วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569

พะเยาว์ อัคฮาด “แม่พยาบาลเกด” หนูชิด คำกอง ภรรยา พัน คำกอง วีรชนที่เสียชีวิต เมษา- พฤษภา 53 พร้อม สมร ไหมทอง เหยื่อยุทธการรุมยิงนกในกรง 2553 ร่วมงานนับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ ที่หน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว)

 


พะเยาว์ อัคฮาด  “แม่พยาบาลเกด” หนูชิด คำกอง ภรรยา พัน คำกอง วีรชนที่เสียชีวิต เมษา- พฤษภา 53 พร้อม สมร ไหมทอง เหยื่อยุทธการรุมยิงนกในกรง 2553 ร่วมงานนับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ  ที่หน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว)


วันนี้ (10 เมษายน 2569) คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 จัดงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ ณ บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว)


โดยนายสมร ไหมทอง" เหยื่อยุทธการรุมยิงนกในกรง 2553  คนขับรถตู้รับส่งนักท่องเที่ยวที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 14 พ.ค.2553 ในช่วงกระชับพื้นที่ย่านราชปรารภ นายสมรขับรถเข้าไปในบริเวณดังกล่าว แล้วถูกเจ้าหน้าที่ระดมยิงด้วยอาวุธปืนสงครามใส่รถตู้จนพรุน กระสุนถูกนายสมร 5 นัด บาดเจ็บสาหัส ทุกวันนี้แม้บาดแผลจะหายแล้ว แต่ระบบอวัยวะภายในได้รับผลกระทบจากหัวกระสุน ทำให้ไม่สามารถนั่งขับรถได้เป็นเวลานานเหมือนแต่ก่อน และจากเหตุการณ์ยิงถล่มรถตู้ของนายสมร กระสุนของเจ้าหน้าที่ยังไปถูกนายพัน คำกอง คนขับรถแท็กซี่เสียชีวิต


ซึ่งวันนี้ สมร ในวัย 68 ปี ได้มาร่วมงาน รำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ ณ บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว) พร้อมเปิดเสื้อโชว์รอยแผลจากกระสุนที่รุมยิง 


พร้อมด้วย นางหนูชิด คำกอง ภรรยาของนายพัน คำกอง. ทหาร นาวพะเยาว์ อัคฮาด  “แม่น้องเกด” #6ศพวัดปทุม


โดยก่อนเริ่มพิธีสงฆ์ เวลา14.30 น.  อ.ธิดา - นพ.เหวง โตจิราการและมวลชน ตั้งแถวร่วมรดน้ำ นายสมร และญาติวีรชน เนื่องในวันสงกรานต์ พร้อมกับรดน้ำหน้ารูปและชื่อของวีรชน เมษา - พฤษภา 2553 ด้วยคารวะในความเสียสละ และสื่อว่าทุกดวงวิญญาณคือญาติผู้ใหญ่ของชนรุ่นหลัง โดยการรดน้ำวีรชนเป็นแนวคิดของ #แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 


ทั้งนี้ผู้ร่วมงานมีหลากหลายรุ่นวัย ทั้งคนที่ผ่านสนามกระสุนจริงปี 53 และเยาวชนคนหนุ่มสาว 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์  #คปช53

 














คำแถลงของคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ในวาระครบรอบ 16 ปี เหตุการณ์ เมษา-พฤษภา ปี 2553

 


คำแถลงของคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ในวาระครบรอบ 16 ปี เหตุการณ์ เมษา-พฤษภา ปี 2553


ผ่านมา 16 ปีแล้ว ที่เราได้จัดงานรำลึกทั้งที่มีเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, สี่แยกราชประสงค์ (พ.ศ. 2554-2557) จนหลังรัฐประหารปี 2557 เราต้องจัดงานรำลึกเรียบง่ายในวัดเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งผ่านเข้าสู่สถานการณ์การต่อสู้ของเยาวชนและประชาชนท้องถนนปี พ.ศ. 2563 เราได้มาจัด ณ สถานที่นี้บริเวณใกล้สี่แยกคอกวัว และ ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สถานที่รำลึกวีรชนประชาธิปไตย 2516 จากปี 2564 จนถึงปีนี้ 2569


ท่ามกลางความพยายามทวงความยุติธรรมให้วีรชนผู้เสียสละชีวิตโดยถูกกระสุนจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้กระสุนจริงจำนวนเกือบสองแสนนัด กระสุนซุ่มยิง ทั้งสไนเปอร์ 500 นัด ปืนซุ่มยิงร่วม 5,000 นัด และการใช้แก๊สน้ำตาที่มีพิษต่อร่างกาย ทำให้เกิดการสูญเสียมากที่สุดร่วม 100 ชีวิต บาดเจ็บ 1,283 ราย เท่าที่สืบทราบได้ ยังมีผู้เสียชีวิตต่อมาอีกจำนวนหนึ่งหลังเดือนพฤษภาคม


แม้ไม่มีองค์กร นปช. แล้วก็ตาม เราจึงก่อเกิด “คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553” เพื่อทวงความยุติธรรมทั้งจากต้นทางที่ตำรวจ DSI ระหว่างทางคืออัยการ และปลายทางคือศาลยุติธรรม แม้เราจะเริ่มเดินทางยาวนานจากปี 2554 เป็นต้นมา จนได้ตัวเลขที่นำไปสู่การวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนคดีการตายที่ผิดปกติตามมาตรา 150(3) มีคดีจำนวนหนึ่งที่ศาลวินิจฉัยว่ากระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ 17 รายก่อนรัฐประหาร และไม่ทราบว่าใครลงมือทำ 15 ราย (หลังรัฐประหาร) 


แต่ในที่สุดความหวังก็พังทลาย คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ลอยนวลพ้นผิด โดยการที่ ป.ป.ช. ไม่ยอมส่งคดีที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่ากระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ทหารต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ลอยนวลพ้นผิด โดยอัยการทหารสั่งไม่ฟ้อง


มี 62 คดี ที่ DSI ยุติการชันสูตรพลิกศพเพื่อไต่สวนตามประมวลวิอาญามาตรา 150(3) หลังจากการทำรัฐประหารเป็นต้นมา กลับไปปิดคดีโดยการชันสูตรพลิกศพตาม มาตรา 150(1) โดยถือเป็นการตายปกติ ทั้งที่ชัดเจนว่าถูกยิงจากทหาร ทั้งที่แยกคอกวัว และบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา 


และตายในเวลาเดียวกับที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการถูกยิงโดยกระสุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร


สรุปว่า คดีที่ดำเนินการเพื่อทวงความยุติธรรม ถูกยุติตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 ซึ่งน่าจะเป็นการทำรัฐประหารเพื่อการนี้ หรือไม่??? เพื่อยุติการดำเนินคดีกับ หัวหน้า-เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และคณะทหารใน คสช.


ความพยายามของเราในการทวงความยุติธรรมในประเทศไทยแตกต่างจากพรรคเพื่อไทย ที่แกนนำมุ่งจะให้ญาติผู้สูญเสียฟ้องร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ซึ่งเขาได้ยกเลิกการยื่นกฎหมายเพื่อการนี้เอง เพราะอะไรไม่ทราบ!!! และบัดนี้น่าจะหมดเวลาการฟ้องร้องเช่นนั้นแล้ว


ข้อเสนอของเราตั้งแต่ พ.ศ. 2565 จึงต้องการทวงความยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป การยื่นข้อเรียกร้องเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน จนเป็นรัฐบาลในยุคปี 2566 ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง และถูกขัดขวางในเมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมาธิการพัฒนาการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการการทหาร


นี่เป็นเรื่องที่ผู้รักประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงตัดสินเองได้ว่า การทวงความยุติธรรม คดีประชาชนถูกฆ่าปี 2553 ผ่านพรรคการเมืองที่เคยเป็นมิตรร่วมต่อสู้เผด็จการทหารเพื่อมาเป็นรัฐบาลจากปี 2566 จนถึง 2568 และปัจจุบัน 2569 จะได้ผลไหม? แม้แต่การยกมือสนับสนุนในกรรมาธิการการทหาร ยังถูกขัดขวาง!!! ไม่ให้ทหารที่ทำความผิดอาญาต่อพลเรือนขึ้นศาลพลเรือนตามข้อเสนอของเรา


ขอเรียนว่า เรายังมีถนนแห่งความหวังเพื่อเดินทางในการทวงความยุติธรรม เพราะ “พรรคประชาชน” ได้นำเสนอข้อเรียกร้องเราในชุดนโยบายของพรรค ข้อเรียกร้องของเราคือ


1. ในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดอาญาต่อประชาชน ไม่มีอายุความ 

2. ให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้คดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระทำความผิดอาญาต่อประชาชน ไม่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

3. ให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร 2498 แก้มาตรา 14 ในคดีที่ทหารกระทำความผิดทางอาญาต่อพลเรือน ให้ขึ้นต่อศาลยุติธรรมพลเรือน


นอกจากนั้น เรียกร้องให้คดีความที่ค้างคา ไม่ดำเนินตามกฎหมายที่มี การตายผิดปกติ ได้ถูกชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150(3) ไม่ใช่ยุติไปเฉย ๆ อ้างว่าชันสูตรพลิกศพแล้วแบบการตายปกติ แม้แต่ทหารที่เสียชีวิตก็ยังไม่ได้รับการสืบสวนและชันสูตรพลิกศพตามมาตรา 150(3) 


สำหรับอัยการการยุติฟ้องร้องไป อ้างว่าให้สืบสวนในอายุความ และอัยการทหารก็มีคำสั่งไม่ฟ้องกรณีทหารถูกวินิจฉัยว่ายิงประชาชน บัดนี้เหลือเวลาอายุความเพียง 4 ปี เท่านั้น


เราขอเรียกร้องทวงความยุติธรรมให้ประชาชนพลเรือนที่ถูกฆ่า หลังจากมาชุมนุมโดยสันติ แล้วเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับพ้นผิดลอยนวล โดยกลไกที่ไม่ใช่นิติรัฐนิติธรรมหลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน


ข้อเรียกร้องของเราคำนึงถึงอนาคตที่คนไทยที่มีความเห็นต่างกันจะต้องถูกเจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามเข่นฆ่าแล้วพ้นผิดลอยนวลอีกต่อไป


ขอให้พรรคประชาชนเร่งยื่นขอแก้ไขกฎหมายเพื่อการนี้โดยเร็ว และพรรคการเมืองอื่นใด ผู้แทนราษฎรคนใดที่มีหัวใจรักประชาชน รักประชาธิปไตย ได้สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายและดำเนินการให้ได้ผลโดยเร็วด้วย เพราะความยุติธรรมสำหรับประชาชน คือปราการด่านสุดท้ายของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ

เลขาธิการคณะกรรมการคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553

10 เมษายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

“ศิริกัญญา” ชี้คำแถลงนโยบายรัฐบาลไร้ทั้งแผนระยะสั้น-มองไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง ดักคอรัฐเตรียมออกกฎหมายโอนงบ-กู้เงินไม่ว่าถ้าจำเป็น แต่ขอให้มีแผนใช้เงินคืนด้วย อย่าให้หนี้สาธารณะบานไปมากกว่านี้

 


“ศิริกัญญา” ชี้คำแถลงนโยบายรัฐบาลไร้ทั้งแผนระยะสั้น-มองไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง ดักคอรัฐเตรียมออกกฎหมายโอนงบ-กู้เงินไม่ว่าถ้าจำเป็น แต่ขอให้มีแผนใช้เงินคืนด้วย อย่าให้หนี้สาธารณะบานไปมากกว่านี้


วันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงคำแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยระบุว่าคำแถลงนโยบายนี้ยังคงเป็นแบบเดิมคือเป็น GPS แบบเบลอ มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น นโยบายระยะสั้นเร่งด่วนไม่ได้เขียน และเมื่ออ่านจนจบแล้วก็ยังไม่เห็นว่าเป้าหมายปลายทางจะเดินหน้าไปสู่อะไร


ศิริกัญญากล่าวว่านโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียนแยกออกมา รวมปนกันอยู่จนไม่รู้ว่านโยบายไหนจะเสร็จภายในเวลาใด แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศย่ำแย่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง วันนี้เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง โตต่ำแต่ค่าครองชีพพุ่ง แม้สงครามจะจบแต่ซัพพลายช็อคจะยังคงอยู่ไปอีกยาว ทำให้คาดการณ์จีดีพีของปี 2569 ไม่มีสำนักไหนประเมินไว้เกิน 1.5% เลย 


ขณะที่เงินเฟ้อ ถ้าราคาน้ำมันเฉลี่ย 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี ก็อาจจะขึ้นไปเกิน 3% ได้ และถ้าเงินเฟ้อขึ้นยาวต่อเนื่องไม่ลดลงง่ายๆ เช่นนี้ ก็จะเกิดภาวะโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง การนำพาเศรษฐกิจออกจากวิกฤตครั้งนี้ก็จะยากขึ้น เมื่อราคาน้ำมันสูง สินค้าอื่นก็พลอยจะขึ้นราคา ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูปหรือกระทั่งสินค้าเกษตรบางตัว ซึ่งรัฐบาลไม่มีนโยบายเร่งด่วนใดเลยนอกจากคนละครึ่งพลัส


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า เมื่อวานนี้มีข่าวมาตรการที่รัฐบาลจะนำมาใช้ แต่เมื่อดูรายละเอียดก็ยังมีคำถามอีกมากมาย เช่น มีคนละครึ่งพลัสบวกกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่จะจ่ายเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้ มีมาตรการช่วยค่าน้ำมันให้กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ที่น่าสนใจคือระบุว่าจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2569 แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างเช่นโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือคนละครึ่งพลัสจะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคนจาก 13.4 ล้านคน


คำถามคือถ้าจะต้องมีการคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะสามารถคัดกรองให้เสร็จได้ภายในเดือนพฤษภาคมหรือไม่ เพราะรอบที่แล้วประชาชนต้องไปอำเภอหลายครั้งเพื่อจะได้ยืนยันและมอบการอนุญาตในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ระยะเวลาโครงการก็ยังไม่มีความชัดเจน แต่ที่ชัดเจนคือมีการระบุแล้วว่าแหล่งงบประมาณจะมาจากการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณและงบกลาง


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าคำถามคือจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณของปี 2569 ในช่วงประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้จริงหรือ มีข่าวว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ซึ่งสะท้อนว่าวิกฤตการคลังมีความเสี่ยง ที่ต่อให้ไม่มีวิกฤตพลังงานก็มีความเสี่ยงด้านการคลังที่จะเข้าขั้นวิกฤตอยู่แล้ว


ขณะเดียวกันฝั่งรายจ่ายก็มีปัญหา งบกลางทั้งค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาทก็ใช้ไปจนหมดแล้วตั้งแต่เดือนแรกๆ ของรัฐบาลที่แล้ว ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็เหลืออีกไม่มาก เมื่อครั้งแถลงนโยบายเดือนกันยายน 2568 ตนได้พูดถึงโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงินถึง 44,000 ล้านบาท บวกกับการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท ว่าจะต้องใช้เงินจากงบประมาณที่ควรสำรองเอาไว้ในยามฉุกเฉินจำเป็นเยอะมาก ตนยังเตือนด้วยว่าหากเกิดวิกฤตขึ้นมาจะลำบาก และตอนนี้ก็ลำบากจริงๆ


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าเมื่อวานนี้ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่าจะไม่ออกเป็น พ.ร.บ. แต่จะออกเป็น พ.ร.ก. โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องถามว่าจะทำแบบนี้เพื่อแก้ไขปัญหาทางการคลัง หรือออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนกันแน่ เพราะไม่ว่าจะออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. การออกในเวลานี้ซึ่งเป็นไตรมาสสามของปีงบประมาณแล้วจะทำให้เสียมากกว่าได้ ไม่ใช่ว่าจะเกลี่ยก่อนกู้ไม่ได้ แต่จากประสบการณ์การโอนงบประมาณในปี 2563 เห็นได้ชัดว่าเมื่อเข้าไตรมาสสามแล้ว งบประมาณถูกใช้จ่ายไปมากแล้ว ดังนั้นที่ระบุว่าจะตัดโอนให้ได้ 40,000 ถึง 50,000 ล้านบาทจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก เป็นที่น่ากังวลว่าจะไปไม่ถึงเป้า 


อีกเหตุผลหนึ่งคือระหว่างที่กำลังพิจารณาว่าจะโอนหรือไม่ การเบิกจ่ายจะหยุดชะงักไปเลยสำหรับไตรมาสสาม แทนที่จะมีเงินจากรัฐบาลมาทำให้เศรษฐกิจยังพอเติบโตต่อไปได้ เพราะหน่วยงานราชการจะไม่กล้าใช้เงิน ใช้ไปแล้วไม่รู้ว่าจะถูกโอนหรือตัดหรือไม่ นอกจากนี้เจตนารมณ์ของการออกกฏหมายงบประมาณเป็น พ.ร.บ. ก็เพื่อให้สภาได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ 


และถ้าจะอ้างว่ารอไม่ได้ตามมาตรา 172 และ 174 ของรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จริง การโอนงบประมาณเมื่อปี 2563 ใช้เวลาถึง 3 เดือน แต่ก็ไม่ได้ช้าเพราะเป็น พ.ร.บ. แต่เป็นเพราะคณะรัฐมนตรีที่ลังเลไปมา และยังไม่ยอมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญด้วย ทำให้เข้าสภาล่าช้า แต่เมื่อเข้าสภาแล้วก็ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียวก็พิจารณาเสร็จ การรอไม่ได้จึงไม่ใช่เหตุผลในการออก พ.ร.ก. รัฐบาลควรระมัดระวังในการฟังความคิดเห็นจากปลัดกระทรวงการคลัง และขอร้องว่าอย่าข้ามหัวสภากันเลย


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าในส่วนของภาษีสรรพสามิต เป็นที่น่าสงสัยมากว่าเหตุใดรัฐบาลถึงไม่อยากลดภาษีสรรพสามิต ใจหนึ่งตนก็อยากจะเชื่อว่าเพราะอยากเก็บภาษีจากน้ำมันทุกลิตรมาไว้ที่กองกลาง แล้วค่อยเอาออกไปช่วยประชาชนให้ได้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลสามารถใช้ได้ทั้งสองทาง คือกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจจะไม่ต้องลดจาก 7 เหลือ 0 บาทก็ได้ การลดเพียง 1-2 บาทก็ช่วยชะลอความเดือดร้อนให้ประชาชนได้แล้ว รวมถึงการชะลอการขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการได้ 


แต่รัฐบาลก็เสียงแข็งว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมลด ทั้งที่รัฐบาลก็ระบุว่า 5 เดือนจะจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้า ไม่เป็นปัญหา ฐานะทางการคลังมั่นคง ซึ่งการจัดเก็บได้ตามเป้าก็มาจากการที่กระทรวงการคลังเพิ่งขึ้นภาษีน้ำมันไป 1 บาทเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ได้เงินเพิ่มมาประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าไม่มีในส่วนนี้ก็คงจะตกเป้าเหมือนกัน


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า ในช่วงเวลาที่น้ำมันแพง สิ่งที่สามารถเป็นรายได้เข้ารัฐบาลคือเงินจากภาษีรายได้ปิโตรเลียมและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่หากพิจารณาจะพบว่าสถานการณ์ทางการคลังของประเทศอาจเลวร้ายกว่าที่คิดเอาไว้ แม้ผลการจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกจะเข้าเป้า แต่ต่อจากนี้ไปก็ไม่แน่แล้ว เศรษฐกิจอาจชะลอหนักกว่าที่คาด ถ้าสุดท้ายปริมาณน้ำมันสำรองเริ่มหมดลง และการปิดช่องแคบฮอร์มุสยังคงยืดเยื้อ ก็อาจทำให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันลดลงและเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ลดลงด้วย


แต่การจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าก็อาจไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีเงินจริงๆ อีกปัญหาหนึ่งมาจากเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ซึ่งปกติเคยถูกใช้เป็นกันชน เอาไว้จ่ายรายการที่มักจะถูกตั้งไว้ไม่เพียงพอ แต่เนื่องจากเงินก้อนนี้ถูกผลาญไปหมดแล้วตั้งแต่ 4 เดือนแรก จึงทำให้รายการต่างๆ ที่เคยตั้งใจตั้งงบประมาณไว้ไม่พอ วันนี้กำลังจะสร้างปัญหาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นงบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการที่ตั้งไว้ขาดไป 51,000 ล้านบาท แม้แต่กองทุนประชารัฐที่เอาไว้เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ตั้งไว้ไม่พอ ปกติหากไม่มีวิกฤตก็ใช้ปีละประมาณ 50,000 ล้านบาทอยู่แล้ว แต่ในปีงบประมาณ 2569 ตั้งไว้เพียง 30,000 ล้านบาทเท่านั้น 


ศิริกัญญาตั้งคำถามต่อไปว่านี่คือเหตุผลจริงที่ทำให้ลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้เลยสักบาทหรือไม่ ทำให้สุดท้ายต้องออก พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. โอนงบประมาณหรือไม่ และถ้าต้องกู้เงินเพื่อนำมาจ่ายรายการเหล่านี้ ก็จะเป็นเพียงการกู้เพื่อนำมาโปะรายจ่ายประจำเท่านั้นด้วย


อีกเรื่องหนึ่งในคำแถลงนโยบายคืองบประมาณปี 2570 ที่ระบุว่าอยากเร่งให้เสร็จทันภายในปีงบประมาณ ซึ่งตอนนี้เข้าเดือนเมษายนแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย ตนอยากให้การออกงบประมาณตรงปีไม่ล่าช้าเหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากให้รัฐบาลมาลดทอนอำนาจการตรวจสอบของสภาแห่งนี้ สมาชิกสภาทุกคนยินดีที่จะเร่งรัดกระบวนการทุกอย่างให้ แต่ก็ต้องมีเงื่อนไขเช่นกัน 


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าถ้าทุกฝ่ายยอมลดเวลาในการพิจารณา ตนเชื่อว่าสภาจะยอมลดเวลาเหลือเพียงแค่ 60 วันให้ได้ แต่รัฐบาลก็ต้องลดเวลาของตัวเองด้วย เช่น สำนักงบประมาณ จากเดิมที่ใช้เวลาพิจารณาคำขอของแต่ละหน่วย 30 วัน จะลดลงมาได้หรือไม่ หรือรัฐบาลจะช่วยอำนวยความสะดวกได้หรือไม่ หลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรีต่อ พ.ร.บ.งบประมาณแล้ว ส่งเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์มาที่สภาก่อนส่งเข้าโรงพิมพ์ก็ได้ น่าจะสามารถทำให้จบได้ภายใน 60 วัน และเริ่มใช้ได้ทันปีงบประมาณต่อไปโดยที่ไม่ล่าช้า


แต่ก็เป็นไปได้ว่ารัฐบาลน่าจะอ้างว่าที่ต้องออก พ.ร.ก. เพื่อเตรียมเม็ดเงินสำหรับทั้งการเยียวยา ประคอง และพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านช่วงเวลานี้และออกจากวิกฤตให้ได้ก่อน แต่ยอดเงินที่มีการพูดกันว่าจะกู้ถึง 500,000 ล้านบาท ก็ทำให้ต้องตั้งคำถามอยู่ดีว่ามาตรการความช่วยเหลือจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และที่สำคัญคือจะนำเงินที่ไหนมาคืน ให้หนี้สาธารณะไม่บานเหมือนทุกวันนี้


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าในส่วนของนโยบายภาษี ที่เคยระบุว่าจะเก็บในแผนการคลังระยะปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีก 1 บาทตามแผน ขอคำมั่นสัญญาว่าอย่าเก็บเพิ่มได้หรือไม่ ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 12,000 ล้านบาท ต้องตั้งคำถามว่าจะยังเก็บอยู่หรือไม่ในสภาวะที่การท่องเที่ยวเป็นเช่นนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่บอกว่าจะเพิ่มเป็น 10% ในอีก 3 ปี 200,000-300,000 ล้านบาท ก็น่าจะไม่ได้เก็บแล้วเพราะนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่ให้เก็บ และสุดท้ายจะใช้ พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลดค่าการกลั่น หรือจะเก็บภาษีลาภลอย หรือจะทำทั้งคู่ รัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะสุดท้ายถ้าต้องกู้เงินจริง ตนก็อยากได้ความมั่นใจว่าสุดท้ายจะมีแผนเอาเงินมาใช้คืน ไม่ให้เป็นหนี้สาธารณะที่เบ่งบานแบบทุกวันนี้อีกต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

สส.–สว.ชายแดนใต้ จี้นายกฯ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” เจ้าตัวชี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ชี้โยงเจ้าหน้าที่รัฐ สะเทือนความเชื่อมั่น

 


สส.–สว.ชายแดนใต้ จี้นายกฯ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” เจ้าตัวชี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ชี้โยงเจ้าหน้าที่รัฐ สะเทือนความเชื่อมั่น


วันที่ (9 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา สส.ชายแดนภาคใต้ นำโดย นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสส. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกพรรคการเมือง ร่วมแถลงข่าวกรณีลอบยิง นายกมลศักดิ์ และทวงถามความคืบหน้าต่อนายกรัฐมนตรี


นายซูการ์โน เปิดเผยว่า เหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อค่ำวันที่ 20 มีนาคม ผ่านไปเกือบ 1 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้า ยืนยันจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ความจริงปรากฏให้ได้ วันนี้ตนเองได้พบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามเรื่องทั้งหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากว่า จะไม่ปล่อย และจะไปดำเนินการ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่หาผู้บงการ และนำผู้กระทำผิดที่หลบหนีอยู่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ ยืนยันว่า สส. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการความคืบหน้าของคดี อยากให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และผู้อำนวยการ กอ.รมน. ที่กำกับดูแลรถพยานหลักฐานดังกล่าว ให้ติดตามดำเนินการตามกระบวนการต่อไป


ด้าน นายรอมฎอน กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความคืบหน้าในการสอบสวน แต่สิ่งสำคัญประชาชนต้องการรู้ว่าใครเป็นผู้บงการ และมีใครปกปิดไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน รวมถึงอยากให้นายกรัฐมนตรี ทบทวนการรักษาความปลอดภัยของ สส. และบทบาทหน่วยงานความมั่นคง


ขณะที่ นายกมลศักดิ์ ขอบคุณสมาชิกที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ร่วมกันเรียกร้อง และทวงถามหาคำตอบ พร้อมขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงแต่คำถามคงไม่เท่ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ยานพาหนะใช้กระทำความผิด เป็นของ กอ.รมน. รวมถึงทีมงานเป็นอดีตนาวิกโยธิน และทหารพราน ที่ยังจับกุมตัวไม่ได้ จึงขอให้พนักงานสอบสวนทำงานเชิงลึกมากกว่านี้ ขออย่าไปยึดเฉพาะคำให้การที่ให้การกับผู้สอบวินัยอย่างเดียว ต้องทำงานเชิงลึก ซึ่งข้อเท็จจริงทราบว่าก่อนหน้านี้มีการให้ยืมรถ และมีความพยายามลอบสังหาร ไม่น้อยกว่า 5-6 ครั้ง แต่หาจังหวะไม่ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกต กระบวนการยืมรถของหน่วยงานที่ไม่มีเอกสาร และการเผยแพร่รูปภาพรวมถึงคลิปจากกล้องวงจรปิด แต่กลับไม่ได้นำมาถูกใช้ในการสืบสวนสอบสวน และยังมีความพยายามรีบไปแจ้งความรถหาย จึงอยากให้ชุดสืบสวนพยายามหารายละเอียดเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา


ส่วนมูลเหตุจูงใจเป็นประเด็นส่วนตัวหรือไม่นั้น นายกมลศักดิ์ยืนยัน ว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว แต่มีข้อสงสัย ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง พร้อมปฏิเสธถึงการตั้งค่าหัวตนเองถึง 10 ล้านบาท แต่รับทราบต่อกันมา ขณะเดียวกันหากคดียืดเยื้อ การตัดสินใจร่วมรัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องของอนาคต


ด้านนายอามินทร์ ชี้แจงถึงจุดยืนของพรรค ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างพรรคแน่นอน แม้จะรู้จักกับบุคคลที่ให้ยืมรถ แต่สิ่งนั้นเป็นเรื่องสาธารณะ จึงอยากให้สนใจในเรื่องของคดีมากกว่า เพราะมองว่าคนเป็นสส. ไม่ควรมาเจอเรื่องแบบนี้ และควรได้รับความยุติธรรม


ด้าน นางอังคณา ระบุว่า เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงสถานการณ์ที่มีการปิดเมือง ประชาชนสัญจรไปมาไม่ได้ แต่ผู้ก่อเหตุไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก ขณะที่รัฐบาลพยายามพูดถึงการสร้างสันติสุข ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างรัฐกับประชาชน เราจะสร้างสันติภาพไม่ได้หากไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลวันนี้ น่าเสียใจที่ไม่มีคำว่า “ รัฐบาลจะมุ่งมั่นที่จะยุติวัฒนธรรมการงดเว้นโทษ ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ “คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการกระทำผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ รวมถึงประธานรัฐสภาในฐานะที่มีบทบาทอย่างมากในการกำกับดูแลสมาชิกทุกคน และอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา เชื่อว่าเรื่องนี้จะถูกหยิบไปพูดถึงแน่นอน ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเราเป็นผู้แทนของประชาชนยังสามารถถูกคุกคามถึงชีวิตได้ขนาดนี้ นับประสาอะไรกับประชาชนทั่วไป หากยังปล่อยให้หน่วยงานความมั่นคงใช้อำนาจอะไรก็ได้ ที่จะทำอะไรกับคนที่เห็นต่าง แม้กระทั่งเรื่องของการยืมรถ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น ถามว่ารถของ กอ.รมน. แสดงว่าใครก็นำไปใช้ได้ใช่หรือไม่ ขอนายกรัฐมนตรีอย่านิ่งนอนใจ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์






'สมชัย' พร้อม 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที ยื่นหลักฐานข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในคดีบาร์โค้ด

 


'สมชัย' พร้อม 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที ยื่นหลักฐานข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในคดีบาร์โค้ด


วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain ร่วมกันแถลงว่า วันนี้ ได้เดินทางมายื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี และแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบว่า มีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ที่อาจจะทำให้ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่เป็นความลับ ตามรัฐธรรมนูญ


นายสมชัย กล่าวว่า วันนี้ ที่มายื่นเรื่องถึง กกต. เพราะ ตกใจกับกรณีข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงรายใดเลือกใคร ที่ผ่านมา กกต.ชี้แจงมาตลอดว่า ข้อมูลทั้งสามอย่าง ได้แก่ บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แยกกันอยู่คนละที่ แยกเก็บไว้อย่างดียิ่ง ไม่มีทางรั่วไหลออกมาได้ แต่วันนี้ เวลานี้ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไป ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่เป็นความลับ


ด้านนายธนารัตน์ กล่าวว่า กรณีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2569 เพียงแต่ตอนนั้น เรายังไม่มีหลักฐานยืนยันการโจมตีระบบ จนะกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราตรวจสอบพบการเจาะระบบกรมการปกครองนำข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 52.9 ล้านรายชื่อนำมาขายพร้อมโค้ดเจาะระบบทะเบียนผู้สิทธิเลือกตั้ง ในตลาดมืด ในราคา 200 บาท เราได้หลักฐานอย่างแน่นหนา จึงได้นำมายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง


"ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติ คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่วันนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนเอาไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2569 " นายธนารัตน์ ระบุ


นายธรรม์ธีร์ กล่าวยืนยันว่า จากหารตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รั่วไหลดังกล่าว ได้ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งจบการเลือกตั้ง  2569 เมื่อมานำมารวมกับข้อมูลคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่สื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายเก็บไว้ นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการรั่วไหลของกระดาษจดลำดับเลขผู้สิทธิเลือกตั้งตามทะเบียนราษฎร์ ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจดให้กับผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้สะดวกในการรับบัตรเลิอกตั้ง ซึ่งกระดาษใบนี้ เปรียบเหมือนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถ้ามีใครนำตัวเลขบนกระดาษใบนี้มาจับคู่กับคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่รั่วไหลมาขายในตลาดมืด ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนดังกล่าวลงคะแนนเลือกใคร


"ตามระเบียบ กกต. พบว่า กระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ดังกล่าวจัดอยู่ในหมวดวัสดุอื่นๆ ทั่วไป เหมือนพวกปากกา สก็อตเทป เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมองข้าม ซึ่งไม่มีการจัดเก็บเป็นดี ดังนั้นหาก ใครมีนำกระดาษจดลำดับเลขนี้ออกมา จึงเกิดคำถามในหัวดังดังว่า ถ้ามีมิจฉาชีพเก็บมาใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดความเสียหายกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคน จึงนำเรื่องนี้มาแจ้งให้ กกต. กลับไปตรวจสอบกระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ที่กล่าวมา อยู่ที่ไหนแล้ว อยู่ครบหรือไม่ ก่อนที่เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป" นายธรรม์ธีร์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต #ผู้ตรวจการแผ่นดิน

“วีระยุทธ” ชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินไม่สะท้อนวิกฤต รัฐบาลบ้านใหญ่-เทคโนแครต เดินตามหลังประชาชน ไม่กล้าตัดสินใจ-ไม่ยึดหลักการ แนะทำนโยบายเชิงรุก-เชิงรับ พลิก “วิกฤต” เป็น “ภารกิจเพิ่มความมั่นคงพลังงานไทย”

 


“วีระยุทธ” ชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินไม่สะท้อนวิกฤต รัฐบาลบ้านใหญ่-เทคโนแครต เดินตามหลังประชาชน ไม่กล้าตัดสินใจ-ไม่ยึดหลักการ แนะทำนโยบายเชิงรุก-เชิงรับ พลิก “วิกฤต” เป็น “ภารกิจเพิ่มความมั่นคงพลังงานไทย”


วันที่ 9 เมษายน 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนและ สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล


วีระยุทธเริ่มต้นด้วยการวิจารณ์ถึงความล่าช้าในการตัดสินใจและการจัดการวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ในภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาล "เดินนำหน้าประชาชน" อย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาล "เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว" ทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และยอมรับว่าขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์ 


การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด


วีระยุทธชี้ว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังในขณะนี้คือ การแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนรับทราบเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี 2569 ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า


ในส่วนของการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบระยะกลาง วีระยุทธเสนอว่ารัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจาก "ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด" ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนมีนาคม ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ วีระยุทธย้ำว่าการเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม


นอกจากการมีนโยบายเชิงรับ วีระยุทธเสนอว่าจำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่กันไปด้วย โดยตนเสนอให้รัฐบาลประกาศ "ภารกิจแห่งชาติ" อย่างหนักแน่นมุ่งมั่น นั่นคือ "การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย" โดยมั่นคงหมายถึงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอก ชน และประชาชนทุกระดับ ร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน


การสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกันสามแนวทาง ได้แก่ การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ ทั้งนี้ การใช้กลไกรัฐบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุคใหม่ สู่ยุคที่มีความมั่นคงทางพลังงานแล้ว แต่ละคนจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร การทำนโยบายในภาวะวิกฤตจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงเชิงรับ แต่ต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อทำให้ทุกคนทุกองคาพยพในประเทศเห็นเป้าหมายเดียวกัน


อย่างไรก็ดี แม้นโยบายจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่ความสำเร็จมักมีปัจจัยมาจาก “ส่วนผสมของรัฐบาล” วีระยุทธวิเคราะห์โครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่ม "การเมืองบ้านใหญ่" กับกลุ่ม "เทคโนแครต" โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอม "ปิดตา" ข้างหนึ่งให้แก่กันและกันเพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่ยึดหลักการ 


วีระยุทธเรียกระบอบการปกครองในลักษณะนี้ว่า "ปิดตาธิปไตย" โดยยกกรณีการลักลอบกักตุนน้ำมันกลางทะเลปริมาณ 57 ล้านลิตรเป็นตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะแต่ละฝ่ายต่างหลับตาให้แก่กัน เริ่มจากนายกฯ ดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่แย้งอะไรเลย ไม่ผลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการติดตามยานพาหนะขนส่งน้ำมันด้วยระบบ GPS แบบเรียลไทม์


วีระยุทธตั้งคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใด พร้อมเตือนว่าไม่ควรซ้ำรอยการออกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ ทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม ทั้งที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนที่ดีกว่านั้น จากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2516-2519 ที่ในที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก จนออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม


ในช่วงท้ายวีระยุทธกล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง ‘มายด์’ ภัสราวลี ขอเดินทางไปบราซิล เพื่ออบรมโครงการด้านการสื่อสารสิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตย

 


ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง ‘มายด์’ ภัสราวลี ขอเดินทางไปบราซิล เพื่ออบรมโครงการด้านการสื่อสารสิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตย


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หนึ่งในจำเลยคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 หรือ การชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116


กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากภัสราวลีได้ยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรต่อศาล เพื่อไปเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 14 - 17 เม.ย. 2569 โดยในคำร้องยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าวมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนและจะไม่กระทบต่อวันนัดสืบพยานโจทก์ที่มีกำหนดนัดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 นี้


อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นว่าเงื่อนไขในการสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานาน จึงไม่สมควรอนุญาต


คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2564 และในวันเดียวกันนั้นศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวภัสราวลีในระหว่างการพิจารณาคดี โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีก ให้เดินทางมาศาลตามนัดหมายทุกนัด และให้ถือปฏิบัติเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด รวมทั้งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล


ภัสราวลีได้ยื่นคำร้องขอออกเดินทางนอกราชอาณาจักรต่อศาล เนื่องจากต้องเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 14 - 17 เม.ย. 2569 โดยคำร้องมีสาระสำคัญระบุว่า


คดีนี้ภายหลังจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัดทุกประการ ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนีหรือไม่มาศาล จำเลยเข้าร่วมพิจารณาคดีทุกนัด และไม่เคยมีเหตุยื่นขอเลื่อนการพิจารณาคดี


ปัจจุบันจำเลยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (constitution advocacy alliance) ซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารการรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญต่อประชาชนและสังคมโดยรวม มีการจัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพให้แก่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จำเลยได้สมัครเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 เพื่อมุ่งหวังว่าจะได้นำองค์ความรู้มาพัฒนาศักยภาพในการทำงานต่อไป


โครงการดังกล่าวเป็นโครงการระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการจัดการอบรมเพื่อสร้างชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยทั่วยุโรป ผู้เชี่ยวชาญด้านทางการเมืองระดับชั้นนำ ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเสริมศักยภาพในการส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับสากล ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - ตุลาคม 2569


สำหรับวิธีการเข้าร่วมอบรมมีทั้งช่วงที่กำหนดให้เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ และมีช่วงที่กำหนดให้เดินทางไปร่วมกระบวนการโดยตรงกับผู้จัดโครงการนอกสถานที่ในต่างประเทศ โดยโครงการนี้มีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอบรมเพียงจำนวน 40 คนเท่านั้นจากผู้สมัครทั่วโลก


จำเลยได้ผ่านการสัมภาษณ์คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม และเริ่มเข้าร่วมการอบรมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยวิธีการอบรมทางออนไลน์ แต่ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย 2569 นี้ หลักสูตรกำหนดให้ต้องเดินทางไปเข้าร่วมกระบวนการอบรม ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล เพื่อให้ผู้จัดการอบรมและผู้เข้าร่วมจากทุกประเทศทั่วโลกมาพบปะและมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ หากจำเลยไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ จะทำให้ไม่สำเร็จการอบรมตามหลักสูตร และพลาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งพลาดโอกาสเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อต่อยอดและนำไปใช้ในการทำงาน


ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรในระหว่างวันที่ 13 - 18 เม.ย. 2569 และช่วงเวลาการเดินทางของจำเลยมิได้อยู่ในช่วงการสืบพยานของศาล และมีกำหนดการที่ชัดเจนจึงมิได้ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีของศาล จึงขอศาลอนุญาตให้จำเลยซึ่งอยู่ระหว่างการใช้สิทธิต่อสู้คดีและยังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย ได้เดินทางเข้าอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ อันเป็นโอกาสสำคัญในการประกอบอาชีพ และเมื่อจำเลยเดินทางกลับเข้ามาในราชณาจักรแล้วจะมารายงานตัวต่อศาล


ในวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าเงื่อนไขในการสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย เพราะเกรงว่าการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ซึ่งจำเลยอื่นที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรนั้นก็หลบหนีมาแล้ว ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานาน ในชั้นนี้จึงไม่สมควรอนุญาต ยกคำร้อง” ลงชื่อผู้พิพากษาผู้ทำคำสั่งโดย สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์


ทั้งนี้ คดีจากการชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563 จัดขึ้นโดยกลุ่มราษฎร 2563 ผู้ชุมนุมได้เดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่ากษัตริย์ไทยใช้พระราชอำนาจบนดินแดนเยอรมันหรือไม่ ซึ่งขณะนั้นภัสราวลีทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำเลยอื่นไปยื่นหนังสือที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้กับเอกอัครราชทูต ที่สถานทูตเยอรมนี และต่อมาพบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 จากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้น 13 คน ซึ่งนับว่าคดีที่มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีข้อหานี้มากที่สุดจากเหตุการณ์ชุมนุมในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา


ปัจจุบัน คดียังคงอยู่ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ โดยศาลมีกำหนดนัดสืบพยานนัดถัดไปในวันที่ 18-19 มิ.ย. 2569 และนัดอีก 6 นัดไปจนถึงเดือนกันยายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์