วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ธนพร” จี้ “จุลพันธ์” เร่งออกกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE ผู้ประกันตนรอมาหลายเดือนแล้ว ชี้อยากกู้วิกฤตศรัทธาประกันสังคมเริ่มได้เลย


ธนพร” จี้ “จุลพันธ์” เร่งออกกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE ผู้ประกันตนรอมาหลายเดือนแล้ว ชี้อยากกู้วิกฤตศรัทธาประกันสังคมเริ่มได้เลย


วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเร่งดำเนินการออกกฎกระทรวงรับรองสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพแบบ CARE (Career Average Revalued Earnings) ภายหลังกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีฯ เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา


โดยธนพรกล่าวว่า เป็นเวลากว่า 5 เดือนหลังจากบอร์ดประกันสังคมเห็นชอบกับแนวทางสูตร CARE เหลือเพียงขั้นตอนการเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ช่วงที่ผ่านมาเห็นคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ออกมาพูดเกี่ยวกับประกันสังคมว่าต้องการกู้วิกฤตศรัทธา จะแก้ไขกฎหมายเพิ่มความโปร่งใส พรรคประชาชนเองก็เพิ่งยื่นร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสังคมเข้าสภา เราเห็นว่าเป็นทิศทางที่ดีที่จะได้ผลักดันร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตน แต่ที่ผ่านมาพี่น้องผู้ประกันตนคนทำงานมีบทเรียนว่าแม้รัฐบาลเคยประกาศนโยบายแล้วแต่ต้องพิสูจน์ด้วยการทำงานว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่


สำหรับสูตร CARE นั้น ทุกอย่างพร้อมแล้ว เหลือเพียง รมว.แรงงาน ลงนามเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ที่ผ่านมาท่านบอกว่าเห็นด้วยในหลักการ แต่ขอพูดคุยกับทุกกลุ่มให้รอบด้าน แต่จนวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า จึงอยากทราบว่าติดขัดปัญหาตรงไหนอย่างไร ผู้ประกันตนกำลังรอคอยคำตอบ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของพวกเขาที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือน ดังนั้นขอร้องอย่ายื้อเวลา หากจะฟื้นศรัทธาจากผู้ประกันตน ท่านเริ่มได้จากเรื่องนี้เลย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

นพ.เหวง โตจิราการ : บทบาทของนักศึกษามหิดล และการตั้งพรรคแนวร่วมมหิดล ในยุค 2516-2519

 


นพ.เหวง โตจิราการ : บทบาทของนักศึกษามหิดล และการตั้งพรรคแนวร่วมมหิดล ในยุค 2516-2519


กล่าวในงาน Mahidol Activists Reunion

ที่ Sky Baiyok ราชปรารภ

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569


สวัสดีครับท่านผู้แทนมหาวิทยาลัย สวัสดีพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ รวมทั้งลูกหลานมหิดลที่เคารพ ก่อนอื่นผมขออนุญาตชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าตอนที่ติดต่อตั้งแต่ต้นเขามอบเวลาให้ผม 10 นาที ดังนั้นผมขอใช้ 10 นาที บวกลบนิดหน่อย ผมพยายามเอาแก่น ๆ นะครับ ผมต้องขอบคุณที่ให้เกียรติที่เชิญผมมาพูดในวันนี้


ประเด็นที่ให้ผมพูดถึง “บทบาทในสมัยตั้งพรรคแนวร่วมมหิดล ไปจนสมัยเป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล”


ผมขออนุญาตต้องกราบเรียนทุกท่านรวมไปถึงทุกคนที่ได้ยินที่ผมพูด ผมคิดว่าความคิดและการกระทำของคนล้วนแล้วแต่กำหนดโดยอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของเขาผู้นั้นเสมอ ผมก็เป็นแบบเดียวกัน บทบาทและความคิดการกระทำของผมกำหนดโดยอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผม ฉะนั้นการที่จะเข้าใจบทบาทของผมทั้งหมด ต้องเข้าใจอุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผมด้วย ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตอธิบายเบื้องต้นก่อนว่า  อุดมการณ์และทิศทางชีวิตของผมเป็นอย่างไร? และได้มาอย่างไร?


อันนี้ก็ต้องไปเริ่มต้นก่อนเข้ามหาวิทยาลัยนะครับ คือในสมัยมัธยมผมได้ครูดี ครูเขาสอนเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของผมเลย ก็คือว่า คนต้องค้นคว้าและรู้จักคิดด้วยตนเอง ผมก็เลยตะลุยอ่านหนังสือเยอะมาก ในที่สุดท่านทราบมั้ยครับผมนี่อาจจะคล้าย ๆ กับโสกราตีส (Socrates) ก็ได้ แต่ไม่ได้คล้าย ๆ ในแง่ดื่มน้ำพิษนะครับ คล้าย ๆ ในแง่ที่ว่าคุณต้องตั้งคำถามให้ได้ว่าชีวิตคุณคืออะไร? ผมก็ได้ผลึกของคำถามหลังจากที่ค้นคว้าเยอะแยะว่า มนุษย์เกิดมาทำไม? และเมื่อเกิดมาแล้วต้องทำอะไร? ผมก็ตะลุยต่อเลยนะครับ


ในที่สุดผมก็ไปเจออาจารย์พุทธทาส โอ้โหผมก็เลยตะครุบเลย ก็คืออาจารย์พุทธทาสท่านบอกว่า มนุษย์เกิดมาต้องทำลายตัวกู ของกู นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็มุ่งมั่นในการที่ลดความเห็นแก่ตัวให้น้อยที่สุด หรือแทบไม่มีเลยได้เป็นดีที่สุด ตอนนั้นผมเข้ามหาวิทยาลัยพอดี ตอนที่เจออาจารย์พุทธทาสและมีคำตอบที่มันเกิดแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถที่บรรลุได้นะครับ แต่เป็นเพียงคำตอบที่มองเห็นข้างหน้า ผมก็เลยเริ่มหาทางทำงานส่วนรวม


แรก ๆ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับ ผมก็เอา quotation ของอาจารย์พุทธทาสมาติดผนังตึกจานบินเอาไว้ให้ทุกคนอ่าน ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพื่อนหลายคนเขามาขอบคุณผมทีหลัง ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ชีวิตสมัยเด็กของผมอยู่ในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และเข้ามหาวิทยาลัยในสมัย จอมพลประภาส จารุเสถียร และจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่ง 3 จอมพลนี้ท่านทั้งหลายคงทราบแล้วนะครับว่าปกครองด้วยระบอบเผด็จการทรราช ผมจำเป็นต้องอธิบายถึงจอมพลสฤษดิ์นิดนึง


จอมพลสฤษดิ์นี่เด็ดขาดมาก คือว่าประหารชีวิตคนด้วยมาตรา 17 ประหารคนด้วยข้อกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์หลาย 10 คน นอกจากนี้ยังฉลาดในการทำงานมวลชนก็คือว่าที่ไหนมีไฟไหม้ขนาดใหญ่ จอมพลสฤษดิ์จะไปบัญชาการดับไฟเลย ดับเสร็จปุ๊บจับคนใกล้เคียงนั้นเลย จากนั้นก็มีมติหรือมีคำสั่งประหารชีวิตในไม่กี่วันถัดมา ประเทศตกอยู่ภายใต้ชะงักงันหรือเงียบสนิท นักศึกษา อาจารย์ทั้งหลายผมไม่ตำหนิ เพราะว่าจอมพลสฤษดิ์ปกครองประเทศด้วยระบอบอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยทุกแห่งเงียบสนิท!!! ไม่มีใครกล้าหือ


พอจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อนิจกรรม จอมพลถนอมมา ก็ยังมีมาตรา 17 นะครับ แต่เปลี่ยนเลขที่มาเป็นมาตรา 21 เมื่อจอมพลถนอมมา บรรยากาศมันคนกล้า เพราะว่าไม่พอใจจอมพลสฤษดิ์มาเยอะ คนก็เลยกล้าตั้งคำถาม ตรงนี้ผมต้องให้เครดิต อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และต้องให้เครดิตหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญญาชนที่จบสด ๆ ร้อน ๆ หนุ่ม ๆ จากยุโรป-อเมริกา ชุดนี้เข้ามาปุ๊บแล้วเขากล้าที่จะตั้งคำถาม และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เลยตั้งคำถามกับระบอบเผด็จการทรราช โดยเริ่มต้นที่ธรรมศาสตร์ก่อน


ผมได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์สุลักษณ์ หนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้กล้าเริ่มเคลื่อนไหว และผมก็เริ่มคิดเลยนะครับหลังจากที่ไปติด quotation ของอาจารย์พุทธทาส หลังจากไปเจอจอมพลสฤษดิ์ เจอจอมพลถนอม ผมก็เลยคิดนะครับว่า บรรดามหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ทั้งหลายควรจะต้องเริ่มต้นเปิดประตูมหาวิทยาลัยตัวเอง เพื่อมีส่วนร่วมในการต่อต้านเผด็จการได้แล้ว เช่นเดียวกับอาจารย์สุลักษณ์และหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ได้เริ่มต้นมา ผมก็ค่อยคิดค่อยทำของผมเรื่อย ๆ


ตอนนั้นต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ หาเพื่อนยากมาก!!! เพราะว่า จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม จอมพลประภาส ปกครองด้วยระบอบทรราช และสาขาแพทย์มันเรียนยาก ฉะนั้นทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสือ ผมก็เลยจำเป็นต้องไปผูกมิตรกับเพื่อน ๆ ต่างสถาบัน ก็คือผมไปผูกมิตรกับกลุ่มสภาหน้าโดมครับ แรก ๆ ก็ไปเอาหนังสือพิมพ์ฉบับละบาท แล้วก็ระดมเพื่อน ๆ มาช่วยกันขายเพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางความคิด สังคม การเมือง ให้กับเพื่อน ๆ และครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมหิดลเริ่ม ๆ ขึ้นมา และไม่ต้องไปกลัวกับระบอบเผด็จการทรราช


ต่อมาก็จับกลุ่มขึ้นมาเป็นกลุ่มอิสระ ตรงนี้เป็นจุดตั้งต้นของผม ตอนนั้นมีเพื่อน ๆ หลายคนมาช่วยกันขายหนังสือ จากนั้นก็จับกลุ่มเป็นกลุ่มอิสระหลวม ๆ ที่มีเรื่องทำให้มันเดือดขึ้นมาก็คือปี 2511 จอมพลถนอมเขารัฐประหารยึดอำนาจ พวกเผด็จการเขาเอานายทหารมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยครับ ฉะนั้นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เดือดเลยครับ ก็เลยจัดให้มีการอภิปรายต่อต้านเผด็จการทหารที่เอาทหารมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีในมหาวิทยาลัย จัดขึ้นที่คณะวิทยาศาสตร์ ในวันนั้นผมก็เลยสนิทกับกลุ่มสภาหน้าโดมมาก


ขณะเดียวกันต้องกราบเรียนเพื่อน ๆ นะครับ ผมกับคุณธีรยุทธ บุญมี ที่ 1 ประเทศไทย ม.ศ.5 ในปีพ.ศ.นั้น สนิทกันมากตั้งแต่มัธยมปลาย ตั้งแต่เขาเรียนสวนกุหลาบ ตอนนั้นเขาเรียน ม.ศ.4 ม.ศ.5 ผมสนิทกับเขามาก แต่เขาได้มีโอกาสมาเป็นเลขาธิการศูนย์นิสิต ผมก็ให้ความร่วมมือ การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาครึกโครมขึ้นมาอย่างมากมาย จนมีเรื่องก็คือไปแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญครับ จอมพลถนอน จอมพลประภาส จับเลยครับ ตั้งข้อหากบฏ มีเรื่องเลยครับ


เย็นวันนั้นกลุ่มสภาหน้าโดมได้จัดชุมนุมที่ลานโพธิ์ทันที ผมไปเลยเย็นวันนั้น ชุมนุมกันอยู่หลายวัน ผมกับเสกสรร ประเสริฐกุล และกลุ่มสภาหน้าโดมสนิทกันมานานพอสมควร เสกสรรบอกผมว่า เอ็งเป็นนักศึกษาแพทย์คนเดียว เอ็งไปจัดกลุ่มแพทย์มาหน่อยเพื่อที่จะได้มาดูแลนักศึกษา-ประชาชนที่มาชุมนุมซึ่งมีมากขึ้นทุกวัน ๆ ผมก็เลยจำเป็นในการที่ข้ามไปทุกคณะ ผมไปเชิญพี่ ๆ ทั้งแพทย์ ทั้งพยาบาล ทั้งสาธารณสุข ทั้งเภสัช ทั้งทันต ทั้งเทคนิคการแพทย์ มาตั้งเป็นกลุ่มในการดูแลสุขภาพของผู้ชุมนุม 14ตุลา16 ซึ่งหลังจากนั้นได้พัฒนาการเป็นกลุ่มพยาบาลเพื่อมวลชนซึ่งโด่งดังมาก ผมชุมนุมตั้งแต่ลานโพธิ์ไปจนเฮลิคอปเตอร์ยิง นักศึกษา-ประชาชน ตายที่ถนนราชดำเนินในและในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบลงด้วย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ต้องบินหนีไป เหตุการณ์ก็จบลง


ต้องขออนุญาตเรียนว่า ความที่ผมคลุกคลีตีโมงกับกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์ สภาหน้าโดม มากเหลือเกิน ผมก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองระหว่างเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆว่า ทำไมนักศึกษาธรรมศาสตร์เคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักมีประสิทธิภาพมากเหลือเกิน ทำไม? ทำไม? ทำไม? ผมก็เลยเรียนรู้ว่าโครงสร้างกิจกรรมนักศึกษาเขาเป็นโครงสร้างที่ดีมาก ก็คือมีนักศึกษาทุกชั้นปี ทุกคณะ มาเป็น สส. เรียกว่า สส. ก็แล้วกันนะ ไม่ใช่ สส. แบบเลือกตั้ง แต่ว่าเอามาเป็นตัวแทนเขา แล้วก็มีพรรคการเมืองในมหาวิทยาลัย แล้วเสนอคณะบริหารขึ้นมาเข้าไปเป็นสโมสร สโมสรก็บริหารไปตามนโยบายที่แถลงไว้กับนักศึกษา


ผมก็เลยได้คิดว่าถ้าอย่างนั้นต้องมาทำในมหิดล ผมเห็นเลย เพราะว่ามันพิสูจน์จากการทำที่เป็นจริงในการเคลื่อนไหว 14ตุลา ศูนย์นิสิตฯ ไปหมดเลย โดนจับไปหมดแล้ว และศูนย์นิสิตฯ ไม่มีโอกาสมามีส่วนร่วมในการดูแลขบวนทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 6ตุลา ไปจนถึง 14ตุลา ศูนย์นิสิตฯ ไม่มีโอกาสเข้ามาร่วมเลยนะ กลุ่มสภาหน้าโดมและอาสาสมัครต่าง ๆ ได้เข้าไปช่วย และผมได้เข้าไปช่วย ผมก็ได้เห็นว่าอย่างนี้เป็นโครงสร้างที่ถูกต้อง คือให้นักศึกษาทุกคณะ ทุกชั้นปี เลือกตั้งแทนขึ้นมาเป็นสส. แล้วให้นักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัยตั้งเป็นพรรคการเมือง แล้วก็ให้พรรคการเมืองนักศึกษาตั้งคณะบริหารขึ้นมาให้นักศึกษาโหวตเลือก ผมก็เลยได้รูปแบบ


พอเสร็จ 14ตุลา ผมก็เลยมาปรึกษาพี่ประยงค์ เต็มชวาลา นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลขณะนั้น ว่าเราต้องปรับนะ ปรับอย่างนี้ ทำให้นักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยเลย จะได้คึกคักมีชีวิตชีวาและมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับพวกเผด็จการทรราชนอกมหาวิทยาลัย ที่สำคัญที่สุดที่ผมปรารถนามากก็คือต้องเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดลให้ได้ ในที่สุดก็สำเร็จครับ ก็คือในมหิดลต้องมีการเลือกตั้งตัวแทนทุกชั้นปี ทุกคณะไปเป็นสส. แล้วก็ให้ตั้งพรรคนักศึกษาขึ้นมาบริหาร  สำเร็จครับ!


ขออนุญาตด้วยความเคารพ อันนี้เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย โครงสร้างไทยสมัยโบราณเป็นสังคมจารีต นักศึกษาหญิงกับนักศึกษาชายต้องแยกกัน ไม่ใช่ไปปั้นจิ้มปั้นเจ๋อไปพูดคุยจุ๊กจิ๊ก ๆ ไม่ได้ ผมจะไปติดต่อพยาบาลศิริราชเป็นเรื่องเยอะนะ ขนาดพยาบาลรามาฯ กว่าจะไปติดต่อไปคุยกับนักศึกษาพยาบาลและแพทย์รามาฯ ไม่ใช่ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม พอ 14ตุลา มันมีช่องแล้ว ผมก็เลยไปติดต่อทั้งหมดเลย แพทย์ พยาบาล ทันตฯ เภสัช สาธารณสุขศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ ในที่สุดก็เลยมีกลุ่มดูแลการชุมนุม 14ตุลา และพัฒนาขึ้นมาเป็นพยาบาลเพื่อมวลชน


ผมก็เลยชนะการเลือกตั้งได้ไม่ยากเพราะผมมีพื้นฐานอยู่แล้ว พอชนะการเลือกตั้งผมได้เป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหิดล ผมคิดกับตัวเองว่าเมื่อเป็นนายกสหพันธ์นักศึกษามหิดลแล้วต้องทำงาน ก็คือเปิดมหาวิทยาลัยให้มหาวิทยาลัยทั้งหมดได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้กับเผด็จการข้างนอก นี่คือข้อที่ 1


และข้อที่ 2 ผมคิดในใจของผมว่า ธรรมศาสตร์เขาโดดเด่นมาก ทำอย่างไรเราจะผลักดันในการเคลื่อนไหวต่อสู้ของนักศึกษามหิดลเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในที่สุดมันก็สำเร็จ เพราะว่าตอนนั้นหลัง 14ตุลา ท่านทั้งหลายอย่าไปคิดว่าเราได้เป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะฝ่ายขวา ฝ่ายอนุรักษ์ยังมีอำนาจสูงมาก ทั้งนอกคือสังคมไทยโดยรวม ทั้งในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมปลาย ศูนย์นิสิตฯ สมัยนั้นไปตั้งอยู่ที่จุฬาลงกรณ์ แต่พอการต่อสู้เผด็จการทรราชหนักขึ้นทุกที จุฬาลงกรณ์เชิญออกครับ ต่อมามีขบวนการติดต่อ ต้องขอบคุณและปรบมือให้ท่านด้วยครับ อาจารย์คณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดประตูให้ศูนย์นิสิตฯ มาตั้งที่คณะเภสัชศาสตร์ มหิดล ตรงข้ามโรงเรียนอำนวยศิลป์พระนคร ถนนศรีอยุธยา ปรบมือด้วยครับ ฉะนั้น มหาวิทยาลัยมหิดลก็เริ่มมีบทบาทขึ้นมาแล้ว เพราะศูนย์ต้องมาประชุมกันที่นั่น


ปรากฏว่า “กระทิงแดง” มาเต็มไปหมดเลยครับ บางทีก็มีระเบิดลงบ้าง บางทีก็มีเสียงปืนบ้าง ผมเป็นนายกสหพันธ์ฯ แล้วตอนนั้น ผมก็เห็นปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่าศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทยก็โดนครับ โดนกับทุกโรงเรียนมัธยมปลาย เพราะเขาไม่ต้อนรับเนื่องจากเผด็จการทรราชมันยังอยู่ ผมก็เปิดประตูเชิญศูนย์กลางนักเรียนฯ มาตั้งที่ตึกสันทนาการครับ ตอนนั้นตึกสันทนาการเคลื่อนไหวกันคึกคักเลย 2-3 ปี ตึกสันทนาการกลายเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั้งหมด ที่ต่อสู้ทางการเมือง เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ปรึกษาหารือ รวมทั้งเตรียมการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ ปริมณฑล แทบจะทั้งหมด


ผมต้องเรียนอย่างนี้ เพราะว่าผมเป็นนายกสหพันธ์ฯ ผมจำได้และผมไปร่วมด้วยความลำบากมาก ผมแบ่งเวลาเรียนหนังสือ ทุกคืนมีการกวนแป้งเปียกให้กลายเป็นกาวเหนียว ๆ เพื่อไปติดโปสเตอร์เชิญชวนประชาชนมาชุมนุมต่อต้านเผด็จการและต่อต้านความอยุติธรรมทั้งหลาย ก็เลยทำให้ฝ่ายขวาจัด กอ.รมน. เขามุ่งเป้าว่ามหิดลเป็นศูนย์กลางของคอมมิวนิสต์อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ธรรมศาสตร์นะ มหิดลนี่แหละ เขาก็ส่ง “กระทิงแดง” มาทุกคืน


คราวนี้ฝ่ายขวาเริ่มหนักขึ้น กอ.รมน. เป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและอาจารย์ทั้งหลายในสมัยโน้นนะครับ ดังนั้น ฝ่ายขวาและ กอ.รมน. ตั้งเป้าจะกวาดล้างมหิดลนะครับ ผมขออนุญาตตบท้ายนิดเดียว ก็คือแรก ๆ ก็แค่ข่มขู่ หลัง ๆ เริ่มฆ่าเลย ปลายปี 17 เริ่มต้นที่ชาวนาก่อนครับ โดนฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน และฆ่าหลายสิบศพนะ พอฆ่าชาวนาได้ผล คือหมายความว่าสยบอยู่และไม่มีใครต่อต้าน ไม่มีกองกำลังติดอาวุธไปต่อสู้กับพวกเขา เขาก็เลยเริ่มฆ่าพวกกรรมกร จากกรรมกร ก็มาฆ่านักศึกษา อันนี้เข้าใกล้ผมแล้ว ก็คือมหิดลโดน คุณอมเรศ ไชยสะอาด โดนมือปืนซ้อนมอเตอร์ไซค์มา เดินขึ้นไปอาด ๆ ยิงบนศาลาวัด ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากกลางวันแสก ๆ ฆาตกรลอยนวลครับ ผู้คิดได้ตอนนั้นเลย กอ.รมน. จัดการครับ


นอกจากนี้ก็ยังมี ปรีดา จินดานนท์ นักดนตรีวงกรรมาชน โดนรถชนตายที่หน้าคณะวิทยาศาสตร์ อันนี้ชัดเจนว่าปรีดาเขาเป็นคนที่สติปัญญาดี มีความรอบคอบจะข้ามถนนแบบผลีผลามไม่ได้ แต่เขาถูกจัดฉาก นี่มหิดลนะครับ แต่มหาวิทยาลัยอื่นก็โดนตามลำดับ เช่น เชียงใหม่ คุณนิสิต จิรโสภณ เขากล่าวหาว่า นิสิต จิรโสภณ ดื่มเหล้าเมาแล้วตกรถไฟ จริง ๆ ไม่ใช่ ผมไปดูศพด้วยตัวเอง เขาถูกถีบตกรถไฟฆ่าตายครับ นอกจากนี้ก็มี คุณแสง รุ่งนิรันดรกุล เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกยิงที่ป้ายรถเมล์กลางวันแสก ๆ หน้ามหาวิทยาลัย ผมก็รู้เลยว่าผมก็เป็นเป้าหมาย ผมเลยต้องเปลี่ยนเวทีการต่อสู้ไปร่วมต่อสู้ในเขตป่าเขา ขอบคุณมากครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #มหิดล




นายกฯ ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เตรียมกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ


นายกฯ ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เตรียมกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ


วันนี้ (12 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน”  


นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมขบวนรถพุ่มพวงบริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี ก่อนเป็นประธานปล่อยขบวนรถพุ่มพวง ภายใต้กิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยมีเสียงแตรลมเป็นสัญลักษณ์เริ่มปล่อยขบวน เพื่อกระจายสินค้าราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ พร้อมกล่าวว่า สินค้าภายใต้โครงการเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ขอให้ประชาชนมั่นใจและสามารถเลือกซื้อได้อย่างเต็มที่


สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” ดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดบริการไปรษณีย์ไทย โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับผู้ประกอบการ มุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดได้ยาก พร้อมตั้งเป้าช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ


โดยโครงการนำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย อาทิ น้ำมันปาล์ม ข้าวสาร และผงซักฟอก มาจำหน่ายผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวงทั่วประเทศกว่า 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์ จังหวัดและอำเภอ 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน โดยผู้ประกอบการรถพุ่มพวงจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. แบ่งตามประเภทรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน  


นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น (Starter Kit) โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น


โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด พร้อมติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าสามารถเข้าถึงสินค้าราคาราคาพิเศษ  และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา


ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้เปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ระหว่างวันที่ 1–7 พฤษภาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 10,397 ราย แบ่งเป็น รถยนต์ (L) จำนวน 3,539 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง (M) จำนวน 4,535 ราย และรถจักรยานยนต์ (S) จำนวน 2,323 ราย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ 

#16ปีพฤษภา53 : หลอกลวงประชาชน เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล

 


#16ปีพฤษภา53 : หลอกลวงประชาชน เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกเหตุการณ์ เมษาพฤษภา53 “ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความซึ่งเขียนโดย พลเอก อดุล อุบล ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลัง และให้ได้ทราบว่าในกองทัพไทยยังมีนายทหารประชาธิปไตยผู้รักชาติรักประชาชน ที่เขียนไว้ให้ปรากฏ โดยแง่คิดต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ไม่หลงผิดทำสิ่งเลวร้าย ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวงจรอุบาทว์เสมอมา 


หลอกลวงประชาชน


ผมขออนุญาตจริง ๆ นะครับ ไม่อยากจะแตะต้องการเมืองแม้แต่น้อย แต่ครั้งนี้ทนไม่ได้ครับ ผมทนเห็นคนที่เอาเรื่องทางทหารไปหลอกประชาชน แก้ตัวเองเพื่อหวังความพ้นผิดโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่กองทัพและประเทศชาติในอนาคต


แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีบุคคลเขียนข้อความลง Facebook ว่าในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. 53 ทหารไม่ได้ออกมาปราบปรามประชาชน เพียงแต่ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่


ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ผมว่าน่าจะเป็นบ้ากันทุกฝ่ายแล้ว มันใช้แนวคิดทฤษฎีอะไรกัน และใช้กฎบัตรหรืออนุสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับไหนที่ใช้กำลังทหารถืออาวุธพร้อมรบเต็มอัตราศึก เพิ่มเติมกำลังด้วยยานเกราะ เฮลิคอปเตอร์ และ Sniper (พลซุ่มยิง) ในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ


อย่าว่าแต่กรณีเหตุการณ์เล็กน้อยแค่นี้เลยครับ แม้แต่ในสนามรบยามสงครามระหว่างประเทศ นายสิบและพลพยาบาลที่คอยดูแลผู้บาดเจ็บขณะที่กำลังปะทะกันอยู่ กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เหล้านั้นยังไม่ถืออาวุธ แต่ถือเครื่องมือแพทย์ติดตัวและติดเครื่องหมายแสดงว่าเป็น จนท. ทางการแพทย์


แล้วนี่มันอะไรกัน จะหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าด้าน ๆ ด้วยเรื่องแบบนี้เชียวเหรอ แล้วเคยคิดบ้างไหมว่าเมื่อทั่วโลกเขารู้เรื่องที่มันเขียนใน FB นี้ และเมื่อนำมาเทียบกับภาพข่าวที่เคยแพร่เรื่องเหตุการณ์ เม.ย. – พ.ค. 53 ไปแล้วทั่วโลก เขาจะมองดูประเทศนี้ในสภาพอย่างไร


หรือว่าสังคมและประเทศชาติจะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน ขอให้ตัวกูอยู่รอด พ้นผิด และติดอยู่ในอำนาจตลอดไปก็แล้วกัน


เวรแล้วไหมล่ะ (ขอใช้คำพูดของอดีตผู้บังคับบัญชาบางคนครับ เพราะมันเข้ากันดีเหลือเกิน)


อดุล อุบล

พลเอกทหารราบ

24 มิ.ย. 54


ประวัติการศึกษาบางส่วน :

 

โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

#16ปีพฤษภา53 : มันเร้นกายภายใต้ความเบลอ เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล

 


#16ปีพฤษภา53 : มันเร้นกายภายใต้ความเบลอ เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกเหตุการณ์ เมษาพฤษภา53 “ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความซึ่งเขียนโดย พลเอก อดุล อุบล ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลัง และให้ได้ทราบว่าในกองทัพไทยยังมีนายทหารประชาธิปไตยผู้รักชาติรักประชาชน ที่เขียนไว้ให้ปรากฏ โดยแง่คิดต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ไม่หลงผิดทำสิ่งเลวร้าย ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวงจรอุบาทว์เสมอมา 


“มันเร้นกายภายใต้ความเบลอ”


คำถามที่ top hit ที่สุดในชาติตอนนี้คือใครเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน 92 ศพ (รวมทั้งทหารด้วย) ใครจะต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ ผมเข้าใจว่าคำถามนี้มุ่งเป้าไปที่ทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำกองทัพพร้อมกันในขณะนี้


แท้จริงแล้วผมไม่อยากจะคุยกับเพื่อน ๆ ในเรื่องนี้ กลัวว่าบุคคลที่ไม่เข้าใจและพวกอาชีพทหารจะเอาไปกล่าวหาว่าเป็นการชี้นำ แต่ที่ต้องออกมาพูดในเชิงวิชาการก็เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่รู้ว่าการควบคุมและการใช้กำลังทหารนั้นเขาทำกันอย่างไร ไม่ได้หมายความว่ามันยากเกินกว่าจะเข้าใจ แต่มันเป็นเพราะประเทศของเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมาโดยตลอด มันจึงไม่มีการปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างถูกต้องเหมาะสม และนักวิชาการทางการเมืองการปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเปลืองตัวออกมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คงปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองและบรรดาทหารใหญ่ในเวลานั้นออกมาแสวงประโยชน์และปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในความเบลอของคนส่วนใหญ่ในชาติ เพื่อเอาตัวรอดพ้นความผิดและความรับผิดชอบจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นเช่นนี้ตลอดมาและจะมีอีกต่อ ๆ ไป


อย่าว่าแต่ประชาชนเลยครับ แม้แต่ทหารเองยังไม่เข้าใจเรื่องนี้อยางถูกต้องเลย ทหารส่วนใหญ่เองยังเข้าใจว่าการควบคุมและการใช้กำลังทหารนั้นเป็นเรื่องของทหารด้วยกันเองเท่านั้น เพราะทหารได้รับการศึกษาอบรมมาว่าต้องเชื่อมั่น และปฏิบัติตามคำสั่งความต้องการตามสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ดังคำปฏิญาณที่ว่า “คำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์” (ผมได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในด้วยรักและห่วงใยมาแล้ว คิดว่าคงยังจำได้ ถ้าอย่างไรไปทบทวนดูใหม่ก็ได้ครับ) นอกจากนี้ในแบบธรรมเนียมทหารยังระบุไว้อีดด้วยว่า ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารคือ รมว.กห. แล้วผมอยากจะถามว่า นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำเสนอรายชื่อผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพ กราบบังคมทูลเพื่อลงพระปรมาภิไธยและรับสนองพระบรมราชโองการหลังจากที่ได้โปรดเกล้าฯ ลงมาแล้วว่า อย่างนี้จะนับว่าเป็นผู้บังคับบัญชาหรือไม่ มันงง ๆ อยู่นะ แล้ว นรม. ยังเป็น หน.รัฐบาล ซึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาของ รมว.กห. อีกด้วย หรือว่าเรื่องนี้เราพิจารณาเป็นเรื่องการเมืองไม่เกี่ยวกับการทหาร แน่นอนครับในระดับยุทธวิธีเราคงแยกออกได้ว่าการเมืองและการทหารไม่เกี่ยวกัน แต่ในระดับยุทธการและยุทธศาสตร์ไม่ใช่แล้วครับ ในระดับยุทธศาสตร์นั้นการเมืองและการทหารเกี่ยวข้องกันอย่างหนัก เพราะความต้องการทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทางและการใช้กำลังทหาร ซึ่งก็ลงมาจาก ครม. ซึ่งมีนายก รมต. เป็น ผบช. นั่นเอง


ทีนี้หันกลับมาดูเหตุการณ์ เมื่อ เม.ย. - พ.ค. 53 ของประเทศไทยที่มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก คิดง่าย ๆ โดยไม่ต้องสอบสวนให้ลึกซึ้งเลยครับในชั้นต้น


- ทำไมถึงมีผู้เสียชีวิต ก็เพราะมีการพลศพและนับได้ 92 ศพเป็นอย่างน้อย ศพเหล่านั้นถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม ทั้งจากอาวุธประจำกาย และปืนซุ่มยิง ซึ่งไม่ใช่อาวุธที่ประชาชนคนธรรมดาสามารถมีไว้ครอบครองได้ ก็คงต้องเป็นอาวุธของทหารเท่านั้น นอกเสียจากจะมีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้แน่ชัดว่ามีพวกอื่นที่มีอาวุธแบบเดียวกับทหาร


- มีการใช้กำลังทหารออกมาแก้ไขสถานการณ์นี้ แน่นอนไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างอะไรก็แล้วแต่ และทหารที่ถืออาวุธออกมาเป็นกองพลเช่นนี้ไม่สามารถออกมาเองได้ จะต้องมีผู้ออกคำสั่งให้ทหารออกมา การสั่งการเรื่องนี้ต้องทำกันตามลำดับชั้นอีกด้วย การที่ทหารออกมาขอคืนพื้นที่หรือกระชับพื้นที่ ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม แต่มันก็คือการสลายฝูงชนนั่นแหละ ทหารพวกนี้นอกจากมีอุปกรณ์สลายฝูงชนแล้ว ยังมีอาวุธประจำกายและมีพลซุ่มยิงมาร่วมปฏิบัติการด้วย


- ขนาดเหตุการณ์เป็นไปถึงขั้นนี้แล้ว ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบในความเสียหายที่บังเกิดขึ้น ทุกระดับสามารถปัดออกไปให้พ้นตัวว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งที่ทำให้เกิดความเสียหายเหล่านั้น


- รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้ง ศอฉ. โดยมีรองนายกคนหนึ่งเป็น ผอ.ศอฉ. และมี ผบ.ทบ. เป็นรอง ผอ.ศอฉ. อีกท่านหนึ่ง โดยระบุให้ ศอฉ. มีหน้าที่รับผิดชอบในการใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ การนี้ส่งผลให้ฝ่ายทหารมีอำนาจควบคุมและใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ แต่ไม่น่าจะทำให้ความรับผิดชอบของ นายก รมต. ในเรื่องนี้พ้นไปด้วย (หลักการที่ต้องตามจริยธรรม คือผู้บังคับบัญชาสามารถมอบงานให้ผู้อื่นที่รองลงมาจากตนได้ แต่ไม่สามารถมอบความรับผิดชอบได้ กล่าวคือ ความรับผิดชอบในความสำเร็จและความล้มเหลวของงานคงอยู่กับตนเองตลอดไป)


จากการกระทำดังกล่าวมาแล้วกับสายการบังคับบัญชรทางทหารที่ปรากฏอยู่ในแบบธรรมเนียมทหารทำให้เกิดความเบลอ (blur) ในเรื่องของการใช้และควบคุมกำลังทหารในระดับยุทธศาสตร์ของชาติ ส่งผลเสียสำคัญให้ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารสามารถเร้นกายเอาตัวรอด อ้างว่าตนไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งใช้ทหารออกมาสลายมวลชนอย่างผิดหลักการได้ นายกฯ ออกมาอ้างว่าเป็นหน้าที่ของทหารที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์ตามการควบคุมของ ศอฉ. ฝ่ายผู้บังคับบัญชาทหารก็อ้างว่าทหารออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของ ศอฉ. ที่รัฐบาลเป็นผู้สั่งจัดตั้ง ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบอย่างแน่ชัดในการสูญเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมากในครั้งนี้ มันเป็นความผิดชอบประชาชนเองที่มาตายในเหตุการณ์นี้ ดังนั้น ประชาชนต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างตัวใครตัวมัน อย่ามาถามหาอะไรให้เป็นที่ก่อกวนสร้างความรำคาญขัดขวางการหาเสียงของนักการเมือง


ผมก็คิดได้เท่านี้แหละครับ แต่อยากจะถามทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนในชาติว่า มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องปฏิวัติกองทัพและออกกฎหมายให้แน่ชัดในเรื่องการควบคุมและการใช้กำลังทหารของชาติให้เหมือนกับที่ชาติศิวิไลซ์เขาปฏิบัติกันเสียที อย่างน้อยที่สุดมันอาจจะทำให้นักการเมืองและพวกอาชีพทหารไม่สามารถเร้นกายออกไปจากการเข่นฆ่าประชาชนด้วยกำลังทหารได้ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ผู้ที่จะใช้กำลังทหารออกมาประจันหน้ากับประชาชนผู้เป็นเจ้าของกองทัพอย่างแท้จริงต้องหยุดคิดถึงอนาคตของผลกรรมจากการกระทำของตนเองมากขึ้น


อดุล อุบล

พลเอก, ทหารราบ

22 มิ.ย. 54


นี่คือบทความบางตอน ในหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล


ประวัติการศึกษาบางส่วน :

 

โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“วีระยุทธ” ชี้ รธน. 60 สร้างองค์กรอิสระที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว กับความเดือดร้อนของประชาชนและความถดถอยของประเทศ ถึงเวลาหาฉันทามติเดินหน้าปฏิรูป

 


“วีระยุทธ” ชี้ รธน. 60 สร้างองค์กรอิสระที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว กับความเดือดร้อนของประชาชนและความถดถอยของประเทศ ถึงเวลาหาฉันทามติเดินหน้าปฏิรูป


วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดกิจกรรมเสวนา “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 126 ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์ โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้รับเชิญให้เป็นหนึ่งในวิทยากรร่วมวงเสวนาครั้งนี้


วีระยุทธระบุว่า การออกแบบกลไกองค์กรอิสระ ในรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับอิทธิพลจากกระแสความคิดเสรีนิยมใหม่ ที่มุ่งถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจจากตัวแทนระบบเลือกตั้ง ไปสู่อำนาจของผู้เชี่ยวชาญจากการแต่งตั้ง (depoliticization) ซึ่งถ้านำไปใช้ในประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่นแล้วมักจะทำให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลมากขึ้น แต่นั่นเป็นเพราะประเทศเหล่านั้นมีที่มาของอำนาจที่เดียว สุดท้ายอำนาจสูงสุดยังคงอยู่ที่อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน และรัฐสภาจะเป็นคนดึงอำนาจนั้นกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หากนำมาใช้ในประเทศที่ประชาธิปไตยยังไม่ตั้งมั่น ซึ่งมีที่มาของแหล่งอำนาจหลากหลายและยังมีอำนาจจากการรัฐประหารอยู่ จะทำให้ประชาธิปไตยที่ยิ่งสั่นคลอนอยู่แล้วมีโอกาสที่จะสั่นคลอนมากขึ้น ดังที่พบในหลายประเทศไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ถ้ามองในมุมเศรษฐศาสตร์การเมือง ด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ยกอำนาจของพรรคการเมืองขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันองค์กรแต่งตั้งก็เริ่มมีหน่ออ่อนอำนาจขึ้นมาแล้ว แต่หลังยุครัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมากลายเป็นว่าพรรคการเมืองถูกลดอำนาจ เช่น ตั้งใจออกแบบให้การย้ายพรรคทำได้ง่าย ที่สำคัญที่สุดคือ องค์กรแต่งตั้งทั้งหมดในประเทศไทยทำให้เกิดเส้นทางอาชีพและแรงจูงใจใหม่ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย เอ็นจีโอ และวิชาชีพต่างๆ เริ่มคิดถึงชีวิตการงานว่าจะไปอยู่ในองค์กรแต่งตั้งองค์กรไหน จึงอาจโน้มเอียงตัดสินใจเพื่อสนับสนุนผู้มีอำนาจในองค์กรนั้น แทนที่จะคิดแบบอิสระ


ในแง่นี้ การรัฐประหารจึงทำหน้าที่เสมือนเป็น job expo ครั้งใหญ่ เมื่อใดก็ตามที่เกิดการรัฐประหาร คนจำนวนมากจะมีโอกาสในการหางานในองค์กรแต่งตั้งครั้งใหญ่ได้ทันที โดยเฉพาะถ้าทำการบ้านมาก่อนและวิ่งเข้าหาเส้นทางอำนาจตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่วิชาชีพของตัวเอง ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญ 2560 มันขับเคลื่อนแรงจูงใจให้บิดเบือนและเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ด้วยโครงสร้างแรงจูงใจที่ออกแบบเช่นนี้ การมีอยู่ขององค์กรอิสระสามารถมองในมุมด้านลบได้ 4 ด้าน คือ 1) คนที่ทำงานในวิชาชีพคนจะเริ่มคิดถึงการเข้าไปอิงกับระบอบมากขึ้น 2) วิธีการใช้งบประมาณขององค์กรเหล่านี้ก็สูงขึ้นเริ่อยๆ เสียโอกาสในการนำงบประมาณเหล่านี้ไปใช้กับด้านอื่น 3) องค์กรเหล่านี้กลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่ต้องรู้ร้อนรู้หนาวกับอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจหรือวิกฤตอะไรก็ตาม เงินเดือน รถประจำตำแหน่ง ฯลฯ ทุกอย่างยังคงอยู่ครบ จะคัดค้านโครงการไหนก็ได้เพราะไม่ต้องรู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับความเป็นไปของประเทศ และ 4) หยุดชะงักการเรียนรู้ของประชาธิปไตย ซึ่งต้องมีการลองผิดลองถูกและปรับตัว


เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่การยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง แต่การมีองค์กรเช่นนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับคนทำงานการเมืองตั้งแต่ต้น สร้างความไม่แน่นอนให้กับระบบ ทำให้ทุกคนไม่อยากเข้าสู่การเมืองในระบบปกติ และจะยิ่งดึงคนที่มีชนักติดหลังเข้ามาง่ายขึ้นเพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอะไรจะเสีย


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่าสำหรับการออกแบบองค์กรแต่งตั้งใหม่ ต้องตั้งหลักก่อนว่าจะออกแบบด้วยหลักการอะไร สำหรับตนแล้วมีหลักการอยู่ 3 ข้อ คือ 1) เปลี่ยนแรงจูงใจให้เกื้อหนุนต่อประชาธิปไตยให้ได้ 2) ทำอย่างไรให้องค์กรแต่งตั้งรู้ร้อนรู้หนาวกับสถานการณ์ของประชาชน เปลี่ยนกติกาให้นำไปสู่การปรับตัวเองได้ในอนาคต และ 3) ทำอย่างไรให้ข้าราชการและวิชาชีพไทยมีเป้าหมายหลังเกษียณที่เป็นคุณกับประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่


ตัวอย่างหนึ่งที่ตนอยากยกมาพูดถึง คือกรณีการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีความสำคัญสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ของประเทศไทยกลับเป็นองค์กรที่อยู่ในซอกหลืบ ในสภาชุดที่แล้วมีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อแก้ไขกฎหมาย โดยมีโจทย์สำคัญคือการคัดเลือกคณะกรรมการว่าควรมีที่มาอย่างไรที่จะมีประสิทธิภาพในการทำงานและยึดโยงกับประชาชน มีการถกกันเยอะว่าที่มาของกรรมการในองค์กรเช่นนี้ควรจะมาจากไหน และข้อสรุปที่ได้จากวงนั้นคือจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ”กรรมการสรรหา” ว่าจะทำอย่างไรให้มีทั้งความสามารถและความยึดโยงกับประชาชน ข้อสรุปคืออย่างน้อยคณะรัฐมนตรีควรมีสิทธิในการส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการสรรหา แต่ก็ควรมีตัวแทนจากสภาทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมถึงตัวแทนจากสมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่น ตัวแทนผู้บริโภค


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนพร้อมผลักดันให้สภาชุดนี้เริ่มเป็นพื้นที่ทดลองสำคัญในการเดินหน้าหาฉันทามติในสังคมใหม่ ว่าองค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบในอนาคตควรจะมี“ที่มา” อย่างไร จึงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยึดโยงกับประชาชนไปพร้อมกัน รวมถึงการออกแบบ “ที่ไป” ด้วย ว่าประชาชนจะสามารถรวมตัวกันถอดถอนชื่อหากไร้ประสิทธิภาพหรือทำงานแล้วมีปัญหาได้อย่างไร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน








“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

 


ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

 

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อให้ส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่


โดยณัฐพงษ์ระบุว่าสิ่งที่ตนอยากให้ประชาชนตรวจสอบร่วมกันคือการทำหน้าที่ของรัฐบาล ว่ามีความพยายามสอดไส้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ในส่วนของแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน มาอยู่ใน พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ฉบับนี้ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันหรือไม่


โดยในคำร้องมีข้อมูลประกอบให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ในคำร้องได้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรทำในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการต่อเนื่องหลายปี ไม่มีความจำเป็นและไม่เหมาะสมที่จะออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ในลักษณะนี้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ในส่วนของคำร้องจึงมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งออกมาในเบื้องต้น ว่าจะระงับการเบิกจ่าย โดยเฉพาะในส่วนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อนหรือไม่ เพราะหากมีการรับคำร้องไว้พิจารณา แล้วรัฐบาลได้กู้เงินและทำการใช้จ่ายเงินไปก่อน แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในภายหลังว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น ก็อาจจะมีผลตามมาได้ว่าเงินที่กู้มาแล้วใช้ไปก่อนหน้านี้จะดำเนินการอย่างไร จะต้องเรียกคืนหรือไม่


พรรคร่วมฝ่ายค้านพยายามพิจารณาการเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ เพราะที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีปัญหาที่สังคมตั้งข้อสังเกตต่อการเขียนคำวินิจฉัยว่าเป็นการไปก้าวล่วงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น กรณีระงับโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยอ้างว่าควรทำถนนลูกรังให้หมดก่อน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอีกส่วนหนึ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมดำเนินการคู่ขนานกันในสภา คือการเสนอญัตติให้มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาทนี้ด้วย ซึ่งคาดหวังว่ารัฐบาลจะไม่โหวตคว่ำไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ เพราะการการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะมีคณะกรรมการมากลั่นกรองเพียงแค่ไม่กี่ชั้น เมื่อเทียบกับการใช้งบประมาณในกระบวนการงบประมาณปกติ ที่มีการตั้งคำขอและการพิจารณาผ่านสภาหลายชั้น ถ้ารัฐบาลไม่ได้มีเจตนาที่จะปกปิด สอดไส้ หรือตีเช็คเปล่า ก็ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องมาโหวตคว่ำในญัตติการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรรคร่วมฝ่ายค้าน #ศาลรัฐธรรมนูญ