วิโรจน์
ลักขณาอดิศร : เหตุการณ์ความสูญเสียของประชาชนในอดีต มันไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่จะป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
คำปราศรัยในงานรำลึก
#16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี
คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม
สวัสดีทุกท่านนะครับ
และขอรำลึกถึงผู้วายชนม์ด้วยนะครับ
ผมคิดว่าหลายท่านได้พูดถึงสาระสำคัญของการจัดงานรำลึกที่จัดขึ้นครั้งนี้ก็ครบรอบ 16 ปี
และเหลืออีก 4 ปีก็จะหมดอายุความ
คือทุกท่านอาจจะโฟกัสไปที่อายุความ 20 ปี ถูกมั้ยครับ
อายุความ 20 ปี ปกติผู้ต้องหาที่หลบหนีมักจะต้องหลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุน
อยู่ก็เหมือนตาย มีชีวิต มีลมหายใจ ก็ไม่มีความสุขใช่มั้ยครับ แต่เราเห็นความแปลกประหลาดมั้ยครับว่า
ผู้ต้องหาในคดีนี้ไม่เห็นจะมีความหัวซุกหัวซุนใด ๆ
ไม่เห็นจะมีความเดือดเนื้อร้อนใจใด ๆ อยากจะไปห้างก็ไปเหมือนเดิม
อยากจะเดินถนนพบปะผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใสก็ยังทำได้เหมือนเดิม
ดังนั้น
เรื่องราวที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ผู้มีอำนาจที่เราเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังหรือเบื้องหน้าก็ตาม เขารู้สึกครับ
เขาเชื่อมั่นครับว่าจะมีอำนาจ มีมือที่มองไม่เห็น
ที่จะทำให้เขาไม่ว่าจะทำชั่วช้าสามานย์ยังไง กฎหมายก็เอาผิดเขาไม่ได้
เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังเขามีอำนาจ ซึ่งเขาเชื่อว่ามีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย
ไอ้แบบนี้ครับเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างมาก เป็นอันตรายต่อประชาชนอย่างมาก และถ้าเกิดกระบวนการยุติธรรมไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นธรรมและยุติสิ่งต่าง
ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่เราบอกว่ามันเป็นกงล้อแห่งความหฤโหด
มันก็จะเวียนกลับมาหาอนาคตซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันอาจจะเกิดขึ้นกับลูกเรา หลานเรา มันอาจจะเกิดขึ้นกับคนในภายภาคหน้าที่เราอาจจะไม่รู้จักก็ได้
วันนั้นเราอาจจะลาโลกนี้ไปแล้วก็ได้ แต่สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นไงครับ
ดังนั้นหลายคนที่เคยถามผม
เพื่อนผมหลายคนที่ถูกขนานนามว่าสลิ่มก็แล้วกัน ก็เคยมาคุยกับผมว่า
เรื่องราวมันเคยเกิดขึ้นไปแล้ว จะฟื้นฝอยหาตะเข็บไปทำไม? ผมก็จะตอบว่า “ความยุติธรรม”
ถ้ามันบังเกิดเรื่องราวบัดซบต่าง ๆ ที่มันเคยเกิดขึ้น มันจะไม่เกิดขึ้นอีก
เพราะมันจะมีการยอมรับในการชั่วช้าสามานย์นั้น
มันจะมีกระบวนการที่ทำให้ผู้ที่กระทำความผิดต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขากระทำ
และมันจะเป็นบทเรียนให้ผู้ที่มีอำนาจได้รับรู้ว่าต่อให้เบื้องหลังหรือใครก็ตามที่อยู่หลังม่าน
ที่ให้คำมั่นกับคุณว่าฆ่าไปเถอะ สังหารไปเถอะ ทำไปเถอะ ยังไงคุณก็ไม่โดนอะไร
คุณจะได้ไม่เชื่อไอ้คนหลังม่านเหล่านั้น
เพราะคุณเห็นบทเรียนของผู้ที่มีอำนาจที่ต้องรับผิดตามกฎหมายไปแล้ว นี่แหละครับคือ “นิติรัฐ”
หรือที่หลายคนเรียกว่า “บ้านเมืองมันมีขื่อมีแป” บ้านเมืองที่มันมีขื่อมีแปมันทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ที่เรียกว่าประเทศ
อยู่ได้อย่างสบายใจ รู้สึกว่ากฎหมายจะคุ้มครองเขา กฎหมายจะปกป้องเขา
กฎหมายจะให้ความเป็นธรรมกับเขาเวลาที่เขาได้รับกับความอยุติธรรม
ที่ผ่านมาผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างมาก
วันนี้เราพิสูจน์กันแล้วนะครับหลายกรณีแล้วว่า 1) “ชายชุดดำ”
ไม่มีอยู่จริง
ข้อกล่าวหาที่พยายามจะสาดโคลนเพื่อให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งขยับตัวออกมาเป็นฝั่งตรงข้ามกับกลุ่มประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย
พิสูจน์แล้วนะครับว่า “ชายชุดดำ” ไม่มีอยู่จริง 2) มีการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมแล้วว่า
อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งว่ากระสุนถูกยิงมาจากเจ้าหน้าที่
ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็คงเป็นเจ้าหน้าที่อื่นไม่ได้ ก็คือทหารบางคนปฏิบัติ
ผมไม่อยากใช้คำว่าปฏิบัติหน้าที่ ผมเรียกว่าก่อกรรมทำเวรในวันนั้นก็แล้วกัน
ก็พิสูจน์กันมาหมดแล้ว แล้วมีอะไรอีกครับ
เรื่องราวที่มันน่าหดหู่ที่สุดก็คือเหตุการณ์ในวัดปทุมฯ ครับ คือหาว่ามีภาพปรากฏของคนซุ่มยิงถืออาวุธ
แต่ปรากฏว่าจับมือใครดมไม่ได้ แต่แปลกมั้ย? เราจำ “จ่านิว” ได้มั้ย
ไอ้นั่นก็เหมือนกัน คนที่ตีหัวจ่านิวก็จับไม่ได้ แต่พอปรากฏว่าถ้าไอ้คน ๆ
นั้นเป็นคนที่ทางการตามล่าตัว เห็นหน้าเฉี่ยว ๆ จากกล้องวงจรปิดที่ดูยังไงก็ไม่ชัด
ยังล่าตัวมาได้ มันแปลกมั้ย?
นี่ก็คือสิ่งที่สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้อำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับประชาชน
ผมเชื่อว่าถ้าเจ้าหน้าที่จะตามล่าตามหาผู้ต้องหาตามที่ปรากฏเป็นภาพถืออาวุธบน บนสถานีรถไฟฟ้า
BTS แล้วยิงใส่ประชาชน ทำไมจะจับไม่ได้ แล้วที่สำคัญที่สุดอะไร
ผมเคยอยู่ในกรรมาธิการการทหาร ทหารเขาจะมีการข่าว เขารู้ครับว่าคนที่แต่งชุดแบบนี้ต้องไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายตามที่เขากล่าวอ้างแน่
ๆ ต้องไม่ใช่ชายชุดดำที่เขากล่าวหาแน่ ๆ แต่เป็นคนที่ทำหน้าที่หน่วยปฐมพยาบาลหรือหน่วยพยาบาล
คุณจะไม่รู้ได้ยังไง หรืออย่างน้อย ๆ ตอนที่คุณจะเอากล้องไปส่องเขา คุณจะไปเล็งเขา
หน้าที่ของทหารคืออะไร
จะต้องเล็งก่อนว่ามือของเป้าหมายนั้นถืออาวุธที่เป็นภัยคุกคามหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่มี
ดังนั้น
การยิง การลั่นกระสุนในวันนั้นจึงมองเป็นอื่นไม่ได้เลย คือคุณมองคนเป็นผักปลา
คุณเข่นฆ่าเพื่อให้เกิดความสะใจเท่านั้นเอง และมันมีกระบวนการที่มาปลุกปั่น
ให้เจ้าหน้าที่ ให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง รู้สึกชิงชัง รู้สึกเกลียดชัง
ว่าคนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ใช่มนุษย์
ที่คุณจะสังหารเข่นฆ่าทำร้ายทำลายยังไงก็ได้ ผมถึงบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553
มันคือเหตุการณ์จำลองย่อม ๆ ของนานกิงเลยนะครับ
ที่เจ้าหน้ารัฐไม่ได้มองเห็นประชาชนเป็นประชาชน
ที่คนกลุ่มหนึ่งเหยียดหยามประชาชนคนร่วมชาติเหมือนไม่ใช่มนุษย์ที่ทำการเข่นฆ่าย่ำยีอย่างไรก็ได้
มันเป็นขบวนการที่โหดร้ายที่ไม่ใช่แค่การกระทำความผิดทางอาญา แต่มันเป็นการสร้างความเกลียดชังที่ทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่งถูกมองว่าไม่ใช่มนุษย์
ที่กฎหมายไม่ต้องคุ้มครองยังไงก็ได้ นี่คือความร้ายกาจที่มันเกิดขึ้นในปี 2553
ตอนนั้นผมในวัย
20 ขวบครับ ก็เถียงกับเพื่อนผม
วันนั้นผมตั้งคำถามกับเพื่อนผมที่ถูกขนานนามว่าสลิ่ม ผมบอกว่าคนที่ถูกทำร้าย
คนที่เสียชีวิต วันนั้นผมพูดกับเขาจริง ๆ นะ ว่าเขาเคยฆ่าพ่อคุณเหรอ?
หรืออย่างน้อย ๆ เขาเคยยืมเงินแม่คุณแล้วไม่คืนหรือเปล่า? เขาเคยทำร้ายผลักอกตัวคุณมั้ย?
คุณเคยรู้จักเขาหรือเปล่าเถอะ คุณก็ยังไม่เคย คุณเกลียดเขาทำไม?
คุณรู้สึกยินดีกับการสูญเสียชีวิตของเขาไปได้ยังไง? มันแปลกมั้ยครับ
นี่คือความเลวร้ายในปี 2553 เราเกลียดกันโดยที่เรายังไม่รู้จักกันเลยว่าเขาคือใคร
เราเกลียดกันโดยที่ไม่มีมูลเหตุว่าอีกฝ่ายหนึ่งมันทำอะไรกับเรา
และที่แย่ที่สุด
ตอนนี้เราจะเจอคำพูดคำหนึ่งว่า เซาะกร่อนบ่อนทำลาย, จงใจบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
จงใจด้วยนะ จงใจแปลว่าตั้งใจสรรขึ้นมา ถ้าเราพูดถึงอะไรที่ตั้งใจสรรสร้างขึ้นมา
ผมนึกอยู่อย่างเดียวที่อยู่ในหัวตอนนี้คือผังล้มเจ้ากำมะลอ
แล้วถามว่าทำไมถึงเรียกว่าจงใจ เพราะไอ้คนทำมันไปรับกับศาลไงว่ามันจงใจขึ้นมาไม่มีที่มาที่ไปอยู่ดี
ๆ มันก็เขียนขึ้นมาเอง
มันเอาประชาชนคนนั้นคนนี้ตามจินตนาการอันบัดซบของมันมาใส่ในผังของมันแล้วก็โยงใยบ้าบอคอแตก
แล้วก็กล่าวหาว่าประชาชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
ผมตั้งคำถามว่าสิ่งที่มันทำเป็นความชั่วช้าสามานย์จริงหรือไม่
มันเอาความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน
โดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังนั้น
นี่ไม่ใช่การจงใจบ่อนทำลายหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เคยปรากฏขึ้นจริง
และไอ้คนที่ทำไปรับกับศาลหน้าด้าน ๆ
นี่ก็คือสิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุดแล้วคือจงใจเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน แต่ปรากฏว่าไอ้คน ๆ นั้น
คนกลุ่มนั้นก็ลอยหน้าลอยตามีชีวิตที่ผาสุกอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่จริงมันคือภัยร้ายของสถาบันพระมหากษัตริย์
ผมยืนยัน
ถามว่าเราเหลือเวลาอีก
4 ปี ความเป็นรูปธรรมที่เราบอกว่าเราจะต้องต่อสู้ไปด้วยกัน
ผมใช้คำว่าต่อสู้ เพราะผมคิดว่าเป็นจริงได้ แต่มันไม่ง่ายครับ ล่าสุดผมเพิ่งคุยกับ
เอกราช อุดมอำนวย เข้าใจว่าจะมีการยื่นแก้ไขพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารเข้าไปอีก
และคงจะต้องขอความกรุณาจากประชาชนที่นี่ครับ เพราะลำพัง 120
เสียงของพรรคประชาชนไม่เพียงพอที่จะผ่านวาระ 1
หรือต่อให้เพียงพอ เราก็ไม่มั่นใจว่าจะผ่านวาระที่ 2 วาระที่
3 ดังนั้นทางเดียวครับคือการขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองเพื่อนบ้าน
พรรคการเมืองที่เคยร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกันมา
ผมเชื่อว่าถ้ามีคะแนนเสียงที่เพียงพอจากหลายพรรคการเมือง
หรือพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภา เราผ่านได้ครับ
นี่คือเนื้อหาสาระของพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร
ก็คือ คดีอาญาที่ทหารกระทำกับประชาชน ไม่ต้องขึ้นศาลทหารครับ ขึ้นศาลยุติธรรม
และคดีทุจริตทั้งปวง ไม่ต้องขึ้นศาลทหารครับ
มาขึ้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบแทน
หลายพรรคการเมืองเคยมีนโยบายว่าจะลากทหารขึ้นศาลพลเรือน
ผมในฐานะที่เคยทำงานกับทหาร และเคยสัมผัสกับทหารที่ดี ผมก็ต้องปกป้องทหารที่ดี
ผมบอกผมเปลี่ยนนิดเดียวเลย ผมบอกกรรมการบริหารพรรคเปลี่ยนนโยบายนิดเดียว
อย่าไปลากทหารขึ้นศาลพลเรือน เขาทำผิดวินัยก็ขึ้นศาลทหารเหมือนเดิม
แต่เราต้องการลากโจรในคราบทหารขึ้นศาลพลเรือนต่างหาก
เราต้องการลากฆาตกรในคราบทหารขึ้นศาลพลเรือนต่างหาก ทหารดี ๆ
เขาจะได้ไม่ได้รับผลกระทบแบบนั้น ส่วนไอ้ทหารโจร ทหารนักฆ่า ต้องขึ้นศาลยุติธรรม
ทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นศาลอาญาทุจริตฯ และถ้าเราทำเช่นนั้นได้ ความยุติธรรมบังเกิด
มันจะเป็นบทเรียนให้ทหารรุ่นใหม่ ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดใช้อาวุธที่ซื้อมาโดยภาษีของพี่น้องประชาชน
หันปลายกระบอกปืน ใส่กระสุน แล้วเล็ง แล้วลั่นไกไปที่ประชาชนอีก
หลายคนบอกว่าทำไมวิโรจน์ถึงโฟกัส
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ก็ทุกครั้งไม่ใช่หรือครับ ตั้งแต่ 14ตุลา
ก็ดี 6ตุลา ก็ดี พฤษภาทมิฬ ก็ดี เมษา-พฤษภา53 ก็ดี อาวุธที่ทำให้ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยต้องล้มตาย
คืออาวุธปกติเหรอครับ? เป็นไม้เหรอครับ เป็นมีดเหรอครับ ไม่ใช่ครับ
คืออาวุธสงครามทั้งสิ้น แล้วคนที่ยิงคือใคร คนที่ใช้คือใคร ก็คือไอ้ทหารโจร
ถูกมั้ย? ในขณะที่ทหารที่ดีก็ตาปริบ ๆ จะห้ามก็ไม่ได้ สุดท้ายเข้าสู่กระบวนการ ก็มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องต้องทำให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดอีก
คราวนี้ง่ายที่สุดครับ ไปศาลยุติธรรม ไปศาลอาญาทุจริต
แล้วเราจะหยุดกงล้อแห่งความหฤโหดเอาไว้ได้ นี่คือผลสำคัญที่สุดของความยุติธรรมนะครับ
มันไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ
แต่มันจะป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก
เมื่อกี้คุณพิจารณ์พูดไปแล้ว
อีกหนึ่งรูปธรรมก็คือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา
เพื่อให้การที่ผู้มีอำนาจกระทำการเข่นฆ่าประชาชนต้องมีอายุความ เอาดิ
มึงลอยหน้าลอยตา ก็ลอยหน้าลอยตาไปเรื่อย ๆ วันที่คุณตาย ดอกไม้จันทน์ที่เอาไปวาง
ผมจะบอกว่า เออ...วันนี้หมดอายุความมึงจริง ๆ ละ คือวันตายของมึง
กูยอมให้มึงหมดอายุความในวันที่มึงตายจากโลกนี้ไป เอาดิ ถูกมั้ยฮะ ณ
ที่นี้ก็คือภารกิจคร่าว ๆ นะครับของพรรคประชาชนที่เป็นรูปธรรม
ทั้งการแก้ไขพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ซึ่งอาจต้องขอความกรุณานะครับ
ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยก็ต้องไปยื่นกับพรรคการเมืองอื่น ผมคิดเหมือนกันครับ ใครจะเคลมความสำเร็จเคลมได้เลย
ใครจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ เป็นไปได้เลย จะเอาร่างใครเป็นเป็นร่างหลัก
เอาได้เลย ขอให้มันผ่านสภาและมีนัยสำคัญ แค่มาตราสำคัญ แค่มาตราเดียวก็พอ เอาดิ
คือคดีที่ทหารทำร้ายประชาชน
หรือคดีที่ทหารทำทุจริต ขึ้นศาลยุติธรรม ขึ้นศาลอาญาทุจริตฯ
นอกนั้นเป็นกรรมาธิการธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องมีตำแหน่งในกรรมาธิการเลยก็ได้ ไม่ต้องมีภาพในข่าวเลยก็ได้
ตอนที่คุณแถลงความสำเร็จ ผมนั่งเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ข้าง ๆ ก็ได้ คุณเอาความสำเร็จ
คุณเคลมไปเลย เพราะเป้าหมายของพวกผมคือไม่ต้องการเห็นความหฤโหดอย่างนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีกแล้ว
ผมรู้ครับว่าหลายคนบอกว่าฉันต้องไปขอพรรคนั้น
ต้องไปขอพรรคนี้ มันอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่ผมยืนยันจริง ๆ ครับ
เราต้องการความสำเร็จครับ และผมยันด้วยซ้ำไปนะ ผมเคยคุยกับเอกราช ผมบอกผมไม่ต้องเป็นประธานก็ได้
วันนั้นผมจำได้ หมอเหวงไปยื่นหนังสือ แจมมาปรึกษาผม
ผมบอกให้ยื่นกับพรรคการเมืองหนึ่งก็ได้ ให้เขาเป็นพี่ใหญ่ ผมเป็นน้องคนเล็กก็ได้
ผมลงไปแล้วเขาจะเครียดหรือเปล่า งั้นผมไม่ลงไปก็ได้ ส่งสส.น้อง ๆ ไปรับแทนก็ได้
ให้เขาเป็นพระเอกไป เพราะเราต้องการให้มันออกมาจริง ๆ เพราะเราก็รู้ใช่มั้ยในทางการเมืองบางครั้ง
คุณไปแย่งกันเด่นเขาก็น้อยใจ ถูกมั้ย? ผมไม่อยากคิดเล็กคิดน้อยในเรื่องนี้
และครั้งนี้ผมก็ยืนยันเหมือนเดิม พรรคประชาชนผมรับปากเลยครับ ถ้าวาระ 1 ผ่าน
จะไม่มีการแย่งชิงเพื่อเป็นประธานแน่นอน!!! ก็เป็นกรรมาธิการตามสัดส่วนตามกฎหมายไป
แต่ขอให้มันผ่านเถอะ เพื่อจะได้หยุดวงล้อแห่งความอเนจอนาถแบบนี้
ให้มันหยุดที่ตรงนี้ให้ได้
อีก
2 กฎหมายที่ต้องแก้ไปด้วยกันก็พูดให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ป. ป.ป.ช. และตัวพระราชบัญญัติ
วิธีการพิจารณาคดีในศาลอาญาทุจริต คือต้องแก้เพื่อให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร
ซึ่งอันนี้ก็ต้องฝากทางท่าน สว. ด้วย เพราะว่ามี พ.ร.ป. ป.ป.ช. ด้วยนะครับ
และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะพยายามทำให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด ผมไม่อยากใช้คำว่า 4
ปีนะ ถ้ามันเกิดขึ้นภายใน 6 เดือนได้
ทำไมต้องรอ 4 ปี, 1 ปีได้ ทำไมต้องรอ 4
ปี เข้าใจว่าถ้ามีประชุมพรรคก็จะมีไปสื่อสารกันเรื่องนี้
ถ้ามีความคืบหน้าอย่างไรก็จะหารือแจ้งผ่านทางหมอเหวงและอ.ธิดาในโอกาสถัดไป
สำหรับวันนี้นะครับ
รำลึกผู้วายชนม์และให้กำลังใจกับผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง