วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศุภโชติชี้ ยิ่งฟังพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลัง “แก้ตัว” มากกว่า “แก้วิกฤต”

 


ศุภโชติชี้ ยิ่งฟังพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลัง “แก้ตัว” มากกว่า “แก้วิกฤต” 


วันที่ 27 มีนาคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังฟังสัมภาษณ์นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอเช้านี้ว่า ยิ่งฟัง ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามหนักขึ้นว่า รัฐบาลกำลังควบคุมสถานการณ์อยู่จริง หรือแค่พยายามอธิบายความล้มเหลวของตัวเองย้อนหลังวันต่อวัน


ศุภโชติกล่าวว่า ประเด็นแรกที่ฟังแล้วรับไม่ได้ คือการที่นายพิพัฒน์บอกว่า “เพิ่งรู้” เรื่องการปรับราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทในตอนกลางคืน คำพูดนี้เหมือนเป็นการพยายามผลักภาระออกจากตัวเอง ทั้งที่ตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 การตัดสินใจลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลรับทราบและอนุมัติเลย


ยิ่งเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสิงคโปร์ขยับขึ้นต่อเนื่อง และรัฐบาลก็เลือกใช้นโยบายตรึงราคามาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 15 วันแรกของวิกฤต มันแทบไม่ใช่เรื่องที่คาดเดายากเลยว่าสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดิ่งลงอย่างหนัก และท้ายที่สุดราคาน้ำมันมีโอกาสดีดขึ้นแรงแบบนี้ ถ้านายพิพัฒน์จะบอกว่าตัวเองและรัฐบาล “ประเมินไม่ออก” ว่าสถานการณ์จะมาถึงจุดนี้ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นความผิดพลาด แต่คือความไร้ประสิทธิภาพของคนที่บริหารสถานการณ์วิกฤตโดยตรง


ศุภโชติกล่าวถึงประเด็นที่สองว่า ยิ่งตอกย้ำบทบาทรัฐบาลที่ไม่ได้ “บริหาร” วิกฤตนี้ แต่กำลัง “วิ่งไล่ตาม” วิกฤตอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือเมื่อมีการขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทภายในคืนเดียว รัฐกลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า หากรัฐบาลประเมินสถานการณ์เป็น ก็ควรเตรียมมาตรการเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่พอขึ้นราคาน้ำมันแล้วค่อยออกมาบอกว่าจะลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท แถมบอกว่าต้องไปขอ กกต. ก่อน (เพราะกลัวผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการ)


ทุกอย่างมันกลับหัวกลับหางไปหมด เพราะสิ่งที่ควรทำแต่แรกคือ รัฐต้องประสาน กกต. และเตรียมเครื่องมือทางนโยบายให้พร้อมก่อนขึ้นราคาน้ำมัน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกก่อน แล้วค่อยมาไล่แก้ปัญหาทีหลัง นี่คือการบริหารวิกฤตที่ทำให้เกิดวิกฤตตกต่ำยิ่งกว่าเดิม สิ่งนี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจงใจทำให้เกิด “คืนหมาหอน” ให้ไอ้โม่งปล่อยของที่กักตุนไว้หรือไม่?


จากนั้น ศุภโชติกล่าวถึงประเด็นที่สาม เรื่องภาษีลาภลอยว่า เรื่องนี้ฟังแล้วชัดมากว่า รัฐบาลเลือกปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมากกว่าปกป้องประชาชน ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรคประชาชนได้เสนอเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เกิดวิกฤตแล้ว เพราะในภาวะสงครามที่มีความปั่นป่วนระดับโลก โรงกลั่นน้ำมันได้กำไรสูงผิดปกติจากสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน 


แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการเก็บภาษีลาภลอยได้โดยทันที ด้วยการออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาอุดหนุนราคาน้ำมันของพี่น้องประชาชนผ่านกองทุนเชื้อเพลิง และทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับค่าน้ำแพงขนาดนี้ได้ทันที และยังสามารถนำเงินส่วนนั้นไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักก่อนได้ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง เป็นต้น


ศุภโชติกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำคือ “ยืดเวลาออกไปอีก 1 สัปดาห์และขอรับบริจาคจากโรงกลั่นก่อน” เพื่อขอความร่วมมือว่าจะยอมแบ่งเงินจากค่าการกลั่นให้คนไทยเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายน้ำมันแพงเพิ่มอีก 1 สัปดาห์ ฟังแล้วช่างย้อนแย้งอย่างยิ่ง แทนที่รัฐจะเลือกจัดการเก็บเงินจากกลุ่มทุนจากภาษีลาภลอยเพื่อมาช่วยเหลือประชาชนได้ทัน กลับเลือกที่จะอุ้มกลุ่มทุนผ่านการตั้งคำถามและให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจ


ศุภโชติย้ำว่า การให้เวลากลุ่มทุนตัดสินใจเพิ่ม 1 สัปดาห์ = การยืดเวลาให้พี่น้องประชาชนแบกรับราคาน้ำมันแพง สิ่งที่น่าตั้งคำถามกว่านั้นคือ นายพิพัฒน์ยังบอกให้กระทรวงการคลังไปศึกษาเรื่องนี้ก่อน แต่ล่าสุดผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเองก็ยืนยันแล้วว่า กระทรวงการคลังศึกษาเรื่องนี้เสร็จนานแล้ว คำถามคือ แล้วรัฐบาลยังรออะไรอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่กล้าแตะผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน ทั้งที่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลสามารถออกเป็น พ.ร.ก. ภาษีลาภลอย ได้เลยด้วยซ้ำ หากมีเจตจำนงทางการเมืองมากพอ


ประเด็นสุดท้ายที่ยิ่งฟังยิ่งขัดแย้ง คือเรื่อง “ไอ้โม่ง” จนถึงวันนี้นายพิพัฒน์ก็ยังยืนยันว่า “ไม่มีไอ้โม่ง” ทั้งที่ในรายการเดียวกันกลับยอมรับเองว่าข่าวการจับกุมรถขนน้ำมันที่กำลังจะข้ามแดนที่แม่สอดนั้นเป็นเรื่องจริง ศุภโชติกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่าไม่มีคนฉวยโอกาส? ไม่มีขบวนการลักลอบหากำไรจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร 


สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ รัฐบาลยังคงพยายามโยนภาระกลับมาที่ประชาชน ด้วยคำอธิบายเดิม ๆ ว่าเป็นเพราะประชาชน “ตื่นตระหนก” หรือ “กักตุนกันเอง” ทั้งที่คำถามที่แท้จริงคือ รัฐบาลเคยตรวจหรือยังว่า รถที่ข้ามแดนไปฝั่งพม่า ลาว หรือกัมพูชา ที่บางครั้งสำแดงสินค้าเป็นของเหลวชนิดอื่น เช่น น้ำมันใช้แล้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นน้ำมันที่ถูกลักลอบนำออกไปขายทำกำไรหรือไม่ ถ้ายังไม่ตรวจให้ชัด แล้วจะรีบสรุปว่าไม่มีไอ้โม่งได้อย่างไร


ศุภโชติย้ำว่า ทั้งหมดที่ได้รับฟังในเช้าวันนี้ ให้ความรู้สึกชัดเจนมากว่า นายพิพัฒน์ไม่ได้กำลังออกมา “คลี่คลายข้อสงสัยกับสังคม” แต่กำลังพยายามแก้ตัวให้ตัวเอง แก้ตัวให้นายทุนพลังงาน และกล่าวหาประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงขั้นตัดพ้อว่าตัวเองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียกับบริษัทพลังงาน และพูดในทำนองว่า “ใครมาบริหารก็คงไม่ต่างกัน” ถ้าอย่างนั้นก็ควรปล่อยให้คนอื่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกับธุรกิจน้ำมันมาบริหารดูไหม จะได้รู้กันไปเลยว่าต่างกันหรือไม่?


หากเชื่อแบบนั้นจริง ตนว่าก็น่าลองดู เพราะถ้าคนที่กำกับดูแลวิกฤตพลังงานของประเทศยังมองว่าความผิดพลาดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ และไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้ บางทีคำถามที่สังคมควรถามต่อไม่ใช่แค่คำว่า “รัฐบาลจะแก้ยังไง” แต่คือ “ถึงเวลาหรือยังที่คุณพิพัฒน์ควรลาออกจากตำแหน่ง ผอ. ศบก. และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เพื่อเปิดทางให้คนที่มีความสามารถมากกว่านี้เข้ามารับผิดชอบ”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘สส. เอกภพ’ เร่งติดตามประเด็น “เพิ่มค่าตอบแทน” ให้พยาบาล หลัง สธ. ประกาศให้อยู่เวรยาวนาน 12 ชั่วโมง

 


‘สส. เอกภพ’ เร่งติดตามประเด็น “เพิ่มค่าตอบแทน” ให้พยาบาล หลัง สธ. ประกาศให้อยู่เวรยาวนาน 12 ชั่วโมง


วันที่ 27 มีนาคม 2569 เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และเกียรติคุณ ต้นยาง สส.นนทบุรี เขต 7 พรรคประชาชน ร่วมยื่นหนังสือติดตามเงิน พตส. (ค่าตอบแทนพยาบาล หรือเงินสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข) และขอข้อมูลประกอบการประชุมหารือแนวทางผลักดันคุณภาพชีวิตพยาบาลที่สภาการพยาบาล เพื่อทวงคืนสิทธิคนทำงานและเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย


เอกภพและเกียรติคุณ ได้ยื่นหนังสือไปยัง 3 หน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสภาการพยาบาล โดยหวังว่าการเพิ่มเงินสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข (พ.ต.ส.) เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นคือ ช่วยบรรเทาปัญหาค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานและค่าครองชีพ 


ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว คือการหารือกับสภาการพยาบาลเพื่อจะนำไปสู่การผลักดันค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สวัสดิภาพการทำงานของพยาบาล และการปฏิรูประบบบริหารงานบุคคลทั้งระบบ


เอกภพกล่าวว่า กำลังคนด้านสุขภาพถือเป็นนโยบายสุขภาพในระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบบริการสุขภาพที่ทุกพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญ โดยหวังว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรสามารถตั้งคณะกรรมาธิการได้แล้ว จะเสนอให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องตั้งอนุกรรมาธิการศึกษาพิจารณาแก้ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพโดยเร็ว เพราะปัญหากำลังคนสุขภาพไม่ส่งผลกระทบเฉพาะแพทย์หรือพยาบาลเท่านั้น แต่กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานทุกวิชาชีพ


นอกจากนี้ ระบบการจ้างงานบุคลากรสุขภาพที่ไม่มั่นคง ชั่วโมงทำงานที่ยาวนานเกินศักยภาพมนุษย์ ความเครียดและอ่อนล้าจากการทำงาน ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการรักษา เพิ่มความขัดแย้งระหว่างบุคลากรและผู้ป่วย และลดความปลอดภัยของประชาชนโดยรวม


เอกภพทิ้งท้ายว่า การยื่นหนังสือไปยัง 3 หน่วยงานครั้งนี้ ควรจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย และจะนำไปสู่การประชุมหารือที่มีทางออกร่วมกันเกี่ยวกับระบบค่าตอบแทนและทางออกเกี่ยวกับเวรพยาบาล 12 ชม. ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงานนโยบาย และสภาผู้แทนราษฎรในเวลาอันใกล้ เพื่อที่จะช่วยเหลือให้พยาบาลทุกคนได้มีชีวิตที่ดี ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ถูกกดขี่ ขูดรีด จากระบบการจ้างงานภาครัฐจนทำให้ในที่สุดไม่มีใครอยากเป็นพยาบาล และไม่สามารถแก้ปัญหาพยาบาลขาดแคลนได้อีกต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน







“สงครามกินน้ำมัน ลูกของฉันกินน้ำตา” เครือข่ายประชาชนต่อต้านสงครามรวมตัวหน้าหอศิลป์ แถลงการณ์ “แม้เราไม่ตายด้วยระเบิดและกระสุนปืน แต่เราอาจตายด้วยความจน” เรียกร้อง ‘อนุทิน‘ แก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพสูง

 


“สงครามกินน้ำมัน ลูกของฉันกินน้ำตา” เครือข่ายประชาชนต่อต้านสงครามรวมตัวหน้าหอศิลป์ แถลงการณ์ “แม้เราไม่ตายด้วยระเบิดและกระสุนปืน แต่เราอาจตายด้วยความจน” เรียกร้อง ‘อนุทิน‘ แก้ปัญหาน้ำมันแพง-ค่าครองชีพสูง


วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 - 20.30 น. บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ (BACC) แยกปทุมวัน มีการชุมนุม “สงครามกินน้ำมัน ลูกของฉันกินน้ำตา” โดยเครือข่ายประชาชนต่อต้านสงคราม ส่งเสียงเพื่อสันติภาพและปากท้องของประชาชน เรียกร้องอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเร่งแก้ไขสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นตาม สืบเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างประเทศระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา 


สำหรับการชุมนุมมีกิจกรรมศิลปะและดนตรี การเขียนข้อความถึงรัฐบาล และฟังเสียงความเดือดร้อนจากประชาชน ก่อนจะมีการอ่านแถลงการณ์จากแนวร่วมประชาชนต่อต้านสงคราม เรียกร้องต่อรัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขสถานการณ์ปัญหาราคาน้ำมันและค่าครองชีพ โดยข้อเรียกร้องมีดังนี้ 


1. ใช้กลไกทางภาษีและกฎหมายบังคับให้กลุ่มทุนพลังงานในไทยหยุดการกักตุนน้ำมัน อันเป็นการเก็งกำไร แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนบนสงคราม และความเดือดร้อนของสาธารณชน


2. จัดสรรความช่วยเหลือฉุกเฉินให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบภาวะขาดแคลนน้ำมันและค่าครองชีพสูง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย กลุ่มคนจนเมือง กลุ่มคนทำงานขนส่ง กลุ่มคนชาวประมงรายย่อย กลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มไรเดอร์


3. รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนต่อประชาคมโลกในการให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยุติการทำสงครามและเปิดการเจรจาสันติภาพ เพื่อมิให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้


4. รัฐบาลต้องเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาอิสราเอล ชดใช้ความเสียหายแก่ทุกประเทศที่ได้รับความเดืออดร้อนอันเนื่องมาจากสงครามในครั้งนี้


5. รัฐบาลไทยและกัมพูชาต้องคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณชายแดนด้วยสันติวิธี


นอกจากนั้นแล้ว เครือข่ายสลัม 4 ภาค ระบุว่า วิกฤตพลังงานทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กระทบหนักต่อคนรายได้น้อย โดยเฉพาะคนจนเมืองที่พึ่งพาระบบเมืองและไม่สามารถผลิตสิ่งจำเป็นเองได้ จึงเรียกร้องให้รัฐควบคุมราคาและลดค่าครองชีพ ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า 


เครือข่ายฯ มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้เร่งดำเนินการตามข้อเสนอในมาตรการระยะสั้นอย่างทันทีในการแก้ปัญหาวิกฤตปากท้องและราคาพลังงาน และมาตรการระยะถัดไปปฏิรูปโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์
























วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

‘สส. ภัทรพงษ์ พรรคประชาชน’ เรียกร้องรัฐบาลอนุทินฯ ประกาศเขตภัยพิบัติภาคเหนือตอนบนด่วน เลิกอ้างเกณฑ์จากคนในห้องแอร์ได้แล้ว

 


‘สส. ภัทรพงษ์ พรรคประชาชน’ เรียกร้องรัฐบาลอนุทินฯ ประกาศเขตภัยพิบัติภาคเหนือตอนบนด่วน เลิกอ้างเกณฑ์จากคนในห้องแอร์ได้แล้ว


วันนี้ 27 มีนาคม 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ประกาศเรียกร้องให้นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ ดำเนินการประกาศเขตภัยพิบัติกรณี​ PM2.5 กับภาคเหนือตอนบนโดยด่วน​ "ยกเลิกเกณฑ์ปัจจุบันที่เขียนจากคนในห้องแอร์" ได้แล้วและประกาศภัยพิบัติเป็นภัยระดับ​ 3 ให้รัฐมนตรีมหาดไทยนั่งหัวโต๊ะบัญชาการ​ พร้อมตั้งแผนการจัดการเร่งด่วนทั้งการจัดการที่ต้นตอของฝุ่นภายในประเทศ​ และการลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน​ โดยใช้งบฉุกเฉินจากเงินทดรองราชการโดยทันที​


ภัทรพงษ์กล่าวว่า ​ภาพถ่ายทางอากาศ​ของเชียงใหม่ในวันนี้​ (27 มีนาคม​ 2569) ฝุ่นพิษ​ PM2.5 หนักมาก​ แต่ทุกคนรู้ไหมว่า ฝุ่นพิษหนักขนาดนี้​ ยังไม่เข้าเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติเลย​ เพราะรัฐบาลตั้งเกณฑ์ไว้ว่า​ค่า​ PM2.5​ เฉลี่ย​ 24 ชั่วโมง​ ต้องมากกว่า​ 125 ไมโครกรัม​ต่อลูกบาศก์เมตร​ต่อเนื่องกันเกิน​ 5 วันถึงจะประกาศได้


ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่า นี่ขนาดปรับเกณฑ์มาแล้ว รัฐบาลที่แล้ว​ตั้งเกณฑ์ไว้สูงถึง​ 150 เรียกได้ว่าเป็นเกณฑ์ที่เขียนจากคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องแอร์​ที่ไม่เคยมาเผชิญปัญหาจริง​ๆ ทั้งที่​ในส่วนนี้ตนเคยเสนอให้มีการปรับลดลงมานานแล้ว​ คือ​ ปรับเป็นสองขั้น​ หาก​ค่า ​PM2.5 ​เกิน​ 75 ติดต่อกัน 3 วันให้เป็นขั้นแรก ใช้เกณฑ์ป้องกันยับยั้งภัยในการดำเนินการ​ และหากเกิน​ 120 ยาวนาน 3 วันถือเป็นขั้นที่สองใช้เกณฑ์ภัยพิบัติในการเข้าช่วยเพิ่มเติม


ภัทรพงษ์กล่าวว่าการประกาศดังกล่าว จะทำให้จังหวัดจะสามารถเข้าถึงเงินฉุกเฉินที่เอามาช่วยจัดการที่ต้นตอ​ ค่าจ้าง​แรงงาน​ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง​ของคนดับไฟป่า​ และสามารถเอาไปจัดการที่ปลายทางกับกลุ่มเปราะบางในการจัดซื้อหน้ากากอนามัยหรือมุ้งสู้ฝุ่น​ ทำห้องปลอดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง​ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ป่วยติดเตียงได้​ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบ้านติดแอร์พร้อมเครื่องฟอกอากาศ


ปัญหาในตอนนี้กระทบทั้งภาคเหนือตอนบนอย่างรุนแรง​ ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศเขตภัยพิบัติในภาคเหนือตอนบน​ ยกระดับภัยเป็นระดับ​ 3 ให้รัฐมนตรีมหาดไทยนั่งหัวโต๊ะเป็นผู้บัญชาการ​ และให้แต่ละกระทรวงดำเนินการตามภารกิจภัยพิบัติ​ 


ภัทรพงษ์แจกแจงหน้าที่แต่ละกระทรวงควรมีบทบาทในการช่วยดับไฟป่าและลด PM2.5 ดังนี้ กระทรวงสาธารณสุข​จัดการเรื่องการรับมือผลกระทบสุขภาพ​ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ต้องชี้เป้าจัดการเรื่องแผนที่เสี่ยงต่อกลุ่มเปราะบาง​ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องจัดการที่ต้นตอไฟป่าโดยใช้งบจากเงินทดรองราชการของจังหวัด​ และให้กระทรวงกลาโหมเข้าช่วยจัดการส่วนนี้ด้วย (กระทรวงทรัพฯ ไม่มีงบฉุกเฉินก้อนนี้​ แต่กระทรวงอื่นๆ มีครบ)


ภัทรพงษ์ย้ำว่า ทั้งหมดนี้ต้องจัดการโดยด่วน​ ลมหายใจของประชาชนรอไม่ได้​ ยิ่งช้าเรายิ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดให้กับประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ไฟป่า #PM25

ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม “แบงค์ ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. ละเมิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ก่อสร้างตึกโดยไม่ส่งแบบก่อสร้าง-รายการคำนวณให้ กทม. ตรวจสอบความปลอดภัย

 


ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม “แบงค์ ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. ละเมิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ก่อสร้างตึกโดยไม่ส่งแบบก่อสร้าง-รายการคำนวณให้ กทม. ตรวจสอบความปลอดภัย


วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุ ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟัน ม.157 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ละเมิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ดำเนินการก่อสร้างตึกสตง.โดยไม่ส่งแบบก่อสร้าง-รายการคำนวณให้กทม.ตรวจสอบความปลอดภัย โดยมีรายละเอียดว่า


ครบรอบ 1 ปี #ตึกสตง ถล่ม ผมเลยถือโอกาสมายื่นป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและชี้มูลสตง.ว่ามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายฐานปฎิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 


จากข้อมูลที่ได้รับสมัยเป็นกมธ.วิสามัญยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างฯ ผมพบว่า สตง.ไม่ได้ทำตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยมิได้ส่งเอกสารสำคัญด้านความปลอดภัยของอาคาร อาทิ แบบก่อสร้างและรายการคำนวณ ให้กทม.ตรวจสอบ แต่กลับดำเนินการจัดจ้างให้มีก่อสร้างทันที


โดยจากรายงานผลของคกก.สืบสวนข้อเท็จจริงตึกสตง.พบว่าแบบก่อสร้างมีปัญหา-ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งถ้าสตง.มีการส่งแบบและรายการคำนวณ (ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญตามกฎหมาย) ให้กทม.ตรวจสอบตามที่พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กำหนดไว้ ย่อมเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่อาจจะช่วยป้องกันเหตุหรือลดความเสียหายได้


แต่การที่สตง.มิได้ทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ถือว่า เป็นการละเมิดกฎหมายตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และเป็นการปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 จึงขอให้ปปช.ไต่สวนและชี้มูลความผิดแก่สตง.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #แบงค์ศุภณัฐ #ศุภณัฐมีนชัยนันท์ #สตง #ปปช #มาตรา157

ลือสะพัดทำเนียบ! "สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล" ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีไม่ผ่าน หลังเจอคดี บุกรุกที่ดินสาธารณะหาดสวนยา จ.อุบลฯ พรรคเพื่อไทย ส่ง "นิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา" เสียบโควตา รมว.พม. แทน

 


ลือสะพัดทำเนียบ! "สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล" ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีไม่ผ่าน หลังเจอคดี บุกรุกที่ดินสาธารณะหาดสวนยา จ.อุบลฯ พรรคเพื่อไทย ส่ง "นิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา" เสียบโควตา รมว.พม. แทน


วันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ปรากฏว่า น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่าน


โดยตำแหน่งดังกล่าวจะยังเป็นโควตาของน.ส.สุดาวรรณ ซึ่งจะส่ง นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะคนใกล้ชิด เข้ามารับตำแหน่งแทน  และจะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกันนี้ (27 มี.ค.)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคเพื่อไทย

ยุติแล้ว คดี "หลวงพ่อธัมมชโย" อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย เหตุคดีขาดอายุความ

 


ยุติแล้ว คดี "หลวงพ่อธัมมชโย" อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย เหตุคดีขาดอายุความ


วันที่ 27 มีนาคม 2569 มีรายงานว่า อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก Jaturong Jongarsa ระบุว่า ยุติคดี "หลวงพ่อธมฺมชโย" แล้ว หลวงพ่อไม่ต้องหนีแล้วนะครับ โชว์ตัวได้เหมือนเดิม #จบข่าว #จบสิ้นกันที


ทั้งนี้ ยังได้โชว์เอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดี โดยมีเนื้อหาใจความระบุว่า


ตามที่ นายธรรมนูญ อัตโชติ กับพวก ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระอธิการไชยบูลย์ ธัมมชโย และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ 2542 มาตรา 5 มาตรา 9 และมาตรา 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 มาตรา 91 และมาตรา 357 ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับไว้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 นั้น


ขอเรียนว่า อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดี พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือพระอธิการไชยบูลย์ ธัมมชโย และนางสาวศิศิธร โชคประสิทธิ์ ในความผิดฐาน สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 มาตรา 9 และมาตรา 60 พระราชบัญญัติป้องกันแลปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 มาตรา 91 และมาตรา 357 เนื่องจากคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 48(7) และขอให้ดำเนินการแจ้งผู้ต้องร้องทุกข์ทราบต่อไป ในการนี้ จึงเรียนมายังท่านเพื่อแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ ตามมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


คดีนี้เริ่มต้นจากการขยายผลคดีทุจริต สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงมายังอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จนนำไปสู่การออกหมายจับและการล้อมตรวจค้นวัดพระธรรมกายครั้งใหญ่เมื่อปี 2560 แต่ไม่สามารถควบคุมตัวพระธัมมชโยได้ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบันที่ข้อหาดังกล่าวหมดอายุความลง และคำสั่งยุติคดีในครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในคดีที่ซับซ้อนและเป็นที่สนใจของประชาชนมากที่สุดอีกคดีหนึ่ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธัมมชโย #ธรรมกาย