วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“ไอติม พริษฐ์” ลงบันทึกประจำวัน หลังถูก กกต. แจ้งความ ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือ ยันทำหน้าที่ในฐานะประชาชนเพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

 


“ไอติม พริษฐ์” ลงบันทึกประจำวัน หลังถูก กกต. แจ้งความ ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือ ยันทำหน้าที่ในฐานะประชาชนเพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมทนาย เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม หลังตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กกต. ฟ้องดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา14


นายพริษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้เดินทางมาหลังจากที่ เห็นกระแสข่าวเมื่อวานนี้ว่า กกต. มีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนรวมตนเองเป็นทั้งหมด 6 คน ที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ที่เขตคันนายาว วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงวันนี้มาลงบันทึกประจำวันเพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองกับเจ้าหน้าที่ หลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กกต. ได้เข้าแจ้งความ แต่ในส่วนของรายชื่อคนที่ถูกกล่าวหาขั้นตอนนี้จะไม่สามารถเผยแพร่ได้ในเวลานี้ ซึ่งคนที่จะรู้ดีที่สุดว่าแจ้งข้อหาอะไร หรือแจ้งความใคร คือผู้ที่กล่าวหา กกต. ส่วนรายงานข่าวที่ออกมาเมื่อวาน คาดว่าคงเป็นไปตามที่มีรายงาน และเพื่อให้สิ้นข้อสงสัยอยากจะเรียกร้องให้กกต.พูดออกมาอย่างช้าๆ และชัดๆ ว่าแจ้งความใครบ้าง และข้อเท็จจริงที่ใช้แจ้งความมีอะไรบ้าง แทนที่จะใช้วิธีการปล่อยข่าวแบบนี้ก็พูดออกมาให้ชัด ๆ

 

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า หนึ่งในข้อหาที่ถูกแจ้งคืออั้งยี่ซ่องโจรนั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า วันนี้มาลงบันทึกประจำวัน หลังเห็นว่ามีรายงานข่าว วันนี้มายืนยันความบริสุทธิ์ใจและมั่นใจว่าในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่มีการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว ตนเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวหลังจากที่มีการปิดหีบ เวลา 17.00 น. ซึ่งอยู่ในช่วงของการสังเกตการณ์การนับคะแนน เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งการนับคะแนนกกต. จะต้องทำในพื้นที่ที่โปร่งใสต่อหน้าพี่น้องประชาชน ซึ่งกกต. มีการสื่อสารเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนน และการที่ตัวเองไปร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ยังไม่นับว่าในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่กกต.อยู่หลายคน รวมถึงรองเลขากกต. ก็ไม่เห็นว่าจะมีท่าทีอะไร และเจ้าหน้าที่คนใดถือให้เห็นหรือพยายามจะตักเตือนชี้แนะสิ่งที่ทำอยู่ว่าเป็นการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ และขอยืนยันว่า ไม่มีอะไรที่ขัดต่อข้อกฎหมายความจริงเป็นความจริง และเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ตัวเองขอยืนยันความจริงแบบนี้ และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการ


เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความกลับหรือไม่ นายพริษฐ์ บอกว่า ในหลักการการแจ้งความกลับด้วยข้อมูลที่ตนรู้ว่าเป็นเท็จเป็นการสร้างความเสียหายให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ต้องรอดูว่ากกต. แจ้งความด้วยข้อเท็จจริง และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จะปรากฏหรือไม่ หากพบว่าเป็นการแจ้งความข้อมูลอันเป็นเท็จ ทาง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมที่จะดำเนินการกลับทันที


เมื่อถามว่าข้อกล่าวหาอั้งยี่ซ่องโจรเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ นายพริษฐ์ ยืนยัน จะกล่าวหาแรงหรือเบาแค่ไหน ตนก็ขอยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง เห็นว่ามีหลายข้อกล่าวหายืนยันว่าผมไม่ได้ทำความผิดทั้งนั้น ถ้ามีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงก็กล่าวหามาเลยแล้วออกมาพูดต่อสาธารณะด้วยว่ากล่าวหาว่าอะไร พร้อมเข้าสู่กระบวนการ


“ขอพูดนอกเหนือในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่พูดในฐานะ คนที่มาอาสาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรมันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผมในการตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐต่างๆ ว่ามีการดำเนินการอย่างไร รวมไปถึงการเลือกตั้งว่าโปร่งใสหรือไม่ ผมพร้อมเดินหน้าในการตรวจสอบข้อพิรุธข้อสงสัย และการดำเนินการของกกต. สุดท้ายถ้าผมไม่ทำตรงนั้น ผมควรเป็นฝ่ายถูกถามว่าเข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรทำไม”


เมื่อถามว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงแทนบุคคลอื่นได้ ซึ่งในวันนั้นไม่เห็นบางคนใน 6 รายชื่ออยู่ในเหตุการณ์ แต่ กลับถูกแจ้งความ จึงอยากให้เจ้าตัวมายืนยันข้อเท็จจริง น่าจะแม่นยำกว่า ส่วนจะเป็นการปิดปากหรือไม่ ขอตอบคำถามนี้ใน 2 สถานะ ในฐานะที่ทำงานการเมืองไม่ว่าเจตนาในการฟ้องตนเองคืออะไร ตนพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ย้ำถ้าตนอาสามาเป็นสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คือการเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบหน้าที่ของกกต. ไม่มีเหตุผลใดที่จะยุติการเดินหน้า


สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักในสังคมไทย เรื่องการฟ้องปิดปากหากมีการฟ้องปิดปากจริง จากหน่วยงานรัฐที่มีการฟ้องประชาชนโดย และคาดการณ์แล้วว่าไม่สามารถนำไปสู่การพิสูจน์ความจริงได้ และสังคมควรจะตระหนักร่วมกันว่า แม้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหา จะพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ แต่ความเสียหายมันได้เกิดขึ้นแล้ว ภาระ ที่ใช้ในการชี้แจง รวมถึงภาระรายจ่าย การแจ้งความก็สร้างภาระให้กับประชาชนได้เหมือนกัน และเป็นการส่งผลลบต่อเสรีภาพ การแสดงออกซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่จะแสดงออกทางประชาธิปไตยได้


“หน่วยงานรัฐเวลาเจอพี่น้องประชาชน ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำหน้าที่ และถ้าเป็นการตั้งคำถามที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย อย่างการสังเกตการณ์การนับคะแนน สิ่งที่หน่วยงานรัฐพึงกระทำ คือการชี้แจงให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยไม่ใช่การดำเนินคดีกับประชาชน”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต

พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย


พระปกเกล้าโพล เผยประชาชน 87.7% ไม่เชื่อมั่นความสุจริตเลือกตั้ง ประชาชนเร่ง กกต. โปร่งใสนับคะแนน-บังคับใช้กฎหมาย


วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจครั้งที่ 10 เรื่อง 'เลือกตั้ง 69 เช็คคะแนน กกต. ในสายตาประชาชน' สะท้อนภาวะความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ โดยประชาชนถึง 87.7% มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ "ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย" ขณะที่มีเพียง 12.3% ที่เห็นว่า 'ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม-สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด'


การสำรวจจัดทำระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) ค่าความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2.5%


ผลสำเร็จในคำถาม : ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่พบว่า

ร้อยละ 87.7 ระบุว่า ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม - ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 12.3 ระบุว่า ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


คำถาม : ท่านเห็นว่า การทำงานของ กกต. ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 67.6 ระบุว่า พอใช้ - แย่

ร้อยละ 32.4 ระบุว่า ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยภาพรวมเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 57.6 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 42.4 ระบุ ค่อนข้างดี – ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 54.7 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 45.3 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการควบคุมการหาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 54.3 ระบุ พอใช้ - แย่

ร้อยละ 45.7 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการนับคะแนนที่โปร่งใสและประชาชนตรวจสอบได้เป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 50.6 ระบุว่า พอใช้ - แย่

ร้อยละ 49.4 ระบุว่า ค่อนข้างดี - ดี


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 56.4 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี

ร้อยละ 43.6 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 59.9 ระบุ ค่อนข้างดี - ดี

ร้อยละ 40.1 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านเห็นว่าการทำงานของ กกต. ในเรื่องความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์และป้ายประกาศต่าง ๆ ในวันเลือกตั้งเป็นอย่างไร พบว่า

ร้อยละ 61.9 ระบุ ค่อนข้างดี-ดี

ร้อยละ 38.1 ระบุ พอใช้ - แย่


คำถาม : ท่านคิดว่าสิ่งที่ กกต. ควรปรับปรุงเร่งด่วนที่สุดอันดับแรกคืออะไร พบว่า

ร้อยละ 23.6 ระบุ ควรเร่งปรับปรุงการนับคะแนนที่โปร่งใสมากที่สุด

ร้อยละ 23.3 ระบุ การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง

ร้อยละ 20.5 การสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลก่อนเลือกตั้ง

ร้อยละ 7.8 การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว

ร้อยละ 6.5 การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุและคนพิการ

ร้อยละ 4.6 การจัดการการเลือกตั้งล่วงหน้า

ร้อยละ 13.7 ไม่มีข้อเสนอแนะ


เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถามดังนี้ พบว่า


คำถาม : ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่


กรุงเทพมหานคร

ร้อยละ 70.7 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 29.3 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคกลาง

ร้อยละ 21.5 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 78.5 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคตะวันออก

ร้อยละ 44.4 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 55.6 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ร้อยละ 65.3 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 34.7 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม – สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคเหนือ

ร้อยละ 59.4 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 40.6 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


ภาคใต้

ร้อยละ 74.9 ระบุ ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม – ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย

ร้อยละ 25.1 ระบุ ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม - สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต



กกต. เผยข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 2569 เห็นชอบ 58.64%


กกต. เผยข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 2569 เห็นชอบ 58.64%


วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2569) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่ข่าวเลขที่ 194/2569 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เผยแพร่ข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569


สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงประชามติประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้


ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 52,933,610 คน

ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 36,840,302 คน คิดเป็น 69.65%

เห็นชอบ จำนวน 21,266,029 คน คิดเป็น 58.64%

ไม่เห็นชอบ จำนวน 11,231,161 คน คิดเป็น 30.46%

ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 คน คิดเป็น 8.34%

บัตรเสีย จำนวน 942,608 ใบ คิดเป็น 2.56%


หมายเหตุ

1. ข้อมูล ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

2. บัตรออกเสียงประชามติ (ในประเทศ) มีน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 12 บัตร

เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิมาแสดงตนแต่ไม่ขอรับบัตรออกเสียงประชามติ หรือรับบัตร ออกเสียงประชามติแล้ว แต่ไม่ประสงค์ออกเสียงลงคะแนน เป็นต้น

3. บัตรออกเสียงประชามติ (นอกราชอาณาจักร) มีจำนวนน้อยกว่าผู้มาใช้สิทธิ 50 บัตรเนื่องจากบางซองไม่มีบัตรออกเสียงประชามติ ส่งกลับมา


​สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือบริการสายด่วน 1444


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #ประชามติ2569 #เห็นชอบ #รัฐธรรมนูญใหม่

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ออกแถลงการณ์ กรณี กกต. แจ้งความดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา เป็นการกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ


สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ออกแถลงการณ์ กรณี กกต. แจ้งความดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา เป็นการกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี กกต. มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับประชาชน 6 คน และ 1 ในนั้นคือหัวหน้าช่างภาพ spacebar ซึ่งเป็นสื่อมวลชน โดยวันนี้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว ความว่า


สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอแสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนของ SPACEBAR จากกรณีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่าพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้ใช้สิทธิ เหตุเกิดระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา


สมาคมฯ ตระหนักและเคารพต่อหลักเกณฑ์ของ กกต. รวมถึงหลักการรักษาความลับในการลงคะแนนเสียงอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน โดยต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง


สมาคมฯ เห็นว่าการดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง หากมิได้พิจารณาเจตนาและบริบทของการทำหน้าที่อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย


เสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และรายงานข่าวต่อสาธารณะ เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล การบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อการทำหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด และต้องไม่ถูกใช้ในลักษณะที่อาจตีความได้ว่าเป็นการจำกัดหรือกดทับการทำหน้าที่ของสื่อ


สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน ตามหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนควบคู่กันไป สมาคมฯหวังว่า กกต.จะพิจารณาทบทวนการฟ้องร้องดำเนินคดีกับช่างภาพสื่อด้วยความรอบคอบโดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน


สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

27 กุมภาพันธ์ 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 

 

“สมชัย” โพสต์ ขอบคุณ กกต. ที่เมาหมัด และโปรดอย่าถอนการแจ้งความ


“สมชัย” โพสต์ ขอบคุณ กกต. ที่เมาหมัด และโปรดอย่าถอนการแจ้งความ


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งเป็น 1 ใน 6 คนที่ถูก กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหนักต่าง ๆ โดย กกต.ได้แจ้งดำเนินคดีหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรค 2 ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญาอีกหลายมาตรา เช่น มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 209 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และมาตรา 322 ฐานเปิดผนึกหรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่น เพื่อล่วงรู้ข้อความอันน่าจะเกิดความเสียหาย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ นั้น


วานนี้ (26 ก.พ.) นายสมชัย ได้โพสต์ข้อความที่เพจ Somchai Srisutthiyakorn มีข้อความดังนี้


โปรดอย่าถอนการแจ้งความ เพราะ


1. เมื่อตำรวจเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จะได้ทราบว่า กกต. ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ แจ้งความเท็จ หรือ กลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหายอย่างไร


2. หากเป็นการแจ้งความเท็จ ผู้ถูกดำเนินคดี จะแจ้งความกลับในคดี อาญา 157 เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหาย


3. เนื่องจากผูัเสียหาย มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการแก้คดี และ ค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการประกอบวิชาชีพ และมีการถูกทำให้เสื่อมเกียรติ จึงจะมีการฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อให้ กกต. ชดใช้ตามสมควรด้วย และหากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย


4. การขึ้นถึงศาล เป็นโอกาสในการใช้อำนาจศาลในการเรียกพยานหลักฐานทุกอย่างที่ กกต. ไม่เปิดเผยต่อประชาชน อาทิ TOR การพิมพ์บัตร สัญญาจ้าง รายงานการตรวจรับ รายงานการประชุม การเปิดหีบบัตรเพื่อดูพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่น ๆ อีก เป็นต้น


5. ขอบคุณ กกต. ครับ ที่เมาหมัด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 #กกตฟ้องประชาชน

“พริษฐ์” โพสต์หลัง กกต. แจ้งความดำเนินคดี ลั่น ผมไม่เคยกลัวความจริง และพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง


“พริษฐ์” โพสต์หลัง กกต. แจ้งความดำเนินคดี ลั่น ผมไม่เคยกลัวความจริง และพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง


วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ภายหลังจากที่ได้รับทราบจากข่าวว่า กกต. ได้ส่งคนไปแจ้งความดำเนินคดีกับตน โดย กกต.ได้แจ้งดำเนินคดีหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรค 2 ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ประมวลกฎหมายอาญาอีกหลายมาตรา เช่น มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 209 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และมาตรา 322 ฐานเปิดผนึกหรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่น เพื่อล่วงรู้ข้อความอันน่าจะเกิดความเสียหาย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ 


โดยนายพริษฐ์ ได้โพสต์ข้อความว่า รับทราบจากข่าวว่า กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผม สืบเนื่องมาจากการทำหน้าที่ของผมในการตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา


ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะผมไม่เคยกลัวความจริง และความจริงจะปรากฎว่าผมไม่ได้ดำเนินการใดๆที่ผิดต่อกฎหมาย


ผมได้แต่เพียงหวังว่า หากกระบวนการในชั้นศาล นำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานต่างๆที่ประชาชนสงสัยและยังไม่เคยได้รับคำตอบจาก กกต. ทาง กกต. เอง จะไม่หลีกหนีความจริง และจะพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเช่นกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต #กกตฟ้องประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เปิดชื่อ 6 บุคคล ถูก กกต.ฟ้องหลายข้อหา คดีถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ. ฐานขัดขวางเลือกตั้ง อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ

 


เปิดชื่อ 6 บุคคล ถูก กกต.ฟ้องหลายข้อหา คดีถ่ายภาพ-ถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง 22 ก.พ. ฐานขัดขวางเลือกตั้ง อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ


วันนี้ (26 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี กกต. มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัส คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น มีรายงานบุคคลที่ กกต.แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 รายประกอบไปด้วย


1. นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม


2. นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain


3. นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.


4. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง


5. นายพริษฐ์ วัชรสินธ์ โฆษกพรรคประชาชน


6. ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพ spacebar


โดยให้ดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14


ทั้งนี้ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง โดยตามมาตรา 66 พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 กำหนดว่าผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือเพื่อให้การเลือกตั้งและเป็นได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้กระทำต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทรวมทั้งจำทั้งปรับ


ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี


ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่ บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000


มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569 #กกต #กกตฟ้องประชาชน