วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เพื่อไทย ลุยสนาม สก. "ธีรรัตน์" ยันส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้กทม. มั่นใจรักษาฐานที่มั่นเดิมได้ แม้กระแสการเมืองเปลี่ยน


เพื่อไทย ลุยสนาม สก. "ธีรรัตน์" ยันส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้กทม. มั่นใจรักษาฐานที่มั่นเดิมได้ แม้กระแสการเมืองเปลี่ยน


วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์​ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย​ ในฐานะกำกับดูแลกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมส่งผู้สมัครลงชิงสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ สก. ว่า ในส่วนของสก. เดิมของพรรคเพื่อไทย ก็ยังยืนยันว่าจะลงต่อโดยมีการขออนุญาตใช้โลโก้พรรค ซึ่งทางพรรคก็ไม่ได้ติดขัดและปฏิเสธ ฉะนั้นก็คืออนุญาตให้ใช้สามารถลงสมัครในนามของพรรคเพื่อไทยได้ 


เมื่อถามว่าจะส่งผู้สมัครลงครบทุกเขตหรือไม่ นางสาวธีรรัตน์​ กล่าวว่า ไม่ครบทั้ง 50 เขต แม้ว่าเราจะมีบุคลากรอยู่ แต่ก็ต้องประเมินความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ ซึ่ง 20 สก.เดิมของพรรคเพื่อไทยก็มีทั้งคนที่ยังอยู่ และมีคนที่เปลี่ยนไปลงในนามอิสระ หรือกลุ่มต่างๆแล้ว เพราะฉะนั้นจะมีการคัดผู้สมัครทางผู้สมัครเดิมและผู้สมัครใหม่ที่จะเข้ามาเสริม และจะพยายามเคาะรายชื่อใหม่โดยเร็วที่สุด และคิดว่าขณะนี้หลายๆกลุ่มอยู่ระหว่างการทำงาน แต่ในเบื้องต้น อย่างน้อยสก.เดิมที่ไม่มีชื่อไปไหนยังยืนยันที่จะอยู่ต่อ ซึ่งคร่าวๆในมือมีอยู่ 20 รายชื่อ แต่เป็นเฉพาะคนที่ทำงานอยู่กับพรรค ทั้งสก.ปัจจุบันและผู้ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนในระดับท้องถิ่น 


ส่วนมั่นใจว่าจะได้จำนวนสก.เท่าเดิมหรือไม่นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า ยังคงเชื่อมั่น เพราะจุดเด่นของพรรคเพื่อไทยคือการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เข้าถึงประชาชนแนะนำปัญหาเข้าไปสู่กระบวนการการแก้ไข หน้าที่หลักของสก.อย่างหนึ่งคือการพิจารณากฎหมายส่วนของสภากทม.หลายเรื่องและหลายนโยบายที่เคยประกาศไว้เมื่อปี 2565 ก็สามารถผลักดันได้ และคิดว่าผลงานต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการมาก็จะได้รับการตอบรับจากประชาชน แต่คงต้องแยกกับการออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา เนื่องจากสก.กับสส.มีตัวแปรที่แตกต่างกัน 


ส่วนหวั่นใจหรือไม่สนาม สก.จะเปลี่ยนแปลงเหมือนสนามสส. นางสาวธีรรัตน์ ยืนยันว่ายังคงต้องยึดหลักในเรื่องการทำหน้าที่เพื่อประชาชน ส่วนเรื่องการตอบรับยังคงต้องมุ่งหวัง ว่าจะต้องเดินในทางที่ถูกต้องหรือทางที่ควรจะเป็น พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองที่ต้องยืนหยัดทำงานต่อไม่ว่าประชาชนจะเลือกหรือไม่ก็ตาม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย #สมาชิกสภากรุงเพมหานคร #สก
 

รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 2

 


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 2


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


ยุทธการกระชับวงล้อมราชประสงค์ – ปฏิบัติการขั้นที่ 1


ปฏิบัติการขั้นที่ 1 เริ่มต้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 แต่ในความเป็นจริง ปฏิบัติการยุทธการกระชับวงล้อมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2553 เพราะนายอภิสิทธิ์ได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ. ให้ฝ่ายทหารเริ่มปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้ เพื่อยุติการชุมนุม จนมาถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรงฉบับที่ 2 จากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดยเริ่มมาตรการระงับบริการสาธารณะและปิดล้อมแยกราชประสงค์อย่างสมบูรณ์ และชี้แจงมาตรการจากเบาไปหาหนัก และรวมถึงการใช้กระสุนจริงในการปราบปรามประชาชนด้วย


7 ชั่วโมงเศษหลังจากการแถลงของ ศอฉ. ความสูญเสียศพแรกของยุทธการกระชับวงล้อมจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เริ่มขึ้น นั่นคือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ซึ่งถูกยิงด้วยสไนเปอร์ขณะกำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าว กระสุนพุ่งเข้าใส่หน้าผากขวาของเสธ.แดงกดทะลุท้ายทอย ซึ่งก็ยืนยันได้ว่าถูกยิงจากที่สูง ซึ่งนั่นก็หมายถึงหน่วยสไนเปอร์ของกองกำลังทหารนั่นเอง การตายของเสธ.แดงนั้น ในยุทธศาสตร์ของทหารได้ให้ความสำคัญว่า เสธ.แดงเป็นตัวจักรสำคัญทางด้านการวางแผน การดูแลรักษาความปลอดภัยของผู้ชุมนุมเสื้อแดง การปลิดชีพเสธ.แดงได้นั้น ทหารถือว่าเป็นการโค่นผู้นำทางทหารของคนเสื้อแดง รายละเอียดการเสียชีวิตของเสธ.แดงนั้นระบุว่า ขณะที่ เสธ.แดง กำลังเดินตรวจแนวการ์ดนปช. บริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เขาถูกซักถามโดยนักข่าว โดยในเวลานั้นมีนักข่าวหรือช่างภาพไม่ทราบสังกัดคนหนึ่งเปิดไฟแฟลชเป็นระยะ ราวกับกำลังชี้เป้าให้มือสังหาร และมีการหน่วงเหนี่ยว เสธ.แดง ด้วยการพูดคุยนานจนผิดปกติ โดยกระสุนที่สังหาร เสธ.แดง นั้น เป็นกระสุนยี่ห้อลาปัว ขนาด.308 จากอาวุธปืนไรเฟิลแรงสูงเข้าที่ศีรษะและบริเวณเสื้อเกราะที่หน้าอกอีก 1 นัด และเสียชีวิตด้วยอาการไตวายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553


นอกจากการตายของ เสธ.แดง แล้ว อีก 1 ศพของวีรชนคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากยุทธการกระชับวงล้อมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์คือ นายชาติชาย ชาเหลา ในเวลา 22.50 น. บริเวณปากซอยศาลาแดง 1 ซึ่งถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ศีรษะ สมองฉีกขาด กะโหลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงถึงความโหดร้ายของปฏิบัติการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง




นายกฯ แถลงมติ ครม. ออก พรก. กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน เน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง-เกษตรกร-SME พร้อมวางโครงสร้างสู่พลังงานสะอาด

 


นายกฯ แถลงมติ ครม. ออก พรก. กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน เน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง-เกษตรกร-SME พร้อมวางโครงสร้างสู่พลังงานสะอาด


วันที่ (5 พฤษภาคม 2569) เวลา 12.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี


นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในรูปแบบของ มติ ครม. เพื่อออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือในชื่อย่อๆ ว่า พรก. กู้เงิน การตัดสินใจในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลกวิกฤตครั้งนี้ เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้


หน้าที่ของรัฐบาล คือการหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ “ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พระราชกำหนดฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 2 ประการ คือ 1) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และ 2) เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว มาตรการภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น


โดยจะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ


1. ช่วยเหลือและบรรเทา ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ย และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น


2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป


ด้วยหลักการและเหตุผลที่กล่าวมานี้ พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต สำหรับรายละเอียดของพระราชกำหนดฉบับนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะได้มาเรียนให้ข้อมูลได้ทราบในโอกาสต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 1

 


รำลึก #16ปีพฤษภา53 ตอนที่ 1


[ย้อนอ่าน] จากบทบรรยาย "ยุทธการยิงนกในกรง"

(เหตุการณ์หลัง 10 เมษายน 2553 – 20 พฤษภาคม 2553)


หลังเหตุความรุนแรงในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ยุติลง และมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนว่าจะหมดลง เพราะการใช้กำลังในการปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ และการกระทำการอันรุนแรง จนทำให้เกิดความสูญเสียทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ แทนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะแสดงความรับผิดชอบในครั้งนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ใช้วาทกรรม “ชายชุดดำและกองกำลังติดอาวุธ” เป็นการแก้ปัญหา และเหมือนว่าความพยายามในการอยู่ในอำนาจของเผด็จการอำมาตย์อย่างได้ผล เพราะจากการที่ได้รับข้อมูลบางอย่างจากภาพถ่ายคลิปวีดีโอสั้น ๆ ที่ซื้อมาจากช่างภาพไม่ปรากฏนามจากสำนักข่าวอัลจาชีรา ที่นำเสนอภาพชายชุดดำได้ในเงาลาง ๆ ซึ่งน่าสังเกตว่า มีสำนักข่าวนี้สำนักเดียวนำมาแสดง และนั่นเป็นข้ออ้างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป และรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการใช้การทหารเป็นกลไกหลักของการแก้ปัญหาทางการเมืองครั้งนี้


และเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้มีนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้นในการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุมราชประสงค์ โดยสั่งการมายังกองทัพของรัฐบาลอภิสิทธิ์และเป็นที่มาของความรุนแรงของการปฏิบัติการในยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ชุมนุม อ้างอิงจากบทความเรื่อง “บทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม พื้นที่ราชประสงค์ 14-19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 จากวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม 2553” ซึ่งเขียนขึ้นโดยนายทหารในกองทัพ โดยเหตุผลของการเขียนบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการทางทหารกรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมือง ซึ่งเป็นดำริของเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก พล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ซึ่งบทความนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อสรุปที่ภาคภูมิใจของกองทัพจากการปฏิบัติภารกิจที่เกิดขึ้นจริงของทหาร ในการใช้ความรุนแรงเพื่อฆ่าประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553


ถ้าหากว่าความสำเร็จที่ทหารได้มาในครั้งนี้เป็นความสำเร็จด้วยการรบระหว่างทหารกับทหารแล้ว อาจจะถือว่าเป็นชัยชนะ แต่เมื่อยุทธการนี้ใช้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เพียงแค่ต้องการให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยุบสภาแล้วลาออก คืนอำนาจให้กับประชาชน พร้อมรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง จึงเป็นคำถามของคนทั่วโลกว่าน่าภูมิใจหรือไม่? และควรหรือไม่ที่ใช้ยุทธศาสตร์ทางการทหารแทนที่จะใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองในการแก้ปัญหา


หลังเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนผ่านไป ทางด้านฟากฝั่งของทหารหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ได้เก็บตัวอย่างเงียบเชียบ ไม่มีปฏิบัติการใด ๆ ออกมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และได้อาศัยช่วงเวลานั้นทำการประชุมอย่างเร่งด่วนเพื่อสรุปผลของยุทธการขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เมษา 53 และระดมความคิดเห็นเพื่อหายุทธวิธีในการซักซ้อมและปราบปรามประชาชนอย่างเคร่งเครียด ซึ่งก็พบจุดอ่อนหลายจุดจากความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น รวมถึงพบยุทธวิธีที่ประสบความสำเร็จในเหตุการณ์ครั้งนั้น


การใช้พลซุ่มยิงและหน่วยสไนเปอร์เป็นยุทธวิธีที่ดีที่สุด และได้เริ่มทำการฝึกฝนควบคู่ไปกับการซ้อมยุทธวิธีต่าง ๆ อย่างหนักภายในค่ายทหาร ในขณะที่คนเสื้อแดงยังชุมนุมและร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน เพราะไม่คิดว่าทหารจะกล้าใช้มาตรการอันโหดเหี้ยมกับประชาชน และเมื่อแผนการและขั้นตอนต่าง ๆ ได้ถูกวางแผนเสร็จสิ้น การดำเนินการต่าง ๆ ก็เริ่มขึ้นโดยทหารใช้ชื่อแผนยุทธการนี้ว่า “ยุทธการกระชับวงล้อม – พื้นที่ราชประสงค์”


อ้างถึง : วารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2553 ของกรมยุทธศึกษา กองทัพบก [ลิ้งค์ https://online.fliphtml5.com/hubo/wqrz/#p=76]


#UDDnews #ยูดีดินิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง



วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ยันศึกผู้ว่าฯกทม. ปชน.ส่งตัวเลือกดีที่สุดให้ชาวกรุงเทพฯ ชี้คุณสมบัติอยู่ข้างประชาชน - โปร่งใส - ตรวจสอบได้ ไม่หวั่นโพล ‘อภิสิทธิ์’ แซง ยันพรรคเน้นทำงานเป็นทีม 'รักชนก' ติดโพลสะท้อนความนิยมภาพรวม ชี้ฝ่ายค้านยิ่งแข่งกันตรวจสอบ คนได้ประโยชน์คือประชาชน

 


‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ยันศึกผู้ว่าฯกทม. ปชน.ส่งตัวเลือกดีที่สุดให้ชาวกรุงเทพฯ ชี้คุณสมบัติอยู่ข้างประชาชน - โปร่งใส - ตรวจสอบได้ ไม่หวั่นโพล ‘อภิสิทธิ์’ แซง ยันพรรคเน้นทำงานเป็นทีม 'รักชนก' ติดโพลสะท้อนความนิยมภาพรวม ชี้ฝ่ายค้านยิ่งแข่งกันตรวจสอบ คนได้ประโยชน์คือประชาชน


วันนี้ (3 พฤษภาคม 2569) ที่อาคารอนาคตบางขุนเทียน ในงานรวมพลังอาสาส้ม เวลา 11.30 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการเปิดแคมเปญในการเปิดตัวผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชน หลังยิงโฆษณาทั่วกรุงเทพฯ ในสโลแกนกรุงเทพฯ ง่าย ๆ ว่า เป็นการสะท้อนถึงปัญหาการดำรงชีวิต การใช้ชีวิตใน กทม. ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายโดยจะเปลี่ยนให้เป็นเรื่องง่าย เช่นการใช้สิทธิบัตรทองเกี่ยวกับการส่งตัวที่มีความแตกต่างจากต่างจังหวัด หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในต่างจังหวัดที่มีคุณภาพที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ โดยจะนำเสนอว่าพรรคประชาชนเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี ที่จะส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาว กทม. โดยจะเปิดตัวในวันที่ 5 เดือน 5 ที่สามย่านมิตรทาวน์ เวลา 17:00 น.


นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึง คุณสมบัติของบุคคลที่จะส่งลงผู้ว่าฯ กทม. ว่า เป็นคนที่เลือกอยู่ข้างประชาชน ขณะเดียวกันมองว่างบประมาณท้องถิ่นยังไม่มีความโปร่งใสเพียงพอ และผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติพร้อมทำงาน เพราะต้องเจอกับข้อจำกัดด้านสภาพทางการเมืองที่ก่อนหน้านี้ประชาชนตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ซึ่งคุณสมบัติขั้นต่ำของทีมผู้ว่าฯ กทม. คือจะต้องเลือกอยู่ข้างประชาชนและใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส


เมื่อถามว่านายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ก็ประกาศลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย พรรคประชาชนมีความมั่นใจแค่ไหน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มั่นใจในทีมผู้ว่าฯและสก. และยังมี สส. 33 เขตของพรรคสนับสนุนผลักดันวาระ กทม.ให้ก้าวหน้าได้ โดยย้ำว่าขอให้เลือกพรรคประชาชนทั้งผู้ว่าฯและทีม สก. จากพรรคประชาชน


"ผมเชื่อว่าทีมพรรคประชาชนเป็นหนึ่งตัวเลือกที่ดี ตัวผมก็ชื่นชมการทำงานของอาจารย์ชัชชาติ และเชื่อว่าปัญหาเชิงโครงสร้างอีกหลายอย่างในกทม. จะต้องอาศัยการแท็กทีมที่เข้มแข็ง สนามการเมืองท้องถิ่นมีบริบทการต่อรอง การผลักดันหลายอย่าง และนโยบายท้องถิ่นต้องอาศัยการออกข้อบัญญัติ และงบประมาณปีละเป็นแสนล้าน ให้ผ่านสภาฯ ที่มีความโปร่งใสมากที่สุด บางทีการที่เราไม่ได้แท็กทีมมา เชื่อว่าคน กทม. เห็นว่าสีไหนเป็นตัวจริง โดยเฉพาะพรรคประชาชนสีส้ม เชื่อมั่นว่าเรามีจุดตั้งต้นทางการเมืองที่โปร่งใสตรงไปตรงมา " นายณัฐพงษ์กล่าว


เมื่อถามถึงผลโพลการเมืองของฝ่ายค้านที่คะแนนความนิยมของ นายณัฐพงษ์ ร่วงลงไป แต่กลับกันคะแนนความนิยมของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แซงหน้าขึ้นมา มองเป็นการสะท้อนบทบาทการทำงานของฝ่ายค้านพรรคประชาชนอย่างไร


โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าความเข้มแข็งของพรรคประชาชน คือเราไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคล เราทำงานเป็นทีม ทั้งทีม "สส." และทีม สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร "สก." รวมถึงหลายภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อนการทำงาน หากดูผลจากดุสิตโพลล่าสุดไม่ใช่มีแค่ตัวแทนของพรรคประชาชนคนเดียวที่อยู่ในโพล แต่ยังมี นายรัชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดังนั้นหากดูภาพรวมผลคะแนนความนิยมของพรรค ส่วนตัวยังเชื่อว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเวลานี้


เมื่อถามว่า เมื่อผลออกมาเช่นนี้ จะทำให้เราต้องมีความขยันมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ มีความโดดเด่นด้านการตรวจสอบรัฐบาล จะมองว่าฝ่ายค้านจะแข่งขันกันเองในการทำงานหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยิ่งมีการแข่งขันกันเอง แต่สุดท้ายมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งและนำการตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเป็นตัวตั้ง สุดท้ายคนได้ประโยชน์ก็คือ "ประชาชน"


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“กาย ณัฐชา” จัดกิจกรรม รวมพลังอาสาส้มบางขุนเทียน - บางบอน ขยับจากคำว่า อยากเปลี่ยน ไปสู่ ลงมือเปลี่ยนจริง เดินหน้าขยายฐานเสียงสู้ศึก “เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม./ ส.ก.

 


“กาย ณัฐชา” จัดกิจกรรม รวมพลังอาสาส้มบางขุนเทียน - บางบอน ขยับจากคำว่า อยากเปลี่ยน ไปสู่ ลงมือเปลี่ยนจริง เดินหน้าขยายฐานเสียงสู้ศึก “เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม./ ส.ก.


วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ที่าคารอนาคตบางขุนเทียน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพงษ์สรณัฐ ทองลี นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ สส.กทม. พรรคประชาชน จัดกิจกรรม Orange Meeting รวมพลังอาสาส้ม บางขุนเทียน–บางบอน เพื่อพูดคุยกันถึงปัญหาในพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมอง และหาทางทำงานร่วมกันให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น เพื่อขยับจากคำว่า อยากเปลี่ยน ไปสู่ ลงมือเปลี่ยนจริง กิจกรรมวันนี้จึงไม่ใช่แค่การมาพบกันแต่คือการเอาความตั้งใจของทุกคนมารวมกันให้กลายเป็นพลัง 


ทั้งนี้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้เดินทางมาพบปะพูดคุยกับพี่น้องอาสาส้มบางขุนเทียน-บางบอน และช่วงบ่ายได้เดินทางไปร่วมอาสาส้มที่จังหวัดสมุทรปราการด้วย


โดย นายณัฐชา ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดกิจกรรม ‘อาสาส้ม’ ในวันนี้ว่า จะมีที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ และเขตพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ซึ่งความจริงแล้วเราจัดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชิญชวนผ่านมวลชนที่เป็นสมาชิกพรรคและต้องการมาช่วยขับเคลื่อนการทำงานการเมือง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเฉพาะผู้ที่สนใจลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายภารกิจ เช่น การทำงานทางความคิดเกี่ยวกับเรื่องนโยบายต่างๆ ที่ต้องนำไปสู่ความเข้าใจของประชาชนให้ได้มากที่สุด หรือแม้กระทั่งเรื่องการรับฟังความคิดเห็นก่อนจะออกนโยบาย


นายณัฐชา กล่าวต่อว่า หากได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยกลุ่มอาสาส้มเหล่านี้จะไปลงพื้นที่เพื่อทำแบบสำรวจให้เรา และสอบถามถึงความต้องการของประชาชนว่าเป็นอย่างไร ฉะนั้น การเริ่มต้นในการประชุมการจัดตั้งอาสาส้มในแต่ละพื้นที่ ก็จะมีแกนนำของพรรคหลาย ๆ คนไปอธิบายความเข้าใจและมอบหมายภารกิจให้สมาชิกของเราได้ขยับขึ้นมาเป็นอาสาส้มไปทำหน้าที่และภารกิจแต่ละด้าน


เมื่อถามว่า อาสาสมัครนี้จะได้เห็นบทบาทในการเชื่อมโยงกับสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยหรือไม่ นายณัฐชา กล่าวว่า แน่นอนว่าเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภารกิจที่กลุ่มอาสาส้มได้รับคือเรื่องของการเลือกตั้ง การเปิดตัวผู้ว่า กทม. ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ที่จะประกาศว่าผู้สมัครและทีมบริหารผู้ว่าฯ กทม. เป็นใคร และนโยบายขับเคลื่อนง่าย ๆ ของพรรคประชาชน ที่จะไปถึงคน กทม. อาสาส้มจะเป็นกลไกสำคัญขยายฐานเสียง ขยายภารกิจช่วง 2 เดือนก่อนเข้าสู่วันเลือกตั้งที่ 28 มิถุนายน 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อาสาส้ม














วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

บรรยากาศรายการคนนอกคอกตอนส่งท้าย ’นิรโทษกรรมยังหวังอยู่‘ ในนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ ชวนอ่านคำพิพากษา และตั้งคำถามถึง “ความยุติธรรม” ในคดีทางการเมือง เปิดชมนิทรรศการถึงวันที่ 10 พ.ค. นี้

 


บรรยากาศรายการคนนอกคอกตอนส่งท้าย ’นิรโทษกรรมยังหวังอยู่‘ ในนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ ชวนอ่านคำพิพากษา และตั้งคำถามถึง “ความยุติธรรม” ในคดีทางการเมือง เปิดชมนิทรรศการถึงวันที่ 10 พ.ค. นี้


วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) จัดวงพูดคุย รายการคนนอกคอกตอนส่งท้าย ’นิรโทษกรรมยังหวังอยู่‘ พูดคุยกับ

- บุศรินทร์ แปแนะ เจ้าหน้าที่iLaw

- พูนสุข พูนสุขเจริญ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน

- สาคร คำแถลง บอกเล่าประสบการณ์การเข้าเยี่ยม การซื้อของเยี่ยมผู้ต้องขับการเมือง การเข้าสังเกตการให้ห้องพิจารณา 

ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา


ทั้งนี้ก่อนหน้านี้เวลา 14.00 น. Reading club ชวนอ่านคำพิพากษา โดยมี 'ทนายแอน' ภาวิณี ชุมศรี และทนายเม พูนสุข พูนสุขเจริญ มาตอบข้อสงสัย และเล่าเรื่องราวเบื้องหลังคดีที่น่าสนใจ


ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ThumbRights Realframe และ iLaw ชวนทุกคนมาอ่านถ้อยคำที่เหล่านักโทษการเมืองถูกฟ้องคดีตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา และคำพิพากษาฉบับเต็มที่อาจไม่เคยหาอ่านได้จากที่ไหน เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันจนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2569 อาคาร ALL RISE (iLaw) 


สำหรับวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 

14.00-16.30 น. Collage of Sentences


ชวนทุกคนมาหยิบจับชิ้นส่วนของการพิพากษา

ข้อกล่าวหา เหตุผลการลงโทษ บันทึกการพิจารณา

รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อนำมาสร้างเป็นงาน Collage ที่สะท้อนการอ่านและการรับรู้ของทุกคนเอง


ท้ายที่สุด จะมานั่งล้อมวงร่วมกัน

เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนเล่าเรื่องของงานตัวเอง ว่าเห็นอะไร พบอะไร และถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนอะไรกลับมาบ้าง


ลงทะเบียนกิจกรรมก่อนที่

airtable.com/appM07Vy75c9JB…

หรือลงทะเบียนหน้างาน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรมประชาชน