วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. “ชัยวัฒน์” ชูนโยบายจูงใจคนเลี้ยงนำสัตว์ฝังไมโครชิปฟรี-มีส่วนลดทำประกันสัตว์เลี้ยง เสนอเพิ่มศูนย์พักพิง 3-4 เท่า เชื่อมรับเลี้ยงสัตว์ ลดภาระคนเมือง-หมาแมวจรถูกทิ้ง

 


ปชน.กทม. จัดวงเสวนาปัญหาสัตว์เลี้ยง-สัตว์จรใน กทม. “ชัยวัฒน์” ชูนโยบายจูงใจคนเลี้ยงนำสัตว์ฝังไมโครชิปฟรี-มีส่วนลดทำประกันสัตว์เลี้ยง เสนอเพิ่มศูนย์พักพิง 3-4 เท่า เชื่อมรับเลี้ยงสัตว์ ลดภาระคนเมือง-หมาแมวจรถูกทิ้ง


วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่บ้านเพื่อน Cafe & Creative Space เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครฯ พรรคประชาชน กรุงเทพมหานครฯ จัดกิจกรรมเสวนาและนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและสัตว์จร ของทีมผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ (กทม.) พรรคประชาชน โดยมี ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม. พรรคประชาชน, รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาชน ร่วมวงเสวนาพร้อมด้วย กรชิต สุวรรณ สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์ และผู้ก่อตั้ง Happy Howl - Dog Training and Behavioural เป็นแขกรับเชิญร่วมในงานเสวนาวันนี้


ในส่วนของชัยวัฒน์ ระบุว่าคนไทยมักเคยชินกับสัตว์จร ประเทศไทยมีคนใจดีเยอะ เห็นสัตว์จรก็สงสารป้อนข้าวให้จนสัตว์จรมาอาศัยอยู่แถวนั้น ขณะเดียวกันสัตว์เลี้ยงจำนวนมากเมื่อคนเลี้ยงไปแล้วเริ่มป่วย บางกรณีเสียค่าใช้จ่ายเยอะ คนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะเลี้ยงดูรักษาต่อหลายคนก็มักนำไปปล่อยจนกลายเป็นสัตว์จร ที่เมื่อผสมพันธุ์กับสัตว์จรตัวอื่นก็เพิ่มปริมาณขึ้นมา เกิดเป็นวัฏจักรวนเวียนจน กลายเป็นปัญหารบกวนการใช้ชีวิตของคนในเมือง คุ้ยขยะหาอาหาร หรือสัตว์จรบางตัวก็มีพฤติกรรมดุร้าย 


สิ่งที่ต้องกลับมาคิดในการทำนโยบาย คือวัฏจักรวงจรของสัตว์จรเหล่านี้มาจากไหน จะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้ และ กทม. จะสนับสนุนการดูแลคนและสัตว์เลี้ยงในฐานะที่เป็นครอบครัวของคนที่เลี้ยงสัตว์ได้อย่างไร กลไกที่พรรคประชาชน กทม. เสนอคือการทำประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง ซึ่ง กทม. ในฐานะที่เป็นคนดูแลเมือง สามารถนำมาใช้พร้อมๆ ไปกับกลไกที่จะดูแลและลดปัญหาสัตว์จรควบคู่กันไปได้ 


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่ากลไกสำคัญของนโยบายนี้ คือการให้คนเลี้ยงสัตว์นำสัตว์มาขึ้นทะเบียน โดยมีสิ่งจูงใจคือการได้ฉีดวัคซีนพื้นฐานฟรี ทำหมันให้ฟรี พร้อมฝังไมโครชิปให้ และมีส่วนลดในการทำประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทำให้กทม. มีลักษณะเป็นแพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อเชื่อมคนเลี้ยงสัตว์กับคนที่รับประกันสุขภาพสัตว์ คนที่นำสัตว์เลี้ยงมาขึ้นทะเบียนฝังไมโครชิปกับ กทม. ก็เหมือนกับการแจ้งเกิด จะทำให้ กทม. รู้ว่าตอนนี้มีจำนวนสัตว์เลี้ยงเท่าไหร่ ขณะเดียวกันผู้เลี้ยงสัตว์ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ กทม. จะจัดสรรให้


กทม. ปัจจุบันนี้มีข้อจำกัดในการจัดการปัญหาสัตว์จรเยอะมาก ทั้งด้วยงบประมาณที่จำกัดและศูนย์พักพิงสัตว์จรที่มีอยู่น้อยมาก การจูงใจให้คนเลี้ยงสัตว์มาแจ้งเกิด นอกจากคนเลี้ยงจะได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แล้ว กทม. จะยังได้จำกัดและลดปัญหาสัตว์จร อีกทั้งเมื่อเวลาสัตว์เลี้ยงหายก็จะสามารถติดตามได้ด้วย


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ พรรคประชาชน กทม. ยังมีนโยบายที่จะเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลสัตว์จร ให้สามารถดูแลได้เพิ่มขึ้นอีกราว 3-4 เท่า และอีกสิ่งหนึ่งที่ กทม. สามารถทำได้เลย ก็คือเวลามีคนอยากหาสัตว์ไปเลี้ยง ก็อาจมารับจากศูนย์พักพิงสัตว์จรได้ โดยทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น จัดทำข้อมูลโปรไฟล์สัตว์แต่ละตัวในศูนย์มาให้เลือก ให้คนสามารถเข้ามาดูเบื้องต้นก่อนที่จะเข้ามาติดต่อดูตัวจริง หากตัดสินใจที่จะเลี้ยงก็เข้ากระบวนการฝังชิปและรับไปเลี้ยง ซึ่งจะเป็นการลดจำนวนของสัตว์ที่ศูนย์จะต้องดูแลได้ด้วย


กทม. จะเป็นที่ที่ดูแลทั้งคนเมืองและสัตว์เลี้ยงของคนเมือง ไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปสร้างผลกระทบที่ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตลำบาก ดูแลแก้ปัญหาทั้งสัตว์เลี้ยงที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และแก้ปัญหาสัญจรแบบครบวงจรไปพร้อมกันด้วย


ในส่วนของอริย์ธัช ระบุว่าหนึ่งในปัญหาสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจากการที่ตนได้เข้าไปเห็นในพื้นที่ชุมชน พบว่าถ้าเป็นบ้านมีรั้ว คนเลี้ยงมักจะมีความพร้อมในระดับหนึ่งที่จะดูแลได้ ไม่กระทบเพื่อนบ้านเท่าไหร่ แต่เมื่อเป็นพื้นที่ชุมชนที่บ้านติดกันและมีพื้นที่จำกัด หลายคนจะเริ่มมีปัญหาในการดูแล โดยเฉพาะความเจ็บป่วย โรคติดต่อ และอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งมากกว่า ภาระค่าใช้จ่ายจึงเป็นโจทย์สำคัญประการหนึ่งสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ใน กทม. การนำไปรักษาครั้งหนึ่งก็มีปัญหาเรื่องการเดินทางที่ยาก การเข้าถึงการรักษาก็ยาก ค่ารักษาก็เป็นเรื่องยาก


สำหรับคนเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก จึงไม่ใช่แค่การที่สัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านแล้วจบปัญหา แต่ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายและการดูแลด้วย ถ้าไม่มีกลไกหรือนโยบายมาดูแลสัตว์เลี้ยงระบบปิดที่อยู่ในบ้านให้ดี ไม่นานสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นก็อาจจะกลายเป็นสัตว์จรข้างนอกก็ได้ เพราะคนเลี้ยงดูแลไม่ไหวแล้ว


อริย์ธัชกล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกันศูนย์พักพิงสัตว์จรที่เขตประเวศก็กำลังรับดูแลสัตว์อยู่เต็มจำนวน ซึ่งคนที่อยากเลี้ยงสัตว์หลายคนสามารถไปเลือกรับเลี้ยงจากศูนย์แห่งนี้ได้ สิ่งที่พรรคประชาชน กทม. คิดเป็นนโยบายเกี่ยวกับสัตว์จรและสัตว์เลี้ยงออกมา ส่วนหนึ่งจะยังเป็นการส่งเสริมปัจจัยให้กับผู้ที่อยากเลี้ยงสัตว์ ที่เมื่อวันหนึ่งตัดสินใจที่จะรับสัตว์มาดูแลแล้ว จะมีประกันมาลดค่าใช้จ่ายในการรักษา เมื่อบวกกับการฝังชิพและทำหมัน โอกาสที่คนเลี้ยงจะปล่อยสัตว์เลี้ยงกลายไปเป็นสัตว์จรอีกครั้งก็จะน้อยลง 


ทางด้านรักชนก ระบุว่าสิ่งหนึ่งที่ตนได้พบเวลาเข้าชุมชน ก็คือการได้เจอหมาแมวที่เป็นสัตว์จรเยอะมาก มีคนให้อาหารแต่ไม่มีใครรับเป็นเจ้าของ สิ่งที่มักพบเจอคือหมาแมวจรจัดเมื่อไม่มีเจ้าของที่มาดูแลเป็นกิจลักษณะ ไม่มีการฉีดวัคซีนหรือทำหมัน สุดท้ายก็จะผสมพันธุ์กันแล้วขยายจำนวนไปเรื่อยๆ ในชุมชนที่ติดกับวัดปัญหายิ่งหนัก เมื่อมีพื้นที่ให้หมาแมวมารวมตัวกัน หลายคนก็จะรู้สึกว่าถ้าจะเอามาปล่อยอีกสักตัวก็น่าจะไม่เป็นไร คนจึงมักเอาหมาแมวมาปล่อยที่วัด จนเป็นการเพิ่มสัดส่วนของหมาแมวจรจัดไปโดยปริยาย


นโยบายของพรรคประชาชน กทม. จึงเป็นการเสนอแรงจูงใจให้คนนำสัตว์เลี้ยงมาฝังไมโครชิป โดยนอกจากการทำหมันฟรีและฉีดวัคซีนฟรีที่มีอยู่แล้ว ผู้เลี้ยงสัตว์ยังจะสามารถเลือกที่จะทำประกันสัตว์เลี้ยงกับผู้รับประกันที่ กทม. จัดหามาให้ได้ ปัจจุบันมีประกันสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว แต่ผู้เลี้ยงสัตว์หลายรายมักเห็นว่าราคาสูงเกินไปหรือมีหลายแพ็คเกจเกินไป กทม. จะทำรายการมาให้เลยว่าเลี้ยงสัตว์อะไร แล้วมีแพ็คเกจอะไรให้บ้างโดยมีส่วนลดให้


รักชนกกล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ในปัจจุบันมีภาคประชาสังคมจำนวนมากที่รับสัตว์มาเลี้ยงดูชั่วคราว และประกาศหาคนสนใจที่จะมารับไปเลี้ยงถาวร ซึ่ง กทม. สามารถเป็นผู้เชื่อมต่อกับภาคประชาสังคมที่มีสัตว์ในการดูแลจำนวนมากได้ รวมทั้งการให้การสนับสนุนในด้านการประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ กทม. สามารถออกข้อบัญญัติหรือระเบียบที่จะเอื้อให้เอกชนหรือภาคประชาสังคมที่ดูแลสัตว์ในลักษณะนี้ได้ หรืออาจจะรวมไปถึงการประสานกับรัฐบาลเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่รับสัตว์จากศูนย์ดูแลเหล่านี้ไปเลี้ยง สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ศูนย์พักพิงที่เป็นภาคเอกชนและประชาสังคมมีการจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น โดยมี กทม. เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ การทำโปรไฟล์ ลดจำนวนสัตว์ที่รับดูแลอยู่อย่างเป็นระบบ


ในส่วนของกรชิต ระบุว่าในมิติที่มากกว่าการทำหมันซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุไปแล้ว ผู้ที่คิดนโยบายอาจจะต้องพิจารณาถึงต้นเหตุด้วย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ตัดสินใจอยากรับสัตว์มาเลี้ยง ที่ควรจะต้องมีองค์ความรู้ประมาณหนึ่ง อย่างกรณีของศูนย์พักพิงสัตว์ที่เขตประเวศ อาจทำโมเดลโดยให้ผู้ที่สนใจเลี้ยงสัตว์ ได้ทดลองมีประสบการณ์ในการดูแลสัตว์โดยตรง ซึ่งอาจช่วยชะลอในการตัดสินใจของคนที่อยากเลี้ยงสัตว์ ให้เห็นว่าการเลี้ยงสัตว์ไม่ได้มีแต่ภาพที่สวยงามอย่างเดียว


โดยที่ กทม. อาจทำเช็คลิสต์ในการประเมินว่าคนที่อยากเลี้ยงสัตว์ ที่จะมารับจากศูนย์ดูแลสัตว์มีความพร้อมแค่ไหน โดยอาจนำเอไอใช้ในการช่วยประเมินด้วย หากประเมินแล้วคนที่สนใจเลี้ยงสัตว์ได้คะแนนที่ไม่มากพอ ก็อาจช่วยชะลอการตัดสินใจของคนที่อยากเลี้ยงสัตว์แต่ไม่มีความพร้อมได้ ซึ่งจะเป็นการลดปัญหาสัตว์จรได้ในระดับหนึ่ง


กรชิตกล่าวต่อไปว่าอีกโมเดลหนึ่งที่น่าสนใจคือที่ประเทศญี่ปุ่น มีโรงเรียนสอนสุนัขเพื่อคนตาบอด เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนและนักเรียนเข้ามาศึกษาว่าสุนัขใช้ชีวิตอย่างไรหรือต้องดูแลอย่างไรบ้าง ถ้าศูนย์พักพิงสัตว์อย่างที่เขตประเวศสามารถจัดกิจกรรมเช่นนี้ได้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนใน กทม. ได้เหมือนกัน ว่าถ้าคนอยากเลี้ยงสัตว์จะต้องเจออะไรบ้าง ไม่ใช่แค่อยากเลี้ยงก็เลี้ยงเลย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน

















พรรคประชาชนรำลึก 34 ปีพฤษภา 35 หวังประชาชนร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร

 


พรรคประชาชนรำลึก 34 ปีพฤษภา 35 หวังประชาชนร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตัดวงจรรัฐประหาร


วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค และ อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ เขต 31 พรรคประชาชน ร่วมงานรำลึก 34 ปีเหตุการณ์พฤษภา 2535 


โดยวิโรจน์วางมาลาและสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม ในฐานะตัวแทนผู้นำฝ่ายค้าน ความตอนหนึ่งว่า ตนเคยมีความเชื่อว่าเมื่อสังคมได้เห็นความสูญเสียและมีบทเรียนจากความรุนแรงทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2535 การรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นต่อมาในปี 2549 และ 2557 ก็ทำให้ตน และประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่เชื่อว่าประเทศจะไม่มีการทำรัฐประหารอีกแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นนั้นมักจะล็อกการแก้ไขเอาไว้ และเมื่อสักวันหนึ่งที่พวกเขาติดหล่มไม่สามารถแก้ไขได้ จากเงื่อนไขที่ตนเองได้สร้างเอาไว้ พวกเขาก็อาจจะสร้างสถานการณ์เพื่อทำรัฐประหารอีก ดังนั้นในการต่อสู้ระยะยาว เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรอันเลวร้ายแบบนี้ ประชาชนจะต้องอดทนและร่วมแรงร่วมใจกันสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมาอีกครั้งให้ได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อีกครั้ง


สุดท้ายนี้ ตนขอร่วมไว้อาลัยและรำลึกถึงการเสียสละของวีรชนทุกคนในเหตุการณ์พฤษภา 2535 ซึ่งในวันนั้นการเสียสละของพวกเขา ได้ก่อให้เกิดคุณูปการที่สำคัญ นั่นก็คือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่วีรชนของเราได้เสียสละไว้ จะทำให้ประชาชนทุกคนในวันนี้ได้ตระหนักและนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้อีกครั้ง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #34ปีพฤษภา35














วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

‘ชัยวัฒน์’ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย ‘เสกสิทธิ์’ สส. กรุงเทพฯ รุดติดตามสถานการณ์รถไฟชนรถเมล์ สส. กทม.- สก. พร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่

 


‘ชัยวัฒน์’ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย ‘เสกสิทธิ์’ สส. กรุงเทพฯ รุดติดตามสถานการณ์รถไฟชนรถเมล์ สส. กทม.- สก. พร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 


วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วยเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส. กรุงเทพฯ เขต 2 พรรคประชาชน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์รถไฟชนรถประจำทาง บริเวณ ถ. อโศก-ดินแดน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี แยกพระราม 9 - แยกอโศกเพชร บริเวณทางรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต


โดยชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นผู้สัญจรบนถนนทั่วไป แต่กลับต้องมาสูญเสียจากเหตุที่สามารถป้องกันได้ ตนขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยไปยังครอบครัวผู้สูญเสียและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย 


ตนยืนยันว่าผู้ใช้รถในเส้นทางนี้ต่างทราบดีว่าบริเวณนี้มีความเสี่ยงอุบัติเหตุ การจราจรติดขัด ทำให้รถไฟต้องจอดรอบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดจริงจังในการแก้ไขหรือเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย จนกระทั่งเกิดเหตุที่มีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก หลังจากนี้ ชัยวัฒน์ย้ำว่า หากยังไม่มีหน่วยงานใดจริงจังในการจัดการจราจรในหลายจุดเสี่ยง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ควรแอคทีฟในการเเป็นเจ้าภาพ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสำรวจจุดเสี่ยงทั่วเมือง และกำหนดมาตรการจัดระเบียบการจราจร ติดตั้งอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก เพราะความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนนคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน


ด้านเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส. กรุงเทพฯ เขต 2 พรรคประชาชน กล่าวเสริมว่าพื้นที่บริเวณนี้อยู่บริเวณเขตราชเทวีและมีความเสี่ยงเดิมอยู่ก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากมีจราจรติดขัดอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ถนนเส้นถัดไปเป็นเส้นราชปรารภที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม มีจราจรติดขัดอย่างหนัก


บ่อยครั้งที่เราเห็นคลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นรถไฟต้องหยุดเดินทางเพื่อให้รถโดยสารในทางข้ามรถไฟเคลื่อนไปก่อน ก่อนหน้านี้ สส. เขต จากพรรคประชาชนได้มีความพยายามยื่นหนังสือและประสานหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีส้ม รฟม. และ สน. ในพื้นที่ให้มีการดูแลจัดการเรื่องจราจร ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการที่ออกแบบร่วมกันที่จะจัดการจราจรในเส้นถนนเหล่านี้ที่มีแนวโน้มการจราจรติดขัดค่อนข้างนานจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ว่าเราจะหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างไร อีกส่วนหนึ่งก็จะเร่งหาทางออกแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบติดตามไม้กั้น เช่น ถ้ามีรถอยู่บนเส้นทางรถไฟ ต้องมีการส่งสัญญาณตรวจจับให้รถไฟชะลอก่อน ต้องมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้วย


เสกสิทธิ์ กล่าวเสริมว่าทางพรรคประชาชนได้พยายามผลักดัน พระราชบัญญัติกรุงเทพมหนาครฯ ขึ้นมา ซึ่งประเด็นปัญหาการจราจรนั้น ส่วนหนึ่งมาจากอำนาจในการจัดการจราจรยังกระจัดกระจายอยู่ ไม่ได้อยู่ในมือของกรุงเทพฯ โดยตรง เราพยายามผลักดันพระราชบัญญัติกรุงเทพมหานครขึ้นมาเพื่อทำให้อำนาจในการจัดการจราจรสามารถจัดการได้หน่วยงานเดียว ไม่จำเป็นต้องพิจารณาขอเวลาประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จะยิ่งทำให้กระบวนการดังกล่าวซับซ้อนและใช้เวลามากขึ้น 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน














วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปชน. ซัดรัฐบาลปัดตกกฎหมาย สิ่งแวดล้อม - แรงงาน - ปฏิรูปกองทัพ “ณัฐพงษ์” ตั้งคำถาม ครม. ใช้เกณฑ์ใดคัดกฎหมายกลับเข้าสภา ชี้ตีตกร่างแตะโครงสร้างอำนาจ-ทุนใหญ่ทั้งหมด

 


ปชน. ซัดรัฐบาลปัดตกกฎหมาย สิ่งแวดล้อม - แรงงาน - ปฏิรูปกองทัพ “ณัฐพงษ์” ตั้งคำถาม ครม. ใช้เกณฑ์ใดคัดกฎหมายกลับเข้าสภา ชี้ตีตกร่างแตะโครงสร้างอำนาจ-ทุนใหญ่ทั้งหมด


วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีการพิจารณาวาระการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ หรือกรณีกฎหมายที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จมาจากสภาสมัยที่แล้ว ซึ่งในส่วนของพรรคประชาชน ได้มีการอภิปรายถึงร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนได้เป็นผู้เสนอ แต่คณะรัฐมนตรีกลับเลือกที่จะไม่ส่งกลับมาให้พิจารณาในสภาสมัยนี้


ในส่วนของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าสิ่งที่ตนอยากตั้งคำถามต่อคณะรัฐมนตรี คือรัฐบาลใช้หลักการใดในการพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดจะถูกส่งหรือหรือไม่ถูกส่งกลับมาบ้าง โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ถูกปัดตกไป ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายปฏิรูปกองทัพ และร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


เริ่มตั้งแต่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้แสดงออกถึงความไม่แน่นอนหลายครั้งเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ แต่ก็น่ายินดีที่ที่สุดท้ายคณะรัฐมนตรีมีมติยอมส่งร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ กลับมาพิจารณา แต่สิ่งที่พวกตนอยากได้คำชี้แจงที่ชัดเจนคือกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย PRTR หรือร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ที่มีสาระสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษและการครอบครองสารเคมีอันตรายให้มีความโปร่งใส วันนี้รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าขอเข้า OECD แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการเข้าร่วมกลุ่มต่างๆ มีมาตรฐานที่ค่อนข้างชัดเจน ว่าประเทศสมาชิกจะต้องมีกฎหมายที่ควบคุมการปล่อยมลพิษให้มีความโปร่งใส จึงต้องสอบถามว่าคณะรัฐมนตรีมีหลักการอย่างไร บอกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เหตุใดถึงปัดตกร่างกฎหมาย PRTR และ พ.ร.บ.โรงงาน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าในส่วนของกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดินเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนหลายคนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีปัญหารัฐไปประกาศป่าทับที่ดินประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบายของรัฐบาล คสช. ในการทวงคืนผืนป่า ประชาชนจำนวนมากอาศัยในที่ดินเหล่านั้นมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่รัฐไปประกาศป่าทับที่ดิน ทุกวันนี้หลายคนยังถูกดำเนินคดี หลายคนต้องติดคุกตาราง ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดเลยจากการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมของภาครัฐ


ส่วนต่อไปคือเรื่องการคุ้มครองแรงงาน แม้ประเทศกำลังอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาพลังงานและสงครามการค้า ตัวแทนของรัฐบาลออกมาให้ความคิดเห็นว่าวันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่การให้เหตุผลเช่นนี้เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับการคุ้มครองแรงงาน ผู้ใช้แรงงานเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เป็นทั้งผู้บริโภคและเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ โจทย์จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจกับการคุ้มครองแรงงาน แต่คือจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนได้อย่างไร


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าสำหรับ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร วันนี้ปัญหาการทุจริตเกิดเป็นวงกว้างในทุกระดับทุกองค์กรในประเทศไทย หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้คือการแก้ไขให้มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐาน สาระสำคัญของร่างกฏหมายฉบับนี้ คือหากมีทหารทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างอาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ จะปล่อยให้เป็นกลไกแบบที่มีอยู่ คือทหารโกงเอง ตรวจสอบกันเอง ตัดสินกันเองในศาลทหาร หรือควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติในศาลอาญา แบบประชาชนหรือข้าราชการโดยทั่วไป


สุดท้ายคือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จากการให้เหตุผลโดยตัวแทนของรัฐบาล ที่ระบุว่ารัฐบาลเห็นว่าถ้าส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ค้างอยู่ในสภาชุดที่แล้วกลับมา อย่างไรก็คงไม่ผ่านรัฐสภาชุดนี้ เพราะสมาชิกรัฐสภาบางส่วนอาจไม่เห็นด้วย ก็ต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าตกลงแล้วอำนาจในการพิจารณากฎหมายอยู่ที่รัฐบาลหรืออยู่ที่สภากันแน่ รัฐบาลสามารถคิดแทนสมาชิกรัฐสภาได้จริงหรือ หรือควรให้รัฐสภาถกเถียงและลงมติร่วมกันว่ากฎหมายฉบับใดควรได้ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ ถ้าจะใช้วิธีการเดียวกับการปัดตกร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ตนขอตั้งคำถามกลับไปถึงร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีส่งกลับมา ว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทั้ง 34 ฉบับจะได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภาในวันนี้ หรือทั้ง 34 ฉบับมีการพูดคุยหลังบ้านมาก่อนแล้วว่าอย่างไรก็ผ่านแน่นอน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าตนไม่ได้อยากฟังคำตอบจากตัวแทนกฤษฎีกาที่เป็นความเห็นเทคนิคทางกฎหมาย แต่อยากฟังคำตอบจากตัวแทนของรัฐบาลที่ต้องให้ความเห็นทางการเมือง ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย ว่าตกลงแล้วรัฐบาลมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการเลือกหยิบกฎหมายใดให้กลับมาพิจารณาในสภาแห่งนี้ หรือจริงแล้วเป็นเพราะกฎหมายฉบับใดที่จะไปแตะโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การคุ้มครองแรงงานที่ไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนที่กำลังมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาล หรือแม้แต่กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่หลายคนกำลังออกมาตั้งคำถาม ว่ากำลังจะเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการหรือไม่ รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ากติกาสูงสุดของประเทศปัจจุบัน กำลังเป็นฐานอำนาจให้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินอยู่หรือไม่


จากนั้น สส.พรรคประชาชน หลายคนได้ร่วมอภิปรายถึงร่างกฎหมายที่รัฐบาลไม่ยอมส่งกลับเข้ามาพิจารณาในสภา เริ่มต้นที่ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) โดย กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน ได้อภิปรายว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตมลพิษและอุบัติภัยจากสารเคมีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปี 2560-2566 อุบัติภัยทางเคมีไม่เคยลดลง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งจากของเสียและกากอุตสาหกรรมที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี และเมื่อตรวจสอบข้อมูลคู่ขนานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็พบว่าในปี 2566 เพียงปีเดียว เกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรมสูงถึง 140 ครั้ง และปี 2567 มีตัวเลขการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจำนวน 27 ครั้ง


แม้โดยภาพรวมตัวเลขจะลดลงแต่ความเสียหาย ความรุนแรง และขนาดของเหตุการณ์กับทวีคูณขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดของโรงงานหมิงตี้เคมีคอล จ.สมุทรปราการ ความทุกข์ทรมานกว่า 13 ปี ของประชาชนบ้านหนองพวา จ.ระยอง หรือการตรวจพบเครือข่ายลักลอบขนย้ายกากตะกอนแคดเมียมออกจากพื้นที่ใน จ.ตาก หรือเหตุการณ์ลักลอบทิ้งสารเคมีและกากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีข่าวให้ได้เห็นกันบ่อยครั้ง ทั้งในพื้นที่ EEC และจังหวัดใกล้เคียง 


กมนทรรศน์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าอุบัติภัยในอดีตและการลักลอบทิ้งสารเคมี คือการทิ้งกฎหมาย PRTR ของรัฐบาล เท่ากับการตัดอนาคตให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสอย่างมหาศาลในทุกมิติ ทั้งโอกาสในเวทีโลก ในการพาประเทศไทยไปสู่ประเทศสมาชิก OECD และการมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเน็ตซีโร่ ที่รัฐบาลชอบอ้างถึงแต่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังสูญเสียโอกาสด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศจากการเข้าร่วมสมาชิก OECD ที่มีการประเมินตัวเลขว่าประเทศไทยจะมีจีดีพีสูงขึ้นถึง 1.6% หรือ 2.7 แสนล้านบาทหากได้เข้าร่วม รวมถึงในมิติของการส่งออก ที่ผู้ส่งออกไทยจะต้องเจอกับมาตรการของสหภาพยุโรป ที่จะต้องทราบฐานข้อมูลมลพิษและข้อมูลคาร์บอนที่โปร่งใส ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนภาษีคาร์บอนโดยตรง


ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยต้องสูญเสียเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุน การสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมสีเขียวที่ทั่วโลกกำลังต้องการ การไม่มีกฎหมาย PRTR เท่ากับปล่อยให้ประเทศไทยต้องจมอยู่กับอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษต่อไป สุดท้ายรัฐบาลกำลังพรากสิ่งที่สำคัญที่สุดไปจากประชาชน นั่นคือสิทธิในการรับรู้ว่าโรงงานไหนทิ้งสารเคมีอันตรายอะไรออกมาบ้าง ที่เป็นมาตรฐานที่กว่า 50 ประเทศทั่วโลกใช้ การปล่อยปะละเลยกฎหมายฉบับนี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงขึ้น นายทุนอุตสาหกรรมกอบโกยประโยชน์ได้โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ทิ้งให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนทางสุขภาพเพียงฝ่ายเดียว


กมนทรรศน์กล่าวต่อไปว่าการที่รัฐบาลละทิ้งกฎหมาย PRTR อย่างไม่มีเยื่อใย ไม่มีแม้แต่เหตุผลมาชี้แจง ทำให้ต้องตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังปกป้องประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมสีเทา มากกว่าการพิทักษ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การปกป้องสุขภาพและลมหายใจของประชาชนหรือไม่


ต่อมา สส.พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ดินฯ โดย เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อล้างความผิดให้กับประชาชนที่ถูกตรวจยึด จับกุม และดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่า ที่รัฐฉวยโอกาสในจังหวะที่มีการรัฐประหาร อ้างอำนาจเผด็จการไปรังแกชาวบ้าน 


โดยกลุ่มเป้าหมายที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการช่วยเหลือ คือคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 30 มิถุนายน 2541 ถึง 9 กรกฎาคม 2562 ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินก่อนมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 หรือผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินก่อน 14 มิถุนายน 2557 ที่เป็นผู้มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ และผู้ไร้ที่ดินทำกิน จะเป็นการล้างความผิดและให้สามารถนำที่ดินเหล่านั้นกลับมาสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์หรือจัดสรรตามนโยบายของรัฐบาลได้


เลาฟั้งกล่าวต่อไปว่าจากตัวเลขของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับป่าไม้ตั้งแต่ปี 2552-2562 มีทั้งหมดประมาณ 60,000 คดี ที่ดินถูกยึดไปกว่า 1.2 ล้านไร่ เฉพาะในช่วงนโยบายทวงคืนผืนป่าปี 2557-2562 มีมากถึง 29,000 ราย ที่ดินถูกยึดไป 800,000 ไร่ ที่สำคัญคือใน 800,000 ไร่ เป็นชาวบ้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำผิดกว่า 80% เป็นผู้ที่เป็นนายทุนหรือบุกรุกใหม่เพียง 20% เท่านั้น


ปัญหาที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่มีการออกกฏหมายขีดเส้นแนวเขตป่าของรัฐครั้งแรกเมื่อปี 2504 ประชาชนกลายเป็นผู้บุกรุกป่าทันทีและทยอยถูกจับกุมดำเนินคดี และแม้จะมีการออกนโยบายเพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน คนกว่า 80% ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมจะได้รับความเป็นธรรมกับคืนมา 


เลาฟั้งกล่าวต่อไปว่าการปัดทิ้งร่างกฎหมายฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีที่ฟังแต่ฝ่ายข้าราชการบางส่วน โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกษียณออกไปแล้วแต่ยังมีอิทธิพลในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ แต่ไม่ฟังประชาชนและไม่ฟังสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ในวันที่ตนเสนอร่างกฎหมายนี้เข้ามาให้สภา สส. จากทุกพรรคการเมืองล้วนอภิปรายสนับสนุนว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชน


กรณีนี้ยังสะท้อนว่าปัญหาสิทธิในที่ดินทับซ้อนกับเขตป่า ที่มีคนเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ ไม่ได้อยู่ในความสนใจของรัฐบาลนี้ เพราะนอกจากการปัดตกร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว รัฐบาลยังละเลยไม่สนใจในเรื่องอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นการมีมติคณะรัฐมนตรียกเลิกโฉนดชุมชน การทิ้งที่ดินนิคมสร้างตนเอง ดองการพิสูจน์สิทธิ์เพื่อออกโฉนด ค้างเรื่องวันแมพ และการไม่ยอมประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธ์ุ คำถามที่ต้องถามคือประชาชนจะยังคงมีความหวังกับรัฐบาลชุดนี้ในประเด็นปัญหาที่ดินได้อยู่หรือไม่


จากนั้น กฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.โรงงาน โดยระบุว่าวันนี้ประเทศไทยที่ปัจจุบันกำลังมีปัญหาจากโรงงานอันตราย มลพิษ และการอุตสาหกรรมที่กำลังคุกคามชีวิตประชาชนทั่วประเทศ มีความจำเป็นต้องเดินหน้าแก้ไขร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญในการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม การยกระดับมาตรฐานโรงงานให้เทียบเท่าสากล การเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และการทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง แต่มาจนถึงวันนี้รัฐบาลกลับไม่ยอมผลักดันกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง ทั้งที่ปัญหารุนแรงขึ้นทุกวัน


ปัญหาของกฎหมายปัจจุบันคือประชาชนขาดการมีส่วนร่วม หากโรงงานอันตรายจะเข้ามาตั้งในชุมชนประชาชนแทบไม่มีสิทธิร่วมตัดสินใจเลย ไม่มีข้อบังคับในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างจริงจัง ไม่มีสิทธิให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูล และไม่มีการให้อำนาจประชาชนในการร่วมตัดสินใจหรือตรวจสอบโรงงาน โรงงานอันตรายกระจัดกระจายเต็มประเทศ โรงหลอมไปตั้งข้างโรงเรียน โรงงานขยะไปตั้งกลางพื้นที่เกษตร ชุมชนต้องอยู่กับกลิ่น สารเคมี ฝุ่นพิษ และน้ำเสีย แต่กลับไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธ นี่ไม่ใช่การพัฒนาแต่คือการผลักภาระให้ประชาชนต้องอยู่กับความเสี่ยง


กฤชกล่าวต่อไปว่าปัญหาต่อมาคือการตรวจสอบที่อ่อนแอ หลังการแก้กฎหมายครั้งล่าสุดในปี 2562 มีการยกเลิกการต่อใบอนุญาตโรงงานที่จากเดิมต้องตรวจสภาพทุก 5 ปี กลายเป็นว่าปัจจุบันหลังได้รับใบอนุญาตแล้วก็แทบเหมือนได้ใบอนุญาตตลอดชีวิต กว่ารัฐจะรู้ว่าโรงงานปล่อยมลพิษก็มักเกิดความเสียหายไปแล้ว ชาวบ้านเจ็บป่วย ดินและน้ำปนเปื้อน หลายพื้นที่กลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษไปแล้ว


สุดท้ายคือบทลงโทษที่เบาเกินไป ผู้ประกอบการหลายรายลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน หรือดำเนินการโรงงานโดยผิดกฎหมาย แต่สุดท้ายยอมที่จะจ่ายค่าปรับและกลับไปทำใหม่ เพราะค่าปรับถูกกว่าการลงทุนในการแก้ไขปรับปรุง ทำให้การทำผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องคุ้มทุน สุดท้ายประชาชนต้องรับเคราะห์ รัฐบาลต้องเอาภาษีจากประชาชนไปฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน เหมือนที่โรงงานวินโพรเซส จ.ระยอง และในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ


กฤชกล่าวต่อไปว่าตนขอตั้งคำถามไปถึง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าเหตุใดจึงไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีมติเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ต่อ ทั้งที่เป็นคนที่เข้าใจปัญหานี้ดีที่สุดคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าประชาชนกำลังเดือดร้อน และ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ สส.ชลบุรี ซึ่งใน จ.ชลบุรี เองก็เต็มไปด้วยปัญหาเหล่านี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐอิสระครองกิ่ว โรงงานรีไซเคิลทุนจีนสีเทา ที่มีการลักลอบฝังขยะอิเล็กทรอนิกส์เต็มพื้นที่ไปหมด จนประชาชนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า รวมไปถึงขบวนการขนกากอุตสาหกรรมไปแอบทิ้งในพื้นที่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ทำไมไม่ช่วยผลักดันกฎหมายฉบับนี้เพื่อปกป้องประชาชนของตัวเอง


รัฐบาลอาจอ้างได้ว่าผู้ประกอบการมีความกังวล กลัวว่าจะกระทบการลงทุน กลัวนักลงทุนหนี แต่วันนี้ประชาชนกำลังตายผ่อนส่งทุกวันอย่างช้าๆ จากมลพิษที่เกิดขึ้น เด็กกำลังหายใจเอาสารพิษเข้าไปทุกวัน ชาวบ้านกำลังใช้น้ำที่ปนเปื้อน และแผ่นดินของประเทศกำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นที่ทิ้งกากอุตสาหกรรม ตนอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลพูดว่าทำเพื่อประชาชน แต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือไม่


จากนั้น กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายถึงร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร โดยระบุว่าหากพิจารณาอำนาจหน้าที่ของศาลทหาร จะพบว่ามีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับองค์กรตุลาการ อย่างไรก็ตามถ้าไปดูโครงสร้างในการเลื่อนลดปลดย้ายเจ้าหน้าที่ภายในศาลทหาร จะพบว่ากลไกเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจบริหาร ซึ่งขาดการตรวจสอบถ่วงดุล คำถามคือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าศาลทหารจะสามารถพิจารณาโดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร


คำตอบที่ตนได้รับมีเพียงการรับปาก ว่าการตัดสินของตุลาการศาลทหารจะเป็นไปตามระบบเกียรติศักดิ์ โดยที่ไม่มีกฎหมายใดรองรับได้ว่าการพิจารณาตัดสินของศาลทหารนั้นจะเป็นไปตามกฎหมายหรือการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจุบันการพิจารณาคดีของศาลทหารมีปัญหาอย่างน้อยสามประการ ที่ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของกองทัพและกำลังพล คือ


1) การซ้อมทรมาน ปัจจุบันมีกฎหมายสองฉบับที่มีอำนาจซ้อนกัน คือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ที่ให้อำนาจการตัดสินอยู่ภายใต้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ภายใต้ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารปัจจุบัน ไม่มีความชัดเจนว่าหากมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมาน จะต้องไปขึ้นศาลทหารหรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การพิจารณาชี้ขาดโดยคณะกรรมการชี้ขาดขอบเขตอำนาจศาลก็เป็นแบบคดีต่อคดี เพราะฉะนั้น ต้องมีความชัดเจนว่าอำนาจของตุลาการศาลทหาร จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมานและการอุ้มหาย 


2) คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ปัจจุบันหากมีคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในกองทัพเกิดขึ้น การพิจารณาต่างๆ จะถูกส่งไปให้ศาลทหารพิจารณา ซึ่งศาลทหารและตุลาการทหารต่างอยู่ภายใต้โครงสร้างของกองทัพ แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการพิจารณาของตุลาการศาลทหารจะพิจารณาโดยความเที่ยงธรรม ไม่ขึ้นกับอำนาจหน้าที่ในการเลื่อนลดปลดย้ายภายใต้โครงสร้างกระทรวงกลาโหม ดังนั้น ในเรื่องของอำนาจหน้าที่นี้ก็ต้องมีความชัดเจนเช่นเดียวกัน


3) คดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน ที่ผ่านมาคดีอาญาโดยทั่วไป รวมทั้งกรณีที่ทหารไปทะเลาะเบาะแว้งกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน หรือคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงคดีที่ทหารเข่นฆ่าประชาชนกลางเมือง ล้วนแต่ขึ้นศาลทหารทั้งสิ้น ที่ผ่านมาคดีเหล่านี้ถูกตั้งคำถามจากสังคมเป็นอย่างมาก จึงต้องเอาอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อพลเรือน ออกจากศาลทหารไปสู่ศาลอาญาพลเรือนตามปกติ


กิตติพงษ์กล่าวต่อไปว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร จึงเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งในการถ่วงดุลอำนาจรัฐ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปและพัฒนากองทัพ ให้อยู่ภายใต้หลักการกองทัพอยู่ภายใต้พลเรือน


ในส่วนของ เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่พรรคประชาชนเป็นผู้เสนอ โดยระบุว่าตนและคนทำงานทั่วประเทศต่างรับไม่ได้และผิดหวังที่คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะปล่อยร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อคนทำงานให้ตกไป โดยที่ไม่แม้แต่ที่จะรับรองเพื่อให้สภาได้มีโอกาสถกเถียงพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมจากสภาชุดที่แล้ว


กฎหมายทั้งสองฉบับ ประกอบด้วยฉบับแรก “มีเวลาพักผ่อน” สาระสำคัญคือลดชั่วโมงการทำงานให้เหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และเพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี อีกฉบับคือ “มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” มีสาระสำคัญคือห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน นายจ้างต้องจัดให้มีมุมปั๊มนมในที่ทำงาน ลาไปดูคนใกล้ชิดที่ไม่สบายได้ และลูกจ้างหญิงลาในวันที่ปวดประจำเดือนได้


เซียกล่าวต่อไปว่ากฎหมายทั้งสองฉบับไม่ได้ขออะไรเกินเลยไปกว่าที่คนคนหนึ่งพึงจะได้รับ ทุกวันนี้คุณภาพชีวิตของคนทำงานย่ำแย่ลงเรื่อยๆ บางคนไม่มีเวลาพักผ่อน ทำแต่งานจนร่างจะพัง ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดแค่จะทำงานบ้านก็หมดวันแล้ว บางคนวันหยุดก็ต้องดิ้นรนเพื่อหารายได้เพิ่มให้เพียงพอกับรายจ่ายที่สูงขึ้นจนสวนทางกับรายได้ วันนี้ค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง เว้นแต่ค่าจ้างและรายได้ที่ไม่มีการปรับสูงขึ้น


คนทำงานเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อและความรู้สึก เจ็บป่วยได้ มีพี่น้องครอบครัวเช่นทุกคน การมีมุมปั๊มนมในที่ทำงาน หรือมีวันหยุดเพิ่มเพื่อให้มีลมหายใจหายคอมากขึ้น คือการเพิ่มพลังให้คนทำงานมีแรงกลับไปทำงานในวันใหม่ได้ แต่วันนี้คณะรัฐมนตรีปิดโอกาสเหล่านี้และทำลายความหวังของคนทำงานไปหมดแล้ว กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ผ่านความเห็นอย่างเป็นเอกฉันท์ในสภาสมัยที่แล้ว ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันหมด สส. หลายพรรคก็ร่วมกันอภิปรายในสภาแห่งนี้ ว่ากฎหมายฉบับนี้ดี แต่ผ่านไปไม่กี่วันลืมกันหมดแล้ว ต้องถามว่าลืมกันจริงๆ หรือไม่คิดจะจำใส่ใจกันตั้งแต่แรก แต่การทำเช่นนี้ก็ชัดเจนดี ว่ารัฐบาลไม่เคยยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนทำงาน


เซียกล่าวต่อไปว่าแม้วันนี้คณะรัฐมนตรีจะปล่อยให้ความหวังและเสียงของคนทำงานทั่วประเทศต้องหล่นหายไป แต่พรรคประชาชนจะไม่หยุดเดินหน้าผลักดันกฎหมายชุดนี้ต่อจนกว่าจะประสบความสำเร็จ เพื่อให้คนทำงานในประเทศนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความหวังของประชาชนคนทำงานจะเป็นพลังให้เครือข่ายผู้ใช้แรงงานพรรคประชาชนมีพลังเดินหน้าในการทำงานต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ถึงรัฐบาลจะพยายามฝังรากให้เราจมดิน แต่เราคือเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมจะงอกเงยและเติบโตในอนาคต เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“พริษฐ์” ชี้เหตุรัฐบาลไม่จริงใจทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะ รธน.60 เป็นปุ๋ยชั้นดีของ “ระบอบตั๋วสีน้ำเงิน” ตั้งคำถามหากไม่พร้อมทำตามคำสั่งประชาชนจากผลประชามติ แล้วตอนนี้รัฐบาลทำตามคำสั่งใคร


พริษฐ์” ชี้เหตุรัฐบาลไม่จริงใจทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะ รธน.60 เป็นปุ๋ยชั้นดีของ “ระบอบตั๋วสีน้ำเงิน” ตั้งคำถามหากไม่พร้อมทำตามคำสั่งประชาชนจากผลประชามติ แล้วตอนนี้รัฐบาลทำตามคำสั่งใคร


วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวาระการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยพริษฐ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติยืนยันส่งร่างดังกล่าวกลับมาที่รัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อ


พริษฐ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประชาชนทั่วประเทศได้เดินเข้าคูหาเพื่อออกเสียงประชามติ โดยผลประชามติชี้ชัดว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ที่กว้างกว่าแค่ผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง เห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 นั้นมีปัญหา ที่จะแก้ไขเพียงบางมาตราไม่เพียงพอ แต่จำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำฉบับใหม่


นับตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา ตนคิดว่าสังคมได้เห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ชัดขึ้นกว่าเดิม เราเห็น กกต. รายงานผลล่าช้า นับคะแนนผิดพลาด สอดไส้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง แต่ประชาชนทำอะไรไม่ได้ เราเห็น สตง. ใช้วาระครบรอบ 1 ปีตึกถล่ม ไปกับการปล่อยมิวสิกวิดีโอใหม่ แทนที่จะแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม เราเห็นประธานรัฐสภาคนก่อน ปัดตกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคลิปหลุดตนเองกับ ป.ป.ช. เราเห็น ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์เสมือนเป็นการฟอกขาวให้กับอดีตรัฐมนตรีในคดีซุกหุ้น และเราเห็น กกต. ขยับเข้าใกล้การเป่าคดีให้กับนายกฯ และ สว. หลายคนในคดีฮั้ว สว.


ปัญหาของประเทศรุนแรงขนาดนี้ เสียงของประชาชนชัดเจนขนาดนี้ แต่รัฐบาลกลับทำตัวนิ่งเฉย ปฏิเสธความรับผิดชอบ และอ้างว่าเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของ “รัฐสภา” ตนทราบดีว่าในเชิงขั้นตอนทางกฎหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 หมวด 15/1 เพื่อเพิ่มกลไกเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมาดำเนินการที่ “รัฐสภา” แต่จะบอกว่า ครม. ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวเลย ก็คงจะไม่ใช่


โดยรูปธรรม ครม. มี 2 ทางเลือกที่ทำได้ ทางเลือกที่ 1 ครม. มีมติก่อนวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อนำ 2 ร่างเดิม ที่เคยผ่านวาระ 1 ไปแล้ว กลับมาเสนอให้รัฐสภาลงมติยืนยันให้ไปต่อในวันนี้ แต่หาก ครม. ไม่เห็นด้วยกับ 2 ร่างเดิม ทางเลือกที่ 2 ที่ ครม. ทำได้ คือประกาศชัดว่าไม่เห็นด้วยกับร่างเดิมเพราะอะไร และจะเสนอร่างใหม่เข้ามาที่รัฐสภาในนาม ครม. เมื่อไหร่ แต่ปัญหาคือ มาถึงวันนี้ ครม. ไม่เลือกสักทาง ร่างเดิมก็ไม่ยืนยัน และปล่อยให้ตกไปโดยไร้คำอธิบายที่สมเหตุสมผล จะเสนอร่างใหม่ก็ไม่มีความชัดเจน แม้แต่คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว


ตนตั้งใจฟังข้ออ้างต่างๆ ที่นายกฯ หรือรัฐบาลได้หยิบยกมาตลอดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยอมรับตามตรงว่าฟังไม่ขึ้นแม้แต่ข้อเดียว ข้อแรก นายกฯ บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ “รัฐสภา” ไม่เกี่ยวกับ ครม. ตนก็งงว่า ท่าทีของรัฐสภาจะไม่เกี่ยวกับท่าทีของ ครม. ได้อย่างไร ในเมื่อ สส. 300 กว่าคน ก็มาจากพรรคที่รวมตัวกันอยู่ใน ครม. ยังไม่นับ สว. หลายคน ที่ว่ากันว่าได้รับอิทธิพลทางความคิดจากทางท่านนายกฯ ไม่น้อย


ข้ออ้างที่สอง สส. รัฐบาลบอกว่า จะขยับเรื่องนี้ในช่วงท้ายของรัฐบาล ตนขอถามกลับว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้ไม่ใช่ช่วงท้ายของรัฐบาลท่านแล้ว ตนไม่ใช่นอสตราดามุส แต่ตนก็เชื่อว่าหากมีรัฐบาลไหนที่ฉวยโอกาสจากความทุกข์ร้อนของประชาชน โดยปล่อยให้มีคนร่ำรวยจากการกักตุนน้ำมัน ตนเชื่อว่ารัฐบาลนั้นคงจะอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน


ส่วนข้ออ้างที่สาม มีรัฐมนตรีและ ส.ส. รัฐบาลบางคนบอกว่า ยังขยับเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ทำให้ตนเพิ่งรู้ว่าตอนนี้ ประเทศของเรามีรัฐบาลที่ทำมากกว่า 1 เรื่องไม่ได้ และหากจะอ้างปากท้องของประชาชน ตนก็ต้องตั้งคำถามต่อว่า แล้วการที่รัฐบาลเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการพลังงาน 200,000 ล้านบาท เข้าไปใน พ.ร.ก. ฉบับเดียวกัน เพื่อหนีการตรวจสอบของสภา เป็นแนวทางที่เอาปากท้องประชาชนเป็นตัวตั้งอย่างไร


พริษฐ์กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าข้ออ้างเหล่านี้ รัฐบาลก็รู้ดีว่าฟังไม่ขึ้น พอสังคมไม่ซื้อข้ออ้างของท่าน เมื่อวานท่านก็แก้เก้อ โดยการบอกว่าแม้คณะรัฐมนตรีจะไม่เสนอร่าง แต่พรรคภูมิใจไทยจะมีการประชุมกันในสัปดาห์หน้า เพื่อเคาะและเสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาที่รัฐสภา แน่นอนว่าในมุมหนึ่ง ตนจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ร่างดังกล่าวมีเนื้อหาอย่างไร มีข้อเสนอในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความพยายามเพื่อให้เกิดการกินรวบการกำหนดเนื้อหาของฉบับใหม่หรือไม่


แต่อีกมุมหนึ่ง ตนก็เกิดข้อสงสัยว่าหากเรายึดตรรกะของรัฐบาลว่ายังขยับเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะต้องแก้ปัญหาเรื่องปากท้องก่อน นั่นหมายความว่า ตอนนี้ สส. ภูมิใจไทย ไม่สนใจเรื่องปากท้องแล้วหรือไม่ การแก้เก้อของรัฐบาล จึงไม่สามารถหักล้างความรู้สึกของพี่น้องประชาชนได้ ว่าการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้แสดงออกถึงความจริงใจในการเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


มาถึงวันนี้ ตนจึงได้ข้อสรุปว่าเหตุผลที่รัฐบาลไม่จริงใจเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาปากท้องก่อน แต่เหตุผลที่แท้จริง เป็นเพราะท่านนายกฯ รัฐบาล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่เป็นปุ๋ยชั้นดีและแหล่งบ่มเพาะ “ระบอบตั๋วสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นปัญหาในการเมืองไทยอยู่ทุกวันนี้


เป็นเพราะท่านนายกฯ ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ จากกติกาการได้มาซึ่ง สว. ที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และเปิดช่องให้เกิดการฮั้ว เป็นเพราะท่านนายกฯ ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ กับการมี กกต. ที่ไม่ว่าจะจัดการเลือกตั้งแย่แค่ไหน จะเป่าคดีของท่านหรือไม่อย่างไร ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ และเป็นเพราะท่านนายกฯ ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ จากการมี ป.ป.ช. ที่หากวันหนึ่งพร้อมจะออกมาปกป้องเครือข่ายและพรรคพวกของท่าน ฝ่ายค้านก็ทำอะไรกับ ป.ป.ช. ก็ยาก เพราะเรื่องร้องเรียน ป.ป.ช. จะไปไม่ถึงศาล หากไม่ได้รับการอนุญาตจากประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นพรรคเดียวกันกับรัฐบาล


ดังนั้นในวันนี้ที่ ครม. ตัดสินใจปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม 2 ฉบับตกไป ตนเห็นว่าหากท่านไม่สามารถพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนสิ้นข้อสงสัยได้ว่าท่านพร้อมจะทำตาม “คำสั่ง” ของประชาชน ในการเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนจริงๆ และพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ประชาชนก็จะอดสงสัยไม่ได้ว่า หากรัฐบาลชุดนี้ไม่ฟัง “คำสั่ง” ของประชาชน แล้วรัฐบาลชุดนี้กำลังฟัง “คำสั่ง” ของใคร

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

“เครือข่ายคนทำงาน” รวมตัวรัฐสภา ทวงคืนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ แม้ผิดหวังรัฐบาลปัดตก ยันประกาศเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่า จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อไป

 


เครือข่ายคนทำงาน” รวมตัวรัฐสภา ทวงคืนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ แม้ผิดหวังรัฐบาลปัดตก ยันประกาศเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่า จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อไป


วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) เวลา 07.30 น. ที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ฝั่งทางเข้าสส. เครือข่ายคนทำงานจากหลายจังหวัด อาทิ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี รวมตัวกัน ประกาศเมื่อรัฐบาลไม่เห็นหัวคนทำงาน การออกไปทวงคืนกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของประชาชน


โดยมี นายเซีย จำปาทอง นางสาวธนพร วิจันทร์ สน.บัญชีรายชื่อ นายเทพฤทธิ์ ภาษี สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ให้การต้อนรับ โดยมีการสับเปลี่ยนกันปราศรัยกับพี่น้องแรงงาน


โดยระบุว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานของพรรคประชาชน 2 ฉบับ ได้แก่ “ฉบับมีเวลาพักผ่อน” และ “ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” กำลังจะถูกปล่อยให้ตกไปในไม่กี่วัน ทั้งๆ ที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนจากหลายฝ่าย และผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมาแล้วอย่างรอบคอบ


กฎหมายเหล่านี้ คือความหวังของคนทำงานทั้งประเทศ ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานที่ดีกว่าเดิม เช่น ลดเวลาทำงานเหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์

ทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน วันลาพักร้อน 10 วัน/ปี สิทธิลาปวดประจำเดือน สิทธิลาไปดูแลคนในครอบครัว


แต่วันนี้ รัฐบาลกลับเพิกเฉยไม่หยิบยกกฎหมายเหล่านี้กลับเข้าสู่การพิจารณาใน ครม. ปล่อยให้เสียงของผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศต้องหล่นหายไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ จึงมารวมพลังกันในวันนี้


และทางเครือข่ายฯ ได้ออกแถลงการณ์เครือข่ายคนทำงานเรื่อง จุดยืนและความผิดหวังต่อกรณีคณะรัฐมนตรีปฏิเสธร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ใจความว่า


ในนามของ "เครือข่ายคนทำงาน" พวกเรามายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อสื่อสารให้รัฐบาลและสังคมได้รับรู้ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ตัดสินใจที่จะ "หันหลัง" ให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างชัดเจน


จากกรณีที่ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ "ฉบับมีเวลาพักผ่อน" และ "ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ต้องยุติการพิจารณาไปอย่างน่าเสียดายและน่าผิดหวัง เพียงเพราะคณะรัฐมนตรีไม่เห็นความสำคัญของสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากลอย่างที่ควรจะเป็น


ที่ผ่านมา พวกเราต้องทนฟังทัศนะจากรัฐมนตรีในหลายรัฐบาลที่มักอ้างถึงความกังวลต่อผลกระทบด้านภาคธุรกิจในยามวิกฤตเศรษฐกิจ ทัศนคติเหล่านี้สะท้อนถึงการละเลยปัญหาที่คนทำงานต้องเผชิญอย่างหนักหน่วง คำพูดของพวกท่านบาดลึกเข้าไปในหัวใจของคนทำงานที่ต้องทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อแลกกับค่าแรงอันน้อยนิด


พวกเราจึงขอตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า ในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ใครคือผู้ที่ใช้แรงานแรงกายเพื่อประดับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ หากไม่ใช่พวกเราคนทำงานที่ท่านกำลังทอดทิ้งทิ้งอยู่ในขณะนี้


ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ พวกท่านมักเร่งออกมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างเต็มกำลัง แต่หากเป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานของคนทำงาน อาทิ การลดชั่วโมงทำงาน การเพิ่มสิทธิวันหยุดวันลา หรือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี พวกท่านกลับมองว่าเป็นเพียง "ภาระ" และ "ต้นทุน" ที่ต้องตัดทิ้งอยู่เสมอ


เช่นเดียวกับร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง 2 ฉบับ ที่ท่านได้ปัดตกไป สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่า ในสายตาของพวกท่าน "คนทำงาน" คงเป็นเพียงต้นทุนตัวเลข ที่ไร้ชีวิตจิตใจ ไร้ซึ่งเลือดเนื้อและความรู้สึกเท่านั้น


ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ เปรียบเสมือนความหวังในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยให้ก้าวหน้าไปสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง อีกทั้งยังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ และผ่านวาระที่ 1 ด้วย มติเห็นชอบจากหลายพรรคการเมือง รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่สุดท้ายกลับถูกรัฐบาลปัดทิ้งไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นการเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชนอย่างไม่อาจยอมรับได้


พวกเราเครือข่ายคนทำงานจึงขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลที่เพิกเฉยและทอดทิ้งต่อความหวังของคนทำงานทั้งประเทศที่ต้องการเพียงแค่คุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานที่ดีกว่าเดิมเท่านั้น


ทั้งนี้ แม้ร่างกฎหมายจะถูกปัดตกลง แต่พวกเราขอประกาศเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่า จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะเราเชื่อมั่นเสมอว่า ประเทศไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง หากคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญยังไม่สามารถกินอิ่มนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ


"การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทำงานไม่ใช่ภาระของใคร หากแต่คือรากฐานเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยพื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งจะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจทั้งระบบในอนาคต"


เครือข่ายคนทำงาน

15 พฤษภาคม 2569


ก่อนที่เวลา 10.00 น. ทั้งหมดเดินเข้าไปยื่นหนังสือต่อรัฐบาล เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “แม้รัฐบาลจะไม่ฟังเสียงคนทำงาน แต่เครือข่ายคำทำงานก็จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ เพราะคนทำงานต้องได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้” ด้วยความสมานฉันท์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เครือข่ายคนทำงาน #กฎหมายคุ้มครองแรงงาน