วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือกำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งวิกฤตพลังงาน - เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น

 


พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือกำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งวิกฤตพลังงาน - เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น


วันที่ 15 เมษายน 2469 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต ของ จังหวัดแพร่ และภาคเหนือ : วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น ที่จะยังไม่หมดไปหลังเทศกาลสงกรานต์ 


เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์และรับฟังปัญหาประชาชนที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับ Supachot Chaiyasat - ศุภโชติ ไชยสัจ (สส. บัญชีรายชื่อ) และ พิมไจ - ลักษณารีย์ ดวงตาดำ (สส. แพร่ เขต 3)


แม้ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็เข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนต่อ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่พี่น้องภาคเหนือกำลังเผชิญ และจะไม่หมดไปพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์


วิกฤตที่หนึ่ง คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่เริ่มลุกลามไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ


จากเสียงของประชาชนที่แพร่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลพอสมควรต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงสงกรานต์ (พื้นที่อื่นเป็นเช่นไร แชร์กันเข้ามาได้ครับ)

- เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน-ด่านตรวจสภาพรถ ใน อ.ลอง ให้ข้อมูลว่า 2-3 วันที่ผ่านมา สถิติการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ลดลงเหลือ 1/4 หรือ 1/3 เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

- ตรงนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่งานประเพณีและจากตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนในวงเสวนา ที่เล่าว่าจำนวนคนที่เดินทางกลับมาที่บ้านที่แพร่ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

(- อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ของจังหวัดแพร่จะจัดขึ้นวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งคงทำให้เราเห็นข้อมูลของจังหวัดได้เพิ่มเติม)


ทางพรรคประชาชน เราจะทำหน้าที่ต่อไปในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักขึ้นหลังสงกรานต์

- ในส่วนของปัญหา “น้ำมันแพง” เราจะตรวจสอบรัฐบาลต่อไปเกี่ยวกับแนวทางในการปรับโครงสร้างราคา รวมถึงกระทุ้งให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยากลุ่มเปราะบางต่างๆ ให้ครอบคลุมและได้สัดส่วนกับปัญหากว่ามาตรการที่เคาะออกมาในการประชุม ครม. 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

- ในส่วนของปัญหา “น้ำมันขาด” เรายังคงวางใจไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันที่ค้างอยู่ระหว่างขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามแทบไม่เหลือแล้ว รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังคงพลิกไปพลิกมาได้ทุกวัน - รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจริงจังมากขึ้นกับการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน

- นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่ตามมา (เช่น เรื่อง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าโดยทั่วไป) ที่รัฐจำเป็นต้องนำหน้าปัญหาให้ได้


วิกฤตที่สอง คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน


นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ประชาชนจับตาดูคือความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาจากชุดที่แล้ว

- รัฐบาลเหลือเวลาตามกรอบกฎหมายอีกแค่ประมาณ 1 เดือน (ก่อน 12 พ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะมีมติยืนยัน ให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อหรือไม่

- แม้ สส. จากหลายพรรค ได้ทวงถามรัฐบาลในประเด็นนี้ตลอดการอภิปรายคำแถลงนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เรากลับยังไม่ได้ยินคำตอบจาก นายกฯ หรือเห็นความชัดเจนจาก ครม. ชัดๆ นอกเหนือจากการมอบหมายให้ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนและเสนอความเห็นต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เม.ย.


อย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในการอภิปรายนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเสี่ยงจะเผชิญกับสภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) ที่กระทบพี่น้องประชาชนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“สาดความหวัง” หน้าเรือนจำคลองเปรม ส่งเสียงถึงผู้ต้องขังการเมืองในวันสงกรานต์ 2569 - รำลึก “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน

 


“สาดความหวัง” หน้าเรือนจำคลองเปรม ส่งเสียงถึงผู้ต้องขังการเมืองในวันสงกรานต์ 2569 - รำลึก “บุ้ง เนติพร” เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน


วันที่ 14 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มีกิจกรรม “สาดความหวัง วันสงกรานต์“ ส่งเสียงผู้ต้องขังทางการเมืองที่ไม่ได้กลับบ้านไปหาครอบครัวในวันหยุดสงกรานต์ 2569 นี้ พร้อมรำลึกถึง ‘บุ้ง‘ เนติพร ในวาระที่เสียชีวิตครบ 1 ปี 11 เดือน


บรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม ผู้ร่วมกิจกรรมทยอยมาร่วมกิจกรรม โดยแต่งกายสีสันสดใส พร้อมกับปืนฉีดน้ำและถังเล่นน้ำ มาร่วมเล่นน้ำ เล่นดนตรี และรำวงฉลแงวันสงกรานต์ โดยมีพ่อของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังทางการเมืองในคดี ม.112 มาร่วมตีกลองและเล่นกีตาร์ด้วย


ก่อนเวลา 18.00 น. มีการร้องเพลง ”19 กันยา สรรเสริญประชาชน“ พร้อมกับถือรูปผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นร่วมกันรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้


ต่อมามีการจุดเทียนและวางดอกไม้เพื่อรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร และมีการจุดพลุเพื่อส่งเสียงไปถึงเพื่อนที่อยู่ในเรือนจำ ปิดท้ายด้วยการอ่านบทกวีถึงมหาตุลาการ และยุติกิจกรรมในเวลา 21.09 น.


ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งสิ้น 62 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ซึ่งไม่มีโอกาสได้ไปฉลองเทศกาลสงกรานต์กับครอบครัวในวันหยุดยาวนี้


ส่วน “บุ้ง” เนติพร ภายหลังจากเสียชีวิตลงขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 จนปัจจุบันครบ 1 ปี 11 เดือนแล้ว โดยศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดไต่สวนการตายบุ้ง ในวันที่ 8 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สงกรานต์2569


































วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

“ศิริกัญญา-ณัฐชา” นำทีม สส.กรุงเทพ ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก ชี้สถานการณ์ผู้สูงอายุ กทม. น่าเป็นห่วง แนะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กทม. ให้อำนาจ-งบประมาณ กทม. ดูแลผู้สูงวัยได้ครอบคลุมมากขึ้น

 


“ศิริกัญญา-ณัฐชา” นำทีม สส.กรุงเทพ ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก ชี้สถานการณ์ผู้สูงอายุ กทม. น่าเป็นห่วง แนะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กทม. ให้อำนาจ-งบประมาณ กทม. ดูแลผู้สูงวัยได้ครอบคลุมมากขึ้น


วันที่ 14 เมษายน 2569 ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ในเขตพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกิจกรรม “สวัสดีวันสงกรานต์ สุขใจ ผู้สูงวัยสำราญ” รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุและกิจกรรมประเพณีสงกรานต์


ศิริกัญญาระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากเมืองใหญ่ในหลายประเทศ อีกทั้งเป็นเมืองที่มีบ้านพักคนชราและสถานที่อภิบาลผู้สูงวัยหลายแห่ง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาทั้งในเรื่องความแออัด ความขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร ที่จะมาดูแลรองรับผู้สูงอายุ


ปัจจุบันปัญหาการดูแลผู้สูงอายุเป็นอีกปัญหาหนึ่งในหลายปัญหาที่ กทม. ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะโครงสร้างการบริหารที่อำนาจหลายส่วนขึ้นอยู่กับหน่วยงานส่วนกลาง ขณะที่ กทม. มีอำนาจอย่างจำกัด และนี่เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนเสนอมาตลอดว่าต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. เพื่อแก้ไขโครงสร้างอำนาจของ กทม. โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง 


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า กทม. มีปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องที่ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ ซึ่ง พ.ร.บ.กทม. จะช่วยให้ กทม. มีอำนาจในการแก้ไขได้มากขึ้น ผ่านการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ การขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ ด้วยเป็นระบบ negative list เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ๆ รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน และการตั้งนิติบุคคล


นอกจากนี้ พ.ร.บ.กทม. ของพรรคประชาชนจะปรับให้ กทม. มีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. จะทำให้การบริหารประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่าง ๆ ได้


ในส่วนของณัฐชา ระบุว่าปัญหาด้านสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย เป็นปัญหาหนึ่งที่มีความเรื้อรังมานาน และยิ่งมีปัญหามากขึ้นจากสถานการณ์วิกฤติในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย 


เดินทีกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มีปัญหาติดขัดในด้านการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว ทั้งในด้านความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม จนสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้รับ ยิ่งเมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้นในปัจจุบัน การช่วยเหลือจากรัฐที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึงยิ่งส่งผลกระทบให้เห็นชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน














ขนุน สิรภพ : คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม

 


ขนุน สิรภพ : คำปราศรัยในงานรำลึก #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม


สวัสดีครับทุกคน นับเป็นเวลา 7 เดือนหลังจากที่ผมไปฝึกวรยุทธที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นับเป็นช่วยเวลาถ้าจะพูดตรง ๆ เป็นช่วงเวลาที่สาหัสสากรรจ์สำหรับชีวิตคนคนหนึ่งที่สูญเสียหลายอย่าง ผมสูญเสียเวลา ผมสูญเสียชีวิต และสูญเสียความสัมพันธ์กับคนในสังคมไป แต่ผมสูญเสียแค่นี้ยังไม่เท่ากับการสูญเสียชีวิตของคนเสื้อแดง ผมสูญเสียแค่นี้ มันไม่เทียบเท่ากับชีวิตของคน 6ตุลา หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย ที่เกิดขึ้นจากรัฐไทยกระทำต่อพวกเขา


เสื้อแดง สำหรับผมในช่วงเวลานั้น 16 ปีที่ผ่านมา ผมอายุแค่ 10 ขวบ 10 ปีที่แล้วผมแย่งทีวีกับที่บ้าน ที่บ้านเปิดดูข่าวแต่ข่าวช่องเสื้อแดง ผมก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในวันที่ผมเข้าใจว่าเสื้อแดงคืออะไร คือวันที่ผมโดนครูด่าหน้าห้อง คือวันที่ครูถามคนในห้องว่าใครเป็นเสื้อแดง? ผมไม่รู้เรื่อง ผมรู้แค่ว่าที่บ้านผมดูข่าวเสื้อแดง สิ่งที่ผมทำก็คือยกมือแล้วตอบว่า ผมเสื้อแดงครับ รู้ป่าวว่าเกิดอะไรขึ้น ง่าย ๆ เลย ครูหันมามองค้อนใส่ผมคนเดียวในห้องเลยที่ยกมือ แล้วครูเขาบอกว่าเสื้อแดงมันเป็นคนเลวนะ เผาบ้านเผาเมือง เธอเป็นเสื้อแดงได้ยังไง ผมคิดว่าเผาอะไรวะ ไม่ได้ดูข่าว รู้แค่ว่าเสื้อแดงออกมาเรียกร้องความยุติธรรม ออกมาเรียกร้องชีวิตของเขา ผมจำได้แค่นี้เพราะที่บ้านผมบอกมาแบบนี้

 

แล้วครูก็พูดยาวเลย แล้วผมก็เถียงกับครูคนนั้น ครูวิชาสังคม แกสอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผมก็เถียงไปเรื่อย ๆ จนเพื่อนข้าง ๆ สะกิด ไอ้หนุนพอ ยกมือเป็นเสื้อเหลืองเถอะ จะได้ไม่ต้องเถียง แล้วครูก็หันไป บอกว่าไหน ไอ้นี่เสื้อแดง แล้วใครเสื้อเหลืองบ้างยกมือหน่อย ทุกคนในห้องยกมือว่าเป็นเสื้อเหลือง ผมถาม ทำไม? เพราะครูจะได้ไม่ด่าพวกเรา นั่นคือบริบทของช่วงเวลานั้น แต่ตอนสมัยปี 2553 เรื่องมาจนถึงปี 2557 ตอน กปปส. ผมก็โดนอีกรอบหนึ่ง มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บจี๊ด แล้วตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมเรา? เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองเรา? จนผมได้ออกมาเรียกร้องเองและเข้าใจเองว่าสังคมเรามันวิปริตยังไง!!!

 

สังคมไทยเราเหนือคณานับ เรามองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดก็คืออย่าลืมคนที่ต่อสู้อยู่แม้ว่าเขาจะจากไปแล้วหรือยังสู้อยู่ข้างใน ทุกคนเห็นกำแพงนี้มั้ยครับ ในกำแพงที่สูงเท่านี้ ผมอยู่ร่วมชายคากับคน นักสู้ ไม่ว่าจะเป็นพี่อานนท์ พี่ก้อง พี่แม็กซ์ หลาย ๆ คนที่เป็นนักสู้ หรือแม้แต่นักสู้เสื้อแดงที่เข้าไปในช่วงเวลาที่ผมอยู่ หรือแม้แต่เพื่อนคนเวียดนามที่เพิ่งถูกส่งตัวกลับไปเวียดนามแล้วจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ คนเหล่านี้เป็นคนที่ใช้สิทธิเพื่อเสรีภาพ ชื่อในอุดมการณ์ของตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ตัวเองสู้ และทำตามความฝันของตัวเอง แต่รัฐไทยกลับจองจำพวกเขา แต่รัฐไทยกลับจองจำผม

 

นี่คือความสูงที่ผมมองอยู่ทุกวันเพื่อให้เห็นท้องฟ้าภายใต้กำแพงสูงหนาที่ชื่อว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นี่คือวิวทุกวันที่ผมมองเห็น นี่คือสิ่งที่รัฐไทยมองให้กับคนที่คิดต่าง ในช่วงเวลาผมเขามองกำแพงให้ ในช่วงเวลาปี  2553 เขามอบกระสุนให้ อย่าลืม!!!

 

และขอบคุณที่พี่วิโรจน์ที่พูดถึงเรื่องของการที่คดีเหล่านี้จะไม่มีอายุความสำหรับข้าราชการที่กระทำความผิด ที่ใช้กระสุนปืนที่มาจากภาษีประชาชน ยิงใส่ประชาชน ห้ำหั่นประชาชน มองเขาว่าเป็นศัตรูของชาติ ขอบคุณพี่บัส ขอบคุณพี่แมวที่พูดถึงเรื่องชีวิตคนคนหนึ่งที่สูญเสียไป พูดตรง ๆ ผมไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมเสื้อแดง ผมทันแค่การชุมนุมของพวกผม และผมทันสำหรับประวัติศาสตร์การเมืองในปัจจุบันเพียงเท่านั้น ที่ผมเข้าร่วมวันนี้เพื่อจะได้ซึมซับในสิ่งที่ขาดหายไป พีเรียดการเมืองช่วงนี้คือผมยังเด็ก และในวันนี้ผมก็ได้เข้าใจ ในวันนี้เมื่อหลายปีที่แล้วผมก็เคยมาพูด


สิ่งที่สรุปเลยก็คือ อีก 4 ปี เรามาสู้กันต่อ อีกฮึบเดียว หวังว่าคนเสื้อแดงจะได้ความยุติธรรมครับ ขอบคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง