วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

การทวงความยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงที่ถูกเข่นฆ่า ปี 2553 ได้ถูกส่งต่อให้ลูกหลานเยาวชนไทย


การทวงความยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงที่ถูกเข่นฆ่า ปี 2553 ได้ถูกส่งต่อให้ลูกหลานเยาวชนไทย


ธิดา ถาวรเศรษฐ

23 ก.ย. 2569


เมื่อดิฉันได้ไปร่วมตัดสินการแข่งขัน UFTD HACKATHON คืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง จัดโดย แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ร่วมด้วยองค์กรนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) เพื่อเปิดประตูความยุติธรรมไทยและไป ICC  


โดยมีทีมเยาวชน อายุ 15 – 25 ปี ทีมละ 4 คน ทั่วประเทศ มี 80 ทีมสมัครแข่งขันในระยะเวลาสั้น ๆ หัวข้อแข่งขันดูไม่เร้าใจวัยรุ่นเลย  แต่มีผู้สมัครกว่า 300 คน ดิฉันมีความยินดีและปลาบปลื้มมาก ที่เยาวชนรุ่นใหม่ generation ที่ 3 ให้เกียรติคืนศักดิ์ศรีคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง เพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิด อันเป็นมรดกบาปและวงจรอุบาทว์ในสังคมไทย ฆ่าคนมือเปล่ากลางถนนตั้งแต่ 14ตุลา16, 6ตุลา19, 17พฤษภา35 และ 10 เมษา – 19 พฤษภา53 โดยไม่อาจคาดได้ว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในภายภาคหน้า


แม้ว่าดิฉันและคณะทนายความได้ดำเนินงานตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2553 จนถึง พ.ศ. 2555 ไปถึง ICC พบปะที่กรุงเฮกด้วยตนเอง พร้อมทนายและนักวิชาการ รวมทั้งแม่วีรชน 2553 และประสบความสำเร็จ ทำให้อัยการสูงสุด ICC เดินทางมาเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคเพื่อไทย (ขณะนั้น) ให้เซ็นอนุมัติให้คณะสืบสวนของ ICC เข้ามาดำเนินการเฉพาะกรณีปี 2553 เท่านั้น ไม่มีผลต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และไม่เกี่ยวกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญไทยในการดำเนินคดีต่อพระมหากษัตริย์ ที่ไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลเพื่อไทยไม่ยอมเซ็นแค่อนุมัติให้ ICC เข้ามาทำงาน


ดิฉันกล่าวถึงเรื่องนี้เพราะหลายคน แม้แต่เยาวชน หรือคนเสื้อแดงรุ่นเก่า หรือปัญญาชนรุ่นใหม่ก็ตาม อาจไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้ว่า ในฐานะอดีตประธาน นปช. ในช่วงเวลาปลายปี 2553 จนถึงต้นปี 2557  เราได้ทำงานจนสุดกำลัง  โดยมีทนายอัมสเตอร์ดัม เป็นกำลังหลัก ช่วยงานไป ICC ส่วนความยุติธรรมในประเทศก็ได้ความร่วมมือของคณะทนายความ ด้วยการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยและทนายอิสระของ นปช. จำนวนหนึ่ง ทำงานจนสุดทาง เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 ก็ยุติความยุติธรรมในประเทศในกรณีการฆ่าคนกลางถนนในปี 2553


กล่าวให้ถึงที่สุด ที่ความยุติธรรมของประชาชนผู้ถูกกระทำจากอำนาจรัฐที่ทำรัฐประหารแล้วได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ สั่งการ ควบคุม แทรกแซง ให้ดำเนินคดีใดหรือยุติคดีใด  โดยองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายตกอยู่ใต้อำนาจรัฎฐาธิปัตย์นี้ ความยุติธรรมสำหรับประชาชนผู้ถูกปกครองก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ จนกว่าการเมืองในประเทศจะเป็นการเมืองการปกครองที่ประชาชนไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจริง  มิฉะนั้นอย่าหวังว่าจะทวงความยุติธรรมสำหรับประชาชนทั้งในประเทศและนอกประเทศไทย


อีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ งานทวงความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงที่ถูกปราบปรามปี 2553  มิได้เป็นเพียงภารกิจของคนเสื้อแดงดั้งเดิมแต่ประการใด  แม้แต่แกนนำเสื้อแดง และ/หรือ พลพรรคการเมืองเพื่อไทย ที่พยายามทำตัวเป็นเจ้าของคนเสื้อแดง  ทั้ง ๆ ที่คนเสื้อแดงจริงที่เดินหนีจากพรรคเพื่อไทยไปนับสิบล้านโหวตเตอร์  ยังไม่ตระหนักความจริงที่ว่า  แกนนำและพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เจ้าของคนเสื้อแดง อย่าพยายามบิดเบือน


คนรุ่นใหม่ต่างหากที่มองเห็นและเคารพศักดิ์ศรีของคนเสื้อแดงที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐป่าเถื่อน ใช้อาวุธและกฎหมายกระทำกับประชาชนคนเสื้อแดง


