วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

‘วีระยุทธ’ พรรคประชาชน จี้รัฐบาล ประชุม ครม. นัดพิเศษ ไร้มาตรการช่วยเหลือประชาชน - เสนอ 4 เรื่องต้องเร่งทำทันที: อุดหนุนขนส่งสาธารณะ, อัปเดตข้อมูลน้ำมัน, กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า และเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบาง

 


วีระยุทธ’ พรรคประชาชน จี้รัฐบาล ประชุม ครม. นัดพิเศษ ไร้มาตรการช่วยเหลือประชาชน - เสนอ 4 เรื่องต้องเร่งทำทันที: อุดหนุนขนส่งสาธารณะ, อัปเดตข้อมูลน้ำมัน, กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า และเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบาง


วันที่ 6 เมษายน 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมาว่า ​​แม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุม ครม. นัดพิเศษหลังเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ส่งสัญญาณเริ่มต้นนับหนึ่งการทำงานทันที แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงมาตรการหรือเตรียมการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะเกิดขึ้น


หลายเรื่องที่ทำให้ประชาชนบางส่วนยังลังเลว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาดีหรือไม่ ส่วนผู้ประกอบการก็ยังกังวลว่าจะประคองธุรกิจอย่างไร วีระยุทธกล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลประกาศมาตรการที่ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือประชาชน และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการจากวิกฤตพลังงานอย่างไร โดยได้เสนอ 4 เรื่องสำคัญที่ประชาชนอยากได้ความชัดเจนจากรัฐบาลเพื่อวางแผนชีวิตในช่วงเทศกาลสำคัญ ดังนี้


1. ประกาศอุดหนุนขนส่งสาธารณะ “เส้นเลือดฝอย” ทั่วประเทศ


วีระยุทธชี้ว่า การพุ่งทะยานของราคาน้ำมันทำให้ประชาชนตัดสินใจไม่เดินทางไกล แต่คนจำนวนมากย่อมอยากกลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงสงกรานต์ โดยช่องทางสำคัญที่ใช้สัญจรจำนวนมากคือ สถานีขนส่งสาธารณะจากหมอชิตและสถานีขนส่งต่างๆ ไปยังตัวจังหวัด ก่อนจะใช้รถมินิบัสและรถตู้ที่เป็นเสมือน “เส้นเลือดฝอย” ต่อไปยังอำเภอและตำบลบ้านเกิด


คณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกประกาศตรึงราคาเฉพาะรถทัวร์และรถร่วมบริการใหญ่ไว้ (จนกระทั่ง 20 เมษายน 69) แต่กำหนดอัตราค่าโดยสารตายตัวสำหรับรถตู้และรถมินิบัส 3,000 คัน เริ่มใช้ในวันที่ 6 เมษายน โดยเป็นอัตราที่ตั้งอยู่บนฐานราคาน้ำมันดีเซลก่อนหน้านี้ที่ 38.99 บาท/ลิตร ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ต้นทุนของรถตู้และรถมินิบัสเปลี่ยนมาสูงขึ้นเป็นกว่า 50 บาท/ลิตร จึงเกิดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะลดปริมาณเที่ยวรถโดยสารหรือหยุดให้บริการในบางเส้นทาง แต่ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ผู้ประกอบการปรับค่ารถแบบ “ลอยตัว” ก็จะยิ่งซ้ำเติมเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชนอีก


พรรคประชาชนเสนอว่า รัฐบาลสามารถเลือกทางออกที่ไม่ใช่การตรึงราคาหรือลอยตัว แต่ “อุดหนุนรายหัว” แทน โดยคำนวณหาอัตราเงินอุดหนุนจากฐานเส้นทาง จำนวนวัน และจำนวนผู้โดยสารที่เดินทาง ซึ่งจะทำให้ไม่เสี่ยงเกิดการกักตุนอย่างที่ผ่านมา ทั้งยังช่วยจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้รถสาธารณะแทนรถส่วนตัว


2. อัปเดตข้อมูลน้ำมันให้ครบ เพิ่มความมั่นใจให้คนขับ


วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลต้องจริงจังกับการจัดการข้อมูลหน้าปั๊มบนเว็บไซต์ Fuel Now มากกว่านี้ เนื่องจากจำนวนปั๊มน้ำมันทั่วประเทศไทยมีประมาณ 25,000 ปั๊ม แต่เพจ Fuel Now ล่าสุด กลับมีจำนวนปั๊มที่รายงานข้อมูลน้ำมันมีอยู่ประมาณ 7,200 ปั๊มเท่านั้น ไม่ถึง 1 ใน 3 ของปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนที่ต้องเดินทางไกลวางแผนลำบาก ขาดความมั่นใจในการเดินทาง


3. ตั้งจุดซื้อขายสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า


วีระยุทธเสนอว่า รัฐบาลสามารถใช้เทศกาลสงกรานต์ยังเป็นโอกาสสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียน การจับจ่ายใช้สอยท้องถิ่นได้ โดยเสนอให้จัดเตรียม "จุดซื้อขายของฝาก" จากเกษตรกรในแต่ละจังหวัด เพื่อระบายผลผลิตที่ยังมีปริมาณผลผลิตส่วนเกินหรือราคาตกต่ำ ประสานงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ และจังหวัดต่างๆ ทั้งสำหรับขาจากเมืองไปบ้าน (เช่น มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง) และขากลับจากบ้านกลับมาเมือง (เช่น สินค้าท้องถิ่น) โดยควรจัดจุดรับและจุดซื้อที่สะดวกทั้งสำหรับผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวและผู้เดินทางด้วยการขนส่งสาธารณะ


4. ช่วยชาวนา ชาวประมง ขนส่ง พลาสติก ทันที


ส่วนกรณีที่ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แจ้งว่าจะมีการประชุม ครม. ในวันที่ 11 เมษายน เพื่อออกมาตรการพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบางนั้น วีระยุทธแสดงความเห็นว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องเลี้ยงชีพรายวัน รัฐบาลจึงไม่ควรต้องรอถึงวันที่ 11 เมษายน แต่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาพุ่งเป้าไปยังกลุ่มสำคัญอย่างน้อย 4 กลุ่มได้เลย คือ ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง และกลุ่มที่เผชิญภาวะขาดแคลนพลาสติกเพราะวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายภาคส่วน เช่น ชาวประมงพาณิชย์กว่า 9,000 ลำ ชาวประมงพื้นบ้านกว่า 100,000 ครอบครัว


เสนอให้รัฐบาลจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นมาให้ชาวประมงเพิ่มเติม ในขณะที่ภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่ผลิตมาจากน้ำมันดิบก็เริ่มรุนแรงขึ้น กระทบโดยตรงกับพนักงานและผู้ประกอบการโรงงานพลาสติกกว่า 2,500 แห่ง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือทั้งด้านปริมาณและราคาต้นทุนโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นจะส่งผลลามเป็นลูกโซ่ไปยังสินค้าอื่น ๆ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

“สหัสวัต” ห่วง ความเสี่ยงแรงงานกลางแจ้ง ช่วงอากาศร้อน แนะรัฐ ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน “เราปกป้องคนทำงานจากความร้อนแค่ไหน” ควรจัดน้ำดื่มให้เพียงพอ มีอุปกรณ์ป้องกัน และมีพื้นที่พักผ่อนที่ระบายอากาศได้ดี และต้องมีระบบเตือนภัยฉุกเฉินด้วย

 


“สหัสวัต” ห่วง ความเสี่ยงแรงงานกลางแจ้ง ช่วงอากาศร้อน แนะรัฐ ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน “เราปกป้องคนทำงานจากความร้อนแค่ไหน” ควรจัดน้ำดื่มให้เพียงพอ มีอุปกรณ์ป้องกัน และมีพื้นที่พักผ่อนที่ระบายอากาศได้ดี และต้องมีระบบเตือนภัยฉุกเฉินด้วย


วันที่ 6 เมษายน 2569 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสเฟสบุ๊คระบุว่า 


ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดเป็นประจำ จนเรามองว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศร้อน ของเมืองร้อน ความร้อนจึงกลายเป็นเรื่องที่เราคุ้นชิน และมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงความไม่สบายตัว เพียงแค่เปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ก็น่าจะพอทุเลาได้แล้ว


ในความเป็นจริง ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย และไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรับมือได้เท่ากัน โดยเฉพาะสำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง


ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับอากาศร้อนถึง 63 ราย และในปี 2568 มี 21 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ประกอบอาชีพรับจ้าง และมากกว่า 60% เสียชีวิตขณะอยู่กลางแจ้ง ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ


หากดูข้อมูลย้อนหลังในประเทศไทยช่วงปี 2018–2023 ซึ่งเก็บเฉพาะฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ก็พบผู้เสียชีวิตรวม 139 ราย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ชาย ผู้สูงอายุ คนทำงานกลางแจ้ง และผู้มีโรคประจำตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความร้อน” ไม่ได้เป็นเพียงสภาพอากาศ แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและแรงงานที่กระทบคนจำนวนมาก


งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ความร้อนมีผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง ตั้งแต่การเพิ่มความเสี่ยงของภาวะลมแดด การบาดเจ็บจากการทำงาน ไปจนถึงการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีงานศึกษาพบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงของภาวะไตวายจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนและในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว


นอกจากนี้ สิ่งที่มาคู่กับอากาศร้อนแต่เรามักมองข้ามคือรังสียูวี โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เมื่อค่า UV Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปก็ควรเริ่มป้องกัน และเมื่อสูงตั้งแต่ 8 ขึ้นไปควรหลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวันให้มากที่สุด ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงครีมกันแดด แต่ต้องรวมถึงการสวมเสื้อผ้าที่ปกปิด การใช้หมวกหรือแว่นกันแดด การหาที่ร่ม และการลดเวลาทำงานกลางแจ้งในช่วงแดดจัด


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “อากาศร้อนแค่ไหน” แต่คือ “เราปกป้องคนทำงานจากความร้อนแค่ไหน”


ในหลายประเทศ ความร้อนไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถูกกำหนดให้เป็น “ความเสี่ยงด้านแรงงาน” ที่ต้องมีมาตรการชัดเจน ตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนและกรีซมีมาตรการห้ามทำงานกลางแจ้งเมื่ออุณหภูมิสูงถึงระดับอันตราย ขณะที่ประเทศในตะวันออกกลางอย่างกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกฎหมายห้ามทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวันของฤดูร้อนอย่างชัดเจน ส่วนในฝรั่งเศสและออสเตรเลีย มีระบบกำหนดเวลาพักและเปิดโอกาสให้แรงงานหยุดงานได้เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย


แต่ประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานที่กล่าวถึงความร้อน และมีการใช้มาตรฐานอย่าง WBGT อยู่แล้ว กลับยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “เมื่อใดควรหยุดงาน” และในทางปฏิบัติ คนทำงานจำนวนมากยังต้องทำงานต่อไป แม้อุณหภูมิจะสูงเกินระดับปลอดภัย


ในช่วงที่ภาวะอากาศร้อนรุนแรงขึ้นเช่นนี้ รัฐจึงควรมีมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดระดับความร้อนที่ต้องหยุดงานกลางแจ้ง การออกกฎเกณฑ์เรื่องเวลาพักและการปรับเวลาทำงาน การกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น แรงงานก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด คนขับส่งของ และตำรวจจราจร ตลอดจนการจัดให้มีน้ำดื่มที่เพียงพอ อุปกรณ์ป้องกัน และพื้นที่พักที่ระบายอากาศได้ดี


ขณะเดียวกัน รัฐควรมีระบบเตือนภัยเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง เช่น การแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือระบบสื่อสารฉุกเฉิน เมื่อค่าดัชนีความร้อนหรือรังสียูวีอยู่ในระดับอันตราย พร้อมทั้งจัดตั้งจุดพักคลายร้อนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้มีที่หลบเลี่ยงความร้อน


ท้ายที่สุด เราต้องเลิกมองว่าอากาศร้อนเป็นเรื่องเล็ก เพราะสำหรับบางคน ความร้อนอาจเป็นเพียงความไม่สบายตัว แต่สำหรับอีกหลายคน โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งและผู้มีโรคประจำตัว ความร้อนอาจหมายถึงการเจ็บป่วย การสูญเสียรายได้ หรือแม้กระทั่งชีวิต


ทุกวันนี้ คนไทยไม่ได้เผชิญแค่ “อากาศร้อน”

แต่กำลังเผชิญ “ความร้อนที่ไม่เป็นธรรม”


ความร้อนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธรรมชาติ แต่มันคือโจทย์เชิงนโยบาย ที่รัฐต้องรับผิดชอบ และออกมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อากาศร้อน #สหัสวัตคุ้มคง

‘เดชรัต’ พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐตรึงราคาค่าโดยสารให้ประชาชนไม่ต้องแบกภาระขณะเดินทางช่วงสงกรานต์ พร้อมอุดหนุนราคาตั๋วให้รถบัสและมินิบัสด้วย

 


‘เดชรัต’ พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐตรึงราคาค่าโดยสารให้ประชาชนไม่ต้องแบกภาระขณะเดินทางช่วงสงกรานต์ พร้อมอุดหนุนราคาตั๋วให้รถบัสและมินิบัสด้วย


วันที่ 6 เมษายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) ของพรรคประชาชน ให้ความเห็นถึงการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลต่อพี่น้องประชาชนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน พบว่าการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลยังไม่ชัดเจนมากนักขณะเดียวกันราคาน้ำมันก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุ 50 บาท/ลิตร และเทศกาลสงกรานต์ก็ใกล้เข้ามาอีกเพียงสัปดาห์เดียว


เดชรัตกล่าวว่าเทศกาลสงกรานต์คือเทศกาลแห่งความสุข พี่น้องประชาชนเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน ด้วยรถยนต์ส่วนตัวบ้าง เดินทางโดยรถสาธารณะจากหมอชิต (หรือสถานีขนส่งอื่นๆ) ไปยังจังหวัดต่างๆ และมักจะใช้รถมินิบัสและรถตู้ต่อไปยังอำเภอและตำบลบ้านเกิดของตน


แต่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราค่าโดยสารของรถประจำทางที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่จะโดยสารกลับบ้าน แม้ว่า คณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลางจะตรึงราคารถทัวร์และรถร่วมบริการใหญ่ไว้ (จนกระทั่ง 20 เมษายน 2569) แต่ก็กำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่สำหรับรถตู้ และรถมินิบัส จำนวน 3,000 คัน โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 6 เมษายน 2569 แต่อัตราค่าโดยสารใหม่ก็คำนวณโดยตั้งอยู่บนฐานราคาน้ำมันดีเซลที่ 38.99 บาท/ลิตร แต่ราคาน้ำมันในปัจจุบันเพิ่มสูงกว่า 50 บาท/ลิตรแล้ว 


สถานการณ์ที่ต้นทุนของผู้ประกอบการรถตู้และรถมินิบัสขยับตัวสูงขึ้น (จากฐานการคำนวณ) ถึง 10 บาท/ลิตร และยังไม่แน่ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ในสัปดาห์หน้า ย่อมเกิดแรงกดดันขึ้น 2 ทาง 


ทางหนึ่ง คือ หากตรึงอัตราค่าโดยสารเดิมไว้ (เช่นเดียวกับรถทัวร์) ผู้ให้บริการย่อมขาดทุน และอาจลดปริมาณเที่ยวรถโดยสารที่ให้บริการพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาล 


ส่วนอีกทางหนึ่ง คือ การเรียกร้องของผู้ประกอบการรถขนส่งให้มีการปรับอัตราค่าบริการตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นก็จะกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนที่ใช้รถขนส่งสาธารณะ


เดชรัตเห็นว่า รัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันทั้งสองทางได้ด้วยการคงอัตราค่าโดยสารที่ปรับใหม่ไว้ ส่วนต้นทุนค่าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลสามารถคำนวณหาอัตราเงินอุดหนุนกับผู้ประกอบการ โดยคำนวณ (ก) ตามรายเส้นทาง (ข) ตามวันที่เดินทาง (เพราะราคาน้ำมันปรับขึ้นลงรายวัน) และ (ค) ตามจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางในแต่ละวันและในแต่ละเส้นทางได้


วิธีการนี้ จะช่วยลดปัญหาผู้ให้บริการลดจำนวนเที่ยวรถโดยสารลง (เพราะขาดทุนหากคิดค่าโดยสารในอัตราเดิม) ขณะเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มค่าโดยสารในระหว่างเทศกาลสงกรานต์ เพื่อช่วยลดภาระของพี่น้องประชาชน และยังไม่ต้องกังวลใจว่าจะเป็นมาตรการที่ทำให้เกิดราคาน้ำมัน 2 ตลาด หรือทำให้มีการคาดการณ์และการกักตุนน้ำมันที่รัฐบาลยังควบคุมไม่ได้อีกด้วย วิธีการนี้ยังสามารถใช้ได้ในช่วงหลังสงกรานต์ต่อเนื่องได้ด้วย เพราะจะเป็นแรงจูงใจที่สมเหตุสมผลในการให้ประชาชนลดการใช้น้ำมัน โดยหันมาใช้รถสาธารณะแทน


เดชรัตย้ำว่า ตนหวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอของพรรคประชาชนเข้าพิจารณาในการประชุม ครม. ที่จะถึง และตัดสินใจเพื่อเป็นการคลายความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่การกลับบ้านมีความหมายเป็นพิเศษในสังคมไทยของเรา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

“ปิยุบตร” ชี้ คดียุบพรรคประชาชน ทำหน้าที่เป็นหอกปักหลัง ในยามที่รัฐบาลภูมิใจไทย ไปไม่รอด!!!


“ปิยุบตร” ชี้ คดียุบพรรคประชาชน ทำหน้าที่เป็นหอกปักหลัง ในยามที่รัฐบาลภูมิใจไทย ไปไม่รอด!!!


จากกรณีที่มีผู้ไปร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ “ยุบพรรคประชาชน” กรณี ระบบรับสมัครสมาชิกพรรคผ่านออนไลน์ และกรณีปฏิบัติการสื่อออนไลน์ (IO) และ กกต. ได้ขานรับโดยออกหนังสือลับเรียกให้ผู้ร้องเรียนไปให้ถ้อยคำต่อฝ่ายนายทะเบียนพรรคการเมือง ภายในสัปดาห์หน้านั้น


วันนี้ (5 เมษายน 2569) นายปิยบุตร แสงกนกกุล ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ความว่า  


คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 (3 ครั้งที่ผ่านมา รอด 1 ยุบ 2) ของพรรค “อนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” สาระสำคัญมิใช่อยู่ที่ “ยุบพรรค”


แต่คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 นี้ จะสำแดงเดชในช่วงยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในพรรคหรือระหว่างพรรคร่วม หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้


เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรคประชาชนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่


ดังนั้น คดียุบพรรค จึงต้องทำหน้าที่เป็น “หอก” เพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรคประชาชนไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดตั้งรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิม ๆ กลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #ยุบพรรค #พรรคประชาชน


 

“นิด้าโพล”เผย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ 3 รมต.มืออาชีพ แก้วิกฤตพลังงานได้ และไม่เห็นใจรัฐบาล

 


“นิด้าโพล”เผย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ 3 รมต.มืออาชีพ แก้วิกฤตพลังงานได้ และไม่เห็นใจรัฐบาล 


วันที่ 5 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0


จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า


1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า 


ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ


2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า


ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ


3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า 


ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ


ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า 


ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิด้าโพล

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” ร่วมอาลัยอาสาดับไฟป่า ชี้ปัญหาอาสาต้องสู้ไฟป่าท่ามกลางความขาดแคลนงบประมาณและอุปกรณ์ สนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” จากทีมเทศบาลประชาชนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมดันกฎหมายอากาศสะอาด

 


“ณัฐพงษ์” ร่วมอาลัยอาสาดับไฟป่า ชี้ปัญหาอาสาต้องสู้ไฟป่าท่ามกลางความขาดแคลนงบประมาณและอุปกรณ์ สนับสนุน “มุ้งสู้ฝุ่น” จากทีมเทศบาลประชาชนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมดันกฎหมายอากาศสะอาด


วันที่ 4 เมษายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมกับ สมชิด กันธะยา สส.เชียงใหม่ เขต 5 พรรคประชาชน เดินทางไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพ บุญมา ผ้าแดง เจ้าหน้าที่อาสาดับไฟป่า ที่วัดสิทธิทรงธรรม ต.สะลวงใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่


ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว คุณบุญมาเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ จากการสอบถามบุคคลในพื้นที่ทราบว่าคุณบุญมาเป็นอาสาช่วยดับไฟป่าทุกปี และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครตั้งตัว คาดว่าเกิดจากความเหนื่อยล้าสะสมในช่วงการปฏิบัติงาน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า จากการสอบถามทีมสู้ไฟที่อยู่หน้างาน และจากการเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติงานที่ อ.สันป่าตอง พร้อมกับ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ที่ทำโครงการอาสาส้มสู้ไฟมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ได้พบว่าสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือเรื่องของสวัสดิการ เช่น ประกันกลุ่ม รวมถึงการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณมากเพียงพอในภารกิจสู้ไฟป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำแนวกันไฟ ที่โดนสำนักงบประมาณปรับลดงบประมาณทุกปี


ในวันนี้ที่ตนได้เดินทางมาที่นี่ ค่าจุดความร้อนในประเทศไทยพีคขึ้นอีกรอบ อยู่ที่ 5,050 จุด และในประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 13,500 จุด เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือน่าจะยังไม่ดีขึ้น และอาจคงอยู่ต่อไปจนถึงปลายเดือนเมษายนเป็นอย่างน้อย


ดังนั้น นอกจากการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการสู้ไฟป่า และการลดการเผาในภาคการเกษตรแล้ว อีกส่วนที่สำคัญคือการช่วยเหลือและป้องกันกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ป่วยและเด็กเล็กที่แพ้ฝุ่นรุนแรง ซึ่งอาศัยในบ้านเรือนที่ไม่มีกำลังทรัพย์จะทำห้องปรับอากาศ เพื่อนำเครื่องฟอกอากาศไปติดตั้งได้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ทางทีมเทศบาลประชาชนจึงได้ริเริ่มโครงการทำ “มุ้งสู้ฝุ่น” มาก่อนหน้านี้ เพื่อนำไปติดตั้งให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ในพื้นที่ ซึ่งมีมูลค่าไม่แพง สามารถทำกันได้เอง โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานไม่กี่อย่าง มูลค่าต่อชุดรวมราว 1,500-2,000 บาท ที่วันนี้ตนและทีมงานของพรรคประชาชนได้นำเข้ามามอบให้กับประชาชนบางส่วนในแขวงเม็งราย


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า หลังจากนี้ ตน สส. และทีมงานของพรรคประชาชน จะช่วยกันผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นส่วนสำคัญ ที่จะแก้ปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน พร้อมเร่งรัดติดตามให้ท้องถิ่นได้รับจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและเหมาะสมในภารกิจสู้ไฟป่า รวมถึงการทำโครงการร่วมกับอาสาประชาชนในการส่งมอบมุ้งสู้ฝุ่นให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง พร้อมกับสนับสนุนการทำงานของทีมส้มสู้ไฟต่อไป


ทั้งนี้ในวันนี้ ณัฐพงษ์ มีกำหนดการเดินทางไปสำรวจหน้างานพร้อมกับ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 และ พุธิตา ชัยอนันต์ สส.เชียงใหม่ เขต 4 พรรคประชาชน พร้อมกับทีมส้มสู้ไฟด้วย โดยก่อนลงพื้นที่ประชุมมีการประชุมถอดบทเรียนกันที่ศูนย์ส้มสู้ไฟ เพื่อเตรียมรับมือต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และรวบรวมปัญหาข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่จะนำไปผลักดันต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #PM25


























วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569

“ธนาธร” ห่วงกระจายอำนาจไทยถอยหลัง แผนถ่ายโอนล้มเหลวเพราะส่วนกลางหวงอำนาจ ย้ำถึงเวลาเขย่าโครงสร้างจังหวัดให้ประชาชนเลือกผู้นำได้เพื่อสร้างวาระแห่งอนาคต

 


“ธนาธร” ห่วงกระจายอำนาจไทยถอยหลัง แผนถ่ายโอนล้มเหลวเพราะส่วนกลางหวงอำนาจ ย้ำถึงเวลาเขย่าโครงสร้างจังหวัดให้ประชาชนเลือกผู้นำได้เพื่อสร้างวาระแห่งอนาคต


เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมจัดงานเสวนา “กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ”


ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า ระบุว่าการกระจายอำนาจคือการแบ่งบทบาทการทำบริการสาธารณะภาครัฐ มีระดับท้องถิ่นพื้นฐาน คือเทศบาลและ อบต. ระดับต่อมาคือ อบจ. และระดับต่อมาคือรัฐบาลส่วนกลาง การกระจายอำนาจที่ควรจะเป็น คือท้องถิ่นพื้นฐานควรมีอำนาจและงบประมาณเพียงพอในการให้บริการที่เป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ใกล้ตัวที่สุด ระดับจังหวัดเชื่อมตำบลเข้าหากัน เชื่อมจังหวัดต่อจังหวัด และเชื่อมจังหวัดกับประเทศไทย ส่วนกลางต้องไม่เข้าไปแก้ปัญหาท้องถิ่น แต่ต้องคิดเรื่องจะแข่งขันกับโลกอย่างไร จะส่งออกได้มากกว่านี้อย่างไร ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านจะเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาจะเป็นอย่างไร วิธีการแบ่งบริการสาธารณะแบบนี้เป็นระบบที่ใช้ทั่วโลกในประเทศที่พัฒนาแล้ว และผู้ที่ใช้อำนาจนั้นมาจะการเลือกตั้งของประชาชน


แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานวันนี้มีอำนาจและงบประมาณน้อยนิด ไม่สามารถทำภารกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เอาภารกิจที่ควรอยู่ที่ท้องถิ่นมาอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้รัฐส่วนกลางใหญ่โตเทอะทะ ไม่มีเวลาและสมาธิไปมุ่งเน้นเตรียมการรับมือกับอนาคต ตราบใดที่รัฐส่วนกลางยังต้องมานั่งซ่อมถนนและสะพานในต่างจังหวัด ไม่ให้ท้องถิ่นไดัมีอำนาจและงบประมาณจัดการตัวเอง ประเทศไทยไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้ 


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของการกระจายอำนาจคือการถ่ายโอน รพ.สต. ซึ่งเป็นบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิให้ อบจ. เป็นคนทำ แต่ปัจจุบันก็ยังถ่ายโอนไม่จบ รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ในสมัยนั้นเป็นคนผลักดันการถ่ายโอน แต่กระทรวงสาธารณสุขที่ส่วนกลางพยามดึงอำนาจ ไม่ยอมถ่ายโอนออกไป เรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมก็เช่นกัน ทั้งที่อยู่ในแผนแต่ก็ก็ยังไม่มีการถ่ายโอนอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น บริการขนส่งสาธารณะก็เช่นกัน พ.ร.บ.ขนส่งทางบกฉบับแก้ไข ที่จะให้อำนาจในการออกใบอนุญาตในการเดินรถสาธารณะให้ท้องถิ่น เสนอเข้าสภาไปเดือนสิงหาคม 2567 แต่ก็ไม่ผ่าน นี่คือสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันบริการสาธารณะขนาดใหญ่ต่อไปในอนาคตน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก 


ขณะเดียวกัน กระแสเรียกร้องให้จังหวัดต่างๆ เป็นมหานครที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ความคิดหลักของข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่ต้องการตึกรามบ้านช่องที่สูงใหญ่ แต่คือการเลือกผู้นำของจังหวัดด้วยตัวเอง คือการตอบคำถามว่าตกลงใครเป็นผู้รับผิดชอบจังหวัด ที่จังหวัดไหนพัฒนาช้าหรือพัฒนาเร็วใครเป็นคนรับผิดชอบ ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ อยู่ปีครึ่ง ผ่านงบประมาณสมัยเดียวก็ออกจากตำแหน่งแล้ว อบจ. ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณและอำนาจ จังหวัดจะพัฒนาได้ต้องมีโครงสร้าง มีอำนาจ มีงบประมาณ และมีผู้นำ คำถามคือถ้าไม่มีผู้นำที่รับผิดชอบความเจริญก้าวหน้าของจังหวัด จะทำให้จังหวัดเจริญได้อย่างไร


ธนาธรกล่าวต่อไปว่าโจทย์ปัจจุบันของการกระจายอำนาจคือจะทำอย่างไรให้ระดับจังหวัดผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โครงสร้างการบริหารจังหวัดที่ทับซ้อนกันต้องควบรวมกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานอย่าง อบต. และเทศบาล ต้องยกระดับให้เป็นเทศบาลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เทศบาลและ อบต. ที่เล็กเกินไปต้องควบรวม ถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณ สร้างความเข้มแข็ง แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับความสัมพันธ์ต่างๆ และการใช้เทคโนโลยีเข้าแก้ปัญหา


ถ้าอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าที่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ การกระจายอำนาจคือวาระของอนาคต การกระจายอำนาจแยกไม่ออกจากเรื่องประชาธิปไตย ล่าสุดที่การกระจายอำนาจถดถอยลงไปว่าก็เพราะการทำรัฐประหาร การกระจายอำนาจส่งเสริมประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในระดับชาติก็ส่งเสริมการกระจายอำนาจ วันนี้การกระจายอำนาจในประเทศไทยไม่ไปไปถึงไหนทั้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2540 ญี่ปุ่นผลักดันกระจายอำนาจครั้งใหญ่ในห้วงเวลาเดียวกัน แต่เขาทำเสร็จไปไกลแล้ว ถ้าอยากเห็นแต่ละพื้นที่กำหนดอนาคตของตัวเองได้ เราหนีการพูดคุยเรื่องนี้ไม่พ้น เมื่อส่วนกลางไม่ยอมปล่อยงบประมาณและภารกิจ มีแต่การรวมตัวของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้การผลักดันวาระการกระจายอำนาจ ยุติการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางมีความก้าวหน้าขึ้นได้


ขณะที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าตนเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจแน่นอน และเชื่อในแนวคิดบริหารจัดการตนเอง จะทำอะไรท้องถิ่นควรเป็นผู้กำหนดเอง ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านการกระจายอำนาจมาหลายครั้ง ได้เห็นการเติบโตของการกระจายอำนาจมาเป็นลำดับ ตนเป็นคนท้องถิ่น สส.ภูมิใจไทยส่วนมากเติบโตมาจากท้องถิ่น หลายคนอาจบอกว่าเป็นระบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่ แต่สิ่งเหล่านี้มาไม่ได้ถ้าไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน


ปัจจุบันสิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอ คือการเห็นปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ สิ่งที่สำคัญของการกระจายอำนาจคือเรื่องของงบประมาณ งบประมาณที่มีจำกัดและไม่สามารถทำอะไรที่ตอบสนองกับสิ่งที่อยากทำได้ สิ่งที่ อบจ. กำลังจะเผชิญต่อจากนี้คือจะแบกเงินเดือนบุคลากรจากภารกิจที่ถ่ายโอนมาไม่ไหวแล้ว ไม่ว่าจะ รพ.สต. หรือโรงเรียน เพราะงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรน้อยมาก หลักการคือการกระจายงบประมาณไปสู่ส่วนภูมิภาค สิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอคือภาษีบ้านเกิดเมืองนอนเพราะเราเห็นเช่นเดียวกันว่าท้องถิ่นควรได้งบประมาณที่มากกว่านี้


สิริพงศ์กล่าวต่อไปว่าหลักคิดคือในการพัฒนาหลายจังหวัดของประเทศไทยมีการพัฒนาจากส่วนกลางมาก ภาษีที่จังหวัดได้เป็นภาษีบำรุงท้องที่ แต่ละรายได้ที่ได้รวมอยู่ที่ส่วนกลาง หลักคิดคือเมื่อใช้ทรัพยากรในต่างจังหวัด วิธีเสียภาษีคือต้องเสียภาษี ณ พื้นที่นั้น เพื่อที่พื้นที่นั้นสามารถนำภาษีที่ได้จากการทำธุรกิจมาสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนอื่น ๆ


ถ้าเป็น อบจ. สามารถของบประมาณตรงกับสำนักงบประมาณ แต่อบต. อาจมีความจำเป็นในการผ่านสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด แต่หากประชาชนมีสิทธิเลือกที่จะเสียภาษี จะเสียภาษีให้ที่ไหน อยากมอบเงินภาษีให้ท้องถิ่นพัฒนาได้อย่างไร ที่ต้องเป็นระบบนี้เพราะมีทั้งมีเมืองใหญ่และเมืองเล็ก หากไม่บริหารแบบนี้จะกลายเป็นว่าเมืองใหญ่จะโตขึ้นไปอีก เมืองเล็กก็จะเล็กอยู่เช่นนั้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์