วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

รมว.จุลพันธ์ มอบเครื่องมือต่อยอดอาชีพ เน้นฝึกจบมีงานมีรายได้ ชื่นชมกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมขอให้เร่งโครงการ ‘เรียนได้งบจบได้งาน’ เพื่อพัฒนาแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

 


รมว.จุลพันธ์ มอบเครื่องมือต่อยอดอาชีพ เน้นฝึกจบมีงานมีรายได้ ชื่นชมกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมขอให้เร่งโครงการ ‘เรียนได้งบจบได้งาน’ เพื่อพัฒนาแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่


วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหากิน) ในโครงการเพิ่มทักษะแรงงานนอกระบบให้สอดคล้องกับความสามารถเฉพาะบุคคลเพื่อการประกอบอาชีพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงานในพิธี ผู้บริหารกระทรวงแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับในพิธีดังกล่าว ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานว่ารู้สึกยินดี และเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก หรือ ‘ชุดเครื่องมือทำมาหากิน’ ในวันนี้ และขอแสดงความยินดีกับผู้เข้ารับมอบเครื่องมือทุกท่าน ที่เข้าร่วมการฝึกอบรมโครงการเพิ่มทักษะแรงงานนอกระบบ


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ย้ำด้วยว่า นโยบายของรัฐบาลในด้านสังคมและสวัสดิการ ที่ต้องการยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ผมได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต การดูแลแรงงานที่ประสบกับภาวะวิกฤตในปัจจุบัน ควบคู่กับการพิจารณาหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ส่งเสริมให้ได้มีอาชีพ มีเงิน มีรายได้ และได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานที่เป็นธรรม สอดคล้องและเพียงพอต่อปัจจัยการดำรงชีวิต รวมทั้งสามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการที่เหมาะสม


การมอบชุดเครื่องมือทำมาหากินในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการส่งต่ออุปกรณ์สำหรับการประกอบอาชีพ แต่ยังเป็นการต่อยอดโอกาส ให้พี่น้องประชาชนสามารถนำความรู้ทักษะที่ได้รับ ไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน


โอกาสนี้ ผมขอชื่นชมกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงาน และขอให้เร่งขับเคลื่อนผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน ‘Upskill Reskill เรียนได้งบ จบได้งาน’ พัฒนาแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบอัตโนมัติ เพื่อให้พี่น้องคนไทยมีทักษะ มีมาตรฐานระดับสากล สามารถที่จะปรับตัวได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตและการทำงานของเราในปัจจุบัน” นายจุลพันธ์กล่าว


สำหรับโครงการเพิ่มทักษะแรงงานนอกระบบให้สอดคล้องกับความสามารถเฉพาะบุคคลเพื่อการประกอบอาชีพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้วางเป้าหมายฝึกอบรมทั่วประเทศจำนวน 35,000 คน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจำนวน 22,866 คน ส่งผลมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.38 และมีรายได้เฉลี่ย 15,181 บาท ต่อคนต่อเดือน ก่อให้เกิดรายได้รวมของประเทศเพิ่มขึ้น 347,128,746 บาท ส่วนของวันนี้ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร ที่วางเป้าหมายไว้จำนวน 900 คน ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 - เมษายน 2569 ดำเนินการไป 237 คน ซึ่งมีการมอบเครื่องมือทำมาหากิน จำนวน 5 รุ่น รวมทั้งสิ้น 70 คน ให้แก่การฝึกอบรมหลักสูตรการทำร้านอาหารเดลิเวอรี จำนวน 2 รุ่น และหลักสูตรการประกอบอาหารสตรีทฟู้ด จำนวน 3 รุ่น โดยชุดเครื่องมือที่มอบให้ประกอบด้วย ชุดเตาแก๊สแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ ชุดเตาปิ้งย่างแบบแก๊สพร้อมอุปกรณ์ และหม้อทอดไร้น้ำมันไฟฟ้า แต่ละชุดราคาจะไม่เกิน 4,000 บาท ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #รมวแรงงาน










วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569

วีระยุทธนำทัพ สส.ปชน. ร่วมงานเวทีความร่วมมือของผู้นำพรรคฝ่ายก้าวหน้า ย้ำ “รัฐต้องนำลงทุน” สร้างขีดแข่งขันประเทศ ชูเป้าหมายเศรษฐกิจพรรคประชาชน

 


วีระยุทธนำทัพ สส.ปชน. ร่วมงานเวทีความร่วมมือของผู้นำพรรคฝ่ายก้าวหน้า ย้ำ “รัฐต้องนำลงทุน” สร้างขีดแข่งขันประเทศ ชูเป้าหมายเศรษฐกิจพรรคประชาชน


วันที่ 17–18 เมษายนที่ผ่านมา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมกับ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ และภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร เขต 4 พรรคประชาชน ได้เดินทางไปที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน หลังจากได้รับเชิญมาร่วมงาน Global Progressive Mobilisation ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่จัดขึ้นเพื่อความร่วมมือของผู้นำพรรคฝ่ายก้าวหน้าและสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก


วีระยุทธกล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นด้วยความร่วมมือของเครือข่ายพรรคสังคมประชาธิปไตย (social democratic parties) ทั่วโลก นำโดย เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีของสเปน และลูลา ประธานาธิบดีของบราซิล เพื่อยืนยันว่าในภาวะวิกฤตโลกป่วนเช่นนี้ เรายิ่งต้องช่วยกันยืนยันเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเป็นธรรม และร่วมกันสร้างระเบียบโลกที่มีขื่อมีแป มิฉะนั้นโลกที่เราคิดว่าป่วนแล้วตอนนี้ก็ยังจะวุ่นวายขึ้นกว่าเดิมได้อีก เพราะประเทศมหาอำนาจพร้อมเข้าควบคุมทรัพยากรโลกที่มีจำกัด ไม่เหลือพื้นที่ต่อรองให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก


วีระยุทธกล่าวต่อว่า วิกฤติน้ำมันรอบนี้ทำให้เราเห็นแล้วว่า การปล่อยให้ระเบียบโลกเละเทะ ไม่มีขื่อมีแปนั้น ส่งผลโดยตรงกับปากท้องและชีวิตของเราทุกคนอย่างไร ซึ่งตนมีโอกาสร่วมเวทีวงนโยบายเศรษฐกิจกับ มาเรียอานา มัซซูกาโต (Mariana Mazzucato) นักเศรษฐศาสตร์สายก้าวหน้าจาก UCL ที่มีบทบาทสำคัญในการทำงานนโยบายกับประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก


โดยเห็นตรงกันว่า National competitiveness หรือ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่ประเทศกำลังพัฒนาจะไม่มีวันขยับไปเป็นประเทศร่ำรวยอย่างยั่งยืนได้ หากยังติดกับดักความคิดแบบเก่าที่เป็น “สูตรสำเร็จโบราณ” ว่า เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำไม่มีทางออก ก็เปิดเสรีให้ต่างชาติมาลงทุน ลดกำแพงภาษี ลดบทบาทของรัฐ ปล่อยให้ตลาดทำงาน ซึ่งมายาคติเช่นนี้ไม่เคยทำให้ประเทศไหนร่ำรวยอย่างยั่งยืนเลย มีแต่บริษัทต่างชาติและทุนผูกขาดท้องถิ่นที่รวยขึ้น


ซึ่งบทเรียนจากเอเชียตะวันออกและยุโรปคือ เราต้องทำให้รัฐมีจิตวิญญาณและเปลี่ยนวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneurial State เพราะไม่ว่าอย่างไรรัฐก็เป็นผู้เก็บและใช้เงินภาษี เป็นผู้ลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ


วีระยุทธกล่าวต่อว่า การปฏิรูปรัฐไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดคน ตัดงบ ลดกฎ แต่รัฐต้องถือธงนำในโครงการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ระยะยาวกับประชาชน เป็นผู้กำหนดทิศทางการแข่งขันในตลาด ทำให้สังคม “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” ร่วมกันในการลงทุนเพื่ออนาคตด้วย


เมื่อรัฐแบกรับความเสี่ยงให้เอกชนและประชาชน บางโปรเจกต์ย่อยอาจล้มเหลว แต่หากเอกชนประสบความสำเร็จ เพราะนำงานวิจัยบุกเบิกที่รัฐลงทุนไปต่อยอด หากทำกำไรก็ต้องเฉลี่ยสุขคืนให้สังคมด้วย โดยรัฐมีหน้าที่จูงใจและบังคับให้นำผลกำไรไปลงทุนเพื่ออนาคตต่อ ไม่ใช่เพียงปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเท่านั้น ตัวอย่างที่สำเร็จคือ การลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดพร้อมเป็นเจ้าของเทคโนโลยีของเยอรมนี หรือการใช้รัฐวิสาหกิจลงทุนในภารกิจสำคัญที่ภาคเอกชนซึ่งมองกำไรระยะสั้นไม่มีวันทำ


สำหรับตัวอย่างตรงข้าม คือการให้สัมปทานโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้าหรือพลังงานกับเอกชน ด้วยสัญญาระยะยาว จนกลายเป็นเสือนอนกิน ไม่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของเทคโนโลยี แต่ประชาชนกลับต้องแบกรับค่าไฟแบบ “เฉลี่ยทุกข์” อย่างเดียว และตัวอย่างที่ใกล้ตัวกว่านั้นก็คือเวียดนาม ที่เดินหน้า Doi Moi 2.0 ด้วยการปฏิรูปรัฐครั้งใหญ่


วีระยุทธกล่าวปิดท้ายว่า ปฏิรูปรัฐยุคนี้คือนโยบายปากท้อง เพราะรัฐที่เก่งขึ้นจะนำเงินภาษีกลับมาดูแลประชาชนในยามวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ทั้งยังลงทุนอย่างชาญฉลาดเพื่อนำเราฝ่าวิกฤติไปสู่อนาคตที่สดใส เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์


นอกจากนี้ วีระยุทธยังได้นำเสนอถึงเป้าหมายเศรษฐกิจของพรรคประชาชน คือระบบเศรษฐกิจที่เป็นของประชาชน นั่นคือ รากฐานที่มั่นคง (firm ground) การแข่งขันที่เป็นธรรม (fair game) และการเติบโตในอนาคต (future growth) โดยสิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถบรรลุผลได้ ทั้งนี้ สิ่งที่ความร่วมมือระหว่างประเทศสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ คือ การเสริมสร้างขีดความสามารถของรัฐ การตรวจสอบและกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่าง ๆ และการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้เศรษฐกิจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




สายน้ำ เดินเท้ากลับบ้านเป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ตามที่ได้บนไว้ หลังศาลอาญาให้ประกันตัว สายน้ำ-ออย ระหว่างฎีกา ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 12 เดือน คดี พ.ร.บ.โบราณสถาน เหตุพ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-เสาชิงช้า

 


สายน้ำ เดินเท้ากลับบ้านเป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ตามที่ได้บนไว้ หลังศาลอาญาให้ประกันตัว สายน้ำ-ออย ระหว่างฎีกา ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 12 เดือน คดี พ.ร.บ.โบราณสถาน เหตุพ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-เสาชิงช้า 


วันนี้ (21 เมษายน 2569) เวลา 16.52 น. ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัว “สายน้ำ” นภสินธุ์ และ “ออย” สิทธิชัย ในระหว่างฎีกา หลังจากเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ในข้อหา พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 12 กรณีการพ่นสีสเปรย์ตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ เครื่องหมายอนาคิสต์ และข้อความ “หยกโดน 112 ตรงนี้” บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและฐานเสาชิงช้า เมื่อปี 2566 


โดยศาลให้วางเงินประกันคนละ 50,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ และไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ทำให้ทั้งสองคนถูกปล่อยตัวที่ศาลอาญาแล้วในเย็นวันนี้


ทั้งนี้หลังถูกปล่อยตัว สายน้ำได้เดินเท้ากลับบ้านเป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ตามที่ตนได้บนไว้


อ่านข่าวศาลอุทธรณ์พิพากษาได้ที่ https://www.facebook.com/100044510196415/posts/1591939312299727/


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์





“ณัฐพงษ์” เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ต้องใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ รัฐบาลต้องแจงให้ชัด ใช้เวทีในสภามาตอบกระทู้ถามสมาชิก ถามสองมาตรฐาน? "คดีศักดิ์สยาม เทียบ 44 สส." ระบอบการเมืองปัจจุบันสะท้อนชัดเจนละเว้นพวกพ้อง-ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม

 


“ณัฐพงษ์” เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ต้องใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ รัฐบาลต้องแจงให้ชัด ใช้เวทีในสภามาตอบกระทู้ถามสมาชิก ถามสองมาตรฐาน? "คดีศักดิ์สยาม เทียบ 44 สส." ระบอบการเมืองปัจจุบันสะท้อนชัดเจนละเว้นพวกพ้อง-ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม


วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในประเด็นสถานการณ์ทางการเมืองทั่วไป และกรณี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่อาจต้องถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่


โดยณัฐพงษ์ระบุว่าจากข่าวล่าสุดที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.เงินกู้ พรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในเรื่องภาระหนี้สินของประเทศที่ค่อนข้างสูง การกู้เงินมาเพิ่มเพื่อใช้จ่ายในสถานการณ์วิกฤต ต้องใช้ตรงตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง รวมทั้งการรักษาวินัยการเงินการคลัง แม้จะยังไม่ได้เห็นในรายละเอียดทั้งหมด แต่พรรคประชาชนจะใช้กลไกในสภา ผ่านทั้งกระทู้ถามและกรรมาธิการ เพื่อสอบถามในรายละเอียดว่าการกู้เงินนี้จะนำมาใช้ในกรณีอะไรบ้าง


แม้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาจะเห็นภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำค่อนข้างเยอะ แต่อีกส่วนหนึ่งก็พบว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายส่งเสียงสะท้อนมาว่าอัตราการเข้าพักและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เพราะฉะนั้นประชาชนกำลังต้องการความช่วยเหลือด้วยการเยียวยาอย่างตรงจุด 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาการบริหารเงินกองทุนน้ำมันที่ผิดพลาดของรัฐบาลทำให้การอุดหนุนอาจไม่ตกถึงประชาชนโดยตรง ดังนั้น หากรัฐบาลจะกู้เงินมาเพิ่มจริง รายละเอียดที่รัฐบาลต้องชี้แจงกับประชาชนคือจะนำไปใช้จ่ายอย่างไร ให้เงินที่จะกลายมาเป็นภาระของลูกหลานในอนาคตถึงมือประชาชนมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาตอบกระทู้ถามหรือชี้แจงสมาชิกในสภา ไม่ใช่การตอบคำถามของสมาชิกอย่างในกรณีญัตติวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา


ณัฐพงษ์ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณี 44 สส. โดยตั้งข้อสังเกตต่อกรณีของ ศักดิ์สยาม (ชิดชอบ) ทั้งที่เส้นทางทางการเงินก็มีความชัดเจนว่าส่อเค้าไม่ถูกต้อง ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้อง แต่กรณีของ 44 สส. ที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยชอบกลับกำลังถูกดำเนินคดีจนอาจถึงขั้นตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต


พรรคภูมิใจไทยอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งในระบอบการเมืองปัจจุบัน ที่มีองคาพยพอื่น ทั้งองค์กรอิสระ หรือกลุ่มคนที่มีอำนาจในประเทศนี้ คอยสนับสนุนระบอบการเมืองแบบนี้อยู่ 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินมาใช้จ่าย การใช้จ่ายงบประมาณ หรือการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ กลายเป็นกระบวนการให้ประโยชน์กับกลุ่มชนชั้นนำในสังคม แต่ประชาชนและคนที่ทำถูกต้องกลับไม่เคยได้ประโยชน์เหล่านั้น 


สิ่งที่สำคัญสำหรับพรรคประชาชนต่อจากนี้คือการทำงานให้ประชาชนเห็น ว่าสิ่งที่ต้องต่อต้านคือระบอบการเมืองที่ไม่เป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ให้พรรคประชาชนเป็นตัวเลือกที่สำคัญ ที่ประชาชนเห็นว่าเป็นทางออกของประเทศ โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลที่มีมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ควบคุมได้ทั้งองค์กรอิสระ สภาบน และสภาล่าง ใช้อำนาจที่ตัวเองมีในทางมิชอบ ละเว้นพวกพ้อง ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ประชาชนไม่เคยได้รับความยุติธรรมในระบบ ประชาชนจะยิ่งเห็นภาพตรงนี้ชัดมากขึ้น 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“เท้ง” เผย ปชน.ดีเดย์เปิดตัว “ผู้ว่าฯ กทม.”ต้น พ.ค.นี้แน่ แต่ยังอุบส่งใคร ยันเชื่อมั่นทีมของพรรค เป็นตัวเลือกดีที่สุดในสนามเมืองหลวง แก้ปัญหาคอร์รัปชัน-ดันกฎหมายมีอำนาจเต็ม

 


“เท้ง” เผย ปชน.ดีเดย์เปิดตัว “ผู้ว่าฯ กทม.”ต้น พ.ค.นี้แน่ แต่ยังอุบส่งใคร ยันเชื่อมั่นทีมของพรรค เป็นตัวเลือกดีที่สุดในสนามเมืองหลวง แก้ปัญหาคอร์รัปชัน-ดันกฎหมายมีอำนาจเต็ม


วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน มีการประชุม สส.ประชาชน ประจำสัปดาห์ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการวางตัวผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ที่ กกต.เปิดรับสมัครช่วงเดือน มิ.ย.นี้ ว่า สำหรับความเคลื่อนไหวในสนามการเลือกตั้ง กทม.นั้น ช่วงต้น พ.ค.นี้ พรรคประชาชนจะเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. โดยก็พอทราบวันที่ แต่ขอเผื่อวันไว้หน่อยเผื่อเลื่อน อย่างไรก็ดีจะเปิดตัวช่วงต้น พ.ค.อย่างแน่นอน


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับตัวแทนผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค เชื่อว่าจะเป็นตัวเลือกดีสุด ที่เชื่อมั่นแบบนี้เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงใน กทม. มีหลายเรื่องเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการเสนอกฎหมายให้ผู้ว่าฯมีอำนาจแท้จริง ต้องใช้เสียง สก. และ สส.ที่เข้มแข็ง ผลักดันให้ทำได้จริง


นายณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับท้องถิ่นหลายแห่งมีปัญหา แต่สุดท้ายแล้วตัวนายกฯ หรือผู้บริหารเองแม้ตั้งใจอันดี แต่ต้องยอมประนีประนอมกับสมาชิกสภาท้องถิ่น ถึงจะเปลี่ยนผ่านงบประมาณได้ ต้องเอางบประมาณไปหารกับสมาชิกสภา โดยที่ผ่านมาเราอาจเห็นปัญหางบประมาณของ กทม. เช่น ลู่วิ่งที่แพง ถ้าเราไม่ได้เสียง สก. หรือเสียงผู้บริหารเข้มแข็ง จะถูกการเมืองต่อรองตลอด


“ผมเชื่อมั่นในทีมของพรรคประชาชนเช่นเดียวกันว่า เราพร้อมเป็นตัวเลือกหนึ่งให้ กทม. เป็นทีมเข้มแข็ง สก.ทำงาน ไม่รับเงินทอนแน่นอน ถ้ามีเราพร้อมตรวจสอบคนของเราเช่นกัน ซึ่งคน กทม.คาดหวังในการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่ากทม

กู้ตามคาด "ศิริกัญญา" บอก คาดเดาได้เพราะสถานะการคลังไม่สู้ดี รัฐบาลกำลังหลังชนฝา เงินสำรองกำลังจะหมด ไม่เหลือพอจะทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะเร่งด่วนแน่

 


กู้ตามคาด "ศิริกัญญา" บอก คาดเดาได้เพราะสถานะการคลังไม่สู้ดี รัฐบาลกำลังหลังชนฝา เงินสำรองกำลังจะหมด ไม่เหลือพอจะทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะเร่งด่วนแน่


เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณี รัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท พร้อมขยายเพดานหนี้สาธารณะ ว่า และแล้ว ก็ต้องกู้จริงๆ ตามคาด ที่เดาได้เพราะสถานะการคลังไม่สู้ดี รัฐบาลกำลังหลังชนฝา เงินสำรองกำลังจะหมด ไม่เหลือพอจะทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระะยะเร่งด่วนแน่ๆ สถานการณ์คล้ายช่วงเริ่มต้นของโควิดปี 2563 แบบที่ยังไม่รู้ว่าวิกฤตพลังงานจะไปจบลงที่ตรงไหน และเศรษฐกิจจะตกไปที่เท่าไหร่ แม้สภาพัฒน์จะประเมินว่าเหลือ 0.2-1.4%


แม้รัฐบาลจะเหลืองบกลาง เงินสำรองของปี 69 อยู่ 20,000 กว่าล้านบาท แต่ไม่น่าพอเยียวยาประชาชน แถมยังกระมิดกระเมี้ยนที่ใช้ เพราะยังต้องกันส่วนหนึ่งไว้จ่ายรายประจำต่างๆ ที่ตั้งงบไว้ไม่พอ ดูตัวอย่างมติครม.นัดพิเศษนั่นก็ได้ อนุมัติงบกลาง 7,700 ล้านบาท เป็นมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้าแค่ 3,000 ล้าน อีก 4,700 ล้าน จ่ายเข้ากองทุนประชารัฐ เพราะเงินไม่พอจ่ายสวัสดิการตามปกติ


จังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ รัฐบาลจึงเลือกแทงม้า 2 ตัว คือ ออกพรบ.โอนงบ เพื่อโอนงบเหลือจ่ายของปี 69 และ ออก พรก.เงินกู้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เริ่มที่เรื่องการโอนงบก่อน ก่อนหน้านี้ปลัดคลังออกมาพูดว่าจะออกเป็นพรก.นั้น รมต.สำนักนายกได้ยืนยันแล้วว่าไม่เป็นความจริง และจะออกเป็นพรบ.ตามที่ควรเป็น แต่ออกเร็วไม่ได้เพราะถ้าออกเร็ว เงินที่โอนต้องถูกเอาไปใช้หนี้เงินคงคลัง เพราะกฎหมายเงินคงคลังบอกชัดว่าต้องใช้คืนในโอกาสแรก รัฐบาลจึงต้องรอกระบวนการตั้งงบ 70 ให้แล้วเสร็จก่อน พอไม่เร็วแบบนี้ ก็แทบจะไม่มีประโยชน์ ไม่น่าจะโอนได้มาก และกว่าจะผ่านกฎหมายก็คงเป็นไตรมาสสุดท้ายก่อนปิดปีงบ 69 นู่นเลย


ถ้าจะใช้เงินด่วนจริง ๆ รัฐบาลคงต้องลุยไฟออกพรก.เงินกู้ และลุยไฟขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งถ้าพูดกันแบบไม่ฉวยโอกาสทางการเมือง ก็ดูเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วสำหรับรัฐบาลที่เจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการคลัง ที่จะมีเงินมาเยียวยาประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ต้องตอบ 2 คำถามนี้ให้ได้


ทำไมต้องกู้ถึง 500,000 ล้านบาท ราว 2.6% ของ GDP ถ้าใช้ดีๆ อาจทำ GDP โตได้เพิ่ม 2% แต่ถ้าใช้เปล่าประโยชน์ ก็ทำหนี้สาธารณะเพิ่ม 2% ของ GDP เช่นกัร ถ้าเทียบกับช่วงโควิดที่กู้ 1 ล้านล้าน รอบนี้กู้ลดลงครึ่งนึง แต่สถานการณ์เศรษฐกิจก็ต่างกันมาก รัฐบาลกำลังตั้งเป้าอะไรอยู่กันแน่ ประคับประคอง ฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าประคับประคอง ระยะสั้น เน้นเร็ว ถึงกลุ่มเป้าหมาย ไม่น่าใช้งบมากถึง 500,000 ล้าน


ถ้าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ อาจจะถึง 500,000 ล้านได้ แต่เป็นมาตรการระยะกลาง ที่อาจกินเวลา 4-5 ปี ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องออกพรก. ทำแผนทำโครงการเสร็จแล้วออกเป็นพ.ร.บ.ได้ ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงนี้ ด้วยเม็ดเงินถึง 500,000 ล้าน บอกได้เลยว่าไม่ควร ด้วยความเสี่ยงเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพพุ่ง (stagflation) อาจจะยังไม่ใช่เวลามากระตุ้นเวลานี้ ด้วยเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน


ศาลอุทธรณ์พิพากษา สายน้ำ-ออย จำคุก 12 เดือน คดี พ.ร.บ.โบราณสถาน เหตุพ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-เสาชิงช้า เรียกร้องสิทธิประกันตัว ”หยก“

 


ศาลอุทธรณ์พิพากษา สายน้ำ-ออย จำคุก 12 เดือน คดี พ.ร.บ.โบราณสถาน เหตุพ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-เสาชิงช้า เรียกร้องสิทธิประกันตัว ”หยก“


วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 9.00 น. ศาลอาญารัชดา ห้องพิจารณาคดีที่ 714 ศาลอุทธรณ์พิพากษา คดี “สายน้ำ” นภสินธุ์ และ “ออย” สิทธิชัย ลงโทษจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา กรณีพ่นสีฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-เสาชิงช้า ขณะที่วันนี้มีประชาชน ครอบครัว และเพื่อนมาให้กำลังใจมากกว่า 10 คน


ในข้อหา “ร่วมกันทำให้โบราณสถานเสียหายหรือเสื่อมค่าฯ” ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 และ “ร่วมกันขีด เขียน พ่นสี หรือทำให้ปรากฏซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใด ๆ ในที่สาธารณะ” ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 12 กรณีการพ่นสีสเปรย์ตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ เครื่องหมายอนาคิสต์ และข้อความ “หยกโดน 112 ตรงนี้” บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและฐานเสาชิงช้า เมื่อปี 2566


ขณะนี้ทนายกำลังยื่นประกันตัวชั้นฎีกา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์