ปชน. ซัดรัฐบาลปัดตกกฎหมาย สิ่งแวดล้อม - แรงงาน - ปฏิรูปกองทัพ “ณัฐพงษ์” ตั้งคำถาม ครม. ใช้เกณฑ์ใดคัดกฎหมายกลับเข้าสภา ชี้ตีตกร่างแตะโครงสร้างอำนาจ-ทุนใหญ่ทั้งหมด
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีการพิจารณาวาระการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ หรือกรณีกฎหมายที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จมาจากสภาสมัยที่แล้ว ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายถึงร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนได้เป็นผู้เสนอ แต่คณะรัฐมนตรีกลับเลือกที่จะไม่ส่งกลับมาให้พิจารณาในสภาสมัยนี้
ในส่วนของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าสิ่งที่ตนอยากตั้งคำถามต่อคณะรัฐมนตรี คือรัฐบาลใช้หลักการใดในการพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดจะถูกส่งหรือหรือไม่ถูกส่งกลับมาบ้าง โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ถูกปัดตกไป ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายปฏิรูปกองทัพ และร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
เริ่มตั้งแต่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้แสดงออกถึงความไม่แน่นอนหลายครั้งเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ แต่ก็น่ายินดีที่ที่สุดท้ายคณะรัฐมนตรีมีมติยอมส่งร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ กลับมาพิจารณา แต่สิ่งที่พวกตนอยากได้คำชี้แจงที่ชัดเจนคือกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย PRTR หรือร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ที่มีสาระสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษและการครอบครองสารเคมีอันตรายให้มีความโปร่งใส วันนี้รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าขอเข้า OECD แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการเข้าร่วมกลุ่มต่างๆ มีมาตรฐานที่ค่อนข้างชัดเจน ว่าประเทศสมาชิกจะต้องมีกฎหมายที่ควบคุมการปล่อยมลพิษให้มีความโปร่งใส จึงต้องสอบถามว่าคณะรัฐมนตรีมีหลักการอย่างไร บอกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เหตุใดถึงปัดตกร่างกฎหมาย PRTR และ พ.ร.บ.โรงงาน
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าในส่วนของกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดินเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนหลายคนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีปัญหารัฐไปประกาศป่าทับที่ดินประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายของรัฐบาล คสช. ในการทวงคืนผืนป่า ประชาชนจำนวนมากอาศัยในที่ดินเหล่านั้นมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่รัฐไปประกาศป่าทับที่ดิน ทุกวันนี้หลายคนยังถูกดำเนินคดี หลายคนต้องติดคุกตาราง ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดเลยจากการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมของภาครัฐ
ส่วนต่อไปคือเรื่องการคุ้มครองแรงงาน แม้ประเทศกำลังอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาพลังงานและสงครามการค้า ตัวแทนของรัฐบาลออกมาให้ความคิดเห็นว่าวันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่การให้เหตุผลเช่นนี้เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับการคุ้มครองแรงงาน ผู้ใช้แรงงานเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เป็นทั้งผู้บริโภคและเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ โจทย์จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจกับการคุ้มครองแรงงาน แต่คือจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนได้อย่างไร
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าสำหรับ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร วันนี้ปัญหาการทุจริตเกิดเป็นวงกว้างในทุกระดับทุกองค์กรในประเทศไทย หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้คือการแก้ไขให้มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐาน สาระสำคัญของร่างกฏหมายฉบับนี้ คือหากมีทหารทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ จะปล่อยให้เป็นกลไกแบบที่มีอยู่ คือทหารโกงเอง ตรวจสอบกันเอง ตัดสินกันเองในศาลทหาร หรือควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติในศาลอาญา แบบประชาชนหรือข้าราชการโดยทั่วไป
สุดท้ายคือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จากการให้เหตุผลโดยตัวแทนของรัฐบาล ที่ระบุว่ารัฐบาลเห็นว่าถ้าส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ค้างอยู่ในสภาชุดที่แล้วกลับมา อย่างไรก็คงไม่ผ่านรัฐสภาชุดนี้ เพราะสมาชิกรัฐสภาบางส่วนอาจไม่เห็นด้วย ก็ต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าตกลงแล้วอำนาจในการพิจารณากฎหมายอยู่ที่รัฐบาลหรืออยู่ที่สภากันแน่ รัฐบาลสามารถคิดแทนสมาชิกรัฐสภาได้จริงหรือ หรือควรให้รัฐสภาถกเถียงและลงมติร่วมกันว่ากฎหมายฉบับใดควรได้ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ ถ้าจะใช้วิธีการเดียวกับการปัดตกร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ตนขอตั้งคำถามกลับไปถึงร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีส่งกลับมา ว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทั้ง 34 ฉบับจะได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภาในวันนี้ หรือทั้ง 34 ฉบับมีการพูดคุยหลังบ้านมาก่อนแล้วว่าอย่างไรก็ผ่านแน่นอน
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าตนไม่ได้อยากฟังคำตอบจากตัวแทนกฤษฎีกาที่เป็นความเห็นเทคนิคทางกฎหมาย แต่อยากฟังคำตอบจากตัวแทนของรัฐบาลที่ต้องให้ความเห็นทางการเมือง ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย ว่าตกลงแล้วรัฐบาลมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการเลือกหยิบกฎหมายใดให้กลับมาพิจารณาในสภาแห่งนี้ หรือจริงแล้วเป็นเพราะกฎหมายฉบับใดที่จะไปแตะโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การคุ้มครองแรงงานที่ไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่กำลังมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาล หรือแม้แต่กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่หลายคนกำลังออกมาตั้งคำถาม ว่ากำลังจะเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการหรือไม่ รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ากติกาสูงสุดของประเทศปัจจุบัน กำลังเป็นฐานอำนาจให้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินอยู่หรือไม่
จากนั้น สส.พรรคประชาชน หลายคนได้ร่วมอภิปรายถึงร่างกฎหมายที่รัฐบาลไม่ยอมส่งกลับเข้ามาพิจารณาในสภา เริ่มต้นที่ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) โดย กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน ได้อภิปรายว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตมลพิษและอุบัติภัยจากสารเคมีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปี 2560-2566 อุบัติภัยทางเคมีไม่เคยลดลง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งจากของเสียและกากอุตสาหกรรมที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี และเมื่อตรวจสอบข้อมูลคู่ขนานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็พบว่าในปี 2566 เพียงปีเดียว เกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรมสูงถึง 140 ครั้ง และปี 2567 มีตัวเลขการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจำนวน 27 ครั้ง
แม้โดยภาพรวมตัวเลขจะลดลงแต่ความเสียหาย ความรุนแรง และขนาดของเหตุการณ์กับทวีคูณขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดของโรงงานหมิงตี้เคมีคอล จ.สมุทรปราการ ความทุกข์ทรมานกว่า 13 ปี ของประชาชนบ้านหนองพวา จ.ระยอง หรือการตรวจพบเครือข่ายลักลอบขนย้ายกากตะกอนแคดเมียมออกจากพื้นที่ใน จ.ตาก หรือเหตุการณ์ลักลอบทิ้งสารเคมีและกากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีข่าวให้ได้เห็นกันบ่อยครั้ง ทั้งในพื้นที่ EEC และจังหวัดใกล้เคียง
กมนทรรศน์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าอุบัติภัยในอดีตและการลักลอบทิ้งสารเคมี คือการทิ้งกฎหมาย PRTR ของรัฐบาล เท่ากับการตัดอนาคตให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสอย่างมหาศาลในทุกมิติ ทั้งโอกาสในเวทีโลก ในการพาประเทศไทยไปสู่ประเทศสมาชิก OECD และการมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเน็ตซีโร่ ที่รัฐบาลชอบอ้างถึงแต่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังสูญเสียโอกาสด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศจากการเข้าร่วมสมาชิก OECD ที่มีการประเมินตัวเลขว่าประเทศไทยจะมีจีดีพีสูงขึ้นถึง 1.6% หรือ 2.7 แสนล้านบาทหากได้เข้าร่วม รวมถึงในมิติของการส่งออก ที่ผู้ส่งออกไทยจะต้องเจอกับมาตรการของสหภาพยุโรป ที่จะต้องทราบฐานข้อมูลมลพิษและข้อมูลคาร์บอนที่โปร่งใส ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนภาษีคาร์บอนโดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยต้องสูญเสียเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุน การสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมสีเขียวที่ทั่วโลกกำลังต้องการ การไม่มีกฎหมาย PRTR เท่ากับปล่อยให้ประเทศไทยต้องจมอยู่กับอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษต่อไป สุดท้ายรัฐบาลกำลังพรากสิ่งที่สำคัญที่สุดไปจากประชาชน นั่นคือสิทธิในการรับรู้ว่าโรงงานไหนทิ้งสารเคมีอันตรายอะไรออกมาบ้าง ที่เป็นมาตรฐานที่กว่า 50 ประเทศทั่วโลกใช้ การปล่อยปะละเลยกฎหมายฉบับนี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงขึ้น นายทุนอุตสาหกรรมกอบโกยประโยชน์ได้โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ทิ้งให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนทางสุขภาพเพียงฝ่ายเดียว
กมนทรรศน์กล่าวต่อไปว่าการที่รัฐบาลละทิ้งกฎหมาย PRTR อย่างไม่มีเยื่อใย ไม่มีแม้แต่เหตุผลมาชี้แจง ทำให้ต้องตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังปกป้องประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมสีเทา มากกว่าการพิทักษ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การปกป้องสุขภาพและลมหายใจของประชาชนหรือไม่
ต่อมา สส.พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ดินฯ โดย เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อล้างความผิดให้กับประชาชนที่ถูกตรวจยึด จับกุม และดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่า ที่รัฐฉวยโอกาสในจังหวะที่มีการรัฐประหาร อ้างอำนาจเผด็จการไปรังแกชาวบ้าน
โดยกลุ่มเป้าหมายที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการช่วยเหลือ คือคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 30 มิถุนายน 2541 ถึง 9 กรกฎาคม 2562 ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินก่อนมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 หรือผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินก่อน 14 มิถุนายน 2557 ที่เป็นผู้มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ และผู้ไร้ที่ดินทำกิน จะเป็นการล้างความผิดและให้สามารถนำที่ดินเหล่านั้นกลับมาสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์หรือจัดสรรตามนโยบายของรัฐบาลได้
เลาฟั้งกล่าวต่อไปว่าจากตัวเลขของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับป่าไม้ตั้งแต่ปี 2552-2562 มีทั้งหมดประมาณ 60,000 คดี ที่ดินถูกยึดไปกว่า 1.2 ล้านไร่ เฉพาะในช่วงนโยบายทวงคืนผืนป่าปี 2557-2562 มีมากถึง 29,000 ราย ที่ดินถูกยึดไป 800,000 ไร่ ที่สำคัญคือใน 800,000 ไร่ เป็นชาวบ้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำผิดกว่า 80% เป็นผู้ที่เป็นนายทุนหรือบุกรุกใหม่เพียง 20% เท่านั้น
ปัญหาที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่มีการออกกฏหมายขีดเส้นแนวเขตป่าของรัฐครั้งแรกเมื่อปี 2504 ประชาชนกลายเป็นผู้บุกรุกป่าทันทีและทยอยถูกจับกุมดำเนินคดี และแม้จะมีการออกนโยบายเพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน คนกว่า 80% ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมจะได้รับความเป็นธรรมกับคืนมา
เลาฟั้งกล่าวต่อไปว่าการปัดทิ้งร่างกฎหมายฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีที่ฟังแต่ฝ่ายข้าราชการบางส่วน โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกษียณออกไปแล้วแต่ยังมีอิทธิพลในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ แต่ไม่ฟังประชาชนและไม่ฟังสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ในวันที่ตนเสนอร่างกฎหมายนี้เข้ามาให้สภา สส. จากทุกพรรคการเมืองล้วนอภิปรายสนับสนุนว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชน
กรณีนี้ยังสะท้อนว่าปัญหาสิทธิในที่ดินทับซ้อนกับเขตป่า ที่มีคนเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ ไม่ได้อยู่ในความสนใจของรัฐบาลนี้ เพราะนอกจากการปัดตกร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว รัฐบาลยังละเลยไม่สนใจในเรื่องอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นการมีมติคณะรัฐมนตรียกเลิกโฉนดชุมชน การทิ้งที่ดินนิคมสร้างตนเอง ดองการพิสูจน์สิทธิ์เพื่อออกโฉนด ค้างเรื่องวันแมพ และการไม่ยอมประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธ์ุ คำถามที่ต้องถามคือประชาชนจะยังคงมีความหวังกับรัฐบาลชุดนี้ในประเด็นปัญหาที่ดินได้อยู่หรือไม่
จากนั้น กฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.โรงงาน โดยระบุว่าวันนี้ประเทศไทยที่ปัจจุบันกำลังมีปัญหาจากโรงงานอันตราย มลพิษ และการอุตสาหกรรมที่กำลังคุกคามชีวิตประชาชนทั่วประเทศ มีความจำเป็นต้องเดินหน้าแก้ไขร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญในการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม การยกระดับมาตรฐานโรงงานให้เทียบเท่าสากล การเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และการทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง แต่มาจนถึงวันนี้รัฐบาลกลับไม่ยอมผลักดันกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง ทั้งที่ปัญหารุนแรงขึ้นทุกวัน
ปัญหาของกฎหมายปัจจุบันคือประชาชนขาดการมีส่วนร่วม หากโรงงานอันตรายจะเข้ามาตั้งในชุมชนประชาชนแทบไม่มีสิทธิร่วมตัดสินใจเลย ไม่มีข้อบังคับในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างจริงจัง ไม่มีสิทธิให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูล และไม่มีการให้อำนาจประชาชนในการร่วมตัดสินใจหรือตรวจสอบโรงงาน โรงงานอันตรายกระจัดกระจายเต็มประเทศ โรงหลอมไปตั้งข้างโรงเรียน โรงงานขยะไปตั้งกลางพื้นที่เกษตร ชุมชนต้องอยู่กับกลิ่น สารเคมี ฝุ่นพิษ และน้ำเสีย แต่กลับไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธ นี่ไม่ใช่การพัฒนาแต่คือการผลักภาระให้ประชาชนต้องอยู่กับความเสี่ยง
กฤชกล่าวต่อไปว่าปัญหาต่อมาคือการตรวจสอบที่อ่อนแอ หลังการแก้กฎหมายครั้งล่าสุดในปี 2562 มีการยกเลิกการต่อใบอนุญาตโรงงานที่จากเดิมต้องตรวจสภาพทุก 5 ปี กลายเป็นว่าปัจจุบันหลังได้รับใบอนุญาตแล้วก็แทบเหมือนได้ใบอนุญาตตลอดชีวิต กว่ารัฐจะรู้ว่าโรงงานปล่อยมลพิษก็มักเกิดความเสียหายไปแล้ว ชาวบ้านเจ็บป่วย ดินและน้ำปนเปื้อน หลายพื้นที่กลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษไปแล้ว
สุดท้ายคือบทลงโทษที่เบาเกินไป ผู้ประกอบการหลายรายลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน หรือดำเนินการโรงงานโดยผิดกฎหมาย แต่สุดท้ายยอมที่จะจ่ายค่าปรับและกลับไปทำใหม่ เพราะค่าปรับถูกกว่าการลงทุนในการแก้ไขปรับปรุง ทำให้การทำผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องคุ้มทุน สุดท้ายประชาชนต้องรับเคราะห์ รัฐบาลต้องเอาภาษีจากประชาชนไปฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน เหมือนที่โรงงานวินโพรเซส จ.ระยอง และในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
กฤชกล่าวต่อไปว่าตนขอตั้งคำถามไปถึง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าเหตุใดจึงไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีมติเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ต่อ ทั้งที่เป็นคนที่เข้าใจปัญหานี้ดีที่สุดคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าประชาชนกำลังเดือดร้อน และ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ สส.ชลบุรี ซึ่งใน จ.ชลบุรี เองก็เต็มไปด้วยปัญหาเหล่านี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐอิสระครองกิ่ว โรงงานรีไซเคิลทุนจีนสีเทา ที่มีการลักลอบฝังขยะอิเล็กทรอนิกส์เต็มพื้นที่ไปหมด จนประชาชนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า รวมไปถึงขบวนการขนกากอุตสาหกรรมไปแอบทิ้งในพื้นที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ทำไมไม่ช่วยผลักดันกฎหมายฉบับนี้เพื่อปกป้องประชาชนของตัวเอง
รัฐบาลอาจอ้างได้ว่าผู้ประกอบการมีความกังวล กลัวว่าจะกระทบการลงทุน กลัวนักลงทุนหนี แต่วันนี้ประชาชนกำลังตายผ่อนส่งทุกวันอย่างช้าๆ จากมลพิษที่เกิดขึ้น เด็กกำลังหายใจเอาสารพิษเข้าไปทุกวัน ชาวบ้านกำลังใช้น้ำที่ปนเปื้อน และแผ่นดินของประเทศกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นที่ทิ้งกากอุตสาหกรรม ตนอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลพูดว่าทำเพื่อประชาชน แต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือไม่
จากนั้น กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร โดยระบุว่าหากพิจารณาอำนาจหน้าที่ของศาลทหาร จะพบว่ามีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับองค์กรตุลาการ อย่างไรก็ตามถ้าไปดูโครงสร้างในการเลื่อนลดปลดย้ายเจ้าหน้าที่ภายในศาลทหาร จะพบว่ากลไกเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจบริหาร ซึ่งขาดการตรวจสอบถ่วงดุล คำถามคือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าศาลทหารจะสามารถพิจารณาโดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร
คำตอบที่ตนได้รับมีเพียงการรับปาก ว่าการตัดสินของตุลาการศาลทหารจะเป็นไปตามระบบเกียรติศักดิ์ โดยที่ไม่มีกฎหมายใดรองรับได้ว่าการพิจารณาตัดสินของศาลทหารนั้นจะเป็นไปตามกฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจุบันการพิจารณาคดีของศาลทหารมีปัญหาอย่างน้อยสามประการ ที่ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของกองทัพและกำลังพล คือ
1) การซ้อมทรมาน ปัจจุบันมีกฎหมายสองฉบับที่มีอำนาจซ้อนกัน คือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ที่ให้อำนาจการตัดสินอยู่ภายใต้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ภายใต้ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารปัจจุบัน ไม่มีความชัดเจนว่าหากมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมาน จะต้องไปขึ้นศาลทหารหรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การพิจารณาชี้ขาดโดยคณะกรรมการชี้ขาดขอบเขตอำนาจศาลก็เป็นแบบคดีต่อคดี เพราะฉะนั้น ต้องมีความชัดเจนว่าอำนาจของตุลาการศาลทหาร จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมานและการอุ้มหาย
2) คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ปัจจุบันหากมีคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในกองทัพเกิดขึ้น การพิจารณาต่างๆ จะถูกส่งไปให้ศาลทหารพิจารณา ซึ่งศาลทหารและตุลาการทหารต่างอยู่ภายใต้โครงสร้างของกองทัพ แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการพิจารณาของตุลาการศาลทหารจะพิจารณาโดยความเที่ยงธรรม ไม่ขึ้นกับอำนาจหน้าที่ในการเลื่อนลดปลดย้ายภายใต้โครงสร้างกระทรวงกลาโหม ดังนั้น ในเรื่องของอำนาจหน้าที่นี้ก็ต้องมีความชัดเจนเช่นเดียวกัน
3) คดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน ที่ผ่านมาคดีอาญาโดยทั่วไป รวมทั้งกรณีที่ทหารไปทะเลาะเบาะแว้งกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน หรือคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงคดีที่ทหารเข่นฆ่าประชาชนกลางเมือง ล้วนแต่ขึ้นศาลทหารทั้งสิ้น ที่ผ่านมาคดีเหล่านี้ถูกตั้งคำถามจากสังคมเป็นอย่างมาก จึงต้องเอาอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน ออกจากศาลทหารไปสู่ศาลอาญาพลเรือนตามปกติ
กิตติพงษ์กล่าวต่อไปว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร จึงเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งในการถ่วงดุลอำนาจรัฐ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปและพัฒนากองทัพ ให้อยู่ภายใต้หลักการกองทัพอยู่ภายใต้พลเรือน
ในส่วนของ เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่พรรคประชาชนเป็นผู้เสนอ โดยระบุว่าตนและคนทำงานทั่วประเทศต่างรับไม่ได้และผิดหวังที่คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะปล่อยร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อคนทำงานให้ตกไป โดยที่ไม่แม้แต่ที่จะรับรองเพื่อให้สภาได้มีโอกาสถกเถียงพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมจากสภาชุดที่แล้ว
กฎหมายทั้งสองฉบับ ประกอบด้วยฉบับแรก “มีเวลาพักผ่อน” สาระสำคัญคือลดชั่วโมงการทำงานให้เหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และเพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี อีกฉบับคือ “มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” มีสาระสำคัญคือห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน นายจ้างต้องจัดให้มีมุมปั๊มนมในที่ทำงาน ลาไปดูคนใกล้ชิดที่ไม่สบายได้ และลูกจ้างหญิงลาในวันที่ปวดประจำเดือนได้
เซียกล่าวต่อไปว่ากฎหมายทั้งสองฉบับไม่ได้ขออะไรเกินเลยไปกว่าที่คนคนหนึ่งพึงจะได้รับ ทุกวันนี้คุณภาพชีวิตของคนทำงานย่ำแย่ลงเรื่อยๆ บางคนไม่มีเวลาพักผ่อน ทำแต่งานจนร่างจะพัง ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดแค่จะทำงานบ้านก็หมดวันแล้ว บางคนวันหยุดก็ต้องดิ้นรนเพื่อหารายได้เพิ่มให้เพียงพอกับรายจ่ายที่สูงขึ้นจนสวนทางกับรายได้ วันนี้ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง เว้นแต่ค่าจ้างและรายได้ที่ไม่มีการปรับสูงขึ้น
คนทำงานเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อและความรู้สึก เจ็บป่วยได้ มีพี่น้องครอบครัวเช่นทุกคน การมีมุมปั๊มนมในที่ทำงาน หรือมีวันหยุดเพิ่มเพื่อให้มีลมหายใจหายคอมากขึ้น คือการเพิ่มพลังให้คนทำงานมีแรงกลับไปทำงานในวันใหม่ได้ แต่วันนี้คณะรัฐมนตรีปิดโอกาสเหล่านี้และทำลายความหวังของคนทำงานไปหมดแล้ว กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ผ่านความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ในสภาสมัยที่แล้ว ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันหมด สส. หลายพรรคก็ร่วมกันอภิปรายในสภาแห่งนี้ ว่ากฎหมายฉบับนี้ดี แต่ผ่านไปไม่กี่วันลืมกันหมดแล้ว ต้องถามว่าลืมกันจริงๆ หรือไม่คิดจะจำใส่ใจกันตั้งแต่แรก แต่การทำเช่นนี้ก็ชัดเจนดี ว่ารัฐบาลไม่เคยยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนทำงาน
เซียกล่าวต่อไปว่าแม้วันนี้คณะรัฐมนตรีจะปล่อยให้ความหวังและเสียงของคนทำงานทั่วประเทศต้องหล่นหายไป แต่พรรคประชาชนจะไม่หยุดเดินหน้าผลักดันกฎหมายชุดนี้ต่อจนกว่าจะประสบความสำเร็จ เพื่อให้คนทำงานในประเทศนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความหวังของประชาชนคนทำงานจะเป็นพลังให้เครือข่ายผู้ใช้แรงงานพรรคประชาชนมีพลังเดินหน้าในการทำงานต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ถึงรัฐบาลจะพยายามฝังรากให้เราจมดิน แต่เราคือเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมจะงอกเงยและเติบโตในอนาคต เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม











































