วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จม.จากเรือนจำ ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 69 “อานนท์” เขียน การสู้คดีมิใช่เรื่องคดีอย่างเดียว ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ด้วย ถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ครั้งนี้หากจะมีสักคนที่ต้องลงนรก ผมก็พร้อมจะลงไป ลงไปพร้อมกับการเขียนบางบันทึกและกอดคอสังคมเก่าลงไปพร้อม ๆ กัน

 


จม.จากเรือนจำ ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 69 “อานนท์” เขียน การสู้คดีมิใช่เรื่องคดีอย่างเดียว ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ด้วย ถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ครั้งนี้หากจะมีสักคนที่ต้องลงนรก ผมก็พร้อมจะลงไป ลงไปพร้อมกับการเขียนบางบันทึกและกอดคอสังคมเก่าลงไปพร้อม ๆ กัน


วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) เพจเฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ของ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยแพร่ข้อความในจดหมาย ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 69 ใจความว่า


เมื่อวานตอนถูกเบิกตัวไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ผ่านวิดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ที่แดน 2 ได้เจอกับรุจ ซึ่งเป็นนักโทษคดีม.112 ที่ตัดสินใจไม่ฎีกา ถอนประกันตัวเข้ามาในเรือนจำ รุจยังดูแจ่มใสพร้อมที่จะปรับตัวและใช้ชีวิตในนี้ ผมเพิ่งเคยเจอรุจเป็นครั้งแรกแต่ก็คุ้นหน้าและคุ้นแววตา ผมว่าหน้าเขาคล้าย จิตร ภูมิศักดิ์ พอฟังคำพิพากษาเสร็จ ผมกลับมาแดน 4 กดนิ้วซื้อของใช้ ของกินที่จำเป็นส่งไปให้รุจ 


การกักตัว 5 วันที่แดน 2 เป็นเรื่องที่ต้องมีการตระเตรียมและให้ความช่วยเหลือเพราะยังไม่สามารถติดต่อกับญาติได้ รวมทั้งการซื้อของด้วย ข้าวของที่เตรียมให้น่าจะพอสำหรับการใช้ชีวิตในช่วงกักตัว หวังว่ารุจจะได้ย้ายมาอยู่ที่แดน 4 ด้วยกัน


สำหรับการเดินย่ำลงทะเล ก้าวแรกเป็นน้ำเค็ม ก้าวที่สองย่อมเป็นน้ำเค็ม เราล้วนรู้ว่าสำหรับคดีของทนายอานนท์ นำภา จะเป็นเช่นไรในที่สุด หากแต่การสู้คดีมิใช่เรื่องคดีอย่างเดียว มันยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ด้วย ถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ครั้งนี้หากจะมีสักคนที่ต้องลงนรก ผมก็พร้อมจะลงไป ลงไปพร้อมกับการเขียนบางบันทึกและกอดคอสังคมเก่าลงไปพร้อม ๆ กัน


อาการปวดขาดีขึ้นมากหลังจากตัดสินใจไปพบหมอ ความจริงถ้าออกไปพบหมอตั้งแต่แรก ๆ ก็คงหายแล้ว ขอบคุณหมอใจดีคนนั้น


ฟ้าเช้านี้ครึ้มฝน ผู้คนเดินดูสับสน ใต้ตึกเปิดไฟสีนวล ๆ เหมาะแก่การเขียนอะไรบางอย่าง นอกจากจดหมายแล้วก็คือบทกวี 


อานนท์ นำภา


สำหรับอานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเรื่องคำร้องสอบ ป.ป.ช. คดีศักดิ์สยาม: (1) เปิดรายชื่อคณะกรรมการกลั่นกรอง (2) กำหนดกรอบเวลาให้ชัด (3) เชิญผู้ร้องเข้าให้ข้อมูล (4) เผยแพร่บันทึกการประชุม

 


ฝ่ายค้านทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาเรื่องคำร้องสอบ ป.ป.ช. คดีศักดิ์สยาม: (1) เปิดรายชื่อคณะกรรมการกลั่นกรอง (2) กำหนดกรอบเวลาให้ชัด (3) เชิญผู้ร้องเข้าให้ข้อมูล (4) เผยแพร่บันทึกการประชุม


วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา โสภณ ซารัมย์ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคำร้องที่พรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อเสนอให้มีการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระมาตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้ว ประธานรัฐสภาได้ให้สัมภาษณ์ว่าเพิ่งเซ็นตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาพิจารณาคำร้องดังกล่าว แม้ผ่านไปแล้ว 40 กว่าวัน


ในหนังสือดังกล่าว ฝ่ายค้านได้ขอให้ประธานรัฐสภา :


1. เปิดเผยรายชื่อกรรมการและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองคำร้อง ที่ประธานรัฐสภาเซ็นตั้ง


2. ให้ความชัดเจนเรื่องกรอบระยะเวลา ที่คณะกรรมการดังกล่าวจะใช้ในการดำเนินการและเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา


3. เชิญตัวแทนผู้ยื่นคำร้องเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการระหว่างการพิจารณา เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรม


4. เปิดเผยบันทึกการประชุมและผลการพิจารณาของคณะกรรมการ หลังจากที่มีการเริ่มปฏิบัติหน้าที่


พริษฐ์กล่าวว่า บ่ายวันนี้ ประธานรัฐสภา โสภณ ซารัมย์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน โดยยืนยันว่า “ไม่ได้รับใช้บุคคลหรือพรรคการเมืองใด” และไม่ได้มีเจตนาดองคำร้องดังกล่าวของฝ่ายค้าน จึงตั้งคำถามว่า “หากประธานรัฐสภา ‘พูดแล้วทำ’ จริง ตามสโลแกนของพรรคต้นสังกัดท่าน ผมหวังว่าท่านจะให้ความร่วมมือกับทางฝ่ายค้านใน 4 ประเด็นดังกล่าว”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ศักดิ์สยามชิดชอบ #ซุกหุ้น

‘ภัทรพงษ์’ จี้นายกฯ จำเนื้อเพลง ‘เถียนมี่มี่’ ได้ แต่ตั้งใจลืมคุยกับจีนเรื่องแม่น้ำพิษจากการทำเหมือง

 


‘ภัทรพงษ์’ จี้นายกฯ จำเนื้อเพลง ‘เถียนมี่มี่’ ได้ แต่ตั้งใจลืมคุยกับจีนเรื่องแม่น้ำพิษจากการทำเหมือง


จากการให้สัมภาษณ์สื่อของ อนุทิน ชาญวีรกูล ถึงประเด็นการพูดคุยปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน จากการไปเยือนจีนเมื่อวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569


วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่รัฐบาลไทยปล่อยหลุดมือไป เพราะนายกฯ อนุทินตอบคำถามของสื่อที่ถามว่าได้มีการพูดคุยกับจีนเรื่องสารพิษในแม่น้ำกกหรือไม่ และได้คำตอบว่า “ไม่ได้พูดคุยกับจีน เพราะเป็นปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องพูดคุยกันเองให้เรียบร้อยก่อน”


ในฐานะที่ทำงานติดตามปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง ภัทรพงษ์เห็นว่า คำตอบของนายกฯ อนุทินเป็นคำตอบที่ตื้นเขินมาก เพราะแร่ส่วนใหญ่จากเหมืองเหล่านี้ มีปลายทางอยู่ที่ประเทศจีน


“ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปรายพร้อมข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงตัวเลขการนำเข้าแร่จากเมียนมาเข้าสู่ไทยก่อนส่งออกไปยังจีน หรือตัวเลขการครองตลาดแร่หายากของจีน​ ที่จีนนำเข้าโดยตรงจากเมียนมา ซึ่งเหมืองจำนวนมากอยู่ต้นน้ำของประเทศไทย​ ในการอภิปรายต่อรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง และเมื่อสัปดาห์ก่อนก็ได้นำข้อมูลอย่างละเอียดยื่นต่อเอกอัครราชทูตจีนในประเทศไทยเช่นกัน ทางรัฐบาลจีนมีข้อมูลเหล่านั้นในมือพร้อมอยู่แล้ว แต่คุณอนุทินกลับยังมองปัญหานี้เป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ​ ทิ้งโอกาสในการคุยกับรัฐบาลจีน​ให้ร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นนี้ผ่านเวที​ล้านช้าง-แม่โขง”


ภัทรพงษ์กล่าวว่า หากนายกฯ ทำการบ้าน จะไม่ได้ทราบเพียงแค่ว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาระหว่างไทยกับเมียนมา แต่จะทราบด้วยว่าปัญหาการจัดการระหว่างสองประเทศไม่มีความคืบหน้าอะไรมา 1 ปีแล้ว แค่เฉพาะ TOR คณะทำงานร่วมไทย-เมียนมา ก็ยังจัดการกันไม่เสร็จ ซึ่งไทยเองก็ไม่มีมาตรการอะไรภายในประเทศออกมา และยังปล่อยให้ประเทศเราเป็นทางผ่านของแร่พิษจากเมียนมาไปประเทศที่สามเหมือนเดิม


“น่าเสียดาย เพราะหากรัฐบาลไม่ได้ทำการบ้านด้วยตนเอง ก็สามารถลอกการบ้านพรรคประชาชน จากข้อมูลที่เรานำเสนอทั้งหมดก็ได้ แต่รัฐบาลกลับไม่ทำ และยังนิ่งเฉยโดยไม่สนผลกระทบกับประชาชน ถ้ารัฐบาลลงพื้นที่และฟังเสียงจากประชาชน จะรู้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันคือปัญหาที่ทำลายวิถีชีวิต การทำมาหากิน รวมถึงสุขภาพที่สารพิษจากเหมืองพวกนี้จะสะสมในร่างกายของประชาชนคนไทยโดยที่คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเหมืองเหล่านี้เลย”


ภัทรพงษ์ย้ำทิ้งท้ายว่า “โอกาสมี อำนาจมี แต่ไม่ทำ แบบนี้คำถามต่อไปที่ต้องถามคือ คุณมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่ออะไร”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำพิษ

‘วีระยุทธ’ ติง ครม. ทำงานไม่เป็น ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนผิดซ้ำซาก ไม่เข้าใจหัวอกเกษตรกร - ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยผีไปแล้ว 8 แสนล้าน ไร้มาตรการคุมผลกระทบ

 


วีระยุทธ’ ติง ครม. ทำงานไม่เป็น ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนผิดซ้ำซาก ไม่เข้าใจหัวอกเกษตรกร - ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยผีไปแล้ว 8 แสนล้าน ไร้มาตรการคุมผลกระทบ


วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และ รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยกรรมาธิการสัดส่วนพรรคประชาชน แถลงแสดงความกังวลต่อกรณีการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผลกระทบของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งสะท้อนการทำงานของรัฐบาลที่ไม่รอบคอบและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน


วีระยุทธกล่าวถึงหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า การที่ผู้มีรายได้น้อยถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพียงลำพัง แต่เกิดจากการทำงานของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เนื่องจากเกณฑ์รอบใหม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมไม่ได้พิจารณาอายุรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ไม่ได้ตรวจสอบจำนวนผู้พิการให้แม่นยำ ทั้งนี้ นี่เป็นการปรับเกณฑ์ครั้งที่สอง หลังครั้งแรกมีปัญหาสิทธิลดหย่อนภาษีกระทบสิทธิบิดามารดา แต่ยังพบความบกพร่องเช่นเดิม


วีระยุทธ ยกตัวอย่างกรณีเกษตรกรซึ่งสะท้อนความไม่เข้าใจและการทำงานไม่ละเอียดของคณะรัฐมนตรีคือ เกณฑ์ถือครองที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ ไม่สะท้อนความเป็นจริงของภาคเกษตร เพราะสำมะโนการเกษตรปี 2566 ระบุว่าเกษตรกรไทยถือครองที่ดินเฉลี่ย 17.4 ไร่ และกว่าร้อยละ 60 มีที่ดินตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่ได้รับสิทธิ ทั้งที่ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิมีผลตอบแทนสุทธิเพียง 1,386 บาทต่อไร่ ถือครองที่ดิน 10 ไร่ ก็มีรายได้เพียง 13,860 บาท หรือราวร้อยละ 14 ของเกณฑ์รายได้ 100,000 บาท


ส่วนเกณฑ์หนี้สินไม่เกิน 100,000 บาท ก็ไม่สอดคล้องความเป็นจริง เพราะครัวเรือนเกษตรกรไทยมีหนี้สินเฉลี่ยถึง 198,038 บาท แม้ไม่รวมหนี้เพื่อการเกษตรก็ยังเฉลี่ย 126,891 บาท เกินเกณฑ์ สะท้อนว่ารัฐบาลมีข้อมูลแต่ไม่ได้นำมาพิจารณารอบด้าน


วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลใช้ข้อมูลจากหลายกระทรวงประกอบการพิจารณา และยกเลิกเกณฑ์แบบผิดข้อเดียวตัดสิทธิ์ทันที เช่น กรณีมีรถจักรยานยนต์เพียงคันเดียว โดยปรับเป็นระบบให้คะแนนองค์รวม ถัวเฉลี่ยคะแนนลบกับคะแนนบวก เช่น รายได้เป็นศูนย์หรือภาระดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้เดือดร้อนจริงยังได้รับสิทธิ แม้มีเงื่อนไขทางเทคนิคบางประการไม่ผ่านเกณฑ์ปกติ


ประเด็นดาต้าเซ็นเตอร์ วีระยุทธกล่าวถึง การที่ รมว. เอกนิติสั่งทบทวนเกณฑ์สนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ ก็มีลักษณะทำนองเดียวกันกล่าวคือ กำหนดให้ผู้ขอลงทุนใหม่ต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำ ตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงรายงาน EIA และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม แต่เกณฑ์นี้ใช้เฉพาะคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รอบใหม่ โครงการที่ผ่านมายังไม่ต้องปฏิบัติตาม ไตรมาสแรกปี 2569 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสรวม 57 โครงการ มูลค่า 8.7 แสนล้านบาท


วีระยุทธแสดงความกังวลว่า มูลค่าลงทุนที่สูงนำไปสู่การนำเข้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก จนช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 875,295 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องมูลค่าเพิ่มในประเทศ การจ้างงานที่น้อยเมื่อเทียบกับเงินลงทุน และผลกระทบต่อน้ำไฟฟ้า โดย EEC ใช้น้ำไปแล้วร้อยละ 73 ระยองไม่มีน้ำเหลือ ชลบุรีเหลืออีกร้อยละ 14 และฉะเชิงเทราเหลืออีกร้อยละ 56 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลวางแผนจัดหาน้ำไฟฟ้าให้เพียงพอโดยไม่ผลักภาระประชาชน ควบคุมมลพิษอย่างรัดกุม กำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน (ค่า PUE) และให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนี้


ทั้งนี้ กรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและ Data Center สะท้อนปัญหาการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพของรัฐบาล และการขาดความเข้าใจต่อผลกระทบที่ประชาชนต้องเผชิญ หากรัฐบาลจะทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการเป็นครั้งที่สามก็ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ ใช้ข้อมูลที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร และใช้การประเมินจากหลายปัจจัยร่วมกัน แทนการตัดสิทธิด้วยเกณฑ์เพียงข้อเดียว


ด้าน สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ ระบุว่ารัฐควรทบทวนหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณเพื่อให้สวัสดิการตรงถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ารัฐบาลขาดความรอบคอบ คิดนโยบายแบบชักเข้าชักออก และระบบคัดกรองยังมีข้อบกพร่องจากการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่แนวทางแก้ไขที่รัฐบาลเสนอ เช่น การให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ไปใช้โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60:40’ ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะผู้เดือดร้อนจำนวนมากอาจไม่มีเงินแม้แต่ที่จะจ่ายในส่วน 40% แรกด้วยซ้ำ


นอกจากนี้ แม้รัฐบาลจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์และจัดตั้งศูนย์ One Stop Service แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องพิสูจน์ความยากจนของตนเอง ทั้งที่ผู้เดือดร้อนจำนวนมากอาจเข้าไม่ถึงระบบอุทธรณ์หรือบริการของรัฐ พรรคประชาชนเห็นว่าภาระการพิสูจน์ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐซึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว และควรบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อยืนยันสิทธิของประชาชนแทนการให้ผู้เดือดร้อนต้องวิ่งดำเนินการด้วยตนเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน




“เกิดแต่กับกูกับครูใหญ่”

 


เกิดแต่กับกูกับครูใหญ่”

 

วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) เพจไผ่ ดาวดิน - จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา - jatupat boonpattararaksa โพสข้อความระบุว่า

 

เกิดแต่กับกูกับครูใหญ่”

 

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ก.ค. ผมกับครูใหญ่ไปติด EM ที่ศาลจ.ภูเขียว พอกลับเรือนจำพิเศษกทม.ในวันที่ 17 ก.ค. สถานพยาบาลเห็นควรให้ไปกักตัวใหม่ที่แดน 2 อีกแล้ว

 

ทั้งที่อยู่มา 10 เดือน ก็ต้องไปกักตัวรวมกับคนใหม่ 19 คน คือถ้าจะติดโรคก็เพราะความเห็นสถานพยาบาลนี่แหละ ในระหว่างกักตัวก็เยี่ยมญาติไม่ได้ พอจะครบวันกลับแดนก็จะเลื่อนไม่ให้ผมกับครูใหญ่กลับแดนอีก

 

ให้ยากแค่เรื่องขอประกันตัวก็พอ อย่ายากเรื่องกลับแดนเลย

 

สำหรับวันนี้ ศาลอาญารัชดา ได้มีการเบิกตัวไผ่ จตุภัทร์, ครูใหญ่ อรรถพล, อานนท์ นำภา, แอมป์ ณวรรษ และ ไบรท์ ชินวัตร จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาสืบพยานคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 63 โดยทั้ง 5 คน ถูกโซ่ล่ามข้อเท้าทั้ง2 และจะมีพิเศษคือครูใหญ่และไผ่ที่มีทั้งโซ่ล่ามข้อเท้าและ กําไล EM โดย ไผ่ จตุภัทร์ ต้องปิดผ้าพันแผลบนหลังเท้าจากการผ่าตาปลาอีกด้วย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

"อ.ธิดา" ถาม นี่เป็นการลงโทษแบบไหนกัน ต้องติดกำไล EM ในคุก และถูกตีตรวนซ้ำเมื่อมาศาล

 


"อ.ธิดา" ถาม นี่เป็นการลงโทษแบบไหนกัน ต้องติดกำไล EM ในคุก และถูกตีตรวนซ้ำเมื่อมาศาล


วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก หลังจากได้เข้ารับฟังคดีการชุมนุมเมื่อปี 63 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก และได้พบเห็นสิ่งที่ไม่เคยพยเจอมาก่อน ความว่า


วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) ดิฉันไปร่วมรับฟังคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นคดีที่มีจำเลยจำนวนมาก (22 คน) รวมทั้ง รุ้ง ปนัสยา, เพนกวิน, ไมค์ ภาณุพงศ์, สมยศ, ลูกตาล และอีกหลายคน


มีอานนท์-ไผ่-ครูใหญ่-แอมป์ ที่ถูกเบิกตัวมาศาลด้วย ก็ถือโอกาสดูสภาพร่างกายและจิตใจ


จำเลยที่ถูกคุมขังดูมีสุขภาพดี จิตใจดี ได้พบ "โจนาธาน เฮด" ผู้สื่อข่าวบีบีซี เพื่อนดั้งเดิมด้วย ครอบครัวอานนท์มา ลูกชายกำลังซนน่ารัก ได้ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพให้ดี พวกเขาก็ขอให้เรารักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วย เราก็ได้อาศัยทีมงานและป้า ๆ ช่วยดูแลผู้ถูกคุมขังยามที่พวกเขามาศาลกัน


🔴 แต่สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่เราเพิ่งเคยเห็นเคยพบ และเชื่อว่าไม่พบในห้องพิจารณาคดีของศาลทั้งหลายในโลกคือ มีจำเลยที่เป็นผู้ถูกคุมขังมาศาลด้วยสภาพที่ติดกำไล EM รวมทั้งตรวนข้อเท้าด้วย (ติด 2 แบบ) คือ "ไผ่ ดาวดิน" ต้องติดกำไล EM อยู่ในคุกด้วย


นี่มันเป็นการลงโทษแบบไหนกัน ?????


กำไล EM ใช้ในกรณีได้รับการประกันตัว 


แต่ต้องติดกำไล EM ในคุก 


และถูกตีตรวนซ้ำเมื่อมาศาล 


มีที่รัฐไทย ศาลไทย เท่านั้น!!! 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #กำไลEM

โตโต้ ปิยรัฐ พร้อมทนายความ ยื่นฟ้องกลุ่มบุคคลสร้างพยานหลักฐานเท็จใช้กล่าวหาคดี 112 หลังศาลยกฟ้องคดีเดิม เหตุไม่เชื่อพยานโจทก์ พร้อมเตรียมดำเนินคดีทั้งกลุ่มประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 19 ต.ค. 69

 


โตโต้ ปิยรัฐ พร้อมทนายความ ยื่นฟ้องกลุ่มบุคคลสร้างพยานหลักฐานเท็จใช้กล่าวหาคดี 112 หลังศาลยกฟ้องคดีเดิม เหตุไม่เชื่อพยานโจทก์ พร้อมเตรียมดำเนินคดีทั้งกลุ่มประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 19 ต.ค. 69


วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ นำพยานหลักฐานซึ่งเป็นโพสต์โซเชียลมีเดีย มายื่นฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสร้างหลักฐานเท็จ นำมาใช้กล่าวหาตัวเองในคดีอาญา ความผิดมาตรา 112 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2563 โดยมีกลุ่มคนรักสถาบันฯ เป็นโจทก์ฟ้องศาล อ้างว่าตัวเองถ่ายรูปที่บริเวณท้องสนามหลวงและโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 ซึ่งภายหลังศาลได้ยกฟ้องคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2568 เนื่องจากศาลไม่เชื่อในพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์


นายปิยรัฐ ยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวในเพจเฟซบุ๊กที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้แอบอ้าง และในช่วงเวลาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้ เป็นช่วงเวลาที่ตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ทำให้ไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารในการโพสต์ได้ ซึ่งสาเหตุที่จะต้องเดินทางมาฟ้องในวันนี้ เนื่องจากทราบว่าฝ่ายโจทก์มีความพยายามที่จะอุทธรณ์คดีต่อ


ส่วนจำเลยที่ยื่นฟ้อง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือประชาชน ซึ่งอ้างว่าเป็นกลุ่มคนรักสถาบันฯ โดยกรณีนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาแจ้งความเท็จ สร้างพยานหลักฐานเท็จ ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม


ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐ คือพนักงานสอบสวนสังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. ที่เห็นว่ามีความเชื่อมโยงในการรับเอกสารฉบับนี้เข้ามา และมีการนำมาแจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงสรุปสำนวนส่งฟ้องศาล


โดยจะดำเนินคดีเป็นรายบุคคล ซึ่งจะดำเนินคดีแยกข้อกล่าวหากับกลุ่มประชาชน โดยเพิ่มมาตรา 157 กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะต้องฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ส่วนการยื่นฟ้องในวันนี้ เบื้องต้นศาลนัดหมายไต่สวนคำฟ้อง ในวันที่ 19 ต.ค. 2569

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #โตโต้ปิยรัฐ #112 #ฟ้องกลับ #หลักฐานเท็จ