วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

“พริษฐ์-กิตติชัย” ร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนเลือกตั้งใหม่เขต 15 กทม. ตั้งคำถามให้ กกต. ชี้แจง ว่าเหตุใดวันนี้ถึงไม่ปรากฏรหัสบัตรตรงต้นขั้วเหมือนกับเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เตรียมนำประเด็นไร้รหัสต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง เพิ่มในคำฟ้อง เอาผิด กกต. ม.157 คาดยื่นภายในสัปดาห์นี้

 


“พริษฐ์-กิตติชัย” ร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนเลือกตั้งใหม่เขต 15 กทม. ตั้งคำถามให้ กกต. ชี้แจง ว่าเหตุใดวันนี้ถึงไม่ปรากฏรหัสบัตรตรงต้นขั้วเหมือนกับเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เตรียมนำประเด็นไร้รหัสต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง เพิ่มในคำฟ้อง เอาผิด กกต. ม.157 คาดยื่นภายในสัปดาห์นี้


วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน และกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 15 หน่วยเลือกตั้งที่ 9 กรุงเทพมหานคร ที่ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ พร้อมแสดงความเห็นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)


โดยพริษฐ์ระบุว่าประเด็นหลักที่ต้องสังเกตการณ์และตรวจสอบในการจัดการเลือกตั้งวันนี้ คือแนวปฏิบัติในวันนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างจากแนวปฏิบัติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพราะหาก กกต. ยังคงยืนยันว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นไปอย่างถูกต้องทุกประการ และเป็นการออกเสียงโดยลับ ก็หมายความว่าแนวปฏิบัติในวันนี้ก็ต้องเหมือนกับแนวปฏิบัติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ทุกประการเช่นกัน นั่นคือ


1) บัตรเลือกตั้งยังต้องมีบาร์โค้ดอยู่ในบัตรสีชมพู (สส. บัญชีรายชื่อ) ซึ่งเป็นรหัสที่สามารถระบุรหัสบัตรได้ และมีคิวอาร์โค้ดอยู่ในบัตรสีเขียว (สส. เขต) ซึ่งยังคงต้องเป็นที่พิสูจน์ต่อไปว่าสามารถระบุได้ถึงรหัสบัตรอย่างเจาะจง หรือเป็นแค่รหัสของเล่มหรือรหัสของหน่วยเท่านั้น


2) ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งควรจะยังต้องเห็นรหัสบัตรตรงต้นขั้วของบัตรตนเอง ตอนเข้าคิวรับบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจากภาพที่ปรากฏตามสำนักข่าวเมื่อเช้ากลับเห็นว่าไม่มีรหัสดังกล่าวปรากฏอยู่ที่ต้นขั้วเหมือนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แล้ว


3) รหัสต้นขั้วยังต้องเรียงตามลำดับของผู้มาต่อคิวใช้สิทธิเลือกตั้ง


4) เจ้าหน้าที่ยังมีการจดลำดับในบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิ ตรงต้นขั้ว 


5) เจ้าหน้าที่ยังชูบัตรและขานคะแนนต่อหน้าผู้สังเกตการณ์โดยที่ไม่มีเจตนาในการปิดบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด


หาก กกต. ยังคงยืนยันว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นการเลือกตั้งโดยลับ วันนี้ก็ควรต้องเห็นแนวปฏิบัติที่เหมือนกันทุกประการเช่นกัน โดยเฉพาะในห้าข้อดังกล่าวนี้ ถ้ามีแนวปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่แตกต่างออกไป สังคมก็มีสิทธิตั้งคำถามว่าเหตุใด กกต. ถึงใช้แนวปฏิบัติที่แตกต่างออกไป รวมถึงตั้งคำถามว่าการใช้แนวปฏิบัติที่แตกต่างออกไปนั้น เป็นการที่ กกต. ยอมรับแล้วหรือไม่ ว่ากระบวนการในวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีจุดบกพร่อง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าการมีรหัสบัตรตรงต้นขั้ว เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อาจทำให้การออกเสียงเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ลับได้ ถ้าเกิดวันนี้มีการใช้บัตรเลือกตั้งที่แตกต่างออกไปในประเด็นนี้ ก็อาจถูกตีความได้ว่า กกต. ยอมรับแล้วว่าประเด็นนี้เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นไปแล้วในวันที่ 8 กุมภาพันธ์


ในส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปโดยลับหรือไม่ ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าเราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ “ยากหรือง่าย” ว่าใครลงคะแนนให้ใคร แต่ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับ “ได้หรือไม่ได้” ซึ่งถ้าจะเป็นการลงคะแนนโดยลับ จะต้องตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเข้าถึงบัตรเลือกตั้งหรือข้อมูลต่างๆได้มากแค่ไหน


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนไม่เคยไปด่วนสรุปว่า กกต. จงใจทุจริต แต่การที่ กกต. เลือกใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดที่สามารถระบุรหัสบัตรได้ เป็นการเปิดช่องโหว่ที่ทำให้หากพรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้รับรู้ระบบนี้ก่อน สามารถออกแบบกระบวนการเพื่อเช็คได้ว่าใครกาให้กับใคร ซึ่งจะทำให้การออกเสียงนั้นไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการออกเสียงโดยลับ


ทั้งนี้ พรรคประชาชนมอบหมาย นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง ฝ่ายกฎหมายของพรรค ทำคำฟ้องมาตรา 157 โดยใกล้เสร็จสมบูรณ์ และจะยื่นในสัปดาห์นี้ เนื่องจากรอผลการสังเกตการณ์ในวันนี้ไปประกอบเพิ่มเติม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต

'ณัฐพงษ์' ยืนยันพรรคประชาชนยังกำลังใจดี พร้อมถอดบทเรียนหลังเลือกตั้ง จากนี้จะทำงานเชิงพื้นที่เข้มข้น พร้อมเดินหน้าตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร อสส. หรืออาสาส้ม ทำงานใกล้ชิดพ่อแม่พี่น้องมากขึ้นและเป็นหูเป็นตา ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

 


'ณัฐพงษ์' ยืนยันพรรคประชาชนยังกำลังใจดี พร้อมถอดบทเรียนหลังเลือกตั้ง จากนี้จะทำงานเชิงพื้นที่เข้มข้น พร้อมเดินหน้าตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร อสส. หรืออาสาส้ม ทำงานใกล้ชิดพ่อแม่พี่น้องมากขึ้นและเป็นหูเป็นตา ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ


วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ พรรคประชาชนจัดสัมมนาใหญ่ โดยมีแกนนำพรรคประชาชน คณะก้าวหน้า อาทิ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และว่าที่ สส. และผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเข้าร่วมสัมมนา 500 คน เพื่อถอดบทเรียนหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา 


โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า เป้าหมายในการสัมมนาของผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนวันนี้ ก็คือการเข้ามาร่วมกันถอดบทเรียนหลังผลการเลือกตั้ง หลังจากนี้พรรคประชาชนจะทำงานในเชิงพื้นที่เข้มข้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทางพรรคประชาชนก็เตรียมพร้อมที่จะมีการตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร ที่เรียกว่า อสส. หรือ อาสาส้ม ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วทั้งประเทศ


เพื่อที่จะให้เครือข่าย อสส. เป็นหูเป็นตาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องการสะท้อนปัญหาในพื้นที่ให้ผู้สมัครของพรรค เพื่อให้พรรคช่วยผลักดันการแก้ปัญหากับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นแหล่งข่าวให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานกิจกรรมในพื้นที่ งานประเพณี เพื่อให้ผู้สมัครของพรรคมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น และเป็นหูเป็นตาการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมาในหลาย ๆ พื้นที่มักมีข่าวเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยเฉพาะครั้งนี้มีข้อสงสัยเพิ่มมาขึ้น มีปัญหาในหลายพื้นที่ พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะให้มีอาสาสมัครเข้าไปเป็นหูเป็นตาในพื้นที่ให้ด้วย

.

ณัฐพงษ์ยืนยันว่าพรรคประชาชนยังมีกำลังใจดีและพร้อมจะจัดหาผู้สมัครเพื่อให้ทำงานในเชิงพื้นที่มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจัดให้มีการทำงานในกลไกสภาเพื่อให้ผู้สมัครทั้งที่ได้รับเลือกตั้งและไม่ได้รับการเลือกตั้งได้รับใช้ประชาชนมากยิ่งขึ้น


ส่วนประเด็นเรื่องคดี 44 สส. นั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่ควรต้องมีใครถูกดำเนินคดี เนื่องจากเป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของคนที่ดำรงตำแหน่งเป็น สส. อยู่แล้ว แต่ก็ยืนยันว่าได้มีการบริหารความเสี่ยงไว้แล้ว หากมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่่จริง ตนในฐานะหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองไปทำหน้าที่อย่างอื่น เช่น การสร้างเครือข่ายของพรรคให้เข้มแข็งในพื้นที่เพื่อทำให้คว้าชัยชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้าได้ สำหรับตอนนี้ได้ยื่นคำร้องสำหรับว่าที่ สส. จำนวน 10 คน เป็น สส. บัญชีรายชื่อ 8 คน และ สส. แบบแบ่งเขต 2 คน เพื่อยื่นต่อศาลฎีกาและขอให้ศาลมีคำสั่งไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็ต้องรอฟังคำตอบจากศาลฎีกาต่อไปว่าจะมีคำสั่งอย่างไร


สำหรับผลการเลือกตั้งที่ออกมาและมีการถอดบทเรียนนั้น แบ่งเป็น 2 ประเด็นหลัก คือผลประชามติประมาณ 60% ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม แม้ว่าผลการเลือกตั้งบางเขตที่พรรคประชาชนอาจจะแพ้เลือกตั้ง แต่ก็พบว่าหลายพื้นที่นั้น ประชาชนเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สำคัญก็คือ พรรคประชาชนยังคงรักษาแชมป์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ คะแนนความนิยมในบัตรบัญชีรายชื่อยังคงมาเป็นที่หนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงความคิดตามที่วางยุทธศาสตร์ไว้ว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเอาชนะด้วยการทำงานเชิงความคิด 


ส่วนการเลือกตั้งซ่อมในวันนี้ จะเห็นว่า ไม่มีเลขบัตรอยู่ในต้นขั้ว หมายความว่า กกต. เปลี่ยนแบบพิมพ์บัตร ทั้งที่บัตรเดิมก็มีเหลืออยู่ แต่ไม่ได้หยิบออกมาใช้ สะท้อนว่าเป็นการยอมรับโดย กกต. แล้วว่าบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีปัญหา ตนก็ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เอาหลักฐานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ ดำเนินกระบวนการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569










"ณัฐพงษ์" ชี้ กกต.เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งวันนี้ คือยอมรับว่าบัตรฯ เมื่อ 8 ก.พ.มีปัญหา จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหลักฐานไปตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ยันการเลือกตั้งความลับจะต้องลับอย่างถึงที่สุด เป็นความลับตลอดไป ไม่กังวล ทำงานร่วมพรรคเขียว ชี้ อาจมีข้อมูลเชิงลึก ช่วยตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้น

 


"ณัฐพงษ์" ชี้ กกต.เปลี่ยนบัตรเลือกตั้งวันนี้ คือยอมรับว่าบัตรฯ เมื่อ 8 ก.พ.มีปัญหา จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหลักฐานไปตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ยันการเลือกตั้งความลับจะต้องลับอย่างถึงที่สุด เป็นความลับตลอดไป ไม่กังวล ทำงานร่วมพรรคเขียว ชี้ อาจมีข้อมูลเชิงลึก ช่วยตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้น


วันนี้ (22 ก.พ. 69) ที่โรงแรมรามากาน์เด้นท์ กรุงเทพฯ ในงานสัมมนาใหญ่พรรคประชาชน ทบทวนสาเหตุแพ้ เตรียมตั้งอาสาส้มทำงานเชิงรุกในพื้นที่ 


นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมอบรมสมาชิกพรรคเพื่อการปฏิบัติหลังเลือกตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ ในการสัมมนาใหญ่พรรคประชาชนว่า เป็นการหารือวิเคราะห์การเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนปัญญาที่ทำให้เราไม่สามารถชนะการเลือกตั้ง ว่าเป็นอย่างไรเพื่อทำให้ดีขึ้นโดยพรรคเตรียมจัดตั้งอาสาสมัคร หรืออาสาส้มทุกหมู่บ้านเพื่อเป็นเครือข่ายผลักดันการแก้ปัญหา ให้ประชาชนในพื้นที่เพื่อให้ผู้สมัครพรรคใกล้ชิดประชาชนยิ่งขึ้นและส่งข่าวการทุจริตคอรัปชั่นในพื้นที่ การซื้อสิทธิขายเสียงที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจยังดำเนินการไม่ดีเท่าที่ควร ก็ให้อาสาสมัครไปเป็นหูเป็นตาในพื้นที่ โดยการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้สมัครที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้าร่วมซึ่งยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยมพร้อมเดินหน้า ซึ่งก็วางแผนเพื่อจัดผู้สมัครให้เร็วขึ้นและมีกลไกตำแหน่งในสภาให้ได้ทำงานเพื่อจะได้พร้อมมีเวลาในการทำงานในพื้นที่ได้เต็มที่


นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ตนและเพื่อนๆในข่าย44 สส.ที่มีคดีอยู่ ได้ มีการหารือกัน ซึ่งตนก็ไม่ยึดติดในตำแหน่งหัวหน้าพรรคพร้อมเปลี่ยนบทบาทไปทำหน้าที่อื่นเช่นสร้างเครือข่ายในพื้นที่ให้เข้มแข็งส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่ต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ต้องรอที่ประชุมใหญ่คัดเลือก ซึ่งต้องรอดูก่อนว่าคดีที่จะออกจาก ป.ป.ช. ไปศาลฎีกาว่าจะเป็นอย่างไรโดยทีมกฎหมายของพรรคก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ว่าที่สส. 10 คนที่อยู่ในข่ายไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องรอดูคำสั่งศาลต่อไป ทั้งนี้ไม่กังวล พรรคได้วางตัวบุคลากรที่มีความพร้อมมาทำหน้าที่แทนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ขอระบุรายชื่อ


นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งที่ผลประชามติ มากกว่า 60 % ประชาชนเห็นด้วยแม้ในพื้นที่ที่เราแพ้ และ บัตรบัญชีรายชื่อที่พรรคประชาชนยังรักษาแชมป์มาที่ 1 จึงยืนยันว่า ยุทธศาสตร์ที่เราสร้างการเปลี่ยนแปลง ได้ทำให้ประชาชนเห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญจึงมีประชามติดังกล่าว สิ่งที่ทำให้เราแพ้คืออาจตั้งรับในพื้นที่ไม่ดีพอและยังไม่ทำเชิงรุกฝั่งเขาเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ โจทย์ของพรรคในการสู้กับการเมืองบ้านใหญ่ คือทำให้ประชาชนหลุดจากโซ่ตรวนระบบเดิมๆที่เขายังต้องพึ่งพิง ทำยังไงให้เขามาหวังพึ่งการเลือกตั้งการเมืองของประชาชนในอนาคต


นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การที่บัตรเลือกตั้งใหม่วันนี้ไม่มีเลขบัตรในต้นขั้ว แปลว่ากกต.เปลี่ยนแบบพิมพ์บัตรทั้งที่บัตรเดิมก็มีเหลืออยู่น่าจะหลายล้านใบไม่หยิบมาใช้ แสดงว่ายอมรับโดย กกต.แล้วว่าบัตรในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.มีปัญหา จึงเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายดำเนินการตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา สำหรับส่วนของพรรคประชาชนได้ยื่น ในความผิดมาตรา 157 ไว้ ส่วนความผิดอื่นมีหลายส่วนยื่นแล้วพรรคจึงไม่ต้องยื่นแล้ว


นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีกกต.ให้ข่าวเป็นลายลักษณ์อักษรว่าการถ่ายบัตรเลือกตั้งผิด กฏหมายนั่น กฏหมายห้ามไม่ให้ถ่ายบัตรที่กาลงคะแนนแล้ว แต่การถ่ายบัตรก่อนฉีกออกจากต้นขั้วนั้นทำได้ รวมถึงแม้ไม่มีการถ่ายภาพแต่ถ้าผู้ใช้สิทธิจำเลขต้นขั้วที่เป็นเลขบัตรของเขาได้ก็สามารถสืบย้อนไปได้ว่าคนที่ต่อท้ายเขากาอะไร เชื่อว่ากกต.รู้ช่องโหว่ตรงนี้ 


แต่ที่กตต.แถลงว่ามีความลับโดยกระบวนการ ไม่จริง เพราะกระบวนการที่จะไม่ลับก็คือกระบวนการ ณ คูหาเลือกตั้ง ซึ่งวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่ากกต.รู้ช่องโหว้จึงมาแก้บัตรเลือกตั้งไม่ให้มีเลขที่ต้นขั้วก็เป็นการยอมรับของกกต.โดยข้อเท็จจริง จึงน่าจะเป็นการพิมพ์บัตรใหม่เพื่อปิดช่องโหว่ตรงนี้ สิ่งที่กกต.พยายามทำอยู่ คือพยายามอธิบายว่ากระบวนการวันที่ 8 ยังเป็นความลับอยู่จึงเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งในวันนี้ ซึ่งไม่ควรตีความแบบนี้ ควรเป็นความลับตลอดไป ดังนั้นอยากเรียกร้องกกต.เปิดเผย ข้อมูลสาธารณะเพื่อตรวจสอบเช็คกับภาพถ่ายประชาชนได้ โดยการสัมมนาวันนี้ได้ทำทุกฉากทัศน์ วางแผนไม่ว่าการเลือกตั้งโมฆะหรือไม่โมฆะ


นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกระแสปิดดีลตั่งรัฐบาลแล้ว ว่า คิดว่าเป็นไปได้ ซึ่งตนไม่ติดขัดขอให้พรรคฝ่ายค้านต้องร่วมตรวจสอบรัฐบาลอน่างตรงไปตรงมา รอการทำหน้าที่ของรัฐบาล ให้ประชาชนตัดสินว่าถ้าการเลือกตั้ง ไม่โมฆะ ก็ดูว่าหน้าตารัฐบาลแบบนี้ช่วยไขแก้ปัญหาประเทศ ได้จริงหรือไม่ พรรคประชาชนเราเชื่อว่าตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนการเมืองที่โครงสร้างต้นตอ การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ใช่เสียงประชาชนเป็นตัวตั้งอย่างแท้จริงก็อาจไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้


สำหรับพรรคกล้าธรรมหากทำหน้าที่ฝ่ายค้านมองว่าจริงๆอาจมีข้อมูลวงในด้วยซ้ำ อยากให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ในส่วนพรรคประชาชนโดดเด่นเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องงบประมาณที่สุด คดีที่ยื่นฟ้องก็ดำเนินการไป การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมาไม่กังวลอะไร การผลักดันคดีต่างๆให้เดินหน้าเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ซึ่ง การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งไม่ได้อยู่ที่เสียงอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมาน้อยครั้งมากที่ผลโหวตจะคว่ำรัฐบาลได้จริง อยู่ที่เรื่องการนำเสนอข้อมูล อภิปรายในสภาและการเสนอข้อมูลต่อประชาชน สื่อมวลชนมากกว่า ซึ่งพรรคประชาชนจะรักษามาตรฐานตรงนี้ได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #กกต

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ศาลอาญาอนุญาตให้ “ตะวัน” ถอดกำไล EM หลังสวม EM ติดตามตัวมานานเกือบ 2 ปี ภายหลังได้รับการประกันตัวในคดี ม.112

 


ศาลอาญาอนุญาตให้ “ตะวัน” ถอดกำไล EM หลังสวม EM ติดตามตัวมานานเกือบ 2 ปี ภายหลังได้รับการประกันตัวในคดี ม.112


วันที่ 20 ก.พ. 2569 ในช่วงบ่าย ที่ศาลอาญา รัชดาฯ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เดินทางมาที่ศาลเพื่อดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไล EM ตามที่ศาลอนุญาต หลังจากใส่มาประมาณ 1 ปี 8 เดือนเศษแล้ว นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2567 ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวในคดี ม.112 กรณีไลฟ์สดในเฟซบุ๊กหน้า UN ช่วงก่อนที่จะมีขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 โดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว EM เป็นหนึ่งในเงื่อนไขในการประกันตัวดังกล่าว


ภายหลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ต่อศาล โดยระบุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากใส่กำไล EM มาเป็นเวลานาน เช่น การเป็นแผลถลอกที่ข้อเท้า หรือความวิตกกังวลที่จะต้องชาร์จแบตอยู่เสมอแม้ต้องออกไปเรียน ซึ่งศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท


ทานตะวันให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้มาถอดกำไล EM หลังจากใส่มาเกือบ 2 ปีแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ที่ได้ปล่อยตัวจากคดีมาตรา 112 ทนายจึงทำคำร้องยื่นต่อศาลเพื่อขอถอดกำไล EM เนื่องจากว่า EM ทำให้เกิดผลกระทบหลาย ๆ อย่างต่อชีวิต อย่างแรกคือ เสียดสีข้อเท้าจนเกิดบาดแผลถลอกและคัน จนตัดสินใจไปหาหมอ ซึ่งหมอก็บอกว่าถ้าจะไม่ให้เป็นแผล ก็คือไม่ให้ตรงนั้นเกิดการเสียดสีอีก นั่นหมายความว่าก็ต้องถอดออกเท่านั้น ตราบใดที่มันยังอยู่ที่ข้อเท้าก็ยังเสียดสีกับผิวและจะยังคงเป็นแผลอยู่เรื่อย ๆ 


นอกจากนั้น เวลาออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เช่น เมื่อไปเรียนก็ค่อนข้างลำบาก เพราะต้องนำสายชาร์จไปด้วยและชาร์จขณะที่อยู่ในห้องเรียน หรือในบางทีในวันที่ยุ่งมากจนเผลอหลับไปโดยทีไม่ได้ชาร์จแบตกำไล EM เจ้าหน้าที่ก็จะโทรมาในช่วงเวลาประมาณตีห้า จนบางทีก็วิตกกังวลทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องรีบชาร์จแบตกำไล EM ก่อน”


เราก็ยื่นเหตุผลพวกนี้ไปเพราะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตจริง ๆ ซึ่งศาลก็อนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยที่มีเงื่อนไขให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท” 


ทานตะวันระบุว่า อย่างไรก็ตาม เธอมองว่ากำไล EM ยังมีข้อดีอยู่ อย่างในเรือนจำที่มีพื้นที่แออัดมาก ผู้ต้องขังในคดีอื่น ๆ ก็มีความคาดหวังว่าจะได้พักโทษและใส่กำไล EM ออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก แต่กรณีที่ศาลนำมาใช้กับคดีทางการเมืองทำให้เกิดความกลัวและปิดปากไม่ให้คนพูด แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะนำมาใช้อย่างไรต่อไป 


ทานตะวันกล่าวทิ้งท้ายว่าขณะนี้มีผู้ต้องขังทางการเมือง 60 คนแล้วที่อยู่ในเรือนจำ อยากฝากให้ทุกคนให้ความสนใจ เพราะยังมีคดีที่ตัดสินอยู่เรื่อย ๆ และมีคนที่เข้าเรือนจำอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน อยากให้ช่วยเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงโดยการพูดถึงพวกเขา และหวังว่าในสักวันหนึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์











“ศุภปกรณ์” ชี้แก้ปัญหาสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ต้องเปลี่ยนความเข้าใจสังคมให้ถูกต้อง-เร่งแก้กฎหมายปิดช่องโหว่ เลิกระบบทำนาบนหลังคน

 


“ศุภปกรณ์” ชี้แก้ปัญหาสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ต้องเปลี่ยนความเข้าใจสังคมให้ถูกต้อง-เร่งแก้กฎหมายปิดช่องโหว่ เลิกระบบทำนาบนหลังคน


วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ อดีต สส.พิษณุโลก เขต 5 พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประกาศเลิกกิจการสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งทั่วประเทศ ว่า สมาคมฯ มีปัญหามาหลายสิบปีโดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการ แต่ที่สำคัญคือประชาชนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ นั่นคือสมาคมฯ นี้เป็นการรวมกลุ่มกันของบุคคลหลายคน เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกฯ ที่ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้หากำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน


“อธิบายง่าย ๆ คือการช่วยเหลือกันจัดการงานศพ เหมือนใส่ซองงานศพ เงินที่เหลือจากการจัดงานศพ ก็ให้กับญาติคนตายไป ไม่ใช่การออม ไม่ใช่การลงทุน ไม่ใช่เงินสะสม ไม่ใช่หลักประกันชีวิต การฌาปนกิจสงเคราะห์ คือการจ่ายเงินเพื่อคนอื่น ไม่ใช่จ่ายเพื่อตัวเอง และเมื่อเราเสียชีวิต เราจะได้เงินเท่ากับจำนวนสมาชิกที่เหลืออยู่ในสมาคม คูณด้วยจำนวนค่าทำศพที่สมาคมเรียกเก็บ”


“เช่น วันที่เราเสียชีวิต เหลือสมาชิกอยู่ 1,000 คน สมาคมเก็บค่าทำศพ ศพละ 10 บาทต่อคน เราก็จะได้เงิน 1,000x10 = 10,000 บาท เป็นเงินฌาปนกิจให้กับญาติผู้จัดการศพเรา”


“ดังนั้น ท่านที่เข้าใจว่าคนตายต้องได้เท่ากันทุกศพ เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด หรือหลายท่านคิดคำนวณเรื่องความคุ้มค่าว่าส่งมาแล้วหลายปี เป็นเงินกี่หมื่นกี่แสนก็ตาม ตอนตายควรจะได้เงินให้คุ้มการลงทุน อันนี้ก็เข้าใจผิด เพราะมันไม่ใช่การลงทุน”


ศุภปกรณ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนครั้งแรกเมื่อปี 2565 ก่อนจะลงสมัคร สส. จึงเริ่มติดตาม วิเคราะห์ หาข้อมูลทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงในการดำเนินการ จนเห็นว่ามีหลายสมาคมที่มีความไม่ชอบมาพากลจริง ๆ และเห็นช่องโหว่ทางกฎหมาย จึงได้เริ่มเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา แต่ก็ทำได้ในระดับหนึ่งสำหรับการผลักดันจาก สส. 1 คน ผ่านสภาฯ และคณะกรรมาธิการต่าง ๆ


ตนพูดเรื่องนี้มามากกว่า 2 ปี แต่เพราะเรื่องนี้ถูกมองเป็นปัญหาของคนยากจน ไม่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจชัดเจน ในภาพรวมจึงไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายการเมืองเท่าที่ควร รวมถึงประชาชนเองยังมองไม่เห็นปัญหาและผลกระทบที่จะตามมา จนกระทั่งเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างตามที่ปรากฏเป็นข่าว จึงมีการพูดถึงเรื่องนี้กว้างขวางมากขึ้น โดยเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นอย่างแรก เพื่อเคลียร์ระบบที่เน่าเฟะและสร้างระบบที่ปลอดภัยสำหรับสมาชิกให้ได้


“หวังว่าการจุดประเด็นรอบนี้ จะทำให้ปัญหาของชาวบ้านที่เป็นคนตัวเล็กในสังคมได้รับการแก้ไข ทุกคนตระหนักถึงปัญหานี้ มิเช่นนั้น ระบบการทำนาบนหลังคนแบบนี้จะยังดำเนินต่อไป คนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้จะเสวยสุขอยู่ในเงามืดต่อไปอีกนาน” ศุภปกรณ์ทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฌาปนกิจสงเคราะห์

ปล่อยตัวแล้ว ! หลังศาลอาญาให้ประกันตัว สมยศ-พิมพ์สิริ-พรหมศร ระหว่างอุทธรณ์คดี ม.112 ชุมนุม ‘ปลดอาวุธศักดินาไทย’ หน้าราบ 11

 


ปล่อยตัวแล้ว ! หลังศาลอาญาให้ประกันตัว สมยศ-พิมพ์สิริ-พรหมศร ระหว่างอุทธรณ์คดี ม.112 ชุมนุม ‘ปลดอาวุธศักดินาไทย’ หน้าราบ 11 


ตามที่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า เมื่อเวลา 14.27 น.​ ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ และ "ฟ้า" พรหมศร วีระธรรมจารี ในระหว่างอุทธรณ์คดี หลังจากเมื่อช่วงเช้าของวันนี้มีคำพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ตามข้อหา ม.112 จากเหตุชุมนุม“ปลดอาวุธศักดินาไทย” หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อปี 63


โดยเวลา 15.00 น. ทั้งสามคนถูกปล่อยตัวที่ศาลอาญาแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112







ด่วน! ศาลอาญาพิพากษาจำคุกคดี ม.112 อานนท์ - สมยศ - ฟ้า พรหมศร - มุก พิมพ์สิริ คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา เหตุปราศรัยชุมนุม ปลดอาวุธศักดินาไทย หน้าราบ 11 เมื่อปี 63 ขณะนี้รอผลประกันตัว ด้านนักการเมือง - จนท.สถานทูต - เพื่อนนักกิจกรรม ร่วมสังเกตุการณ์ และมวลชนให้กำลังใจ

 


ด่วน! ศาลอาญาพิพากษาจำคุกคดี ม.112 อานนท์ - สมยศ - ฟ้า พรหมศร - มุก พิมพ์สิริ คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา เหตุปราศรัยชุมนุม ปลดอาวุธศักดินาไทย หน้าราบ 11 เมื่อปี 63 ขณะนี้รอผลประกันตัว ด้านนักการเมือง - จนท.สถานทูต - เพื่อนนักกิจกรรม ร่วมสังเกตุการณ์ และมวลชนให้กำลังใจ


วันที่ 20 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดฟังคำพิพากษาในคดีรวมทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี และ “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากเหตุชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563


สำหรับ อานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี โดย 6 คนนี้เป็นผู้ปราศรัยในการชุมนุมดังกล่าว และถูกฟ้องใน 10 ข้อกล่าวหา คือ ข้อหาตามมาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216, กีดขวางทางสาธารณะ ตามมาตรา 385, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ, เททิ้งขยะมูลฝอย ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต


และสุดท้าย อินทิรา เจริญปุระ ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 116 และไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ โดยถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม และรถห้องน้ำให้กับการชุมนุม แต่ไม่ได้ขึ้นปราศรัยในวันดังกล่าว


บรรยากาศช่วงเช้า สมยศ, พิมพ์สิริ, ณัฎฐธิดา, พรหมศร และอินทิรา ทยอยเดินทางมาศาล ในขณะที่อานนท์ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังศาลอาญา เนื่องจากยังคงถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 คดีอื่นอยู่


ศาลมีคำพิพากษาแต่ละคนสรุปได้ดังต่อไปนี้

 

- อานนท์ สมยศ พิมพ์ศิริ และ พรหมศร ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในข้อหามาตรา 112 และปรับรวม 10,200 บาท ตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

- ณัฎฐธิดา ลงโทษปรับ 10200 บาท ตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และยกฟ้องมาตรา 112

 

- “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ ศาลยกฟ้องทุกข้อหา

 

ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัวในชั้นอุทธรณ์


สำหรับอานนท์ นำภา คำพิพากษาลงโทษ 2 ปี 8 เดือน ในวันนี้ ทำให้โทษรวมขณะนี้รวม  31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112