรวงพาณิชย์มุ่งหวังว่าจะเป็นการเปิดตลาดทุเรียน กลับกลายเป็นการสร้างความสับสนและความกังวลใจให้กับเกษตรกรชาวสวนทุเรียน เพราะราคาที่ประกาศขายต่ำกว่าราคาทั่วไปในตลาดอย่างมาก และอาจทำให้ราคาหน้าสวนถูกกดลงมาด้วย


เดชรัต สะท้อนว่า ขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูกาลทุเรียน ที่ชาวสวนกำลังลุ้นราคาต้นฤดูให้สูง เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นมาก่อนหน้านี้ สัญญาณที่เราควรส่งให้ตลาด จึงควรเป็นสัญญาณที่จะช่วยให้ราคาขยับสูงขึ้น เช่น ทุเรียนคุณภาพดี การที่กระทรวงพาณิชย์มาส่งสัญญาณขายทุเรียนในราคาถูก กว่าตลาด แม้ภายหลังจะอ้างว่า ทุเรียนเกรดรอง แต่ก็มีผลทำให้การยกระดับราคาหน้าสวนทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงต่อมา ที่ผลผลิตกำลังจะเพิ่มขึ้น


“ความปรารถนาดี แต่ส่งสัญญาณที่ผิดพลาด หรือส่งสัญญาณไม่สอดคล้องกับช่วงเวลา ก็อาจเป็นผลเสียหายต่อราคาในตลาดได้ อย่างกรณีทุเรียน” เดชรัตกล่าว 


ดังนั้น การยึดติดกับมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การไลฟ์ขายผลผลิต โดยไม่เข้าใจสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา จะไม่ช่วยให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำของสินค้าหลายชนิดที่เผชิญอยู่ในปีนี้ได้ เพราะแต่ละสินค้ามีปัญหาที่แตกต่างกัน


ตัวอย่างเช่น สินค้าบางชนิดที่ราคาเริ่มต่ำลง และบางพื้นที่ไม่มีคนเข้ามารับซื้อ เช่น มะม่วง (ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน) ในกรณีดังกล่าว การเข้ามาช่วยไลฟ์ขาย และหาช่องทางการขนส่งสู่ตลาด ก็จะช่วยพยุงการตกลงของราคามะม่วงได้ แต่ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ทำไม่เพียงพอ ราคามะม่วงจึงร่วงเหลือ 2-3 บาท/กก.


แต่หากเป็นกรณีของมะพร้าวน้ำหอม การพยายามเพิ่มการบริโภคสดอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องเพิ่มการแปรรูปเพื่อรองรับผลผลิตส่วนเกิน และการจัดระบบการค้าขายที่เป็นธรรมร่วมด้วย


ส่วนกลุ่มพืชผักเช่น กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ที่ราคาหน้าสวนจะร่วงหากมีการนำเข้ามามาก ในกรณีเช่นนั้น กระทรวงพาณิชย์ก็ควรควบคุมหรือกำกับปริมาณการนำเข้า เพื่อให้สินค้าของเกษตรกรสามารถระบายออกสู่ตลาดได้ในช่วงเวลาดังกล่าว 


เพราะฉะนั้น กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีปฏิทินสินค้าเกษตรอยู่ในมืออยู่แล้ว จึงต้องเตรียมการและประสานงานล่วงหน้า เพื่อกำหนดมาตรการให้สอดคล้องแต่ละสินค้า แต่ละช่วงเวลา และแต่ละกลุ่มเป้าหมาย


และที่สำคัญ กระทรวงพาณิชย์ควรรับฟังและหารือกับพี่น้องเกษตรกรแต่ละกลุ่มให้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้มาตรการหรือการส่งสัญญาณที่ออกมาสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและสถานการณ์อย่างแท้จริง ไม่กลายเป็นความกังวลใจของพี่น้องเกษตรกรอย่างเช่นในคราวนี้


ทั้งนี้ ในวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 สส. พรรคประชาชน จะร่วมอภิปรายญัตติการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตร และการช่วยเหลือเกษตรกรจากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง สส. พรรคประชาชนจะเสนอมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขและป้องกันราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ในรายสินค้าและในภาพรวมด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ศุภจี #กระทรวงพาณิชย์ #ทุเรียน

“โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ถังที่ควรปิดตายน่าสงสัยถูกแกะซีลออก ชี้ระบบรัฐมีช่องโหว่ใหญ่ ทำผู้กักตุนน้ำมันเล็ดลอดการตรวจสอบ

 


“โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ถังที่ควรปิดตายน่าสงสัยถูกแกะซีลออก ชี้ระบบรัฐมีช่องโหว่ใหญ่ ทำผู้กักตุนน้ำมันเล็ดลอดการตรวจสอบ


วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่คลังน้ำมัน จ.เพชรบุรี รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมตรวจสอบหนึ่งในคลังและโรงกลั่นน้ำมัน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “เสี่ยตือ” ที่คาดว่าจะเป็นตัวการใหญ่ที่มีส่วนพัวพันกรณีการกักตุนน้ำมัน ตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากกรณีที่รังสิมันต์ได้ตั้งกระทู้สดด้วยวาจาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้รับคำเชิญให้ร่วมกระบวนการตรวจอบคลังน้ำมันร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในวันนี้


โดยในส่วนของศุภโชติ ระบุว่าพื้นที่ที่คณะร่วมกันตรวจสอบในวันนี้ เป็นทั้งโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่อยู่ในพื้นที่ติดกัน ถือโดยสองนิติบุคคล แต่ทั้งสองส่วนเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันมาก่อน คือเสี่ยตือ ที่แบ่งคลังน้ำมันออกมาขายให้กับบริษัทบางจากในมูลค่า 9,000 ล้านบาท ขณะที่เสี่ยตือก็ยังคงถือครองในฝั่งโรงกลั่นอยู่ ขายเพียงในส่วนของคลังน้ำมันออกไป 20 ถัง เป็นถังขนาดใหญ่สุดอยู่ที่ราว 64 ล้านลิตร โดยเสี่ยตือยังคงเป็นเจ้าของอยู่ 17 ถัง


