วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

‘วีระยุทธ’ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก้อนแรกฟื้นคะแนนเสียง ก้อนสองเลี้ยงเครือข่ายอุปถัมภ์ ตั้งคำถามรัฐบาลปล่อย Data Center พยุง GDP แต่ทิ้งภาคผลิต-SME-แรงงาน ซัดไร้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นระบบ

 


‘วีระยุทธ’ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก้อนแรกฟื้นคะแนนเสียง ก้อนสองเลี้ยงเครือข่ายอุปถัมภ์ ตั้งคำถามรัฐบาลปล่อย Data Center พยุง GDP แต่ทิ้งภาคผลิต-SME-แรงงาน ซัดไร้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นระบบ


วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 4 แสนล้านบาท โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายว่า จากวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลกำหนดไว้เอง ซึ่งแบ่งเงินกู้ออกเป็น 2 ก้อน ก้อนละ 2 แสนล้านบาท ก้อนแรกเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ บรรเทาภาระประชาชนและช่วยผู้ประกอบการ และก้อนที่สองเพื่อเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด แต่หากพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้น รัฐบาลยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของเงินกู้ก้อนแรกได้ โดยมีประชาชนและภาคเศรษฐกิจอย่างน้อย 4 กลุ่มที่ถูกละเลย ได้แก่ กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตราคาน้ำมัน เช่น ประมง ขนส่ง เกษตรกร รวมถึงภาคการผลิต SME และแรงงาน


แม้รัฐบาลจะอ้างถึงการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeting) แต่เมื่อเกิดวิกฤตกลับใช้นโยบายแบบหว่านแห ในขณะที่ภาคการผลิตซึ่งมีขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจไทยกลับไม่มีนโยบายรองรับที่เป็นชิ้นเป็นอัน สะท้อนจากกำลังการผลิตของโรงงานที่ลดลงเหลือประมาณ 57% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส ภาคยานยนต์หดตัว 7.2% และดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจลดลงจาก 48.8 เหลือ 44.0


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของ SME นั้น ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการกว่า 7,000 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากปีก่อน ท่ามกลางการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศที่ไหลทะลักเข้ามา ส่วนตลาดแรงงานก็มีคนว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่รับสิทธิกรณีว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 50,000 คนภายในไตรมาสเดียว


ทั้งนี้ สาเหตุที่รัฐบาลอาจยังเชื่อว่าเศรษฐกิจกำลังมาถูกทาง เป็นเพราะ GDP ไตรมาส 2 ยังขยายตัว 1.9% พร้อมอธิบายว่านี่คือการเข้าสู่ “New Economy” แต่หากดูไส้ในของ GDP จะพบว่าการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 13.4% นั้นมีแรงหนุนสำคัญจากการลงทุน Data Center ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นจำนวนมาก การที่รัฐบาลและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งอนุมัติโครงการ Data Center แบบปล่อยผี ทั้งในเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เงื่อนไขสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) และใบอนุญาตประกอบกิจการ ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ไทยขาดดุลการค้าไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท


วีระยุทธระบุด้วยว่า การตั้งบอร์ด Data Center ของรัฐบาลอาจเป็นเพียงการเลี่ยงบาลีและหนีปัญหา เพราะจากข้อมูลที่ได้รับผ่านการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ พบปัญหาอย่างน้อย 5 ประการ ได้แก่ 1. การไม่กำกับย้อนหลัง 57 โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว มูลค่ารวม 810,000 ล้านบาท 2. การไม่คัดเลือกประเภทของ Data Center ที่ต้องการส่งเสริม 3. ช่องว่างทางกฎหมายระหว่าง Data Center กับ Data Hosting 4. ไม่มีผู้ลงทุนรายใดแจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด และ 5. แนวคิดเรื่อง Local Content ที่อาจนับรวมค่าที่ดินและค่าก่อสร้างเข้าไปด้วย


“กลุ่มที่จะแฮปปี้กับ Data Center สุดๆ ก็คือเจ้าของที่ดิน เจ้าของนิคม กับบริษัทผู้รับเหมา เงินกู้ก้อนแรกไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างอนาคตของเศรษฐกิจ แต่ถูกใช้เพื่อตอบโจทย์การเมืองและเรียกคะแนนเสียงเพื่อให้นายกฯ อนุทินสามารถเดินตลาดหาคะแนนจากชาวบ้านได้” วีระยุทธกล่าว


นอกจากนี้ วีระยุทธกล่าวถึงเงินกู้ก้อนที่สองว่า แม้รัฐบาลระบุว่าจะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่พบว่าหลายโครงการที่เสนอเข้ามาสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแผนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นระบบ เช่น โครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เคยจัดทำแคตตาล็อกให้เลือกโครงการติดโซลาร์เซลล์และระบบต่างๆ ก่อนจะถูกพักไว้ รวมถึงโครงการของกรมชลประทานวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ที่เปลี่ยนเครื่องจักรและระบบสูบน้ำจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้า ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนและถือเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงหรือไม่


ส่วนโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งรัฐบาลประกาศเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านครัวเรือน จากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับพบว่ายังไม่มีข้อสรุปชัดเจนแม้กระทั่งว่าจะสนับสนุนที่ 30,000 หรือ 50,000 บาท และจะรองรับระบบขนาด 3 หรือ 5 กิโลวัตต์ ในขณะที่ข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าก็ยิ่งทำให้เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือนภายในเดือนธันวาคม 2570 เป็นไปได้ยาก


วีระยุทธกล่าวย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือแผงโซลาร์เซลล์ แต่ต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างจริงจัง จากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ร่วมกับโครงการด้านพลังงานสะอาดที่ได้สำรวจกว่า 200 บริษัทในอุตสาหกรรมหลักของไทย พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีไฟฟ้าสะอาดพร้อมจ่ายเพียงประมาณ 30 หน่วย ขณะที่ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นเกือบ 90-100 หน่วย และในปี 2578 อาจเพิ่มสูงถึง 140-170 หน่วย


หลายบริษัทต้องการลงทุนต่อในประเทศไทย เพราะมีแรงงาน ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชนพร้อมอยู่แล้ว แต่หากไม่สามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ การลงทุนในเฟสต่อไปก็อาจย้ายไปที่เวียดนามหรือมาเลเซีย นอกจากนี้ การขาดแคลนไฟฟ้าสะอาดยังอาจผลักบริษัทคุณภาพสูงออกไป และเหลือเพียงการลงทุนที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลเข้ามาแทนที่


วีระยุทธชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ เพราะ SME ในห่วงโซ่ยานยนต์กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความต้องการด้านพลังงานที่ต่างกัน รัฐจึงต้องออกแบบเครื่องมือต่างๆ เช่น Direct PPA หรือ UGT รวมถึงระบบจัดหาไฟฟ้าให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม


ท้ายที่สุดจึงเห็นได้ว่าเงินกู้ก้อนที่สองนี้ไม่มีแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นระบบ หลายโครงการไม่ได้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนและสามารถใช้งบประมาณปกติได้ อีกทั้งยังไม่มีตัวชี้วัดด้านพลังงาน เทคโนโลยี หรือผลลัพธ์ที่จะช่วยลดค่าไฟให้กับประชาชน


“ต่อให้เราตัดเรื่องวินัยการคลัง ตัดเรื่องกฎระเบียบ ตัดเรื่องความเหมาะสมเชิงกระบวนการออกไป ดูกันที่เป้าหมายเลย ก็ยิ่งชวนสงสัยว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินสองก้อน ซึ่งเป็นเงินอนาคตของประชาชนทุกคนไปกับอะไร ก้อนแรกกำลังจะถูกใช้ไปเพื่อฟื้นคะแนนเสียง ส่วนก้อนที่สองจะถูกใช้เพื่อเลี้ยงเครือข่ายอุปถัมภ์” วีระยุทธกล่าวทิ้งท้าย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรกกู้เงินสี่แสนล้าน

‘ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลแจงแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชี้แผนไม่ชัดเจน ไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก.กู้ 400,000 ล้าน ย้ำพรรคประชาชนเคยเสนอแผนที่ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน 200,000 ล้านก้อนหลัง เหตุยังมีทุนจากรัฐวิสาหกิจ-เอกชน

 


ณัฐพงษ์’ จี้รัฐบาลแจงแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชี้แผนไม่ชัดเจน ไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก.กู้ 400,000 ล้าน ย้ำพรรคประชาชนเคยเสนอแผนที่ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน 200,000 ล้านก้อนหลัง เหตุยังมีทุนจากรัฐวิสาหกิจ-เอกชน


วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายในการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า สิ่งที่ต้องการได้ยินจากรัฐบาลคือความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะเงินกู้ 200,000 ล้านบาทในส่วนหลัง ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจะนำไปใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า จากคำชี้แจงของรัฐบาล สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และการดำเนินชีวิตของประชาชน ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหา โดยในส่วนเงิน 200,000 ล้านบาทแรกสำหรับเยียวยาประชาชน พรรคประชาชนไม่ได้ติดใจเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและรัฐบาลมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการเยียวยาประชาชน


อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินอีก 200,000 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับ ‘การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน’ ณัฐพงษ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความเหมาะสมของการใช้แหล่งเงินกู้พิเศษ เนื่องจากรัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นในการจัดหาเงินทุน โดยเฉพาะเงินจากรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และกองทุนต่างๆ


ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การที่ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการวินิจฉัยในส่วนของมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยในส่วนของวรรคสอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุแห่งความจำเป็นรีบด่วน พร้อมย้ำว่าสมาชิกรัฐสภายังมีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหารว่า การใช้ช่องทางพิเศษในการตรา พ.ร.ก. มีความชอบธรรม ถูกต้อง และเหมาะสมหรือไม่


การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ก. ต้องเฉพาะจริงๆ มีเหตุผลความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ เพราะมันเป็นช่องทางพิเศษที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการในรัฐสภาปกติ” ณัฐพงษ์กล่าว


สำหรับเงิน 200,000 ล้านบาทก้อนหลังในส่วนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ณัฐพงษ์ระบุว่า ต้องพิจารณาทั้งเรื่องความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 172 วรรคสอง และเรื่องวิธีการใช้เงินว่าแผนการลงทุนมีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ เพราะการระบุเพียงว่าจะจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดหรือ Solar Rooftop ยังไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามว่าการลงทุนดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศได้อย่างไร


ณัฐพงษ์เสนอว่า การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปและลงทุนให้ถูกจุด โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะ 3 การไฟฟ้า รวมถึงกองทุนต่างๆ ที่สามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้


พร้อมยกตัวอย่างแผนของพรรคประชาชนที่เสนอการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานระยะ 12 ปี แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี ใช้เงินลงทุนรวม 400,000 ล้านบาท ซึ่งณัฐพงษ์ระบุว่า หากปรับปรุงแผนให้เหมาะสม เงินส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมดสามารถมาจากแหล่งทุนอื่น โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินเอง


ถ้าแผนของท่านไม่ชัดเจน เพราะถ้าท่านยังไม่สามารถที่จะตอบได้ครับ ว่าทำไมต้องตราอีก 200,000 ล้านบาท มาเร่งลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานในวันนี้ ทั้งๆ ที่เรามองว่ามันจำเป็นต้องทำวันนี้ครับ แต่มันต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ระยะยาว ถ้าท่านไม่สามารถตอบได้ พวกผมก็ไม่สามารถที่จะอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนี้ได้จริงๆ” ณัฐพงษ์กล่าว


ณัฐพงษ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เชี่ยวชาญ 4 รายที่ให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้แก่ อรพิน ผลสุวรรณ สบายรูป, สุปรียา แก้วละเอียด, เอื้ออารี อึ้งจินดานิ และสมชัย จิตสุชน ต่างตั้งคำถามถึงความชัดเจนของแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาลเช่นกัน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องชี้แจงแผนให้ชัดเจนก่อนที่สภาจะลงมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พ.ร.ก. ฉบับนี้


สำหรับแนวทางที่พรรคประชาชนเสนอ ณัฐพงษ์อธิบายว่า เฟสแรก ระหว่างปี 2570-2573 จะเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกัน 75% ของประเทศ


เฟสที่สอง ระหว่างปี 2574-2577 จะขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อรองรับการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้าและการใช้พลังงานสะอาดในวงกว้าง โดยเมื่อสิ้นสุดเฟสนี้จะครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 87% ของประเทศ และคิดเป็นจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 53% ของประเทศ


ส่วนเฟสที่สาม ระหว่างปี 2578-2581 จะขยายการลงทุนทั่วประเทศและยกระดับระบบพลังงานไปสู่ Smart Grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีพลังงาน โดยเป้าหมายคือทำให้ไฟฟ้าในประเทศไทยมีราคาถูก สะอาด และเป็นธรรม รวมถึงสามารถเชื่อมโยงเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคอาเซียน


ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากความชัดเจนของแผนแล้ว ต้องการทราบแหล่งที่มาของเงินทุนสำหรับการลงทุนดังกล่าวด้วย เพราะยังมีเงินจากรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และกองทุนต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้ จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นว่าเหตุใดจึงต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน


ถ้าท่านไม่มีความชัดเจนในแผน ท่านไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมต้องใช้แหล่งเงินกู้จากการกู้เงิน พ.ร.ก. ฉบับนี้ออกมาในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พวกผมก็คงไม่สามารถที่จะอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้” ณัฐพงษ์กล่าว

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรกกู้สี่แสน

“ณัฐพงษ์” ขอให้รอติดตามการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มอง ไม่จำเป็นเร่งด่วน เปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลา มีหลายช่องทางหาเงินไม่จำเป็นต้องกู้ วันนี้ไม่ใช่ซ้อมอภิปราย ให้รอดูของจริง!


“ณัฐพงษ์” ขอให้รอติดตามการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มอง ไม่จำเป็นเร่งด่วน เปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลา มีหลายช่องทางหาเงินไม่จำเป็นต้องกู้ วันนี้ไม่ใช่ซ้อมอภิปราย ให้รอดูของจริง!


วันนี้ (26 สิงหาคม 2569) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า การอนุมัติพ.ร.ก. กู้เงินในครั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเต็มในการพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ทั้งวรรค 1 และวรรค 2 ว่าพ.ร.ก.นี้เป็นไปเพื่อการรักษาความมั่นคงของประเทศหรือไม่ และมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากอ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็ม ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นไว้ชัดเจนว่าสภามีอำนาจแค่วรรค 1 เท่านั้น ดังนั้นเมื่อพ.ร.ก. กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภา โดยใช้อำนาจของสภาพิจารณาทั้ง 2 ส่วน ตนไม่อยากให้ตีกรอบว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแล้ว และใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ไม่สามารถอภิปรายได้มาก แต่ตนอยากยืนยันว่าสภามีอำนาจในการอภิปรายว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะก้อน 200,000 ล้านบาทที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน


ส่วนการอภิปรายพ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีอะไรทำให้สะดุดหรือไม่ เพราะรัฐบาลเสียงท่วมท้นอยู่แล้ว นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนเชื่อว่าอย่างไรพ.ร.ก.ฉบับนี้ก็จะผ่านอยู่แล้วเนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา แต่ในฐานะฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพ.ร.ก. ในส่วน 200,000 ล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากตนพูดไว้อยู่แล้วว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจริงๆ แล้วต้องใช้เวลาหลายปี และแหล่งเงินทุนที่เอามาใช้ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน อาจไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แหล่งกู้จากรัฐบาลโดยตรงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีเงินจากภาคเอกชนในรัฐวิสาหกิจ 3 การไฟฟ้า รวมถึงในเงินกองทุนต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยในการลงทุนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศได้ อย่าลืมว่าเงินกู้ทุกบาทที่รัฐบาลเป็นคนกู้ สุดท้ายก็กลับไปเป็นภาระของลูกหลานไทยในอนาคต ดังนั้น เนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของแหล่งเงินด้วยว่ามีความจำเป็นรีบด่วนอย่างไร มีความเหมาะสมหรือไม่ที่ใช้ข้ออ้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานเพื่อกู้เงิน


ส่วนมีข้อมูลหลักฐานบ่งชี้หรือไม่ ว่าอาจเป็นการเอื้อให้กับบริษัทรับเหมารายใดหนึ่งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ขอให้รอดูการอธิปรายซึ่งตนได้เห็นเนื้อหาบางส่วนไปบ้างแล้ว ก็จะทราบข้อมูลมาว่ารัฐบาลเตรียม 200,000 ล้านบาทหลัง ตกลงแล้วมันช่วยเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่เตรียมหรือไม่ หรือว่ากลายเป็นเพียงโครงการที่ติดโซล่าเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น ไฟข้างทางหรือติดโซล่าในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นประโยชน์ ตนไม่ได้ปฏิเสธ แต่อย่างที่บอกว่าการช่วยประชาชนในการลดภาระค่าไฟฟ้า มีเงินกองทุนต่าง ๆ ช่องทางของงบประมาณอื่น ๆ ที่สามารถใช้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินก็ได้


ส่วนการจัดทัพขุนพลอภิปราย มีการจัดเตรียมใครไว้บ้างหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าทุกคนเป็นแม่ทัพของเราอยู่แล้ว ไม่ขอเอ่ยชื่อใครเป็นพิเศษ ขอให้รอติดตาม


เมื่อถามย้ำว่าการอภิปรายพ.ร.ก.กู้เงินเป็นการซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ระบุว่า ขอให้รอของจริงดีกว่า ในส่วนของวันนี้เป็นการเตรียมอภิปรายในส่วนพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเราอยากเห็นวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง ซึ่งประเทศไทยกำลังมีปัญหาวินัยการเงินการคลัง จึงอยากเห็นการลงทุนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ขอให้ทุกคนรอติดตาม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #พรกกู้เงิน4แสนล้าน

ชวนจับตาและร่วมส่งกำลังใจ ‘โด่ง’ ประสงค์ ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดี ม.112 เหตุแชร์โพสต์เฟซบุ๊กปี 64 หลังศาลอุทธรณ์จำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา

 


ชวนจับตาและร่วมส่งกำลังใจ ‘โด่ง’ ประสงค์ ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดี ม.112 เหตุแชร์โพสต์เฟซบุ๊กปี 64 หลังศาลอุทธรณ์จำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา


วันนี้ (26 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ศาลอาญาตลิ่งชัน นัดหมายฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา คดีของ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ชาวจังหวัดลพบุรี วัย 31 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีแชร์โพสต์ในเฟซบุ๊กรวม 2 กระทง พร้อมเขียนข้อความประกอบ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564


คดีนี้มีประชาชนชื่อ ฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ ประชาชนทั่วไปที่เคยได้รับพระราชดำรัสชื่นชมจากรัชกาลที่ 10 ว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” ระหว่างการรับเสด็จเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2563 เป็นผู้กล่าวหา


ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และเขาได้รับการประกันตัว จากนั้นจำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมา ก่อนที่ศาลอาญาตลิ่งชันจะมีนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว


ข้อมูลจากศูยชนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เกี่ยวกับคดีนี้ ประสงค์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ตามหมายจับของศาลอาญาตลิ่งชัน จากบ้านพักในอำเภอเมืองลพบุรี ก่อนถูกนำตัวไปยัง สน.บางพลัด สถานีตำรวจเจ้าของคดี ต่อมาศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน จึงเป็นเหตุให้เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวทุ่งน้อย จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 โดยอ้างเหตุผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงนั้น


หลังจากถูกขังไป 27 วัน ประสงค์ถูกปล่อยตัวในวันที่ 4 ส.ค. 2564 หลังจากที่ศาลอาญาตลิ่งชันอนุญาตให้ประกันตัว จากการยื่นคำร้องในครั้งที่ 4 โดยศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) และอีกหลายเงื่อนไข ทั้งนี้ เขาได้ถอดกำไล EM เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 หลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาต รวมระยะเวลาราว 1 ปีครึ่ง (547 วัน) ที่เขาต้องใช้ชีวิตกับอุปกรณ์ดังกล่าว


จากนั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ประสงค์ให้การรับสารภาพ ต่อมาในวันที่ 12 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาตลิ่งชันมีคำพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี ก่อนลดเหลือจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา


จากนั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2568 แก้โทษเป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ทั้งนี้ ประสงค์ได้รับการประกันตัวระหว่างชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ


เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 จำเลยยื่นฎีกา โดยขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ มีประเด็นสำคัญดังนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ โดยรายงานการสืบเสาะและพินิจระบุว่าภูมิหลังของจำเลยไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ซึ่งพนักงานคุมประพฤติมีความเห็นว่าสมควรรอการลงโทษจำเลยและใช้มาตรการคุมประพฤติ


จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและเป็นผู้ดูแลมารดาซึ่งมีอายุมากกว่า 70 ปี มีอาการเจ็บป่วยและต้องดูแลอย่างใกล้ชิด หากจำเลยถูกจำคุกจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและชีวิตของมารดาอย่างมาก


พฤติการณ์ในคดีของจำเลยไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง แต่เกิดตามตามสภาพการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่มีความขัดแย้งสูง จำเลยไม่มีเจตนามุ่งร้ายหรืออาฆาตมาดร้ายต่อกษัตริย์ อีกทั้งยังไม่มีอาวุธหรือใช้ความรุนแรงใด ๆ และจำเลยไม่ใช่แกนนำผู้เคลื่อนไหวการชุมนุมทางการเมือง


เมื่อพิจารณาโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ถือว่าเป็นเวลาระยะสั้น จะทำให้จำเลยเสียประวัติและยากต่อการประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ การให้โอกาสรอการลงโทษเพื่อปรับปรุงตนเองภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า


ศาลอาญาตลิ่งชันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามสถานการณ์คดีของประสงค์ได้ตามวันและเวลานัดหมายดังกล่าว


ขอบคุณข้อมูล ศูนย์ทนายความเพื่สิทธิมนุษยชน

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112




นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (10)

 


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (10)

 

4. “ฆ่าแล้วเผา” “ประชุมชาวนาเพื่อยื่นเรื่องต่อรัฐบาลโดยศูนย์นิสิตฯ ”ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี


มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีอยู่สองเรื่อง


4.1. เรื่องภาพยนต์ “ฆ่าแล้วเผา” ผมได้ไปดูภาพยนตร์ “ฆ่าแล้วเผา” ที่ โรงภาพยนต์พาราเม้าท์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ สร้างโดย บริษัทเมโทร โกล้เมเยอร์


เนื้อเรื่องเป็นการเปิดเผยการกดขี่ขูดรีดอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตของนายทุนเจ้าของไร่อ้อยที่กดค่าแรง ปลูกอ้อยและตัดอ้อย สวัสดิภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ต่ำทราม เมื่อชาวไร่อ้อย รุกขึ้นสู้หนัก ๆ เข้า


พวกนายทุนอ้อยก็เอากองกำลังติดอาวุธล้อมไร่อ้อยหลายร้อยไร่ พร้อมกับใช้น้ำมันราดลงไปในไร่อ้อยโดยรอบ เอาเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธไล่ยิง จุดไฟเผา แล้วมีกองกำลังติดอาวุธล้อมรอบ คอยเล็งยิงชาวไร่อ้อยที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของพวกเขาหนีตายจากเปลวเพลิงอย่างสนุกมือ ตายเป็นเรือนร้อยเรือนพัน ผมดูแล้วก็คิดว่า อยากจะให้เพื่อนพี่น้องนักศึกษาในมหิดลได้ดูให้มาก จึงคิดนำมาฉายใน มหิดล


เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า ในห้องโถงประชุมคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีน่าจะเหมาะ ผมก็ขออนุญาตจากคณบดีและผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพื่อฉายให้ดูฟรี

แต่ที่เป็นปัญหาคือ มีเพื่อนเขาทำ “Questionaire” ถามตอบในทำนองว่า เมื่อมีการกดขี่ขูดรีดแล้วจะทำอย่างไร ต้องสู้หรือไม่ อย่างไร


ในตอนนั้นผมไม่ได้มีส่วนในการทำเอกสารถามตอบ และไม่มีจุดมุ่งหมายในการปลุกระดมใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อผมเป็นนายกสโมสรและผมรับผิดชอบในการขออนุญาตฉาย ผมจึงต้องรับผิดชอบทั้งหมด


ผมก็แสดงความรับผิดชอบโดยไม่ตอบคำถามอาจารย์ที่ถามว่า “ใครทำแบบสอบถาม ทำด้วยจุดประสงค์อะไร” จนถึงวันนี้ผมยังไม่ไปสืบค้นเลยครับว่า “ใครทำแบบสอบถามและทำด้วยจุดประสงค์อะไร” เพราะผมไม่ต้องการให้ พวกเขาเหล่านั้นต้องเดือดร้อนมารับผิดชอบร่วมกับผมด้วย


ซึ่งในปี 2517-18 กระแสต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในไทยรุนแรงมาก ผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนผม ในลักษณะว่านี่เป็นการโฆษณาเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์หรือไม่ อย่างไร? ผมยืดอกขึ้นรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว


4.2. อีกเรื่องก็คือเรื่อง ที่ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เขาไม่มีที่ประชุมขนาดใหญ่


แม้เมื่อมีคณะเภสัชศาสตร์เป็นสถานที่ทำงานแล้ว แต่สถานที่ดังกล่าวประชุมประชาชนไม่ได้ ประชุมแกนนำประชาชนไม่ได้ เพราะเป็นโถงห้องแล๊ปกว้าง ๆเท่านั้น (ขนาดประมาณ 12x8 เมตรเท่านั้นครับ)


เมื่อศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยต้องการประชุมสมัชชาเกษตรกรชาวนารายย่อย หรือสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย เพื่อสรุปปัญหาเพื่อนำไปรายงานรัฐบาล ผมก็เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการนำพาพวกเขาทั้งหมดมาประชุมกันที่ห้องประชุมของ ภาควิชาอายุรศาสตร์


คราวนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ เพราะผมถูกเรียกตัวเข้าสอบ ด้วยทำผิดระเบียบคณะที่ไม่ได้ขออนุญาตใช้ห้องประชุมตามกฎเกณฑ์ แต่การประชุมก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย และได้นำเสนอต่อรัฐบาลอาจารย์สัญญาในเวลานั้นเรียบร้อยดีครับ แต่ผม “ถูกภาคทัณฑ์ครับ”


5. “กรณีเท็มโก้” และ “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง”


ในระหว่างเป็นกรรมการบริหารศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยนั้น ได้เข้าร่วมทุกการชุมนุมทุกการเคลื่อนไหว แต่ขอกล่าวถึงการเคลื่อนไหวที่เห็นว่ามีความสำคัญสักสองเรื่อง


5.1 เรื่องต่อต้าน บริษัทเท็มโก้ สรุปเนื้อหาคือ ต้องการสงวนทรัพยากรของคนไทยเอาไว้ให้คนไทยใช้ เพราะในตอนนั้นบริเวณภาคใต้มีทรัพยากรทังสเตน ดีบุกมากมายที่มีมูลค่าสูง และอาจจะมีแร่พลูโตเนียมด้วย เพราะโลหะหนักทั้งหลายมักจะมีอยู่พร้อม ๆ กัน ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะมีพลูโตเนียมซึ่งเป็นสารวัตถุดิบในการทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และระเบิดปรมาณู และความจริงก็มีจริง!!!


ศนท.ก็ต่อต้าน ในครั้งนั้นได้ ผู้ว่า ธวัช มกราพงษ์ เป็นผู้ให้การสนับสนุนที่สำคัญ ผู้ว่าธวัชโดนลอบยิงหลายครั้งแต่ไม่เสียชีวิต ผมเป็นแกนหลักในการเข้าร่วมอย่างสำคัญ


ในที่สุดรัฐบาลก็ทบทวนและยกเลิกโครงการนี้ไป ทำให้เราสามารถสงวนทรัพยากรดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์กับไทย


5.2. เรื่องถีบลงเขา เผาลงถังแดง ในสมัยจอมพลทรราชย์ถนอม


ความรุนแรงในเรื่องการปราบคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่กระแสสูง เจ้าหน้าที่ราชการโดยเฉพาะทหารบางหน่วย บางคน วางอำนาจบาตรใหญ่ และกระทำการเกินหน้าที่ เมื่อไม่ได้ดังใจก็จะใส่ความตั้งข้อหาให้เป็นคอมมิวนิสต์ เช่น เมื่อไปยังหมู่บ้านไหนก็เรียกร้องการต้อนรับขับสู้ ทั้งอาหารมีการเชือดเป็ด ไก่ หมู ล้มวัว ควายและนำเหล้ามาเลี้ยง ยังต้องนำหญิงงามหรือลูกสาว เมียสาว มาสังเวย หากไม่ปรนนิบัติรับใชัดังกล่าว ก็จะถูกกล่าวหาว่ากระด้างกระเดื่องไม่พอใจ หนักเข้า ตั้งข้อหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์


แล้วก็ “ฆ่าทิ้ง” ด้วยวิธีอำมหิตป่าเถื่อน ดังกล่าวคือ “นำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ถีบลงเขา หรือ เผาลงถังแดง”


ประชาชนในหลายจังหวัดภาคใต้ อาทิ พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง กระบี่ จำนวนนับพันได้รับชะตากรรมอันเลวร้าย ดังกล่าว


พวกเขาส่งตัวแทนมาร้องเรียนกับ ศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ผมจึงลงไปยังพื้นที่พร้อมกับเลขาธิการศนท.และรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ไปศึกษาปัญหาในพื้นที่และนำประชาชนมาปราศรัยยังสนามหลวงจนทำให้เรื่องดังกล่าว ระงับไปในที่สุด แต่ก็ไม่สามารถนำเอา “ฆาตกรดังกล่าวมาลงโทษ” ได้


ทั้งหมดเป็นการเล่าเรื่องจากความทรงจำ ซึ่งอาจจะไม่ครบถ้วน และบางเรื่องอาจจะยังพร่ามัว หากท่านผู้ใดที่มีข้อมูลที่ยืนยันได้ จะกรุณาช่วยเสนอแนะปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็จักเป็นพระคุณยิ่ง


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง 




วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ของ 3 นักกิจกรรม "ทะลุฟ้า" หลังเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ พร้อมให้ถอด EM

 


ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ของ 3 นักกิจกรรม "ทะลุฟ้า" หลังเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ พร้อมให้ถอด EM


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า วันนี้ศาลอาญานัดสืบพยานในคดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ และพวกรวม 3 คน ในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564


ศาลได้มีคำสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบทความ ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ทำให้วันนี้ทรงพลและ “ไดโน่” นวพล ต้นงาม ได้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ทันที


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้รายละเอียดว่า การชุมนุมใน #ม็อบ16สิงหา ของกลุ่มทะลุฟ้า เป็นการเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. เข้าสกัดกั้นการชุมนุมไว้ หลังการชุมนุม ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้ายไปจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และการจับกุมผู้ชุมนุมตามมาด้วย โดยการชุมนุมสองส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน


ในชั้นตำรวจ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 นักกิจกรรมสี่คนได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.นางเลิ้ง โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ต่อมาคดีค้างอยู่ที่ชั้นตำรวจเกือบ 3 ปี พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้กับอัยการเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2567 


ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีแก่ทรงพลและพวก รวม 4 คน โดย เจษฏาภรณ์ โพธิ์เพชร หนึ่งในจำเลยเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง (ศาลพิพากษาปรับ 10,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 2 ปี) ส่วนจำเลยที่เหลือ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและให้ฟ้องเข้ามาใหม่ 


ในระหว่างที่รออัยการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่ เงื่อนไขการประกันตัวที่ถูกกำหนดไว้ในการฟ้องครั้งแรกที่ให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) กลับไม่ได้สิ้นผลตามคำสั่งที่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว เพื่อให้มีการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่และกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวใหม่อีกครั้งแต่อย่างใด


ต่อมา เมื่อวันที่ 7 ก.ค.​ 2568 จำเลยทั้งสามถูกสั่งฟ้องใหม่ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสามระหว่างพิจารณาคดี โดยให้วางหลักประกันคนละ 50,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ และได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไล EM เช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้ (16 พ.ค. 2568)


ศาลได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานคดีในวันที่ 18 ส.ค. 2568 และต่อมาได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค. 2569


และในวันนี้ (25 ส.ค. 2569) เวลา 09.42 น. ที่ห้องพิจารณาที่ 912 ฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยมาพร้อมก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีนี้


ทางทนายจำเลยแถลงว่า ในวันนี้ได้ยื่นคำร้องขอศาลสั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งคดีนี้เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมาย


ศาลแจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องก็ได้ เพราะ พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 ข้อหาตามท้าย พ.ร.บ. ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 ทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด


ศาลเห็นว่า ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานความผิด ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ตามมาตรา 215, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216, ร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยร่วมกันชุมนุม หรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในสถานที่แออัด ภายในเขตพื้นที่มีคำสั่งกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และกระทำโดยไม่ด้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่


ข้อหาตามฟ้องของโจทก์เป็นการกระทำตามท้าย พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามมาตรา 7 บัญญัติให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด จึงมีคำสั่งยุติการพิจารณาคดี ตามมาตรา 8 ยกเลิกการสืบพยานในคดี


หลังศาลอ่านคำสั่งเสร็จ จำเลยทั้งหมดได้ปรึกษาทนายต่อเกี่ยวกับเรื่องของการถอดกำไล EM โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ทันที


ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM ทำให้จำเลยสองราย ได้แก่ ทรงพลและนวพล ได้ปลดกำไล EM หลังใส่มากว่า 1 ปี 4 เดือนเศษ แต่จำเลยอีกหนึ่งรายยังต้องติดกำไล EM ตามคำสั่งศาลในอีกคดีหนึ่งอยู่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR #นิรโทษกรรมประชาชน

‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงนนทบุรีต่อเนื่อง ชูนโยบาย ‘NEW นนท์’ ยกระดับเกษตรกร-ดูแลผู้สูงวัย

 


‘เดชรัต’ ลุยหาเสียงนนทบุรีต่อเนื่อง ชูนโยบาย ‘NEW นนท์’ ยกระดับเกษตรกร-ดูแลผู้สูงวัย


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 4 พรรคประชาชน พร้อมด้วย ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ ลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดนนทบุรี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและนำเสนอนโยบาย ‘NEW นนท์’


โดยเริ่มต้นที่ตลาดเทศบาลบางศรีเมือง เดชรัตได้เดินพบปะประชาชน แจกแผ่นพับแนะนำตัว พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ โดยมีประชาชนเข้ามาทักทาย พูดคุย และให้กำลังใจตลอดการลงพื้นที่


จากนั้น เดชรัตเดินทางไปที่สำนักงานเทศบาลเมืองบางกร่าง เพื่อรับฟังปัญหาจากกลุ่มเกษตรกร และร่วมกิจกรรมปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ โดยเดชรัตเน้นย้ำนโยบาย ‘เกษตรนนท์ชูใจ’ ที่มุ่งยกระดับเกษตรกรนนทบุรีด้วยการลดต้นทุนผ่านปุ๋ยและเครื่องจักร พร้อมส่งเสริมการรับซื้อผลผลิตส่งตรงสู่มื้ออาหารในโรงเรียน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และนำเทคโนโลยีมาใช้ดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนตลาดและสร้างรายได้ที่มั่นคง


รวมถึงนโยบาย ‘สูงวัยหัวใจนนท์’ ที่จะส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์นันทนาการสำหรับผู้สูงอายุในทุกอำเภอ โดยมีศูนย์ Day Care สำหรับผู้สูงอายุ อย่างน้อย 1 อำเภอ 1 ศูนย์ ภายใน 4 ปี รวมถึงโครงการ ‘สูงวัยไม่ถูกโกง’ ที่จะระดมทีมให้คำแนะนำแก่ผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์


ในช่วงบ่าย เดชรัตเดินทางต่อไปที่วัดค้างคาว เพื่อรับฟังปัญหาและลงพื้นที่ดูสภาพเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกำลังประสบปัญหาเขื่อนทรุดตัวและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่


และในช่วงเย็นวันนี้ เดชรัตจะเดินทางไปยังวัดเขียน เพื่อลงพื้นที่หาเสียง พบปะประชาชน และรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ ก่อนนำเสียงของประชาชนไปเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบาย ‘NEW นนท์’ เพื่อพัฒนาจังหวัดนนทบุรีให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนต่อไป 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #อบจนนท์ #เลือกตั้งอบจ #นนทบุรี #เดชรัต #NEWนนท์











ครม.เงาชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานในเงินกู้ 4 แสนล้าน “ไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ” ชวนจับตาโครงการพ่วงชื่อ “โซลาร์” กลายเป็นช่องทางผันเงินให้เครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่

 


ครม.เงาชี้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานในเงินกู้ 4 แสนล้าน “ไม่ตรงปก-ไม่มีเนื้อ” ชวนจับตาโครงการพ่วงชื่อ “โซลาร์” กลายเป็นช่องทางผันเงินให้เครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่


วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ครม.เงาพรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ครม.เงาครั้งที่ 11 โดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข้อคิดเห็นต่อความคืบหน้าล่าสุดในการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท


ศิริกัญญาระบุว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยและเผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็ม พรรคประชาชนพบประเด็นน่าสนใจจากคำชี้แจงของพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คน ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าแผนการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (2 แสนล้านบาท) ยังไม่ปรากฏแผนงานที่เป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะทำให้เชื่อว่าจะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาระยะกลางถึงระยะยาว


นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลด้านวินัยการเงินการคลัง เนื่องจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับหนี้สาธารณะที่กำลังเข้าใกล้กรอบเพดานวินัยการเงินการคลัง ซึ่งคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญหลายประเด็นเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านและความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย โดยฝ่ายค้านเตรียมนำข้อมูลเหล่านี้ไปอภิปรายในการพิจารณา พ.ร.ก. ที่กำลังจะเกิดขึ้น


ศิริกัญญากล่าวเสริมอีกว่า นอกจากนี้ยังพบความไม่ชอบมาพากลในแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงกรณีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดทำแคตตาล็อกสินค้า ซึ่งอาจมีการกำหนดรหัสสินค้าบางประเภทที่นำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกให้แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ


ด้านศุภโชติระบุว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการจัดทำคำของบประมาณที่ใช้วิธีเปิดให้หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการขึ้นมาจากล่างขึ้นบน ก่อนส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะเริ่มจากการกำหนดทิศทางและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศให้ชัดเจน จึงเกิดคำถามตามมาว่า หลังใช้เงิน 2 แสนล้านบาทไปแล้ว ประเทศไทยจะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นเพียงใด หรือจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากแค่ไหน ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้


สำหรับปัญหาที่พบสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มโครงการที่ “ไม่ตรงปก” และโครงการที่ “ไม่มีเนื้อ” โดยในส่วนที่ “ไม่ตรงปก” เช่น กรณีนโยบายสินเชื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน จากการชี้แจงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง พบว่าตัวเลข 1 ล้านครัวเรือนยังติดข้อจำกัดด้านศักยภาพของโครงข่ายไฟฟ้า ขณะที่ขนาดกำลังผลิตต่อครัวเรือนยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็น 3 หรือ 5 กิโลวัตต์ และเงินอุดหนุนที่เคยปรากฏเป็นข่าวว่าจะอุดหนุน 50,000 บาทต่อราย ก็อาจถูกลดเหลือเพียง 30,000 บาท


ส่วนแนวคิด “ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ” ซึ่งรัฐบาลเคยระบุว่าประชาชนสามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟไปชำระค่าติดตั้งโซลาร์โดยอัตโนมัตินั้น ทางการไฟฟ้าฯ ได้ชี้แจงว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎเกณฑ์ปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีข้อกฎหมายรองรับให้ส่งมอบเงินไปชำระยังธนาคารโดยตรง


อีกหนึ่งตัวอย่างคือโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) วงเงิน 24,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งเป้าไว้ 80,000 คัน ครอบคลุม 7 ประเภท แต่ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกกลับชี้แจงว่าจะเน้นให้ความสำคัญกับรถแท็กซี่เป็นหลัก ส่วนรถโดยสารประจำทางจะให้กลับไปใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ และรถบรรทุกสินค้ายังติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงสถานีชาร์จ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อม ทำการบ้านไม่มากพอ แต่ตั้งโครงการมาโฆษณาไว้ก่อน แล้วค่อยมาหาวิธีการแก้ปัญหาทีหลัง


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มโครงการที่ “ไม่มีเนื้อ” มีตัวอย่างจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น โครงการของกรมชลประทานวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งอ้างชื่อเกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เมื่อสอบถามรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการ กลับพบว่ายังไร้ความชัดเจน และเป็นเพียงการจัดซื้อปั๊มน้ำติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น


อีกกรณีคือโครงการของการยางแห่งประเทศไทย วงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการยางสู่การทำสวนยางคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าเป็นการนำมาตรการ EUDR (กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า) มาแอบอ้างเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดังนั้น การนำคำว่า “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” มาใช้กับโครงการจำนวนมาก อาจเป็นช่องทางให้เงิน 2 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการทุจริตในอนาคต


ด้านรักชนก ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาไม่มีการนัดประชุมอย่างต่อเนื่อง แม้พรรคประชาชนจะสอบถามหลายครั้ง จนต้องนำเรื่องไปติดตามผ่านคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจแทน ทำให้ต้องตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่ามีความจริงใจในการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่


นอกจากนี้ ปัจจุบันคำว่า “โซลาร์” กำลังกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของโครงการจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ ซึ่งโครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าหลายหมื่นล้านถึงหลักแสนล้านบาท จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่ามีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวหรือรับรู้ข้อมูลล่วงหน้าหรือไม่


โครงการนี้มันเป็นเรือโนอาห์ที่จะพาให้ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือ สส. ของเครือข่ายสีน้ำเงิน ไปแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือเปล่า” รักชนกกล่าว


รักชนกยังระบุด้วยว่า ตนได้รับข้อมูลจากข้าราชการว่าหลายพื้นที่เริ่มส่งคำขอโครงการเข้ามาแล้ว ทั้งที่หลักเกณฑ์การอนุมัติยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการถึงมาก่อน แต่หลักเกณฑ์ยังไม่มา ขณะเดียวกัน กรรมาธิการฯ ได้ขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน มอก. สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ โดยจะตรวจสอบทั้งกรณีที่ไร้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ได้รับมาตรฐาน (ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้รายเดิม) และกรณีที่มีผู้ประกอบการบางรายได้รับมาตรฐานใหม่อย่างรวดเร็วในช่วงที่มีเงินกู้ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่


พรรคประชาชนยืนยันว่าจะนำข้อมูลจากการติดตามทั้งหมดเข้าสู่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประชาชนได้เห็นทั้งปัญหาเชิงหลักการ กระบวนการจัดทำโครงการ และความเสี่ยงในการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ก่อนที่สภาฯ จะลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก. ต่อไป

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา







นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (9)


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (9)


3. วงดนตรี “กรรมาชน” และจิ้น กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ ในงานวันไหว้ครู  ปี2517  ผมโชคดีที่เห็นน้อง ๆ คณะดนตรีของมหิดลเราเล่นเพลง “คนกับควาย” ในแนว ร๊อคมิวสิค ผมจึง “กระโจน” เข้าหาน้อง ๆ กลุ่มดังกล่าว และให้กำลังใจ สนับสนุน ให้น้อง  ๆรวมตัวกันให้ถาวร และจัดหาที่ฝึกซ้อม อำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ให้ ปรากฏว่า สามารถก่อรูปขึ้นเป็น วงดนตรี “กรรมาชน” ได้ และผมนำออกแสดงครั้งแรกในหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ในช่วง นิทรรศการ “จีนแดง”


กรรมาชน”ติดลมบนตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา


และเมื่อมีการชุมนุมของกรรมกร ชาวนา หรือประชาชนที่ไหน ไม่เพียงแต่ในกทม.เท่านั้น ทั้งรอบปริมณฑลและทั่วประเทศ ล้วนมีเสียงเรียกร้องขอให้ “กรรมาชน”ไปเล่น


คณะประจำวงท่านหนึ่ง ก็คือ “คุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” ต่อมาก็กลายเป็นแกนนำคนสำคัญของ “สมัชชาคนจน” ในภายหลัง


จิ้น หรือ กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ เป็น นักดนตรีหลัก มีพรสวรรค์ทางการดนตรีสูงมาก จิ้นแต่งเพลงออกมามากมายในระยะนั้น เช่น “แสง”  “โลกที่สาม”  “กรรมาชน”  “กรรมกรชาวนา”


ที่เด่นและทรงพลานุภาพที่สุด คือ “เพลงเพื่อมวลชน” ความเป็นมาของเพลงเพื่อมวลชน มีดังนี้ ในตอนนั้นกระแสปฏิวัติใหญ่วัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพของจีนส่งผลสะเทือนอันเลวร้ายเข้ามาใน การต่อสู้ทางการเมืองของไทยด้วย ที่โดนหนักที่สุดในมหิดล คือ วงดนตรีกรรมาชน โดนวิพากษ์ว่า ใช้เครื่องดนตรีของ “จักรพรรดินิยม ใช้ท่วงทำนองดนตรีของจักรพรรดินิยม”


ในจีนแดงเอง แม้แต่เปียโนชั้นดีราคาแพงยังโดนขวานจามทิ้ง คนเล่นเปียโนหรือ ไวโอลินโดนตัดนิ้ว โทษฐานเป็นข้าช่วงใช้ของจักรพรรดินิยม


จิ้นแต่งเพลง “เพื่อมวลชน” ใช้ทำนอง “แทงโก้”


ปกติ ผมจะเชิญจิ้นไปชนบทกับผมหลายครั้ง เพราะต้องการให้สัมผัสชีวิตคนชนบท มีคราวหนึ่ง ตั้งใจไปให้ใกล้ “เทือกเขาภูพาน” เพราะเป็นฐานที่มั่นของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ที่ต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนโดยเฉพาะชาวนา เพื่อไปทำความเข้าใจการต่อสู้ของชาวนา และพคท.


ในระหว่างเดินทางไป จิ้นมาสะท้อนความปวดร้าวในหัวใจที่ถูกโจมตีว่า “เป็นขี้ข้าจักรพรรดินิยม” “ใช้ท่วงทำนองดนตรีจักรพรรดินิยม” จนหมดกำลังใจ อยากจะเลิกเล่นดนตรีแล้ว ผมก็เลยบอกว่า ดนตรีเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น มันขึ้นอยู่ที่ว่าคนชนชั้นไหนจะนำไปรับใช้ชนชั้นไหน มันอยู่ที่เรา อยู่ที่เราจะนำไปใช้เพื่ออะไร เหมือนกับไฟ เหมือนมีด ถ้าเรามาใช้เป็นประโยชน์มันก็เป็นประโยชน์กับเรา เราก็นำมารับใช้ประชาชนผู้ยากไร้ที่ถูกกดขี่ขูดรีดซี แล้วมันจะเสียหายอะไร


จิ้นก็เลยลองเล่นเพลง “เพื่อมวลชน” ให้ผมฟัง ผมชอบมาก จิ้นก็เลยบอกว่า ยังไม่มีชื่อเพลง “ให้พี่เหวงช่วยตั้งชื่อให้” ผมฟังแล้วผมบอกทันทีว่า เอาชื่อ “เพื่อมวลชน” เลย จิ้นเห็นด้วย ก็เลยปรากฏเป็นเพลง “เพื่อมวลชน” ที่โด่งดังมากจนปัจจุบัน


ในช่วงเดือนพฤษภา53 จิ้นแต่งเพลงแห่งยุคสมัยอีกเพลงคือ “นักสู้ธุลีดิน”


ผมเห็นความสามารถของจิ้น ก็เลยขอให้จิ้นเอาเพลงของ จิตร ภูมิศักดิ์ มาแสดง อีกครั้ง จิ้นก็ทำได้สำเร็จ จึงเป็นที่มาของการฟื้นคืนชีพอีกครั้งของเพลงจิตร ภูมิศักดิ์ เช่น แสงดาวแห่งศรัทธา,เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ, มาร์ชชาวนาไทย มาร์ชกรรมกร, ทุ่งรวงทอง, รำวงวันเมย์เดย์, สิทธิแห่งมนุษยชน, ทะเลชีวิต, หยดน้ำบนผืนทราย เป็นต้น


ต่อมาผมได้ความคิดว่า “ต้องบันทึกเป็นตลับเทป” เพื่อเผยแพร่ การผลิตเป็นตลับเทปของผมในคราวนั้น “ไม่มีแนวคิดจะทำเป็นธุรกิจ”


ผมและจิ้นได้ร่วมกันทำก่อนหน้า แกรมมี่นำเพลงอัดใส่ตลับขาย หรือพวกฝรั่งตะวันตก นำเพลงมาอัดใส่ตลับเทปขายตั้งนานมากครับ พวกเราทำในราว ๆ ต้นปี 2518 ครับ จิ้นถามว่า “จะทำได้อย่างไร” ผมก็คิดหาทางทำ ผมคิดถึงห้องตรวจการทำงานของหูของภาควิชาหู


ผมจึงหาทางขออนุญาตภาควิชาโสตศอนาสิกราริ๊งค์ของคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ใช้ห้องทดสอบการได้ยินเสียงซึ่งเป็นห้องที่ดูดซับเสียงก้องสะท้อนทุกอย่างได้หมด”


ในที่สุดก็บันทึกเทปเพลง “จิตร ภูมิศักดิ์”ได้ออกมาเป็นอย่างดี


ผมยังได้ใช้เทปเพลงสองเทปนี้ ฟังในระหว่างที่ลี้ภัยการเมืองไปยังปารีสอยู่กว่าสองเดือน ฟังทุก ๆ วัน รวมไปถึงระหว่างที่อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม ลาว ก่อนจะเข้าสู่ป่าเขาลำเนาไพรในไทย และทราบว่าภายในประเทศไทยเอง นักศึกษาประชาชนและนักต่อสู้ของประชาชนทั้งหลายก็นิยมชมชอบเทปเพลง จิตร ภูมิศักดิ์ ที่นำมาเล่นใหม่ของ จิ้น กรรมาชน กันอย่างมากมาย


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง 


ศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษาคดี ม.112 ของ “นัท ธีรเมธ” กรณีโพสต์คลิป Tiktok จำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี


ศาลจังหวัดพัทลุงพิพากษาคดี ม.112 ของ “นัท ธีรเมธ” กรณีโพสต์คลิป Tiktok จำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี


ตามที่วันนี้ 25 สิงหาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดพัทลุง นัดฟังคำพิพากษาคดีของธีรเมธ (สงวนนามสกุล) หรือ “นัท” ประชาชนวัย 21 ปี ที่เป็น “เด็กพิเศษ” ผู้มีความบกพร่องด้านสติปัญญา ซึ่งถูกกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เหตุจากข้อกล่าวหาว่าเผยแพร่คลิปใน TikTok เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566


เวลา 8.10 น. นัท เดินทางมาถึงศาลจังหวัดพัทลุงพร้อมทนายความ โดยมีประชาชนราว 20 คน ที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ และบางส่วนเป็นชาวพัทลุง รวมตัวมอบดอกไม้และให้กำลังนัท โดยนัทได้อ่านคำแถลงด้านหน้าศาลก่อนขึ้นไปฟังคำพิพากษา อ่านได้ที่ https://www.facebook.com/100044510196415/posts/1701457648014559/


ต่อมาเวลาประมาณ 9.30 น. ศาลจังหวัดพัทลุงอ่านคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “นัท ธีรเมธ” กรณีโพสต์คลิป Tiktok จำคุก 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี


สำหรับคดีนี้ นัท ธีรเมธ ปัจจุบันอายุ 23 ปี ถูก ทรงชัย เนียมหอม ประธานกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน กล่าวหาไว้ที่ สภ.ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง จากการเผยแพร่คลิป TikTok เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566 เขาต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่จังหวัดพัทลุงมาตั้งแต่ปี 2567


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112