‘ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลแจงแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชี้แผนไม่ชัดเจน
ไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก.กู้ 400,000 ล้าน
ย้ำพรรคประชาชนเคยเสนอแผนที่ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน 200,000 ล้านก้อนหลัง
เหตุยังมีทุนจากรัฐวิสาหกิจ-เอกชน
วันที่
26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน
อภิปรายในการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า
สิ่งที่ต้องการได้ยินจากรัฐบาลคือความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน
โดยเฉพาะเงินกู้ 200,000 ล้านบาทในส่วนหลัง
ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจะนำไปใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน
ณัฐพงษ์กล่าวว่า
จากคำชี้แจงของรัฐบาล สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ
ราคาพลังงาน และการดำเนินชีวิตของประชาชน
ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหา โดยในส่วนเงิน 200,000 ล้านบาทแรกสำหรับเยียวยาประชาชน
พรรคประชาชนไม่ได้ติดใจเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและรัฐบาลมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการเยียวยาประชาชน
อย่างไรก็ตาม
สำหรับเงินอีก 200,000
ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับ ‘การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน’
ณัฐพงษ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความเหมาะสมของการใช้แหล่งเงินกู้พิเศษ
เนื่องจากรัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นในการจัดหาเงินทุน โดยเฉพาะเงินจากรัฐวิสาหกิจ
ภาคเอกชน และกองทุนต่างๆ
ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า
การที่ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการวินิจฉัยในส่วนของมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยในส่วนของวรรคสอง
ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุแห่งความจำเป็นรีบด่วน
พร้อมย้ำว่าสมาชิกรัฐสภายังมีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารว่า
การใช้ช่องทางพิเศษในการตรา พ.ร.ก. มีความชอบธรรม ถูกต้อง และเหมาะสมหรือไม่
“การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ก. ต้องเฉพาะจริงๆ
มีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ
เพราะมันเป็นช่องทางพิเศษที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการในรัฐสภาปกติ” ณัฐพงษ์กล่าว
สำหรับเงิน
200,000 ล้านบาทก้อนหลังในส่วนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ณัฐพงษ์ระบุว่า
ต้องพิจารณาทั้งเรื่องความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 172 วรรคสอง และเรื่องวิธีการใช้เงินว่าแผนการลงทุนมีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่
เพราะการระบุเพียงว่าจะจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดหรือ
Solar Rooftop ยังไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามว่าการลงทุนดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศได้อย่างไร
ณัฐพงษ์เสนอว่า
การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปและลงทุนให้ถูกจุด
โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชน
รัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะ 3
การไฟฟ้า รวมถึงกองทุนต่างๆ ที่สามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้
พร้อมยกตัวอย่างแผนของพรรคประชาชนที่เสนอการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานระยะ
12 ปี แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี
ใช้เงินลงทุนรวม 400,000 ล้านบาท ซึ่งณัฐพงษ์ระบุว่า
หากปรับปรุงแผนให้เหมาะสม เงินส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมดสามารถมาจากแหล่งทุนอื่น
โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินเอง
“ถ้าแผนของท่านไม่ชัดเจน เพราะถ้าท่านยังไม่สามารถที่จะตอบได้ครับ
ว่าทำไมต้องตราอีก 200,000 ล้านบาท
มาเร่งลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานในวันนี้ ทั้งๆ
ที่เรามองว่ามันจำเป็นต้องทำวันนี้ครับ แต่มันต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ระยะยาว
ถ้าท่านไม่สามารถตอบได้ พวกผมก็ไม่สามารถที่จะอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000
ล้านบาทนี้ได้จริงๆ” ณัฐพงษ์กล่าว
ณัฐพงษ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า
ผู้เชี่ยวชาญ 4
รายที่ให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้แก่ อรพิน ผลสุวรรณ สบายรูป,
สุปรียา แก้วละเอียด, เอื้ออารี อึ้งจินดานิ
และสมชัย จิตสุชน
ต่างตั้งคำถามถึงความชัดเจนของแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาลเช่นกัน
จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องชี้แจงแผนให้ชัดเจนก่อนที่สภาจะลงมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติ
พ.ร.ก. ฉบับนี้
สำหรับแนวทางที่พรรคประชาชนเสนอ
ณัฐพงษ์อธิบายว่า เฟสแรก ระหว่างปี 2570-2573 จะเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูง
โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกัน 75% ของประเทศ
เฟสที่สอง
ระหว่างปี 2574-2577
จะขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น
เพื่อรองรับการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้าและการใช้พลังงานสะอาดในวงกว้าง
โดยเมื่อสิ้นสุดเฟสนี้จะครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 87% ของประเทศ และคิดเป็นจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 53% ของประเทศ
ส่วนเฟสที่สาม
ระหว่างปี 2578-2581
จะขยายการลงทุนทั่วประเทศและยกระดับระบบพลังงานไปสู่ Smart
Grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีพลังงาน
โดยเป้าหมายคือทำให้ไฟฟ้าในประเทศไทยมีราคาถูก สะอาด และเป็นธรรม
รวมถึงสามารถเชื่อมโยงเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคอาเซียน
ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า
นอกจากความชัดเจนของแผนแล้ว
ต้องการทราบแหล่งที่มาของเงินทุนสำหรับการลงทุนดังกล่าวด้วย
เพราะยังมีเงินจากรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และกองทุนต่างๆ
ที่สามารถนำมาใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้
จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นว่าเหตุใดจึงต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
โดยเฉพาะเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน
“ถ้าท่านไม่มีความชัดเจนในแผน
ท่านไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมต้องใช้แหล่งเงินกู้จากการกู้เงิน พ.ร.ก.
ฉบับนี้ออกมาในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พวกผมก็คงไม่สามารถที่จะอนุมัติ
พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้” ณัฐพงษ์กล่าว
