วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ษัษฐรัมย์” นำทีมประกันสังคมก้าวหน้าล้อมวงสนทนา เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ตั้งคำถามการลงทุนโครงการ “สกายไลน์” ที่ถูกจัดเป็น Global Private Equity ทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ในไทย พร้อมเสนอปรับระบบบริหารเงินกองทุน ยกระดับความโปร่งใส และทบทวนการใช้งบค่ารักษาพยาบาลให้ถึงมือผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

 


“ษัษฐรัมย์” นำทีมประกันสังคมก้าวหน้าล้อมวงสนทนา เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ตั้งคำถามการลงทุนโครงการ “สกายไลน์” ที่ถูกจัดเป็น Global Private Equity ทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ในไทย พร้อมเสนอปรับระบบบริหารเงินกองทุน ยกระดับความโปร่งใส และทบทวนการใช้งบค่ารักษาพยาบาลให้ถึงมือผู้ประกันตนอย่างแท้จริง


วันนี้ (11 กรกฎาคม 2569) ผู้สมัคร “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” จัดกิจกรรมเปิดวงสนทนา “ประกันสังคมของพวกเรา” ที่ The Meeting Place Co-working Space แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. // เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกันตน นายจ้าง และประชาชนร่วมรับฟังนโยบาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมออกแบบอนาคตของระบบประกันสังคม พร้อมเปิดจุดอำนวยความสะดวกช่วยลงทะเบียนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม


เปิดวงสนทนา “ประกันสังคมของพวกเรา” ผู้สมัครทีมประกันสังคมก้าวหน้า ชวนผู้ประกันตน - นายจ้าง ร่วมออกแบบประกันสังคมของพวกเรา / เปิดพื้นที่รับฟังและเสนอนโยบายอย่างใกล้ชิด


ภายในงานแบ่งการเสวนาออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกนำเสนอแนวทางปฏิรูประบบประกันสังคม ภายใต้นโยบาย Zero Budgeting หรือการจัดทำงบประมาณบนพื้นฐานความจำเป็น เพื่อทบทวนการใช้จ่ายทุกด้านของสำนักงานประกันสังคม พร้อมเสนอให้ยกระดับการบริหารเงินกองทุน การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน รวมถึงทบทวนงบประมาณด้านประชาสัมพันธ์ และการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน


จากนั้นในช่วงที่ 2 เป็นการเปิดเวทีรับฟังเสียงจากแรงงานในหลากหลายอาชีพ ภายใต้หัวข้อ “เสียงจากคนทำงานที่ถูกหลงลืม และเสนอนโยบายใหม่ที่เราอยากผลักดัน” โดยนำเสนอข้อเสนอด้านสวัสดิการสำหรับแรงงานสร้างสรรค์ การผลักดัน Recreational Welfare การปฏิรูปการสื่อสารของสำนักงานประกันสังคมให้เข้าถึงผู้ประกันตนมากขึ้น รวมถึงการดูแลแรงงานข้ามชาติ และผลดีต่อประกันสังคม และการปลดล็อคสวัสดิการนายจ้าง


โดย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตกรรมการสำนักงานประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ฝ่ายผู้ประกันตน และตัวแทนทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” เปิดเผยว่า หนึ่งในสิ่งที่ต้องเร่งปฏิรูปคือการบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีความโปร่งใส โดยระบุว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ ได้รับรายงานผลการลงทุนเพียงในระดับ Asset Class หรือประเภทของสินทรัพย์ ไม่ได้เห็นรายละเอียดการลงทุนรายโครงการหรือรายบริษัท จนกระทั่งพบข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการ “สกายไลน์” ที่ถูกจัดอยู่ในหมวด Global Private Equity หรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาดต่างประเทศ ทั้งที่ภายหลังตรวจสอบพบว่าเป็นการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ย่านพระราม 9 ผ่านการถือหุ้นของบริษัทเจ้าของโครงการ


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า การจัดประเภทดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัย เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในประเทศไทย แต่กลับถูกจัดอยู่ในหมวดการลงทุนต่างประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มาตรฐานการจัดประเภทสินทรัพย์ของกองทุนควรมีความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตน


นอกจากนี้ ยังย้ำว่า การบริหารเงินกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนระยะยาว ไม่ควรใช้แนวคิดแบบนักลงทุนรายย่อยที่เน้นการจับจังหวะลงทุนระยะสั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรสินทรัพย์ การกระจายความเสี่ยง และการกำหนดหลักเกณฑ์การลงทุนที่รัดกุม เพื่อให้กองทุนเติบโตอย่างมั่นคงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน


ส่วนประเด็นด้านสิทธิประโยชน์ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ปัจจุบันค่าใช้จ่ายหลักของกองทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นรายจ่ายสูงสุดในปัจจุบัน และเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งจะกลายเป็นภาระรายจ่ายหลักของกองทุนในอนาคต โดยขณะนี้กองทุนจ่ายเงินบำนาญให้ผู้รับสิทธิกว่า 800,000-900,000 คน คิดเป็นวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ


พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้งบประมาณด้านค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ เม็ดเงินดังกล่าวถูกส่งต่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่างบประมาณส่วนหนึ่งไม่ได้สะท้อนเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยโดยตรง แต่ไหลเข้าสู่ระบบการเงินของสถานพยาบาลผ่านกลไกการจ่ายเงินของกองทุนประกันสังคม


จึงเห็นว่า การปฏิรูประบบประกันสังคมในอนาคต ไม่ควรเน้นเพียงการเพิ่มงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล แต่ต้องปรับปรุงระบบกำกับดูแลการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เม็ดเงินของกองทุนถูกใช้ไปกับการยกระดับคุณภาพการรักษาและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง


สำหรับการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมสามารถลงทะเบียนได้ ถึง 15 กรกฎาคม 2569 เท่านั้น


ก่อนจะไปถึงการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทุกคนจะต้องลงทะเบียนเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยสามารถลงทะเบียนผ่าน 3 ช่องทาง ดังนี้


เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง


แอปพลิเคชัน SSO plus ตลอด 24 ชั่วโมง โดยต้องล็อคอินเข้าสู่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD จากนั้นเข้าสู่หัวข้อ “ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง” และกดเลือกพื้นที่สำหรับการใช้สิทธิเลือกตั้ง


ลงทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักงานประกันสังคม ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัด หรือสาขาอื่นๆ ของสำนักงานประกันสังคมได้ ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ) และในช่วง 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #บอร์ดประกันสังคม #ประกันสังคมก้าวหน้า



























‘ณัฐพงษ์’ ชี้โครงสร้างงบประมาณไทยมีปัญหาไม่เคยเปลี่ยน งบลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต ย้ำงบประมาณฐานศูนย์เป็นทางออก

 


‘ณัฐพงษ์’ ชี้โครงสร้างงบประมาณไทยมีปัญหาไม่เคยเปลี่ยน งบลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต ย้ำงบประมาณฐานศูนย์เป็นทางออก


วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้กล่าวเปิดกิจกรรม Hack งบ 70 ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ภาพรวมของงบประมาณไทยนั้น งบลงทุนที่เป็นเงินสร้างอนาคตให้กับประเทศ ถูกบีบเหลือเพียง 1 ใน 5 ของพื้นที่ทางการคลังเท่านั้น โดยรายจ่ายลงทุนคิดเป็น 21% ของรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เป็นแบบนี้เป็นปีแรก เมื่อดูย้อนไปตั้งแต่ปี 2559 รายจ่ายลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 21% มาโดยตลอด ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณไทย เพราะงบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำ ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังน้อยมากสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ โดยงบประมาณของไทยนั้นมี 3 ปัญหาสำคัญ คือ ไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต มีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และฝ่ายการเมืองไม่ได้คิดนโยบายแบบระยะยาว มุ่งแต่คะแนนนิยมเฉพาะหน้า


และเมื่อเทียบสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายทั้งปีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะพบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 18% ต่อ GDP และงบลงทุนอยู่ที่ 4% ของ GDP แต่ทั้งนี้ยังมีรายจ่ายส่วนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับรัฐส่วนกลาง โดยการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พบว่า รายจ่ายที่มาจากรัฐบาลกลางของประเทศไทยมีความใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายจ่ายที่มาจากหน่วยงานของรัฐทั้งหมด ซึ่งหมายถึงรวมของส่วนท้องถิ่น กลับต่ำกว่ามาก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศต่าง ๆ จะมีการกระจายรายจ่ายไปยังหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งทุกวันนี้ สส. และประชาชนอาจสนใจงบประมาณของรัฐบาลกลางมากกว่างบประมาณในส่วนอื่น ๆ ทั้งที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ


และเมื่อดูการกระจายตัวของงบประมาณต่อหัวตามจังหวัด ยังพบว่างบประมาณกระจุกอยู่ที่เมืองใหญ่ โดยกรุงเทพมหานครมีงบประมาณต่อหัวสูงสุด อยู่ที่ 22,493 บาทต่อคน ขณะที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีงบประมาณต่อหัวต่ำ โดยต่ำสุดอยู่ที่ 5,517 บาทต่อคน ซึ่งอาจสะท้อนความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ


นอกจากนี้ โครงสร้างงบประมาณของประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะ โดยประเทศไทยมีหนี้สาธารณะพอ ๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้ของรัฐยังต่ำกว่ามาก ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของงบประมาณที่มีมาตั้งแต่อดีต


“งบประมาณของประเทศไทยเดินไปข้างหน้าด้วยความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น ในขณะที่รัฐไม่ได้มีรายได้ที่เติบโตตาม มีปัญหาหนี้สาธารณะ เงินก็เหลือน้อย และยังกู้ไปแจก ไม่ใช่เพื่อการลงทุน ประเทศของเรายิ่งไม่มีอนาคต” ณัฐพงษ์กล่าว


เมื่อดูงบประมาณตั้งแต่อดีต จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณของประเทศไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป โดยเป็นงบประมาณที่ยึดฐานจากอดีต ไม่มีการคิดอะไรใหม่ ๆ จากรัฐบาลเพื่ออนาคตของลูกหลาน ซึ่งสิ่งที่พรรคประชาชนต้องการทำ คือ การจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) โดยการจัดสรรงบประมาณของปี 2570 รัฐบาลพยายามบอกว่าจัดสรรด้วยแนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ แต่เมื่อมาดูโครงการที่มีงบประมาณมากที่สุด 300 โครงการ จะพบว่า 95% เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากปี 2569 การจัดทำงบประมาณในปี 2570 จึงเป็นตัวสะท้อนว่า แม้แต่รัฐบาลชุดนี้ โครงการส่วนใหญ่ก็ยังเป็นโครงการที่ยกมาจากปีก่อนหน้า


ณัฐพงษ์กล่าวปิดท้ายว่า จากวิกฤตโครงสร้างงบประมาณของประเทศทั้งหมดนี้ ทางแก้คืออะไรนั้น พรรคประชาชนได้เตรียมเสนอกฎหมายหลายฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา และร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้งบประมาณของไทยมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ และเป็นงบประมาณที่ถูกใช้จ่ายโดยยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #Hackงบ70



















วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

'ภคมน' จี้ 'วรศิษฎ์' มท.4 ถอนตัวคดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลังโผล่ชื่อลุงถูกกล่าวหา ชี้สังคมกังขาความโปร่งใส


'ภคมน' จี้ 'วรศิษฎ์' มท.4 ถอนตัวคดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลังโผล่ชื่อลุงถูกกล่าวหา ชี้สังคมกังขาความโปร่งใส


เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับคดีทุจริตจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เป็นคดีพิเศษ มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,014 คน ระบุว่า


คดีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นกลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะมูลค่าความเสียหายมหาศาล และหลักฐานที่ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นเบาะแสของเครือข่ายการทุจริตที่ทำงานเป็นขบวนการ ว่าอาจมีทั้งข้าราชการประจำระดับสูงและฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง


ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับคดีทุจริตจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เป็นคดีพิเศษ มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,014 คน และปรากฏว่า หนึ่งในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา คือ สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สตูล ซึ่งเป็นลุงของ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ทำให้ ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงการทำงานอย่างจริงจังและโปร่งใสของ มท.4


ดิฉันหวังว่าท่านวรศิษฎ์คงไม่ปฏิเสธว่าไม่รู้จัก ไม่สนิทกับคุณลุง แม้วันนี้ต้องให้ความเป็นธรรม ว่าผู้ถูกกล่าวหาในทางกฎหมายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงกับ ป.ป.ช. ได้ตามกระบวนการ แต่สังคมจะเชื่อหรือไม่ ว่าคนที่เป็นหลานรับผิดชอบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ออกหน้าแถลงข่าวกับสาธารณะว่าจะต้องเอาให้ถึงที่สุด การสอบทุจริตเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ จะต้องสาวให้ถึงตอ จะต้องขุดให้ถึงราก วันนี้คนที่ถูกกล่าวหาคือคนใกล้ตัวมากๆ คือพี่ชายของบิดา ซึ่งเป็นคุณลุง ท่านจะเชื่อไหมว่าวันนี้ท่านวรศิษฎ์จะขุดให้ถึงตอจริงๆ”


เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างยุติธรรม ภคมนจึงเรียกร้องให้วรศิษฎ์ถอนตัวออกจากกระบวนการตรวจสอบทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพราะตอนนี้สังคมกำลังตั้งคำถาม นำไปสู่การไม่เชื่อถือ และหากยังอยู่ในหน้าที่ต่อไป การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งหน้า ตำแหน่งของวรศิษฎ์อาจไม่มั่นคง


ต่อให้ท่านบอกว่าปิดชื่อและถือความผิดเป็นที่ตั้ง อย่าลืมว่าปิดชื่อ นามสกุลยังโผล่ ประชาชนเขาไม่เชื่อ ว่าท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ประชาชนเขาไม่เชื่อ ว่าท่านจะไม่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ประชาชนเขาไม่เชื่อค่ะ ว่าท่านมีเจตนาที่จะขุดให้เจอตอ สาวให้ถึงรากจริงๆ เพราะอะไร? เพราะสุดท้ายเหมือนที่ดิฉันบอกว่า ต่อให้เจอตอ ก็เป็นรากเดียวกัน”


ภคมนย้ำว่า วรศิษฎ์ควรแสดงสปิริตถอนตัว เพราะไม่มีความชอบธรรม เนื่องจากมีคนใกล้ตัวเป็นผู้ถูกกล่าวหา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจเกี่ยวกับการทุจริตสอบในครั้งนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #มท4 #กระทรวงมหาดไทย #ทุจริตสอบท้องถิ่น

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ยื่น พม. จี้เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือนถ้วนหน้า

 


กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ยื่น พม. จี้เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือนถ้วนหน้า


วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ยื่นหนังสือถึง นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ “เรียกร้องให้ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน” โดยระบุว่าปัจจุบันผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพตกเพียงวันละ 20 บาท ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี


สำหรับในวันนี้ นำโดยสมยศ พฤษาเกษมสุข และกลุ่มผู้สูงวัยอีกจำนวนหลายคนมาร่วมกิจกรรม โดยมีการร้องเพลง และผลัดกันพูดเพื่อสะท้อนว่า ”ค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท พอใช้หรือไม่?“ ก่อนเข้าไปยื่นหนังสือร่วมกัน


กลุ่มผู้ยื่นหนังสือระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบแล้ว มีผู้สูงอายุกว่า 13.82 ล้านคน หรือมากกว่า 21% ของประชากรทั้งหมด พร้อมอ้างถึงนโยบาย “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลในปัจจุบัน และมติคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ที่เห็นชอบแนวทางเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาทต่อเดือน


หนังสือระบุว่า แต่ในความเป็นจริงปัจจุบัน ผู้สูงอายุส่วนใหญ่กลับได้รับเบี้ยยังชีพเพียงเดือนละ 600 บาท หรือวันละ 20 บาทเท่านั้น เป็นเพียงเศษเงินที่ต่ำกว่าราคาอาหารเม็ดของหมาแมว ไม่สามารถทำให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลุ่ม 24มิถุนาประชาธิปไตย จึงขอเรียกร้องเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาทต่อเดือนทันที


ทั้งนี้ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยประเมินว่า การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมราว 36,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับงบประมาณในส่วนอื่น ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคืนมาคือการคืนรอยยิ้ม คืนคุณภาพชีวิตที่ดี และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นับล้านคน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุไทย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เบี้ยคนชราถ้วนหน้า #กระทรวงพัฒนาสังคมฯ #พม