วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ยกคำร้อง! ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว “ไผ่-ครูใหญ่” คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ และศาลอาญากรุงเทพใต้ไม่ให้ประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อ แม้ได้ประกันตัวอีกคดีและติด EM แล้ว

 


ยกคำร้อง! ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว “ไผ่-ครูใหญ่” คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ และศาลอาญากรุงเทพใต้ไม่ให้ประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อ แม้ได้ประกันตัวอีกคดีและติด EM แล้ว


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันนี้ (17 กรกฎาคม 2569) เวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดี ม.112 และ ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร  


ส่วนศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม


.

กรณีดังกล่าว ทำให้ทั้งสองคนยังคงถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป ทั้งที่ได้ติดกำไล EM และทำสัญญาประกันตัวในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียวแล้วเมื่อวานนี้


และสำหรับกรณี “ครูใหญ่” ยังมีอีก 1 คดีที่ยังรอคำสั่งประกันตัวจากศาลอุทธรณ์ ได้แก่ คดี ม.112 จากการปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ส่วนคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 ได้รับแจ้งว่าครูใหญ่ถูกขังจนครบโทษแล้ว


โดยวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2569 ไผ่ จตุภัทร์, ครูใหญ่ อรรถพล จะถูกเบิกตัวมาขึ้นศาลอาญา พร้อม อานนท์ นำภา, แอมป์ ณวรรษ และ ไบร์ท ชินวัตร จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในนัดสืบพยานคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยทั้งหมดถูกคุมขังและยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

#คดีแรกชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำคุก “อานนท์ นำภา” 2 ปี คดี ม.112 ปราศรัยหอศิลป์ มช. เมื่อ 23 พ.ย. 63 รวมโทษทุกคดีขณะนี้ 31 ปี 9 เดือนเศษ

 


#คดีแรกชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำคุก “อานนท์ นำภา” 2 ปี คดี ม.112 ปราศรัยหอศิลป์ มช. เมื่อ 23 พ.ย. 63 รวมโทษทุกคดีขณะนี้ 31 ปี 9 เดือนเศษ


วันนี้ (16 กรกฎาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษญชนและนักกิจกรรม ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เหตุจากกรณีปราศรัยในการชุมนุม “ปาร์ตี้ริมเขา เป่าเค้กวันเกิด พลเรือนเอกก๊าบ ๆ” ที่ลานหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม “ประชาคมมอชอ” เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2563 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่าอานนท์มีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุก 2 ปี และอานนท์ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา สำหรับการอ่านคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ได้ดำเนินการผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยอานนท์ไม่ได้ถูกนำตัวมาที่จังหวัดเชียงใหม่


ศูนย์ทนายฯรายงาน ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


ศาลเห็นว่าคำปราศรัยเข้าข่ายดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์


คดีนี้จะเป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่จะมีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 ‘เอกชัย’ แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง ควรได้รับการรักษาเฉพาะทางเพื่อคัดกรองโรคร้าย

 


ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัวคดี ม.110 ‘เอกชัย’ แม้หมอสุภัทร ให้ความเห็นอาการปวดท้อง-น้ำหนักลดเรื้อรัง ควรได้รับการรักษาเฉพาะทางเพื่อคัดกรองโรคร้าย


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันที่ 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังวัย 51 ปี ในคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหา “ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี” ตามมาตรา 110 หลังจากทนายความยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา


การยื่นประกันตัวครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ตั้งแต่ถูกคุมขัง ปัจจุบันเอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และในคำร้องขอประกันตัวได้อ้างความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่น ๆ จึงขอให้ส่งตัวเอกชัยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ หรือควรให้เอกชัยได้รับการประกันตัว เพื่อรับการรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป


ศาลฎีการะบุคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”


ขณะที่เอกชัยถูกขังมามากกว่า 10 เดือน แล้ว แม้ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดี จากนั้นศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับ และลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน จึงเป็นเหตุให้เอกชัยถูกขังระหว่างชั้นฎีกาตั้งแต่นั้นเรื่อยมา


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เอกชัยหงส์กังวาน #มาตรา110 #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

 


‘อติรุจ’ จำเลยคดี ม.112 เหตุตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกา ขอถอนประกันเข้าเรือนจำ รับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.30 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ “อติรุจ” (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์ วัย 29 ปี จำเลยคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ เมื่อปี 2565 ตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อ เนื่องจากเลือกเข้ารับโทษเพื่อลดภาระทางคดีและกลับมาเริ่มต้นชีวิตกับงานได้โดยเร็วที่สุด โดยวันนี้อติรุจเดินทางมาศาลพร้อมทนายความและนายประกัน เพื่อถอนประกัน ก่อนเข้ารับการส่งตัวเข้าเรือนจำในช่วงเย็น 


บรรยากาศในวันนี้ มีประชาชนมาร่วมส่งอติรุจมากกว่า 10 คน ขณะที่อติรุจเดินทางมาถึงศาลอาญากรุงเทพใต้พร้อมกับครอบครัวในเวลาบ่ายโมงเศษ และได้พูดคุยกับประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจเล็กน้อย ก่อนที่จะไปยื่นถอนประกันต่อศาล จากนั้นศาลเรียกให้อติรุจขึ้นไปสอบถามบนห้องพิจารณาคดีที่ 404 ว่าเป็นจำเลยในคดีนี้ใช่หรือไม่ และไม่ประสงค์จะยื่นฎีกาใช่หรือไม่ อติรุจตอบยืนยันก่อนที่ศาลจะออกหมายขัง


จากนั้น อติรุจถูกนำตัวลงไปห้องคุมขังและรถของเรือนจำออกจากศาลในเวลา 16.49 น. เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงให้กำลังใจจากครอบครัวและประชาชน 


อย่างไรก็ตาม การที่อติรุจถูกคุมขังในวันนี้ ทำให้ยอดผู้ต้องขังทางการเมืองมีอย่างน้อย 55 คน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 คน) 


ลำดับเหตุการณ์คดีของ "อติรุจ"


15 ต.ค. 2565 อติรุจถูกจับกุมจากการตะโกนข้อความระหว่างขบวนเสด็จผ่านที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และถูกฟ้องใน 2 ข้อหาคือ ม.112 และ ม.138 (ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ)


การสู้คดีนั้น อติรุจรับสารภาพในข้อหา ม.112 แต่ปฏิเสธข้อหา ม.138 โดยสู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบและไม่แสดงบัตร ทำให้ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงาน


12 ธ.ค. 2566 คำพิพากษาศาลชั้นต้น ตัดสินว่ามีความผิดทุกข้อหา ลงโทษจำคุก ม.112 (หลังลดหย่อน) 1 ปี 6 เดือน และ ม.138 อีก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา (ได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์)


16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา ก่อนที่อติรุจจะตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาต่อในเวลาต่อมา


หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนอติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา และเตรียมตัวเข้ารับโทษในเรือนจำ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องในปัจจุบันสายงานโปรแกรมเมอร์และเทคโนโลยีนั้น พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หากต้องเสียเวลากับคดีความที่ยืดเยื้อ อาจทำให้เขาตามไม่ทันเทคโนโลยี และงานสะดุด การเลือกเข้ารับโทษเพื่อให้กระบวนการจบและออกมาเริ่มต้นใหม่โดยเร็วที่สุดจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า


ซึ่งเมื่อดูจากหลักฐานที่เป็นเหตุซึ่งหน้า ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองโดยรวม เขาประเมินว่าการสู้ต่อในชั้นฎีกาก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้ ส่วนจุดยืนเรื่องเสรีภาพของเขานั้น แม้จะยอมรับโทษตามกระบวนการ แต่เขายังคงยืนยันหลักการเดิมว่า “ไม่ควรมีใครต้องถูกขังหรือต้องลี้ภัยเพียงเพราะการพูด"


ทั้งนี้ อติรุจได้กล่าวสั้น ๆ ว่า ทบทวนและใช้เวลาตัดสินใจดีแล้ว เหตุเพราะช่วงรอเวลาศาลฎีกานัดฟังคำตัดสิน ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างติดขัดอยากไปเรียน ไปทำงานต่างประเทศก็ไม่ได้ เวลาระหว่างรอคือความไม่สบายใจ หลังจาก 16 มี.ค. 2569 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา จึงได้ตัดสินใจแล้วว่า ไม่ยื่นฎีกาต่อ แต่ขอไปเคลียร์งานและภาระหน้าที่ จึงได้มาดำเนินการตามกระบวนการถอนประกัน เพื่อรับโทษ


อย่างไรก็ตาม Thumbright ได้ลงคลิปสัมภาษณ์ อติรุจก่อนถึงวันเดินทางมาศาลาอาญากรุงเทพใต้ บางช่วงระบุว่า แม้เขาจะรับสารภาพและกำลังจะเดินหน้าเข้ารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่เขาทำก็เป็นเพียงแค่การพูด ซึ่งไม่มีควรมีใครต้องถูกขังและต้องลี้ภัยเพียงเพราะแค่พูดเรื่องนี้


"ผมหวังว่าคุณจะกลับมาอย่างครบถ้วน ทั้งร่างกาย จิตใจ และที่สำคัญที่สุด คือศักดิ์ศรีที่ยังคงอยู่"


นี่คือข้อความที่อติรุจอยากฝากถึงตัวเองในวันที่ได้ออกจากเรือนจำ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112
















พรรคประชาชน แถลงข่าวความคืบหน้าในการขยายผลการกวาดล้างขบวนการกลุ่มทุนจีนสีเทา พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งตรวจสอบและเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

 


พรรคประชาชน แถลงข่าวความคืบหน้าในการขยายผลการกวาดล้างขบวนการกลุ่มทุนจีนสีเทา พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งตรวจสอบและเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.40 น. ณ ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี และนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน แถลงข่าวความคืบหน้าในการขยายผลการกวาดล้างขบวนการกลุ่มทุนจีนสีเทา ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 70,000 ล้านบาท พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงครอบครัวของผู้ต้องหา และเมื่อตรวจสอบไปยังภรรยาพบความผิดปกติที่บุตรทั้ง 3 คนได้รับสัญชาติไทย นำมาสู่การตรวจสอบขบวนการทุจริตดังกล่าวอย่างจริงจัง นอกจากนี้พบลักษณะเดียวกันที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9


โดยมีหลักฐานสำคัญคือสำเนาสูติบัตรของเด็กหญิงรายหนึ่งมีมารดาเป็นชาวจีนวัย 36 ปี ทำการคลอดบุตรในประเทศไทยและแจ้งเกิดโดยระบุชื่อบิดาเป็นชายชาวไทย อายุ 22 ปี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ความผิดปกติที่พบในกระบวนการแจ้งเกิด เริ่มจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเป็นผู้ดำเนินการไปแจ้งเกิดที่สำนักงานเขตด้วยตนเอง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีบริการในลักษณะแพ็กเกจเหมาจ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกในการขอสัญชาติหรือไม่ การขอสูติบัตรไม่มีแม้กระทั่งหนังสือรับรองการเกิด เจ้าหน้าที่ทะเบียนของสำนักงานเขตลงนามรับผิดชอบอนุมัติเพียงผู้เดียว ทั้งในช่องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและนายทะเบียน 


จากข้อมูลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า บิดาชาวไทยรายนี้มีประวัติอาชญากรรมจำนวนมาก และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นการรับจ้างจดทะเบียนรับรองบุตรเพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย ซึ่งขณะนี้บิดาชาวไทยรายดังกล่าวกำลังหลบหนีและอยู่ระหว่างการติดตามตัวของเจ้าหน้าที่ จึงขอตั้งข้อสังเกตและฝากประเด็นคำถามไปยังรัฐบาล จำนวน 3 ประการ ได้แก่


1. การตั้งคณะกรรมการสอบสวน ขบวนการดังกล่าวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 หรืออาจจะก่อนหน้านั้น แสดงให้เห็นถึงการสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและโรงพยาบาลเอกชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้กำกับดูแลกรมการปกครองและงานทะเบียนราษฎร ตลอดจนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีคดีลักษณะนี้เกิดขึ้น ชี้แจงว่าได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ภายใต้สังกัดที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่


2. การระงับการออกหนังสือเดินทาง โดยขณะนี้มารดาชาวจีนหลายรายเริ่มไหวตัวและพยายามขอหนังสือเดินทางไทยให้แก่บุตรเพื่อเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศระงับการออกหนังสือเดินทางในกรณีเหล่านี้แล้วหรือไม่ หรือยังคงปล่อยให้มีช่องว่างทางกฎหมาย


3. มาตรการรองรับสำหรับเด็ก หากมีการเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็ก รัฐบาลมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไป เด็กจะยังคงได้รับสัญชาติจีนหรือไม่ หรือจะมีมาตรการผลักดันออกนอกประเทศอย่างไร เนื่องจากเด็กถือเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนรู้เห็น และเลือกเกิดไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนจากทางรัฐบาลในประเด็นนี้


ด้านนายเฉลิมพงศ์ แสงดี ได้แถลงเพิ่มเติมถึงกรณีความผิดปกติของการออกบัตรประจำตัวบุคคลประเภทที่ 8 ให้กับชาวต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อกวาดล้างกลุ่มนอมินี พบกรณีของชาวจีนรายหนึ่งที่ได้รับการโอนสัญชาติเป็นสัญชาติไทย โดยมีข้อพิรุธทางทะเบียนราษฎร กล่าวคือ มารดาสามารถรับรองบุตรได้หลายคน และสถานะทางทะเบียนราษฎรของบิดาก็ไม่มีความชัดเจน


ซึ่งบุคคลรายนี้มีพฤติการณ์เข้าข่ายการเป็นนอมินี โดยถือหุ้นในบริษัทถึง 5 แห่งในจังหวัดภูเก็ต และทำหน้าที่เป็นตัวแทนประสานงานให้กับชาวต่างชาติ ทั้งในเรื่องค่านายหน้า อสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนชักชวนชาวจีนให้เข้ามาทำบัตรประชาชนหรือโอนสัญชาติ โดยมีมูลค่าเรียกเก็บสูงถึงใบละ 1 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี ได้ยื่นเรื่องต่อพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบพฤติการณ์ของบุคคลรายดังกล่าวว่าเข้าข่ายการประกอบธุรกิจอำพรางหรือนอมินีหรือไม่


นอกจากนี้ ได้ยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการออกบัตรประชาชนและสถานะทางทะเบียนราษฎร เนื่องจากพบว่าเดิมบุคคลนี้มีสถานะขออนุญาตในพื้นที่ภาคเหนือ ก่อนจะย้ายทะเบียนบ้านมายังจังหวัดภูเก็ต


จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งสืบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมเกี่ยวกับการทุจริต การออกบัตรโดยมิชอบ และเพื่อแก้ไขปัญหาการแย่งอาชีพคนไทยซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #จีนเทา

‘ณัฐพงษ์’ ชี้ ข่าวฉาวรอบรัฐบาลล้วนวนถึงมหาดไทย ซัดสะท้อนความล้มเหลวของนายกฯ อนุทิน

 


ณัฐพงษ์’ ชี้ ข่าวฉาวรอบรัฐบาลล้วนวนถึงมหาดไทย ซัดสะท้อนความล้มเหลวของนายกฯ อนุทิน


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนได้แถลงผลหลังการประชุม ครม.เงา โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงถึงการทุจริตคอร์รัปชันในกระทรวงมหาดไทย และความรับผิดชอบของ อนุทิน ชาญวีรกูล


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่สังคมมองเห็นจากการตั้งข้อสังเกตในเรื่องของข่าวใหญ่ ล้วนมีความเกี่ยวข้องอยู่ในวงโคจรของอนุทิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ การทุจริตการสอบท้องถิ่น การสวมสิทธิ์ การทุจริตต่างๆ รวมถึงเรื่องของงบประมาณท้องถิ่น ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท และในส่วนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 200,000 ล้านบาท ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามในการสอดไส้เอาแคตตาล็อกผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเข้ามารับเงินในส่วนนี้หรือไม่ ทำให้ในวันถัดมารัฐบาลต้องออกหนังสือเวียนยกเลิกเรื่องดังกล่าว รวมถึงการกำกับดูแลสถานบันเทิงต่างๆ


ทุกอย่างที่ตนพูดมานั้น หากทุกคนมองในจุดเดียวกัน จะเห็นว่าทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรมการปกครอง ซึ่งอยู่รอบตัวของอนุทินทั้งสิ้น ตนเชื่อว่าข้อสังเกตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความล้มเหลวในการทำหน้าที่ของอนุทิน สาเหตุของความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ตนอาจเรียงได้เป็น สาม ประการ ดังนี้


ประการแรก เกิดจากตัวของนายกรัฐมนตรีเอง ที่มองว่างานในกระทรวงมหาดไทยเป็นงานพาร์ตไทม์ ไม่ได้ลงมากำกับดูแลงานในกระทรวงอย่างเข้มข้น หรืออาจจะรู้ปัญหาอยู่แล้ว แต่ขาดความกล้าหาญในการจัดการ


ประการที่สอง อนุทินเองได้คุมกระทรวงมหาดไทยมาภายใต้รัฐบาลหลายชุดแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมากำกับในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอาจรู้ปัญหา แต่ไม่กล้าที่จะเข้าไปแตะ


ประการที่สาม หรือแย่ไปกว่านั้น คืออนุทินและบริวารมีส่วนพัวพันในเรื่องของการทุจริตในแวดวงราชการต่างๆ


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า ตนเชื่อว่า ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ทุกสาเหตุล้วนแสดงถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของอนุทินเอง ซึ่งพรรคประชาชนที่ผ่านมา ก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ หรือทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบอย่างเดียวเท่านั้น แต่เชื่อว่าทางออกที่สำคัญให้กับประชาชนคนไทย คือการทำอย่างไรให้เรื่องสีเทาและการทุจริตในประเทศไทยหมดสิ้นไป


ซึ่งพรรคประชาชนเองก็เตรียมเวที Forum ที่จะพูดคุยปัญหาในเรื่องเหล่านี้ ภายใต้งานที่ชื่อว่า ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ที่โรงแรม Novotel Sukhumvit 20 โดยจะร่วมกันตีแผ่ว่า ในฐานะประชาชนคนไทย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ที่ต้องพึ่งพาบริการสาธารณะในทุกช่วงวัย ต้องจ่ายต้นทุนเท่าไร และมีการโกงอย่างไร รวมทั้งมีข้อเสนอเชิงรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กระทรวงมหาดไทย

‘ณัฐพงษ์-ภัทรพงษ์’ ยื่นหลักฐาน 2,676 เหมืองให้ทางการจีนตรวจสอบ จี้รัฐบาลใช้การทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน


ณัฐพงษ์-ภัทรพงษ์’ ยื่นหลักฐาน 2,676 เหมืองให้ทางการจีนตรวจสอบ จี้รัฐบาลใช้การทูตแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน


วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนแถลงผลภายหลังการประชุม ครม.เงา โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าในการหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนร่วมกับสถานทูตจีน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการหารือเรื่องสารพิษในลำน้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำกก รวก สาย สาละวิน รวมถึงแม่น้ำสายอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 6 สาย


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ตนและพรรคประชาชนได้เข้าหารือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยต่อกรณีดังกล่าว โดยทางการจีนแสดงจุดยืนมาตลอดว่าพร้อมที่จะสนับสนุนประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากสารพิษในลำน้ำไม่ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านนับล้านคน สถานทูตได้ให้คำมั่นว่า หากมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นว่าเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งส่งออกแร่ไปยังประเทศจีนก่อมลพิษจริง ทางจีนก็พร้อมที่จะเข้ามาจัดการกับเรื่องดังกล่าว เพราะจีนมีความเข้มงวดด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม และไม่อยากให้ประชาชนไทยรวมถึงประชาคมโลกมองว่ารัฐบาลจีนสนับสนุนธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังมีความเกี่ยวข้องกับทุนสีเทาและการสวมสิทธิ์ต่างๆ ด้วย


จากการดำเนินงานที่ผ่านมา นำมาสู่การที่ตน ภัทรพงษ์ รวมถึงเพื่อนสมาชิก ได้เข้าพบทูตจีนโดยตรงเมื่อวานนี้ โดยได้รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งเป็นผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าสารพิษไม่ได้มีต้นทางมาจากประเทศไทย แต่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่า หลังจากได้รับข้อมูลแล้วจะส่งตรงไปยังรัฐบาลจีน พร้อมทั้งเน้นย้ำและเรียกร้องกลับมายังทางการไทยว่า ปัญหานี้ทางการจีนไม่สามารถแบกรับเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่รัฐบาลไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา


ณัฐพงษ์เชื่อว่า หากรัฐบาลไทยใช้แนวทางการทูตที่ถูกต้อง ประเทศไทยในฐานะที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและเป็นผู้ถือธงนำในเรื่องดังกล่าว รัฐบาลจีนก็พร้อมที่จะสนับสนุนทางการไทยเช่นเดียวกัน


ด้านภัทรพงษ์กล่าวว่า พวกตนได้ยื่นบันทึกและเอกสารอ้างอิงอย่างละเอียด เพื่อให้ทางการจีนได้เห็นอย่างชัดเจน โดยไม่ได้มีเพียงผลการตรวจน้ำ ตะกอนดิน หรือฝุ่น ที่ยืนยันว่าสารพิษเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมหรือธรรมชาติภายในประเทศไทย แต่ยังมีข้อมูลที่ลงลึกถึงพิกัดเหมืองจำนวน 2,676 แห่งในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมร้องขอให้ประเทศจีนตรวจสอบตามกฎหมายของจีนที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่การร้องขอให้ประเทศจีนดำเนินการใดๆ นอกเหนือจากกฎหมาย แต่เป็นการร้องขอเบื้องต้น เพื่อให้พรรคประชาชนสามารถทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกคน ในการประสานงานระหว่างทางการจีนกับประชาชนไทย เพื่อให้จีนแสดงให้เห็นว่ามีความจริงใจและใส่ใจต่อปัญหาดังกล่าวมากน้อยเพียงใด


ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด การดำเนินการในส่วนนี้ รัฐบาลไทยต้องเป็นแกนนำเดินหน้าอย่างจริงจัง เพราะปัญหาดังกล่าวประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย แต่กลับได้รับผลกระทบเต็มๆ”


ณัฐพงษ์กล่าวเสริมว่า วิธีแก้ปัญหาอาจใช้แนวทางแบบที่รัฐบาลทำอยู่ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทางเมียนมา แต่ลืมไปว่าพื้นที่ตั้งของเหมืองหลายแห่งอาจไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจควบคุมของรัฐบาลเมียนมาโดยตรง แต่อยู่ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ


อีกวิธีหนึ่งในการจัดการกับเรื่องดังกล่าวคือมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ หากดูตัวเลขการนำเข้าแร่หายากที่จีนนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ จะพบว่าเมียนมามีสัดส่วนที่สำคัญมาก หากจีนมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่ชี้ชัดว่าเหมืองแร่ต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งออกแร่ไปยังจีนไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายของจีน ทางการจีนก็สามารถออกมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจได้ เพื่อให้เหมืองแร่ต่างๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่จีนเป็นผู้กำหนด ซึ่งเอกอัครราชทูตจีนก็ได้เน้นย้ำว่าประเทศจีนพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของพวกตนในส่วนนี้


ตนเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมสิทธิ์ ปัญหาทุนสีเทา ตลอดจนการใช้เวทีทางการทูตที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการทูตแบบ Pro Thailand หรือการทูตเพื่อผลประโยชน์และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา เพราะปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นข้ามประเทศและมีความเกี่ยวพันกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ


หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มองการทูตเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ หรือเป็นเพียงการเปิดงานเท่านั้น แต่ใช้เวทีการทูตต่างๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งในวันที่ 16–20 กรกฎาคมนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนเพื่อหารือในหัวข้อที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่อง AI โดยในเวทีดังกล่าว นอกจากจะมีการพบปะผู้นำระดับสูงของจีนแล้ว ยังมีผู้นำจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมด้วย


ตนคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเยือนประเทศจีนในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีจะไม่ได้เป็นเพียงการเปิดงานหรือพูดถึงเรื่อง AI เท่านั้น แต่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีนำความคืบหน้ากลับมาฝากประเทศไทย ว่าตกลงแล้วในการแก้ไขปัญหามลพิษ การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา การแก้ไขปัญหาทุนสีเทา หรือการสวมสิทธิ์ต่าง ๆ ทางการไทยพร้อมถือธงนำโดยใช้เวทีทางการทูต และทางการจีนพร้อมที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนเหล่านี้อย่างไรบ้าง

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สารพิษข้ามแดน