‘ศิริกัญญา’ ชี้โอนงบหมื่นล้านสะท้อนรัฐบาลฐานะการคลังเปราะ
ชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นสัญญาณเตือนคลังเริ่มวิกฤต ทำระบบราชการใช้จ่ายสะดุด
ถามเกลี่ยงบเพื่อประเทศหรือเพื่อพยุงตัวเองกันแน่
วันที่
25 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
มีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงิน
10,328 ล้านบาท ซึ่ง ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ
พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายถึงเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยระบุว่า
การโอนงบประมาณหรือการเกลี่ยก่อนกู้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อประเทศเข้าสู่วิกฤต
ทว่าร่างนี้ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์นั้นแต่อย่างใด แต่เป็นการเตรียมงบประมาณไว้เพื่อรองรับวิกฤตของรัฐบาลเอง
และกำลังสะท้อนว่าฐานะทางการคลังของรัฐบาลกำลังมีปัญหาหนัก
อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง
และต้องรวบรวมเงินทุกบาทมารองรับภาระหนี้ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า
“ดิฉันเคยอภิปรายเพื่อเตือนรัฐบาลไปแล้ว
ว่าการโอนงบประมาณครั้งนี้อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
เพราะเป็นการโอนงบประมาณในช่วงไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ
เหลือเวลาใช้งบประมาณอีกไม่มาก
ก่อนหน้านั้นรัฐบาลก็ได้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายอย่างหนัก 3 เดือนแรกมีการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณอบรมสัมมนาไปเยอะแล้ว
สิ้นเดือนมีนาคม ตอนออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ครั้งแรก หากดูอัตราการใช้จ่ายก็เกิน 60%
ไปแล้ว”
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณทำให้หน่วยรับงบประมาณต่างๆ ปั่นป่วนไปหมด
มีการออกหนังสือเวียนโดยกรมบัญชีกลางเร่งรัดเบิกจ่ายก่อหนี้ผูกพันให้เสร็จสิ้นก่อน
30 เมษายน มิเช่นนั้นโครงการที่เหลือจะถูกโอนงบประมาณไป
หลายหน่วยงานจึงพยายามเร่งรีบ หลายหน่วยงานเร่งไม่ทันก็ถอดใจ
เกิดการชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอดูว่าจะถูกดึงงบประมาณไปหรือไม่
ทำให้การเบิกจ่ายภาครัฐหยุดชะงักไปในรอบแรก
ต่อมารัฐบาลเกิดกลัวขึ้นมาว่าถ้าเร่งการออกกฎหมายโอนงบประมาณก่อนที่จะอนุมัติงบประมาณปี
2570 อาจจะต้องนำเงินไปชดใช้เงินคงคลังที่ถูกใช้ไปในปี 2568 ทำให้กำหนดการที่จะต้องมีการโอนงบประมาณถูกเลื่อนออกไปอีก
ระบบราชการทั้งระบบก็เข้าสู่ภาวะรอคอย
จนเกิดการหยุดชะงักของการเบิกจ่ายในรอบที่สอง
ทำให้ท้ายที่สุดการโอนงบจากที่เคยตั้งเป้าไว้ 80,000 ล้านบาทในเดือนเมษายน
ลดลงเหลือ 50,000 ล้านบาทในปลายเดือนเมษายน และลงมาเหลือ 20,000-30,000
ล้านบาท จนเมื่อกฎหมายเข้าสู่สภาจริงๆ ก็เหลือเพียง 10,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น
ศิริกัญญากล่าวว่า
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องทำต่อ เพราะรัฐบาลกำลังขาดเงิน
งบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าใช้หมดแล้วนั้น
ไม่ได้หมดเพราะเอาไปใช้รองรับวิกฤต โดยอนุมัติไปเพื่อการนั้นจริงเพียงแค่ 3,000 ล้านบาทเท่านั้น
ส่วนที่จะโอนรอบนี้เพราะมีหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการกู้
แต่เกิดจากการค้างจ่ายบรรดาคู่ค้าหรือคู่ความ เช่น หนี้รถไฟฟ้าสายสีส้ม
ซึ่งภาระที่จะต้องจ่ายรวมเกือบ 10,000 ล้านบาท
และยังมีค่าโง่คลองด่านที่เกิดจากการฟ้องร้องและต้องจ่ายเกือบอีก 10,000 ล้านบาท แล้วยังต้องมีการเตรียมเงินไว้สำหรับภัยพิบัติและความมั่นคงชายแดน
รวมถึงภาระอื่นอีกมากมาย
จากคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรีที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ในการชี้แจงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท
ระบุว่าจะต้องใช้สำหรับชำระหนี้ 140,000 ล้านบาท
แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาสำนักงบประมาณระบุว่ายอดหนี้เหลืออยู่แค่ราว 50,000
ล้านบาท คณะรัฐมนตรีต้องชี้แจงว่าสรุปแล้วหนี้ที่ค้างจ่ายไปทั่ว
ที่วันนี้ยังไม่มีแหล่งงบประมาณมารองรับเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่กันแน่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือระบบราชการทั้งระบบต้องหยุดชะงักสลับเร่งรัดหลายรอบ
ศิริกัญญาอภิปรายต่อว่า
การโอนงบประมาณในปี 2563
จากวิกฤตโควิดมีเหตุผลรองรับและสามารถดึงงบประมาณมาได้มากกว่า 88,000
ล้านบาท เนื่องจากงบประมาณปี 2563 ล่าช้าออกไป
6 เดือน และมาจากการลดเงินใช้หนี้เงินต้นมา แต่มาปี 2569
เมื่อไม่มีเหตุสุดวิสัยในระดับเดียวกับโควิด
จึงไม่น่าแปลกใจที่สามารถตัดโอนได้เพียง 10,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น
“การจัดลำดับความสำคัญของโครงการใหม่ทั้งหมด เมื่อเกิดวิกฤต
คือเรื่องสำคัญสำหรับการเกลี่ยก่อนกู้ แต่เมื่อมาดูใน 10,000 ล้านบาท รายละเอียดข้างในปรากฏว่า 93% ของงบประมาณที่ถูกตัดโอนมาคือรายจ่ายลงทุน
ถ้าส่วนนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาทเศษ
ถูกปล่อยให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะเกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการนำมาแจกเงินหรือทำไทยช่วยไทยพลัส
60/40 จนรวยไม่ไหวแล้ว
แต่รัฐบาลกลับตัดในส่วนนี้ออกมาค่อนข้างสูง ซึ่งน่าแปลกใจ
เพราะเป็นการตัดรายจ่ายลงทุนไปเสียส่วนมาก และส่วนใหญ่เป็นการเลื่อนงวดงานออกไป
เนื่องจากไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันเวลา
แปลว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญใหม่เลย"
ศิริกัญญายังกล่าวว่า
ที่ตลกไปกว่านั้นคือการอ้างว่าต้องมีการนำเงินไปรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
แต่กลับมีการตัดงบประมาณในส่วนของแผนบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไป 1,033 ล้านบาท
แล้วยังไปตัดงบประมาณจากแผนการบริหารจัดการภัยพิบัติของกรมโยธาธิการในหลักร้อยล้านบาท
นอกจากไปตัดในส่วนที่ไม่ควรตัดแล้ว ยังมีการไม่ยอมตัดในส่วนที่ควรตัดอีก
ยังมีโครงการที่ยังไม่ได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 2 มิถุนายน
แต่ก็ยังไม่ได้ถูกปรับลดงบประมาณหรือค่างวดลง
โดยที่หลายโครงการไม่ได้มีความเหมาะสมที่จะต้องทำตั้งแต่ต้น
และยังไม่ได้มีการแตะไปถึงงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระที่ไม่ได้ถูกโอนเลยแม้แต่บาทเดียว
ทั้งที่ในการอภิปรายงบประมาณปี
2569 มีการชี้เป้าไว้เยอะมาก เช่น โครงการก่อสร้างของสำนักงานอัยการสูงสุด
ที่มีปัญหาในการบริหารสัญญาและเบิกจ่ายล่าช้ามาโดยตลอด
สามารถเลื่อนงวดงานและนำเงินกลับมาได้มหาศาล หรือโครงการปรับปรุงศูนย์พัฒนาบุคลากร
ซึ่งความจริงก็คือศูนย์กีฬาของ ป.ป.ช. จึงเป็นที่น่าสงสัยมากว่ารัฐบาลได้จัดลำดับความสำคัญใหม่จริงหรือไม่ในการปรับหรือโอนงบประมาณในครั้งนี้
หรือเพียงแค่ดึงเงินจากหน่วยงานที่ยอมให้ดึงและเลื่อนงวดงาน
แต่ไม่ไปแตะรายจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
“ในยามวิกฤตแบบนี้ เรายังไม่เห็นภาวะผู้นำของผู้นำประเทศ
ที่ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญใหม่เมื่อประเทศต้องเจอวิกฤต
มีปัญหาความสามารถในการมองปัญหาล่วงหน้า มีปัญหาการบริหารเงินและการคลังที่ดี
เหมือนรอให้หนี้มันบวมเพิ่มแล้วถึงวันที่จะต้องจ่ายค่อยมาวิ่งหาเงิน เลยหลังชนฝา
ต้องหาทุกบาททุกสตางค์มารวมไว้ในก้อนนี้ แต่กลับไม่กล้าที่จะตัดในสิ่งที่ไม่จำเป็น
ไม่กล้าที่จะจัดลำดับความสำคัญ ยิ่งสะท้อนว่างบ 10,000 ล้านบาทนี้ที่จะมีการโอน
เป็นการช่วยรัฐบาลหมุนเงินที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง
แต่ประเทศกลับต้องแลกกับการชะลอการเบิกจ่ายของหน่วยราชการต่างๆ” ศิริกัญญากล่าว
ศิริกัญญากล่าวว่า
และเมื่อเทียบกับภาระหนี้ที่ต้องจ่ายกว่า 140,000 ล้านบาท
ที่ไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวกับวิกฤตพลังงานหรือวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด
งบประมาณที่โอนมาได้ยังไม่ถึง 10% ของที่ต้องใช้หนี้ด้วยซ้ำไป
การโอนงบประมาณครั้งนี้ นอกจากจะได้ไม่คุ้มเสียแล้ว ยังเป็นสัญญาณเตือนที่ดี
ถ้ารัฐบาลนี้เป็นบริษัทเอกชน บริษัทนี้ก็มีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก
เงินหมุนไม่ทัน เพราะใช้จ่ายเกินตัว ติดหนี้มหาศาลทั้งจากคู่ค้าและคู่ความ
ไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการกู้ด้วยซ้ำไป
และน่าเสียดายที่สภาแห่งนี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนการโอนงบประมาณผ่านการแก้ไขกฎหมายนี้ได้
เพราะติดปัญหารัฐธรรมนูญมาตรา 144 ถ้าจะมีการลดหรือโอนงบประมาณเพิ่มจะถือเป็นการเพิ่มรายการ
แต่ถ้าจะลดโครงการใดที่ไม่สมควรตัด แล้วไปตัดเพิ่ม ก็จะกลายเป็นการเพิ่มงบประมาณ
ทั้งขึ้นทั้งล่องไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนอะไรในเล่มโอนงบประมาณนี้ได้เลย
“อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ยังยืนยันว่าสภายังต้องพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบฯ
นี้อย่างถี่ถ้วนครอบคลุม แม้จะไม่สามารถปรับหรือลดอะไรได้อีก
อย่างน้อยในส่วนที่ไม่ควรทำ ก็ควรที่จะต้องระบุไว้ในข้อสังเกตของการพิจารณา
เพื่อให้สภาได้ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ในการผ่านงบประมาณ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569
ก็ผ่านสภาแห่งนี้ ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ก็ขอให้เป็นสิทธิของสภาแห่งนี้ในการอนุมัติ”
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน