วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

‘เอม พินทองทา’ โพสต์ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังจะสิ้นสุด ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้


‘เอม พินทองทา’ โพสต์ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังจะสิ้นสุด ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์คลิปบรรยากาศครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา พร้อมข้อความผ่านแอปพลิเคชันอินสตาแกรม และแท็กถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายพานทองแท้ ชินวัตร ระบุว่า เรื่องราวมากมายและยาวนานของเราผ่านมาเกือบ 20 ปี เหมือนชีวิตมีหลาย episodes ยอมรับว่า ep.นี้ ขมและกลืนยากที่สุด (8 เดือนมานี้) เพราะเราเห็นคนที่เรารักต้องผ่านเรื่องราวนี้ เวลาแต่ละวันในคลองเปรมนี้ แม้ท่านไม่เคยทำให้พวกเราลำบากใจเลยก็ตาม


คุณพ่อไม่เพียงแต่อดทนและปล่อยวาง คุณพ่อยังมักให้แง่คิดในการใช้ชีวิต ส่งรอยยิ้มให้ลูกๆ หลานๆ สบายใจกลับไปทุกครั้งที่มาเยี่ยม มันไม่ง่ายเลยแต่คุณพ่อพยายามมากๆ ลูกๆ ทราบดี คุณพ่อยังบอกหลายครั้งให้พวกเราไม่ต้องห่วง  และฝากความห่วงใยไปด้านนอกให้พวกเราไปบอกทุกๆ คนที่มาคอยรอเราให้ไม่กังวล และทุกข์ใจไปในการรอคอยนี้


สุดท้ายนี้การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลง เอมและครอบครัวขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจ  ทุกกำลังใจจริงๆ ที่คอยส่งมาให้พวกเราตลอดการเดินทางอันยากนี้ ทุก ๆ น้ำตาที่แม้เราไม่รู้จักกันแต่มาอดทนยืนรอในความร้อน และร้องไห้จับมือ บีบมือพวกเราเพื่อส่งกำลังใจให้เราทุกครั้งที่มาเยี่ยมมันมีความหมายมากมาย


และที่ขาดไม่ได้ขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่เลี้ยงดูพวกเราทั้งสามคนด้วยความรักความอบอุ่นทำให้เรามีกันและกันแบบนี้ไม่ปล่อยมือ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร

ไทมไลน์ “ทักษิณ” พักโทษ คุมประพฤติ พ้นเรือนจำคลองเปรม ได้กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า


ไทมไลน์ “ทักษิณ” พักโทษ คุมประพฤติ พ้นเรือนจำคลองเปรม ได้กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานกระบวนการทางเอกสารของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในการพักโทษและออกจากเรือนจำคลองเปรมในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค. 69) ตามการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จนกว่าจะครบกำหนดโทษ ในวันที่ 9 ก.ย. 2569


สำหรับไทมไลน์ วันที่ 11 พ.ค. 2569 นั้น จะเป็นดังนี้

06.00 น. - 07.00 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เริ่มกระบวนการทางเอกสารของนายทักษิณ ส่วนควบคุม ภายในเรือนจำ เพื่อตรวจทะเบียนประวัติ ของผู้ต้องขังตามขั้นตอน (คาดว่าจะเวลาประมาณ 45 นาที)


เจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติจะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดกำไล EM


07.00 น. ครอบครัวชินวัตร และกลุ่มอดีต สส. เริ่มเดินทางถึงเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อรอรับตัว


07.55 น. ทักษิณ ออกจากประตูเรือนจำกลางคลองเปรม พบปะครอบครัวและผู้ที่มารอรับ


08.00 น. ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติหน้าเสาธงเรือนจำกลางคลองเปรมช่วงเช้า

บริเวณหน้าเรือนจำฯ ครอบครัวชินวัตร (บุตรชาย-บุตรสาว และหลานๆ )

ทักทายสื่อมวลชน-ขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ


08.15 น. ขึ้นรถยนต์ออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เดินทางกลับไปยังบ้านจันทร์ส่องหล้า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร

“โจ” ชัยวัฒน์ ประกาศจะไม่มีป้ายหาเสียงของตัวเองติดบน “ถนน-เสาไฟฟ้า” แม้แต่ป้ายเดียว เหตุเพราะบดบังสายตา ขวางทางเดินเท้า สร้างความปลอดภัยให้กับผู้สัญจรโดยเฉพาะในฤดูฝน

 


โจ” ชัยวัฒน์ ประกาศจะไม่มีป้ายหาเสียงของตัวเองติดบน “ถนน-เสาไฟฟ้า” แม้แต่ป้ายเดียว เหตุเพราะบดบังสายตา ขวางทางเดินเท้า สร้างความปลอดภัยให้กับผู้สัญจรโดยเฉพาะในฤดูฝน


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวว่าในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ จะไม่มีป้ายหาเสียงของ โจ ชัยวัฒน์ บนถนน-เสาไฟฟ้า แม้แต่ป้ายเดียว โดยระบุว่า กรุงเทพง่ายๆ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน ขอแจ้งต่อพี่น้องประชาชนให้ทราบว่า เราจะไม่ทำป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ ติดตามถนนและเสาไฟฟ้า แม้แต่ป้ายเดียว


ทำไม? ในฤดูเลือกตั้งทุกๆ ครั้ง ป้ายหาเสียงเลือกตั้งที่นำไปติดตามถนนหนทาง ถูกผลิตขึ้นมาในระยะเวลาสั้นๆ และกลายเป็นขยะริมทางทันทีเมื่อการเลือกตั้งจบลง ในหลายๆ ครั้ง ป้ายหาเสียงเหล่านี้ สร้างความยุ่งยากและอันตรายในชีวิตประจำวันของชาวกรุงเทพ ทั้งบังสายตาผู้ขับขี่รถ ขวางทางเดินเท้า และอาจเกิดอันตรายกับผู้ที่สัญจรผ่านป้าย หากติดตั้งอย่างไม่ได้มาตรฐานหรือหละหลวม โดยเฉพาะในฤดูพายุฝนอย่างตอนนี้


การทำกรุงเทพให้ง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องรอให้ผมได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า แต่เริ่มได้วันนี้ทันที จะไม่มีป้ายหาเสียงของ โจ ชัยวัฒน์ ในกรุงเทพ บนถนนแม้แต่แผ่นเดียว เพื่อชีวิตที่เรียบง่ายตลอด 2 เดือนนี้ของพี่น้องประชาชน แคมเปญของเราจะไม่รบกวนชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของคนกรุงเทพ โดยผมจะใช้ช่องทางและวิธีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดมาทดแทน


พรรคเรามีความตั้งใจจะลดจำนวนป้ายหาเสียงบนท้องถนนลงในทุกการเลือกตั้ง เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดทรัพยากร แต่ในการเลือกตั้งระดับชาติ หลายพื้นที่ยังจำเป็นต้องมีป้ายหาเสียง โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมือง แต่การเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร เป็นการเลือกตั้งที่เราเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะลดการใช้ป้ายหาเสียงลง เพราะสามารถใช้วิธีการอื่นๆ ทดแทนได้


แล้วเราจะหาเสียงยังไง ถ้าไม่มีป้ายบนถนน? มีตัวเลือกอีกมากมายที่พรรคประชาชนจะใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งผ่านแคมเปญ Social media และผ่านการเดินหาเสียง เราจะเพิ่มความถี่ในการเดินหาเสียงตามชุมชน การติดผ้าใบไวนิลตามแผงหรือกันสาดในตลาดหรือย่านชุมชน และที่สำคัญที่สุดคือเราจะรณรงค์กับหัวคะแนนธรรมชาติ ขอให้ช่วยส่งต่อนโยบาย วิสัยทัศน์ และเรื่องราวของเราให้ออกไปได้กว้างขวางและแม่นยำยิ่งกว่าป้ายหาเสียงแผ่นไหนๆ


อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะยังคงมีป้ายหาเสียงบนถนนของผู้สมัคร ส.ก. อยู่ เพื่อให้ประชาชนใน 50 เขตไม่เกิดความสับสนในการจดจำชื่อและเบอร์ของผู้สมัคร ส.ก. และด้วยปัจจัยเชิงพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ป้ายหาเสียงยังคงจำเป็นในบางโซน บางเขต แต่เราจะลดปริมาณป้าย ส.ก. ลงให้เหลือจำนวนเพียง 1-2 เท่าของหน่วยเลือกตั้งเท่านั้น (จากระเบียบการเลือกตั้งที่อนุญาตให้ติดตั้งป้ายได้ไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง)


กรุงเทพง่ายๆ ทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ครับ


โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรุงเทพง่ายๆ #BangkokMadeEasy #ผู้ว่าประชาชน #โจชัยวัฒน์

แจ้งหลีกเลี่ยงเส้นทาง ถนนงามวงค์วาน ขาออก มีผู้ชุมนุมรอรับ "ทักษิณ" ออกจากเรือนจำคลองเปรม

 


แจ้งหลีกเลี่ยงเส้นทาง ถนนงามวงศ์วาน ขาออก มีผู้ชุมนุมรอรับ "ทักษิณ" ออกจากเรือนจำคลองเปรม


วันนี้ (10 พฤษภาคม 2569) พ.ต.ท.ณัฐกิตติ์ ปิ่นทองดี รองผกก.จร.สน.ทุ่งสองห้อง แจ้งประชาสัมพันธ์การจราจรบนถนนงามวงศ์วานขาออก เนื่องด้วยมีการรวมตัวของกลุ่มมวลชน เพื่อชุมนุมบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ในวันที่ 10 พ.ค. 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถึงวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 2569 จนถึงเวลา 12.00 น. โดยเฉพาะบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม


เส้นทางเลี่ยงการจราจร ถนนงามวงศ์วานขาออก : ถนนงามวงศ์วานขาออก (บริเวณแยกบางเขน) - ใช้ถนนกำแพงเพชรขาเข้า - ขวาแยกวัดเสมียนนารี -ถนนประชาสังเคราะห์ - ขวาแยกประชานิเวศน์ - ถนนประชาชื่นขาออก - แยกพงษ์เพชร (ถนนงามวงศ์วานขาออก)


ระยะทางรวมจากแยกบางเขน ถึง แยกพงษ์เพชร กรณีใช้เส้นทางเลี่ยงระยะทางรวม 4.55 กิโลเมตร


จึงขอประชาสัมพันธ์ประชาชนผู้สัญจรใช้ถนนงามวงศ์วาน หลีกเลี่ยงการจราจรในช่วงเวลาดังกล่าวหรือหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร


“ดุสิตโพล” เผยผลสำรวจ สิ่งที่คน กทม. อยากเห็นมากที่สุดคือ รถไม่ติด ขนส่งมวลชนดี ค่าโดยสารไม่แพง ส่วนผู้ว่าฯ เทใจให้ “ชัชชาติ”

 


ดุสิตโพล” เผยผลสำรวจ สิ่งที่คน กทม. อยากเห็นมากที่สุดคือ รถไม่ติด ขนส่งมวลชนดี ค่าโดยสารไม่แพง ส่วนผู้ว่าฯ เทใจให้ “ชัชชาติ”


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 1)” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,074 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2569 สรุปผลได้ดังนี้


1. คนกรุงเทพฯ อยากเห็น“กรุงเทพมหานคร” เป็นเมืองแบบใด พบว่า 

28.82% ระบุ เมืองที่รถไม่ติด ขนส่งมวลชนดี ค่าโดยสารไม่แพง

23.86% ระบุ เมืองสะอาด ทางเท้าเป็นระเบียบ เดินง่าย

18.10% ระบุ เมืองปลอดภัย ปลอดอาชญากรรมและยาเสพติด

14.75% ระบุ น้ำไม่ท่วม

14.47% ระบุ เป็นเมืองเศรษฐกิจ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี


2. คนกรุงเทพฯ อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป พบว่า :

56.70% ระบุ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

18.90% ระบุ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

13.13% ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ

  5.78% ระบุ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

  3.07% ระบุ คมสัน พันธุ์วิชาติกุล

  1.30% ระบุ มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศร

  1.12% ระบุ อื่น ๆ ได้แก่ สุชัชวีร์สุวรรณสวัสดิ์, มงคลกิตติ์สุขสินธารานนท์, ผู้สมัครพรรค ปชป.


3. คนกรุงเทพฯ คิดว่าจะเลือก สก. จากพรรคใด พบว่า :

40.13% ระบุ พรรคประชาชน

21.23% ระบุ ผู้สมัครอิสระ

19.46% ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ

  7.91% ระบุ พรรคประชาธิปัตย์

  7.91% ระบุ พรรคเพื่อไทย

  2.89% ระบุ พรรคภูมิใจไทย

  0.47% ระบุ พรรคทางเลือกใหม่


ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าคะแนนนิยมของ คุณชัชชาติสิทธิพันธุ์ ยังนำค่อนข้างชัด จากภาพจำด้านการบริหารเมืองที่ยังครองใจคนกรุง ขณะที่โจทย์สำคัญของผู้สมัครคือ การตอบความคาดหวังและ เปลี่ยนเสียงสะท้อนของประชาชนให้เป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่ “อยู่ได้จริง” และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.เอกอนงค์ศรีสำอางค์ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมาย และการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า คนกรุงเทพฯ วันนี้ไม่ได้ต้องการเมืองที่แค่ “ดูดี” แต่ต้องการเมืองที่ “อยู่แล้ว สบาย ใช้ชีวิตได้จริง” สิ่งที่คนอยากเห็นมากที่สุดคือเมืองที่รถไม่ติด เดินทางสะดวก มีขนส่งมวลชนที่ดีและค่าโดยสารไม่แพง ตามมาด้วยเมืองที่สะอาด ทางเท้าเป็นระเบียบ เดินง่าย ไม่ต้องลุ้นทุกวันว่าจะสะดุด หลบหลุม หรือเบียดกับรถ ชื่อของชัชชาติสิทธิพันธุ์” ที่คะแนนนำโดด แสดงว่าคนกรุงเทพฯ ยังมองว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ปัญหาเมืองได้ต่อเนื่อง คนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับผลงานที่เห็นได้จริงมากกว่าคำพูดหรือกระแสการเมืองระยะสั้น ส่วนการเลือก สก. ที่ไปทางพรรคประชาชน” และ “ผู้สมัครอิสระ” จำนวนไม่น้อย สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ อยากได้ตัวแทนที่ทำงานให้พื้นที่ของตัวเองจริง ๆ ไม่ได้อยากผูกติดกับพรรคการเมืองเดิม ๆ มากนัก โดยรวมโพลนี้จึงสะท้อนเสียงของคนกรุงเทพฯ ว่าต่อจากนี้ ผู้ว่าฯ และ สก. คนไหนก็ตาม หากไม่ลงมือแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างเรื่องการเดินทาง ทางเท้า ความสะอาด และความเป็น ระเบียบของเมืองอย่างจริงจัง ก็อาจต้องเผชิญกับความไม่พอใจจากประชาชนได้ในอนาคตอันใกล


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สวนดุสิตโพล #เลือกตั้ง #ผู้ว่าฯกทม #สก


#16ปีพฤษภา53 : พลซุ่มยิง (Sniper) เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล

 


#16ปีพฤษภา53 : พลซุ่มยิง (Sniper) เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกเหตุการณ์ เมษาพฤษภา53 “ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความซึ่งเขียนโดย พลเอก อดุล อุบล ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลัง และให้ได้ทราบว่าในกองทัพไทยยังมีนายทหารประชาธิปไตยผู้รักชาติรักประชาชน ที่เขียนไว้ให้ปรากฏ โดยแง่คิดต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ไม่หลงผิดทำสิ่งเลวร้าย ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวงจรอุบาทว์เสมอมา


พลซุ่มยิง (Sniper)” 


เพื่อนพ้องน้องพี่และบุคคลพลเรือนจำนวนมากที่เคารพนับถือกันถามผมว่า การใช้พลซุ่มยิงในการสลายมวลชนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เหมาะสมตามความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารในการปฏิบัติการเช่นนี้หรือไม่


ผมเรียนตามตรงว่าผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่มันมีคนถามมามากเหลือเกิน โดยเฉพาะเพื่อน ๆ อาชีพอื่นที่อาจจะมองภาพของทหารเป็นแบบอย่างโลกตะวันตกในฐานะทหารอาชีพ ผมก็เลยจะขอตอบตรงนี้ในรูปแบบของวิชาการก็แล้วกัน นอกจากนั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้อ่านจะคิดเอาเอง


ในหน่วยรบพิเศษ ผมไม่รู้นะครับ แต่ในหน่วยทหารราบแล้ว ผมเชื่อว่าผมเป็นคนแรกที่ได้เสนอแนวคิดในการจัดให้มีชุดพลซุ่มยิ่งแบบ Two – man team จำนวน 8 ทีม ในแต่ละกองพันทหารราบของกองทัพภาคที่ 1 แนวคิดนี้ผมเสนอต่อท่าน พล.ต.ไพศาล กตัญญู ซึ่งดำรงตำแหน่ง รอง มทภ.ในขณะนั้น ผมเสนอแนวคิดนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการรบของหน่วยทหารราบเบาในการป้องกันอธิปไตยของชาติ และรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใด และไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีผลออกมาในทางลบเช่นที่ผ่านมานี้


ผมได้ความคิดนี้จากประสบการณ์ในการฝึก ศึกษา และดูงาน จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกผมไปศึกษาหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบที่ กองทัพบกออสเตรเลีย เมื่อปี 2525 กองพันทหารราบของออสเตรเลีย มีการจัดชุดพลซุ่มยิง ประจำอยู่ในอัตราการจัดและยุทโธปกรณ์ (TO & E) ของหน่วย และมีข้อพิจารณาในการใช้อย่างกว้างขวางในการปฏิบัติการรบ


ครั้งที่ 2 เมื่อครั้งที่ผมเป็นล่ามให้ชุดครูฝึกจากกองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล ที่มาทำการฝึกชุดต่อต้านการก่อการร้ายให้แก่กำลังพลของ พล.รอ. เมื่อปี 2526 ซึ่งมีการใช้พลซุ่มยิงสังหารผู้ก่อการร้ายในขณะที่ชุดโจมตี (Assault team) เข้าชาร์จเพื่อช่วยตัวประกัน


ครั้งที่ 3 เมื่อผมได้ไปเรียนหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2527 เช่นเดียวกัน กองทัพบกสหรัฐฯ เองก็มีการใช้พลซุ่มยิงในหน่วยทหารราบเบา ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันในหน่วยระดับหมู่ ปส. ของกำลังทหารสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการอยู่ในอิรักและอัฟกานิสถาน ยังมีชุดลำกล้องและโครงในส่วนบนที่ใช้ประกอบกับโครงปืนส่วนล่างของ ปลย.M.16 ทำให้ ปลย.M.16 นั้นกลายเป็น ปลย. ขนาด 7.62 มม. ใช้ยิงเป้าหมายที่อยู่ไกลเกินกว่าระยะหวังผลของ ปลย.M.16 ถึงแม้ว่าจะไม่มีประสิทธิภาพเหมือน ปืนพลซุ่มยิง แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในการสังหารฝ่ายตรงข้ามได้มากขึ้น โดยไม่ใช้พลซุ่มยิง เพียงแต่ใช้กำลังพลในหมู่นั้น ๆ เอง อาวุธประเภทนี้จัดเป็น ปลย.ต่อระยะ (Extended range rifle) ซึ่งบางกองทัพไม่มีความรู้จริง จึงนำมาสับสนกับปืนพลซุ่มยิงของแท้ที่มีราคาแตกต่างกันมากในการจัดหา Sniper rifle ไว้ใช้งาน


จากประสบการณ์ทั้ง 3 ครั้ง ทำให้ผลได้เรียนรู้เรื่องการใช้ Sniper team โดยสรุปได้ว่า


1. ชุดพลซุ่มยิง มี 2 แบบโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว แต่ประเภทของอาวุธที่ใช้คือ Anti personnel สำหรับสังหารบุคคลเป็นหลัก และ Anti material ซึ่งใช้สำหรับยิงทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ก็สามารถนำมาใช้สังหารบุคคลได้ด้วย


2. หลักการใช้และภารกิจตามคุณลักษณะและขีดความสามารถของชุดพลซุ่มยิง

2.1 การรวบรวมข่าวสาร เนื่องจากพลซุ่มยิงนอกจากจะเป็นทหารที่ยิงปืนได้แม่นยำเป็นเลิศแล้ว พลซุ่มยิงจะต้องเป็นคนที่กล้าหาญ อดทน มุ่งมั่น มีความรอบรู้ในเรื่องการรบ ยุทธวิธี และเทคนิคของการเคลื่อนที่ด้วยการแทรกซึมทั้ง 3 มิติ เป็นอย่างดี พลซุ่มยิงจึงสามารถเข้าเกาะข้าศึกได้ทั้งแนวหน้า และแนวหลัง พร้อมที่จะรายงานข่าวสารเกี่ยวกับข้าศึกและพื้นที่การรบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.2 ใช้ในการยิงข่ม (Supression) ทั้งที่หมายและที่ตั้งอาวุธยิงของข้าศึก ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกำลังส่วนน้อย แต่ได้ผลทั้งทางยุทธวิธีและทางจิตวิทยาสูง

2.3 ใช้ในการยิงสังหารบุคคลสำคัญ (Key man) ของข้าศึกทำให้การควบคุมการรบของข้าศึกต้องหยุดชะงักลง หรือยิงทำลายชิ้นส่วนสำคัญของระบบอาวุธของข้าศึก (High value target) ทำให้เสียหาย อาจถึงขั้นทำให้ข้าศึกชักช้าหรือต้องเปลี่ยนหนทางปฏิบัติใหม่ได้

2.4 ใช้ควบคุมพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้ข้าศึกเข้ามาใช้ประโยชน์ด้วยการยิงจากขีดความสามารถของอาวุธ

2.5 ใช้ในการต่อต้านพลซุ่มยิงของข้าศึก พลซุ่มยิงด้วยกันจึงจะรู้และเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง จะสามารถคิดได้ว่าในสถานการณ์และภูมิประเทศแบบนี้ พลซุ่มยิงฝ่ายข้าศึกน่าจะอยู่บริเวณใดและกำลังคิดทำอะไรอยู่

2.6 ใช้ในการต่อต้านการก่อการร้ายสากล คล้ายกับข้อ 2.3


ตามที่กล่าวมาแล้ว ผมจึงได้เสนอแนวคิดให้มีการใช้พลซุ่มยิงในกองพันทหารราบของ ทภ.เมื่อปี 2545 แล้วก็เริ่มมีการคัดเลือกกำลังพล เข้ารับการฝึกจากชุดครูฝึกพลซุ่มยิงของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ เพื่อเป็นชุดครูฝึกนำไปขยายผลให้หน่วยในระดับกองพล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่เคยมีความคิดใช้หรือจะนำประโยชน์ของหลักการใช้พลซุ่มยิงมาใช้ในการสลายมวลชน และไม่แม้แต่จะฉุกคิดว่าจะมีผู้บังคับบัญชาบางคนนำมาใช้ในงานนี้


ก่อนเหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พ.ค. 53 ผมไม่เคยได้รับทราบมาก่อนว่า มีกองทัพของประเทศใดในโลกประชาธิปไตย นำกำลังทหารออกมาสลายมวลชน รวมทั้งมีการใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชน ผมไม่เคยศึกษาและไม่เคยคิดที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้ ว่ามันเป็นการผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎบัญญัติของสหประชาชาติหรือไม่ เพราะตัวผมเองไม่เคยมีความคิด อย่าว่าแต่ใช้พลซุ่มยิงกับมวลชนเลย แม้แต่การใช้ทหารถืออาวุธสงครามออกมาปราบปรามประชาชนก็ไม่เคยมีอยู่ในหัวสมอง


ผมพอจำได้ในประเด็นสำคัญ ๆ ของกฎการทำสงคราม ซึ่งเป็นวิชาที่ทหารโลกประชาธิปไตยทุกชาติเขาต้องศึกษากัน ยกเว้นในประเทศไทย เช่น ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์สงคราม ทหารจะใช้อาวุธต่อประชาชน หรือเชลยศึก หรือทหารที่ยอมแพ้วางอาวุธของฝ่ายคู่สงครามไม่ได้ ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการกระทำกับประชาชนของประเทศตนเอง


ผมคงตอบคำถามของพวกท่านทั้งหลายได้เท่านี้ คงต้องเป็นหน้าที่ของพวกท่านพิจารณาด้วยตนเองว่ามันควรจะเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ หรือสากลโลก หรือไม่ และมันสมควรจะกระทำหรือไม่ ประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพต้องเป็นพลเรือน ที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผ่านการเลือกตั้ง ทหารทุกคน ทุกชั้นยศ จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายของบุคคลนี้อย่างเคร่งครัด ด้วยความเต็มใจอย่างภาคภูมิ เพราะพวกเขาเป็นทหารอาชีพของกองทัพของประชาชน (กลับไปอ่านด้วยรักและห่วงใยตอน “Inside or outside oriented” และตอน “กองทัพของประชาชน” ที่ผ่านมาแล้ว)


ประการสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะกล่าวย้ำเตือนไว้ ณ ที่นี้ก็คือ กองทัพมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศชาติ รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นเอกราช ความมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกองทัพก็อาจจะกลายเป็นเครื่องมือในการบั่นทอนขัดขวางความเจริญของประเทศ หรืออาจถึงขั้นเป็นศัตรูทำลายล้างประชาชนในชาติเสียเอง อันเนื่องมาจากระบอบการควบคุมกำลังทหารที่ไม่เหมาะสม การขัดเกลาทางสังคมในการสร้างผู้นำทางทหารทุกระดับไม่ถูกต้องตามวิวัฒนาการของโลก รวมทั้งการได้มาซึ่งผู้บังคับบัญชาที่..................(เติมเอาเองตามต้องการครับ)


อดุล อุบล

พลเอกทหารราบ

27 มี.ค. 54


นี่คือบทความบางตอน ในหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล


ประวัติการศึกษา พล.อ.อดุล อุบล บางส่วน :


โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

#16ปีพฤษภา53 : ยุทธการ “รุมยิงนกในกรง” ที่คนไทยต้องอ่าน เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


#16ปีพฤษภา53 : ยุทธการ “รุมยิงนกในกรง” ที่คนไทยต้องอ่าน เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกเหตุการณ์ เมษาพฤษภา53 “ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความซึ่งเขียนโดย พลเอก อดุล อุบล ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลัง และให้ได้ทราบว่าในกองทัพไทยยังมีนายทหารประชาธิปไตยผู้รักชาติรักประชาชน ที่เขียนไว้ให้ปรากฏ โดยแง่คิดต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ไม่หลงผิดทำสิ่งเลวร้าย ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวงจรอุบาทว์เสมอมา 


ยุทธการ "รุมยิงนกในกรง”


ผมขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งครับ ด้วยที่ผมคงต้องเขียนอะไรแรง ๆ ลงไปในตอนนี้ เนื่องจากความรู้สึกที่อดสูและสมเพชในบุคคลหลายคนที่ไม่ควรจะเป็นได้ถึงตำแหน่งเหล่านั้น


มันเป็นเรื่องที่พวกเราคงทราบดีกันแล้วจากสื่อเป็นเรื่องที่ hot ที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมตอนนี้ และจะเป็นเรื่องที่มีผลในทางคดีความกันไปอีกนาน และอาจจะเป็นความแตกแยกภายในชาติอีกระดับหนึ่ง ถ้าแก้ไขกันไม่ถูกต้อง


ผมไม่ได้รับหนังสือเสนาธิปัตย์มาเป็นปี ทั้ง ๆ ที่จ่ายเงิน (โดนหักโดยอัตโนมัติ) มาตลอด ก็ไม่ทราบเรื่องราวอัปยศเช่นนี้ มาทราบก็ต่อเมื่อมีการออกมาวิจารณ์กันทางสื่อเรียบร้อยแล้ว และก็มีทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องโทรศัพท์มาถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย


ทั้งพี่และน้องเหล่านั้นพูดเหมือนกันว่า "มันเป็นทหารกันหรือเปล่าวะ" สามารถออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้อาวุธสงครามที่จัดหามาจากภาษีอากรของประชาชน สังหารประชาชนมือเปล่า


แล้วยังมีหน้ามาวิเคราะห์บทเรียนจากการปฏิบัติการนั้นว่าสำเร็จอย่างเลอเลิศสรรเสริญและชื่นชมกันราวกับ"วีรบุรุษสงคราม" ผู้พิชิตชัยชนะในสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชน ภายในชาติของตนเองที่มีแต่มือเปล่า และเต็มไปด้วยเด็ก ผู้หญิง และคนแก่


ผมอยากจะทราบว่า ถ้าผู้ที่มาร่วมชุมนุมเหล่านั้นถืออาวุธมาจากบ้าน อย่างน้อยปืนสั้นหรือปืนยาวคนละกระบอกพร้อมกระสุนตามมีตามเกิด ภาพมันจะเป็นอย่างนี้ไหม


บางคนบอกว่า การวิเคราะห์ "บทเรียนจากการกระชับวงล้อม" (ในหนังสือเสนาธิปัตย์) ผู้วิเคราะห์ถูกสั่งให้กระทำเพื่อเป็นการเอาใจ (มันก็ประจบสอพลอนั่นแหละวะ) ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะถูกกระทำขึ้นเพื่อเป็นการเอาใจ หรือเพื่อการเป็นการนำไปใช้ฝึกและศึกษา หรือเป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ หรือเพื่อเป็นการอยากจะบอกความจริงของผู้วิเคราะห์ก็ตาม มันก็เป็นประวัติศาสตร์อัปยศของกองทัพอยู่ดี


ผมอยากจะรู้ว่าเราจะเอาประสบการณ์ องค์ความรู้ หรือ ผลแห่งความสำเร็จนี้ไปอวดใครที่ไหน


อย่าว่าแต่กับประชาชนภายในชาติเลย ต่อให้ทหารต่างชาติและสังคมโลก เขาคงจะต้องสมเพชกองทัพไทยแน่


ผมมีความภาคภูมิใจมากในอดีตที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอยู่ทั้ง 2 หน่วยนี้ คือ อาจารย์อำนวยการส่วนวิชายุทธวิธี รร.เสนาธิการทหารบก


และก่อนหน้าที่จะเป็นพลเอกนี้ ผมเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นตำแหน่งที่เขาขนานนามกันว่า "ครูใหญ่ของกองทัพบก"


ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าหน่วยที่ผมภาคภูมิใจจะทำเอกสารทางวิชาการออกมาได้แบบนี้


ผมอยากจะถามว่า พวกท่านมีความรู้สึกเป็นวีรบุรุษและมีความภาคภูมิใจมากนักหรือกับความเป็นจริงเหล่านี้


1. ท่านใช้กำลังทหาร 4 กองพล ซึ่งเท่ากับ 1 กองทัพน้อย (corps) ที่กองทัพ US ใช้เป็น Main effort (ME) ในการขับไล่กองทัพอิรักออกจากการยึดครองประเทศคูเวต แต่พวกท่านเอามาใช้ล้อมปราบประชาชนที่ไม่มีอาวุธ และเต็มไปด้วยเด็ก ผู้หญิง และคนแก่


2. ท่านใช้พลซุ่มยิงทั้งกองทัพ รุมยิงเป้าหมายผู้ชุมนุมที่ถูกล้อมอยู่ ดุจดัง ยิงนกในกรง


3. ท่านประกาศว่าเป็นการทำสงครามเต็มรูปแบบกับประชาชนภายในชาติด้วยกำลังรบผสมเหล่า ทั้งทหารราบ ทหารม้ายานเกราะ หน่วยบิน พลซุ่มยิง หน่วยรบพิเศษ หน่วยส่งทางอากาศ ขาดแต่อาวุธปืนใหญ่ นี่ยังไม่นับหน่วยข่าวกรองอีกจำนวนมาก


4. ท่านมีความภาคภูมิใจว่ามีการวางแผนประณีตมีการซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี


5. ท่านให้ข้อมูลที่ทำให้แน่ใจได้ว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารเป็นอย่างดี เพราะทั้งรัฐบาลและกองทัพมีความเป็นเอกภาพ มีการสั่งและควบคุมการปฏิบัติการอย่างสมบูรณ์แบบตามลำดับสายการบังคับบัญชา (Chain of Command)


6. ท่านชี้ให้เห็นถึงการใช้กระสุนจริงเป็นผลดีต่อขวัญและกำลังใจของทหาร โดยเฉพาะมีการประกาศเขตใช้กระสุนจริงใน down town ของ กทม.


แค่นี้ผมก็อยากจะอ้วกแล้วครับ


ผมคิดว่าท่านกำลังจะทำให้นายทหารรุ่นหลังๆ เข้าใจผิดไปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นบทบาทและหน้าที่ของทหารของชาติอย่างแท้จริง หรือก็เพราะไอ้ชัยชนะแบบนี้เองหรือเปล่าที่ทำให้หลงคิดว่ารบเก่งกันทั้งกองทัพอยู่ทุกวันนี้


เคยคิดในมุมมองอื่นกันบ้างหรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้ต้องทำบทเรียน (Lesson Learn) แน่นอน


แต่ทำอีกด้านหนึ่งคือวิจารณ์ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีก


และถ้ามันเริ่มมีอาการเราจะหยุดอาการเหล่านั้นตั้งแต่แรกอย่างไร


จะดับเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคมตั้งแต่แรกได้อย่างไร


เมื่อถึงขั้นที่การควบคุมจะเป็นไปไม่ได้แล้วใครจะเป็นฝ่ายเสียสละระหว่างประชาชนส่วนใหญ่หรือรัฐบาล


บทวิเคราะห์ของ ยศ.ทบ. กรณีนี้ไม่ได้อะไรแก่สังคมนอกจากการขยายช่องว่างของความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมไทยให้มากขึ้นไปอีก และได้คิดกันบ้างหรือเปล่าว่าข้อเท็จจริง (Facts) ที่ท่านเอามาเป็นหลักฐานในการวิเคราะห์นั้น มันจะกลับมาเป็นพยานหลักฐานว่าบรรดาฝ่ายการเมืองและผู้นำทหารกล่าวเท็จกับสาธารณชนไว้อย่างไรบ้าง แล้วมันจะนำไปฟ้องเป็นคดีความกันได้มากน้อยขนาดไหน


ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ มันเป็นการยอมรับกับผู้ชุมนุมว่ารัฐบาลไม่เคยมีความมุ่งหมายในการเจรจานอกจากการสลายการชุมนุมเท่านั้น


จึงเท่ากับส่งสัญญาณให้ฝ่ายชุมนุมตระหนักว่าในการชุมนุมครั้งต่อไป ไม่ว่าจะชุมนุมด้วยความสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่ พวกเขาจะต้องถูกปราบปรามด้วยความรุนแรงและด้วยกำลังทหารแน่นอน


ดังนั้น จะเป็นอะไรไปถ้าพวกเขาจะนำอาวุธประจำบ้านตามมีตามเกิดติดตัวมาด้วยเพื่อป้องกันตนเอง แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้น


อดุล อุบล

พลเอก, ทหารราบ

30 มิ.ย. 54


นี่คือบทความบางตอน ในหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล


ซึ่งท่านได้เขียนไว้ว่า “ผมเขียนคอลัมน์นี้ด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง หลังจากที่ได้รับราชการในกองทัพบกมานาน ได้พบได้เห็นได้รับรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย อยากให้เพื่อนอ่านข้อความ โดยเฉพาะบรรดาเพื่อน ๆ ที่มีบุตรหลานเป็นทหารประจำการในกองทัพบก” 


ประวัติการศึกษาบางส่วน :


โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง