วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

"พริษฐ์" ยัน 44 สส. สู้คดีถึงที่สุด ชี้เสนอกฎหมายไม่ควรถูกตัดสิทธิ์การเมือง

 


"พริษฐ์" ยัน 44 สส. สู้คดีถึงที่สุด ชี้เสนอกฎหมายไม่ควรถูกตัดสิทธิ์การเมือง


วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อเอาผิดอดีต สส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน โดยผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากที่ ป.ป.ช. ชุดใหญ่มีมติออกมาแล้ว กระบวนการหลังจากนี้พรรคมีการเตรียมคำร้องหรือข้อต่อสู้อย่างไรบ้าง นายพริษฐ์ระบุว่า ทางพรรคยืนยันว่าการดำเนินการของอดีต สส. ทั้ง 44 คนในการเสนอร่างกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง


โดยพรรคประชาชนจะดำเนินการเต็มที่เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ทั้งในเชิงกฎหมายและสื่อสารกับประชาชนในเชิงสังคม สำหรับขั้นตอนถัดไปคือ ป.ป.ช. จะยื่นเรื่องไปที่ศาล หากศาลรับเรื่องจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่ง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ได้เตรียมมาตรการและคำร้องเพื่อขอต่อศาลว่าหากรับเรื่องแล้ว ไม่ควรนำไปสู่การสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่


"การเสนอชื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาเป็นเรื่องที่ สส. ไม่ว่าพรรคไหนหรือยุคสมัยไหนควรจะกระทำได้ หากเสนอไปแล้วมีฝ่ายใดไม่เห็นด้วย ก็สามารถใช้กระบวนการสภาในการพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่างได้ และท้ายที่สุดหากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย กฎหมายนั้นก็ตกไปตามกระบวนการ หรือหากมีการโต้แย้งว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็มีขั้นตอนในสภาที่สามารถยื่นเรื่องให้ตีความได้ ดังนั้นการเสนอชื่อกฎหมายไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องอนาคตของพรรค แต่มันคืออนาคตของประเทศว่าเราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหนที่ต้องมีความกังวลใจในการทำหน้าที่เสนอชื่อร่างกฎหมายเข้าสู่สภา อย่างไรก็ตาม ขอพูดแทนเพื่อน สส. ทั้ง 10 คน ที่ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 ทุกคนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากมี"


ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อต่อสู้เกี่ยวกับประเด็นผู้นำฝ่ายค้านหากมีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายพริษฐ์ชี้แจงว่าประเด็นที่ นพ.วาโย ยื่นไปนั้นเป็นเพียงข้อต่อสู้ในชั้นที่จะมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่เท่านั้น และขอให้ยึดคำชี้แจงของ นพ.วาโย เป็นหลักเพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับข้อเท็จจริง พร้อมกันนี้ยังฝากถึงสังคมว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า สส. ทั้ง 44 คนถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว เพราะตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการยื่นคำร้อง และแม้หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังไม่ใช่บทสรุปว่ามีความผิด ซึ่งต้องต่อสู้กันในชั้นศาลต่อไปซึ่งอาจใช้เวลาพิจารณาอีกระยะหนึ่ง


"มีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมกังวลมากกว่าคือระบบการเมืองไทย หากเหตุการณ์นี้เกิดกับพรรคอื่น ผมก็จะพูดแบบเดียวกันเพราะเป็นหลักการที่ทุกพรรคควรยืนหยัดร่วมกัน"


ผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุมพรรคที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ นายพริษฐ์อธิบายว่าเป็นการประชุมสามัญประจำปีตามปกติเพื่อหารือกับสมาชิกพรรคเกี่ยวกับการทำงานเพื่อประเทศในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ส่วนวาระการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ เช่น หัวหน้าพรรค หรือตำแหน่งอื่น ๆ นั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เคยพูดถึงความเป็นไปได้ในฉากทัศน์ต่าง ๆ ไว้แล้ว แต่ต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการทางกฎหมายก่อน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #มาตรา112

สส.กทม.พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจแก้ปัญหาให้ประชาชน

 


สส.กทม.พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจแก้ปัญหาให้ประชาชน


วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ร.บ.กทม.) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร


โดย ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ครั้งนี้ จะเป็นการแก้ไขโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ของ กทม. ในรอบ 40 ปี โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง แก้ปัญหาเรื้อรังของประชาชนที่ กทม. ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานคร พัฒนาเทียบเท่ามหานครชั้นนำของโลก โดยหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.กทม. มี 6 ประการด้วยกัน คือ


1) บังคับให้หน่วยงานต้องกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ให้ กทม.ตามแผนของคณะกรรมการกระจายอำนาจ


2) ขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ โดยเปลี่ยนจากระบบ positive list ที่ระบุว่า กทม. สามารถทำอะไรได้ในกฎหมาย เป็นระบบ negative list ที่ระบุเฉพาะสิ่งที่ กทม. ไม่ควรทำ เพราะเป็นหน้าที่รัฐส่วนกลาง อาทิ เงินตรา ศาล ทหาร และการต่างประเทศ โดยอะไรก็ตามที่ไม่ได้เขียนห้ามไว้ในกฎหมาย กทม. จะสามารถทำได้ทั้งหมด


3) เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมตัวใหม่ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมโรงแรม ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน และการตั้งนิติบุคคลต่างๆ


4) ปรับให้การเลือกตั้งมีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. เพื่อให้เกิดการพัฒนา กทม. ในระดับเขตอย่างเป็นรูปธรรม


5) ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ในวันเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อประชาชน เพิ่มจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และการประหยัดงบประมาณ


6) เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่างๆ ได้


ในส่วนของ ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาฝุ่น pm 2.5 ชาว กทม. ต้องเผชิญมาทุกปี โดยมีบางส่วนที่มาจากแหล่งกำเนิดภายใน กทม. เอง ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง โดยเฉพาะรถควันดำ แต่ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2568 กทม. ตรวจเจอรถที่ทำความผิด 4,284 คัน แต่ปรับได้จริงเพียง 13 คันเท่านั้น


เพราะปัจจุบัน กทม.มีอำนาจในการควบคุมได้เพียงรถเล็ก แต่รถใหญ่อำนาจอยู่ที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับอำนาจในการจับกุมผู้กระทำความผิดด้านจราจรซึ่งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กทม. มีอำนาจเพียงแค่การเข้าไปตรวจสอบสุขลักษณะเท่านั้น หาก กทม. พบการปล่อยมลพิษก็ไม่ได้มีอำนาจในการยึดใบอนุญาตเองได้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กมม. เพื่อให้ กทม. มีอำนาจในการจัดการเรื่องเหล่านี้


ขณะที่ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าอีกปัญหาที่เป็นปัญหาในทุกเขตคือปัญหาการจราจร ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเป็นไปแบบแต่ละเขตแต่ละ สน. แบบแยกส่วน การแก้ปัญหาเรื่องรถติดไม่สามารถทำได้โดยแต่ละเขตเพียงลำพัง หลายครั้งแต่ละสน. มีนโยบายการกดไฟจราจรที่ต่างกัน อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจอยู่นอกเหนืออำนาจของกทม.แม้กทม.จะใช้กล้อง CCTV AI ซึ่งตรวจพบการกระทำผิดกฎจราจรจำนวนมาก แต่กทม.ไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ จึงต้องการโอนย้ายภารกิจของตำรวจจราจรให้ขึ้นตรงกับ กทม. เหมือนมหานครในต่างประเทศที่ตำรวจจราจรขึ้นตรงกับท้องถิ่น เพื่อให้มีการจัดการอย่างเป็นเครือข่ายและเป็นระบบมากขึ้น


ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าการแก้ไขปัญหาจราจรใน กทม. เกี่ยวพันกับเรื่องระบบขนส่งสาธารณะโดยตรง แต่โครงสร้างทางกฎหมายปัจจุบันทำให้ กทม. ไม่มีอำนาจในการควบคุมสิ่งที่วิ่งอยู่บนถนน พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ กทม. ให้มีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะ บริหารระบบขนส่งมวลชนและขนส่งสาธารณะ โดยไม่ต้องรอการอนุมัติที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งกรมขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแลอยู่


กทม. ย่อมรู้ปัญหาดีที่สุด ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อแบบฟีดเดอร์ไปสู่รถไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ และในอนาคตจะมีการบริหารเพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ประสานงานระหว่างรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการหลายชุดแบบในปัจจุบัน ท้องถิ่นสามารถเริ่มโครงการต่างๆ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า หรือระบบหมุนเวียนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ออกแบบเส้นทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา รวมไปถึงเส้นทางที่ทับซ้อน และเส้นทางที่ขาดระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้นและจัดเก็บรายได้ให้ กทม. ผ่านค่าธรรมเนียม ซึ่งสามารถนำมาอุดหนุนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะให้เดินรถในพื้นที่ห่างไกลหรือเส้นทางขาดทุนได้ และในอนาคตเมื่อมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วมเข้ามา ก็จะทำให้เกิดการใช้ตั๋วใบเดียวในราคาร่วมกัน เชื่อมโยงค่าโดยสารได้จริง


ภูริวรรธก์กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้พรรคประชาชนยังเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ซึ่งจะทำให้ กทม. มีสถานะเป็นนายทะเบียน โอนอำนาจในการออกใบอนุญาตขนส่งต่างๆ มาอยู่ที่ กทม. ทำให้คณะคณะกรรมการขนส่งมีอำนาจในการบริหารที่ครอบคลุมและคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมให้ พ.ร.บ.กทม. มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่เกิดจากระบบราชการได้ดียิ่งขึ้น


ในส่วนของ ธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าปัญหาของ กทม. วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างที่ไม่ทัน แต่ยังมีปัญหาที่กระทบกับชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข หลายคนยังต้องเสียเวลาค่าเดินทางและโอกาสในการรักษา เพียงเพราะต้องต่อคิวรอใบส่งตัว โดยเฉพาะในวันที่ กทม. กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย มีอัตราผู้มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยบุคลากรทางสาธารณสุขทุกสาขาร่วมดูแล ต้องมีระบบใกล้บ้านและระบบส่งต่อที่ไม่ทำให้การรักษาสะดุดลง


กทม. ต้องได้รับการปฏิรูปทั้งระบบสุขภาพ มีบทบาทเป็นแม่ข่ายด้านสุขภาพปฐมภูมิทั้งหมด ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ที่กระจายอยู่ทุกเขตและโรงพยาบาลในสังกัดเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในลักษณะแม่ขาย-ลูกข่าย เชื่อมโยงในเรื่องการดูแล การส่งต่อ และการติดตามการรักษา และเชื่อมต่อระบบการเงินการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการวางแผนบริการสุขภาพของเมืองอย่างจริงจัง ต้องรู้ว่าพื้นที่ไหนมีผู้สูงอายุมาก พื้นที่ไหนมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมาก พื้นที่ไหนขาดเตียง และต้องมีระบบการบริหารติดตามให้ตรงกับความเป็นจริงของในแต่ละพื้นที่


ธัญธรกล่าวต่อไปว่าการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ไม่ใช่เพียงแค่การปลดล็อกอำนาจอย่างเดียว แต่ยังเป็นการกระจายอำนาจและจัดโครงสร้างใหม่ให้ กทม. มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ดูแล้วประชาชนได้ดีขึ้น ตอบสนองปัญหาได้ไวขึ้น และทำให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะบริการสุขภาพเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง


ในส่วนของ ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและสภาพลเมือง ทุกวันนี้ประชาชนชาว กทม. จำนวนมากมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและงบประมาณได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น กทม. มีงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) แต่ก็มีวงเงินจำกัดที่ 200,000 บาทต่อชุมชน และให้กับชุมชนเท่านั้น ทั้งที่ กทม. มีคนหลากหลาย ทั้งอาศัยในหมู่บ้านจัดสรรและตึกสูง คนทุกกลุ่มควรมีส่วนร่วมต่อการใช้งบประมาณของเมือง


การแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ที่พรรคประชาชนเสนอยังต้องการให้มีสิ่งที่เรียกว่าสภาพลเมือง (Townhall) ให้มีการจัดอย่างสม่ำเสมอ และมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำข้อเสนอจากประชาชนมาเป็นนโยบายที่ใช้งานได้จริง สามารถให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมถึงถอดถอนผู้บริหารทางออนไลน์ได้


ทางด้าน ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้ว่าราชการ กทม. คนเดียวไม่สามารถดูแลประชาชนทั้ง 6,000,000 คนได้ เพราะโครงสร้างทางกฎหมายไม่ได้โอนถ่ายอำนาจและภารกิจให้ กทม. รับผิดชอบ ทุกครั้งที่มีการร้องเรียนผ่านช่องทางแทรฟฟี่ ฟองดูว์ ก็มักจะมีการโอนเรื่องให้หน่วยงานต่างๆ แต่ไม่สามารถปิดจบการแก้ปัญหาได้


บางเขตของ กทม. มีประชากร 200,000 คน มี ส.ก. ดูแลคนเดียว บางเขตชั้นในมีประชากร 30,000 คน ก็มีส.ก.หนึ่งคนเท่ากัน โดยงบประมาณแต่ละเขตไม่ได้ตามสัดส่วนประชากร ทำให้การจัดการไม่มีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่ง กทม.ออกเป็นสองชั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ดีมากขึ้น เป็นระดับ กทม. ในภาพรวม และระดับเขต ให้มีโครงสร้างมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนอย่างรวดเร็วขึ้น


ภัณฑิลกล่าวต่อไปว่าจากปัญหาที่ประชาชนชาว กทม. ได้รับในปัจจุบัน ผู้ว่าราชการ กทม.เพียงลำพังไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้จบได้ ตราบเท่าที่ พ.ร.บ.กทม. ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้ผู้ว่า กทม. ทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน ก็แก้ปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องไม่ได้ เพราะปัญหาจำนวนมากไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการ กทม.ในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน











พรรคประชาชนนับหนึ่งศึกเลือกตั้งเมืองพัทยา “เท้ง” นำทัพช่วยหาเสียง “เอิง นิศามาศ” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เปิดแคมเปญ “พัทยาเพื่อทุกคน”

 


พรรคประชาชนนับหนึ่งศึกเลือกตั้งเมืองพัทยา “เท้ง” นำทัพช่วยหาเสียง “เอิง นิศามาศ” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เปิดแคมเปญ “พัทยาเพื่อทุกคน”


วันที่ 31 มีนาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางไปที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ช่วยหาเสียงให้กับ นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ “เอิง” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน พร้อมเปิดแคมเปญ “พัทยาเพื่อทุกคน” ประกาศความพร้อมของพรรคประชาชนในการลงสนามเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา


โดยณัฐพงษ์และนิศามาศได้พบปะทักทายประชาชนที่ค้าขายและสัญจรในพื้นที่ชุมชนนาเกลือและบริเวณตลาดลานโพธิ์ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ประชาชนได้ขอถ่ายภาพและให้กำลังใจนิศามาศในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหากนิศามาศได้รับเลือกตั้งจะเป็นนายกเมืองพัทยาผู้หญิงคนแรก


นิศามาศ กล่าวว่าการประกาศแคมเปญ “พัทยาเพื่อทุกคน” เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของตนว่าต้องการเป็น “นายกพัทยาของทุกคน ไม่อยู่ใต้เงาใคร” มุ่งพัฒนาเมืองพัทยาอย่างทั่วถึง ไม่ใช่เฉพาะบริเวณชายหาดและแหล่งท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมถึงชุมชน ผู้ค้าขาย และคนทำมาหากินในทุกพื้นที่ ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้าง 3 เมือง” ได้แก่ เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว และเมืองน่าลงทุน โดยนโยบายเรือธงจะครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาย่านนาเกลือให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทางเท้าปลอดภัย ระบบสวัสดิการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ไปจนถึงการบริหารงานเมืองอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามแนวทางของพรรคประชาชน


ประวัติ นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนเซนต์ปอลคอนแวนต์ ศรีราชา, ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา, ปริญญาโท บริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา และปริญญาเอก สาขาการพัฒนาองค์การและการจัดการสมรรถนะของมนุษย์ มหาวิทยาลัยบูรพา


ประวัติการทำงาน ผู้ประสานงานฝ่ายขาย โรงแรมเดอะซายน์ พัทยา, ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท รวมโชคพัฒนา พัทยา จำกัด, คณะกรรมการวิจัยการบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศในการประเมินศักยภาพพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี, อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงทำงานในกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหลายชุด ได้แก่ เลขานุการกรรมาธิการการท่องเที่ยว, กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่งฯ, เลขานุการกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด และ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการคมนาคม


ทั้งนี้พรรคประชาชนจะเปิดตัวผู้สมัครนายกเมืองพัทยาและผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) ทั้ง 24 คนอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นายกเมืองพัทยา











วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

หลัง ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี 44 สส. ‘ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน’ ยืนยันการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจที่แท้จริงของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ขอเดินหน้าสู้ต่อไป แม้นิติสงครามพยายามแช่แข็งฉุดรั้งประเทศ

 


หลัง ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี 44 สส. ‘ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน’ ยืนยันการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจที่แท้จริงของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ขอเดินหน้าสู้ต่อไป แม้นิติสงครามพยายามแช่แข็งฉุดรั้งประเทศ


วันนี้ 31 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า จากรายงานข่าวที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันนี้


ขอยืนยันอีกครั้งว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ - ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ - การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง


สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไป ผ่านกระบวนการนิติสงคราม


แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแช่แข็งและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปแค่ไหน ผมและเพื่อนร่วมพรรคจะยังคงเดินหน้าต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่ อย่างสุดกำลังความสามารถ ไม่ว่าในอนาคตศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำตัดสินผลเป็นแบบใด


เวทีที่สำคัญต่อจากนี้ คือ การอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล และญัตติสำคัญเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่ภาคเหนือและใกล้พื้นที่เคียง ที่พวกเราเตรียมเสนอในสภาในวันพรุ่งนี้


ผมหวังว่าประชาชนคนไทยทุกคน จะช่วยกันเรียกร้องระบบนิติรัฐ-นิติธรรม ที่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมืองโดยละเว้นพวกพ้อง มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เข้มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชนไปด้วยกันครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #มาตรา112 #นิติบัญญัติ #แก้กฎหมาย

ป.ป.ช.ชุดใหญ่เห็นชอบคำร้องยื่นศาลฎีกา คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล แก้ม.112 จับตา 10 สส.ปัจจุบัน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ด้าน 'โรม' ยกโคลง 'ศรีปราชญ์' เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง

 


ป.ป.ช.ชุดใหญ่เห็นชอบคำร้องยื่นศาลฎีกา คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล แก้ม.112 จับตา 10 สส.ปัจจุบัน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ด้าน 'โรม' ยกโคลง 'ศรีปราชญ์' เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง 


วันนี้ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.ทั้งหมด และขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อนนั้น


ล่าสุด มีรายงานจากสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันนี้ (31 มี.ค.) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำร้อง เพื่อยื่นศาลฎีกา กรณีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะส่งคำร้องให้กับสำนักคดี ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องแก่ศาลฎีกาต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้หากศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีดังกล่าว และไม่มีคำสั่งอื่นใด 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ตกเป็นหนึ่งใน 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที


สำหรับรายชื่อของ 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในนามพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีความเสี่ยงถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีจำนวน 10 คน


แบ่งเป็นสส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์


และอีก 2 คนที่เป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.


ต่อมา นาย รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเพจ “Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม” ว่า


ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน

เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง

เราผิดท่านประหาร เราชอบ

เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง 


ขณะที่ นาย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า “ค.”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“โรนิน ฝั่งธนฯ ไม่เอาเผด็จการ” ยื่นหนังสือถึง ‘อนุทิน’ เร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพง ประชาชนแบกรับค่าครองชีพสูง

 


“โรนิน ฝั่งธนฯ ไม่เอาเผด็จการ” ยื่นหนังสือถึง ‘อนุทิน’ เร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพง ประชาชนแบกรับค่าครองชีพสูง


วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่ม “โรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ” เข้ายื่นหนังสือต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้มีมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับสูงขึ้นตาม และประชาชนต้องแบกรับภาะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ มาตรการลดราคาต้นทุนน้ำมันดิบหน้าโรงกลั่นและภาษี, มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต, การยกระดับรายได้และการบริหารจัดการที่โปร่งใส


ตัวแทนกลุ่มโรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ เข้ายื่นหนังสือข้อเรียกร้อง โดยมีรอง ผอ. ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เป็นตัวแทนรับหนังสือ และแจ้งว่าหลังจากนี้จะเรียนหนังสือเรื่องราวร้องทุกข์ตามขั้นตอนไปถึงนายกรัฐมนตรี


จากนั้นตัวแทนกลุ่มโรนินฯ ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า “ตนอยากให้รัฐบาลช่วยแก้ไขอย่างเร่งด่วน ลดภาษีราคาค่าน้ำมันและต้นทุนในการกลั่น เพื่อช่วยพี่น้องประชาชน ปัญหาตอนนี้คือราคาน้ำมันขึ้นทุกวัน ทุกคนได้รับความเดือดร้อน ทั้ง ๆ ที่กองทุนน้ำมันมีผลกำไรแทบทุกปี อยากให้มองเห็นประชาชนบ้าง ไม่ใช่มองเห็นแต่นายทุน และปัญหาการปรับขึ้นราคาน้ำมัน แจ้งในเวลากลางคืนกลางดึก ประชาชนไม่ได้เตรียมพร้อม อีกทั้งมีการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้น บางปั๊มน้ำมันหมดเกลี้ยง แต่พอปรับขึ้นราคมีน้ำมันทันที ไม่รู้มาจากที่ไหน 


ส่วนใหญ่ในกลุ่มเป็นไรเดอร์ ทุกคนได้รับผลกระทบ ขณะที่ค่าแรงยังเท่าเดิม ปกติเติมน้ำมันวันละ 140 บาท ตอนนี้สองร้อยกว่าบาทแล้ว นอกจากแบกรับภาระจากการที่น้ำมันขึ้นราคา อาหารที่ซื้อทุกวันก็ราคาขึ้นด้วย เห็นว่าทางรัฐมีมาตรการจะช่วยกลุ่มไรเดอร์ 300 บาทต่อเดือน ซึ่งถ้าหารแล้วก็ตกวันละ 10 บาท นั้นเหมาะสมหรือไม่ อยากให้รัฐบาลมองเห็นประชาชนตัวเล็ก ๆ ด้วย 


ถ้าหากว่าจะให้ประชาชนปรับตัว ตนไม่ได้รวยอย่างพวกคุณ ค่าน้ำมันขึ้นราคา 6 บาท วันต่อมาคุณซื้อรถยนต์ไฟฟ้า นั่นคือเป็นการปรับตัวแล้วใช่หรือไม่ แต่ตนทำไม่ได้เช่นนั้น ตนทำงานหาเงินวันละ 100-200 บาท” 


กลุ่มโรนินฯ ระบุว่า น้ำมันที่บอกว่ามีใช้กว่าร้อยวันนั้นอยู่ที่ไหน นี่ยังไม่ถึง 30 วันแต่ทำไมน้ำมันถึงขึ้นมาเกือบ 10 บาท เป็นนายทุนหรือไม่ที่กักตุนไว้แล้วกระจายขายตอนที่ราคาขึ้น ตนขอพูดไว้ตรงนี้ว่าคนส่วนมากที่เดือดร้อนกับการใช้น้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น วันนี้มายื่นหนังสือเพื่อให้เขาเห็นว่าประชาชนเดือดร้อน แต่ถ้าหากยังไม่รับเรื่องอีก ก็จะยกระดับการชุมนุมต่อไป 


สำหรับเนื้อหาหนังสือข้อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์รากหญ้าและพลังงานที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ระบุดังนี้ “เรียน นายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณามาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันราคาแพง


ตามที่สถานการณ์ราคาพลังงานโลกทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน จนเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและน้ำมันขาดแคลนในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตประจำวันเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวของอุปโภคบริโภคจำเป็นต่างปรับตัวสูงตามไปด้วย ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายประจำวันที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก


ในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ กลุ่มโรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ จึงขอเสนอข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้างต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ดังนี้


1. มาตรการลดราคาต้นทุนน้ำมันดิบหน้าโรงกลั่นและภาษี การลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: รัฐบาลต้องพิจารณาปรับลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลทันที เพื่อลดภาระต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน


การยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: ขอให้รัฐบาลพิจารณายุติการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว หรือปรับปรุงโครงสร้างกองทุนให้โปร่งใส เพื่อให้ราคาน้ำมันขายปลีกสะท้อนความเป็นจริงและลดภาระรายจ่ายของประชาชนโดยตรง


2. มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต การตรึงราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม (LPG) รัฐบาลควรมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในครัวเรือนเพื่อไม่ให้ซ้ำเติมภาระรายจ่าย


3. การยกระดับรายได้และการบริหารจัดการที่โปร่งใส การปรับค่าแรงให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ: เร่งปรับปรุงโครงสร้างรายได้ให้เท่าทันกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนมีกินมีใช้พอเพียง


"ความทุกข์ร้อนของประชาชนไม่อาจรอคอยได้ และการลดภาระทางภาษีพลังงานคือการคืนลมหายใจให้ประชาชน"


จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อคืนความสุขและเสถียรภาพในการใช้ชีวิตให้แก่ประชาชนไทย 


ขอแสดงความนับถืออย่างสูง


กลุ่มโรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #โรนินฝั่งธน #ค่าครองชีพ


















‘สิทธิพล พรรคประชาชน’ เรียกร้องให้ ‘ศุภจี’ รมว. พาณิชย์ ใช้ความกล้าหาญ ใช้กฎหมายเพื่อปกป้องประชาชนด้วย

 


‘สิทธิพล พรรคประชาชน’ เรียกร้องให้ ‘ศุภจี’ รมว. พาณิชย์ ใช้ความกล้าหาญ ใช้กฎหมายเพื่อปกป้องประชาชนด้วย


วันที่ 30 มีนาคม 2569 สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ใช้ความกล้าหาญ ใช้กฎหมายปกป้องประชาชนจากวิกฤติสงครามที่ส่งผลกระทบตาราคาน้ำมันและวัตถุดิบหลายอย่างราคาแพงขึ้น


สิทธิพลกล่าวว่า สงครามส่งผลต่อราคาน้ำมันและวัตถุดิบหลายอย่าง ทำให้ต้นทุนค่าขนส่ง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก อาหาร รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทุกประเภทแพงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นสินค้าพื้นฐานในการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน กระทบผู้ประกอบการทุกกลุ่ม กระทรวงพาณิชย์ถือกฎหมายสำคัญ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กฎหมายนี้ให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์หลายอย่างเพื่อดูแลราคาสินค้าและบริการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมายนี้ ตนอยากให้ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใช้กฎหมายนี้อย่างกล้าหาญ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในสถานการณ์เช่นนี้


สิทธิพลย้ำถึงจุดมุ่งหมายของกฎหมาย ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมจากราคาสินค้าและบริการ ป้องกันมิให้ราคาสินค้าสูงขึ้นรวดเร็ว ให้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อการบริโภค ดังนั้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สินค้าหลายอย่างเสี่ยงถูกกักตุน เสี่ยงถูกทำให้ขาดแคลน เสี่ยงขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนเกินจริง รัฐมนตรีพาณิชย์มีหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ ในการใช้อำนาจดูแลความเดือดร้อนของประชาชน


โดยหลายมาตราของกฎหมายนี้ ที่สามารถใช้ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน เช่น สำหรับสินค้าควบคุม ดังนี้ �.

มาตรา 25 (2) ที่ให้อำนาจกำหนดอัตรากําไรสูงสุดต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายจะได้รับ


มาตรา 25 (5) ที่กําหนดให้ผู้ค้าต้องแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย แผนการผลิต แผนการนําเข้ามา แผนการส่งออก แผนการซื้อการจําหน่าย แผนการเปลี่ยนแปลงราคา


มาตรา 25 (12) ที่กําหนดให้ต้องมีมาตรการป้องกันการกักตุนสินค้า


ดังนั้นไม่ว่า น้ำมัน ปุ๋ย หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น วันนี้รัฐมนตรีพาณิชย์ต้องจัดการ ดังนี้�.�1. มีโครงสร้างต้นทุนของสินค้าประเภทต่างๆ ที่สามารถตรวจสอบได้กับผู้ขายสินค้าแต่ละชนิดเวลา ว่าจะขอขึ้นราคา รัฐมนตรีพาณิชย์ฯ ต้องเช็คได้ว่า โครงสร้างต้นทุนที่เอกชนเสนอหรือส่วนราชการเสนอ ถูกหรือผิด ที่ถูกคืออะไร


2. มีข้อมูลสินค้าตลอดซัพพลายเชน ทั้งสถานที่เก็บ แผนการผลิต การนำเข้าการส่งออก รัฐมนตรีพาณิชย์ต้องมีวิธีการตรวจสอบ กับที่เอกชนรายงาน ว่าตรงกับความจริงไหม เพราะไม่มีภาคเอกชนไหนรายงานว่าตัวเองกักตุนอยู่แล้ว รัฐมนตรีพาณิชย์ต้องเช็คว่า หน่วยงานท่านมีเครื่องมือตรวจสอบหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ต้องสร้างเครื่องมือตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ให้ได้


3. มีมาตรการป้องกันการกักตุนสินค้าที่เสี่ยงขาดแคลนและขึ้นราคาภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งการจะทำเรื่องนี้ได้ รัฐมนตรีพาณิชย์ต้องรู้ ว่าเขามีวิธีกักตุนอย่างไร


สิทธิพลยกตัวอย่างการที่น้ำมันตอนราคาถูกไม่มีขาย แต่พอน้ำมันขึ้น 6 บาท มีขายทันที ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีการกักตุน .. อย่างนี้เรียกว่าท่านไม่มีความกล้าหาญ ไม่ทำหน้าที่ภายใต้กฎหมายนี้


หรือมาตรา 31 ที่ระบุห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจหยุดให้บริการตามปกติ หรือปฏิเสธการให้บริการ หรือประวิงการให้บริการ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ..ที่ผ่านมาเวลาปั๊มแจ้ง "น้ำมันหมด" หรืออ้างว่า "ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำมัน" ท่านได้เข้าไปตรวจสอบว่าพฤติกรรมเหล่านี้ผิดกฎหมายมาตรา 31 หรือไม่


สิทธิพลย้ำว่า สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่แค่เพิ่ม/ปรับบัญชีรายการสินค้าควบคุม แต่ต้องใช้เครื่องมือที่กฎหมายมอบให้อย่างครบถ้วน เท่าทัน เพื่อบริหารจัดการสินค้าในสถานการณ์เฉพาะหน้า ตนจึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีความกล้าหาญ ทำหน้าที่ที่กฎหมายมอบอำนาจ ใช้ตำแหน่งที่ท่านดำรงอยู่เพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน