สิทธิพล
- เดชรัต นำทีมเกษตร ครม. เงา - ซัดปุ๋ยธงเขียวขายจริงเกินราคากระทรวง -
จี้พาณิชย์คุมราคา หยุดสินค้านำเข้าทะลัก
วันที่
11 พฤษภาคม 2569 สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล และ เดชรัต
สุขกำเนิด นำทีม ครม.เงา ด้านเกษตร
สะท้อนการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีขาดแคลนและราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำของรัฐบาลที่ไม่ครอบคลุม
ไม่ตอบโจทย์เกษตรกร
ปุ๋ยชีวภาพ
ไม่ตอบโจทย์ประชาชน
ปุ้ย
แสงนาค เกษตรกร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนว่า
ขณะนี้ชาวนาประสบปัญหาแบกรับภาระต้นทุนอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยากำจัดศัตรู
น้ำมันเชื้อเพลิงโดยไร้มาตรการเยียวยาที่ตรงจุด ทั้งโครงการที่ออกมา เช่น การเตรียมผลิตปุ๋ยชีวภาพให้เกษตรกรใช้แทนปุ๋ยเคมีนั้นไม่ตอบโจทย์
และไม่สามารถใช้ได้กับบริพื้นที่ เช่น
พืชที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่เหมาะกับการใช้ปุ๋ยชีวภาพ
และมีข้อจำกัดในการปรับตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ชาวนาช้าเพียงบางพื้นที่เสี่ยงที่จะรับผลกระทบจากศัตรูพืชหนักกว่าแปลงที่ใช้สารเคมี
สะท้อนปัญหาว่ามาตรการเยียวยาที่ผ่านมาไม่มีมาตรการช่วยเหลือทางตรง
มีแต่ทางอ้อมเช่น ปุ๋ยธงเขียว ปุ๋ยธงฟ้า
ที่สุดท้ายชาวนาก็เข้าไม่ถึงทั้งยังทำให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้น ปุ้ย เสนอว่า
รัฐบาลควรเน้นการช่วยเหลือทางตรง ไม่ต้องผ่านนายทุน ผู้ควบคุมปัจจัยผลผลิต
ปุ๋ยธงเขียวช่วยเกษตรกรได้แค่
0.5% ของความต้องการจริง
ขณะที่
วริสา มีเจริญ ทีมประชาชนคนเกษตร
กล่าวถึงปัญหาความครอบคลุมเชิงปริมาณของโครงการปุ๋ยธงเขียวว่า
เดิมรัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10 ล้านกระสอบ แต่ปรับลดลงเหลือเพียง 600,000
กระสอบ คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.5 ของความต้องการใช้ปุ๋ยของประเทศไทยทั้งหมด
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หากชาวนาต้องใช้ปุ๋ย 100 กระสอบ
จะสามารถซื้อได้ในราคาโครงการได้เพียงครึ่งกระสอบเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 99
กระสอบ ต้องแบกรับราคาตลาดที่สูงลิบโดยไม่มีกลไกรัฐรองรับ
งานปุ๋ยธงเขียว
ของกระทรวงพาณิชย์ แต่ขายเกินราคาแนะนำ
ยิ่งกว่านั้น
ยังพบว่าแม้แต่ปริมาณปุ๋ยเล็กน้อยที่โครงการนำมาจำหน่ายยังจำหน่ายเกินราคาแนะนำที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในงานปุ๋ยธงเขียวที่จังหวัดกำแพงเพชรจัดพบว่ามีการจำหน่ายปุ๋ยเกินราคาที่ประกาศหลายรายการ
เช่น ปุ๋ยไนโปเฟท สูตร 16-20-0
ซึ่งมีราคาแนะนำระหว่าง 939-1,019 บาทต่อกระสอบ
แต่กลับวางจำหน่ายจริงในราคา 1,025-1,050 บาท
หมายความว่าแม้แต่ในงานที่กระทรวงเป็นเจ้าภาพเอง
ยังไม่สามารถบังคับใช้ราคาที่ตนเองประกาศได้
สำหรับปุ๋ยยูเรีย
46-0-0 ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เกษตรกรใช้อย่างแพร่หลาย พบว่ามีผู้จำหน่ายเพียง 2 รายในราคา 1,215 บาท
โดยที่กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยประกาศราคาแนะนำเอาไว้ก่อน
ซึ่งวริสาตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการจงใจเปิดช่องโหว่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบว่าขายเกินราคา
โครงการปุ๋ยชีวภาพ
เสี่ยงทุจริต-ไม่ตอบโจทย์เกษตรกร
เดชรัตกล่าวถึงกรณีคุณสุริยะ
จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ที่เดินทางไปเจรจาจัดซื้อปุ๋ยจากรัสเซีย 2 ล้านตัน
และประกาศข่าวอย่างยิ่งใหญ่ว่าการเจรจาสำเร็จ
แต่สุดท้ายต้องพับโครงการเพราะติดปัญหาด้านการขนส่งที่ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง
ทั้งที่มีผู้ทักท้วงตั้งแต่ต้นแล้ว
ก่อนจะหันมาเสนอโครงการปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ใหม่ โดยของบกลาง 5,000-6,000 ล้านบาท เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรทั่วประเทศ
เดชรัตตั้งคำถามสำคัญ
3 ประเด็น ได้แก่ (1) โครงการจะสามารถจัดเตรียมให้ทันฤดูกาลเพาะปลูกหรือไม่
(2) กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะมีความโปร่งใสและได้มาตรฐานเพียงใด
และ (3) ซึ่งเกษตรกรกังวลมากที่สุดคือ
ปุ๋ยที่ผลิตและแจกจ่ายจะเหมาะสมกับสภาพดินของแต่ละพืชและแต่ละพื้นที่หรือไม่
เดชรัตเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมกว่า
คือรัฐควรเป็นผู้นำเข้าแม่ปุ๋ยและควบคุมราคา
จากนั้นโอนสิทธิส่วนลดแก่เกษตรกรในรูปแบบคูปองส่วนลด
เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกซื้อปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองได้โดยตรง
โดยประเมินว่าต้องใช้งบประมาณราว 35,000 ล้านบาท
สำหรับส่วนลดปุ๋ยเคมี 300 บาทต่อกระสอบต่อไร่ ไม่เกิน 20
ไร่ต่อราย ทั้งนี้ต้องดำเนินการควบคุมราคาไปพร้อมกันด้วย
มะพร้าวน้ำหอมยังราคาต่ำ
รัฐต้องเร่งหาทางแก้ด่วน
ชัยรัตน์
ศักดิ์อิสระพงศ์ สะท้อนปัญหามะพร้าวราคาตกต่ำพร้อมทวงถามถึงรัฐบาลว่า
ล้งนอมินีที่เป็นเครื่องมือสำคัญของพ่อค้าส่งออก
ก่อนหน้านี้มีการเข้าไปตรวจล้งประมาณ 8 แห่ง
อยากสอบถามว่าได้ดำเนินคดีไปถึงไหนแล้ว ส่วนประเด็นล้งกลางกลายเป็นล้งชุมชน
อยากสอบถามว่า ล้งชุมชนที่รัฐบาลต้องการจะทำ ตอนนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว
เท่าที่สอบถามมาพบว่ายังอยู่ในขั้นตอนการหาข้อมูลอยู่เลย
ซึ่งผลผลิตกำลังจะออกมาภายใน 3-4 เดือนนี้แล้ว
รัฐบาลจะดูดซับผลผลิตอย่างไร
ส่วนประเด็นที่รัฐบาลออกจดหมายเปิดผนึกเรื่องความน่าเชื่อถือน้ำมะพร้าว
และจะหารือกับสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมว่าจะทำอย่างไรให้น้ำมะพร้าวได้มาตรฐาน
ซึ่งประเทศเรามีมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอมที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2564 ที่กระทรวงพาณิชย์สามารถหยิบไปใช้ตรวจสอบได้เลย
ไม่จำเป็นต้องไปปรึกษาหรือหาข้อมูลอีก
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
ส่วนการแปรรูปและการดูดซับผลผลิตมะพร้าวส่วนเกิน รัฐบาลมีแผนการรับมืออย่างไร
นอกจากนี้ก็อยากให้ลองหาน้ำมะพร้าวน้ำหอมตามร้านสะดวกซื้อ
ปัจจุบันมีฉลากข้างขวดมีน้ำมะพร้าวน้ำหอมเพียง 1% เท่านั้น
ควรเพิ่มสัดส่วนในการผสมหรือไม่เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกินได้
พาณิชย์ต้องตั้งหลักคุมราคา
หยุดสินค้านำเข้าทะลัก
สิทธิพลกล่าวว่า
ตัวชี้วัดความสามารถของกระทรวงพาณิชย์ในภาวะวิกฤตเช่นนี้
อยู่ที่การจัดการต้นทุนให้เป็นธรรมแก่เกษตรกร
และการควบคุมสินค้าเกษตรนำเข้าที่ทะลักเข้ามาตัดราคาสินค้าไทย
กระทรวงพาณิชย์ต้องโฟกัสสองภารกิจนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เน้นเพียงการจัดงานขายของโดยไม่จัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง
ในด้านการควบคุมราคา
สิทธิพลเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ประกาศ "ราคาควบคุม"
สำหรับปุ๋ยอย่างเป็นทางการ แทนที่จะเป็นเพียง "ราคาแนะนำ"
ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
พร้อมทำงานเชิงรุกลงพื้นที่ตรวจสอบราคาซื้อขายจริงในตลาดว่าเป็นไปตามราคาควบคุมหรือไม่
ในด้านการนำเข้า
สิทธิพลยกตัวอย่างกรณีมะม่วงที่น่ากังวล โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569
ประเทศไทยนำเข้ามะม่วงสูงถึง 23,000 ตัน
เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 21 และในเดือนมีนาคม 2569
เพียงเดือนเดียว นำเข้ามะม่วงมากกว่า 11,000 ตัน
ซึ่งกดดันราคามะม่วงในประเทศอย่างรุนแรงโดยเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบว่าสินค้าเกษตรนำเข้าได้มาตรฐานสุขอนามัยหรือไม่
มีการทุ่มตลาดโดยตัดราคาหรือไม่ และมีการนำเข้าเพื่อสวมสิทธิในการส่งออกหรือไม่
พร้อมกันนี้ยังเสนอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณามาตรการที่เคยใช้ในอดีตเช่น
การใช้มาตรการ safe
guard ห้ามนำเข้าสิ้นค้าบางชนิดเมื่อสินค้าภายในประเทศราคาตกต่ำมาก
ทั้งนี้เป็นมาตรการการค้าระหว่างประเทศ ที่ใช้ในทางสากล
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา