‘เอกภพ’ สส.พรรคประชาชน ติงรัฐบาล ปฏิรูปกำลังคนให้ภาครัฐเล็กลงได้
แต่บริการสุขภาพของประชาชนต้องไม่น้อยลง
สืบเนื่องจากวันที่
11 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.)
มีมติปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ ชะลอการขออัตราข้าราชการตั้งใหม่
ยุบอัตราว่างบางส่วน และทยอยลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น
เพื่อควบคุมรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ
วันนี้ (13 สิงหาคม 2569)
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความเห็นว่า
เป็นเรื่องดีที่ควรปรับลดตำแหน่งข้าราชการที่ไม่จำเป็น แต่มีข้อกังวลคือ
หน่วยงานด้านสาธารณสุขควรถูกลดบุคลากรด้วยหรือไม่
เพราะความต้องการบริการด้านสุขภาพของคนไทยกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เอกภพกล่าวว่า
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น
ความต้องการบริการปฐมภูมิ สุขภาพจิต ฟื้นฟู ดูแลระยะยาว
และการดูแลที่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากความต้องการบริการเพิ่ม
แต่รัฐตรึงจำนวนบุคลากรไว้โดยไม่ดูความต้องการที่เพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาคือ
ภาระงานต่อบุคลากรเพิ่มขึ้น เกิดภาวะเหนื่อยล้าและหมดไฟ
ส่งผลให้เกิดการลาออกมากขึ้น ประชาชนจะได้รับบริการลดลง
“เพราะการปฏิรูปกำลังคนที่ดี ไม่ใช่เริ่มจากการตั้งเป้าว่า จะลดคนลงกี่คน
แต่ต้องเริ่มจากว่าความต้องการสุขภาพมีเท่าไร จะจัดบริการเท่าไร
และต้องใช้กำลังคนเท่าไร แล้วจึงค่อยตอบว่า จะผลิต จะจ้าง จะกระจาย
และจะจ่ายค่าตอบแทนคนเหล่านั้นอย่างไร” เอกภพกล่าว
[ใครกำลังวางนโยบายกำลังคนสุขภาพของประเทศ]
ไม่นานมานี้
กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งประกาศเร่งบรรจุพยาบาล 4,525 อัตราจากตำแหน่งว่างเดิม
และอยู่ระหว่างหารือ ก.พ. เพื่อขออัตราข้าราชการตั้งใหม่อีก 8,642 อัตรา
แต่วันนี้นโยบายกำลังคนภาครัฐกลับกำหนดให้ชะลอการขออัตราข้าราชการตั้งใหม่ทุกกรณี
เอกภพจึงตั้งคำถามว่า 8,642 อัตราที่กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าจำเป็นจะไปต่ออย่างไร
จะได้รับการยกเว้น หรือถูกชะลอออกไป
“มาตรการเกี่ยวกับการทดแทนอัตราเกษียณ
รัฐบาลเขียนข้อยกเว้นสำหรับแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
(สป.สธ.) แต่เรายังไม่เห็นหลักประกันแบบเดียวกันสำหรับพยาบาล เภสัชกร
นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และสหวิชาชีพอื่น จริงหรือที่โรงพยาบาลจะทำงานได้ด้วยแพทย์เพียงอย่างเดียว
โดยไม่ต้องมีทีมอื่นมาสนับสนุน” เอกภพกล่าว
[บอร์ดกำลังคนข้าราชการ vs. บอร์ดกำลังคนด้านสุขภาพ]
เอกภพอธิบายว่า
วันนี้ประเทศไทยมี ‘ระบบกำกับกำลังคนสองระบบ’ ที่ยังไม่ได้เชื่อมกันดีพอ
ด้านหนึ่ง
กระทรวงสาธารณสุขมีคณะกรรมการและกลไกด้านกำลังคนสุขภาพหลายชุด ทำหน้าที่ศึกษา
วางแผน และเสนอว่าระบบสุขภาพควรมีกำลังคนเท่าไร
แต่อีกด้านหนึ่ง
คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งมีรองนายกฯ ปกรณ์
เป็นประธาน มีอำนาจกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และหลักเกณฑ์สำคัญเรื่องกำลังคนภาครัฐ
รวมถึงการเพิ่ม ยุบ หรือจัดสรรอัตราข้าราชการ
“ในทางปฏิบัติ คปร. จึงมีบทบาทคล้าย ‘บอร์ดกำลังคนสุขภาพโดยปริยาย’
สำหรับบุคลากรสุขภาพที่เป็นข้าราชการ
เพราะต่อให้กระทรวงสาธารณสุขประเมินว่าต้องมีคนเพิ่ม แต่หากไม่สามารถเพิ่มอัตราได้
ความต้องการนั้นก็ไม่ถูกเติมเต็ม”
[เพิ่มคนก็ยาก รักษาคนไว้ก็ยังไม่มีคำตอบ]
เอกภพกล่าวว่า
เพิ่งได้รับหนังสือตอบจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
เรื่องการปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข
(พ.ต.ส.) ของพยาบาล สภาการพยาบาลเสนอให้ปรับ พ.ต.ส. พยาบาลเป็น 4,000–10,000 บาทต่อเดือน แต่ ก.พ.ระบุว่าจะมีภาระงบประมาณเพิ่มกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี จึงต้องพิจารณาภาวะการคลังและผลกระทบต่อตำแหน่งอื่นก่อน
โดยยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าจะดำเนินการเมื่อใด
“ปัญหาคือ
กระทรวงสาธารณสุขเองก็ยอมรับว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่เพียงผลิตพยาบาลไม่พอ แต่คือ
รักษาคนให้อยู่ในระบบไม่ได้ จากภาระงาน ความก้าวหน้า และค่าตอบแทน
เรื่องนี้เพิ่งมีการจัดสัมมนาวิชาการไปเมื่อสัปดาห์นี้เอง
ถ้าด้านหนึ่งเพิ่มตำแหน่งใหม่ได้ยากขึ้น อีกด้านหนึ่งมาตรการค่าตอบแทนเพื่อรักษาคนก็ยังไม่ชัดเจน
เราต้องถามว่า แล้วรัฐบาลมีแผนรักษากำลังคนสุขภาพไว้อย่างไร”
[บอร์ดกำลังคนมากมาย ใครรับผิดชอบผลลัพธ์สุดท้าย]
ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ขาดคณะกรรมการ
มี ก.พ. มี คปร. มีกระทรวงสาธารณสุข มีคณะกรรมการด้านกำลังคนสุขภาพหลายชุด
แต่สิ่งที่เรายังขาดคือ เจ้าภาพที่รับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งระบบ
รายชื่อบอร์ดกำลังคนสุขภาพในปัจจุบัน
1.
คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบ
2.
คณะกรรมการพัฒนาตัวชี้วัดหลักกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย
3.
คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ (Super Board)
4.
คณะกรรมการกำลังคนสุขภาพแห่งชาติ (คกส.)
5.
คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)
เอกภพกล่าวว่า
อีก 5 ปี ประเทศไทยต้องมีบุคลากรสุขภาพกี่คน ต้องอยู่ที่ไหน
มีคนทำงานเต็มเวลาแค่ไหน และทำงานภายใต้ภาระงานเท่าไร
จึงจะเพียงพอกับความต้องการของประชาชน
“ปัจจุบันยังไม่มีใครมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบครบทั้งวงจร
ตั้งแต่ประเมินความต้องการ → ผลิต → จ้าง → กระจาย → รักษาคนไว้ในระบบ →
ประเมินผลคุณภาพบริการ นี่คือปัญหาของระบบราชการที่มี หลายบอร์ด
แต่ไม่มีบอร์ดใดทำหน้าที่ได้ครบ และแต่ละบอร์ดก็ไม่ได้เชื่อมการตัดสินใจเข้าหากัน
ระบบกำกับกำลังคนเองจึงเป็นสิ่งที่ต้องถูกปฏิรูปไม่แพ้กำลังคนภาครัฐ”
[ถึงเวลาปลุกบอร์ดกำลังคนสุขภาพสักคณะหนึ่งให้ขึ้นมาทำงานได้จริง]
เอกภพเสนอว่า
ถ้ารัฐบาลจะปฏิรูปกำลังคนจริง
อย่างน้อยต้องปลุกคณะกรรมการด้านกำลังคนสุขภาพที่มีอยู่สักคณะหนึ่งขึ้นมาเป็นบอร์ดที่มีอำนาจและความรับผิดชอบชัดเจน
และเชื่อมการทำงานกับ คปร. ก.พ. สำนักงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง อว.
ท้องถิ่น และองค์กรวิชาชีพ
โดยต้องมีหน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลความต้องการสุขภาพ
ความต้องการการจัดบริการสุขภาพ
และตลาดผู้ให้บริการสุขภาพที่ครอบคลุมใกล้เคียงความจริง และพยากรณ์อนาคตได้
เพื่อให้ข้อมูลนั้นไปใช้ประกอบการตัดสินใจของ คปร. ว่าอัตราใดควรเพิ่ม
อัตราใดลดได้ และตำแหน่งใดต้องได้รับการคุ้มครอง
รัฐบาลควรประเมินผลกระทบต่อกำลังคนสุขภาพก่อนลดหรือยุบอัตรา
และต้องมีหลักเกณฑ์คุ้มครองวิชาชีพที่ขาดแคลน โดยพิจารณาจาก ภาระงาน
ความต้องการบริการ และความปลอดภัยของผู้ป่วย
ไม่ใช่ตัดสินจากเป้าหมายลดจำนวนข้าราชการเพียงอย่างเดียว
หรือหากรัฐบาลยืนยันว่าจะลดจำนวนข้าราชการที่ให้บริการสุขภาพ
ก็ต้องตอบให้ได้ว่า จะเอากำลังคนรูปแบบใดมาทดแทน
และทำอย่างไรให้บริการของประชาชนไม่ลดลง
“รัฐเล็กลงได้ แต่บริการสุขภาพของประชาชนต้องไม่น้อยลง
และถ้าจะปฏิรูปกำลังคนภาครัฐครั้งนี้จริงๆ
ควรถือโอกาสปฏิรูประบบกำกับกำลังคนสุขภาพเสียทีครับ” เอกภพทิ้งท้าย