ความจริงและมรดกการต่อสู้ได้ถูกส่งทอดให้คนรุ่นใหม่ไปแล้ว  ไม่ใช่ภารกิจเพียงคนเสื้อแดงแก่ ๆ ดั้งเดิมอีกต่อไป


ขอขอบคุณลูกหลานที่ให้เกียรติยกย่องการต่อสู้ของคนเสื้อแดงต่ออำนาจรัฐจารีตอำนาจนิยม  จนเกิดการต่อสู้ของเยาวชนในปี 2563 จนมาหถึงบัดนี้ ได้ส่งต่อไปยังเยาวชนรุ่นใหม่ ๆ ในระดับมัธยม


ให้ความจริงแห่งความอยุติธรรมได้ปรากฏให้กับคนกระทำบาปต่อประชาชน ไม่ลอยนวลพ้นผิด ไม่ให้สิ่งเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นต่อไปในสังคมไทย ให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงมีเกียรติ ศักดิ์ศรี ในประวัติศาสตร์ประชาชน เราไม่ใช่เครื่องมือหรือสัตว์เลี้ยงในคอกของพรรคการเมือง แต่เป็นเสรีชนที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #คนเสื้อแดง #นปช #ICC #ICCHackathon #ทวงความยุติธรรม










ปชน.จี้รัฐบาลเร่งรับมือสถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา หลังอยุธยา-ภาคกลางเริ่มท่วมหนัก พร้อมเสนอ 6 มาตรการที่ต้องทำทันที

 


ปชน.จี้รัฐบาลเร่งรับมือสถานการณ์น้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา หลังอยุธยา-ภาคกลางเริ่มท่วมหนัก พร้อมเสนอ 6 มาตรการที่ต้องทำทันที


วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา เจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี เขต 1 พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา จนเริ่มเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด โดยมี ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคประชาชน มาร่วมยื่นข้อร้องเรียนในครั้งนี้ด้วย


ทวิวงศ์กล่าวว่า ตนขอส่งต่อเสียงจากประชาชนชาวอยุธยามาถึงรัฐบาลและคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการน้ำ โดยชี้ว่า ณ ตอนนี้รัฐบาลกำลังละเลย 2 เรื่องสำคัญ หนึ่งคือการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเกิดภัยแล้ง แต่สุดท้ายกลับมีฝนตกหนักจนต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้อยุธยาได้รับผลกระทบหนักโดยไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี สองคือการแจ้งเตือนที่ล่าช้ากระชั้นชิด ทั้งที่ควรมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ประชาชนมีเวลาลางานและขนย้ายสิ่งของได้ทัน


ทวิวงศ์กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ตนจึงมี 2 เรื่องสำคัญที่คิดว่ารัฐบาลต้องเร่งทำทันทีตอนนี้ หนึ่งคือการเร่งระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งรับน้ำทางการเกษตร ตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทัน ไม่ใช่พึ่งพาแค่คลองชลประทานเหนือเขื่อนที่รับน้ำได้เพียง 450-500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนในพื้นที่อยุธยา ขณะนี้น้ำท่วมหนักริมแม่น้ำน้อยและคลองบางหลวง ครอบคลุมอำเภอเสนา ผักไห่ และบางบาล โดยมวลน้ำเกิดสภาวะคอขวดที่ตำบลหัวเวียง จึงต้องเร่งระบายน้ำเข้าสู่คลองชลประทานในทุ่งเจ้าเจ็ด เพื่อผันน้ำลงสู่คลองพระยาบันลือ และกระจายออกซ้าย-ขวา ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่และป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าปทุมธานีและนนทบุรีมากเกินไป


สำหรับเรื่องเร่งรัดที่สอง ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด อบจ. อบต. และเทศบาล จัดเตรียมศูนย์พักพิงให้ได้มาตรฐาน สะดวกสบาย มีห้องน้ำสะอาด และมีลานอเนกประสงค์สำหรับเก็บเครื่องมือทำมาหากิน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจและยอมอพยพมาอาศัย พร้อมเชิญชวนชาวบ้านตำบลหัวเวียง อำเภอบางบาล และอำเภอเสนา ร่วมส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยด่วน


ด้านเจษฎากล่าวว่า วันนี้ตนมารับข้อร้องเรียนของประชาชนเพื่อนำไปประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบปัญหาและหาแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว ทั้งนี้ ตนในฐานะ สส.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน จากการลงพื้นที่ตรวจระดับน้ำบริเวณสวนเทพปทุมเมื่อคืนที่ผ่านมาพบว่าระดับน้ำสูงขึ้นแตะระดับประมาณ 1.50 เมตร ส่งผลให้หลายจุดในพื้นที่อำเภอสามโคก และพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอเมือง เกิดน้ำท่วมขังแล้ว จากสถานการณ์ดังกล่าว ตนจึงมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่


1. ประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชน: เมื่อภาครัฐและกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าจะเกิดฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24-27 กันยายน ควรมีการแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า โดยเฉพาะกรณีคาดการณ์การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเกินกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้ประชาชนท้ายเขื่อนเตรียมรับมือได้ทันเวลา


2. แจ้งแผนบริหารจัดการน้ำ: เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยแผนการจัดการน้ำกรณีระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเกินกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงมาตรการดูแลประชาชนบริเวณปลายน้ำและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา อาทิ พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก


3. แจ้งเตือนผลกระทบเชิงพื้นที่อย่างเจาะจง: ขอให้ระบุข้อมูลที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างชัดเจน เช่น มวลน้ำที่ระบายจะมาถึงพื้นที่ลุ่มต่ำ (เช่น ตำบลบางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี) ในวันใด และจะส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่สูงขึ้นกี่เมตร เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนยกของหนีน้ำได้ในรอบเดียว ไม่ต้องแบกรับภาระยกของขึ้นลงหรือทำความสะอาดบ้านหลายรอบ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือขาดแรงงาน


4. จัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์ (War Room): หากสถานการณ์มีความรุนแรง เสนอให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างเป็นเอกภาพและราบรื่น เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ


5. ตั้งโต๊ะแถลงข่าวให้ข้อมูลสม่ำเสมอ: รัฐบาลควรเป็นศูนย์กลางในการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ ป้องกันกระแสข่าวลือหรือการกระพือข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาได้เคยเรียกร้องในประเด็นนี้หลายครั้งแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร


และ 6. ขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบ: เสนอให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทุกจังหวัด หรือในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและการช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วมอยุธยา









ปชน. เตรียมยื่น ป.ป.ช. เอาผิด กกต. 7 คน ศุกร์นี้ ชี้มติคดีโกง สว. ส่อใช้ดุลพินิจมิชอบ จับตาตั้ง ‘ปิยะ’ คุม DSI หวั่นกระทบการสอบสวนขยายผล

 


ปชน. เตรียมยื่น ป.ป.ช. เอาผิด กกต. 7 คน ศุกร์นี้ ชี้มติคดีโกง สว. ส่อใช้ดุลพินิจมิชอบ จับตาตั้ง ‘ปิยะ’ คุม DSI หวั่นกระทบการสอบสวนขยายผล


วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินการต่อกรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเตรียมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันศุกร์นี้ เพื่อขอให้ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว


ณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนเห็นว่ามติของ กกต. ในคดีโกงเลือก สว. มีลักษณะเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายหลายฉบับ อาทิ รัฐธรรมนูญ มาตรา 234, พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยตนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ด้วยตนเอง


สำหรับสาระสำคัญของคำร้อง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่ามีประเด็นที่อาจเข้าข่ายการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนที่สองคือพฤติการณ์ในการดำเนินการของ กกต. ตั้งแต่ก่อนมีมติ ซึ่งพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่ามีข้อพิรุธหลายประการที่อาจสะท้อนถึงการปล่อยปละละเลยต่อการทุจริตในกระบวนการเลือก สว.


ณัฐพงษ์ระบุว่ามติ กกต. มีการปฏิเสธการมองการกระทำในลักษณะเป็นขบวนการ โดยเลือกพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่พฤติการณ์โดยรวมอาจมีความเชื่อมโยงกัน รวมถึงการพิจารณาหลักฐานโพยใบสั่งที่มีข้อน่าสังเกตผิดปกติ เพราะในอดีต กกต. เคยดำเนินคดีจากหลักฐานการสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ที่มีเพียงข้อความขอแลกคะแนน ขณะที่กรณีนี้มีวัตถุพยานประกอบมากกว่า


นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตต่อการนำการกลับคำให้การของพยานบางรายมาใช้ประกอบการพิจารณา ตลอดจนพฤติการณ์ก่อนวันเลือก สว. ทั้งการออกระเบียบที่กำหนดให้ใช้หมายเลขเดียวกันในรอบเช้าและรอบบ่าย ซึ่งอาจเอื้อต่อการจัดทำโพย ความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร และการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก โดยรายละเอียดทั้งหมดได้ถูกรวบรวมไว้ในคำร้องที่จะยื่นต่อ ป.ป.ช. แล้ว


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะยื่นคำร้องต่อ กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคจะยื่นคำร้องครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ปรากฏ ส่วนการวินิจฉัยว่าใครมีความผิดหรือไม่เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องตั้งคณะไต่สวนและตรวจสอบต่อไป


การดำเนินการในลักษณะนี้ดำเนินการเป็นขบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายเหตุการณ์หรือรายบุคคลได้ ถ้ามองในภาพรวมทั้งหมด เอาจิ๊กซอว์ทุกตัวมาต่อกัน เห็นช้างทั้งตัว ก็จะเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตจริงๆ” ณัฐพงษ์กล่าว


ด้านพริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคมีแนวทางยื่นคำร้องต่อ กกต. ทั้ง 7 คน เนื่องจากข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยต่อสาธารณะไม่ได้ระบุว่ากรรมการแต่ละคนลงมติอย่างไรในแต่ละข้อกล่าวหา จึงควรเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ทีมกฎหมายของพรรคกำลังพิจารณาว่าสามารถยื่นคำร้องครอบคลุมถึงอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนที่อาจเข้าข่ายตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69


นอกจากนี้ การแต่งตั้ง ปิยะ รักสกุล ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในอนุกรรมการที่พิจารณาคดีเลือก สว. และอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมากที่มีความเห็นไม่ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่รายเดียว ทำให้พรรคประชาชนมีข้อกังวลต่อการแต่งตั้งดังกล่าว ในช่วงที่ DSI ยังมีบทบาทสำคัญในการสอบสวนและขยายผลคดี


พริษฐ์ชี้ว่า หลัง กกต. มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้อง 77 คน ย่อมสะท้อนว่ามีกรณีที่ กกต. เห็นว่าควรเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว และ DSI จำเป็นต้องเดินหน้าสอบสวนในส่วนของตนเองต่ออย่างเข้มข้นและตรงไปตรงมา การเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีความเห็นในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นประเด็นที่พรรคจะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด


มันทำให้เกิดข้อกังวลว่า เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของ DSI เป็นคุณต่อคนในรัฐบาล หรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่” พริษฐ์กล่าว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #กกต #โกงสว

ธิดา ถาวรเศรษฐ : รำลึก 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

 


[ถอดเทป] ธิดา ถาวรเศรษฐ : รำลึก 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549


Facebook Live เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569


วันนี้เรามาพบกันอันเนื่องมาจากอาจารย์มาที่คณะสังคมสงเคราะห์ แต่มาก่อนเวลา ก็อยากจะมารำลึกการต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็ถือว่า 20 ปี ตอนนี้อาจารย์ขึ้นสะพานพระราม 8 ตอนนั้นยังเป็นสะพานพระราม 6 เลย ก็คือ 20 ปีมาแล้ว


ข้อที่น่าชมว่าเป็นเรื่องที่ดีก็คือว่า การต่อต้านมันเกิดขึ้นทันทีหลังทำการรัฐประหาร มันไม่ได้รอแล้วก็นั่งเฉย ๆ คือมาทันที แต่ว่ามันกันคนละทาง คนละทิศ อย่างกลุ่มของอาจารย์ก็มีคุณหมอสันต์ หัตถีรัตน์, คุณหมอเหวง โตจิราการ, ครูประทีป อึ้งทรงธรรม, อ.ธิดา ก็สมาพันธ์ประชาธิปไตย แต่สำหรับตัวดิฉันเองเป็นประจำคือไม่ขึ้นเวที ตอนอยู่สมาพันธ์ประชาธิปไตยก็ไม่ขึ้นเวที ตอนช่วงสนามหลวงก็ไม่ขึ้นเวที แต่ว่าก็มาร่วม


เริ่มต้นจากการต่อต้านรัฐประหารโดยมากันคนละทาง แล้วมันก็ค่อย ๆ ก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับอาจารย์ธิดาก็จัดตั้งองค์กรกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มสครีประชาธิปไตย เพราะไม่อยากให้แต่ละคนเป็นแค่แม่ยกหรือว่ามาเชียร์คนพูด อยากให้เป็นองค์กรที่มีลักษณะต่อสู้ มีความรู้ ในช่วงนั้นก็เลยจัดตั้งกลุ่มสตรีประชาธิปไตย และเรามีสัมมนาบ่อย ๆ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์


หลังจากนั้นกลุ่มที่เวทีใหญ่ก็คือคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ แล้วก็มีกลุ่มของปัญญาชน 19กันยาต้านรัฐประหาร น่าเสียดายมากปัญญาชนกลุ่มนี้ที่มา เพราะว่ามันควรจะเป็นสะพานเชื่อมให้ปัญญาชนและกลุ่มอื่น ๆ ชนชั้นกลางระดับบน จะได้มาร่วมต่อต้านด้วย แต่ว่ากลายเป็นว่ากลุ่มปัญญาชนและชนชั้นกลางระดับบนเขาไม่มาร่วม ความจริงตั้งแต่ต้นนะ ยังไม่มีกลุ่มของคนรักทักษิณนะ ยังไม่มี PTV มา ที่สนามหลวงมันเริ่มต้นจากอย่างที่อาจารย์บอกนี่แหละว่าคนโน้นมาที คนนี้มาที PTV และคนรักทักษิณมาร่วมทีหลัง มันจึงเกิดเป็นแนวร่วม


คำว่า “แนวร่วม” ก็คือมาจากคนละพวก มาจากคนละทิศ แล้วก็มีลักษณะต่างกัน แล้วก็ในที่สุดครั้งแรกถึงได้มาเป็น “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” ก็เมื่อหลังจากที่กลุ่ม PTV สามเกลอเข้ามาร่วม หมายความว่าจากเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสนามหลวงก็ทวีคนมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ เมื่อกลุ่มแนวร่วมที่มาจากพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมสมทบ แต่ว่าจุดกำเนิดความกล้าอยากจะยกย่องคนธรรมดา ไม่ได้อยู่กับพรรค ไม่ได้มีพวก ไม่ได้มีอะไร ต่างคนต่างมา กลุ่มคนธรรมดา ๆ เหล่านี้นี่แหละเป็นพวกจุดประกายในการต่อสู้ พอพวกคนธรรมดาออกมาสู้ก่อน หลังจากนั้นพวกพลพรรค คนรักทักษิณหรืออะไรต่าง ๆ ก็ตามมา มันก็เป็นขบวนใหญ่


วันนี้ก็เลยมารำลึก เพราะว่าตอนนั้นอาจารย์จำได้ว่าอาจารย์เดินมา ตำรวจเขามามอง ๆ แล้วบอกว่า “เจ๊ ๆ อย่าไปทางนั้นเลย” เขาพูดอย่างนี้นะ แล้วมาว่ามาจากไหน อาจารย์บอกว่า “ไปดูพระเครื่องมา” เขาบอกอย่าไปเลยตรงนั้น ก็เป็นเรื่องพูดเล่น ก็คือขณะนั้นคนยังไม่มาก หลังจากนั้นก็มีการนัดมากินกัน ตัวอาจารย์เองจำได้ว่าทำหมูทอดกระเทียมพริกไทย ทำน้ำพริกมะขาม มานั่งกินกันที่นี่ นั่นคือการต่อต้านรัฐประหาร เริ่มต้นด้วยประชาชนอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งขยายใหญ่โตขึ้น


20 ปีผ่านมา หลายคนก็ยังมีชีวิตอยู่แก่เฒ่ากันไปมากแล้ว รวมทั้งตัวคนพูดด้วย แต่ว่าหัวใจของคนที่ต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ตัวดิฉันเองเชื่อว่าเขาก็ยังเป็นนักต่อสู้อยู่ อาจจะเป็นนักต่อสู้ที่ผมขาว เดินลำบาก แต่ก็เป็นนักต่อสู้จริง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ที่มาประกอบเป็นคนเสื้อแดงทีหลัง ส่วนใหญ่เป็นคนจนในชนบทและคนจนเมือง และเป็นมวลชนพื้นฐาน มีคนชั้นกลางระดับล่างอยู่จำนวนหนึ่ง แต่คนชั้นกลางระดับบนกับปัญญาชน เหมือนดังที่ดิฉันพูดเรื่องกลุ่ม 19กันยาต้านรัฐประหาร เลิกไป เขาบอก อ.ธิดา ว่า “ผมไปชวนพวกอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือ NGO อะไรต่าง ๆ ไม่มีใครเขาเอาด้วย” ดังนั้นเขาก็เลยเลิก ในที่สุดก็เลยทำให้สมดุลของปัญญาชนกับมวลชนพื้นฐานเสียไป นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ก็เป็นบทเรียนที่มาเล่าให้ฟัง


แต่ในยุคใหม่ก็ฝากไว้นะคะว่า ขณะนี้ปัญญาชนตื่นตัว โดยเฉพาะเยาวชนตั้งแต่รุ่น 2563 และก็ขอบคุณมากที่พวกเขาให้เครดิตคนเสื้อแดง ขอบพระคุณจริง ๆ เราก็อยากจะฝากบทเรียนเอาไว้ว่า ถ้าขบวนการขับเคลื่อนต่อไป อาจจะมีปัญญาชนนำและมีปัญญาชนส่วนใหญ่ แต่อย่าลืมว่าสมดุลของขบวนการต้องมีมวลชนพื้นฐานด้วย ขบวนการเสื้อแดงมันไม่มีปัญญาชน คนชั้นบนก็ไม่มี อย่างที่บอกเวลาไปโรงพยาบาล หมอ พยาบาล หัวหน้า กลายเป็นขั้วสีเหลือง แต่ว่าพลเปล ผู้ช่วยพยาบาล กลายเป็นคนเสื้อแดง มันจึงเป็นสงครามชนชั้นอำมาตย์ไพร่ แล้วมันก็มายิ่งใหญ่กลายเป็นระบอบสีน้ำเงินในทุกวันนี้ค่ะ


ในวาระ 20 ปี ที่ประชาชนบางคนเขารู้สึกว่าเบื่อหน่ายการเมือง อาจารย์อยากบอกอะไรพวกเขา?


นั่นคือจุดอ่อนปัญญาชน ชนชั้นกล่าง นี่เอาทฤษฎีฝ่ายซ้ายมาจับเลยนะ ก็คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองมันสะดวกสบายแล้ว ไม่ลำบากมาก พอไม่ลำบากมันก็มีทางเลือกว่าอยู่เฉย ๆ ก็ได้ ไปทำให้มันเดือดร้อนทำไม ดังนั้นมันจึงเป็นทฤษฎีปฏิวัติที่เป็นสงครามชนชั้น เพราะเขาจะบอกว่าว่า ชนชั้นที่ลำบากที่สุดจะมีลักษณะสู้รบมากที่สุด มันก็ธรรมดาที่เราอาจจะท้อถอยบ้าง


คือทุกคนอยากสู้แล้วชนะ ถ้าดูว่ามีคนมาก สู้แล้วชนะ มันก็ฮึกเหิม แต่ว่าการต่อสู้ของประชาชนกับระบอบอำมาตย์หรือระบอบสีน้ำเงิน มันเป็นสงครามยืดเยื้อยาวนานนะ ตั้งแต่อาจารย์ยังสาวอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ขึ้นสะพานพระราม 8 แล้ว มันก็ยังสู้อยู่แบบเดิม เพราะฉะนั้นสงครามยืดเยื้อมันต้องอาศัยความอดทน แล้วแต่ละรุ่นอาจจะไม่ชนะ นี่ก็อีกไม่กี่ปีจะครบ 100 เปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วยังจะเป็นระบอบอำมาตย์ ระบอบสีน้ำเงินอย่างนี้อยู่หรือ?


อยากจะให้กำลังใจว่า ถ้าคุณเป็นนักต่อสู้ คุณต้องอดทน คุณอาจจะเดินช้าบ้าง แต่ขอให้ยังเดินไปข้างหน้า คุณอาจจะวิ่งไม่ได้ และมันไม่มียานพาหนะสำหรับเราที่จะให้เหาะเหินเดินอากาศไป ไม่มีใครมาช่วย เราต้องเดินเอง พอเราเดินเองบางครั้งมันเหนื่อยมันลำบาก ขอให้คิดว่าคนในอดีตเขาเสียชีวิต เขาต่อสู้มายาวนานร่วมเกือบร้อยปี บนถนนนี้มันเต็มไปด้วยซากศพของประชาชน อาจารย์ถึงต้องมานั่งทวงถามความยุติธรรม


ถ้าเราพากันหนีไปเพื่อความสบายแล้ว เราคิดถึงคนที่เขาต่อสู้มาตั้งแต่อดีต อย่าให้เขาตายเปล่า เราอาจจะวิ่งไม่ได้ แต่ขอให้เราเดินต่อและมีเป้าหมายที่ถูก ก็คือ ผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่การสู้ต้องสู้สอดคล้องความเป็นจริง เพราะว่าถ้าสู้ไม่สอดคล้องความเป็นจริง เอาหัวไปชนกำแพง มันก็ไม่ได้ ต้องหาวิธี ก็ฝากเอาไว้ว่าต้องอดทน คิดถึงคนที่เสียสละชีวิต แล้วขณะนี้หลายคนอยู่ใน “คุก” คนที่เคยอยู่ในคุกมาแล้ว และกำลังจะอยู่ และจะอยู่ต่อไป ก็คือเราช่วยกันทำวันนี้อย่างเต็มกำลังตามความเป็นจริง ไม่เรียกร้องเกินกว่าความเป็นจริง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ธิดาถาวรเศรษฐ #20ปีรัฐประหาร19กันยา49 #รัฐประหาร49






"พรบ.สร้างเสริมสันติสุข" ทำให้แก่นกลางปัญหาของสังคมไทยชัดเจนขึ้น ผมยินดีแบกรับพันธกิจนี้ หวังว่าทางออกของปัญหาทั้งหมดจะถูกอภิปรายอย่างตรงไปตรงมา

 


"พรบ.สร้างเสริมสันติสุข" ทำให้แก่นกลางปัญหาของสังคมไทยชัดเจนขึ้น ผมยินดีแบกรับพันธกิจนี้ หวังว่าทางออกของปัญหาทั้งหมดจะถูกอภิปรายอย่างตรงไปตรงมา 

.

วันนี้ (23 กันยายน 2569) เพจเฟสบุ๊ค อานนท์ นำภา แอดมินเพจโพสข้อความจดหมายจาก อานนท์ นำภา ระบุว่า


" พรบ.สร้างเสริมสันติสุข ทำให้แก่นกลางปัญหาของสังคมไทยชัดเจนขึ้น ผมยินดีแบกรับพันธกิจนี้ หวังว่าทางออกของปัญหาทั้งหมดจะถูกอภิปรายอย่างตรงไปตรงมา 


ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ร่วมกันจัดงานครบรอบ 3 ปีของการขังผมในวันที่ 26 กันยายนนี้ ที่สถาบันปรีดี ผมยังคิดถึงเพื่อน ๆ ทุกคน คิดถึงการต่อสู้ของพวกเราที่ร่วมกันฝ่าฟันมา


พันธกิจของยุคสมัยต้องร่วมกันทำ ผมทำหน้าที่ส่วนนี้แล้ว หวังว่าเพื่อน ๆ จะร่วมกันเดินหน้าต่อในจังหวะและวิถีแห่งตน (ตามที่ตนถนัดและสะดวก) ผมเป็นนักกฎหมาย การต่อสู้ในสนามนี้ ผมโคตรมีความสุข 


คิดถึงเพื่อน ๆ ทุกคน


อานนท์ นำภา

23 กันยายน 2569


สำหรับวันนี้ศาลอาญา รัชดา เบิกตัวอานนท์ นำภา พร้อมด้วย ไผ่ จตุภัทร์ มาตามนัดหมายสืบพยานจำเลย คดี 19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 2563 


อานนท์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดี #ฝ#ม112 ของอานนท์ นำภา จำคุก 2 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมที่หอศิลป์ มช. เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 63 กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน


คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่มีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ


ทั้งนี้อานนท์ นำภา ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

นพ.เหวง โตจิราการ : 19 กันยายน 2549 : 20 ปี แห่งความพินาศย่อยยับของการเมืองไทย


19 กันยายน 2549

20 ปี แห่งความพินาศย่อยยับของการเมืองไทย


ตอนที่สาม : พวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมทำลายเส้นทางประชาธิปไตยประชาชน เพื่อสร้างเส้นทางประชาธิปไตยขวาจัด


อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของประชาชนทั้งหลาย ในประวัติศาสตร์ระยะใกล้ของการเมืองไทยพิสูจน์ประจักษ์ชัดแจ้งโดยการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 40 พวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมไม่ต้องการให้ประเทศและประชาชนไทยพัฒนาต่อไปบนเส้นทางนี้ และหวาดกลัวอย่างสุดขีดว่า ประเทศไทยและประชาชนไทยจะประสบผลสำเร็จในการแย่งยึดอำนาจจากพวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมได้สำเร็จ


จึงก่อการยึดอำนาจรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โค่นล้มรัฐบาลทักษิณที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยรัฐธรรมนูญ 40 แล้วก็ใช้พวกขวาจัดอนุรักษ์นิยมจัดทำรัฐธรรมนูญฝ่ายขวาปี 2550 ขึ้น โดยกำหนดให้วุฒิสมาชิกครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้งของพวกเขา ทำให้พวกเขาสามารถยึดครององค์อิสระทั้งหมดเป็นของพวกเขา เพื่อกำหนดทิศทางทางการเมืองไปตามเส้นทางที่พวกเขาต้องการ พร้อมกับปิดหูปิดตาปิดปากมัดมือมัดเท้าประชาชนให้ไปลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญปี 2550 ของพวกเขา เพื่อที่จะได้แอบอ้างว่าได้รับการรับรองโดยการลงประชามติแล้วถือว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว


นี่ทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยต่อต้านอย่างไม่ยอมจำนน และเพื่อให้สภาพที่กระจัดกระจายเป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตกของประชาชนที่ต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นปึกแผ่นเหนียวแน่นแสดงตัวได้อย่างมีพลัง จึงประกาศให้ผู้ต่อต้านคัดค้านรัฐธรรมนูญ 2550 ทุกคนให้ใส่ “เสื่อแดง”


คนเสื้อแดงจึงปรากฏขึ้นบนเส้นทางการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย คนเสื้อแดงจึงไม่ใช่ข้าช่วงใช้ หรือพวกหิวเงิน หิวอำนาจ หิวผลประโยชน์ หรือข้าทาสบริวารของพรรคการเมืองใด


“คนเสื้อแดง” คือผู้ที่มีจิตใจฮึกห้าวเหิมหาญในการประจัญบานกับพวกเผด็จการขวาจัดอนุรักษ์นิยม ผู้ใดแอบอ้าง “สีแดง” ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองส่วนตนหรือส่วนพวกพ้อง ล้วนเป็นพวกที่ไม่สุจริตทางการเมือง เป็นพวกแปลกปลอมทางการเมืองทั้งสิ้น


แม้กระนั้นประชาชนก็ยังเลือก สส.ฝั่งประชาธิปไตย มาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง แต่พวกขวาก็ใช้อำนาจทางการเมืองที่สถิตย์ในองค์กรอิสระมาเล่นงานอำนาจทางการเมืองฝั่งประชาชนจนล้มรัฐบาลด้วยเรื่องทำกับข้าว เลือกตั้งใหม่ฝั่งประชาธิปไตยได้รับเลือกอีก ก็ล้มรัฐบาลด้วยการยุบพรรคจากการกล่าวหาว่าทุจริตเลือกตั้ง โดยมีการชุมนุมของมวลชนฝ่ายขวายึดทำเนียบ ยึดสนามบิน


หลังจากนั้นพวกฝ่ายขวาจงใจก่อให้เกิดรัฐบาลขวาขึ้น โดยเดินเรื่องให้ปีกขวาจัดในพรรครัฐบาลขณะนั้นตั้งพรรคใหม่ แล้วผลักดันให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาลขึ้นในค่ายทหารอย่างไม่อายฟ้าอายดิน นำมาซึ่งการต่อต้านอย่างร้อนแรงของฝั่งประชาธิปไตย


รัฐบาลอภิสิทธิ์โดยการอุปถัมภ์ของกองกำลังทหารขวาจัดได้อ้างอิง “การใส่ร้ายป้ายสีที่โกหกมดเท็จว่าฝั่งประชาชนมีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำ500คนเป็นพวกล้มเจ้า”


ตั้งศอฉ.ที่ออกคำสั่งใช้กองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพรวม สตช. เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าหกหมื่นคน กระสุนร่วมสองแสนนัด กระสุนเล็งยิงกว่าสองพันนัด กระสุนสไนเปอร์กว่าห้าร้อย เล็งยิงประชาชนสองมือเปล่าตายกลางกรุงเทพฯ ร่วมร้อยศพ  ทหารบนรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมฯ ยิงประชาชนสองมือเปล่า ยิงหญิงพยาบาลที่ช่วยคนเจ็บสองมือเปล่าตายอย่างอำมหิตในหกศพวัดปทุมฯ แล้วยังเผาห้างเซนทรัลเวิลด์ ห้างเซน อาคารตลาดหลักทรัพย์ แล้วใส่ร้านป้ายสีว่าคนเสื้อแดง-นปช.ทำ จากนั้นก็จัด “บิ๊กคลีนนิ่งเดย์” เพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมดไม่ให้สาวมาถึงพวกศอฉ.และรัฐบาลอภิสิทธิ์


แม้จะถูกทำลายอย่างยับเยิน การเลือกตั้งหลังจากที่ฝ่ายขวา รุมยิงนกในกรง/เผาเมืองหลวง” ประชาชนยังพร้อมใจเลือกพรรคฝั่งประชาธิปไตยอย่างท่วมท้น ทำให้กลุ่มทหารเผด็จการขวาจัดอนุรักษ์นิยมโกรธแค้นอย่างรุนแรง ก่อการเคลื่อนไหวกปปส. เพื่อสร้างเงื่อนไขยึดอำนาจอีกครั้ง เพราะยึดอำนาจปี 2549 ยังทำลายการเมืองระบอบประชาธิปไตยของประชาชนก้าวหน้าลงไปไม่ได้


พวกทหารเผด็จการขวาจัดอนุรักษ์นิยมจึงยึดอำนาจอีกครั้งเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 จากนั้นพวกเขาลงมือทำรัฐธรรมนูญ 2560 ทันที เนรมิต สว. มาจากการแต่งตั้งของพวกเขาที่มีอำนาจล้นฟ้า โหวตตั้งรัฐบาลได้ กำหนดองค์กรอิสระได้ และเพื่อให้ดูราวกับเป็นประชาธิปไตย จึงกำหนดให้ สว. มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพ ซึ่งซ่อนเจตจำนงการเลือกพวกพ้องของตนไว้อย่างแนบเนียน จากนั้นก็ให้ลงประชามติแบบปิดหูปิดตาปิดปากมัดมือมัดเท้าเช่นเดิม เพื่ออ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย


ในที่สุดก็มาถึงปัจจุบันที่องค์กรอิสระก็ยังอยู่ในอำนาจของพวกขวาจัดอนุรักษ์นิยม


ที่หนักหนาสาหัสที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือการเลือก สว. ที่ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ฮั้วสว. “เกิดขึ้น จนในทุกวันนี้ รัฐบาลก็เป็นรัฐบาลสีน้ำเงิน สว.ก็เป็นสว.สีน้ำเงิน เกิดเป็นสภาวะที่ เรียกกันว่า ระบอบสีน้ำเงิน” ครอบงำประเทศไทยอยู่ในทุกวันนี้ ทำให้ประเทศไทยถอยหลังลงคลองไปทั่วทุกด้าน จึงเป็น 20 ปี แห่งความพินาศย่อยยับของการเมืองไทยโดยแท้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #19กันยา2549

นพ.เหวง โตจิราการ : 19 กันยายน 2549 : 20 ปี แห่งความพินาศย่อยยับของการเมืองไทย [ตอนที่สอง]



19 กันยายน 2549

20 ปี แห่งความพินาศย่อยยับของการเมืองไทย


ตอนที่สอง : รัฐธรรมนูญ 2540 รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่มาขององค์กรอิสระ


นายกฯ บรรหาร แก้ ม.211 ตามที่สัญญากับประชาชน จนได้ สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ขึ้น แต่คณะนำของผู้ยกร่างมีรากฐานความคิดที่ไม่เชื่อมั่นในประชาชน โดยเชื่อสนิทใจว่า สส. จำนวนไม่น้อยได้มาโดยการซื้อเสียง


ดังนั้นต้องควบคุมตรวจสอบ สส. อย่างเข้มงวด/เคร่งครัด จึงเป็นที่มาขององค์กรอิสระทั้งหมดรวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญด้วย


จึงเกิดปัญหาว่า องค์กรอิสระที่จะเอาโทษ สส. ได้ ต้องมีที่มาไม่ด้อยกว่า สส.  วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งจึงเป็นคำตอบ


รัฐธรรมนูญ 2540 จึงคลอดออกมาในสมัยรัฐบาล ชวลิต ยงใจยุทธ


การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้ประชาชนตัดสินใจเลือกโดยเลือกนโยบาย


และก็พิสูจน์อย่างหนักแน่นว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบอบรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งมา สามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติและประชาชนได้ (ยังมีต่อ)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #19กันยา