วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

'5 พรรคการเมือง' รับข้อเสนอ 'อ.ปริญญา' แก้กฎหมายยกเลิกขังคุกแทนค่าปรับ ดันบริการสังคมแทน - แก้กฎหมายเลือกตั้ง ใส่ชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรคในบัตรเขต

 


'5 พรรคการเมือง' รับข้อเสนอ 'อ.ปริญญา' แก้กฎหมายยกเลิกขังคุกแทนค่าปรับ ดันบริการสังคมแทน - แก้กฎหมายเลือกตั้ง ใส่ชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรคในบัตรเขต


วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 11.15 น. ที่รัฐสภา ตัวแทน 5 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายกรวีร์ ปริศนานันกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายจตุรนต์ฉายแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.พรรคกล้าธรรม และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รับหนังสือจากนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรื่องขอเสนอแก้ไขกฎหมายยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับและการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.


โดยนายปริญญา กล่าวว่า ตนเป็นตัวเป็นตัวแทนของนักศึกษาและคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มายื่นหนังสือถึง 5 พรรคการเมือง 2 เรื่อง ซึ่งเรื่องแรก เป็นกรณีผู้กระทำผิดที่ถูกลงโทษเพียงค่าปรับ แต่ไม่มีเงินจ่าย ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แม้จะมีการให้บริการสังคมได้ ในทางปฏิบัติมีการบริการสังคมน้อยมากไม่ถึง 10% จึงได้หารือกับ 5 พรรคการเมืองและเห็นตรงกันในหลักการที่คนจนซึ่งไม่มีเงินจ่ายค่าปรับต้องมาติดคุก เป็นปัญหาใหญ่ที่ควรแก้ไข ควรให้โอกาสในการทำงานบริการสังคมแทน พร้อมให้โอกาสฟื้นฟูเยียวยาเพื่อไม่ให้เขากระทำผิดซ้ำ โดย 5 พรรคการเมือง เห็นตรงกันว่าเรื่องนี้ควรมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา29 ที่กำหนดว่าใครที่ไม่มีเงินจ่ายค่าบัตร ต้องถูกจำคุกแทนค่าปรับ เป็นให้บริการสังคมแทน ส่วนรายละเอียดและวิธีการที่เหมาะสมจะมีการหารือร่วมกันกับ 5 พรรคการเมืองต่อไป


นายปริญญา ยังกล่าวว่า ประเด็นที่สองจากปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา เกิดความไม่สะดวกและมีข้อสงสัย และข้อกังวลใจหลายประการ จึงอยากให้ 5 พรรค การเมืองพิจารณาแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ใน 4 เรื่อง คือ ความสะดวกของประชาชน หลักความโปร่งใส ในการนับคะแนนลงคะแนน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการช่วยตรวจสอบการเลือกตั้ง รวมถึงการประกาศผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและผลคะแนนรายเขต


นายปริญญา กล่าวว่า จากการหารือมีเรื่องที่ 5 พรรคการเมือง เห็นต้องกันในหลักการ ให้มีการแก้ไข คือ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบัน กกต. ได้จัดทำบัตรที่มีแต่หมายเลขของผู้สมัครเพียงอย่างเดียว ไม่มีชื่อผู้สมัครไม่มีชื่อพรรคการเมืองที่สังกัด โดยที่ 400 เขตเบอร์ของผู้สมัครในพรรคการเมืองเดียวกันก็แตกต่างกันไปแต่ละเขต ทำให้เกิดปัญหาความสับสนของประชาชน ไม่สะดวก ต้องจดจำหมายเลข รวมถึงเกิดปัญหาเป็นช่องทางให้มีการใช้บัตรข้ามเขตเลือกตั้ง ซึ่งกระทบต่อหลักสุจริตเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง


“5 พรรค การเมืองเห็นพ้องต้องกันว่าในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตควรมีชื่อผู้สมัครและชื่อพรรคการเมืองที่สังกัดด้วย ส่วนในประเด็นอื่นทั้งเรื่องหลักการความโปร่งใสและและการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเรื่องที่จะพิจารณากันต่อไป ขณะที่เรื่องก่อเวลาขณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์เสนอว่าเลือกตั้งเสร็จภายใน 24 ชั่วโมงควรจะประกาศจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็มีการประกาศในวันรุ่งขึ้น ส่วนภายใน 48 ชั่วโมงควรประกาศผลคะแนนรายหน่วยได้ เพราะเมื่อย้อนไปในสมัยที่กระทรวงมหาดไทยการเลือกตั้งก็สามารถทำได้”นายปริญญา ระบุ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์





เปิดตัว ครม.เงา พรรคประชาชน ตีแผ่นโยบายรัฐบาล พร้อมเสนอทางเลือกที่ดีกว่า คืนความหวังให้คนไทย จี้ 4 วาระเร่งด่วน ช่วยเหลือตกหล่น - แก้ค่าไฟฉาบฉวย - อย่างทิ้งอากาศสะอาด - หวั่นแลนด์บริดจ์มหากาพย์ซ้ำรอยสามสนามบิน

 


เปิดตัว ครม.เงา พรรคประชาชน ตีแผ่นโยบายรัฐบาล พร้อมเสนอทางเลือกที่ดีกว่า คืนความหวังให้คนไทย จี้ 4 วาระเร่งด่วน ช่วยเหลือตกหล่น - แก้ค่าไฟฉาบฉวย - อย่างทิ้งอากาศสะอาด - หวั่นแลนด์บริดจ์มหากาพย์ซ้ำรอยสามสนามบิน


วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงเปิดตัว “ครม. เงา” พร้อมเสนอ 4 วาระเร่งด่วนที่กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือที่ตกหล่น การแก้ค่าไฟแพงแบบฉาบฉวย ผลประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ล่าสุด และการทิ้ง พ.ร.บ. อากาศสะอาดของรัฐบาล


โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวว่า การทำงานแบบรัฐบาลเงา หรือ Shadow Cabinet เกิดขึ้นมาเป็นร้อยปีแล้ว เริ่มในประเทศต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอย่างอังกฤษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การทำงานตรวจสอบรัฐบาลเป็นไปอย่างเข้มข้นและชัดเจน


ในสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน เราเห็นว่าตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อต้นปี 69 ผ่านไป ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ - การเมือง - นิติรัฐ - นิติธรรม ของไทยจะถดถอยเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุด ที่กำลังเหือดหายไปจากสังคมไทยก็คือ “ความหวัง” คนจำนวนมากเริ่มลดความคาดหวังของตัวเองต่อการเมือง ต่อรัฐบาล และต่อประเทศไทย


ณัฐพงษ์ย้ำว่า นี่คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนตัดสินใจตั้งกลไก “ครม. เงา” ขึ้น เพราะอยากนำเสนอ “ทางเลือกที่ดีกว่า” เพื่อให้สังคมไทยยืนหยัดไม่หมดหวัง และอยากให้คนไทยทุกคนเชื่อว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้


การประชุม ครม. เงา แต่ละสัปดาห์จะเป็นเวทีตรวจสอบ นำการตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินมาเปิดเผยให้สังคมเห็นว่าเกิดผลดีผลเสียต่อกลุ่มใดบ้าง พร้อมเสนอทางเลือกที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง


โดย ทีม ครม.เงา ของพรรคประชาชนแบ่งการบริหารงานตามภารกิจออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจใหม่ นำโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, ด้านคุณภาพชีวิตใหม่ นำโดย เดชรัต สุขกำเนิด, ด้านความมั่นคงใหม่ นำโดย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, และด้านการปฏิรูปรัฐ นำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล


ในการแถลงเปิดตัววันนี้ ทีม ครม.เงา เสนอ “4 วาระเร่งด่วน” ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทันที และเป็นวาระที่พรรคประชาชนจะจับตาเป็นพิเศษในเวลา 1 เดือนต่อจากนี้


1. มาตรการช่วยเหลือ: มาตรการไทยช่วยไทยพลัสและการเยียวยาประชาชน ต้องไม่ตกหล่น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการขนส่ง


2. ค่าไฟ: รัฐบาลต้องไม่แก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉวบฉวย ด้วยการโยนภาระให้ประชาชน ต้องเดินหน้าเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย ทลายเพดานโควตาซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน


3. แลนด์บริดจ์: รัฐบาลต้องประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ ทบทวนการออก พ.ร.บ. SEC ตั้งต้นด้วยเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตภาคใต้


4. ลมหายใจ: รัฐบาลต้องหยิบกฎหมายปกป้องลมหายใจคนไทย 2 ฉบับสำคัญที่ค้างสภาอยู่ คือ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ ร่าง พ.ร.บ. การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษและการถ่ายโอนสารมลพิษ (พ.ร.บ. PRTR) กลับมาเดินหน้าต่อภายในวันที่ 12 พฤษภาคม


ในส่วนของ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน อธิบายต่อในส่วนของมาตรการช่วยเหลือประชาชน และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่า


1) มาตรการที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันไม่เพียงล่าช้า แต่ยังน้อย ไม่ได้สัดส่วน และยังตกหล่นอยู่มาก โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งที่เมื่อคำนวณออกมาแล้วมีการอุดหนุนน้ำมันตกเพียงแค่ลิตรละ 2 บาท ทั้งยังมีปัญหาเรื่องการลงทะเบียนที่ยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงมีรถสาธารณะบางประเภทที่ตกหล่นไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนเกษตรกรและชาวประมงที่ยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ตรงจุด


ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะออกมาได้แก่ มาตรการคนละครึ่ง แบบ 60/40 และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจากเดิมเคยเติมเดือนละ 100 บาท เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างได้สัดส่วนมากขึ้น แต่ในส่วนของคนละครึ่งเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อนไม่ใช่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า


ศิริกัญญาเสนอว่ามาตรการสำคัญที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดมากกว่านี้คือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจปรับลดลดลงลงมา 1-2 บาท ก็น่าจะช่วยเหลือประชาชนในภาพกว้างได้แล้ว และหลายประเทศทั่วโลกใช้มาตรการนี้ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในยามวิกฤติเช่นนี้


ส่วนในเรื่องของเม็ดเงินที่ต้องใช้ การเยียวยาแบบสุ่มเช่นนี้ต้องใช้เม็ดเงินสูงถึง 136,000 ล้านบาท บนหน้าตักที่มีอยู่ตอนนี้ เฉพาะงบกลางเงินสำรองเหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ถึงจะใช้เงินสำรองฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาท ก็คงจะทำโครงการนี้ได้เพียงเดือนเดียว ดังนั้น ไม่เกินเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม น่าจะมีการกู้เงินแน่นอน เพราะแหล่งเงินอื่นน่าจะยังมาไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.โอนงบฯ ซึ่งน่าจะต้องใช้ระยะเวลาถึงปลายเดือนกรกฎาคม รวมถึง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กว่าจะใช้ได้ก็เดือนตุลาคมเลย


ศิริกัญญาได้ให้ข้อเสนอว่า มาตรการความช่วยเหลือที่จะมีประสิทธิภาพมากกว่าอาจจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิต การขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ยังตกหล่น เช่น เกษตรกรและชาวประมง รวมถึงภาคขนส่งที่ยังไม่ได้สัดส่วน ความช่วยเหลือนี้จะช่วยไม่ให้ราคาสินค้าและต้นทุนเพิ่มสูงเร็วเกินไป จนกลายเป็นภาระกับผู้บริโภคที่ต้องจ่ายราคาสินค้าแพงขึ้น ขณะนี้รัฐบาลมีแหล่งเงินพร้อมที่จะออกมาตรการเยียวยาแล้ว และจะจับตาดูการออก พ.ร.ก. กู้เงินของรัฐบาลต่อไป


2) กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกมายืนยันเดินหน้าต่อ ประกอบกับรายงานศึกษาความเป็นไปได้ฉบับสมบูรณ์ ที่ สนข. จัดทำออกมาพอดี มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ในเล่มมีการประเมินความคุ้มค่าของโครงการเอาไว้ในสองจุด จุดแรกเป็นการประเมินความคุ้มค่าของทั้งโครงการ ทั้งในส่วนที่เอกชนต้องลงทุนและรัฐต้องลงทุนเอง อัตราผลตอบแทนทางการเงินอยู่ที่ 8% ซึ่งค่อนข้างรับได้ ในส่วนของมูลค่าปัจจุบันสุทธิก็เป็นบวกอยู่ แต่เมื่อมาดูในจุดที่มีการประเมินความคุ้มค่าสำหรับเอกชนที่จะมาลงทุน พบว่าผลตอบแทนตกลงมาเหลืออยู่ที่ไม่ถึง 5% รวมไปถึงมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ เป็นกรณีเลวร้ายที่สุดที่ไม่น่าจะมีเอกชนรายใดเข้ามาลงทุน เพราะจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงการนี้ทั้งหมด 100%


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าโครงการนี้ไม่น่าจูงใจให้มีเอกชนรายใดเข้ามาลงทุน จนทำให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนการร่วมลงทุนแบบ PPP โดยที่รัฐต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนยันว่าจะเปิดประมูลให้มาลงทุน 100% ก็น่ากังวลว่าจะซ้ำรอยโครงการสัมปทานก่อนหน้านี้ คือการประมูลไปก่อนแล้วแก้สัญญาทีหลัง แบบที่เกิดขึ้นในโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะไม่เป็นธรรมต่อผู้เข้าร่วมประมูลในรอบแรก รวมถึงอาจทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนในภายหลังด้วย และยังเน้นย้ำว่า ความไม่คุ้มค่านี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบด้านอื่น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว รวมถึงประมง


3) ในส่วนของค่าไฟฟ้า วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่ารัฐบาลจะต้องไม่แก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉาบฉวยและโยนภาระกลับมาให้ประชาชนแบบที่เป็นอยู่ แต่จะต้องกล้าเดินหน้าเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย พร้อมทลายโควตาการซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชนที่จำกัดจำเขี่ย ที่สำคัญทิศทางที่มีการสื่อสารออกมาจากรัฐบาลเมื่อวานนี้มีความสับสนมาก ยังไม่มีความชัดเจนด้วยซ้ำว่าจะเอาอย่างไร โดยเฉพาะต่อผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ซึ่งน่าจะต้องมีการตัดสินใจในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)


แต่ที่สำคัญคือตนไม่อยากให้คณะรัฐมนตรีมองว่าคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยเป็นคนที่ใช้ไฟสิ้นเปลือง เพราะคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยในครอบครัวไทยมีหลายแบบ หลายครอบครัวมีสมาชิกจำนวนมาก การใช้ไฟมากไม่ได้แปลว่าใช้ไฟฟุ่มเฟือย แต่เป็นความจำเป็นจริงๆ และยังมีกลุ่มเอสเอ็มอีที่ใช้บ้านเป็นที่ประกอบกิจการ การไปเพิ่มต้นทุนผลักภาระประชาชนมาช่วยประชาชนกันเองจะยิ่งเพิ่มภาระให้เอสเอ็มอีกลุ่มนี้ ที่ปัจจุบันก็กำลังประสบปัญหากำลังซื้อถดถอยและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่ารัฐบาลต้องตั้งต้นให้ถูก อย่าเอาประชาชนมาดูแลกันเอง รัฐบาลต้องกล้าเดินหน้าลดค่าไฟ โดยเฉพาะการเจรจาต้นทุนที่เกิดจากค่าพร้อมจ่าย ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญและมีหลักการจริงๆ ต้องเดินหน้าเจรจาลดสัมปทานระยะยาวที่ทำให้ค่าพร้อมจ่ายแพง จึงจะเป็นการยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง


ส่วนเรื่องการติดโซลาร์เซลล์ บ้านเรือนหรือบริษัทที่มีกำลังทรัพย์ต่างก็ติดกันหมดแล้ว ที่เหลือหากจะต้องติดใหม่ต้นทุนอาจจะเป็นหลักแสนบาท การให้ซอฟต์โลนอย่างเดียวไม่เพียงพอในการจูงใจ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและใช้โซลาร์เซลล์มากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงด้วย โดยเฉพาะบ้านจำนวนมากที่มีบิลค่าไฟอยู่แล้ว ควรทำออนบิลไฟแนนซ์ซิ่ง ให้สามารถซื้อและติดโซลาร์เซลล์จากการไฟฟ้าฯ แล้วผ่อนบิลค่าไฟได้ การติดโซลาร์เซลล์แล้วทำให้จ่ายค่าไฟน้อยลงได้ จะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือไปผ่อนจ่ายการติดโซลาร์เซลล์ได้


4) ในด้านปัญหาฝุ่น pm 2.5 เดชรัต สุขกำเนิด ระบุว่าเปรียบเทียบในระยะ 5 ปี ปีนี้เป็นปีที่ pm 2.5 มีความรุนแรงมากที่สุด และมีหลายพื้นที่ที่อยู่ในระดับสีแดงบนค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกือบทั้งเดือน สะท้อนว่าความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา


ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่มีการผลักดันมายาวนาน ทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆ ก็คือการมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.PRTR ที่จะมาจัดการปัญหาฝุ่น pm 2.5 และบังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมลพิษและสารเคมี ซึ่งมีการร่วมผลักดันกันจนในสภาชุดที่แล้ว พ.ร.บ.อากาศสะอาดได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปอยู่ในชั้นวุฒิสภาแล้ว ส่วน พ.ร.บ. PRTR ก็มีการผ่านชั้นกรรมาธิการและรอกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 หรือในอีกราวสองสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งครม.เงาพรรคประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ที่ทำให้กฎหมายที่ภาคประชาชนผลักดัน คนทั้งสังคมรอคอย และพรรคการเมืองช่วยกันจนผ่านมาถึงจุดนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากมีแรงกดดันที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน พรรคประชาชนจะต่อสู้เรียกร้องให้เดินหน้าต่อให้ทันในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ให้ได้ เพื่อรับมือกับการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นในอนาคต


แน่นอนว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้อากาศดีขึ้นและคืนลมหายใจให้กับคนไทยได้ แต่สิ่งที่ให้อำนาจกับรัฐในการจัดการเรื่องนี้ได้ดีขึ้นในอนาคตก็คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาดและ พ.ร.บ.PRTR ซึ่งพรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจเรื่องนี้ให้ทันเวลา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา











นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท เปิดราคารับซื้อโซลาร์ภาคประชาชน

 


นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท เปิดราคารับซื้อโซลาร์ภาคประชาชน


วันนี้ (29 เมษายน 2569) เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 175) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมพิจารณา 2 เรื่องหลัก และมีมติ ดังนี้


การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย

1. เห็นชอบปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive rate) สำหรับ 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ภายใน มิ.ย. 69 และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป เป็นอัตราส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

2. มอบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณานำเงินผลประหยัดจากมูลค่าการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซ (Bypass Gas) จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft ในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 69 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย/เดือน

3. ให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทางติดตั้ง Solar Rooftop ให้กับบ้านอยู่อาศัย และนำเสนอผลการศึกษาต่อ กพช. โดยเร็ว


ส่งเสริม Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน

1. เห็นชอบรูปแบบ Net Billing เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินปริมาณ 500 MW ปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์/มิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า ราคารับซื้อ 2.20 บาท/หน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

2. มอบ กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางส่งเสริม Solar Rooftop ภายใน มิ.ย. 2569 รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) และอุปกรณ์รองรับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ค่าไฟฟ้า

ศาลพัทลุง ยกฟ้อง “จิรดี” คดีมาตรา 112 กรณีถูกกล่าวหาโพสต์ทวิตเตอร์กล่าวพาดพิง ร.10 เมื่อปี 2565

 


ศาลพัทลุง ยกฟ้อง “จิรดี” คดีมาตรา 112 กรณีถูกกล่าวหาโพสต์ทวิตเตอร์กล่าวพาดพิง ร.10 เมื่อปี 2565


วันที่ 29 เมษายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษายกฟ้องคดี #112 ของ "จิรดี" ประชาชนจากกรุงเทพฯ วัย 36 ปี จากกรณีถูก ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ไปกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์โต้ตอบกันกับผู้ใช้รายอื่น โดยมีการกล่าวพาดพิงถึงรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 65


ในชั้นศาล จิรดีได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา คดีมีการสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 11-12 พ.ย. 2568 และต่อมาในนัดสืบพยานจำเลยต้นเดือนธันวาคม 2568 มีการเลื่อนคดีออกไป เนื่องจากมีสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ก่อนนัดสืบพยานจำเลยอีกครั้งในวันที่ 26 ก.พ. 2569 จนเสร็จสิ้น


ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ มีเพียงคำเบิกความของผู้กล่าวหา และเอกสารที่ผู้กล่าวหารวบรวมมา ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง


จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า ทรงชัย เนียมหอม ผู้กล่าวหาในคดีนี้ เป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 และ 116 กระจายไปในหลายสถานีตำรวจในจังหวัดทางภาคใต้ อาทิ ในจังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี รวมทั้งในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 19 คดีแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดีอย่างต่อเนื่อง  


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR #มาตรา112

ณัฐพงษ์เตรียมเปิด ครม.เงา พร้อมเติมความหวังประชาชน ย้ำชัดอุดมการณ์เหมือนเดิม เพิ่มเติมประสบการณ์และความหนักแน่น

 


ณัฐพงษ์เตรียมเปิด ครม.เงา พร้อมเติมความหวังประชาชน ย้ำชัดอุดมการณ์เหมือนเดิม เพิ่มเติมประสบการณ์และความหนักแน่น


วันที่ 28 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Standard Now


ผู้ดำเนินรายการสอบถามความรู้สึกหลังได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนอยากให้มองที่ปัญหาของประเทศเป็นหลัก ถึงแม้หลายท่านจะมองว่าคำสั่งศาลที่ออกมาเป็นผลดีต่อตนและเพื่อน สส.ทั้ง 10 คน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ตนกลับเห็นว่าวิกฤตนิติรัฐนิติธรรมของไทยไม่ได้บรรเทาลงเลย สังคมยังคงคลางแคลงใจว่า ตกลงแล้วเรากำลังใช้กฎหมายธำรงความยุติธรรมในสังคม หรือเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง


ผู้ดำเนินรายการสอบถามถึง ครม.เงา ว่าจะมีการแบ่งงานอย่างไร ณัฐพงษ์กล่าวว่า พวกตนมองการทำงานกันเป็นทีม และมี สส.อีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนทีม ครม.เงา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจยุคใหม่ คุณภาพชีวิต ความมั่นคง และการปฏิรูปรัฐ ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญในตอนนี้คือการเติมความหวังให้กับสังคมไทย โดยพรรคประชาชนจะออกมาสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอย่างสม่ำเสมอผ่าน ครม.เงา ให้ประชาชนได้เห็นว่าภายใต้วิกฤตที่รุมล้อมอยู่นั้น หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล การตัดสินใจด้านนโยบายและมาตรการต่างๆ จะดีกว่านี้ได้อย่างไร โดยจะมีแกนหลักคือ ตนเองในฐานะหัวหน้าทีม ร่วมกับแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 4 ด้าน และจะพาเจ้าของวาระสำคัญในแต่ละสัปดาห์มาร่วมชี้แจงและแถลงข่าว ทั้งนี้ ทีม The Professionals ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ สอดประสานกับ สส. และเครือข่ายของพรรค โดยวันพรุ่งนี้ก็จะมีการแถลงคิกออฟแคมเปญ ครม. เงา ที่รัฐสภา


ผู้ดำเนินรายการสอบถามต่อไปว่า ครม.เงาในรอบนี้จะเหมือนหรือต่างกับ ครม.เงาในอดีตที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งขึ้นอย่างไร ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการที่ตนได้ชี้ให้เห็นตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งว่า ไม่อยากทำให้เป็นประเด็นเฉพาะตัวบุคคล แต่มองว่าปัญหาสำคัญของประเทศนี้คือต้องเอาวาระเป็นตัวตั้ง แล้วทำงานข้ามกระทรวงกันได้ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่อาจจะแตกต่างกันคือ ไม่ได้เป็นการมาบอกว่าคนนี้จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ในอนาคต แต่พยายามจะเอาตัวประเด็นเป็นตัวนำ มีการแถลงร่วมกัน และทำให้เห็นว่าข้อเสนอในการแก้ปัญหาของประเทศ จะต้องอาศัยการทำงานข้ามกระทรวงกันได้ ซึ่งแตกต่างจากการทำงานของรัฐบาลภูมิใจไทย ที่แม้จะแถลงนโยบายว่ามีการแบ่งเป็น 5 คลัสเตอร์ แต่จริง ๆ แล้วกลับเป็นการแบ่งโควตากระทรวงตามมุ้งการเมืองอยู่ดี ซึ่งตนเชื่อว่าภายใต้วิกฤตการณ์ระดับโลกในปัจจุบัน การเมืองแบบนี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ ให้ประเทศได้


ผู้ดำเนินรายการสอบถามว่า จากที่มีคนของพรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความเห็นว่าจะตั้ง ครม.เงาได้อย่างไร ในเมื่อความเห็นของพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้เป็นเอกภาพ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตัว ครม.เงา ไม่ได้เป็นข้อเสนอในฐานะของพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่เป็นข้อเสนอของพรรคประชาชนเอง เพราะเรามีบุคลากรและเครือข่ายมากพอในการขับเคลื่อน


กรณีทำงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรค และการอยู่ในสภาเองก็พร้อมพูดคุยกับทุกฝ่าย อีกหนึ่งอย่างที่ลำพังเสียงของพรรคประชาชนก็ไม่สามารถผลักดันได้ คือการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ในการลงชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาให้ตรวจสอบองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ซึ่งตามเงื่อนไขต้องใช้ 140 เสียง ซึ่งพรรคประชาชนจำเป็นที่จะต้องรวบรวมเสียง ซึ่งอาจจะมาจาก สว.บางส่วน และพรรคร่วมฝ่ายค้านบางส่วนในการเสนอต่อประธานสภา ซึ่งมีการพูดคุยไปเยอะแล้ว และมั่นใจว่าได้ครบแน่นอน และเมื่อได้มีการยื่นแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าพรรคประชาชนสามารถทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นได้ ซึ่งตนคาดหวังว่าประธานรัฐสภาจะส่งเรื่องต่อ


ผู้ดำเนินรายการสอบถามต่อไปว่า กรณีคะแนนเสียงของพรรคประชาชนที่หายไปในการเลือกตั้งรอบล่าสุด โดยเฉพาะที่มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากคนที่เบื่อการเมือง จนไม่ออกไปเลือกใคร จะมีวิธีการสื่อสารอย่างไรให้คนกลุ่มนี้กลับมา ณัฐพงษ์กล่าวว่า ก็ต้องเติมความหวังเข้าไปเรื่อย ๆ โจทย์ของพรรคในฐานะที่เป็นยานพาหนะในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง พรรคมีหน้าที่เติมความหวังเข้าไป ซึ่งตัวทีม ครม.เงา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พยายามทำ เป็นหนึ่งในนั้นที่พยายามจะเสนออะไรไปข้างหน้า และเป็นการยืนยันว่าเรายังเป็นพรรคที่ยึดมั่นในหลักการเดิม อุดมการณ์เดิม ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่พรรคจะต้องเติมความหวังให้กับประชาชนเห็นมากยิ่งขึ้น ก็คือการทำงานลงในรายละเอียด และสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ นอกจากกฎหมายหรือการขับเคลื่อนงานในสภา อย่างเช่นการทำงานการเมืองในท้องถิ่น เราเห็นลำพูนโมเดล ที่ระดับ อบจ.สามารถส่งมอบนโยบายอะไรหลาย ๆ อย่างได้ สุดท้ายเปลี่ยนกลับมาเป็นผลการเลือกตั้ง ที่ทำให้พรรคชนะสนามการเมืองในระดับประเทศเพิ่มอีก 1 เขต ครบทั้งจังหวัด โจทย์ที่สำคัญก็คือ แล้วพรรคจะสามารถมีโอกาสเข้าไปทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่นเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อส่งมอบผลงานให้ประชาชนเห็นเพิ่มขึ้นได้อีก


ผู้ดำเนินรายการได้สอบถามว่า ได้มีการวิเคราะห์กลยุทธ์ที่ผ่านมาหรือไม่ กรณีที่คู่แข่งอาจจะหลีกทางกันในบางเขต หรือรวมกันได้มีการตกผลึกกันในพรรคหรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า หลาย ๆ เขตที่ครั้งนี้พรรคเคยชนะ แต่ก็แพ้คะแนนในหลายเขต แต่คะแนนของพรรคไม่ได้ลดลง เพียงแต่แพ้จากการที่มีการควบรวมเสียงของอีกฝั่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคมองเห็นว่าเขตไหนที่ต้องประเมินในเชิงคู่แข่ง หรือการเมืองในพื้นที่เป็นหลัก เพราะฉะนั้นการออกแบบยุทธศาสตร์ ตนคิดว่าอาจจะไม่ได้มาประกาศในพื้นที่สาธารณะ แต่การจัดสรรทรัพยากรทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของประเทศหรือของพรรค เมื่อทรัพยากรบุคคล เวลา หรือว่างบประมาณมีจำกัด พรรคก็จำเป็นที่จะต้องทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ ต้องมีการประเมินพื้นที่ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง บริบทในพื้นที่ หรือว่าตัวคู่แข่งในพื้นที่ หากเห็นว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ ก็จะพยายามไปโฟกัสในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านั้นต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

เปิดชื่อ 9 ‘ว่าที่ประธาน กมธ.‘ สัดส่วน ‘พรรคประชาชน’ ‘วีระยุทธ’ นั่งพัฒนาเศรษฐกิจ ‘ไอซ์’ นั่ง ติดตามงบ ‘โรม’ กฎหมาย ส่วน ‘วาโย’ ดูองค์กรอิสระ ด้าน‘เอกราช’ กมธ.การทหาร

 


เปิดชื่อ 9 ‘ว่าที่ประธาน กมธ.‘ สัดส่วน ‘พรรคประชาชน’ ‘วีระยุทธ’ นั่งพัฒนาเศรษฐกิจ ‘ไอซ์’ นั่ง ติดตามงบ ‘โรม’ กฎหมาย ส่วน ‘วาโย’ ดูองค์กรอิสระ ด้าน‘เอกราช’ กมธ.การทหาร


วันที่ 28 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) ถึงผลการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ โดยมีวาระการเลือก สส.ไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรค ปชน.ได้โควตาจำนวน 9 คณะ


ทั้งนี้ การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานนั้น จะใช้วิธีการรับสมัครและให้แคนดิเดตแสดงวิสัยทัศน์ แล้วลงมติแบบลับ จากการเปิดรับสมัครเบื้องต้นพบว่าแต่ละ กมธ.มีผู้สมัคร ประกอบด้วย

 

1. กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายภัทร​พงษ์​ ลีลา​ภั​ทร์​ สส.เชียงใหม่


2. กมธ.การสวัสดิการสังคม มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ


3. กมธ.การคมนาคม มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. ผู้ชนะได้แก่ นายศุภณัฐ


4. กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ


5. กมธ.การทหาร มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.


6. กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ


7. กมธ.จัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กทม. และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ชนะคือ น.ส.รักชนก


8. กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ


9. กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ชนะคือ นพ.วาโย


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการ

‘สส. ณัฐพงศ์’ พรรคประชาชน เสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ขยับเรื่องโรงขยะอ่อนนุชน้อยไป ปรับเอกชนน้อย ไม่เร่งยกเลิกสัญญา ทั้งที่ทำได้ หวังว่าหลังจากนี้จะจริงจังมากขึ้น พร้อมกางไทม์ไลน์ เดินหน้าผลักดันเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว

 


‘สส. ณัฐพงศ์’ พรรคประชาชน เสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ขยับเรื่องโรงขยะอ่อนนุชน้อยไป ปรับเอกชนน้อย ไม่เร่งยกเลิกสัญญา ทั้งที่ทำได้ หวังว่าหลังจากนี้จะจริงจังมากขึ้น พร้อมกางไทม์ไลน์ เดินหน้าผลักดันเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว


วันที่ 28 เมษายน 2569 ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส. เขตประเวศ สะพานสูง กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวเสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โรงขยะอ่อนนุชเป็นดินแดนที่ผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบันขยับน้อยมากตลอด 4 ปี แต่เพิ่งมาขยับเยอะเป็นพิเศษในช่วงก่อนหมดวาระแค่ไม่กี่เดือนก่อนเลือกตั้ง


ณัฐพงศ์กล่าวว่า ตนพูดมาตลอดว่ากลิ่นขยะเป็นเรื่องใหญ่ และควรถูกยกเป็นวาระระดับ กทม.ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ปี 2565 ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปีนี้คือมีการขยับน้อยกว่าที่ควรมาก กลับกลายเป็นพรรคประชาชนต้องเป็นหัวหอกหลักที่คอยผลักดันให้ กทม.แก้ปัญหาเรื่องนี้ ทั้งไปไล่ดูหน้างาน คอยนัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ากรรมาธิการบ้าง ตั้งกระทู้บ้าง ทั้งโดยผม ในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งโดย ส.ก.เนอร์ส ในสภากรุงเทพมหานคร ที่ทำคู่ขนานกัน


คำตอบที่ได้มาตลอดคือ ที่ผ่านมาปรับเอกชนน้อยมาก ไม่สามารถบริหารจัดการให้เอกชนควบคุมคุณภาพได้ แต่กลับไม่ยกเลิกสัญญา จะปล่อยให้หมดสัญญาไปเอง ไม่เคยมีภาพของการสื่อสารวิสัยทัศน์ในอนาคตใดๆ ออกมาเลย พอเข้าสู่ช่วงปี 2569 เริ่มมีการขยับเขยื้อน มีการโฆษณาเตาเผาใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างอย่างหนักว่าจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะแก้ปัญหากลิ่นเหม็นให้หายไปได้ ทั้งที่ปัญหาโรงเก่ายังไม่มีการแก้ไขใดๆ เลย ล่าสุด ค่ำคืนนี้ จู่ๆ กทม.ก็มีภาพในอนาคตออกมาว่าเริ่มคิดถึงผังภายในศูนย์แล้ว ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดี แค่เสียดายว่า ทำไมเพิ่งมาคิดได้ช่วงก่อนเลือกตั้งไม่ถึงเดือน


ณัฐพงศ์​กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าไปบริหาร แต่เพิ่งมาคิดได้ตอนจะเลือกตั้ง แต่ในแง่หนึ่งก็ถือว่า "มาช้า ดีกว่าไม่มา" ดีใจที่อย่างน้อยวันนี้ กทม. ก็เริ่มจริงจังมากขึ้นเสียที ตนเชื่อว่าถ้าเราสามารถดึงทุกพรรคทุกกลุ่มมาพูดเรื่องนี้ได้ ปัญหานี้มันจะแก้ไขได้ในสักวันจริงๆขอแค่คนที่จริงจังกับเรื่องนี้จริงๆ เข้ามาแก้ก็พอ อยู่ที่ประชาชนตัดสิน เดินหน้ากันต่อ


สำหรับการผลักดันประเด็นกลิ่นขยะอ่อนนุชเป็นเรื่องที่ตนทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 มาจนถึงปัจจุบันในปี 2569 ก่อนที่ตนจะเป็น สส. ตนผลักดันเรื่องนี้โดยส่งเรื่องให้กับเพื่อน สส. ในสภา เมื่อได้เป็น สส. ตนก็ตามเรื่องนี้เรื่อยมา ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งตอนไหน ตามมาเรื่อยๆ ทุกช่องทางจริงๆ และยังมีการขอนัดประชุมนอกรอบ การประชุมกรรมาธิการในสภาผู้แทน การประชุมกรรมการในสภากรุงเทพ การประชุมเยอะแยะมากมาย ตั้งกระทู้ ปรึกษาหารือต่าง ๆ


ณัฐพงศ์ยืนยันว่า การพยายามชี้ว่าตนสื่อสารเรื่องนี้เฉพาะช่วงจะเลือกตั้ง จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตนขอเน้นย้ำว่าสิ่งที่ต้องการคือการแก้ปัญหากลิ่นขยะจากโรงขยะอ่อนนุชให้หมดไป ทำในทุกทางที่ทำได้ และแน่นอนว่าในการทำหน้าที่นี้ ในฐานะของตนในบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ทำได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น ตนจึงพยายามกระตุ้นให้ฝ่ายบริหารทำ และเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอดหลายปี


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน