ปชน. ร่วมเดินขบวนปลุกพลัง 8 กุมภาฯ กาเห็นชอบประชามติ “พริษฐ์” ย้ำต้องชนะให้ขาด เปิดประตูบานแรกจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แก้วิกฤตประเทศ
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ, ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร, เพียงพนอ บุญกล่ำ, ณัฐยา บุญภักดี, พิศาล มาณวพัฒน์, มุนินทร์ พงศาปาน, และมณิสรา บารมีชัย ร่วมกิจกรรม “ขบวนสุดท้าย ปล่อยท่าไม้ตายประชาชน” เพื่อเดินขบวนแสดงพลัง “กาเห็นชอบ” ประชามติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยเริ่มเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปสิ้นสุดที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน
พริษฐ์เป็นตัวแทนของพรรคประชาชนในการขึ้นกล่าวบนเวทีหน้าหอศิลป์ฯ โดยระบุว่า วันนี้ตนมาในสองสถานะ หนึ่งคือตัวแทนของพรรคประชาชน เพื่อยืนยันว่าพรรคประชาชนสนับสนุนและเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนกาเห็นชอบในการทำประชามติรัฐธรรมนูญที่จะมาถึง แต่สถานะที่สองที่สำคัญกว่า คือการมายืนอยู่ตรงนี้ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เพื่อมายืนยันว่าเป้าหมายในการมีกติกาสูงสุดของประเทศและระบบการเมืองที่โปร่งใส เป็นประชาธิปไตย และประชาชนพึ่งพาได้ ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นภารกิจของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เปรียบเทียบกับการแข่งขันฟุตบอล แต่ละทีมเวลาแข่งก็แข่งขันกันจริงจัง อาจจะมีการเขม่นกันบ้าง แต่เชื่อว่าถ้าเมื่อใดที่กติกาฟุตบอลไม่เป็นธรรม ไม่มีความโปร่งใส พวกเขาจะผนึกกำลังเพื่อร่วมกันแก้ไขแน่นอน
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า หลายคนชอบถามว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาอะไร ทำไมถึงต้องแก้ ตนก็ต้องขอถามกลับว่าแล้วถ้าไม่แก้ เราจะต้องอยู่กับปัญหาอะไรบ้าง เราจะยังคงมี สตง. ที่เข้มงวดกับการตรวจใบเสร็จรับเงินของครูเวลาไปซื้ออุปกรณ์การเรียน แต่เมื่อการก่อสร้างตึกของตัวเองมีความหละหลวม กลับตรวจสอบได้ยาก เราจะยังคงมี ป.ป.ช. ที่พี่น้องประชาชนตั้งคำถามว่ายืนอยู่ข้างความโปร่งใสจริงหรือไม่ ในเมื่อมีกรณีทั้งคดีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน หรือกรณีล่าสุดอย่างการรับสินบนทองคำ เราจะยังมี สส. ที่เมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งสวมเสื้อพรรคหนึ่งหาเสียง แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งไปแล้ว ผ่านไปไม่กี่เดือนกลับย้ายไปอยู่อีกพรรคหนึ่งเพื่อต่อรองผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่เคยมาขออนุญาตจากพี่น้องประชาชน เราจะยังมี สว. ที่อำนาจล้นฟ้า ชี้ขาดได้ว่าใครจะไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระ แต่กลับมีที่มาจากระบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และสุ่มเสี่ยงต่อการฮั้ว และเราจะยังมี กกต. ที่ถึงแม้จะทำงานค้านสายตาพี่น้องประชาชนแค่ไหน ก็ถอดถอนไม่ได้ ถ้าย้อนกลับไปสมัยก่อนแล้วเราเปลี่ยน 1 ล้านแชร์บนเพจไอลอว์ในช่วงวันเลือกตั้งล่วงหน้า มาเป็น 1 ล้านรายชื่อที่เข้าชื่อยื่นถอดถอน ป่านนี้เราถอดถอน กกต. ไปได้แล้ว 50 ครั้ง ดังนั้น หลายปัญหาที่เราเผชิญกันอยู่ จะแก้ได้ ต้องแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับท่านที่ฟังมาถึงตอนนี้อาจจะถามต่อว่า เข้าใจปัญหาทั้งหมด แต่ถ้าจะแก้ ทำไมถึงไม่เสนอว่าจะแก้มาตราไหน ทำไมถึงไม่พูดให้ชัด ตนก็ต้องขอตอบกลับไปว่าอย่ามากล่าวหากันลอยๆ เพราะตนและพรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเข้าไปในสภาฯ เกือบ 20 ร่าง ทั้งการยกระดับสิทธิเสรีภาพ การปฏิรูปองค์กรอิสระ และการเพิ่มกลไกในการป้องกันการทุจริต ถ้านำมาเรียบเรียงต่อกันก็น่าจะพอคาดการณ์ได้ว่าเราอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร แต่เหตุผลที่เรายังไม่ได้ลงรายละเอียดในวันนี้ ก็เพราะหากเราเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริง คนที่จะมาออกแบบว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไรไม่ใช่พรรคประชาชน แต่คือพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
แล้วสำหรับใครที่ยังถามต่อไปว่า ก็รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ทำไมถึงไม่แก้เป็นรายมาตรา ทำไมต้องมาจัดทำฉบับใหม่ ตนก็ต้องตอบกลับไปเช่นกันว่าเราพยายามแก้รายมาตรามาเกือบจะ 30 ครั้งแล้ว ถ้าเราจะพยายามแก้รายมาตราต่อไปควบคู่กับการจัดทำฉบับใหม่ ตนก็ยินดีและพร้อมเดินหน้า แต่จากประวัติที่ผ่านมา แต่ละพรรคการเมืองยื่นไปหลายร่าง ผ่านแค่ร่างเดียวคือการแก้ไขระบบเลือกตั้ง เพราะติดเงื่อนไขต้องขอเสียง 1 ใน 3 ของ สว. ดังนั้น แปลว่าถ้าเราเดินหน้าแก้ไขรายมาตรา คนที่จะมาชี้ขาดว่าเนื้อหาแบบใดแก้ได้หรือไม่ได้ ก็คือ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่หากเราจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วไม่เติมเงื่อนไข 1 ใน 3 สว. เข้าไปอีก คนที่ชี้ขาดว่าเนื้อหาจะเป็นอย่างไรคือพี่น้องประชาชน ผ่านการทำประชามติ
พริษฐ์กล่าวสรุปว่า ดังนั้น การทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง มีอนาคตของประเทศ อนาคตของลูกหลานของพวกเราทุกคนเป็นเดิมพัน ถ้าเราชนะร่วมกัน เราจะนำพาประเทศไปสู่การเปิดประตูบานแรกจากอีกหลายๆ บานในการร่วมกันจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าเราแพ้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ มีความเสี่ยงว่าเราจะแพ้ไปอีกนานและมีโอกาสสูงที่ประตูในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกปิดทุกบาน บางคนอาจจะบอกว่าแพ้แล้วก็ไปแก้รายมาตราไม่ได้หรือ ก็ต้องเรียนตามตรงว่าถ้าแพ้รอบนี้ และผลประชามติออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนเชื่อว่ามีคนในรัฐสภาพร้อมอยู่แล้วที่จะนำผลประชามติดังกล่าวมาตีความว่าประชาชนชื่นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 ดังนั้น จะเสนอแก้รายมาตราไหน เขาก็อาจจะไม่ยอมให้แก้
“ถ้าเราทุกคนอยากจะหลุดพ้นออกจากระบบการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ที่เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ 60 วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้เราต้องมาร่วมกันชนะ และต้องชนะให้ขาด เพื่อให้เสียงและพลังของประชาชนมีมากพอในการไปยันกับผู้มีอำนาจในรัฐสภาและผู้มีอำนาจในองค์กรต่างๆ ที่ไม่อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชนะให้ขาดเพื่อตอกย้ำให้เห็นชัดว่าประชาชนที่สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มีแค่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และเราต้องร่วมกันชนะให้ขาด เพื่อตอกย้ำว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉันทามติใหม่ของคนไทยทุกคน ทุกรุ่น ทุกอาชีพ และทุกเฉดสีทางการเมือง ดังนั้น 8 กุมภาพันธ์นี้ มาร่วมชนะขาดไปด้วยกัน 8 กุมภาฯ กาเห็นชอบครับ” พริษฐ์กล่าว
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลประชาชน #ประชามติ2569