วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

#16ปีพฤษภา53 : ปฏิบัติการ “ป้ายร้าย-ใส่สี” เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล

 


#16ปีพฤษภา53 : ปฏิบัติการ “ป้ายร้าย-ใส่สี” เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกเหตุการณ์ เมษาพฤษภา53 “ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความซึ่งเขียนโดย พลเอก อดุล อุบล ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลัง และให้ได้ทราบว่าในกองทัพไทยยังมีนายทหารประชาธิปไตยผู้รักชาติรักประชาชน ที่เขียนไว้ให้ปรากฏ โดยแง่คิดต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ไม่หลงผิดทำสิ่งเลวร้าย ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวงจรอุบาทว์เสมอมา


ปฏิบัติการ "ป้ายร้าย – ใส่สี”


ผมได้อ่านบทความเรื่อง บทเรียนจากการปฏิบัติการข่าวสาร กรณี ปปส. ในเมือง (มีนาคม-พฤษภาคม 2553) ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือเสนาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากบทเรียนยุทธการกระชับวงล้อม อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนมาเสนอความเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้กับ เพื่อนๆ และบุคคลทั่วไปครับ


ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ มีนาคม-พฤษภาคม 2553 และรู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมากมายปานใด มันส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในสถาบันต่าง ๆ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม สถาบันการเมืองการปกครอง และสถาบันความมั่นคงของประเทศ (ทหารตำรวจ) อย่างไร


และที่สำคัญที่สุดคือ ความแตกแยกของพลเมือง (country men) ทุกหัวระแหงอย่างที่ผมไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต จนกระทั่งวันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกหรือไม่


เห็นไหมล่ะครับว่าการใช้กำลังทหารซึ่งเป็นของทุกคนภายในชาติไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด สีใด ยากดีมีจนเพียงใด ออกมาจัดการกับประชาชนภายในชาติอีกฟากหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกับผู้มีอำนาจในประเทศมันมีแต่ผลเสียเกินกว่าที่จะคาดคิดนัก


เพราะเหตุว่าในท้ายที่สุดแล้ว มันจะไม่มีฝ่ายใดชนะ มันจะมีแต่ความพ่ายแพ้ของทุกฝ่ายอย่างถาวร


เมื่อนำทหารถืออาวุธออกมา ความตึงเครียดของทุกฝ่ายย่อมทวีขึ้นแน่นอน เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นจะส่งผลสำคัญให้ฝ่ายที่สูญเสียโกรธ เกลียด ชิงชัง เคียดแค้น ความต้องการหาความยุติธรรมให้ฝ่ายตนด้วยการแก้แค้นทุกวิถีทางก็จะเกิดขึ้น


สำหรับฝ่ายที่ทำให้สูญเสียจะเกิดความกลัวความผิดจากการกระทำของตนเองก็จะต้องป้องกันทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องพ้นความผิด


สถานการณ์เช่นนี้จะจบลงเมื่อใดและอย่างไรคงยากที่ผู้ใดจะตอบได้เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องแสดงให้ทุกฝ่ายได้เห็น


บรรดาประเทศที่ศิวิไลซ์เขาจึงต้องกันกองทัพประจำการของชาติของเขาไว้ไม่ให้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้เพื่อประกันไม่ให้กองทัพต้องตายไปจากหัวใจของประชาชนพี่น้องร่วมชาติ


เมื่อเรานำกองทัพถืออาวุธออกมาและสถานการณ์ได้พัฒนาตัวของมันเองไกลออกไปจนเกิดความรุนแรง กองทัพก็ต้องนำวิธีการทางทหารทุกประการออกมาใช้เพื่อให้ได้ชัยชนะ


โดยไม่ได้คิดว่าตามปกติแล้ววิธีการทางทหารนั้นเขาใช้กับข้าศึกที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนและประเทศชาติของเรา


เช่นเดียวกับการที่กองทัพ และ ศอฉ. ได้นำการปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation) หรือ IO มาใช้ในการสนับสนุนการสลายมวลชนใน มีนาคม-พฤษภาคม 2553 IO นั้นเป็นกระบวนการทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง ใช้ทั้งความดีและความชั่วร้าย ใช้ทั้งความจริงและการโกหกหลอกลวงที่ฝ่ายเรากระทำต่อข้าศึกเพื่อให้ได้ผลทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา โดยเฉพาะต่อข้าศึก ทำให้ข้าศึกตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายเราในทุกด้านของการปฏิบัติการทางทหาร


เมื่อฝ่ายเรากระทำต่อข้าศึกมันไม่เป็นอะไรหรอกครับเพราะฝ่ายข้าศึกเขาก็ยอมรับกฎกติกาในเรื่องนี้ของการทำสงครามซึ่งฝ่ายเขาก็จะทำกับฝ่ายเราซึ่งเป็นข้าศึกของฝ่ายเขาเช่นกัน


เมื่อเสร็จสิ้นสงครามไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะก็จบกันไปไม่ได้มาเกี่ยวข้องกันหรือมีความสัมพันธ์กัน ต้องอยู่ด้วยกันในฐานะคนร่วมชาติเดียวกัน


แต่เมื่อฝ่ายกองทัพ และ ศอฉ. นำเรื่องของ IO ตามที่กล่าวมาแล้วมาใช้กับประชาชนซึ่งเป็นพี่น้องร่วมชาติ อะไรมันจะเกิดตามมาเมื่อจบเหตุการณ์แล้ว


และยิ่งไปกว่านั้น ผู้มีอำนาจของฝ่าย ศอฉ. ยังขยายความเจ็บแค้นต่อไปอีกด้วยการสั่งให้ฝ่ายตนเองวิเคราะห์บทเรียนแห่งความสำเร็จจากการหลอกลวงประชาชน ให้สังคมได้รับทราบอย่างภาคภูมิและมีเกียรติยิ่ง


มันเป็นเรื่องของเกียรติยศและน่าภาคภูมิใจมากนักหรือกับการที่ท่านป้ายความชั่วร้ายให้แก่อีกฝั่งฟากหนึ่งด้วยข้อหาร้ายกาจสุดโต่งที่ไม่ต้องการพิสูจน์และไม่ต้องมีหลักฐานและกับการที่ใส่สีสัน เพิ่มความรุนแรงน่ากลัวของสถานการณ์ลงไปด้วยการตัดต่อภาพนิ่งและภาพวิดีโอ (ตามที่ท่านได้ยอมรับไว้ในเอกสาร) เพื่อสร้างความเลวร้ายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนในชาติยอมรับความจำเป็นในการปราบปราม


เนื่องจากสอนใน รร.เสนาธิการทหารบกมาหลายรุ่น ผมเข้าใจและรู้ว่าปัจจัยแห่งการได้รับชัยชนะในการทำสงครามนั้นประการสำคัญประการแรกคือ ความชอบธรรม (Legitimacy) ในการทำสงคราม


และสาเหตุแห่งความชอบธรรมนั้นมันสร้างกันได้ และบางครั้งก็ต้องสร้างขึ้นมาเองด้วย


ผมก็สอน นทน.รร.สธ.ทบ. ไปหลายรุ่น แต่ผมไม่เคยหวังให้พวกเขาเหล่านั้นนำมาใช้กับเพื่อนร่วมชาติ


ทหารในกองทัพชาติจะต้องเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้ดี เป็นที่พึ่งของชนในชาติ ไม่มีวันที่พวกเขาจะโกหกพี่น้องร่วมชาติเพื่อความชอบธรรมได้ พวกเขาจึงจะสามารถประทับอยู่กลางใจมหาชน ไม่ใช่ตายไปแล้วจากหัวใจของประชาชนเหมือนบางคนทุกวันนี้


อดุล อุบล

พลเอก, ทหารราบ

4 ก.ค. 54


นี่คือบทความบางตอน ในหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล


ประวัติการศึกษา พล.อ.อดุล อุบล บางส่วน :


โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง

#16ปีพฤษภา53 “กองทัพประชาชน” เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง”

 


#16ปีพฤษภา53


กองทัพประชาชน” เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล

จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง”

อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล


กองทัพมีกำลัง และอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งทั้งสองส่วนนั้นมาจากผลผลิตของประชาชนในชาติทั้งสิ้น


กำลังพลมาจากลูกหลานของราษฎรในประเทศ ที่รวมตัวกันขึ้นมาเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความตั้งใจในการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ พวกเขาเหล่านั้นดำรงชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัว อยู่ได้ด้วยเงินเดือนที่มาจากภาษีอากรของประชาชนในชาติ งบประมาณที่พวกเขาใช้ในการฝึก ศึกษา อบรม ให้เป็นนักรบได้ก็มาจากภาษีอากรของราษฎรในชาติเช่นกัน


อาวุธยุทโธปกรณ์ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง คงไม่มีปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งคนใด ที่สามารถจ่ายเงินของตัวเองไปจัดซื้อหาอาวุธให้กับกองทัพได้ คงต้องเป็นเรื่องของรัฐนั้น ๆ และงบประมาณส่วนนี้ก็เช่นเดียวกัน คือมาจากภาษีอากรราษฎรอย่างแน่นอน


กองทัพจึงมิใช่เป็นสมบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จะเป็นสมบัติของประเทศชาติ ซึ่งมีประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย ไพร่ หรืออำมาตย์ ร่วมกันเป็นเจ้าของ ราษฎรทุกคนในชาติจึงได้รับสิทธิและผลประโยชน์จากการปกป้องคุ้มครองของกองทัพอย่างเท่าเทียมทั่วถึงกัน ไม่ควรจะมีผู้ใดมีสิทธิเหนือผู้อื่น ดังนั้นบุคคลใดหรือองค์กรใดจะทึกทักเอาว่ากองทัพเป็นของตน หรือพวกตนแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง


ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นได้รับสิทธิและอำนาจมาปกครองบังคับบัญชากำลังทหารเพียงชั่วคราวเท่านั้น พวกเขามาแล้วก็จากไป เหลือไว้แต่ความดีหรือเลวที่ทำให้กับหน่วยและกำลังพล เขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นเจ้าของ และไม่ใช่นายที่แท้จริงของทหาร แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของและนายที่แท้จริง คือประชาชนต่างหาก ดังนั้นทหารจะต้องมีความรู้และคิดเป็น ว่าอะไรผิดหรืออะไรถูก จะต้องไม่ทรยศ ไม่เนรคุณต่อประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศผู้ให้กำเนิดกองทัพ ถ้ากองทัพปฏิบัติผิดไปจากนี้ กองทัพจะไม่ได้รับความเชื่อมั่นและศรัทธาจากพี่น้องร่วมชาติ และจะกลายเป็นตัวปัญหาของสังคมเสียเอง ซึ่งจะนำไปสู่ความหายนะในที่สุด


อดุล อุบล

พลเอก, ทหารราบ

21 มี.ค. 54


นี่คือบทความบางตอน ในหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล


ประวัติการศึกษา พล.อ.อดุล อุบล บางส่วน : 

โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง

[ย้อนอ่าน] ศาลฎีกาสั่ง บริษัทประกัน ชดใช้คดีเผากรุง ‘ไม่ใช่ก่อการร้าย’ เสื้อแดงสลายก่อนเกิดเหตุ (Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562)

 


[ย้อนอ่าน] ศาลฎีกาสั่ง บริษัทประกัน ชดใช้คดีเผากรุง ‘ไม่ใช่ก่อการร้าย’ เสื้อแดงสลายก่อนเกิดเหตุ (Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562)


เมื่อวานนี้ (1 พฤษภาคม 2562) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา ศาลอ่านฟังคำพิพากษาศาลฎีกา หมายเลขดำ 8132/2561 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทศูนย์รับฝากทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท แฟมิลี่ โนฮาว จำกัด โจทก์ที่ 1-3


ยื่นฟ้อง บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์อินชัวรันส์, บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ฟอลคอลประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในเรื่องประกันภัย


โจกท์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามทำสัญญาประกันภัยทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไว้ต่อจำเลยทั้งหก คุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิด จำนวนเงินเอาประกันภัยรวม 3,474,408,510.33 บาท


ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.2553 ถึงวันที่ 31 ม.ค.2554 โดยจำเลยทั้งหกแบ่งสัดส่วนการรับประกันภัยดังนี้ จำเลยที่ 1 ร้อยละ 30 จำเลยที่ 2 ร้อยละ 20 จำเลยที่ 3 ร้อยละ 15 จำเลยที่ 4 ร้อยละ 15 จำเลยที่ 5 ร้อยละ 10 และจำเลยที่ 6 ร้อยละ 10


ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 มีกลุ่มบุคคลไม่ทราบจำนวนบุกเข้าทุบทำลายและวางเพลิงเผาอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายจากการทุบทำลาย เพลิงไหม้ น้ำที่ใช้ดับเพลิงจากอุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ


โดยโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย 94,107,577.53 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย 380,059 บาท และโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหาย 14,568,504.27 บาท


โจทก์ทั้ง 3 แจ้งความเสียหายให้จำเลยทั้ง 6 ทราบ และแจ้งว่าจะดำเนินการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นตามความจำเป็นและประโยชน์ของการใช้งาน จำเลยทั้ง 6 ส่งบุคคลผู้มีชื่อสำรวจและประเมินความเสียหายแล้วมีหนังสือแจ้งปฏิเสธความรับผิด เป็นการโต้แย้งสิทธิทำให้โจทก์ทั้ง 3 เสียหาย


โจทก์ทั้ง 3 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้ง 6 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่จำเลยทั้ง 6 เพิกเฉยไม่ชำระ


ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 31,881,197.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,232,273.26 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 21,254,131.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 15,940,598.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1


ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 15,940,598.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 10,627,065.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1


ให้จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 10,627,065.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 128,754.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2


ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 85,836.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 64,373.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2


ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 64,373.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 42,918.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2


ให้จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 42,198.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,935,430.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3


ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,290,289.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 2,467,715.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3


ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 2,467,715.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3 ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 1,645,143.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3


ให้จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 1,465,840.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 3


จำเลยทั้ง 6 ให้การทำนองเดียวกันว่าจำเลยทั้ง 6 ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะความเสียหายจากการวางเพลิงเผาอาคารของโจทก์ที่ 1 และทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 3 ที่อยู่ในอาคารของโจทก์ที่ 1 เกิดจากการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาลและเป็นการก่อการร้าย เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย


จำเลยทั้ง 6 ไม่ต้องรับผิดทั้งความเสียหายจากการทุบทำลาย เพลิงไหม้ น้ำที่ใช้ดับเพลิงจากอุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติ และควันไฟมิใช่ภัยเนื่องจากการกระทำอันป่าเถื่อน และกระทำด้วยเจตนาร้ายมุ่งหวังเพื่อทำลายตัวทรัพย์ที่เอาประกันเพียงอย่างเดียว


หากแต่เป็นการกระทำของกลุ่ม นปช. ที่กระทำโดยมุ่งหวังให้เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง และเป็นการกระทำโดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองเป็นสำคัญ และโจทก์ทั้ง 3 เรียกค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง


ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ประกอบกิจการตลาดหลักทรัพย์โดยไม่นำผลกำไรมาแบ่งปันกัน จัดให้มีการให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน จัดระบบและวิธีการซื้อขายหลักทรัพย์โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด


โดยโจทก์ที่ 2 ประกอบกิจการรับฝากหลักทรัพย์ ส่วนโจทก์ที่ 3 ประกอบกิจการจัดการงานนิทรรศการการ แสดงสินค้าการฝึกอบรม และประชุมสัมมนา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับหนังสือรับรองให้ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย


เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2553 โจทก์ทั้ง 3 ร่วมกับผู้เอาประกันรายอื่นทำสัญญาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลขที่ 26 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร (รวมฐานราก) ที่จอดรถ สิ่งต่อเติมต่าง ๆ กำแพงประตู รั้วตลอดแนว เฟอร์นิเจอร์สิ่งตกแต่งต่าง ๆ อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทุกชนิดระบบปรับอากาศและระบบอื่น ๆ


เครื่องจักร และอุปกรณ์ทุกชนิด ระบบลิฟท์ เสาอากาศและระบบสัญญาณวิทยุ ระบบโทรทัศน์วงจรปิดพร้อมอุปกรณ์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในสถานที่เอาประกันภัยรวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ และทรัพย์สินอื่น ๆ ทุกชนิดในอาคารดังกล่าวไว้ต่อจำเลยทั้ง6โดยคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. 2553 ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2554 จำนวนเงินเอาประกันภัย 3,474,408,510.33 บาท


จำเลยทั้ง 6 แบ่งสัดส่วนการรับประกันภัยตามลำดับ โดยกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อยกเว้นความรับผิดว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงหรือโดยอ้อมมาจาก หรือสืบเนื่องมาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนถึงขนาดลุกฮือต่อต้านรัฐบาล การกบฏ การปฏิวัติ การยึดอำนาจการปกครองโดยทหาร หรือการก่อการร้ายโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคล


ซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการผู้ก่อการร้ายที่ใช้กำลังอย่างรุนแรงเพื่อผลทางการเมืองและรวมถึงการใช้กำลังอย่างรุนแรงเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่สาธารณชนตามกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน


ระหว่างวันที่ 12 มี.ค. 2553 ถึงวันที่ 19 มี.ค. 2553 มีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่ม นปช. เพื่อประท้วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่


มีการตั้งเวทีใหญ่บริเวณแยกราชประสงค์ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง และมีการตั้งเวทีย่อยบริเวณแยกคลองเตยใกล้อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


โดยมีการปิดการจราจรบนถนนรอบพื้นที่การชุมนุมทุกแห่งการชุมนุมมีการใช้ความรุนแรงรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 รัฐบาลส่งกำลังทหารสลายการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์และได้เกิดเหตุเพลิงไหม้สถานที่หลายแห่งรวมทั้งอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 3 ได้รับความเสียหาย


โจทก์ทั้ง 3 จึงได้แจ้งเหตุความเสียหายต่อจำเลยทั้ง 6 ซึ่งจำเลยทั้ง 6 มอบให้บริษัท แม็คลาเรนส์ (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายจากเหตุดังกล่าว แล้วปฏิเสธความรับผิด อ้างว่าเหตุความเสียหายเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ทั้งสามบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งหกรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่จำเลยทั้ง 6 เพิกเฉยไม่ชำระ


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้ง 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประการแรกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเกิดจากภัยประเภทใดและเป็นภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยตามฟ้องหรือไม่


เมื่อปรากฏว่าเหตุความเสียหายต่อทรัพย์สินตามฟ้องเป็นผลมาจากมีกลุ่มบุคคลบุกรุกเข้าไปในอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและก่อให้เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารจนทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 3 ที่อยู่ภายในอาคารและตัวอาคารดังกล่าวได้รับความเสียหาย


ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นภัยที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้และการกระทำด้วยเจตนาร้ายซึ่งเป็นภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน


ขณะที่ทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเหตุเพลิงไหม้อาคารเกิดขึ้นตอน 15.00 น. ภายหลังแกนนำประกาศยุติชุมนุมตอน 13.00 น. ตลอดจนผู้ก่อเหตุทุบทำลายและเผาอาคาร ก็มีประมาณ 10 คน ทั้งเป็นกลุ่มบุคคลที่ปิดบังอำพรางใบหน้า และกลุ่มที่ทำในลักษณะมีเจตนาก่อเหตุร้ายแล้วหลบหนีไปทันที


โดยไม่มีประชาชนอื่นใดร่วมกระทำการ พยานหลักฐานของจำเลยทั้ง 6 ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่าเหตุเพลิงไหม้ตามฟ้องเป็นผลมาจากการก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาล และเป็นการก่อการร้ายเพื่อหวังผลทางการเมืองตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งหก ดังนั้นจำเลยทั้ง 6 จึงไม่อาจอ้างข้อยกเว้นความรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน


ปัญหาว่าจำเลยทั้ง 6 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้ง 3 เพียงใด ข้อนี้โจทก์ทั้ง 3 นำสืบความเสียหายของโจทก์แต่ละรายไว้แล้ว พร้อมตารางสรุปจำนวน โดยโจทก์มิได้นำสืบแสดง รายละเอียดความเสียหายตามที่กล่าวอ้างในแต่ละรายการ แต่กลับปรากฏความเสียหายบางรายการที่มิใช่ความเสียหายอันเกิดจากวินาศภัยภายใต้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย


ยังได้คำเบิกความของ เจ้าหน้าที่วิศวอาคารและหัวหน้าช่างซ่อมบำรุงอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พยานโจทก์ทั้ง 3 ว่า ทรัพย์สินบางรายการ เช่น พรม หรือเฟอร์นิเจอร์ อาจไม่ต้องซ่อมแซม เพียงแต่ทำความสะอาดก็ สามารถใช้งานได้ดังเดิม


เมื่อจำเลยทั้ง 6 ปฏิเสธโต้เถียงว่าโจทก์ทั้ง 3 เรียกค่าเสียหายสูง เกิน กรณีจึงไม่ อาจรับฟังว่าโจทก์ทั้ง3ต้องเสียหายตามจำนวนที่กล่าวอ้าง แต่แม้โจทก์ทั้ง 3 จะนำสืบความเสียหายได้ ไม่สมข้ออ้าง


ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคก็มีอำนาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์ จึงเห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 89 ล้านบาท ส่วนโจทก์ที่ 2 ที่เรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 8 ชุด ซึ่งเป็นความเสียหายที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ฯ


ส่วนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ้าหุ้มเก้าอี้พนักงาน จำนวน 13,209 บาท ก็ไม่มีหลักฐานการชำระเงิน คงมีเฉพาะส่วนที่จำเลยทั้ง6ได้นำสืบยอมรับค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 มีเพียง 50,414 บาท ดังนั้นศาลจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 57,500 บาท ส่วนโจทก์ที่ 3 ศาลเห็นควรกำหนดค่าเสียหายจำนวน 9 ล้านบาท


และเมื่อปรากฏว่าหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคาร พวกโจทก์ได้มีหนังสือเรียกร้องค่าสินไหม และหนังสือแจ้งปรับปรุงข้อมูลความเสียหายให้จำเลยทั้ง 6 ชำระ แต่พวกจำเลยมีหนังสือแจ้งปฏิเสธความรับผิด โจทก์ทั้ง 3 ขอให้บังคับจำเลยทั้ง 6 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย มิใช่ผู้กระทำละเมิด เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2554 จึงถือว่าจำเลยทั้ง 6 ผิดนัดชำระตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 จึงต้องได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันดังกล่าว


ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้ง 3 มานั้น ศาลฎีกาฯ ไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้ง 3 ฟังขึ้น


พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 26,700,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 17,800,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 13,350,000 บาท จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 13,350,000 บาท จำเลยที่ 5 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,9000,000 บาท


และจำเลยที่ 6 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1


ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 17,250 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 11,500 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,625 บาท จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 8,625 บาท จำเลยที่ 5 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 5,750 บาท และจำเลยที่ 6 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 5,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2


ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,700,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,800,000 บาท จำเลยที่ 3 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,350,000 บาท จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,350,000 บาท จำเลยที่ 5 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 900,000 บาท และจำเลยที่ 6 ใช้ค่าสินไหมทดแทน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ม.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3


ข้อมูลจาก Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #คนเสื้อแดง #16ปีเมษาพฤษภา53

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ภาพบรรยากาศ 'ชัยวัฒน์' ลงพื้นที่สีลม-บางรัก หาเสียงชิงผู้ว่าฯ กทม.


ภาพบรรยากาศ 'ชัยวัฒน์' ลงพื้นที่สีลม-บางรัก หาเสียงชิงผู้ว่าฯ กทม.


เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ตลาดตลาด ITF นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน และ น.ส.วนัสญาย์ สิริเหมะเวคิน ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางรัก พรรคประชาชน ลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตพื้นที่เขตบางรัก เพื่อพูดคุยกับประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ก่อนจะเดินเท้าไปยังตลาดละลายทรัพย์ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย และนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปแนะนำตัวกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยรวมถึงพ่อค้าแม่ค้า

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน












“อาจารย์โจ” ชูนโยบายดิจิทัลเพื่อ “กรุงเทพง่ายๆ” จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส-รถเก็บขยะติดกล้องจับภาพถนนชำรุด ย้ำพรรคประชาชนพร้อมทำงานฟูลทีม ขับเคลื่อนวาระ กทม. และวาระเขตด้วยเจตจำนงทางการเมือง


อาจารย์โจ” ชูนโยบายดิจิทัลเพื่อ “กรุงเทพง่ายๆ” จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส-รถเก็บขยะติดกล้องจับภาพถนนชำรุด ย้ำพรรคประชาชนพร้อมทำงานฟูลทีม ขับเคลื่อนวาระ กทม. และวาระเขตด้วยเจตจำนงทางการเมือง


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน กล่าวถึงนโยบายของพรรคประชาชนในการสู้ศึกเลือกตั้งกรุงเทพฯ ครั้งนี้ว่าการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครเป็นมากกว่าการเลือกผู้ว่าหนึ่งคน แต่เป็นการเลือกอนาคตว่าคนกรุงเทพฯ อยากเห็นกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร พรรคประชาชนจึงนำเสนอ “กรุงเทพง่าย ๆ” ว่าเราอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โอบอุ้มชีวิตและให้โอกาสผู้คน คืนเวลาให้คนกรุงเทฯ ทั้งเวลาในการเดินทาง เวลาในการรอหมอ เวลาในการดูแลลูก เวลาที่ต้องดูแลพ่อแม่ นี่คือ “วาระเมืองกรุงเทพ” ของพรรคประชาชน


โดยนโยบายด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเรื่องที่ตนให้ความสำคัญตั้งแต่เมื่อครั้งทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย หากตนเป็นผู้ว่า กทม. มั่นใจว่าสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาออกแบบและพัฒนาเมืองได้อีกมาก เช่น ปัญหาถนนไม่เรียบ เรามีรถเก็บขยะของกรุงเทพฯ ที่วิ่งอยู่ทุกวันทุกตรอกซอกซอย สามารถติดกล้องที่รถขยะนี้ เพื่อให้เห็นสภาพพื้นผิวถนนในแต่ละพื้นที่พร้อมระบุพิกัด จะรู้ได้ว่าปัญหาเกิดที่จุดไหน ก่อนให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปแก้ไข


รวมถึงการใช้งบประมาณที่โปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ของ กทม. สามารถใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับได้ เช่น ราคากลางและราคาเสนอเท่าไร มีการฮั้วราคากันหรือไม่ เมื่อระบุความผิดปกติได้แล้ว จากนั้นจึงให้คนเข้าไปดูเป็นรายกรณีว่าเบื้องลึกของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร


อีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามามาก คือคนที่ใช้รถเมล์เขาอยากรู้ว่ารถเมล์อยู่ที่ไหน จะมาเมื่อไร ตอนนี้แม้มีบางแอปพลิเคชันของเอกชนทำได้ แต่ยังไม่ครบถ้วนทุกบริษัทรถเมล์รวมถึง ขสมก. ดังนั้น ตนจะให้ กทม. เป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ ประชาชนต้องดูได้ครบทุกสายทุกบริษัท รวมถึงตารางของเรือและรถไฟฟ้า จะทำให้การวางแผนใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ง่ายขึ้น


ส่วนปัญหาโรงขยะอ่อนนุชซึ่งเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2565 สส.กรุงเทพฯ และแคนดิเดต ส.ก. ของพรรคประชาชนติดตามมาโดยตลอด ทุกวันนี้เมื่อสอบถามประชาชนที่ใช้ชีวิตในบริเวณดังกล่าว ก็ยังบอกว่าได้รับผลกระทบอยู่ ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข หาก กทม. จะอ้างเรื่องข้อจำกัดทางอำนาจของตัวเอง ก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะในสัญญาของการจัดการขยะมี 2 สัญญาที่เป็นการนำขยะมาหมักเป็นปุ๋ย คือสัญญา 1,000 ตัน กับ 600 ตัน กระบวนการหมักส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นหากไม่ได้อยู่ในระบบปิดที่ถูกต้องตามมาตรฐานสุขลักษณะ ดังนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ไหน ทำไมถึงปล่อยให้คนในชุมชนโดยรอบไม่ต่ำกว่า 400,000 คน ต้องทนเหม็นจนถึงทุกวันนี้


ปัจจุบันมีที่ให้ขยะเหล่านี้ถูกนำไปจัดการได้แล้ว คือโรงขยะโรงใหม่ที่มีการทดลองและมีศักยภาพที่จะรองรับปริมาณขยะตรงนั้นได้ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขยะไม่มีที่ไป แต่ปัญหาคือ กทม. มีเจตจำนงที่จะจัดการปัญหาหรือไม่ หลายคนบอกว่าโรงขยะจะครบสัญญาอยู่แล้ว แต่คนในพื้นที่พวกเขาได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่สุขภาพกายแต่รวมถึงสุขภาพใจ


ดังนั้นหากตนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. จะทำเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน ด้วยการยกเลิกสัญญา พิจารณาให้การนำขยะมาหมักต้องยุติทันที และทบทวนความรับผิดชอบของ กทม. และความรับผิดชอบของคู่สัญญา ว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำตามความรับผิดชอบของตัวเองหรือไม่ หากจำเป็นต้องมีการจ่ายชดเชยให้เป็นธรรมก็ต้องจ่าย


ต่อมาเรื่องการรับมือภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ชัยวัฒน์กล่าวว่า สำหรับเรื่องน้ำท่วม ต้องแก้ตั้งแต่การเตรียมพร้อม ทุกวันนี้เราเห็น กทม. ลอกท่อ ทำเส้นเลือดฝอย เวลาฝนตกแล้วน้ำท่วมระบายเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ไม่ได้ทำอย่างครอบคลุม โดยการลอกท่อต้องทำอย่างทั่วถึงและครอบคลุม ไม่เช่นนั้นศักยภาพในการระบายน้ำจะไม่เต็มระบบ ขณะที่การป้องกันน้ำท่วมยังมีอีกหลายส่วนที่สามารถทำเพิ่มเติมได้


เรื่องฝุ่น PM 2.5 ก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่สามารถทำเฉพาะ กทม. ได้ เพราะปัญหาดังกล่าวครอบคลุมทั่วประเทศ สำหรับขอบเขตที่ กทม. ทำได้ คือเรื่องมาตรฐานการควบคุมการก่อสร้างไม่ให้มีการปล่อยฝุ่นออกมา ซึ่งสามารถทำได้ดีกว่านี้ เพราะมีพื้นที่ก่อสร้างหลายงานที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงเรื่องการเผา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ของฝุ่น ต้องแก้ทั้งในระดับ กทม. และระดับประเทศ


โดยพรรคประชาชนสามารถทำได้ทั้งสองระดับ ในระดับ กทม. สามารถออกข้อบัญญัติเรื่องการก่อสร้าง ทีมบริหารที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างจะดูแลส่วนนี้ ช่วยให้ฝุ่นจากการก่อสร้างลดลงได้ ส่วนเรื่องการเผา สามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย และระดับประเทศ พรรคประชาชนได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไปแล้ว สส. ทั้ง 119 คนในสภาต้องเข้าไปขับเคลื่อนต่อไป


ชัยวัฒน์ทิ้งท้ายว่า คนกรุงเทพฯ มอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชนผ่าน สส. ทั้ง 33 เขต แต่จะดีกว่าหรือไม่หากคนกรุงเทพฯ มอบความไว้วางใจของท่านให้เราดูแล กทม. ให้โอกาสเราได้แสดงให้เห็นว่าการบริหารภายใต้พรรคประชาชนจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่กรุงเทพมหานครอย่างไร


นอกจากวาระระดับเมือง เรายังมีวาระระดับเขตจากการส่งผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต แต่ละเขตมีวาระของตัวเอง ทั้งหมดนี้คือการทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย สส. ในระดับประเทศ, ส.ก. ในระดับเขต และระดับงานบริหารโดยผู้ว่าและทีมบริหารที่เราเปิดต่อประชาชนไปแล้ว ยืนยันว่าหากได้รับโอกาสเข้าไปทำงาน จะไม่ทำให้คนกรุงเทพฯ ผิดหวัง พรรคประชาชนมีวาระ มีความแน่วแน่ และมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนผลักดันวาระให้สำเร็จ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน

Con for All ยกขบวนทวงคะแนน กกต. ขอให้เผยแพร่ผลนับคะแนน สส. - ประชามติ ให้ครบทุกหน่วย

 


Con for All ยกขบวนทวงคะแนน กกต. ขอให้เผยแพร่ผลนับคะแนน สส. - ประชามติ ให้ครบทุกหน่วย


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ไอลอว์และเครือข่ายภาคประชาชนจัดกิจกรรม “ยกขบวนทวงคะแนน กกต.” เพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วยของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปี 2569 และการออกเสียงประชามติให้ครบทุกหน่วยออกเสียง


กิจกรรมเริ่มต้นจากการแถลงของตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ก่อนจะตะโกนว่า “คะแนนประชามติอยู่ไหน” และ “คะแนนเลือกตั้ง 100% กี่โมง”


คะแนนประชามติหาย คะแนนเลือกตั้งไม่สมบูรณ์ทุกหน่วย


ชยพล ดโนทัย ตัวแทนไอลอว์ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า หลังจากที่ กกต. ทยอยเผยแพร่ผลการนับคะแนนออกเสียงเลือกตั้ง สส. รายหน่วย ที่เรียกว่า แบบ ส.ส. 5/18 และแบบ ส.ส. 5/18 (บช) ตามลำดับ พบว่า ยังมีบางเขตเลือกตั้งที่ยังอัปโหลดคะแนนไม่สมบูรณ์ โดยมีทั้งไฟล์หายไป การอัปโหลดผิดพลาด และการอัปโหลดซ้ำ โดยจากคำให้สัมภาษณ์ของแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ว่า ทุกเขตเลือกตั้งรายงานผลแก่กกต. ทราบ ก็จริงอยู่ แต่ไม่ครบถ้วน 100% เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 ตำบลไผ่ อำเภอเมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 9 ขาดผลการนับคะแนนทั้งหน่อวย


ในขณะที่การออกเสียงประชามติ ประชาชนทราบเพียงว่า มีเสียงเห็นชอบ 21.6 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 11.2 ล้านเสียง และไม่แสดงความคิดเห็น 3 ล้านเสียง แต่ไม่เคยเห็นว่า ผลการออกเสียงในแต่ละเขต แต่ละหน่วยเป็นอย่างไรจึงขอเรียกร้องอย่างจริงจังให้เปิดเผยผลการนับคะแนนเลือกตั้งให้ครบทุกเขต และเปิดเผยผลคะแนนการออกเสียงประชามติในประเด็นรัฐธรรมนูญ ในทุกเขต ทั่วประเทศโดยเร็ว และสะดวกต่อการเข้าถึงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง


พงศธร กันทวงค์ ตัวแทนวีวอทช์กล่าวว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้าพบปัญหาการกรอกรหัสจังหวัดผิด ทำให้อาจส่งผลถึงการนับคะแนนที่ผิดพลาด และยังพบว่ามีการใช้ซองบัตรเลือกตั้งเก่าที่มีรหัส 5 หลักแทน โดยยังไม่ได้รับคำชี้แจงจากกกต. อีกทั้งยังมีการฟ้องประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง จึงขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีต่อประชาชนด้วย


นอกจากนี้ พงศธรยังเสนอให้ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในหน่วยเลือกตั้ง แม้อาจมีข้อกังวลว่าอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่ก็เลือกมุมในการติดตั้งกล้องดังกล่าวได้ เพื่อประโยชน์ในตรวจสอบการทำงานของกรรมการประจำหน่วย อีกทั้งหากคนที่แจ้งความผิดปกติอาจเข้าใจผิด ภาพในกล้องวงจรปิดก็เป็นข้อยืนยันตรวจสอบการแจ้งความผิดปกติได้


กระบวนการสู่รัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่จบ ภาคประชาชนรอติดตามการมีส่วนร่วมเต็มที่


ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ตัวแทนเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญกล่าวว่า การจัดการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 มีปัญหาอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทขององค์กรอิสระอย่าง กกต. ซึ่งเป็นผู้จัดการเลือกตั้งที่มีข้อกังขาว่าจัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส


เธอมองว่า การทำงานของกกต. ดูราวกับจะยึดหลักความ “ชอบด้วยกฎหมาย” มากกว่าความโปร่งใส อีกทั้งยังมีข้อสงสัยว่ามีการจัดวางคนที่จัดการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากกกต. ในประเด็นเหล่านี้ อีกทั้งในช่วงหลังมานี้ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ มักจะมาจากผู้ที่มาจากสังกัดกระทรวงคมนาคมเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่มั่นใจว่าจะมีความสามารถในการการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด และเมื่อมีคำถามจากประชาชน กรรมการ กกต. เหล่านี้ก็ไม่ได้เข้ามาตอบคำถามหรือแสดงความรับผิดชอบใด ๆ มีเพียงเลขาธิการกกต. เท่านั้นที่ออกมารับหน้า


ณ ตอนนี้ ประชาชนได้เห็นตรงกันแล้วว่าต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เมื่อครม. มีมติไม่นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เคยพิจารณาก่อนยุบสภา ภัสราวลีกล่าวว่า แม้กระบวนการจะช้าลง แต่อาจเป็นผลดีกับประชาชนมากกว่า เปิดทางให้อาจมีผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนมากกว่า ถ้าหากจะรีบเร่งไปโดยที่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลังก็คงไม่ให้ผลดีเท่ากระบวนการที่ช้า แต่มีส่วนร่วมจากประชาชนจริง ๆ


จากนี้ไปภาคประชาชนจึงติดตามกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีส่วนร่วมจากประชาชน และหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ภาคประชาชนจะรณรงค์เข้าชื่อเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีสาระสำคัญว่า ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน


เตรียมจับตากกต. ชุดใหญ่สั่งฟ้องคดีโกงเลือกสว. ชี้ควรเป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา


ขณะที่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ระบุว่า ในเวลาประมาณ 30 วันข้างหน้านี้ กกต. จะต้องวินิจฉัยและมีคำสั่งในคดีโกงเลือกสว. ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปมาถึงตอนนี้ก็ปรากฏว่า กกต.มากกว่าครึ่งหนึ่งมีที่มาจากสว. กลุ่มนี้ที่กำลังถูกตั้งข้อกล่าวหาอยู่ ทางเลือกปัจจุบันมีอย่างเดียวคือ กกต. ต้องไม่ใช้อำนาจการวินิจฉัยส่วนตน และออกคำสั่งเพื่อส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยในคดีนี้ ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับ


เขาเรียกร้องว่า กกต. ควรทำหน้าที่เพียงบุรุษไปรษณีย์ ส่งคดีไปยังศาลฎีกาที่มีที่มาชอบธรรมกว่าเพื่อให้ศาลพิจารณาคดี และผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิจะสู้คดีได้อย่างเปิดเผย ถ้าต้องการให้ทุกอย่างโปร่งใสและรักษาคุณภาพ กกต. ก็ควรส่งคดีไปให้ศาลวินิจฉัย


ในฐานะที่ติดตามสังเกตการณ์กระบวนการเลือก สว. มาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งชีพกล่าวว่ายังมีข้อมูลเกี่ยวกับการร่วมกันจัดตั้งคะแนนเสียง เส้นทางการโอนเงิน สถานที่และบุคคลที่เข้าร่วมประชุมเตรียมการโกงขนาดใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบข้อมูลให้หน่วยงานที่สอบสวนเรื่องนี้แล้ว แต่หากกกต. ใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมทำให้คดีนี้จบไป ก็จำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งหมดที่มีเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อฟ้องต่อประชาชน และให้สังคมทำหน้าที่พิพากษาสว. เหล่านี้แทนกระบวนการทางกฎหมายที่ กกต. สร้างทางตันขึ้นมา


และถ้าหากในเวลาไม่กี่วันข้างหน้านี้ กกต. มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีโกงเลือก สว. ที่เลือกกกต. มา ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงจากข้อครหาจากสังคมถึงการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในหมู่ “สีน้ำเงิน” ไปได้ หากสิ่งนี้เกิดขึ้นเราจำเป็นต้องดำเนินคดีต่อกกต. ในฐานที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเท่าที่กฎหมายจะมีช่องให้ทำได้ต่อไป


จากนั้น ตัวแทนภาคประชาชนได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านการตัดริบบิ้นเพื่อเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยผลการนับคะแนนให้ครบถ้วนทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ และได้เข้ายื่นหนังสือต่อกกต. เพื่อแจ้งเรื่องต่อกกต. ต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กกต #เลือกตั้ง2569 #ประชามติ2569