วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ประมวลภาพ #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ ครบรอบ 6 ปี อานนท์ นำภา เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย เรียกร้องลบมรดก 6 ตุลา “ปล่อยเพื่อนเรา” ปลดปล่อยความจริง พร้อมส่งเสียงตะโกน “ไม่เกิน 7 ปี ไม่มีขั้นต่ำ”

 


ประมวลภาพ #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ ครบรอบ 6 ปี อานนท์ นำภา เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย เรียกร้องลบมรดก 6 ตุลา “ปล่อยเพื่อนเรา” ปลดปล่อยความจริง พร้อมส่งเสียงตะโกน “ไม่เกิน 7 ปี ไม่มีขั้นต่ำ”


ผู้ชุมนุมร่วมกันตะโกนข้อความดังกล่าว เพื่อสะท้อนโทษของ #ม112 ในช่วงก่อนการรัฐประหาร 6 ตุลาฯ 2519 ซึ่งเพิ่มโทษให้สูงขึ้นคือมีขั้นต่ำที่ 3 ปีและสูงสุดไม่เกิน 15 ปี 


การเสนอร่าง decoup6octsins.com จะคืนโทษ #ม112 ให้ไม่มีขั้นต่ำและไม่เกิน 7 ปี


อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/share/p/1BYNNDoLyx/


2 สิงหาคม 2569 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฝั่งแมคโดนัล 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ #อานนท์นำภา #ยกเลิกมรดกรัฐประหาร6ตุลา #Noระบอบสีน้ำเงิน



























ครบรอบ 6 ปี ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย โดยอานนท์ นำภา ผู้ร่วมกิจกรรรมอ่านจดหมายจากผู้ต้องขังการเมือง-เรียกร้องลบมรดก 6 ตุลา “ปล่อยเพื่อนเรา” ปลดปล่อยความจริง

 


ครบรอบ 6 ปี ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย โดยอานนท์ นำภา ผู้ร่วมกิจกรรรมอ่านจดหมายจากผู้ต้องขังการเมือง-เรียกร้องลบมรดก 6 ตุลา “ปล่อยเพื่อนเรา” ปลดปล่อยความจริง 


วันที่ 2 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีกิจกรรม “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ ตอน จดหมายจากอัซคาบัน“ มาเสกคาถาผู้พิทักษ์ เพื่อหวนระลึกถึง #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ ที่เคยจัดขึ้นเมื่อปี 2563-64 พร้อมชวนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย


กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” และมีผู้ขึ้นปราศรัย-อ่านจดหมายจากเพื่อนในเรือนจำ (คุกอัซคาบัน) ได้แก่ บอย-ธัชพงศ์ อ่านจดหมายจากอานนท์ นำภา ผู้ต้องขังคดี ม.112, ลูกตาล-สุวรรณา อ่านจดหมายจากฟรานซิส บุญเกื้อหนุน ผู้ต้องขังคดี ม.110


จากนั้นมี อานนท์ ชวาลาวัลย์ อ่านจดหมายจากครูใหญ่ อรรถพล ผู้ต้องขังคดี ม.112, ป้าปุ๊ย คน 6 ตุลา อ่านจดหมายอานนท์ นำภา, ใบปอ-ณัฐนิช อ่านจดหมายของบุ้ง เนติพร ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ถูกขังและเสียชีวิตในเรือนจำ และมาย-ภัสราวลี ขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้ายและอ่านจดหมายจากอานนท์ นำภา 


กิจกรรมสุดท้าย ผู้ชุมนุมร่วมกันเสกคาถาผู้พิทักษ์ ตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ และตะโกนคาถา “Expecto Patronum” หรือคาถาผู้พิทักษ์จากวรรณกรรมเรื่อง Harry Potter เรียกร้อง "ปล่อยเพื่อนเรา" และ “ไม่เอาระบอบสีน้ำเงิน” ก่อนยุติการชุมนุมในเวลา 19.14 น.


บรรยากาศการชุมนุม มีบูธเข้าชื่อเสนอกฎหมาย #ยกเลิกมรดกรัฐประหาร6ตุลา และเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบ #Noระบอบสีน้ำเงิน และเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขัง รวมถึงบูธจากองค์กรภาคประชาสังคม ขณะที่มีประชาชนทยอยเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีบางส่วนแต่งกายมาในธีมแฮรี่พอตเตอร์


สำหรับการชุมนุม “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์” จัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ในชื่อการชุมนุม ‘เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย' ซึ่งในการชุมนุมนั้นมี อานนท์ นำภา ขึ้นปราศรัยกล่าวถึงการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และเป็นการเปิดทางไปสู่การพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย และการชุมนุมในปี 2564 ‘เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาชน’ 


ปัจจุบัน อานนท์ นำภา ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากศาลยังคงปฏิเสธสิทธิประกันตัว ขณะที่เขามีโทษจำคุกในคดี ม.112 และคดีอื่น ๆ รวมกันอย่างน้อย 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ #อานนท์นำภา






‘พิธา’ รับเชิญร่วมวงสัมมนาพรรคประชาชน เรียกความมั่นใจ “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย” เตือนโลกปั่นป่วน สส.พรรคต้องคิดนำรัฐบาลหนึ่งก้าว ‘วีระยุทธ’ ชูภารกิจสร้าง Alternative Thailand สู้ศึกการเมืองทศวรรษ 2570

 


‘พิธา’ รับเชิญร่วมวงสัมมนาพรรคประชาชน เรียกความมั่นใจ “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย” เตือนโลกปั่นป่วน สส.พรรคต้องคิดนำรัฐบาลหนึ่งก้าว ‘วีระยุทธ’ ชูภารกิจสร้าง Alternative Thailand สู้ศึกการเมืองทศวรรษ 2570


วันที่ 1-2 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา พรรคประชาชนจัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน โดยภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต


ในช่วงหนึ่งของงานสัมมนา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ได้ตอบรับเป็นแขกรับเชิญในการกล่าวปาฐกถาพิเศษต่อที่ประชุมสัมมนา สส.พรรคประชาชน และสะท้อนประสบการณ์จากการพบปะนักการเมืองและคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศระหว่างการทำงานสอนในมหาวิทยาลัย โดยพิธาระบุว่า พรรคประชาชนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกมองเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ คนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ชิลี และโคลอมเบีย ต่างแสดงความต้องการเห็นพรรคการเมืองแบบพรรคประชาชนในประเทศของตนเอง


อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลยอมรับว่า สมาชิกพรรคอาจรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้จากสถานการณ์ทางการเมือง แต่ขอให้มองความสำเร็จที่พรรคสร้างขึ้น ทั้งการได้ สส. เพิ่มในหลายพื้นที่ การขยายฐานการทำงานในกรุงเทพฯ และการมีประธานสภา กทม. ผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย และย้ำว่า ทุกคนเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย ขอให้มีความมั่นใจว่าเมื่อจังหวะทางการเมืองมาถึง พรรคจะต้องมีความพร้อมเพียงพอที่จะเปลี่ยนโอกาสเป็นชัยชนะ พรรคต้องสร้างกระบวยให้ใหญ่พอ เพื่อให้สามารถตักน้ำได้มากที่สุดเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์เอื้ออำนวย


พิธากล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สส. และสมาชิกพรรคประชาชนควรติดตามประเด็นสำคัญจากเวทีต่างประเทศ ที่โลกกำลังเผชิญ Pincer Crisis หรือวิกฤตแรงกดดันสองด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิต และการเสื่อมถอยของการเมืองภายในประเทศที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของพรรคฝ่ายค้านในการนำเสนอ Alternative Thailand หรือประเทศไทยในฐานะทางเลือกใหม่


หากประเมินช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีเหตุการณ์สำคัญระดับโลกต่อเนื่อง ทั้งการประชุมผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน การประชุมสหประชาชาติ การพบกันของ สี จิ้นผิง กับ โดนัลด์ ทรัมป์ การเลือกตั้งในอิสราเอลและบราซิล การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา และการประชุม G20 ทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ต้นทุนค่าครองชีพ รวมถึงการดำเนินนโยบายของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งความเสี่ยงเอลนีโญ น้ำท่วม ไฟป่า และคลื่นความร้อน ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนโดยตรง ซึ่ง สส.พรรคประชาชนต้องเตรียมข้อเสนอเชิงนโยบายล่วงหน้า เพื่อให้พรรคสามารถนำเสนอทางออกได้ก่อนรัฐบาล


พิธายังกล่าวในช่วงท้ายของการปาฐกถา โดยระบุว่าความสามัคคีภายในพรรคคือสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก ขอให้สมาชิกเชื่อใจกัน ทำงานเป็นทีม และยึดหลัก ‘Your problem is my problem’ หรือ ‘ปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน’ เพื่อร่วมกันผลักดันให้พรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ และเป็นทางเลือกของประเทศในอนาคต


“เป้าหมายที่เราหวังไว้ ว่าเราจะเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ ที่โชว์ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกมากกว่าสีน้ำเงินอย่างเดียว แล้วประชาชนจะให้เรากลับมาอย่างทวีคูณ ทำให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะ เราก็มีโอกาสที่จะชนะ เข้าสู่อำนาจ เราก็จะได้มาเปลี่ยนประเทศไทยที่เราทุกคนรักไปด้วยกัน“ พิธากล่าว


หลังจากนั้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ขึ้นกล่าวเปิดวงสัมมนาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ โดยเนื้อหาหลักเป็นการทบทวนพัฒนาการของการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลา เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่พรรคกำลังเผชิญ และตั้งคำถามถึงบทบาทของพรรคประชาชนในทศวรรษต่อไป


วีระยุทธระบุว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแต่ละทศวรรษสะท้อนการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจที่แตกต่างกัน โดยในช่วงทศวรรษ 2530 อำนาจทางการเมืองเริ่มเคลื่อนจากกองทัพเข้าสู่ระบบรัฐสภาและเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น แม้กระบวนการดังกล่าวจะมาพร้อมกับความรุนแรงและการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น ต่อมาในทศวรรษ 2540 การขึ้นมาของพรรคไทยรักไทยและรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ทำให้การเมืองระดับชาติสามารถเชื่อมโยงกับประชาชนระดับฐานรากผ่านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์และหัวคะแนนแบบเดิม


ความสำเร็จทางการเลือกตั้งและนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับเครือข่ายอำนาจดั้งเดิมโดยโครงสร้าง แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจดังกล่าวโดยตรงก็ตาม ต่อมาในทศวรรษ 2550 การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงของความพยายามประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ ก่อนจะนำไปสู่รัฐประหารและการก่อตัวของโครงสร้างอำนาจที่เรียกว่า ‘ระบอบประยุทธ์’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอำนาจของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงบทบาทของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายของประเทศ


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ในทศวรรษ 2560 พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน จึงเกิดขึ้นในฐานะพลังการเมืองที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจดังกล่าว และค่อยๆ พัฒนามาเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยมและเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ทศวรรษ 2570 ซึ่งสมาชิกพรรคประชาชนไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมการทางการเมืองและมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดหน้าตาของประเทศในอนาคต


‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครตที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมให้กับการบริหารประเทศ แม้เครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มเทคโนแครตจะมีแนวคิดและวิธีทำงานแตกต่างกัน แต่สามารถประนีประนอมและอยู่ร่วมกันได้ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การผสมผสานดังกล่าวอาจทำให้การกำหนดนโยบายขาดทั้งความกล้าตัดสินใจทางการเมืองและความต่อเนื่องทางเทคนิค ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


วีระยุทธกล่าวต่อว่า พรรคการเมืองที่เติบโตจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเชี่ยวชาญการบริหารเครือข่ายในพื้นที่ อาจมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับบทเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะการบริหารประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และความสามารถในการเชื่อมโยงนโยบายหลายด้าน มากกว่าการควบคุมกระทรวงหรือจัดสรรทรัพยากรลงพื้นที่ หากรูปแบบการบริหารดังกล่าวดำเนินต่อไป ประสิทธิภาพของระบบราชการอาจค่อยๆ ลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือน และการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อประชาชนในหลายมิติ


อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจต่อรัฐบาลหรือโครงสร้างอำนาจเดิมไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะหันมาเลือกพรรคประชาชนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากประชาชนยังมีทางเลือกอื่น ทั้งการปรับตัวอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ การเข้าสู่เศรษฐกิจสีเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ การย้ายถิ่นฐาน หรือการหันไปพึ่งพาอำนาจนอกระบบ พรรคประชาชนเป็นเพียงหนึ่งในหลายทางเลือกของประชาชน ภารกิจสำคัญของพรรคจึงไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างทางการเมือง และในเวลาเดียวกันต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนมีโอกาสชนะและสามารถเป็นรัฐบาลได้จริง


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า พรรคการเมืองที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนต้องเป็นทั้งความหวัง เป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง และแสดงให้เห็นถึงภาพของประเทศไทยอีกแบบหนึ่ง หรือ Alternative Thailand ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการเสนออุดมการณ์หรือภาพอนาคตในระยะยาว สำหรับภารกิจของพรรคประชาชนในระยะต่อไปในการสร้างอำนาจรัฐและความชอบธรรม ประกอบด้วย การเอาชนะทางความคิด การเอาชนะทางการเมือง และการสร้างพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง


การเอาชนะทางความคิดหมายถึงการทำให้ประชาชนเข้าใจสาเหตุเชิงโครงสร้างของปัญหา และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีทางเลือกอื่น ขณะที่การเอาชนะทางการเมืองต้องอาศัยการทำงานในระดับพื้นที่ การขยายแนวร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างฐานสนับสนุนที่กว้างขวาง ส่วนการสร้างพรรคมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งสองภารกิจเข้าด้วยกัน


“สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนกำลังมีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทต่อไป และผลลัพธ์ของการเมืองในทศวรรษ 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ” วีระยุทธกล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน