วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ม็อบรถบรรทุก รวมตัวชุมนุมกระทรวงพลังงาน เรียกร้องลดราคาน้ำมัน ดีเซล B7 เบนซิน 91 ,95

 


ม็อบรถบรรทุก รวมตัวชุมนุมกระทรวงพลังงาน เรียกร้องลดราคาน้ำมัน ดีเซล B7 เบนซิน 91 ,95


วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ กระทรวงพลังงาน สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย พร้อมภาคีเครือข่าย 13 สมาคม ผู้ประกอบการขนส่งและพี่น้องชาวรถบรรทุก ร่วมชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนจากราคาน้ำมัน และเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องน้ำมันแพง เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกระทบทั้งผู้ประกอบการ คนขับรถ และราคาสินค้าของประชาชน


ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เครือข่ายรถบรรทุกได้เคลื่อนขบวนมาชุมนุมตั้งเวทีปราศรัย และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์โดยการวางดอกไม้จันทน์ฌาปนกิจ ‘นาย ทุน เขมือบประเทศ’ พร้อมข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน ในการแก้ปัญหาวิกฤตค่าน้ำมันและต้นทุนการขนส่งสินค้าอย่างเป็นรูปธรรม เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของภาคขนส่ง โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้


1. ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 35 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 1 ปี


2. ปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันและพลังงานทั้งระบบ


3. ยกเลิกต้นทุนสมมติ ต้นทุนอ้างอิงที่สมมติทั้งหมด ซึ่งบางเรื่องทำไปแล้ว และบางเรื่องกำลังทำอยู่


4. การปรับราคาอย่าทำให้ประชาชนตกใจ ครั้งนี้อยากให้ค่อย ๆ ปรับ ค่อยเป็นค่อยไป


5. ควรจะปรับลดภาษีสรรพสามิตให้เหลือ 5% ต่อลิตร ตามที่รัฐบาลอื่นๆในอดีตเคยทำมา ทำไมรัฐบาลอนุทินถึงทำไม่ได้ ทั้งที่ในสถานการณ์ก่อนก็ทำได้


6. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กำหนดค่าการกลั่นไว้สูงถึงประมาณ 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยกำหนดไว้เพียงราว 2.80 บาทต่อบาร์เรล การกำหนดราคาเช่นนี้ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนโรงกลั่นอย่างชัดเจน


7. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ประกาศควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุม


8. หาคนรับผิดชอบ หาไอ้โม่งให้เจอว่าน้ำมันหายไปไหน 700 กว่าล้านลิตร


9. ควรยุบหรือยกเลิกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)


10. เราไม่มีคลังน้ำมันสำรองของชาติ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นเราจึงต้องมีเพื่อความมั่นคงเพื่อพลังงาน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#น้ำมันแพง #รวมพลังชาวรถบรรทุก #สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย #13สมาคมขนส่ง



















จดหมายเปิดผนึก ต่อกรณีการขอให้รับสารภาพในคดี มาตรา112 ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้ "ผมขอขอบคุณในทุกความหวังดีที่อยากเห็นผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อฝ่ายขวาจัดที่จะไม่ได้เห็นคำรับสารภาพจากผม"

 


จดหมายเปิดผนึก ต่อกรณีการขอให้รับสารภาพในคดี มาตรา112 ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้ "ผมขอขอบคุณในทุกความหวังดีที่อยากเห็นผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อฝ่ายขวาจัดที่จะไม่ได้เห็นคำรับสารภาพจากผม"


วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2569) เพจอานนท์ นำภา เผยแพร่ข้อความระบุว่า จดหมายเปิดผนึก ต่อกรณีการขอให้รับสารภาพในคดี มาตรา112 


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทั้งหวังดีและไม่หวังดีขอให้ผมรับสารภาพในความผิดตามมาตรา112 ล่าสุดในการพิจารณาคดีคดีหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว มีผู้พิพากษากล่าวว่า ถ้ารับสารภาพก็ได้ออก(จากคุก)แล้ว ในชั้นอุทธรณ์ก็ถอนคำให้การจากต่อสู้คดีเป็นรับสารภาพได้ ถ้ารับสารภาพได้ออก(จากคุก)เลย ผมเชื่อว่าศาลท่านคงหวังดีเพราะอยากให้ผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว ซึ่งการรับสารภาพก็เป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง แต่ก็ทำได้ยากอย่างยิ่งเช่นกัน


ไม่มีลูกคนไหนไม่อยากออกไปดูแลพ่อแม่ตายาย และไม่มีพ่อคนไหนไม่อยากออกไปดูแลลูก ๆ ที่กำลังเติบโต ผมเป็นทั้งลูกชายคนโตของครอบครัวและเป็นพ่อที่มีลูก 2 คนในวัยกำลังเติบโต ความจริงถ้าผมถูกกกล่าวหาว่าไปลักขโมยหรือไปทำร้ายร่างกายใคร แม้ผมจะไม่ได้ทำตามที่กล่าวหาแต่เพื่อให้ได้รับการลดโทษ ได้ออกจากคุกเร็วขึ้นเพื่อไปทำหน้าที่ลูก และไปทำหน้าที่พ่อ ผมก็พร้อมจะทำ ทว่าความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น 


ตอนนี้สิ่งที่ผมถูกกล่าวหาเป็นยิ่งกว่าคดีอาญาทั่วไป มันเป็นความอยุติธรรมของยุคสมัย เป็นการต่อสู้ของยุคสมัย การตกเป็นจำเลยจึงมีหน้าที่มากกว่านั้นมาก ในชีวิตของคนเราย่อมมีบางอย่างที่จำต้องทำ แม้ผู้นั้นจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม และย่อมมีบางอย่างที่เมื่อทำแล้วจะบรรลุถึงความหมายของการได้เกิดมา เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ซึ่งลึกซึ้งกว่าเกียรติศักดิ์ศรีใดๆ การพูดความจริงและการเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือสิ่งที่ว่านั้น


สิ่งที่ผมพูด ไม่ใช่เรื่องที่ผมปีนเข้าไปในห้องลับในโรงแรมแล้วเอาเรื่องที่พบเจอออกมาพูด ไม่ใช่เรื่องที่จะ “กลับคำพูด” ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะสิ่งที่ผมพูดเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมเห็นประจักษ์กับตา ทุกคนเห็นความจริงด้วยตนเอง หากผมกลับคำพูดแล้วบอกว่าสิ่งที่ผมพูดก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโกหกย่อมเป็นเรื่องตลกอย่างยิ่ง วิปริตอย่างยิ่ง 


ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้ 


ผมขอขอบคุณในทุกความหวังดีที่อยากเห็นผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อฝ่ายขวาจัดที่จะไม่ได้เห็นคำรับสารภาพจากผม 


ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง และยืนยันข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การต่อสู้อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด ความยากลำบาก ผมยินดีรับมันไว้ด้วยความเต็มใจ


เชื่อมั่นและศรัทธา

อานนท์ นำภา

4 พฤศจิกายน 2569


ทั้งนี้อานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้ว โดยมีโทษรวมขณะนี้ 34 ปี 5 เดือน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

“พริษฐ์” ยัน วิปฝ่ายค้านเตรียมยื่นหนังสือทักท้วงประธานสภาฯ ปมจัดระเบียบ กมธ. หวั่นถูกใช้เป็นช่องทางสกัดการตรวจสอบรัฐบาล

 


“พริษฐ์” ยัน วิปฝ่ายค้านเตรียมยื่นหนังสือทักท้วงประธานสภาฯ ปมจัดระเบียบ กมธ. หวั่นถูกใช้เป็นช่องทางสกัดการตรวจสอบรัฐบาล


“พรรคประชาชน” ชี้มาตรการบังคับใช้มติที่ประชุมเคร่งครัด เสี่ยงทำลายกลไกสภา พร้อมย้ำเน้นหาทางออกร่วมกัน ดีกว่าท้าทายยื่น ป.ป.ช. ขณะที่ปมลดจำนวน กมธ. 35 คณะ ถกกันได้ แต่ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด

 

วันที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงเรื่องการจัดระเบียบคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าไม่ได้เป็นการปิดปากฝ่ายค้าน หากเห็นว่าดำเนินการผิดขั้นตอนสามารถยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช. ได้ นั้น


พริษฐ์ กล่าวว่า แม้จะได้รับฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมจากประธานสภาฯ แล้ว แต่ฝ่ายค้านยังคงมีความเห็นที่แตกต่างใน 2 ประเด็น 1. การกำหนดให้การดำเนินงานทั้งหมดของ กมธ. ต้องมีมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด กังวลว่าจะกระทบต่อความคล่องตัวในการทำงาน และอาจเปิดช่องให้ฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากใน กมธ. สกัดกั้นการตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แม้เรื่องนั้นจะอยู่ในขอบเขตอำนาจของ กมธ. ก็ตาม


2. แม้จะเคยมีการหารือร่วมกันระหว่างประธานสภาฯ วิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล และประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แต่ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปข้อยุติ และประธานสภาฯ เคยตอบรับข้อเสนอเรื่องการตั้งตัวแทนหารือลงรายละเอียดเพิ่มเติม ทว่าแนวทางปฏิบัติดังกล่าวกลับถูกประกาศใช้โดยยังไม่มีการหารือเพิ่มเติมตามที่คุยกันไว้


นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้วิปฝ่ายค้านจะออกหนังสือทักท้วงอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวปฏิบัติดังกล่าว พร้อมขอเข้าพบประธานสภาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันหาทางออก โดยเน้นย้ำว่าต้องการวางบรรทัดฐานให้ กมธ. สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม


"ส่วนให้ไปยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือ ป.ป.ช. นั้น อันนี้ไม่ต้องท้า ฝ่ายค้านมีการตรวจสอบอยู่ตลอด หากพบข้อมูลว่าเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราพร้อมใช้สิทธิดำเนินการตามขั้นตอนอยู่แล้ว เพียงแต่ ณ ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเน้นหาทางออกร่วมกัน" นายพริษฐ์ กล่าว


เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขข้อบังคับเพื่อลดจำนวน กมธ. จาก 35 คณะ เพื่อแก้ปัญหาทำงานซ้ำซ้อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า การทบทวนปรับลดจำนวน กมธ. เป็นเรื่องที่ สส. พรรคประชาชนเคยเสนอไว้ และสามารถนำมาหารือกันได้ แต่ถือเป็นคนละประเด็นกับการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ยกตัวอย่างกรณี "ปัญหาหนี้ครู" ซึ่งโครงสร้างปัจจุบันอาจมีความคาดเกี่ยวระหว่าง กมธ.แก้หนี้สิน และ กมธ.การศึกษา ซึ่งทั้งสองคณะมีอำนาจในการศึกษาเรื่องนี้ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการส่งเสริมให้เกิดการหารือร่วมกันระหว่างประธาน กมธ. แต่ละคณะ มากกว่าการออกกฎระเบียบที่เสี่ยงต่อการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จัดระเบียบกมธ #ประธานสภา


วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

นพ.เหวง โตจิราการ : ยืนยันอุดมการณ์ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าไม่สำเร็จไม่ถอยหลังเป็นอันขาด

 


นพ.เหวง โตจิราการ : ยืนยันอุดมการณ์ให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าไม่สำเร็จไม่ถอยหลังเป็นอันขาด


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ท่านอาจารย์สันต์ ครูประทีป อาจารย์ธิดา รวมทั้ง สส. สว. ที่ยังคงอยู่นะครับ รวมทั้งพี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ตรงหน้าสนง.ไทยรัฐ และที่รับชมการถ่ายทอดทั่วประเทศที่เคารพ ผมเป็นคนพูดคนสุดท้าย ก็พยายามจะนึกประเด็นว่าจะพูดประเด็นอะไรดี สุดท้ายก็เลยคิดว่าควรจะพูดเอาประเด็นสำคัญที่สุดของลุงนวมทอง


สำหรับผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือคำพูดที่ท่านว่า “ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก” ถ้าท่านเห็นด้วยกับผม เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยไม่ควรจะต้องมีการปฏิวัติอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วยแปลว่าท่านประสงค์ที่อยากจะให้มีการปฏิวัติอีกต่อไป หรือท่านคิดว่าหมดสิ้นหนทางในการที่จะยุติการปฏิวัติอีกต่อไป ผมก็เลยคิดประเด็นนี้ ผมพยายามคิดสืบทอดต่อจากลุงนวมทอง ด้วยญาณวิถีใดก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าท่านคงติดตามพวกเราอยู่ในวันนี้


“ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก” ทีนี้จะทำอย่างไร? เรื่องนี้ไม่ยาวเลยครับ ผมว่าไม่ยาก แต่ทำลำบาก คือการยึดอำนาจแบบเก่า ๆ ที่ทหารจะใช้รถถังออกมาแล้วไปยึดสถานีวิทยุกระจายเสียง ไปยึดที่โน่นที่นี่ ยึดถนนหนทางอะไรต่าง ๆ เคลื่อนพลจากภาคเหนือมา จากภาคใต้มา จากราบ 11 มา ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นประชาชนจะต่อต้านอย่างรุนแรง


พวกทหารเผด็จการเขาฉลาด เขาก็เลยซ่อนการยึดอำนาจเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านจะเห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญปี 60 มันซ่อนวิญญาณของการยึดอำนาจปี 57 หรือกล่าวโดยสรุปคือ ซ่อนวิญญาณของการรัฐประหารยึดอำนาจตลอด 20 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2549 สิ่งสำคัญที่สุด อาจารย์ธิดาได้พูดไปบ้างแล้ว ก็คือเราต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดการเลือก สสร. เพื่อให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เราต้องทำให้ได้ ส่วนจะทำอย่างไร เราคงไปหารือกันนอกรอบต่อไป แต่เราต้องปักอุดมการณ์ไว้ก่อนว่าพวกเราทุกคนปักใจที่จะให้มีการเลือก สสร. เพื่อยกมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา


ผมค่อนข้างเป็นห่วง คนไทยมีข้อดีเยอะ แต่มีจุดอ่อนคือลืมง่าย! เราอาจจะเคยไปลงคะแนนเสียง 21.6 ล้านเสียง บอกว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่วันนี้ผมถามว่าใครโกรธแค้นถึงขั้นที่ว่า ทำไมมีขยับสักที มีใครสักกี่คน ฉะนั้นพวกเราต้องปักใจให้ลึกเลย อุดมการณ์ในการที่จะให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้ายังไม่สำเร็จเราจะต้องไม่ถอยหลังเป็นอันขาด


เราต้องคิดคร่าว ๆ เอาไว้ก่อนว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เราต้องการจะเป็นยังไง? ในวันนี้ประชาชนต้องส่งเสียงออกมาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่พวกเราต้องการ หน้าตา ท่าทางจะเป็นอย่างไรบ้าง? สำหรับผมก็คือว่า 1) ถ้าจะมี สว. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แต่สำหรับผมจริง ๆ แล้วผมไม่เอา สว. ครับ เหตุผลที่ผมไม่เอา สว. เพราะผมมีชีวิตยาวนานพอที่จะรู้รายละเอียดของปี 35, ปี 40 ปีนั้นมีการเลือก สสร. มายกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าคณะกรรมการ สสร. ในปีนั้นเขามีทัศนคติที่ผมคิดว่าไม่ถูก คือไปดูถูกดูแคลนประชาชน เห็นว่าประชาชนซื้อเสียงได้ สส. มาจากการซื้อเสียง เพราะฉะนั้น สส. ที่มาจากการซื้อเสียงมันก็มาถอนทุนคืน คนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของเขา


ดังนั้นปี 40 ก็เลยมีองค์กรอิสระขึ้นมาควบคุม สส. เพราะคิดว่า สส. เป็นพวกขี้โกง หาเสียงโดยการซื้อเสียง ต้องมีคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบควบคุม แล้วก็ต้องมีอีกองค์กรที่เลือกคณะกรรมการอิสระในลักษณะที่ได้ดุลกับ สส. เลยเป็นที่มาของ สว. เลือกตั้ง


เริ่มต้นจากองค์กรอิสระก่อน องค์กรอิสระเริ่มมาจากดูแคลนประชาชนก่อน ดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลน เหยียดหยามประชาชน หาว่าประชาชนขายเสียงก็เลยไปเลือก สส. มา นี่คือความเห็นส่วนตัวผมในประเด็นที่เป็นจุดอ่อนมาก  จึงเป็นที่มาขององค์กรอิสระ


ตอนแรกดูสวย ดูดี แต่พอคณะรัฐประหารยึดอำนาจเขายึดองค์กรอิสระเลย แล้วเขาก็ตั้ง สว. เลย ปี 50 เขาตั้งครึ่งหนึ่ง ดูคล้าย ๆ ดูจะดี แต่ว่า สว. ที่เหลือก็ไม่มีอำนาจไปต่อรองกับ สว.แต่งตั้ง โดยคณะรัฐประหาร องค์กรอิสระทั้งหลายก็เลยถูกคณะรัฐประหารยึดไปเลย


พอมาปี 60 ยิ่งหนักใหญ่เลย ให้ สว. เลือกตามกลุ่มอาชีพ ท่านก็เห็นการฮั้ว สว. ชัด ๆ หลักฐานเยอะแยะไปหมด แต่ผมดูแล้วความหวังริบหรี่ในการที่จะเอา สว.ฮั้ว มาลงโทษตามกฎหมาย อย่างเก่ง 77 คนหรือเทาไหร่ผมจำไม่ได้ จาก 296 คน ผมว่าในที่สุดไม่รู้มันจะไปถึงที่สุดหรือเปล่า ผมดูแล้วคงจะไปไม่ถึงที่สุด ดังนั้นความเห็นส่วนตัวผมนะ เราต้องส่งเสียงดัง ๆ ออกมา 1) ต้องไม่มีองค์กรอิสระ หรือถ้าจะมีองค์กรอิสระนั้นต้องมาจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่มาจากการคัดเลือกโดย สว.เลือกตั้งก็ดี หรือ สว.แต่งตั้งก็ดี


2) ผมเห็นว่าไม่ควรจะมี สว. ครับ เพราะขณะนี้ความตื่นตัวของประชาชนสูงมาก ดูจาก 21.6 ล้านเสียงที่ยกมือให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าประชาชนมีจิตสำนึกทางการเมือง 21.6 ล้านเสียง เทียบกับ 11 ล้านเสียง ก็คือ 2/3 หรือเกือบ 70% ของประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองแล้ว แปลว่าประชาชนเขาเลือกจากคุณงามความดี จากนโยบายของ สส. เขาไม่เลือกไอ้พวกขี้โกงเป็นอันขาด ผมเชื่อของผมนะ เราต้องเร่งรีบให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. แต่เราต้องส่งเสียงด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะต้องมีเนื้อหาสำคัญอะไรบ้าง สำหรับผม ตัวสำคัญคือองค์กรอิสระ


ในวันนี้อำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งหลายจริง ๆ แล้ว องค์กรอิสระไม่กี่คน บางองค์กร 5 คน บางองค์กร 7 คน หรือ 10 กว่าคน สามารถคว่ำคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนจำนวนหลายล้านเสียง หลายแสนเสียง ได้อย่างง่ายดาย อย่างยุบพรรค ง่าย ๆ เลย ไม่กี่คนยกมือยุบพรรคได้ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกมา 15 ล้านเสียง ส่วนตัวผม ถ้าจะมีองค์กรอิสระต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมของประชาชน


เรื่องที่ 2 ก็คือว่า สว. ผมไม่เห็นด้วยที่จะมี สว. ถ้าอยากจะมี สว. ก็ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผมพูดคร่าว ๆ ในเรื่องรัฐธรรมนูญตรงนี้ก่อน ประการต่อมาก็คือว่า ถ้าเราปล่อยสถานการณ์ทางการเมืองอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ผมว่ามันสิ้นหวัง ถึงแม้อาจารย์ธิดาจะพูดถึงประกายไฟ มีคบไฟ 21 ล้านเสียง แต่ผมดูแล้วมันสิ้นหวัง เพราะผมดูแล้ว สว.ฮั้ว ในที่สุดก็จับใครลงโทษไม่ได้เหมือนจีนเทา แล้วเรื่องเขากระโดง ศาลฎีกาท่านมีคำพิพากษาชัดเจนว่าต้องคืนให้กับแผ่นดิน ยังเงียบ!!! แล้วดูเรื่องการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ชัด ๆ อยู่แล้วว่ามีการโกง สุดท้ายไปถึงไหน? เท่าที่ผมจำได้ก็คือรวบรวมพยานหลักฐานไม่ทัน ในที่สุดต้องปล่อยไป


เพราะฉะนั้นเราปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้ ผมจึงอยากให้กำลังใจ สส. ผมไม่ได้เชียร์พรรคการเมืองฝ่ายไหนทั้งสิ้น แต่ผมอยากให้ สส. และ สว. ทำหน้าที่ เอาเรื่องฮั้ว สว. เอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ 2) เรื่องจีนเทา กวาดล้างให้หมดไปจากประเทศไทยให้ได้ 3) เรื่องการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ต้องเอาตัวใหญ่ ๆ ที่อยู่เบื้องหลังดังกล่าวมาลงโทษให้ได้ และถ้าเป็นไปได้ ผมอาจจะฝันกลางวัน ผมอยากให้พรรคฝ่ายค้านทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันบาดแผลเต็มไปหมด ให้อภิปรายอย่างมีคุณภาพ จนนำไปสู่การโหวตคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดปัจจุบัน แล้วจะได้มีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมาได้


และถ้าหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้นมา เราก็ต้องเลือกพรรคการเมืองที่มีคุณภาพของฝ่ายประชาธิปไตย ให้มีเสียงข้างมากเกินกว่า 300 เสียง นี่เป็นความฝันฤดูร้อนของผม แต่ผมดูแล้วมันไม่มีทางอื่นเลยที่เราจะเดิน เพราะว่าเราเดินสันติวิธีครับ เราเดินทางรัฐสภา เราเดินระบอบเลือกตั้ง เราปฏิเสธโดยสิ้นเชิงในการต่อสู้ด้วยอาวุธ เส้นทางที่เราเดินก็มีเท่านี้แหละครับ


ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเราสามัคคีกันจริง ๆ นะ ทำให้รัฐธรรมนูญปรากฏให้ได้ และฝากให้พรรคฝ่ายค้านทำหน้าที่ทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพ อภิปรายดี ๆ จนประชาชนเขาเห็นกระจ่างชัดเลย ผมเชื่อว่ารัฐบาลอยู่ไม่ได้ครับ ผมก็ขออนุญาตพูดเพียงเท่านี้นะครับ สวัสดีครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์






หัวหน้าพรรคธรรมด้วยกัน ม.ธรรมศาสตร์ : ธรรมศาสตร์ เป็นพื้นที่ของเสรีภาพทุกตารางนิ้ว จะยึดมั่นในอุดมการณ์ท่ามกลางความย้อนแย้งในปัจจุบัน ขอสดุดีความกล้า “นวมทอง ไพรวัลย์”

 


หัวหน้าพรรคธรรมด้วยกัน ม.ธรรมศาสตร์ : ธรรมศาสตร์ เป็นพื้นที่ของเสรีภาพทุกตารางนิ้ว จะยึดมั่นในอุดมการณ์ท่ามกลางความย้อนแย้งในปัจจุบัน ขอสดุดีความกล้า “นวมทอง ไพรวัลย์”


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


กราบสวัสดีอาจารย์ประทีป พี่หมอเหวงครับ อาจารย์สันต์ อาจารย์ธิดาครับ พวกเรา พรรคธรรมด้วยกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้ก็เป็นพรรคของสภานักศึกษาอยู่ครับ


จากวันที่ 31 ตุลาคม 2549 จนถึง 31 ตุลาคม 2569 วันนี้ครับ ผ่านมาแล้ว 20 ปี เรายังคงต่อสู้อยู่กับประชาธิปไตยที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยในปัจจุบัน แต่วันนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งที่โดนคำสบประมาท และลบคำสบประมาทถึง 2 ครั้ง ก็คือคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ครั้งแรกคุณลุงนวมทองได้ขับรถแท็กซี่ที่ทำมาหาเลี้ยงตนเองอยู่ทุกวันไปชนกับรถถังของคณะรัฐประหาร ครั้งที่สอง ผมขอสดุดีในความกล้าว่า ครั้งแรกก็มากพอแล้วที่มีความกล้าในการนำรถแท็กซี่ที่เลี้ยงชีพตัวเองไปชนกับรถถัง ครั้งที่สองคุณลุงยังกระทำอัตวินิบาตกรรมในการพลีชีพเพื่อลบคำสบประมาทของ พอ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ก็ขอสดุดีในความกล้าด้วยครับ


ตอนช่วงนั้นผมก็อายุแค่ 1 ขวบเอง เกิด 2548 ก็ไม่ได้รู้ประวัติของท่านมากครับ แต่ก็ลองไปศึกษาและหาข้อมูลว่า ทำไมต้องเป็นวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งผมก็พบเจอข้อมูลว่า การที่ลุงนวมทองพลีชีพในวันที่ 31 ตุลาคม ลุงนวมทองบอกไว้ว่า เหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาเป็นวันพลีชีพ เพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ในอนุสรณ์สถานทุกที่ ที่ผมได้ทำพลีชีพแห่งนี้ ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่ในเหล่าวีรชนเหล่านี้ตลอดไป ซึ่งคุณลุงนวมทองก็น่าจะสถิตอยู่ในที่นี้ครับ และผมก็เข้าใจว่าในเดือนตุลาฯ เองก็มีเหตุการณ์สำคัญมากมาย ซึ่งผมก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญเหล่านี้ ทั้ง 3 กิจกรรมด้วยกันก็คือ 14ตุลา, 6ตุลา ก็ได้เข้าร่วมเป็นคณะจัดงานรำลึก 50ปี6ตุลาคม


ทุกท่านครับ การที่เราเห็นรัฐประหารวนลูปมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ 2500 กว่า ๆ จนถึงปัจจุบัน ผ่านมาแล้ว 13 ครั้ง เราก็เห็นได้ว่ารัฐประหารมันไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นเลย มีแต่ผลพวงที่ทำให้กลับไปวนลูปเดิม ๆ ทุกวันนี้เราจะไปขอโชคขอลาภ เราไม่ได้ขอแค่ให้ถูกหวยให้รวยขึ้นอย่างเดียวครับ แต่คนยังขอว่าอย่าให้มีรัฐประหารอีกเลย ซึ่งผมก็ด้วยว่าการทำรัฐประหารไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย นอกจากมีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามามีอำนาจแล้วก็หวงอำนาจ จนวันนี้เรายังไม่เป็นประชาธิปไตยจนถึงปัจจุบันเลยครับ


ผมไม่รู้ว่าชาติหน้าของคุณลุงคือวันไหน แต่ผมจะสานต่ออุดมการณ์และให้คำมั่นสัญญากับพี่ ๆ ทุกท่านว่า ชีวิตผมตอนนี้ยังเป็นนักศึกษาปี 2 อยู่ ผมก็ขอยึดมั่นในอุดมการณ์และขอสดุดีในความกล้าของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่ได้พลีชีพในครั้งนี้ จะขอยืนยันและยึดมั่นในอุดมการณ์ในวันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังโดนคุกคามจากสันติบาล ที่บอกว่าเป็นพื้นที่ของเสรีภาพทุกตารางนิ้ว พื้นที่ที่บอกว่ายังคงเป็นพื้นที่แห่งการศึกษา ผมจะยึดมั่นในอุดมการณ์ท่ามกลางความย้อนแย้งในปัจจุบัน ขอสดุดีในความกล้าคุณลุงนวมทองครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ธิดา ถาวรเศรษฐ : งานรำลึกสดุดี “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” วีรชนประชาธิปไตย นักต่อสู้สามัญชนอิสระ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยดี


งานรำลึกสดุดี “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” วีรชนประชาธิปไตย นักต่อสู้สามัญชนอิสระ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ได้สิ้นสุดลงแล้วด้วยดี


ดิฉันขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่มาร่วมงานมาสนับสนุนกิจกรรม และรับชมทางไลฟ์สดช่องต่าง ๆ กรุณาแชร์รูปภาพเรื่องราวในงานออกสู่สาธารณชน การปรากฏตัวร่วมงานของผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา สส. สว. และองค์กรเยาวชน รวมทั้งอดีตแกนนำต่อต้านรัฐประหารรุ่น 2535, 2549 จนปัจจุบัน มีส่วนทำให้มีผู้เผยแพร่งานนี้มากขึ้น และได้รับความสนใจจากสื่ออื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์


งานสิ้นสุดลงแล้ว แต่เจตนารมณ์และการสืบสานอุดมการณ์ประชาธิปไตย ต้องร่วมขบวนการต่อสู้ต่อไปไม่สิ้นสุด เพื่อให้ได้ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจการเมืองการปกครองเป็นของราษฎรทั้งหลายอย่างแท้จริง ท่ามกลางการครอบงำสังคมด้วยระบอบสีน้ำเงิน และการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้เห็นต่างทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ประชาชน 21 ล้านเสียง ได้แสดงตนแล้วว่า ไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ 2560


นี่คือเสียงของประชาชนที่ก้าวหน้า เป็นส่วนใหญ่ของผู้มาใช้เสียงลงประชามติทั้งหมด นี่คือต้นทุนใหม่ที่เติบใหญ่กว่าเดิม จากไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ 10 ล้านเสียง มาเป็น 21 ล้านเสียง


ประชาชนจึงต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ชัยชนะที่แท้จริง คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เท่านั้นเอง


ธิดา ถาวรเศรษฐ

2 พ.ย. 2569


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์

สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : หลายคนอาจหมดหวัง แต่ยังมีหลายกลไกให้เดินได้ ขอให้ช่วยกันยืนยันผลักดันขับเคลื่อนต่อไป

 


สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย : หลายคนอาจหมดหวัง แต่ยังมีหลายกลไกให้เดินได้ ขอให้ช่วยกันยืนยันผลักดันขับเคลื่อนต่อไป

 

ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ขอกล่าวสวัสดีนะครับ ขอขอบคุณทางอาจารย์ทุกท่าน คณะผู้จัด รวมถึงครอบครัวคุณลุงนวมทอง วันนี้ผมใส่สีน้ำเงินมาด้วย ผมไม่ไช่ สว.สีน้ำเงินนะครับ ต้องขออนุญาตกล่าวสั้น ๆ แล้วกันครับว่า กรณีของคุณลุงนวมทอง เป็นกรณีที่สะเทือนใจสำหรับผมอย่างยิ่ง ตอนนั้นแน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ว่าน้ำหนักความเข้มข้นของผมอาจจะรู้สึกว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่ว่าคนหนึ่งที่ทำให้มันรู้สึกว่ามันไม่ผ่านไปแน่ ๆ คือคุณลุงนวมทองนะครับ


คุณลุงนวมทอง เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ถ้าถามว่าคุณธรรมอะไรสำคัญที่สุดสำหรับสิ่งที่ควรยึดถือ เขาก็บอกว่าคือความกล้าหาญ เพราะว่าถ้าเราขาดซึ่งความกล้าหาญแล้ว เราจะไม่สามารถที่จะรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมข้ออื่น ๆ ได้เลย และคุณลุงนวมทองก็ได้พิสูจน์เช่นนั้น


อีกสิ่งหนึ่งที่ลุงนวมทองพิสูจน์อีกคุณธรรมหนึ่งของแกก็คือเรื่องของความเมตตากรุณา ผมจำได้ว่าคำสัมภาษณ์ของคุณลุงนวมทอง จริง ๆ แล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่แกมาแขวนคอด้วยซ้ำไป จริง ๆ แล้วอาจจะจบอยู่แค่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะว่าแกขับรถไปแล้วเผอิญเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่บริเวณนั้น แกก็เลยไม่สามารถเร่งความเร็วได้เท่าที่ต้องการ ถ้าวันนั้นแกใจดำสักนิด ไม่สนใจเจ้าหน้าที่ผู้น้อย และตัดสินใจเร่งความเร็ว อาจจะจบแค่ตรงนี้แหละครับ จบแค่ตรงลานพระบรมรูปทรงม้า แต่คุณลุงนวมทองรู้สึกถึงความเห็นอกเห็นใจกับทหารชั้นผู้น้อย ท่านเลยไม่ได้เร่งความเร็วจนถึงที่สุด


สุดท้ายแล้วก็เกิดเหตุการณ์วันที่ 30 กันยา แล้วก็มาเกิดอีกครั้งวันที่ 31 ตุลาคม นะครับ ท้ายที่สุดแล้วก็คือครบรอบ 20 ปี ซึ่ง 20 ปี มีเหตุการณ์หลาย ๆ เรื่องสืบเนื่องมาต่อ เมื่อสักครู่อาจารย์ธิดาพูดถึงเรื่องการนิรโทษฯ ให้กับคนเป็น แล้วก็ทวงคืนความยุติธรรมให้กับคนตาย ผมคิดว่ามีอย่างน้อยอีก 3 ภารกิจที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์


นิรโทษกรรมให้กับคนเป็น แน่นอนเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเราผ่าน พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เพราะคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยทำให้สังคมเกิดความสันติสุขได้ ผมเองก็เป็นกรรมาธิการใน พ.ร.บ. ตัวนี้ในชั้นวุฒิสภา แต่ผมเป็นเสียงข้างน้อย ปัญหาสำคัญก็คือดันไปล็อคมาตรา 112 ไว้ นอกจากมาตรา 112 ก็มีเรื่องของทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องของการกระทำให้คนอื่นถึงแก่ชีวิตและบาดเจ็บสาหัส แต่สิ่งที่สำคัญก็คือล็อคมาตรา 112 ไว้ ไม่ให้นิรโทษกรรม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีมาตรการอื่นได้


ต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าสิ่งหนึ่งที่หลายคนเองอาจจะรู้สึกหมดหวังว่าเราไม่ได้มีการนิรโทษกรรมมาตรา 112 แล้ว ผู้ต้องหาหรือนักโทษที่อยู่ในเรือนจำ ตอนนี้ประมาณ 30 กว่าท่าน จะไม่ได้มาตรการอื่น แต่ พ.ร.บ. ตัวนี้ยังมีกลไกมาตรการอื่น และไม่ควรให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขลอยนวล ไม่ต้องรอให้ถึง 180 วัน เราควรจะไปเรียกร้อง เราควรจะไปจี้ว่าคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่และอำนาจในการออกข้อเสนอแนะไปยังฝ่ายตุลาการก็ดี ไปยังฝ่ายบริหารก็ดี เป็นการออกมาตรการบริหารโทษ เป็นการแยกขัง เราก็เคยมีการแยกขังอยู่แล้ว หรือการพักโทษกรณีพิเศษ หรือการให้ประกันตัวสำหรับคนที่คดียังไม่ถึงที่สุด ผมคิดว่าเหล่านี้ยังมีช่องทางอยู่ ยังมีกลไกอยู่ เราไม่ควรจะทิ้งไป


อีกอันหนึ่งก็คือ ทวงคืนความยุติธรรมให้คนตาย เหลืออีกไม่ถึง 4 ปี 3 ปีกว่าเท่านั้น คดีการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา53 ก็จะหมดอายุความ แน่นอน กลไกที่เราร้องเอาผิดคุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ หรือว่าทหารชั้นผู้ใหญ่แทบจะหมดหนทาง เราไปร้องคดีอาญา คดีอาญาก็โยนไปว่าเป็นคดีความผิดต่อหน้าที่ เราไปร้องคดีความผิดต่อหน้าที่ เขาก็บอกว่าทำตามหน้าที่แล้ว บางคนไปร้องศาลทหาร ก็ไม่รับคำร้องอีก ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว


ดีเอสไอ มีคำวินิจฉัยในคดีสำหรับอย่างน้อย 3 สำนวนที่งดการสอบสวนไป เพราะว่าไม่มีหลักฐานที่จะชี้ว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ ถ้าหากว่าในห้วงเวลานี้เราสามารถชี้ได้ว่าใครเป็นคนสั่งการ ใครเป็นคนคุมกำลังในพื้นที่ตรงนั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดเอาเริ่มต้นจาก 3 สำนวนนี้ในการที่จะเรียกร้องความยุติธรรม


และยังมีอีกกลไกก็คือ ICC หรือศาลอาญาระหว่างประเทศ แน่นอนหลายคนกังวลว่าเราจะไปให้สัตยาบันกรุงโรม อาจจะกระทบกระเทือนไปไกล แต่อย่างน้อยข้อที่ 12 อนุที่ 3 ก็ยังมีช่องทางเฉพาะกรณี เฉพาะเหตุ ให้เรารับรองอำนาจศาล ICC เพื่อนำเรื่องนี้เข้าการพิจารณา ผมคิดว่ายังมีช่องทาง และเพื่อนบ้านเราอย่างฟิลิปปินส์ ดูเตอร์เต ตอนนี้ก็กำลังขึ้นศาล ICC อยู่เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ยังมีช่องทาง


อีกอันหนึ่ง อาจารย์ธิดาก็พูดไปแล้ว ก็คือเรื่องของ 20 ปีที่ผ่านมา มูลเหตุของการรัฐประหาร สิ่งหนึ่งที่เป็นแพะรับบาป ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ฉันอยู่ของฉันดี ๆ คุณก็มาฉีกฉัน ก็คือรัฐธรรมนูญ ครบรอบ 20 ปี ของการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลายคนอาจจะคิดว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนไปบอกให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใช่ครับประชาชนไปบอกให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ประชาชน 21 กว่าล้านเสียง เดินออกไปเข้าคูหากาบัตรในวันนั้น ก็คือการบอกว่าฉันไม่เอาแล้วกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม


ดังนั้น สิ่งนี้เราต้องยืนยันว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญฉบับเดิม อย่ามาเป็นปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งนั้นก็คือเช่น อำนาจของ สว. ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งตั้ง สสร. เราต้องยอมไม่ได้ เพราะประชาชน 21 กว่าล้านเสียง บอกแล้วว่าสิ่งที่ตกค้าง สิ่งที่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 60 มันคือปัญหา คุณไม่ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เราต้องสร้างเล่าให้เห็นถึงความชอบธรรมว่า 21 กว่าล้านเสียงนั้น เขาบอกแล้วว่าปัญหาที่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 เช่น สว. มีปัญหาจริง ๆ ดังนั้นคุณอย่ามายุ่งกระบวนการร่างใหม่ ต้องปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คือประชาชน ให้เขามีส่วนร่วมเข้าไปเป็นคนที่เลือก สสร. ไม่ควรจะไปแทรกแซงกลไกต่าง ๆ


ผมคิดว่า 3 ภารกิจนี้เราควรจะต้องย้ำในฐานะที่เรามารำลึก 20 ปี ลุงนวมทอง ยังมีเงื่อนปมอีก 3 เงื่อนปมที่ยังไม่ชำระสะสาง ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เราไม่ควรจะนิ่งนอนใจและร่วมกันขับเคลื่อนต่อไปครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์