วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

‘เอกภพ’ สส.พรรคประชาชน ติงรัฐบาล ปฏิรูปกำลังคนให้ภาครัฐเล็กลงได้ แต่บริการสุขภาพของประชาชนต้องไม่น้อยลง

 


เอกภพ’ สส.พรรคประชาชน ติงรัฐบาล ปฏิรูปกำลังคนให้ภาครัฐเล็กลงได้ แต่บริการสุขภาพของประชาชนต้องไม่น้อยลง


สืบเนื่องจากวันที่ 11 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ ชะลอการขออัตราข้าราชการตั้งใหม่ ยุบอัตราว่างบางส่วน และทยอยลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น เพื่อควบคุมรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ


วันนี้ (13 สิงหาคม 2569) เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความเห็นว่า เป็นเรื่องดีที่ควรปรับลดตำแหน่งข้าราชการที่ไม่จำเป็น แต่มีข้อกังวลคือ หน่วยงานด้านสาธารณสุขควรถูกลดบุคลากรด้วยหรือไม่ เพราะความต้องการบริการด้านสุขภาพของคนไทยกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


เอกภพกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น ความต้องการบริการปฐมภูมิ สุขภาพจิต ฟื้นฟู ดูแลระยะยาว และการดูแลที่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากความต้องการบริการเพิ่ม แต่รัฐตรึงจำนวนบุคลากรไว้โดยไม่ดูความต้องการที่เพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาคือ ภาระงานต่อบุคลากรเพิ่มขึ้น เกิดภาวะเหนื่อยล้าและหมดไฟ ส่งผลให้เกิดการลาออกมากขึ้น ประชาชนจะได้รับบริการลดลง


เพราะการปฏิรูปกำลังคนที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากการตั้งเป้าว่า จะลดคนลงกี่คน แต่ต้องเริ่มจากว่าความต้องการสุขภาพมีเท่าไร จะจัดบริการเท่าไร และต้องใช้กำลังคนเท่าไร แล้วจึงค่อยตอบว่า จะผลิต จะจ้าง จะกระจาย และจะจ่ายค่าตอบแทนคนเหล่านั้นอย่างไร” เอกภพกล่าว


[ใครกำลังวางนโยบายกำลังคนสุขภาพของประเทศ]


ไม่นานมานี้ กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งประกาศเร่งบรรจุพยาบาล 4,525 อัตราจากตำแหน่งว่างเดิม และอยู่ระหว่างหารือ ก.พ. เพื่อขออัตราข้าราชการตั้งใหม่อีก 8,642 อัตรา แต่วันนี้นโยบายกำลังคนภาครัฐกลับกำหนดให้ชะลอการขออัตราข้าราชการตั้งใหม่ทุกกรณี เอกภพจึงตั้งคำถามว่า 8,642 อัตราที่กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าจำเป็นจะไปต่ออย่างไร จะได้รับการยกเว้น หรือถูกชะลอออกไป


มาตรการเกี่ยวกับการทดแทนอัตราเกษียณ รัฐบาลเขียนข้อยกเว้นสำหรับแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) แต่เรายังไม่เห็นหลักประกันแบบเดียวกันสำหรับพยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และสหวิชาชีพอื่น จริงหรือที่โรงพยาบาลจะทำงานได้ด้วยแพทย์เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีทีมอื่นมาสนับสนุน” เอกภพกล่าว


[บอร์ดกำลังคนข้าราชการ vs. บอร์ดกำลังคนด้านสุขภาพ]


เอกภพอธิบายว่า วันนี้ประเทศไทยมี ‘ระบบกำกับกำลังคนสองระบบ’ ที่ยังไม่ได้เชื่อมกันดีพอ


ด้านหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขมีคณะกรรมการและกลไกด้านกำลังคนสุขภาพหลายชุด ทำหน้าที่ศึกษา วางแผน และเสนอว่าระบบสุขภาพควรมีกำลังคนเท่าไร


แต่อีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งมีรองนายกฯ ปกรณ์ เป็นประธาน มีอำนาจกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และหลักเกณฑ์สำคัญเรื่องกำลังคนภาครัฐ รวมถึงการเพิ่ม ยุบ หรือจัดสรรอัตราข้าราชการ


ในทางปฏิบัติ คปร. จึงมีบทบาทคล้าย ‘บอร์ดกำลังคนสุขภาพโดยปริยาย’ สำหรับบุคลากรสุขภาพที่เป็นข้าราชการ เพราะต่อให้กระทรวงสาธารณสุขประเมินว่าต้องมีคนเพิ่ม แต่หากไม่สามารถเพิ่มอัตราได้ ความต้องการนั้นก็ไม่ถูกเติมเต็ม”


[เพิ่มคนก็ยาก รักษาคนไว้ก็ยังไม่มีคำตอบ]


เอกภพกล่าวว่า เพิ่งได้รับหนังสือตอบจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรื่องการปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข (พ.ต.ส.) ของพยาบาล สภาการพยาบาลเสนอให้ปรับ พ.ต.ส. พยาบาลเป็น 4,000–10,000 บาทต่อเดือน แต่ ก.พ.ระบุว่าจะมีภาระงบประมาณเพิ่มกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี จึงต้องพิจารณาภาวะการคลังและผลกระทบต่อตำแหน่งอื่นก่อน โดยยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าจะดำเนินการเมื่อใด


ปัญหาคือ กระทรวงสาธารณสุขเองก็ยอมรับว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่เพียงผลิตพยาบาลไม่พอ แต่คือ รักษาคนให้อยู่ในระบบไม่ได้ จากภาระงาน ความก้าวหน้า และค่าตอบแทน เรื่องนี้เพิ่งมีการจัดสัมมนาวิชาการไปเมื่อสัปดาห์นี้เอง ถ้าด้านหนึ่งเพิ่มตำแหน่งใหม่ได้ยากขึ้น อีกด้านหนึ่งมาตรการค่าตอบแทนเพื่อรักษาคนก็ยังไม่ชัดเจน เราต้องถามว่า แล้วรัฐบาลมีแผนรักษากำลังคนสุขภาพไว้อย่างไร”


[บอร์ดกำลังคนมากมาย ใครรับผิดชอบผลลัพธ์สุดท้าย]


ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ขาดคณะกรรมการ มี ก.พ. มี คปร. มีกระทรวงสาธารณสุข มีคณะกรรมการด้านกำลังคนสุขภาพหลายชุด แต่สิ่งที่เรายังขาดคือ เจ้าภาพที่รับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งระบบ


รายชื่อบอร์ดกำลังคนสุขภาพในปัจจุบัน


1. คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบ

2. คณะกรรมการพัฒนาตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย

3. คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ (Super Board)

4. คณะกรรมการกำลังคนสุขภาพแห่งชาติ (คกส.)

5. คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)


เอกภพกล่าวว่า อีก 5 ปี ประเทศไทยต้องมีบุคลากรสุขภาพกี่คน ต้องอยู่ที่ไหน มีคนทำงานเต็มเวลาแค่ไหน และทำงานภายใต้ภาระงานเท่าไร จึงจะเพียงพอกับความต้องการของประชาชน


ปัจจุบันยังไม่มีใครมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบครบทั้งวงจร ตั้งแต่ประเมินความต้องการ → ผลิต → จ้าง → กระจาย → รักษาคนไว้ในระบบ → ประเมินผลคุณภาพบริการ นี่คือปัญหาของระบบราชการที่มี หลายบอร์ด แต่ไม่มีบอร์ดใดทำหน้าที่ได้ครบ และแต่ละบอร์ดก็ไม่ได้เชื่อมการตัดสินใจเข้าหากัน ระบบกำกับกำลังคนเองจึงเป็นสิ่งที่ต้องถูกปฏิรูปไม่แพ้กำลังคนภาครัฐ”


[ถึงเวลาปลุกบอร์ดกำลังคนสุขภาพสักคณะหนึ่งให้ขึ้นมาทำงานได้จริง]


เอกภพเสนอว่า ถ้ารัฐบาลจะปฏิรูปกำลังคนจริง อย่างน้อยต้องปลุกคณะกรรมการด้านกำลังคนสุขภาพที่มีอยู่สักคณะหนึ่งขึ้นมาเป็นบอร์ดที่มีอำนาจและความรับผิดชอบชัดเจน และเชื่อมการทำงานกับ คปร. ก.พ. สำนักงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง อว. ท้องถิ่น และองค์กรวิชาชีพ


โดยต้องมีหน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลความต้องการสุขภาพ ความต้องการการจัดบริการสุขภาพ และตลาดผู้ให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมใกล้เคียงความจริง และพยากรณ์อนาคตได้ เพื่อให้ข้อมูลนั้นไปใช้ประกอบการตัดสินใจของ คปร. ว่าอัตราใดควรเพิ่ม อัตราใดลดได้ และตำแหน่งใดต้องได้รับการคุ้มครอง


รัฐบาลควรประเมินผลกระทบต่อกำลังคนสุขภาพก่อนลดหรือยุบอัตรา และต้องมีหลักเกณฑ์คุ้มครองวิชาชีพที่ขาดแคลน โดยพิจารณาจาก ภาระงาน ความต้องการบริการ และความปลอดภัยของผู้ป่วย ไม่ใช่ตัดสินจากเป้าหมายลดจำนวนข้าราชการเพียงอย่างเดียว


หรือหากรัฐบาลยืนยันว่าจะลดจำนวนข้าราชการที่ให้บริการสุขภาพ ก็ต้องตอบให้ได้ว่า จะเอากำลังคนรูปแบบใดมาทดแทน และทำอย่างไรให้บริการของประชาชนไม่ลดลง


รัฐเล็กลงได้ แต่บริการสุขภาพของประชาชนต้องไม่น้อยลง และถ้าจะปฏิรูปกำลังคนภาครัฐครั้งนี้จริงๆ ควรถือโอกาสปฏิรูประบบกำกับกำลังคนสุขภาพเสียทีครับ” เอกภพทิ้งท้าย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน