“ยืนหยุดขัง” สกายวอร์คปทุมวัน ครบรอบ 3 ปี เก็ท - โสภณ ถูกขังในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่สกายวอร์คปทุมวัน เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” 1 ชั่วโมง 12 นาที เนื่องจากเป็นวันครบรอบสามปีที่ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกพิพากษาลงโทษจำคุกและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2566
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง เป็นนักศึกษาจากภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชและเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 ในหลากหลายบทบาทรวมถึงร่วมก่อตั้งกลุ่มโมกหลวงริมน้ำด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน เก็ทถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกพิพากษาจากคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ด้วยโทษจำคุกทั้ง 4 คดีรวมกันเป็นเวลา 10 ปี และในโอกาสครบสามปีที่เขาถูกคุมขัง เก็ทส่งข้อความมาถึง Thumb Rights ว่ามีความต้องการออกมาทำกิจกรรมยืนหยุดขังในพื้นที่สกายวอร์ค เพื่อให้เรื่องการมีอยู่ของผู้ต้องขังทางการเมือง สามารถเข้าถึงผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมาได้
บรรยากาศกิจกรรมในวันนี้ มีผู้มาร่วมกิจกรรมหลายสิบคน โดยมีแม่ของเก็ทมาร่วมยืนหยุดขังด้วย พร้อมกับถือรูปผู้ต้องขังทางการเมือง และป้ายข้อความ ‘ครบรอบ 3 ปี ในเรือนจำ เก็ท โสภณ ขอคืนความยุติธรรม’
ณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวว่า เมื่อวาน (23 สิงหาคม) เป็นวันที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ถูกประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้เกิดการนิรโทษกรรมทางการเมืองเกิดขึ้น แต่ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้รวมคนทุกกลุ่มเอาไว้ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกทิ้งออกไป คือกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี “มาตรา 112” และในวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ครบรอบการเข้าเรือนจำสามปีของ “เก็ท” โสภณ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีการเมืองคดีมาตรา 112
ณัฐชนนกล่าวต่อว่า ตอนนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 52 คน จำนวน 35 คน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และคดีมาตรา 110 ในวันนี้พวกเราจึงมาเชิญชวนให้ทุกคนมายืนหยุดขังร่วมกันเพื่อแสดงออกเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า พวกเราอยากเรียกร้องนิรโทษกรรมรวมคนทุกกลุ่ม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
จากนั้น มีการอ่านจดหมายที่ส่งมาจาก “เก็ท” โสภณ เนื่องในโอกาสครบรอบคุมขัง 3 ปี มีเนื้อหาว่า “3 ปีที่ยังฝันอยู่
เมื่อคืนฉันฝัน ฝันว่าคนทุกคนเท่ากัน โอ้ในฝันมันช่างสวยงาม” เพลงความฝันยามรุ่งสาง เพลงนี้ผมเปิดฟังระหว่างนั่งรถไปฟังคำพิพากษาคดี 112 คดีแรก ในวันที่ 24 สิงหาคม 2566
ตอนอายุ 23 ผมถูกขังคุกครั้งแรก ระหว่างถูกขังมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่า “‘เขา’ไม่คิดจะเล่นคุณถึงตายหรอก ‘เขา’ เห็นคุณเป็นเด็ก ก็แค่จะตีให้หลาบจำ” อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่ในการไต่สวนประกันตัวครั้งสุดท้าย ผู้พิพากษาถามผมว่า “สัญญาได้ไหมว่าเป็น ‘เด็กดี’”
หลังได้รับการประกันตัวในปี 2565 ศาลก็สั่งขังผมไว้ในบ้าน (house arrest) เป็นเวลาหกเดือน จากนั้นผมก็ถูกถอนประกันถูกศาลสั่งขังเป็นเวลา 45 วัน ช่วงต้นปี 2566 หลังประกันได้ ผมก็ยังเคลื่อนไหวต่อไป ไปทำงาน เป็นนักรังสีฟรีแลนซ์ คลินิกโรงพยาบาลไหนต้องการคน ผมก็จะไป ในวงการเค้าเรียกคนแบบผมด้วยชื่อเล่น พวกมือปืน นอกจากนั้นก็เตรียมเรียนต่อ มีอิสรภาพได้หกเดือนก็ถูกศาลพิพากษา รอบนี้ติดนานทีเดียว กำลังจะทะลุสามปีแล้ว
จากการถูกขังทั้งในคุกและในบ้านตัวเอง ตั้งแต่อายุ 23 ยันอายุ 27 ก็ต้องพูดตามตรงว่า การคุมขังไม่เพียงแต่นำพาเรื่องแย่ ๆ เข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องขัดเกลาผมด้วย นับวันก็ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้นและยิ่งชัดขึ้น สังคมประชาธิปไตยไม่ได้พิจารณาคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ประกอบไว้ในชื่อประเทศ หรือในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่งั้นเราก็คงสรุปกันว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเกาหลีเหนือก็เป็นประชาธิปไตย
หากแต่สังคมประชาธิปไตยนั้น ต้องประกอบด้วยโครงสร้างสังคมที่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และเสรีภาพของราษฎรเป็นหลัก วัฒนธรรมต้องเสริมสุขภาพประชาชนมีความเข้มแข็งและตระหนักถึงศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งหากใช้เกณฑ์ดังกล่าวมาก็จะพบว่าประเทศไทยยังไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
บทบาทขององค์กรรัฐถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของเครือข่ายชนชั้นนำ ส่วนประชาชนที่ควรเป็นศูนย์กลางของวงโคจรอำนาจทางการเมือง ก็ถูกผลักไสให้หลุดไปเป็นผู้มีสถานะรอง ประเด็นนี้เราพูดซ้ำกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
ตลอดช่วงสามปีมานี้ หลายคนก็คงเห็นแล้วว่าถึงผมอยู่ในคุกก็ไม่ใช่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย ผมก็ว่าผมเป็นคนเซนส์แรงอยู่ นอกจากเหตุการณ์การบ้านการเมืองแล้ว ผมก็ยังสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย เพื่อนคนไหนคบกับใคร เลิกกับใคร ใครทะเลาะกัน ผมก็รู้ และรู้ด้วยว่าคนที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย พวกคุณเหนื่อยล้าบาดเจ็บกันแค่ไหน นี่แหละความลำบากของการต่อสู้ระยะยาว
สภาพสังคมไทย เป็นเรื่องมือใครสาวได้ก็สาวเอา ชนชั้นนำสร้างเครือข่าย กลายเป็นชนชั้นปกครอง ซึ่งประกอบด้วยระบบข้าราชการและกลุ่มนายทุนใหญ่ พวกเขาร่างกฎกติกากันมาเอง ดำเนินนโยบายเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์แก่พวกตนเอง เสวยสุขจากการฉกฉวยทรัพยากรสาธารณะ
ในขณะที่สามัญชนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเจ้าของอำนาจสูงสูงสุดในทางทฤษฎี กลับต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอด ใครมีต้นทุนชีวิตก็พอเอาตัวรอดได้ ใครพอมีโอกาสก็ย้ายประเทศไปหาความเจริญ แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่ได้มีต้นทุนพอที่จะเอาชีวิตรอดได้ขนาดนั้น ไม่มีกำลังพอที่จะหนีปัญหาไป หากปล่อยไว้ต่อไปประเทศนี้จะเหลืออะไรนอกจากประชาชนตาดำ ๆ ที่ถูกย่ำยีและลืมตาอ้าปากไม่ได้
ผมเข้าใจได้ หากทุกคนจะอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง มิตรสหายที่สู้มาด้วยกันจะรู้สึก Burn out ผมเข้าใจพวกคุณดีและไม่ว่าอะไรเลย แต่สำหรับผม ผมยังไปต่อได้ด้วยเหตุผลว่า ผมรับไม่ได้กับสภาพการณ์เช่นนี้ รับไม่ได้ที่ในอนาคตสังคมเราจะเน่าเปื่อยเสื่อมทรามกันไปยิ่งกว่านี้ สำหรับผมแล้วการเคลื่อนไหวจึงจำเป็นต้องมีต่อ
ขอบคุณมาก ๆ สำหรับทุกคนที่เคยร่วมเดินทางมาด้วยกัน และขอบคุณมาก ๆ สำหรับผู้คนที่ยังอยู่ด้วยกัน และจะเดินหน้าต่อไปด้วยกันนับจากนี้
ในโอกาสที่ครบรอบการถูกคุมขัง และผมยังออกไปไม่ได้สักที ผมขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอไอเดียคือ “มหการเมือง” (Meta Politic) การเมืองดังกล่าวนี้ คือการทำให้อำนาจการตัดสินใจในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ผูกติดกับพรรคการเมือง รัฐสภา รัฐบาล แกนนำในขบวนการเคลื่อนไหว แต่องค์ประธานของการเคลื่อนไหวคือ “ประชาชน”
ประชาชนทุกคนจะสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยไม่ต้อง Follow การนำทางการเมืองจากใครเป็นหลัก แนวทางทางการเมืองเช่นนี้คงต้องใช้กำลังมากเข้าไปสื่อสารกับมวลชน ไป Empower ว่าเขามีศักดิ์และศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เรื่องของประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สอดแทรกอยู่ในพฤติการณ์ของชีวิตแทบทุกพฤติการณ์ ในวันนี้ผมยังออกไปขับเคลื่อนเช่นนั้นไม่ได้ ก็เลยขอฝากไอเดียไว้กับมิตรสหายก่อน ใครพร้อมก็ไปต่อเลย
ถึงจุดนี้ การคุมขังขัดเกลาผมมากจริง ๆ คงเป็นไปตามคำที่ว่า “อะไรที่ฆ่าเราไม่ตาย มันจะทำให้เราแข็งแรงขึ้น” จุดยืนของผมยังคงเป็นเช่นเดิม อุดมการณ์ก่อนเข้ามาในนี้เป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น จริง ๆ มีหลายเรื่องที่ตกผลึกได้ หนึ่งในนั้นก็คือ คงมีแต่ช่างตัดผมเท่านั้นแหละที่สั่งให้ผมก้มหัวได้
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ ส่วนผมนั้น วิ่งในกำแพงแรงยังเหลือ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง”
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112
























