วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กมธ.กฎหมายฯ ประชุมถกปัญหา "พ่อทิพย์" เปิดตัวเลขสะเทือนระบบทะเบียน ย้อนหลัง 30 ปีพบผู้ต้องสงสัยกว่า 10,000 เคส!

 


กมธ.กฎหมายฯ ประชุมถกปัญหา "พ่อทิพย์" เปิดตัวเลขสะเทือนระบบทะเบียน ย้อนหลัง 30 ปีพบผู้ต้องสงสัยกว่า 10,000 เคส!


วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ และปิยรัฐ จงเทพ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาประชุมเพื่อติดตามกระบวนการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีขบวนการทุจริตแจ้งเกิดเท็จเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือ “ขบวนการพ่อทิพย์” รวมถึงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคต


โดยผู้แทนจากกรมการปกครองชี้แจงว่า หลังตั้งชุด "DOPA N.I.C.E." เพื่อปราบปรามการกระทำผิดทางทะเบียน และขยายผลจากการจับกุมชาวจีนรายหนึ่ง พบพฤติการณ์นำชายไทยมาสวมสิทธิ์เป็นบิดาของเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ชาวจีน เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย โดยพบความเชื่อมโยงทั้งนายหน้า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และในบางกรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง


เฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านธนบุรี มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับเด็กแล้ว 24 ราย และพบรายการต้องสงสัยเพิ่มเติมอีกประมาณ 60 ราย ขณะที่การขยายผลไปต่างจังหวัดยังพบรูปแบบอื่น ทั้งการใช้ “พ่อทิพย์” และการปลอมแปลงเอกสารหรือข้อมูลบุคคล โดยบางกรณีเจ้าของชื่อที่ถูกนำไปใช้เป็นบิดาไม่ทราบเรื่องด้วย


ที่น่าตกใจคือ จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังประมาณ 30 ปี พบกรณีต้องสงสัยถึงประมาณ 10,000 เคส โดยกรณีที่ตรวจพบย้อนหลังไปไกลที่สุด บุคคลดังกล่าวมีอายุ 23 ปี และได้รับสัญชาติไทยมาเป็นเวลานาน ก่อนถูกเพิกถอนในภายหลัง ซึ่งพบว่ามีการถือครองและประกอบกิจการหลายแห่งในประเทศไทย


ด้านตัวแทนจากกรุงเทพมหานครชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการแจ้งเกิดที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนตั้งแต่ปี 2550 พบกรณีเสี่ยงสูงหรือผิดปกติแล้ว 32 ราย และเพิกถอนสูติบัตรไปแล้ว 19 ราย ขณะที่ข้อมูลอีกประมาณ 1,500 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และอีกกว่า 200 รายอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบจากตำรวจ


ส่วนความคืบหน้าทางคดี ผู้กำกับการ สน.บางยี่เรือ ชี้แจงว่า พบผู้เกี่ยวข้อง 42 ราย ออกหมายจับแล้ว 37 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวน และคาดว่าจะส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในสัปดาห์หน้า พร้อมประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้อง


สำหรับมาตรการป้องกัน กรมการปกครองได้ปรับแนวทางการรับแจ้งเกิด โดยเตรียมระบบแจ้งเตือนเมื่อพบชายไทยคนเดียวรับรองบุตรกับหญิงต่างด้าวหลายราย รวมถึงให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเมื่อพบความผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้โรงพยาบาลเอกชนเข้าสู่ระบบหนังสือรับรองการเกิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ ลดช่องว่างจากการใช้เอกสารกระดาษ ตลอดจนแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษและให้อำนาจนายทะเบียนสามารถ ขอตรวจ DNA ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยได้


ด้านปิยรัฐได้ตั้งข้อสังเกตว่า จากข้อมูลที่หน่วยงานนำมาชี้แจงพบความผิดปกติจำนวนมาก จึงต้องตรวจสอบย้อนกลับไปตั้งแต่กระบวนการออกเอกสาร โดยเฉพาะเหตุใดในบางกรณี เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจึงเป็นผู้ดำเนินเรื่องเกี่ยวกับการแจ้งเกิดต่อสำนักงานเขตหรืออำเภอเสียเอง และกรณีที่บิดาเป็นคนไทยแต่มารดาเป็นชาวต่างชาติ ได้มีการตรวจสอบความเป็นบิดาตามระเบียบอย่างเพียงพอหรือไม่


ปิยรัฐยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่สูติบัตรบางรายการระบุว่าไม่มีหนังสือรับรองการเกิดหรือใบรับแจ้งการเกิด แต่กลับสามารถออกสูติบัตรได้ ซึ่งกรมการปกครองยอมรับว่ามีความพิรุธและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะที่ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า บางกรณีมีเอกสาร ท.ร. 1/1 อยู่จริง แต่เกิดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล


ในตอนท้าย กมธ.กฎหมายฯ มีความเห็นร่วมกันว่า ปัญหาดังกล่าวมีลักษณะเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ มีนายหน้า ช่องทางติดต่อในกลุ่มลับ และอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องยกระดับการตรวจสอบ ติดตามเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และขยายผลไปถึงผู้บงการ


การแก้ไขปัญหาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเพิ่มโทษทางอาญา แต่ต้องอุดช่องโหว่ทั้งระบบ ตั้งแต่การแจ้งเกิด การออกเอกสาร การยืนยันตัวบุคคล การเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการดำเนินคดีกับนายหน้า ผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตอย่างถึงที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พ่อทิพย์ #กรรมาธิการกฎหมาย