‘ศศินันท์’ ตั้งคำถาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ยังมีคนถูกส่งเรือนจำ ชี้ ‘สันติสุข’ ไม่ควรเป็นรางวัลสำหรับคนที่รัฐเลือกให้อภัย
พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 มีผลให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง ซึ่งมีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และการกระทำนั้นเกิดขึ้นระหว่าง 1 มกราคม 2548 – 16 กรกฎาคม 2568 มีสิทธิได้รับการนิรโทษกรรมตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ไม่นับรวมคดีมาตรา 112 ทุจริต และการทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 11 พรรคประชาชน ตั้งคำถามว่า เมื่อกฎหมายที่ชื่อว่า ‘สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ เริ่มต้นขึ้น แต่มีประชาชนบางคนต้องเดินเข้าเรือนจำด้วยคดีที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งและแรงจูงใจทางการเมือง เมื่อเป็นแบบนี้ เรากำลังสร้างสันติสุขให้ใคร
ศศินันท์ยกตัวอย่าง โด่ง - ประสงค์ โคตรสงคราม ที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน และต้องถูกส่งตัวเข้าเรือนจำทันที ทั้งที่คดีเกิดขึ้นในบริบทความขัดแย้งทางการเมือง ว่าเป็นภาพที่สะท้อนความย้อนแย้งของสถานการณ์ได้อย่างเจ็บปวด และยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีกหลายคนที่ ไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้
“ในขณะที่ประเทศกำลังเดินหน้ากระบวนการนิรโทษกรรมทางการเมือง คนบางกลุ่มกำลังนับวันรอว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวหรือใช้ชีวิตปกติได้ แต่คนอีกกลุ่มกลับไม่ได้อยู่ในสมการนั้น เพียงเพราะข้อหาของพวกเขาถูกกำหนดให้ได้รับการยกเว้นจากการนิรโทษกรรม” ศศินันท์กล่าว
ศศินันท์ย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการกระทำของใคร แต่เป็นคำถามว่า เมื่อเราบอกว่านี่คือกฎหมายเพื่อ ‘ยุติหรือบรรเทาความขัดแย้งทางการเมือง’ แล้ว เรากล้าพอหรือไม่ที่จะมองความขัดแย้งนั้นอย่างครบถ้วน
เนื่องจากการนิรโทษกรรมไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือการยอมรับว่า บางครั้งสังคมต้องเลือก ‘ยุติความขัดแย้ง’ เพื่อให้คนที่เคยอยู่คนละฝั่งสามารถกลับมาอยู่ในสังคมเดียวกันได้”
ถ้าเรานิรโทษกรรมให้คนบางกลุ่ม แต่บอกว่าอีกกลุ่มหนึ่งไม่ควรได้รับโอกาส แม้จะอยู่ในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองเดียวกัน ศศินันท์จึงฝากเป็นคำถามว่า นี่คือการสร้างสันติสุข หรือเพียงการเลือกว่าจะให้ใครได้รับสันติสุข
“ดิฉันไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ง่าย และไม่ได้บอกว่าทุกข้อกล่าวหาควรถูกลบล้างโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้าเราจริงจังกับคำว่า ‘สันติสุข’ เราต้องกล้าพูดถึงคนที่เราไม่เห็นด้วยด้วย เพราะสันติสุขที่แท้จริงไม่ควรเป็นรางวัลสำหรับคนที่เราเลือกว่าจะให้อภัย และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครรับผิดชอบ แต่กฎหมายฉบับนี้ผ่านมือของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผ่านการอภิปราย ผ่านการลงมติ ผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ โดยที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจรู้ดีว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังถูกดำเนินคดีและถูกคุมขังจากความขัดแย้งทางการเมือง” ศศินันท์กล่าว
ศศินันท์กล่าวถึงผลของกฎหมายว่า สุดท้าย เรากลับเลือกที่จะเขียนชื่อของคนบางกลุ่มไว้ในกฎหมายว่า ‘ได้รับการนิรโทษกรรม’ และเขียนชื่อของคนอีกกลุ่มไว้ว่า ‘ไม่ได้รับ’ นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวบทกฎหมาย แต่คือการตัดสินใจของมนุษย์ที่มีอำนาจเหนือชะตาชีวิตของมนุษย์อีกคน
“ดิฉันไม่รู้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกคนรู้สึกอย่างไรในวันที่ลงมติ แต่สำหรับดิฉัน การรู้ว่ามีคนกำลังจะถูกส่งเข้าเรือนจำ และยังเลือกที่จะปล่อยให้เขาถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเรียกกฎหมายนี้ว่า ‘สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ มันเป็นความย้อนแย้งที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง และถ้าจะใช้คำที่ตรงที่สุด มันคือความอำมหิตของระบบการเมืองที่สามารถพูดเรื่อง ‘สันติสุข’ ได้อย่างสวยงาม ขณะเดียวกันก็ยอมรับได้ว่ามนุษย์บางคนต้องถูกทิ้งไว้ในเรือนจำ”
ศศินันท์ทิ้งท้ายว่า สันติสุขที่แท้จริงไม่ควรเกิดจากการที่ผู้มีอำนาจเลือกว่าจะให้อภัยใคร เพราะถ้าความเมตตาของรัฐขึ้นอยู่กับว่าเราชอบหรือไม่ชอบคนคนนั้น
“สิ่งที่เรากำลังสร้างอาจไม่ใช่สันติสุข แต่อาจเป็นเพียงความเงียบที่สร้างขึ้นจากการทำให้คนบางคนหายไปจากสังคม และดิฉันไม่คิดว่านั่นคือสังคมที่พวกเราควรยอมรับ”
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #นิรโทษกรรม #มาตรา112 #พรบสร้างเสริมสังคมสันติสุข
