วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569

‘ณัฐพงษ์-วีระยุทธ’ ช่วยหาเสียง กทม. วันสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ขอชาวกรุงเทพฯ อย่าลังเล เลือกการเปลี่ยนแปลง เปิดประตูให้ ‘โจ ชัยวัฒน์’ เป็นผู้ว่า - ส.ก. ประชาชน 50 เขตสร้างสภา กทม. โปร่งใส

 


‘ณัฐพงษ์-วีระยุทธ’ ช่วยหาเสียง กทม. วันสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ขอชาวกรุงเทพฯ อย่าลังเล เลือกการเปลี่ยนแปลง เปิดประตูให้ ‘โจ ชัยวัฒน์’ เป็นผู้ว่า - ส.ก. ประชาชน 50 เขตสร้างสภา กทม. โปร่งใส 


วันที่ 27 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กทม. ในวันสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน เพื่อสนับสนุน ‘ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขตของพรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหาร กทม., วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ทีมบริหาร กทม. และ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ 


โดยช่วงเช้า ณัฐพงษ์ช่วยหาเสียงที่ตลาดนัดชุมชนปิ่นเจริญ 3 เขตดอนเมือง ต่อไปที่เขตคลองสามวา ก่อนที่ช่วงบ่ายจะสมทบกับชัยวัฒน์ที่บริเวณห้างเซนทรัลลาดพร้าว และขึ้นรถแห่เส้นทางตั้งแต่เขตจตุจักร ราชเทวี พญาไท ปทุมวัน และสัมพันธวงศ์ 


ชัยวัฒน์กล่าวว่า คนกรุงเทพฯ เจอปัญหาเดิมๆ วนเวียนซ้ำซากมาเป็นเวลานาน ตนขอโอกาสเข้าไปทำงานเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้จบด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ และพากรุงเทพฯ พัฒนาไปข้างหน้า ให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


สำหรับคนกรุงเทพฯ ที่ยังลังเลอยู่ เชื่อว่าหลายคนที่เคยออกไปเลือกตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนพรรคประชาชน เราเชื่อในสิ่งเดียวกันว่าประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง กรุงเทพฯ ก็เช่นกัน และต้องเป็นการแก้ไขที่ต้นตอ วันนี้ถ้าท่านยังเชื่อเหมือนกับพวกเรา ขอให้เลือกพรรคประชาชนทั้งโจ ชัยวัฒน์ เบอร์ 10 และ ส.ก. พรรคประชาชนทั้ง 50 คน 50 เขต


ด้านณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรามาทำงานการเมืองเพราะต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ตนเชื่อว่าการตัดสินใจของพ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้จะตัดสินใจด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่เคยให้ความไว้วางใจพรรคสีส้ม ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ ไว้ใจพวกเรามากขึ้นเป็นลำดับเพราะพวกเราพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล ยังไม่มีอำนาจฝ่ายบริหาร เรายังผลักดันวาระที่ก้าวหน้ากับสังคมได้ขนาดนี้ หากพี่น้องประชาชนเปิดประตูให้เราเข้าไปบริหารกรุงเทพฯ ซึ่งมีงบประมาณหลัก 100,000 ล้านบาทต่อปี เราจะแสดงฝีมือให้เห็นว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง 


ณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่า วันพรุ่งนี้ถ้าประชาชนไม่ได้ตัดสินใจออกไปเลือกด้วยการมองว่าใครจะเป็นผู้ชนะ แต่ตัดสินใจออกไปเลือกด้วยความหวังว่าท่านอยากเห็นการเมืองแบบไหน อย่างที่ท่านเคยกาในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2562, 2566, 2569 เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โจชัยวัฒน์ #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งสก69
















ธิดา ถาวรเศรษฐ : อนาคตระบอบประชาธิปไตยอยู่ที่การต่อสู้ของประชาชนเท่านั้น!!!




ธิดา ถาวรเศรษฐ : อนาคตระบอบประชาธิปไตยอยู่ที่การต่อสู้ของประชาชนเท่านั้น!!!


ผ่าน 24 มิถุนายน 2569 นับถอยหลังอีก 6 ปีจะครบรอบ 100 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยาม-ไทย  เป็นที่น่ายินดีที่ในส่วนของภาคประชาชน ทั้งนักวิชาการ โดยเฉพาะสถาบันปรีดีพนมยงค์ที่เปิดตัวรูปปั้นอาจารย์ปรีดี และการจัดรายการต่าง ๆ รวมทั้งคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาเรื่องราวและปัญหาการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา


และภาคประชาชนนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรมเล็ก ๆ แต่มีเนื้อหาใหญ่ ๆ  ทั้งการนำเสนอต่อสมาชิกรัฐสภา พรรคการเมือง และส่วนที่จัดบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


แรก ๆ ดิฉันก็กังวลว่าจะไม่มีกิจกรรมมวลชนเลย เพราะไม่สะดวกในวาระมีงานราชพิธีใหญ่ ๆ  แต่เมื่อกิจกรรมสามารถจัดได้ก็ถือเป็นเรื่องดี  ดิฉันเชื่อว่ามวลชนที่ก้าวหน้าที่อยากได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 21 ล้านคน ล้วนนั่งเชียร์รำลึก 24 มิถุนายน 2475 กันทั้งสิ้น แม้ไม่ได้ออกมาร่วมทำกิจกรรม


ที่น่าผิดหวังคือ รัฐสภาไทย, รัฐบาล, พรรคการเมือง  แม้แต่ สส., สว. จำนวนมาก ไม่ให้ความสำคัญกับวาระ 94 ปี 24 มิถุนายน 2475 เท่าที่ควรจะเป็น พวกเขาลืมการก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นจุดกำเนิดของระบอบรัฐสภาและรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย สถานะที่เขาเป็นอยู่ปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นจากไหน? หรือพวกเขาคิดว่ามันลอยมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า สถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการรำลึกถึงเหตุการณ์ 94 ปี ของผู้ก่อการคณะราษฎร 2475


ในข้อเรียกร้องของ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 ที่มี 4 ข้อนั้น ความสำคัญของประวัติศาสตร์รำลึก 24 มิถุนายน 2475 เป็นข้อแรกที่ถูกลดความสำคัญจากวันชาติ หลังรัฐประหารปี 2500 แต่ยังควรเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยอย่างประเทศที่มีอารยธรรมและเคารพความจริง  แต่นี่กลายเป็น เพียงวาระประชาชนรำลึกเท่านั้น ไม่เป็นวาระของรัฐไทยอีกแล้ว


พร้อมกันนั้นเราจะพบการเขียนประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนความจริง ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองกลายเป็นผู้ร้าย  แต่กบฏบวรเดชกลับกลายเป็นพระเอก โดยการลบสัญลักษณ์ ชื่อผู้ก่อการ รูปแบบสถาปัตยกรรมชุดคณะราษฎรออกให้หมด นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อมาแล้วตามลำดับ  แต่เราอ่านเจตนาของฝ่ายจารีตที่จะลบทำลายประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร  ก็นำมาสู่ความเสี่ยงว่า  แม้แต่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่มีสัญลักษณ์ของผู้ก่อการคณะราษฎรที่ฐาน และมีพานทูลเกล้าถวายรัฐธรรมนูญให้ลงพระปรมาภิไธยก็อาจถูกทุบทิ้ง


ส่วนข้อเรียกร้องทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน  ซึ่งถ้าไม่ทำก็จะเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย  ที่แม้จะค่อนข้างจอมปลอมก็ตาม  คือปัญหาการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาที่บ่งชี้ว่าไม่สุจริต  มีการจัดการด้วยการใช้ผลประโยชน์เงินทองเข้ามาจัดการอย่างมีแผนการ  ทำให้การเลือกตั้งตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องไม่ชอบธรรม  รัฐบาลและรัฐสภาก็มาอย่างไม่ชอบธรรม  นี่คือการทำลายยิ่งกว่าการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสียอีก  โดยใช้อำนาจอิทธิพลนักการเมืองและเงินทอง  ยึดอำนาจประเทศไทยเสียงเอง  ไม่ต้องใช้กำลังทหาร


ปัจจุบันประเทศไทยก็จะมีทั้งทุนเทา  รัฐสภา  และสว.สีเทา  รัฐบาลก็เป็นสีเทา  ข้าราชการก็สีเทาจนสีดำ  สุดท้ายในการทำรัฐธรรมนูญใหม่  ถ้ายังคงวิญญาณเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2560  และไม่ยึดโยงกับประชาชน  ก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญต่อเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560  พัฒนาอย่างพวกจารีตอำนาจนิยมที่เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน นั่นเอง


ดิฉันมองไปข้างหน้าระยะใกล้นี้  มองไม่เห็นท้องฟ้าแจ่มใส  เห็นแต่สีเทาของฝุ่นมืดขึ้น ๆ ตามลำดับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #94ปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง

‘สหัสวัต’ เสนอรัฐบาล แก้ปัญหา ‘จีนเทา’ ปัญหาทุนผิดกฎหมายไม่ได้เกิดจาก ‘ต่างชาติเข้ามา’ แต่เกิดจาก ‘รัฐไทยอ่อนแอ’

 


สหัสวัต’ เสนอรัฐบาล แก้ปัญหา ‘จีนเทา’ ปัญหาทุนผิดกฎหมายไม่ได้เกิดจาก ‘ต่างชาติเข้ามา’ แต่เกิดจาก ‘รัฐไทยอ่อนแอ’


วันที่ 27 มิถุนายน 2569 จากข่าวเอกอัครราชทูตจีนขอคนไทยหลีกเลี่ยงใช้คำว่า ‘จีนเทา’ เพราะเหมือนเป็นการเหมารวมชาวจีนทั้งหมด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลจะยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันเหลือ 30 วัน เพื่อให้คัดกรองนักท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า จีนเทาไม่ได้เติบโตเพราะ ‘ฟรีวีซ่า’ แต่เติบโตเพราะรัฐไทยแจกสิทธิให้ทุน โดยไม่มีกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพียงพอ


สหัสวัตอธิบายว่า การยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน จะช่วยแก้ปัญหาจีนเทา ช่วยคัดกรองคนที่แฝงตัวเข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมาย และช่วยลดอาชญากรรมข้ามชาติได้ หากดูเผิน ๆ เหมือนรัฐบาลกำลังแก้ปัญหา แต่หากตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด จะพบว่าคำอธิบายนี้ไม่ครบถ้วน และอาจทำให้ประชาชนเข้าใจปัญหาผิดทิศทาง


เพราะสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจจากคำว่า ‘ยกเลิกฟรีวีซ่า’ คือ รัฐบาลยกเลิกฟรีวีซ่าจีนแล้ว คนจีนจะต้องกลับไปขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าไทย ช่องทางของกลุ่มทุนจีนสีเทาถูกปิดลงแล้ว แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้น”


สหัสวัตให้รายละเอียดว่า ประเทศไทยกับจีนยังมี ‘ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตรา’ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 และความตกลงฉบับนี้ยังมีผลอยู่ คนไทยเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และคนจีนก็ยังเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ภายใต้เงื่อนไขของความตกลงระหว่างไทยและจีนเช่นเดิม


ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลมีมติปรับคือ มาตรการ Visa Exemption หรือการยกเว้นวีซ่า 60 วัน ที่เคยให้กับ 93 ประเทศและดินแดน โดยปรับระยะเวลาพำนักจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ไม่ใช่การยกเลิกความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างไทย-จีน


พูดให้ชัดที่สุดคือ รัฐบาลไม่ได้ยกเลิกฟรีวีซ่าไทย–จีน แต่ปรับมาตรการ Visa Exemption ที่ใช้กับหลายประเทศ ขณะที่คนจีนยังสามารถเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าตามความตกลงทวิภาคีไทย–จีนที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่”


ทั้งนี้ ความตกลงไทย–จีน ไม่ได้เปิดให้ชาวจีนเข้ามาเพื่อทำงานหรือประกอบธุรกิจโดยเสรี ผู้เดินทางยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของความตกลง ซึ่งอนุญาตให้พำนักได้ตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน หรือติดต่อธุรกิจบางประเภทเท่านั้น หากจะทำงานหรือประกอบกิจการที่กฎหมายกำหนด ก็ยังต้องได้รับวีซ่าหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายไทยเช่นเดิม


ต่อให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการ Free Visa 60 วัน คนจีนก็ยังสามารถเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าตามความตกลงไทย-จีนอยู่ดี นี่คือข้อเท็จจริงที่รัฐบาลควรสื่อสารให้ครบ”


สหัสวัตเห็นว่า หากรัฐมนตรีพูดเพียงว่า ‘เลิกฟรีวีซ่า’ แล้วเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาจีนเทา โดยไม่อธิบายความแตกต่างระหว่างมาตรการ Visa Exemption กับความตกลงไทย-จีน ก็ย่อมทำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลได้ ‘ปิดช่องทาง’ ของจีนเทาแล้ว ทั้งที่ตามกฎหมายยังมีช่องทางดังกล่าวอยู่


การทบทวน Visa Exemption อาจช่วยลดการใช้สถานะนักท่องเที่ยวผิดวัตถุประสงค์ได้บางส่วน เช่น การลักลอบทำงาน หรือการใช้สถานะนักท่องเที่ยวบังหน้าการประกอบธุรกิจ สหัสวัตเห็นว่า รัฐบาลต้องพูดให้ชัดเจน ว่านี่ไม่ใช่เครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาจีนเทา เพราะจีนเทาไม่ได้เกิดจากการอยู่ในประเทศไทยได้ 60 วัน แทน 30 วัน จีนเทาเกิดจากโครงสร้างธุรกิจผิดกฎหมาย เกิดจากนอมินี เกิดจากการฟอกเงิน เกิดจากการใช้คนไทยถือหุ้นแทน เกิดจากการตั้งบริษัทบังหน้า เกิดจากการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายการลงทุน และเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ


สหัสวัตย้ำว่า จีนเทาไม่ได้เติบโตที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่เติบโตในทะเบียนบริษัท เติบโตในโครงสร้างผู้ถือหุ้น เติบโตในบัญชีธนาคาร เติบโตในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เติบโตในพื้นที่ EEC เติบโตในโครงการที่ได้รับสิทธิจาก BOI และเติบโตในช่องว่างระหว่าง ‘การส่งเสริมการลงทุน’ กับ ‘การกำกับดูแลหลังให้สิทธิ’


ผมขอย้ำว่า การพูดถึง ‘จีนเทา’ ไม่ใช่การเหมารวมคนจีนทั้งหมด นักท่องเที่ยวจีนไม่ใช่ปัญหา นักลงทุนจีนที่ทำธุรกิจถูกต้องไม่ใช่ปัญหา แรงงานต่างชาติที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมายก็ไม่ใช่ปัญหา


ปัญหาคือ ‘ทุนผิดกฎหมาย’ ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทำธุรกิจสีเทา ไม่ว่าจะถือสัญชาติใดก็ตาม


เพราะฉะนั้น หากปัญหาคือนอมินี รัฐต้องตรวจสอบผู้ถือหุ้น หากปัญหาคือการฟอกเงิน รัฐต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากปัญหาคือธุรกิจผิดกฎหมาย รัฐต้องใช้กฎหมายธุรกิจ กฎหมายภาษี กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายคนต่างด้าวอย่างจริงจัง หากปัญหาคือการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ รัฐต้องตรวจสอบการถือครองที่ดิน การเช่าที่ดิน การใช้สิทธิ BOI และการใช้สิทธิในพื้นที่ EEC อย่างจริงจัง”


ส่วนประเด็น BOI หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งให้สิทธิพิเศษกับธุรกิจต่างชาติเพื่อแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สหัสวัตเห็นว่า เราพูดถึง BOI ในฐานะ ‘เครื่องมือให้สิทธิประโยชน์’ มากกว่าจะพูดถึง BOI ในฐานะ ‘ระบบกำกับดูแลหลังให้สิทธิ’ เพราะ BOI ให้สิทธิประโยชน์จำนวนมาก เช่น ยกเว้นภาษี อำนวยความสะดวกด้านวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และในหลายกรณียังเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมถือครองที่ดินเพื่อประกอบกิจการได้


สหัสวัตตั้งคำถามเชิงนโยบายว่า หลังจากให้สิทธิไปแล้ว กลไกกำกับดูแลหลังการส่งเสริมการลงทุนมีประสิทธิภาพเพียงใด มีการตรวจสอบเชิงรุกมากน้อยแค่ไหน เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง BOI กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้จริงหรือไม่ โครงการที่ได้รับการส่งเสริมแต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขมีจำนวนเท่าใด มีการเพิกถอนสิทธิหรือเรียกคืนสิทธิประโยชน์กี่ราย และมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับนอมินีหรือการใช้ที่ดินผิดเงื่อนไขอย่างเป็นระบบหรือไม่


ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า BOI มีอำนาจกำกับดูแลหรือไม่ เพราะกฎหมายกำหนดอำนาจไว้แล้ว แต่คำถามคือ กลไกกำกับดูแลหลังให้สิทธิมีประสิทธิภาพ เข้มแข็ง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้เพียงพอหรือไม่ รวมทั้งสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้หรือไม่ว่าสิทธิประโยชน์จำนวนมหาศาลที่รัฐมอบให้ ได้สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศอย่างแท้จริง


สหัสวัตสรุปว่า สุดท้ายแล้ว ปัญหาจีนเทาไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจาก ‘ต่างชาติเข้ามา’ แต่เป็นปัญหาที่เกิดจาก ‘รัฐไทยอ่อนแอ’ หากไม่มีนอมินี ธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมากก็เกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีช่องโหว่ด้านการฟอกเงิน เงินผิดกฎหมายก็หมุนเวียนได้ยาก หากเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ธุรกิจสีเทาก็เติบโตได้ยาก


สหัสวัตเสนอคำแนะนำไปยังรัฐบาล หากต้องการแก้ปัญหาจีนเทาอย่างจริงจัง คือ

1. เปิดเผยรายงานติดตามโครงการ BOI หลังได้รับการส่งเสริม

2. เปิดเผยจำนวนโครงการที่ถูกเพิกถอนสิทธิ

3. ตรวจสอบการถือครองที่ดินของกิจการที่ได้รับ BOI

4. ปราบนอมินีเชิงรุก โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC

5. ประเมิน Local Content และการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

6. ประเมิน EEC จากคุณภาพของการลงทุน ไม่ใช่เพียงมูลค่าเงินลงทุน

7. แยกนโยบายตรวจคนเข้าเมืองออกจากการปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

8. สร้างฐานข้อมูลร่วมกันในทุกหน่วยงานเพื่อตรวจสอบนอมินีและเส้นทางการเงิน


นอกจากนี้ยังแนะนำให้รัฐสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า ‘การทบทวนฟรีวีซ่า’ เท่ากับ ‘การปราบจีนเทา’ เพราะความจริงคือ จีนเทาไม่ได้กลัวการลดวันพำนักจาก 60 วันเหลือ 30 วัน การทบทวนมาตรการด้านคนเข้าเมืองอาจเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะเครือข่ายทุนผิดกฎหมายไม่ได้อาศัยเพียงช่องทางการเดินทางเข้าประเทศ หากแต่อาศัยช่องโหว่ของระบบกำกับดูแล การถือหุ้นแทน การฟอกเงิน การใช้สิทธิประโยชน์ของรัฐโดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึง


จีนเทาไม่ได้หวั่นเกรงเพียงการลดระยะเวลาพำนัก แต่หวั่นเกรงรัฐที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินจริง ตรวจสอบนอมินีจริง ตรวจสอบการใช้ที่ดินจริง เพิกถอนสิทธิประโยชน์เมื่อพบการกระทำผิดจริง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกคน หากรัฐยังไม่แก้ที่ต้นตอเหล่านี้ ต่อให้ลดระยะเวลาพำนักจาก 60 วันเหลือ 30 วัน ปัญหาจีนเทาก็ยากจะหมดไป เพราะต้นเหตุของปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนวันที่พำนัก แต่อยู่ที่ช่องโหว่ในการกำกับดูแลของรัฐไทยต่างหาก”


ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่แตะต้นตอเหล่านี้ ไม่ว่าจะยกเลิกฟรีวีซ่ากี่ครั้ง ปัญหาจีนเทาก็จะไม่หายไป


เพราะปัญหาไม่เคยอยู่ที่จำนวนวันที่อยู่ในประเทศไทย แต่อยู่ที่รัฐไทยปล่อยให้ทุนผิดกฎหมายหยั่งรากลึกมาเป็นเวลานานต่างหาก”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทุนเทา #จีนเทา

ครบรอบ 6 ปี ‘วันเฉลิมถูกบังคับสูญหาย’ จัดงาน “ส่งใจถึงต้าร์” ท่ามกลางสายฝน ก่อนปิดท้ายด้วย กิจกรรมส่งต่อความหวังผ่านแสงเทียน ครอบและเพื่อนยืนยันไม่หมดหวัง

 


ครบรอบ 6 ปี ‘วันเฉลิมถูกบังคับสูญหาย’ จัดงาน “ส่งใจถึงต้าร์” ท่ามกลางสายฝน ก่อนปิดท้ายด้วย กิจกรรมส่งต่อความหวังผ่านแสงเทียน ครอบและเพื่อนยืนยันไม่หมดหวัง


วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่สวนครูองุ่น มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ Amnesty International Thailand จัดงาน “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’“ เพื่อพบปะ ส่งต่อความหวัง รวมถึงกำลังใจให้กับครอบครัวสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 6 ปีการบังคับสูญหาย “ต้าร์” วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมือง โดยมีครอบครัว ตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชน และประชาชนเข้าร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศที่มีฝนตกลงมาตลอดทั้งงาน ซึ่งผู้เข้าร่วมต่างพร้อมใจกันแต่งกายสไตล์วันเฉลิม ด้วยเสื้อฮาวายสีแดงและสวมแว่นตา


กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นในเวลา 17.00 น. “เทียน” ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า เราจะไม่ลืมพี่ต้าร์ เราจะกลับมารวมกันทุกปี และเราจะร่วมกันสู้ต่อเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่พี่ต้าร์อยากจะเห็น จนถึงวันนั้นเราจะสู้ต่อไป และพาพี่ต้าร์กลับบ้านให้ได้ จากนั้น เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ Amnesty International Thailand ได้กล่าวเปิดงานในลำดับถัดมา


ต่อมามีวงเสวนาในหัวข้อ “6 ปีที่ต้าร์ไม่อยู่: การต่อสู้ การรอคอย และความหวัง” พูดคุยอัปเดตความคืบหน้าในการตามหาต้าร์ และการทำงานตามหาผู้สูญหาย โดย สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม, พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข มูลนิธิกระจกเงา, ภัทรานิษฐ์ เยาดำ ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการบังคับสูญหาย 


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น “ต้นไม้แห่งความหวัง” สำหรับเขียนข้อความส่งกำลังใจถึงต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และครอบครัว รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และกิจกรรม “กล่องคำสัญญาปีที่ 7” เพื่อร่วมกันรักษาความทรงจำเกี่ยวกับผู้สูญหายและสนับสนุนความยุติธรรม ก่อนจะปิดท้ายด้วย “พิธีส่งต่อแสงเทียน” เพื่อส่งต่อพลังและความหวังร่วมกัน


สำหรับกิจกรรม “ส่งใจถึงต้าร์ ยืนยันว่า ‘เราไม่หมดหวัง’“ ในปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ถัดจากเมื่อวานนี้ (25 มิ.ย.) ที่มีการทำบุญเลี้ยงพระเพื่อส่งใจถึงต้าร์และครอบครัว 


ในวาระครบรอบ 6 ปี การบังคับสูญหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 โดยเมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 มิถุนายน 2563 วันเฉลิมถูกชายนิรนาม 4 คนจับตัวขึ้นรถตู้ ขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับพี่สาว เสียงสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้กับพี่สาวคือ “โอ๊ย หายใจไม่ออก” 


แม้ปัจจุบันเวลาผ่านไป 6 ปี ครอบครัวยังคงตามหาวันเฉลิม เพื่อน ๆ ยังคงรอคอยการกลับมา นักกฎหมายและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่างผลักดันกฎหมายเพื่อคืนความยุติธรรมให้วันเฉลิมและครอบครัว 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หายใจไม่ออก #6ปีตาร์วันเฉลิม #อุ้มหาย #ลี้ภัย #ถูกบังคับให้สูญหาย

























‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาดเช้าหาเสียงวันสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ชวนคน กทม. ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงานเปลี่ยนกรุงเทพฯ

 


‘โจ ชัยวัฒน์’ ลุยตลาดเช้าหาเสียงวันสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ชวนคน กทม. ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เปิดประตูให้พรรคประชาชนเข้าไปทำงานเปลี่ยนกรุงเทพฯ 


วันที่ 27 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กทม. วันสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน โดย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าที่ตลาดปิ่นทอง เขตบางบอน พร้อมด้วย รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ, สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ, ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพฯ (จอมทอง-บางบอน) พรรคประชาชน ก่อนเดินทางไปหาเสียงต่อที่ตลาดเช้าวัดหนองแขม เขตหนองแขม


โดยชัยวัฒน์เชิญชวนให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ในวันพรุ่งนี้ ย้ำหมายเลขของพรรคประชาชน บัตรสีเขียวเลือกผู้ว่ากาเบอร์ 10 บัตรสีชมพูกาเบอร์ของ ส.ก. พรรคประชาชนในแต่ละพื้นที่ทั้ง 50 เขต เพื่อเปิดประตูให้ทีมพรรคประชาชนเข้าไปทำงานผลักดันนโยบายสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แคร์คน แก้ปัญหาที่เรื้อรังของเมืองด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ พร้อมกับยกระดับสภา กทม. ตรวจสอบงบประมาณกว่าแสนล้านบาทต่อปีให้มีความโปร่งใสและคุ้มค่า ผลักดันวาระระดับเขตไปจนถึงข้อบัญญัติของ กทม. เพื่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน #เลือกตั้งสก69