สิ่งที่น่าแปลกใจคือโครงการนี้สร้างเสร็จมาตั้งแต่ปี 2562 แต่หยุดการทำงานไปเมื่อปี 2564 โดยมีน้ำมันค้างอยู่ในโรงกลั่น 5 ล้านลิตร ซึ่งผู้ชี้แจงระบุว่าไม่ได้มีการนำน้ำมันออกมาเลย ค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2564-2569 ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมถึงไม่มีความพยายามนำน้ำมันนี้ออกมาขายต่อ เพราะหลังจากปี 2564 เป็นต้นมาโลกประสบภาวะวิกฤติราคาน้ำมันถึง 2 ครั้ง คือจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางปัจจุบัน จะบอกว่าการนำน้ำมันออกมาขายไม่คุ้มต้นทุนก็ไม่ใช่ เพราะราคาค้าปลีกในช่วงเวลานั้นสูงขึ้นมาก ควรที่จะนำออกมาขายได้


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าประเด็นต่อมาที่มีการตั้งข้อสังเกต คือกรณีของถังที่มีการอ้างว่าไม่ได้ใช้และถูกปิดตายนั้นถูกปิดจริงหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบเรื่องนี้คือกรมศุลกากร เนื่องจากคลังน้ำมันนี้ถูกจดทะเบียนในรูปแบบเขตปลอดภาษี จึงไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงานที่เป็นผู้ดูแลโดยตรง 


ซึ่งทางฝั่งผู้ชี้แจงจากกรมศุลกากรก็อ้างว่ามีการเข้าตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ มีการปิดผนึกไว้ด้วยซีลเป็นอย่างดี ถ้ามีการใช้งานเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตัวเอง แต่จากการตรวจสอบในพื้นที่จริงวันนี้ กลับพบว่าถังน้ำมันเหล่านั้นกลับถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะในวันนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นซีลของกรมจริงหรือไม่


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าจากการตรวจสอบในวันนี้ทำให้เห็นช่องโหว่ของระบบตรวจสอบของภาครัฐ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำมันหายไปในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย เช่น ถ้าเป็นคลังน้ำมันในเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่ดูแลคือกรมศุลกากร แต่ถ้าเป็นคลังน้ำมันในประเทศคนที่ดูแลคือกรมสรรพสามิต 


หรือแม้แต่ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานต่างๆ ล้วนแต่เป็นข้อมูลทางเดียวทั้งสิ้น การตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐเป็นเพียงแค่การสุ่มตรวจเท่านั้น ทำให้อาจเกิดช่องโหว่ของการกระทำความผิดได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อในอนาคตคือเร่งหาตัวคนที่ทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของประชาชนจากวิกฤตที่เกิดขึ้นมาลงโทษให้ได้ และออกแบบหรือลงทุนในระบบการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลทั้งจากคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #คลังน้ำมัน #เสี่ยตือ















“เซีย” พร้อม สส.สมุทรปราการ ปชน. ปลุกพี่น้องแรงงานนิคมบางปู ร่วมยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม ทวงคืนกลับมาเป็นของผู้ประกันตน ชวนเดินขบวนวันแรงงานจากแยกบางโพถึงอาคารรัฐสภา 1 พ.ค. นี้

 


“เซีย” พร้อม สส.สมุทรปราการ ปชน. ปลุกพี่น้องแรงงานนิคมบางปู ร่วมยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม ทวงคืนกลับมาเป็นของผู้ประกันตน ชวนเดินขบวนวันแรงงานจากแยกบางโพถึงอาคารรัฐสภา 1 พ.ค. นี้ 


วันที่ 27 เมษายน 2569 เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เดินทางไปที่ตลาดนัดบางปูเซ็นเตอร์และตลาดนัดนิคมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรณรงค์การยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน โดยเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านการแปะสติกเกอร์ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ซึ่งได้รับความสนใจประชาชน โดยเฉพาะแรงงานในนิคมบางปู แปะสติ๊กเกอร์เห็นด้วยอย่างคึกคัก


เซียกล่าวว่า ตนเชื่อว่าผู้ประกันตนและประชาชนทุกคนอยากทราบว่า เงินที่ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน เมื่อจ่ายไปแล้วถูกนำไปทำอะไรบ้าง ดังนั้น กองทุนต้องมีความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ ประกันสังคมควรแยกออกจากระบบราชการ เปิดทางให้มีคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารกองทุน เพื่อให้ผลตอบแทนเกิดกับผู้ประกันตนมากที่สุด ทำให้กองทุนมีความยั่งยืนและยึดโยงกับผู้ประกันตน หากกองทุนประกันสังคมมีเงินมากขึ้นและมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนได้มากขึ้นด้วย 


เซียกล่าวต่อว่า หากพี่น้องประชาชนเห็นด้วยกับการปฏิรูปประกันสังคม และเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคประชาชน ขอเชิญชวนให้ไปร่วมกันยื่นกฎหมายกับพรรคประชาชน เพื่อทวงคืนประกันสังคมกลับมาเป็นของพวกเราทุกคน โดยเดินขบวนจากสี่แยกบางโพถึงอาคารรัฐสภา ในวันแรงงาน 1 พฤษภาคมนี้ เวลา 14:30 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทวงคืนประกันสังคม #ปฏิรูปประกันสังคม