วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ศ. เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร


ศ. เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ : ลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย เสียดายที่เรื่องของลุงไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


สวัสดีครับ ผมขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่าน ณ ที่นี้และที่บ้าน ที่ได้ร่วมงานรำลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 20 ปี ของการสละชีพของท่านเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย และเพื่อลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. ที่กล่าวว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”


หลังจากที่ท่านพยายามสละชีวิตครั้งแรกด้วยการขับรถแท็กซี่ชนรถถังที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 จนต้องเข้ารักษาอาการบาดเจ็บสาหัสที่โรงพยาบาลวชิระ และแพทย์ให้ไปพักฟื้นที่บ้าน รักษาตัวอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ท่านได้อ่านพบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. จนท่านคิดว่าเกิดเป็นคนไทย ฆ่าได้ หยามไม่ได้ ท่านจึงตัดสินใจที่จะสละชีพเพื่ออุดมการณืประชาธิปไตยและลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค. ดังที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว


ในจดหมายที่ท่านเขียนลาตายไว้ นอกจากท่านได้กล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ แล้ว คำสุดท้ายของท่านยังกล่าวว่า การตายของท่านเป็นการประท้วงต่อเผด็จการ เราก็คงทราบอยู่แล้วว่า การตายของท่าน วีรกรรมของท่านที่โดดเด่น เป็นการต่อสู้โดยการสู้กับศัตรูด้วยสันติวิธีขั้นสูงสุด ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ใช้สันติวิธีขั้นสูงสุด คือการสละชีพเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย


แต่เป็นที่น่าอนาถที่ระบอบการปกครองของประเทศไทย หรือที่เราเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย ได้พยายามกลบเกลื่อนจนข่าววีรกรรมของท่านและเจตนารมณ์ของท่านดังที่ท่านได้เขียนบอกไว้ในจดหมายลาตาย ไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควร เพื่อให้ประชาชนไทยได้ตื่นตัวขึ้นจากระบอบการปกครองที่ถูกมอมเมา ที่ถูกทำให้ล้างสมองคนไทยของเรา ให้ศรัทธาในสิ่งที่ได้กดขี่บีบคั้นขูดรีดเรามาโดยตลอด ผิดกับกรณีสละชีพเพื่ออุดมการณ์ เช่นเดียวกันของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ท่านสละชีพเพื่ออุดมการณ์พิทักษ์ป่าและสัตว์ป่า ซึ่งประสบผลสำเร็จพอสมควร เพราะมันไม่กระทบระบอบอำมาตยาธิปไตยและจอมเผด็จการ


ดังที่เรารู้อยู่แล้วว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่พิลึกที่ลั่นที่สุดในโลกที่ไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน และก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งสุดท้าย มีการโยกย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี นายอำเภอและผู้มีอิทธิพลในการเลือกตั้งอื่น ๆ จำนวนมาก รวมทั้งการใช้เงินมหาศาล ทำให้เราได้วุฒิสภาสีน้ำเงิน ทำให้เราได้สภาผู้แทนราษฎรสีน้ำเงิน และเกิดรัฐบาลสีน้ำเงิน และองค์กรอิสระสีน้ำเงิน จึงอาจเรียกได้ว่าระบอบการปกครองในประเทศไทยในขณะนี้เป็นระบอบสีน้ำเงิน


และเราทั้งหลายคงทราบกันอยู่แล้วว่า สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ของอะไร หมุดคณะราษฎรที่หายไปจากถนนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ปราบกบฎบวรเดชที่วงเวียนหลักสี่ หายไปโดยปราศจากร่องรอย ไม่มีใครสืบสวนสอบสวนหาความจริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ใครสั่ง? ใครทำ? ใครนำไปทำลาย? เป็นต้น ระบอบเช่นนี้เป็นระบอบที่ทำให้ประเทศไทยของเราไม่สามารถที่จะเจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร


คุณลงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้พยายามสละชีพของท่านเพื่อจุดประกายให้คนไทยตื่นตัวขึ้นเพื่อที่จะทำให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของเรา เป็นรูปแบบการปกครองที่คณะราษฎร พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติไว้ในมาตราแรกของธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ว่า “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้เป็นเช่นนั้น ขอบพระคุณครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ : การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การลงโทษคนที่ทำรัฐประหารคือการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีก

 


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ : การเก็บความทรงจำคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การลงโทษคนที่ทำรัฐประหารคือการป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารอีก


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทองไพรวัลย์

ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เมื่อ 31 ตุลาคม 2569


ขอบคุณหมอสันต์นะครับกับสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ สวัสดีอาจารย์ธิดา สวัสดีหมอเหวง สวัสดีคุณแม่บุญชู เพื่อน ๆ สส. แล้วก็เรียกว่าสหายผู้ร่วมต่อสุ้ทุก ๆ ท่าน


ก่อนอื่นผมอาจจะขอออกตัวก่อนนะครับว่า ตั้งแต่มาเป็นนักการเมืองผ่านมาก็น่าจะ 6 ปี ปีนี้ปี 69 น่าจะ 7 ปีนะครับ กว่าที่จะได้มาร่วมงานของลุงนวมทองในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ผมคิดว่าช่วงคลิปไม่กี่วินาทีเมื่อสักครู่ที่เป็นเสียงลุงนามทอง ได้บอกว่า แค่ชีวิตเขาคนเดียวมันจะสำคัญอะไรมากกว่าความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ผมฟังแค่ไม่กี่คำเมื่อสักครู่ ต้องบอกว่ารู้สึกสะเทือนใจข้างใน ที่สะเทือนใจเพราะว่าผมเชื่อว่างานแบบนี้ ผมไปร่วมงาน 14ตุลา, 6 ตุลา รวมถึงงานในวันนี้ด้วย สิ่งหนึ่งที่ยึดโยงพวกเราเข้ามาอยุ่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม รุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นใหญ่ รวมถึงตัวผม หรือแม้แต่น้อง ๆ ที่นั่งอยู่ข้างหลังที่อาจจะเด็กกว่าผม ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเรามาอยู่รวมกันคือเราเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง คำว่าประชาธิปไตย สิ่งที่ดีกว่านั่นก็คืออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลาน


ผมว่าความต้องการของพวกเรามันเรียบง่ายมาก เพียงแต่ว่าวิธีการต่อสู้ในอดีตจนถึงปัจจุบันมันอาจจะต่างไป แค่อยากให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนมันทำยากในประเทศนี้ แล้วก็ต้องบอกว่าในอดีต การต่อสู้มันอาจจะมีกระบอกปืน มีรถถัง ออกมา แต่ในยุคนี้สมัยนี้จริง ๆ เขาอาจจะจำแลงกายเป็นอย่างอื่นอยู่ภายใต้ของคราบรัฐธรรมนูญปี 60


ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการลงประชามติที่ผ่านมาก็คือ ประชาชน 21 กว่าล้านเสียงได้ตัดสินไปแล้วว่าอยากจะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 60 ทิ้ง อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นประชามติจากประชาชนร่วมกันที่พวกเราต้องร่วมกันต่อสู้ ร่วมกันผลักดันต่อ ก็อยากจะให้ทุกคนที่มาร่วมงานวันนี้ก็เก็บความทรงจำไว้ ระลึกถึงการต่อสู้ในอดีต ผมคิดว่าความทรงจำและความรู้สึกร่วมกันจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเกี่ยวแขนกันเดินต่อไป


ผมมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะมาแชร์ให้ทุกท่านฟัง อาจจะไม่ได้เป็นเหตุการณ์ในประเทศ แต่จริง ๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นประเทศที่แต่ก่อนประเทศไทยเคยไปช่วยเหลือเขาในสมัยช่วงสงครามเกาหลี แล้ววันนี้เขาอาจจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเรา แล้วตอนนี้ก็เจริญไปมากกว่าเราแล้วด้วยซ้ำ ผมมีโอกาสได้พบกับตัวแทนจากประเทศเกาหลีใต้ มาจากมูลนิธิ 18 พฤษภา ก็คือเป็นเหตุการณ์ควังจู ในปี 1980 (พ.ศ.2523) หลังจากเหตุการณ์วันนั้นมาสู่ในปี 1987 (พ.ศ.2530) ที่ทำให้เกาหลีใต้มีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ประชาชนสามารถเลือกตั้งประธานาธิบดีได้โดยตรง


ก็บังเอิญมากครับที่มายึดโยงกับตัวผมโดยตรง ผมก็เกิด 18 พฤษภาคม 1987 พอดี วันและเดือนเกิดตรงกับเหตุการณ์ควังจู ส่วนปีเกิดตรงกับปีที่เขามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งหนึ่งวันนั้นที่ตัวแทนจากเกาหลีใต้ถามผมกลับมาซึ่งทำให้ผมสะอึกและตอบไม่ถูกเหมือนกัน เขาบอกว่าจริง ๆ เขาก็ศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยมาก่อน เขาบอกว่า 14ตุลา เขาเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้น ประชาชนออกมาเรือนแสนเพื่อเรียกร้องให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เกิดเหตุการณ์นั้นแล้วทำไมมันไม่เหมือนกรณีเกาหลีใต้ที่การเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนขนานใหญ่มันจึงสามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านได้จริง


ผมก็เลยแชร์ให้เขาฟังครับ ผมให้เขาฟังแบบนี้ว่า ถ้าผมไม่มาเป็น สส. ถ้าผมไม่เป็นนักการเมือง เอาจริง ๆ ผมแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์เชิงลึกพวกนี้เลยนะครับ เพราะว่าประเทศไทยมีความพยายามในการลบเลือนประวัติศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยไม่เคยสอนพวกนี้ หมุดคณะราษฎรถูกถอนออกไป แต่ตัดภาพไปที่ประเทศเขา บ้านเขา เขามีอนุสาวรีย์เยอะแยะเต็มไปหมด เรื่องเล่า ซีรีย์ ทุกวันนี้เปิดบน Netflix ดู ถ้าดูซีรีย์เกาหลีมีการฝังเหตุการณ์ควังจูอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง


อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เขาบอกว่าการเก็บความทรงจำมันคือการป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นมาซ้ำรอยอีก และนอกเหนือจากการเก็บความทรงจำให้อยู่กับรุ่นลูกรุ่นหลานครับ อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญก็คือการทำให้คนที่ออกมาปฏิวัติรัฐประหารได้รับการลงโทษสักหนึ่งครั้งในประวัติศาสตร์ในประเทศ มันจะเป็นสิ่งสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ซึ่งเราก็เห็นว่าทุกวันนี้นักการเมืองของเกาหลีใต้เอง ทั้งคนที่โกง ทั้งคนที่ออกมาปฏิวัติ ได้รับการลงโทษ


แต่ในประเทศเรา เราจะเห็นนักการเมืองโกงกินลอยตัว เราจะเห็นคนที่ออกมาปฏิวัติไม่เคยจะต้องรับผลอะไรเลย ผมคิดว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ถามผมว่าถ้าจะขอมา 1 อย่าง เป็นนักการเมืองมาตลอดหลายปี จะขออะไร? สำหรับผม ผมขออย่างเดียว ถ้าวันหนึ่งเราเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยได้ สามารถตรวจสอบคดีย้อนหลัง ข้อเท็จจริงย้อนหลัง และสามารถเอาคนผิดมาลงโทษได้ ผมขอแค่อย่างนี้อย่างเดียว ที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงครับ ขอบคุณมากครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์






อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : “ลุงนวมทอง”เป็นวีรชนประชาธิปไตยคนแรกของ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้ง ไม่มีสังกัด ไม่มีองค์กร ไม่มีการชี้นำ / บรรยากาศขณะนี้ดูเหมือนมืดมน แต่ในความมืดมนนี้มีแสงสว่างบางอย่างที่เราสามารถที่จะเดินทางและก้าวไปได้


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : “ลุงนวมทอง”เป็นวีรชนประชาธิปไตยคนแรกของ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้ง ไม่มีสังกัด ไม่มีองค์กร ไม่มีการชี้นำ / บรรยากาศขณะนี้ดูเหมือนมืดมน แต่ในความมืดมนนี้มีแสงสว่างบางอย่างที่เราสามารถที่จะเดินทางและก้าวไปได้


ปราศรัยในงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ณ สดมภ์อนุสรณ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569


สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาในงานรำลึกสดุดีวีรชนประชาธิปไตยที่เป็นไพร่ ไพร่ในยุคใหม่ ไม่มีสังกัด ไม่ได้ขึ้นต่อใคร ทำคนเดียว ก็เป็นวีรชนได้ ท่านเลือกเกิดไม่ได้ แต่ท่านเลือกจะตายอย่างที่มีค่าตามที่ท่านคิด เพราะท่านตัวคนเดียว และไม่ใช่การตัดสินใจครั้งเดียว เป็นการตัดสินใจสองครั้ง


ก่อนที่จะนำไปสู่เรื่องราวที่อยากจะฝากไว้ ดิฉันนอกจากขอขอบพระคุณแล้วก็อยากจะบอกว่า ถามว่าผู้ที่มาร่วมและเป็นเจ้าภาพมีใครบ้าง ก็คือ นอกจากคณะทำงานแล้วก็พี่น้องประชาชนที่มาช่วย องค์กรหลักก็มี คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) และอีกอันหนึ่งก็คือมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ซึ่งเกิดใน 2535


2535, 2553 ต้องมาจัดงานด้วยกัน เพราะว่าไม่มีใครจัดงานให้ไพร่สามัญชนวีรชนประชาธิปไตยคนแรกใน 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้ง เราได้รับชัยชนะในปี 2535 ผลพวงของมันคือเราได้รัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่อาจจะเรียกว่าดีเกือบที่สุด เรายังต้องการให้มีรัฐธรรมนูญที่ดีกว่านี้ แต่มันถูกปล้นด้วยการทำรัฐประหาร 2549 และเริ่มต้น 2 ทศวรรษใหม่ของความขัดแย้ง เป็นความขัดแย้งในยุคทุนนิยม ลุงนวมทอง เป็นวีรชนประชาธิปไตยคนแรกของ 2 ทศวรรษแห่งความขัดแย้งนี้ ไม่มีสังกัด ไม่มีองค์กร ไม่มีการชี้นำ อย่าลืมว่าการรัฐประหารเกิด 19 กันยายน แต่ท่านตัดสินใจภายในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม แสดงว่าไม่ต้องมีใครชี้นำ องค์กรแนวร่วมต่อต้านเผด็จการฯ ก็ยังไม่เกิด


เพราะฉะนั้นอย่างหนึ่งก็คือ อยากให้ประวัติศาสตร์และความทรงจำของประชาชนได้จำว่า ใน 2 ทศวรรษใหม่ของความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ซึ่งดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ท่านเป็นวีรชนคนสามัญ เป็นวีรชนประชาธิปไตยคนแรก อันนี้ต้องเป็นเกียรติยศ ในเวลานั้นผู้ใช้แรงงานคนอื่นพวกที่มีสังกัด มีกลุ่ม มีองค์กร รัฐวิสาหกิจทั้งหลายกลายเป็นกรรมกรขุนนาง องค์กรปัญญาชน องค์กรเอกชน (ขออภัย) จำนวนมาก กลุ่มชนชั้นกลางบนขึ้นไปทุกที่ ล้วนเห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร


แต่ลุงนวมทองยึดกุมหลักได้ และไม่ใช่กุมหลักการทฤษฎีได้ รู้ว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรู ใครคือปฏิปักษ์ประชาชน ท่านไม่เพียงแต่ยึดกุมแต่ท่านลงมือปฏิบัติ แต่ความที่ท่านเป็นคน ๆ เดียว ท่านไม่มีกลุ่มไม่มีพวก ท่านต้องการที่จะให้ประวัติศาสตร์จารึกว่ามันมีคนไม่เห็นด้วย คนเอาดอกไม้ไปให้ทหารที่มากับรถถัง แต่ท่านเอาแท็กซี่ชนรถถัง นี่คือสิ่งที่ต้องการแสดงออกเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐประหาร โดยทฤษฎีหลายคนก็รู้ว่าไม่เอารัฐประหาร แต่ท่านไม่ใช่ยึดกุมหลักการอย่างเดียว ท่านปฏิบัติด้วย


นี่จึงเป็นสิ่งที่ควรจะบันทึกในประวัติศาสตร์ เพราะว่าในเวลานั้นปัญญาชนจำนวนมากเห็นต่าง สนับสนุนรัฐประหาร นี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ ศาสตราจารย์ กับ คนขับแท็กซี่ ถามว่าใครยึดกุมหลักการทฤษฎีแห่งการต่อสู้ของประชาชนได้มากกว่ากัน? ลุงนวมทองยึดกุมได้มากกว่า แล้วกล้าที่จะต่อสู้แม้ตัวคนเดียว การตัดสินใจสองรอบ รอบแรกขับรถแท็กซี่ชนรถดัง รอบที่สองทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า ที่บอกว่าไม่มีคนยินดีที่จะพลีชีพเพื่ออุดมการณ์นั้นไม่จริง


ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องที่เราควรคารวะและควรจดจำสำหรับลุงนวมทอง เพราะเป็นลักษณะพิเศษ วีรชนในรุ่น 14ตุลา, 6ตุลา, เมษา-พฤษภา และรวมกระทั่งปี 53 ล้วนมีแกนนำ และจำนวนหนึ่งคือแกนนำเป็นปัญญาชน แต่ว่านี่ลุงนวมทองตัวคนเดียว ในขณะที่สหภาพรัฐวิสาหกิจทั้งหลายสนับสนุนรัฐประหาร และนี่จึงทำให้องค์กรของพวกเราเหลือแต่มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ซึ่งเหลืออยู่ หลังการต่อสู้ปี 35 แกนนำก็มีคุณครูประทีป คุณหมอสันต์ คุณหมอเหวง อาจารย์ธิดา นอกนั้นก็ถูกผ่าเป็นสองซีก


ในยุคนั้นประชาชนถูกแยกเป็นสองขั้วหมด สองขั้วคืออะไร เรายังพูดจนถึงปัจจุบัน ขั้วหนึ่งคือประชาชน อีกขั้วหนึ่งก็คือปฏิปักษ์ประชาชน ถามว่าเป็นปฏิปักษ์และเป็นสองขั้วคืออะไร เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการอำนาจ ประชาชนต้องการอำนาจ และปฏิปักษ์ประชาชน ชนชั้นนำ ก็ต้องการอำนาจ และดำเนินการทุกอย่างเพื่อที่จะแย่งอำนาจจากบัดนั้นมาจนบัดนี้ นี่จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะเข้าใจ


พรรคการเมือง ในการต่อสู้ในเส้นทางการต่อสู้ของประชาชนจาก 2475 เป็นต้นมา ลักษณะสองขั้วปฏิปักษ์ยังดำรงอยู่ พรรคการเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ต้องขออภัย อันนี้เป็นลักษณะทั่วไป เวลาจะพิสูจน์ว่าพรรคการเมืองใดเป็นอย่างไร พรรคการเมืองอาจจะไม่มีขั้ว แต่ขบวนการประชาชนมีขั้ว ผู้นำขบวนการประชาชนข้ามขั้วไม่ได้ แต่พรรคการเมืองเป็นสิทธิ์ที่เขาจะข้ามขั้วได้ เพราะเขาอาจจะมีโจทย์เรื่องอื่นที่เขาต้องทำ


ดิฉันก็จะขอฝากเอาไว้ก็คือว่า ในท่ามกลางบรรยากาศขณะนี้มันดูเหมือนมืดมน มันคลุ้งไปด้วยสีน้ำเงินเข้มเต็มไปหมด ดูมันมืดมน แต่ว่าในความมืดมนนี้มันมีแสงสว่างบางอย่างที่เราสามารถที่จะเดินทางและก้าวไปได้ จับมือกันได้ นั่นก็คือแสงสว่างที่เราจะเห็นอยู่ก็คือ ประการแรก ก็คือ 21 ล้านเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 60 นี่คือแสงสว่าง เขาจะเลือกพรรคไหนไม่รู้ แต่ 21 ล้านเสียงเป็นพวกที่ไม่เอารัฐธรรมนูญ 60 นี่คือ 21 ล้านเสียงของประชาชนที่ก้าวหน้าในประเทศไทย และก็คือพวกเรานั่นเอง และมี 11 ล้านเสียง เป็นฝ่ายที่อยากจะกอดรัฐธรรมนูญ 60 ไว้ เราอาจจะรุ้สึกว่า 21 ล้านเสียงมันเยอะนะ เกือบเป็นเท่าตัว แต่ 11 ล้านเสียงก็ไม่ใช่น้อย


ดังนั้น 21 ล้านเสียง มันเหมือนคบไฟ มันเหมือนแสงสว่าง ให้คนจุดอยู่ 21 ล้านคนมันสว่างท่ามกลางความมืดมนของสีน้ำเงินเข้ม จึงขอให้สิ่งนี้เป็นกำลังใจว่า แม้หลายคนขณะนี้ยังรู้สึกว่ามันผิดหวัง รัฐบาลก็เป็นสีน้ำเงิน สส.ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน สว.เป็นสีน้ำเงิน องค์กรอิสระสีอะไรไม่รู้ รวมทั้งกองทัพ ในความคิดของดิฉันก็คือ ไม่ใช่แต่เพียงพรรคการเมือง แต่ทั้งหมดคือระบอบสีน้ำเงิน แต่ดังที่เราบอกว่า เรามีคบไฟของประชาชน 21 ล้านคนเป็นต้นทุน ดังนั้นเราต้องตระหนักอยู่เสมอว่านี่คือทีมของเรา เรามีหน้าที่ที่ต้องสืบสานต่อ เดินทางต่อ ให้ได้รัฐธรรมนูญของประชาชนไทย ไม่เอารัฐธรรมนูญ 60 ตามเจตนารมณ์ที่ 21 ล้านเสียงได้ลุกขึ้นยืนเปล่งเสียงดัง


แต่ถามว่า ในขณะนี้ถ้าเราประมาทหรือมันอาจจะเกิดขึ้นได้ หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็อาจจะเป็นรัฐธรรมนูญสีน้ำเงินก็ได้ ดังนั้นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีมันจึงต้องทำให้ได้รัฐธรรมนูญของประชาชน ไม่ใช่สักแต่ว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องปฏิปักษ์ของประชาชน ปฏิปักษ์ของเส้นทางก้าวหน้า เราต้องสามัคคีกันเดิน


อาจารย์ธิดาก็จะฝากว่า พรรคการเมืองก็ส่วนพรรคการเมือง แต่ขบวนการประชาชนเราต้องสร้างแนวร่วมที่เป็นแนวร่วมที่กว้างขวาง มีมิตรให้มาก รู้ว่าใครคือมิตร รู้ว่าใครคือศัตรู อย่าเอาศัตรูมาเป็นมิตร แล้วก็อย่าเอามิตรไปเป็นศัตรู คนอย่างลุงนวมทองคือตัวอย่าง ในขณะที่ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยหลงผิด ในขณะที่แม้กระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยังแตกเป็นเสี่ยง แล้วปรากฎว่าอดีตกรมการเมืองหรือกรรมการกลางก็เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร มันเป็นไปแล้ว และมันเป็นไปได้


ดังนั้น การชี้นำจึงไม่ขึ้นกับบุคคล มันต้องขึ้นอยู่กับหลักการเท่านั้น เพราะบุคคลเปลี่ยนแปลงได้ พรรคการเมืองก็เปลี่ยนแปลงได้ พรรคการเมืองข้ามขั้วได้ แต่ผู้นำขบวนการประชาชนข้ามขั้วไม่ได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญ เรามีแต่พรรคการเมืองในการต่อสู้ไม่พอ เราต้องสร้างแนวร่วมของขบวนการประชาชนเพื่อสานต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย และแยกมิตรแยกศัตรูนี้ให้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำยาก


ประการที่สอง ก็คือ ในบรรยากาศขณะนี้เป็นบรรยากาศที่มืดมน เราจำเป็นที่จะต้องนิรโทษกรรมให้คนเป็น เรียกร้องทวงความยุติธรรมให้คนตาย นั่นก็คือกระบวนการทวงความยุติธรรมให้กับประชาชน นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย ยกเลิกกฎหมายและมรดกบาปของกลุ่มเผด็จการที่มีมาใน 2 ทศวรรษนี้ทั้งหมด


ในทัศนะดิฉันก็คือ กระทั่งยกเลิก 112 แต่ว่า ทุกอย่างต้องสอดคล้องความเป็นจริง เพราะในคนยุคปัจจุบัน แต่ให้เป็นศาสตราจารย์ ไม่อ่านหนังสือ ไม่รู้ว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เขายังไม่ลงโทษคนเห็นต่างมากถึงขนาดนี้ ใครที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเป็นมรดกบาปของคณะรัฐประหาร ล้วนแต่เป็นคนที่ไม่ศึกษา ไม่อ่านหนังสือ และเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจที่สุด


นอกจากนิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย ประการสุดท้ายก็คือสิ่งที่ดิฉันได้พูดไปแล้วเมื่อกี้ก็คือว่า เราจำเป็นคือเราขอ 3 ประการ

- ประการแรก เราต้องมีแนวร่วมขบวนการประชาชน เราจะทิ้งให้พรรคการเมืองต่อสู้ในเวทีรัฐสภาอย่างเดียวไม่ได้ และขบวนการประชาชนต้องเข้มแข็ง

- ประการที่สอง ต้องการต่อสู้ให้เกิดความยุติธรรมทั้งคนตายและคนเป็น ยกเลิกกฎหมายที่เป็นมรดกบาปทั้งหมด

- ประการที่สาม ก็คือ การที่เราสานต่อจาก 21 ล้านเสียง ก็คือให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน แน่นอน


ขอบคุณค่ะ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์











เก็บตกบรรยากาศ “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

 


เก็บตกบรรยากาศ “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


วันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 12.30 น. - 17.30 น.ที่ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์ สะพานลอย ริมถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยรัฐ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) ร่วมกับมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย 2535จัดงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อมาดูแลอำนวยความสะดวก


ภายในงาน ภรรยาและครอบครัวลุงนวมทอง, อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ.เหวง โตจิราการ, นพ.สันต์ หัตถีรัตน์, ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ-หัวหน้าพรรคประชาชน, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ,นาย เอกราช อุดมอํานวย และนางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ สส.พรรคประชาชน, สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย, แป๊ะ บางสนาน และสมบัติ บุญงามอนงค์, พรรคธรรมด้วยกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พร้อมประชาชนผู้รักประชาธิปไตยหลากหลายรุ่นวัยเข้าร่วมงาน


เวลา 14.30 ได้นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 4 รูป มาร่วมประกอบพิธีสวดมาติกา บังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับลุงนวมทอง ไพรวัลย์


จากนั้นเป็นพิธีวางพวงหรีดช่อดอกไม้ ครอบครัวลุงนวมทอง, มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย 2535, คปช.53, อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, นพ.เหวง โตจิราการ, อานนท์ นำภา และเพื่อน, ศิลปินเพลงเพื่อประชาธิปไตย, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, พรรคธรรมด้วยกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตย, คณะคปอ.


จากนั้นเป็นการกล่าวรำลึกสดุดี นวมทอง ไพรวัลย์ 2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหาร


อ.ธิดา กล่าวตอนหนึ่งว่า แสงสว่างประการหนึ่งของสังคมไทย คือ 21 ล้านเสียง ที่ไม่เห็นด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นแสงสว่างที่ส่องอยู่ท่ามกลางระบอบสีน้ำเงิน เรามีหน้าที่ต้องสืบสานต่อ เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน


หลังจากกล่าวรำลึกแล้วเสร็จ ตามด้วยแร็พต่อต้านรัฐประหาร และกล่าวคำปฏิญาณในการต่อต้านรัฐประหาร ยืนยันเจตนารมณ์ประชาชน 21 ล้านเสียงต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ จบกิจกรรมในเวลา 17.30 น.


โดนอ.ธิดา นำกล่าวคำปฏิญาณ ใจความดังนี้


1. ยืนหยัดอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน สืบทอดเจตนารมณ์วีรชนประชาธิปไตย 

ไม่หลงทาง ไม่หลงผิด เรื่องมิตร-ศัตรู ต้องสร้างแนวร่วมของขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


2. ทวงความยุติธรรมให้นักต่อสู้ทางการเมือง

นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย

ยกเลิกกฎหมายมรดกของเผด็จการ


3. ดำเนินการตาม 21 ล้านเสียงประชาชน

ยกเลิกรัฐธรรมนูญ60 ให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่ของประชาชน ไม่ใช่ของระบอบสีน้ำเงิน


บรรยากาศภายในงานมีบูธอาหาร ผัดไทยและข้าวเกนียวหมูจากอาจารย์ธิดา ขนมจีนน้ำยาพี่ลัดดา ป้าพวง แกงเขียวหวานไก่ ป้าป้อม ทะลุฟ้า ไก่สมุนไพร พี่ดาตัวตึง นอกจากนี้ ไอลอว์ ร่วมออกบูธจำหน่ายของที่ระลึกและหนังสือ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์























ประมวลภาพ ศิลปินเพลงเพื่อราษฎร และแร็ฟต้านรัฐประหาร งาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

 


ประมวลภาพ ศิลปินเพลงเพื่อราษฎร และแร็ฟต้านรัฐประหาร งาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” 20 ปี ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


วันที่ 31 ตุลาคม 2569 ที่สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์ บริเวณสะพานลอย ริมถนนวิภาวดีรังสิต มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ร่วมกับ คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) นำโดย พร้อมด้วยประชาชนผู้รักประชาธิไตย จัดงาน “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน”


บรรยากาศภายในงานตั้งแต่เวลาก่อน 12.30 น. มีการเล่นดนตรีสดโดย ราษฎรนำโดยอาเล็ก โชคร่มฤกษ์ พอร์ท และหนวด ริมทาง ที่ขนบทเพลงแห่งการต่อสู้ทั้งในอดีตและปัจจุบันมาร้องบรรเลง และรับประทานอาหารร่วมกัน ก่อนเริ่มพิธีสงฆ์และถวายสังฆทาน ประชาชนร่วมวางพวงหรีดและดอกไม้ พร้อมกล่าวรำลึกสดุดีนวมทอง ไพรวัลย์ แร็พต่อต้านรัฐประหาร จาก Elevenfinger และกล่าวคำปฏิญาณในการต่อต้านรัฐประหาร ยืนยันเจตนารมณ์ประชาชน 21 ล้านเสียงต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ จนยุติกิจกรรมเมื่อเวลาประมาณ 17.15 น. 


สำหรับ นวมทอง ไพรวัลย์ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2549 เขาขับรถแท็กซี่สีม่วงพุ่งชนรถถังเพื่อประท้วงการรัฐประหาร 2549 ภายหลังคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เข้ายึดอำนาจรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร


ต่อมาในวันที่ 31 ต.ค. 2549 นวมทองพลีชีพตนเองที่ราวสะพานลอยบริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จดหมายลาตายระบุว่าต้องการลบคำสบประมาทของ พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้" ซึ่งเนื้อหาจดหมายของนวมทองมีใจความตอนหนึ่งว่า “ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #นวมทองไพรวัลย์ #20ปีนวมทอง #20ปีนวมทองไพรวัลย์