วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

 


ณัฐพงษ์” นำพรรคฝ่ายค้านยื่นศาล รธน. ดันตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ ปมรัฐบาลสอดไส้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

 

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อให้ส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่


โดยณัฐพงษ์ระบุว่าสิ่งที่ตนอยากให้ประชาชนตรวจสอบร่วมกันคือการทำหน้าที่ของรัฐบาล ว่ามีความพยายามสอดไส้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ในส่วนของแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน มาอยู่ใน พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ฉบับนี้ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันหรือไม่


โดยในคำร้องมีข้อมูลประกอบให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ในคำร้องได้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานควรทำในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการต่อเนื่องหลายปี ไม่มีความจำเป็นและไม่เหมาะสมที่จะออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ในลักษณะนี้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ในส่วนของคำร้องจึงมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งออกมาในเบื้องต้น ว่าจะระงับการเบิกจ่าย โดยเฉพาะในส่วนของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อนหรือไม่ เพราะหากมีการรับคำร้องไว้พิจารณา แล้วรัฐบาลได้กู้เงินและทำการใช้จ่ายเงินไปก่อน แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในภายหลังว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น ก็อาจจะมีผลตามมาได้ว่าเงินที่กู้มาแล้วใช้ไปก่อนหน้านี้จะดำเนินการอย่างไร จะต้องเรียกคืนหรือไม่


พรรคร่วมฝ่ายค้านพยายามพิจารณาการเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ เพราะที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีปัญหาที่สังคมตั้งข้อสังเกตต่อการเขียนคำวินิจฉัยว่าเป็นการไปก้าวล่วงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น กรณีระงับโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยอ้างว่าควรทำถนนลูกรังให้หมดก่อน


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอีกส่วนหนึ่งที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมดำเนินการคู่ขนานกันในสภา คือการเสนอญัตติให้มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาทนี้ด้วย ซึ่งคาดหวังว่ารัฐบาลจะไม่โหวตคว่ำไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ เพราะการการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะมีคณะกรรมการมากลั่นกรองเพียงแค่ไม่กี่ชั้น เมื่อเทียบกับการใช้งบประมาณในกระบวนการงบประมาณปกติ ที่มีการตั้งคำขอและการพิจารณาผ่านสภาหลายชั้น ถ้ารัฐบาลไม่ได้มีเจตนาที่จะปกปิด สอดไส้ หรือตีเช็คเปล่า ก็ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องมาโหวตคว่ำในญัตติการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรรคร่วมฝ่ายค้าน #ศาลรัฐธรรมนูญ





สิทธิพล - เดชรัต นำทีมเกษตร ครม. เงา - ซัดปุ๋ยธงเขียวขายจริงเกินราคากระทรวง - จี้พาณิชย์คุมราคา หยุดสินค้านำเข้าทะลัก

 


สิทธิพล - เดชรัต นำทีมเกษตร ครม. เงา - ซัดปุ๋ยธงเขียวขายจริงเกินราคากระทรวง - จี้พาณิชย์คุมราคา หยุดสินค้านำเข้าทะลัก


วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล และ เดชรัต สุขกำเนิด นำทีม ครม.เงา ด้านเกษตร สะท้อนการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีขาดแคลนและราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำของรัฐบาลที่ไม่ครอบคลุม ไม่ตอบโจทย์เกษตรกร


ปุ๋ยชีวภาพ ไม่ตอบโจทย์ประชาชน


ปุ้ย แสงนาค เกษตรกร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนว่า ขณะนี้ชาวนาประสบปัญหาแบกรับภาระต้นทุนอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยากำจัดศัตรู น้ำมันเชื้อเพลิงโดยไร้มาตรการเยียวยาที่ตรงจุด ทั้งโครงการที่ออกมา เช่น การเตรียมผลิตปุ๋ยชีวภาพให้เกษตรกรใช้แทนปุ๋ยเคมีนั้นไม่ตอบโจทย์ และไม่สามารถใช้ได้กับบริพื้นที่ เช่น พืชที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่เหมาะกับการใช้ปุ๋ยชีวภาพ และมีข้อจำกัดในการปรับตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ชาวนาช้าเพียงบางพื้นที่เสี่ยงที่จะรับผลกระทบจากศัตรูพืชหนักกว่าแปลงที่ใช้สารเคมี สะท้อนปัญหาว่ามาตรการเยียวยาที่ผ่านมาไม่มีมาตรการช่วยเหลือทางตรง มีแต่ทางอ้อมเช่น ปุ๋ยธงเขียว ปุ๋ยธงฟ้า ที่สุดท้ายชาวนาก็เข้าไม่ถึงทั้งยังทำให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้น ปุ้ย เสนอว่า รัฐบาลควรเน้นการช่วยเหลือทางตรง ไม่ต้องผ่านนายทุน ผู้ควบคุมปัจจัยผลผลิต


ปุ๋ยธงเขียวช่วยเกษตรกรได้แค่ 0.5% ของความต้องการจริง


ขณะที่ วริสา มีเจริญ ทีมประชาชนคนเกษตร กล่าวถึงปัญหาความครอบคลุมเชิงปริมาณของโครงการปุ๋ยธงเขียวว่า เดิมรัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10 ล้านกระสอบ แต่ปรับลดลงเหลือเพียง 600,000 กระสอบ คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.5 ของความต้องการใช้ปุ๋ยของประเทศไทยทั้งหมด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หากชาวนาต้องใช้ปุ๋ย 100 กระสอบ จะสามารถซื้อได้ในราคาโครงการได้เพียงครึ่งกระสอบเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 99 กระสอบ ต้องแบกรับราคาตลาดที่สูงลิบโดยไม่มีกลไกรัฐรองรับ


งานปุ๋ยธงเขียว ของกระทรวงพาณิชย์ แต่ขายเกินราคาแนะนำ


ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่าแม้แต่ปริมาณปุ๋ยเล็กน้อยที่โครงการนำมาจำหน่ายยังจำหน่ายเกินราคาแนะนำที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในงานปุ๋ยธงเขียวที่จังหวัดกำแพงเพชรจัดพบว่ามีการจำหน่ายปุ๋ยเกินราคาที่ประกาศหลายรายการ เช่น ปุ๋ยไนโปเฟท สูตร 16-20-0 ซึ่งมีราคาแนะนำระหว่าง 939-1,019 บาทต่อกระสอบ แต่กลับวางจำหน่ายจริงในราคา 1,025-1,050 บาท หมายความว่าแม้แต่ในงานที่กระทรวงเป็นเจ้าภาพเอง ยังไม่สามารถบังคับใช้ราคาที่ตนเองประกาศได้


สำหรับปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เกษตรกรใช้อย่างแพร่หลาย พบว่ามีผู้จำหน่ายเพียง 2 รายในราคา 1,215 บาท โดยที่กระทรวงพาณิชย์ไม่เคยประกาศราคาแนะนำเอาไว้ก่อน ซึ่งวริสาตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการจงใจเปิดช่องโหว่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบว่าขายเกินราคา


โครงการปุ๋ยชีวภาพ เสี่ยงทุจริต-ไม่ตอบโจทย์เกษตรกร


เดชรัตกล่าวถึงกรณีคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เดินทางไปเจรจาจัดซื้อปุ๋ยจากรัสเซีย 2 ล้านตัน และประกาศข่าวอย่างยิ่งใหญ่ว่าการเจรจาสำเร็จ แต่สุดท้ายต้องพับโครงการเพราะติดปัญหาด้านการขนส่งที่ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง ทั้งที่มีผู้ทักท้วงตั้งแต่ต้นแล้ว ก่อนจะหันมาเสนอโครงการปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ใหม่ โดยของบกลาง 5,000-6,000 ล้านบาท เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรทั่วประเทศ


เดชรัตตั้งคำถามสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ (1) โครงการจะสามารถจัดเตรียมให้ทันฤดูกาลเพาะปลูกหรือไม่ (2) กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจะมีความโปร่งใสและได้มาตรฐานเพียงใด และ (3) ซึ่งเกษตรกรกังวลมากที่สุดคือ ปุ๋ยที่ผลิตและแจกจ่ายจะเหมาะสมกับสภาพดินของแต่ละพืชและแต่ละพื้นที่หรือไม่


เดชรัตเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมกว่า คือรัฐควรเป็นผู้นำเข้าแม่ปุ๋ยและควบคุมราคา จากนั้นโอนสิทธิส่วนลดแก่เกษตรกรในรูปแบบคูปองส่วนลด เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกซื้อปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองได้โดยตรง โดยประเมินว่าต้องใช้งบประมาณราว 35,000 ล้านบาท สำหรับส่วนลดปุ๋ยเคมี 300 บาทต่อกระสอบต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย ทั้งนี้ต้องดำเนินการควบคุมราคาไปพร้อมกันด้วย


มะพร้าวน้ำหอมยังราคาต่ำ รัฐต้องเร่งหาทางแก้ด่วน


ชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์ สะท้อนปัญหามะพร้าวราคาตกต่ำพร้อมทวงถามถึงรัฐบาลว่า ล้งนอมินีที่เป็นเครื่องมือสำคัญของพ่อค้าส่งออก ก่อนหน้านี้มีการเข้าไปตรวจล้งประมาณ 8 แห่ง อยากสอบถามว่าได้ดำเนินคดีไปถึงไหนแล้ว ส่วนประเด็นล้งกลางกลายเป็นล้งชุมชน อยากสอบถามว่า ล้งชุมชนที่รัฐบาลต้องการจะทำ ตอนนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เท่าที่สอบถามมาพบว่ายังอยู่ในขั้นตอนการหาข้อมูลอยู่เลย ซึ่งผลผลิตกำลังจะออกมาภายใน 3-4 เดือนนี้แล้ว รัฐบาลจะดูดซับผลผลิตอย่างไร


ส่วนประเด็นที่รัฐบาลออกจดหมายเปิดผนึกเรื่องความน่าเชื่อถือน้ำมะพร้าว และจะหารือกับสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมว่าจะทำอย่างไรให้น้ำมะพร้าวได้มาตรฐาน ซึ่งประเทศเรามีมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอมที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2564 ที่กระทรวงพาณิชย์สามารถหยิบไปใช้ตรวจสอบได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปปรึกษาหรือหาข้อมูลอีก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ส่วนการแปรรูปและการดูดซับผลผลิตมะพร้าวส่วนเกิน รัฐบาลมีแผนการรับมืออย่างไร นอกจากนี้ก็อยากให้ลองหาน้ำมะพร้าวน้ำหอมตามร้านสะดวกซื้อ ปัจจุบันมีฉลากข้างขวดมีน้ำมะพร้าวน้ำหอมเพียง 1% เท่านั้น ควรเพิ่มสัดส่วนในการผสมหรือไม่เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกินได้


พาณิชย์ต้องตั้งหลักคุมราคา หยุดสินค้านำเข้าทะลัก


สิทธิพลกล่าวว่า ตัวชี้วัดความสามารถของกระทรวงพาณิชย์ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ อยู่ที่การจัดการต้นทุนให้เป็นธรรมแก่เกษตรกร และการควบคุมสินค้าเกษตรนำเข้าที่ทะลักเข้ามาตัดราคาสินค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ต้องโฟกัสสองภารกิจนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เน้นเพียงการจัดงานขายของโดยไม่จัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง


ในด้านการควบคุมราคา สิทธิพลเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ประกาศ "ราคาควบคุม" สำหรับปุ๋ยอย่างเป็นทางการ แทนที่จะเป็นเพียง "ราคาแนะนำ" ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย พร้อมทำงานเชิงรุกลงพื้นที่ตรวจสอบราคาซื้อขายจริงในตลาดว่าเป็นไปตามราคาควบคุมหรือไม่


ในด้านการนำเข้า สิทธิพลยกตัวอย่างกรณีมะม่วงที่น่ากังวล โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ประเทศไทยนำเข้ามะม่วงสูงถึง 23,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 21 และในเดือนมีนาคม 2569 เพียงเดือนเดียว นำเข้ามะม่วงมากกว่า 11,000 ตัน ซึ่งกดดันราคามะม่วงในประเทศอย่างรุนแรงโดยเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบว่าสินค้าเกษตรนำเข้าได้มาตรฐานสุขอนามัยหรือไม่ มีการทุ่มตลาดโดยตัดราคาหรือไม่ และมีการนำเข้าเพื่อสวมสิทธิในการส่งออกหรือไม่


พร้อมกันนี้ยังเสนอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณามาตรการที่เคยใช้ในอดีตเช่น การใช้มาตรการ safe guard ห้ามนำเข้าสิ้นค้าบางชนิดเมื่อสินค้าภายในประเทศราคาตกต่ำมาก ทั้งนี้เป็นมาตรการการค้าระหว่างประเทศ ที่ใช้ในทางสากล

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา

ณัฐพงษ์จี้ ครม. เร่งเคาะ 3 เรื่องด่วนในสัปดาห์นี้ -ยืนยันร่าง แก้ไข รธน. – ออกกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE - จี้รัฐบาลดึง 7 ร่างกฎหมายเข้าสภาก่อนเส้นตาย


ณัฐพงษ์จี้ ครม. เร่งเคาะ 3 เรื่องด่วนในสัปดาห์นี้ -ยืนยันร่าง แก้ไข รธน. – ออกกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE - จี้รัฐบาลดึง 7 ร่างกฎหมายเข้าสภาก่อนเส้นตาย


วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญภายในสัปดาห์นี้


1 ครม. ต้องยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภา


ณัฐพงษ์ชี้ว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติไม่ยืนยันให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปตามมาตรา 147 และต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด บัดนี้วันที่ 14 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่รัฐบาลจะยืนยันให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับของพรรคภูมิใจไทยและฉบับของพรรคประชาชน กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภา พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะสะท้อนความจริงจังในการแก้รัฐธรรมนูญและสะท้อนการแสดงความเคารพต่อเจตจำนงของประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ที่เคยลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่


2. เรียกร้อง ครม. รับรองกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE


ณัฐพงษ์ติดตามเรื่องกฎกระทรวงรับรองสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพแบบ CARE (Career Average Revalued Earnings) ซึ่งกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมขอให้ออกกฎกระทรวงรับรองภายใน 15 วัน


ในครั้งนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับปากว่าเห็นด้วยในทางหลักการและจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว แต่ปัจจุบันผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าใดปรากฏให้เห็น ณัฐพงษ์จึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีดำเนินการโดยไม่ชักช้า เพราะนี่คือสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนหลายล้านคนรอคอยอยู่


3. เร่ง ครม. ยืนยัน 7 ร่างกฎหมายก่อนเส้นตาย 12 พฤษภาคม


ณัฐพงษ์เตือนว่า มีร่างกฎหมายของพรรคประชาชนที่ค้างมาจากสภาชุดก่อน จำนวน 7 ฉบับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องลงมติยืนยันภายในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคมนี้ มิฉะนั้นร่างทั้งหมดจะตกไปโดยอัตโนมัติและต้องเริ่มต้นกระบวนการนิติบัญญัติใหม่ทั้งหมด


ร่างกฎหมายทั้ง 7 ฉบับประกอบด้วย พ.ร.บ. PRTR ว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ, พ.ร.บ. โรงงาน สำหรับควบคุมโรงงานก่อมลพิษสูงด้วยระบบใบอนุญาตรายปีและประกันสิ่งแวดล้อม, พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า, พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพื่อปรับชั่วโมงทำงานและวันลาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล, พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อปฏิรูปศาลทหารและขยายสิทธิประชาชนในการฟ้องคดี รวมถึง ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเพิ่มบทบาทครูในการมีส่วนร่วมตัดสินใจด้านการศึกษา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ณัฐพงษ์นำทีม ครม. เงา จี้รัฐบาลแก้ปัญหาเกษตรจริงจัง ไม่สอดไส้เงินกู้เพื่อโครงการไม่เร่งด่วนใน พ.ร.ก.กู้ด่วน

 


ณัฐพงษ์นำทีม ครม. เงา จี้รัฐบาลแก้ปัญหาเกษตรจริงจัง ไม่สอดไส้เงินกู้เพื่อโครงการไม่เร่งด่วนใน พ.ร.ก.กู้ด่วน


วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีม ครม.เงา แถลงผลการประชุมครั้งที่ 2 ระบุว่า วันนี้มีประเด็นหลากหลาย ทั้งเรื่องที่ไทยแสดงท่าทียกเลิก MOU44, เรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ ที่พรรคประชาชนและพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นคำร้องตามมาตรา 173 ของรัฐธรรมนูญ, เรื่องที่ ครม. ยังไม่มีมติยืนยันนำร่างรัฐธรรมนูญกลับมาแก้ไขเพิ่มเติมกลับมาพิจารณาต่อในรัฐสภา ทั้งที่ประชาชนลงความเห็นชอบผ่านประชามติไปแล้ว 21 ล้านเสียง ตลอดจนเสียงสะท้อนปัญหาจากพี่น้องเกษตรกร ตลอดจนสิ่งที่พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วนเนื่องจากพรุ่งนี้จะมีการประชุม ครม.


รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ขณะที่เกษตรกรทั่วประเทศกำลังเผชิญวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนและราคาพุ่งสูง อันเป็นผลพวงจากวิกฤตพลังงานโลก


ณัฐพงษ์เน้นย้ำ ภารกิจสำคัญประการหนึ่งของ ครม.เงา พรรคประชาชนคือการเป็นเวทีส่งเสียงแทนกลุ่มผู้เดือดร้อนที่ถูกรัฐบาลละเลย หลังจากครั้งก่อนได้เปิดเวทีรับฟังกลุ่มขนส่งและประมง ซึ่งแบกรับต้นทุนพลังงานสูงที่สุดในประเทศแต่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเป็นสัดส่วน ครั้งนี้จึงเดินหน้าเปิดเวทีรับฟังตัวแทนเกษตรกรจากหลายภาคส่วนที่กำลังเผชิญปัญหาปุ๋ยขาดแคลน ราคาสูง และปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ


ณัฐพงษ์ชี้ให้เห็นความล้มเหลวสองด้านหลักของรัฐบาล ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ที่พบพฤติกรรมปุ๋ยในโครงการ "ปุ๋ยธงเขียว" ถูกจำหน่ายเกินราคาแนะนำของกระทรวงเอง ทั้งที่ขายในงานทางการซึ่งกระทรวงเป็นผู้จัด และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศว่าจัดซื้อปุ๋ยจากรัสเซียได้ 2 ล้านตัน แต่สุดท้ายก็พับโครงการไป ก่อนหันมาเบิกงบกลาง 5,000-6,000 ล้านบาทเพื่อจัดทำโครงการปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งมีไม่สะท้อนความต้องการของเกษตรกร


เสนอกันเงิน 4 หมื่นล้านจากพ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาเกษตรโดยเฉพาะ


ณัฐพงษ์กล่าวถึงพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลว่า นอกจากเตรียมกู้เงินแล้ว รัฐบาลไม่ได้เตรียมพร้อมในมิติอื่นใด ไม่มีการพูดถึงปัญหาภาคเกษตรที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลไม่ควรเริ่มต้นจากการคิดแจกเงินเพื่อกอบกู้คะแนนนิยมที่ตกต่ำ แต่ควรเริ่มต้นจากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแต่ละกลุ่ม


พรรคประชาชนเสนอว่า ควรกันเงินจากพ.ร.ก.กู้เงินไว้ 40,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของวงเงินกู้ทั้งหมด เพื่อใช้ช่วยเหลือภาคเกษตรกรอย่างครอบคลุมและสำรองไว้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดทั้งปี 2569


หากเป็นรัฐบาลประชาชนถ้าจำเป็นต้องกู้เงิน เช่น พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลพยายามสอดไส้ เอา 200,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เป็นเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมาสอดไส้ใน พ.ร.ก. เงินกู้นี้ หากจำเป็นต้องกู้ รัฐบาลประชาชนจะกู้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่เดือดร้อนมากที่สุดในประเทศนี้ ซึ่งมีการสรุปวงเงินออกมาแล้วอยู่ที่ 40,000 ล้านบาทก็สามารถช่วยเหลือได้ครอบคลุมและทั่วถึง


หากเป็นรัฐบาลพรรคประชาชน แก้ปัญหาภาคเกษตรอีกแบบ


ณัฐพงษ์ชี้ว่า หากเป็นรัฐบาลพรรคประชาชน จะแบ่งบทบาทกระทรวงให้ชัดเจน กระทรวงเกษตรฯ รับหน้าที่จัดหาปุ๋ยจากต่างประเทศ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์รับหน้าที่ควบคุมราคาและดูแลสินค้านำเข้า พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลปริมาณปุ๋ย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย และประกาศราคาควบคุมปุ๋ยแต่ละสูตรในแต่ละพื้นที่ให้เกษตรกรตรวจสอบได้ทุกวัน ถ้าเป็นรัฐบาลประชาชนเราจะทำให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร พร้อมทั้งจะถือโอกาสนี้เก็บข้อมูลคุณภาพดินและผลิตภาพการเกษตร เพื่อวางแผนการใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรในระยะยาว ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคเกษตรไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา










“ทักษิณ” ถึงบ้านจันทร์ส่องหล้าแล้ว ลั่น “ไปจำศีลมา 8 เดือน” บอกจำอะไรไม่ได้

 


ทักษิณ” ถึงบ้านจันทร์ส่องหล้าแล้ว ลั่น “ไปจำศีลมา 8 เดือน” บอกจำอะไรไม่ได้


วันนี้ (11 พฤษภาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า โดยมีมวลชนเสื้อแดงจาก 50 เขต กทม.มารอรับที่หน้าบ้านทันทีที่รถมาถึงได้หยุดรถ และลดกระจกลง โดยนายทักษิณได้ยื่นตัวออกมาจากรถ เพื่อรับไหว้และโบกมือทักทายมวลชน ทั้งนี้นายทักษิณได้เปลี่ยนเสื้อตัวใหม่เป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายทางสีขาว-น้ำเงิน โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บุตรสาวนั่งด้านข้าง


โดยสื่อมวลชนถามว่า ดีใจที่ได้กลับบ้านหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไปจำศีลมา 8 เดือน ขณะที่สื่อต่างชาติถามว่า รู้สึกอย่างไรหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว นายทักษิณ ได้ยกมือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกล่าวว่า Relief (โล่งใจ ผ่อนคลาย)


เมื่อถามว่า 8 เดือน ได้เรียนรู้อะไรจากข้างในบ้าง นายทักษิณ กล่าวว่า ไปจำศีลมา ตอนนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง แข็งแรงดีไหม นายทักษิณ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว เพียงแต่ยิ้มและยกมือไหว้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาคนในครอบครัวชินวัตร อาทิ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นายพานทองแท้ ชินวัตร รวมถึงบรรดาหลานๆ ญาติพี่น้อง ได้มารอต้อนรับนายทักษิณ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า พร้อมกันนี้ยังมีบรรดาน้อง ๆ ของนายทักษิณ เข้ามารวมตัวกันในวันนี้ด้วย


ทั้งนี้ในวันที่12 พ.ค. นายทักษิณจะเดินทางไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อเป็นการเช็คอัพร่างกาย หลังจากถูกควบคุมตัวนาน 8 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณ #บ้านจันทร์ส่องหล้า #พักโทษ

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

‘เอม พินทองทา’ โพสต์ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังจะสิ้นสุด ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้


‘เอม พินทองทา’ โพสต์ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังจะสิ้นสุด ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์คลิปบรรยากาศครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา พร้อมข้อความผ่านแอปพลิเคชันอินสตาแกรม และแท็กถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายพานทองแท้ ชินวัตร ระบุว่า เรื่องราวมากมายและยาวนานของเราผ่านมาเกือบ 20 ปี เหมือนชีวิตมีหลาย episodes ยอมรับว่า ep.นี้ ขมและกลืนยากที่สุด (8 เดือนมานี้) เพราะเราเห็นคนที่เรารักต้องผ่านเรื่องราวนี้ เวลาแต่ละวันในคลองเปรมนี้ แม้ท่านไม่เคยทำให้พวกเราลำบากใจเลยก็ตาม


คุณพ่อไม่เพียงแต่อดทนและปล่อยวาง คุณพ่อยังมักให้แง่คิดในการใช้ชีวิต ส่งรอยยิ้มให้ลูกๆ หลานๆ สบายใจกลับไปทุกครั้งที่มาเยี่ยม มันไม่ง่ายเลยแต่คุณพ่อพยายามมากๆ ลูกๆ ทราบดี คุณพ่อยังบอกหลายครั้งให้พวกเราไม่ต้องห่วง  และฝากความห่วงใยไปด้านนอกให้พวกเราไปบอกทุกๆ คนที่มาคอยรอเราให้ไม่กังวล และทุกข์ใจไปในการรอคอยนี้


สุดท้ายนี้การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลง เอมและครอบครัวขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจ  ทุกกำลังใจจริงๆ ที่คอยส่งมาให้พวกเราตลอดการเดินทางอันยากนี้ ทุก ๆ น้ำตาที่แม้เราไม่รู้จักกันแต่มาอดทนยืนรอในความร้อน และร้องไห้จับมือ บีบมือพวกเราเพื่อส่งกำลังใจให้เราทุกครั้งที่มาเยี่ยมมันมีความหมายมากมาย


และที่ขาดไม่ได้ขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่เลี้ยงดูพวกเราทั้งสามคนด้วยความรักความอบอุ่นทำให้เรามีกันและกันแบบนี้ไม่ปล่อยมือ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร

ไทมไลน์ “ทักษิณ” พักโทษ คุมประพฤติ พ้นเรือนจำคลองเปรม ได้กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า


ไทมไลน์ “ทักษิณ” พักโทษ คุมประพฤติ พ้นเรือนจำคลองเปรม ได้กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานกระบวนการทางเอกสารของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในการพักโทษและออกจากเรือนจำคลองเปรมในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค. 69) ตามการพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จนกว่าจะครบกำหนดโทษ ในวันที่ 9 ก.ย. 2569


สำหรับไทมไลน์ วันที่ 11 พ.ค. 2569 นั้น จะเป็นดังนี้

06.00 น. - 07.00 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เริ่มกระบวนการทางเอกสารของนายทักษิณ ส่วนควบคุม ภายในเรือนจำ เพื่อตรวจทะเบียนประวัติ ของผู้ต้องขังตามขั้นตอน (คาดว่าจะเวลาประมาณ 45 นาที)


เจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติจะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดกำไล EM


07.00 น. ครอบครัวชินวัตร และกลุ่มอดีต สส. เริ่มเดินทางถึงเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อรอรับตัว


07.55 น. ทักษิณ ออกจากประตูเรือนจำกลางคลองเปรม พบปะครอบครัวและผู้ที่มารอรับ


08.00 น. ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติหน้าเสาธงเรือนจำกลางคลองเปรมช่วงเช้า

บริเวณหน้าเรือนจำฯ ครอบครัวชินวัตร (บุตรชาย-บุตรสาว และหลานๆ )

ทักทายสื่อมวลชน-ขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ


08.15 น. ขึ้นรถยนต์ออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เดินทางกลับไปยังบ้านจันทร์ส่องหล้า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร

“โจ” ชัยวัฒน์ ประกาศจะไม่มีป้ายหาเสียงของตัวเองติดบน “ถนน-เสาไฟฟ้า” แม้แต่ป้ายเดียว เหตุเพราะบดบังสายตา ขวางทางเดินเท้า สร้างความปลอดภัยให้กับผู้สัญจรโดยเฉพาะในฤดูฝน

 


โจ” ชัยวัฒน์ ประกาศจะไม่มีป้ายหาเสียงของตัวเองติดบน “ถนน-เสาไฟฟ้า” แม้แต่ป้ายเดียว เหตุเพราะบดบังสายตา ขวางทางเดินเท้า สร้างความปลอดภัยให้กับผู้สัญจรโดยเฉพาะในฤดูฝน


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวว่าในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ จะไม่มีป้ายหาเสียงของ โจ ชัยวัฒน์ บนถนน-เสาไฟฟ้า แม้แต่ป้ายเดียว โดยระบุว่า กรุงเทพง่ายๆ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน ขอแจ้งต่อพี่น้องประชาชนให้ทราบว่า เราจะไม่ทำป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ ติดตามถนนและเสาไฟฟ้า แม้แต่ป้ายเดียว


ทำไม? ในฤดูเลือกตั้งทุกๆ ครั้ง ป้ายหาเสียงเลือกตั้งที่นำไปติดตามถนนหนทาง ถูกผลิตขึ้นมาในระยะเวลาสั้นๆ และกลายเป็นขยะริมทางทันทีเมื่อการเลือกตั้งจบลง ในหลายๆ ครั้ง ป้ายหาเสียงเหล่านี้ สร้างความยุ่งยากและอันตรายในชีวิตประจำวันของชาวกรุงเทพ ทั้งบังสายตาผู้ขับขี่รถ ขวางทางเดินเท้า และอาจเกิดอันตรายกับผู้ที่สัญจรผ่านป้าย หากติดตั้งอย่างไม่ได้มาตรฐานหรือหละหลวม โดยเฉพาะในฤดูพายุฝนอย่างตอนนี้


การทำกรุงเทพให้ง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องรอให้ผมได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า แต่เริ่มได้วันนี้ทันที จะไม่มีป้ายหาเสียงของ โจ ชัยวัฒน์ ในกรุงเทพ บนถนนแม้แต่แผ่นเดียว เพื่อชีวิตที่เรียบง่ายตลอด 2 เดือนนี้ของพี่น้องประชาชน แคมเปญของเราจะไม่รบกวนชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของคนกรุงเทพ โดยผมจะใช้ช่องทางและวิธีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดมาทดแทน


พรรคเรามีความตั้งใจจะลดจำนวนป้ายหาเสียงบนท้องถนนลงในทุกการเลือกตั้ง เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดทรัพยากร แต่ในการเลือกตั้งระดับชาติ หลายพื้นที่ยังจำเป็นต้องมีป้ายหาเสียง โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมือง แต่การเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร เป็นการเลือกตั้งที่เราเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะลดการใช้ป้ายหาเสียงลง เพราะสามารถใช้วิธีการอื่นๆ ทดแทนได้


แล้วเราจะหาเสียงยังไง ถ้าไม่มีป้ายบนถนน? มีตัวเลือกอีกมากมายที่พรรคประชาชนจะใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งผ่านแคมเปญ Social media และผ่านการเดินหาเสียง เราจะเพิ่มความถี่ในการเดินหาเสียงตามชุมชน การติดผ้าใบไวนิลตามแผงหรือกันสาดในตลาดหรือย่านชุมชน และที่สำคัญที่สุดคือเราจะรณรงค์กับหัวคะแนนธรรมชาติ ขอให้ช่วยส่งต่อนโยบาย วิสัยทัศน์ และเรื่องราวของเราให้ออกไปได้กว้างขวางและแม่นยำยิ่งกว่าป้ายหาเสียงแผ่นไหนๆ


อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะยังคงมีป้ายหาเสียงบนถนนของผู้สมัคร ส.ก. อยู่ เพื่อให้ประชาชนใน 50 เขตไม่เกิดความสับสนในการจดจำชื่อและเบอร์ของผู้สมัคร ส.ก. และด้วยปัจจัยเชิงพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ป้ายหาเสียงยังคงจำเป็นในบางโซน บางเขต แต่เราจะลดปริมาณป้าย ส.ก. ลงให้เหลือจำนวนเพียง 1-2 เท่าของหน่วยเลือกตั้งเท่านั้น (จากระเบียบการเลือกตั้งที่อนุญาตให้ติดตั้งป้ายได้ไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง)


กรุงเทพง่ายๆ ทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ครับ


โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรุงเทพง่ายๆ #BangkokMadeEasy #ผู้ว่าประชาชน #โจชัยวัฒน์

แจ้งหลีกเลี่ยงเส้นทาง ถนนงามวงค์วาน ขาออก มีผู้ชุมนุมรอรับ "ทักษิณ" ออกจากเรือนจำคลองเปรม

 


แจ้งหลีกเลี่ยงเส้นทาง ถนนงามวงศ์วาน ขาออก มีผู้ชุมนุมรอรับ "ทักษิณ" ออกจากเรือนจำคลองเปรม


วันนี้ (10 พฤษภาคม 2569) พ.ต.ท.ณัฐกิตติ์ ปิ่นทองดี รองผกก.จร.สน.ทุ่งสองห้อง แจ้งประชาสัมพันธ์การจราจรบนถนนงามวงศ์วานขาออก เนื่องด้วยมีการรวมตัวของกลุ่มมวลชน เพื่อชุมนุมบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ในวันที่ 10 พ.ค. 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถึงวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 2569 จนถึงเวลา 12.00 น. โดยเฉพาะบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม


เส้นทางเลี่ยงการจราจร ถนนงามวงศ์วานขาออก : ถนนงามวงศ์วานขาออก (บริเวณแยกบางเขน) - ใช้ถนนกำแพงเพชรขาเข้า - ขวาแยกวัดเสมียนนารี -ถนนประชาสังเคราะห์ - ขวาแยกประชานิเวศน์ - ถนนประชาชื่นขาออก - แยกพงษ์เพชร (ถนนงามวงศ์วานขาออก)


ระยะทางรวมจากแยกบางเขน ถึง แยกพงษ์เพชร กรณีใช้เส้นทางเลี่ยงระยะทางรวม 4.55 กิโลเมตร


จึงขอประชาสัมพันธ์ประชาชนผู้สัญจรใช้ถนนงามวงศ์วาน หลีกเลี่ยงการจราจรในช่วงเวลาดังกล่าวหรือหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร


“ดุสิตโพล” เผยผลสำรวจ สิ่งที่คน กทม. อยากเห็นมากที่สุดคือ รถไม่ติด ขนส่งมวลชนดี ค่าโดยสารไม่แพง ส่วนผู้ว่าฯ เทใจให้ “ชัชชาติ”

 


ดุสิตโพล” เผยผลสำรวจ สิ่งที่คน กทม. อยากเห็นมากที่สุดคือ รถไม่ติด ขนส่งมวลชนดี ค่าโดยสารไม่แพง ส่วนผู้ว่าฯ เทใจให้ “ชัชชาติ”


วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 1)” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,074 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2569 สรุปผลได้ดังนี้


1. คนกรุงเทพฯ อยากเห็น“กรุงเทพมหานคร” เป็นเมืองแบบใด พบว่า 

28.82% ระบุ เมืองที่รถไม่ติด ขนส่งมวลชนดี ค่าโดยสารไม่แพง

23.86% ระบุ เมืองสะอาด ทางเท้าเป็นระเบียบ เดินง่าย

18.10% ระบุ เมืองปลอดภัย ปลอดอาชญากรรมและยาเสพติด

14.75% ระบุ น้ำไม่ท่วม

14.47% ระบุ เป็นเมืองเศรษฐกิจ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี


2. คนกรุงเทพฯ อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป พบว่า :

56.70% ระบุ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

18.90% ระบุ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

13.13% ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ

  5.78% ระบุ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

  3.07% ระบุ คมสัน พันธุ์วิชาติกุล

  1.30% ระบุ มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศร

  1.12% ระบุ อื่น ๆ ได้แก่ สุชัชวีร์สุวรรณสวัสดิ์, มงคลกิตติ์สุขสินธารานนท์, ผู้สมัครพรรค ปชป.


3. คนกรุงเทพฯ คิดว่าจะเลือก สก. จากพรรคใด พบว่า :

40.13% ระบุ พรรคประชาชน

21.23% ระบุ ผู้สมัครอิสระ

19.46% ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ

  7.91% ระบุ พรรคประชาธิปัตย์

  7.91% ระบุ พรรคเพื่อไทย

  2.89% ระบุ พรรคภูมิใจไทย

  0.47% ระบุ พรรคทางเลือกใหม่


ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าคะแนนนิยมของ คุณชัชชาติสิทธิพันธุ์ ยังนำค่อนข้างชัด จากภาพจำด้านการบริหารเมืองที่ยังครองใจคนกรุง ขณะที่โจทย์สำคัญของผู้สมัครคือ การตอบความคาดหวังและ เปลี่ยนเสียงสะท้อนของประชาชนให้เป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่ “อยู่ได้จริง” และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.เอกอนงค์ศรีสำอางค์ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมาย และการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า คนกรุงเทพฯ วันนี้ไม่ได้ต้องการเมืองที่แค่ “ดูดี” แต่ต้องการเมืองที่ “อยู่แล้ว สบาย ใช้ชีวิตได้จริง” สิ่งที่คนอยากเห็นมากที่สุดคือเมืองที่รถไม่ติด เดินทางสะดวก มีขนส่งมวลชนที่ดีและค่าโดยสารไม่แพง ตามมาด้วยเมืองที่สะอาด ทางเท้าเป็นระเบียบ เดินง่าย ไม่ต้องลุ้นทุกวันว่าจะสะดุด หลบหลุม หรือเบียดกับรถ ชื่อของชัชชาติสิทธิพันธุ์” ที่คะแนนนำโดด แสดงว่าคนกรุงเทพฯ ยังมองว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ปัญหาเมืองได้ต่อเนื่อง คนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับผลงานที่เห็นได้จริงมากกว่าคำพูดหรือกระแสการเมืองระยะสั้น ส่วนการเลือก สก. ที่ไปทางพรรคประชาชน” และ “ผู้สมัครอิสระ” จำนวนไม่น้อย สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ อยากได้ตัวแทนที่ทำงานให้พื้นที่ของตัวเองจริง ๆ ไม่ได้อยากผูกติดกับพรรคการเมืองเดิม ๆ มากนัก โดยรวมโพลนี้จึงสะท้อนเสียงของคนกรุงเทพฯ ว่าต่อจากนี้ ผู้ว่าฯ และ สก. คนไหนก็ตาม หากไม่ลงมือแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างเรื่องการเดินทาง ทางเท้า ความสะอาด และความเป็น ระเบียบของเมืองอย่างจริงจัง ก็อาจต้องเผชิญกับความไม่พอใจจากประชาชนได้ในอนาคตอันใกล


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สวนดุสิตโพล #เลือกตั้ง #ผู้ว่าฯกทม #สก


#16ปีพฤษภา53 : พลซุ่มยิง (Sniper) เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล

 


#16ปีพฤษภา53 : พลซุ่มยิง (Sniper) เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกเหตุการณ์ เมษาพฤษภา53 “ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความซึ่งเขียนโดย พลเอก อดุล อุบล ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลัง และให้ได้ทราบว่าในกองทัพไทยยังมีนายทหารประชาธิปไตยผู้รักชาติรักประชาชน ที่เขียนไว้ให้ปรากฏ โดยแง่คิดต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ไม่หลงผิดทำสิ่งเลวร้าย ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวงจรอุบาทว์เสมอมา


พลซุ่มยิง (Sniper)” 


เพื่อนพ้องน้องพี่และบุคคลพลเรือนจำนวนมากที่เคารพนับถือกันถามผมว่า การใช้พลซุ่มยิงในการสลายมวลชนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เหมาะสมตามความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารในการปฏิบัติการเช่นนี้หรือไม่


ผมเรียนตามตรงว่าผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่มันมีคนถามมามากเหลือเกิน โดยเฉพาะเพื่อน ๆ อาชีพอื่นที่อาจจะมองภาพของทหารเป็นแบบอย่างโลกตะวันตกในฐานะทหารอาชีพ ผมก็เลยจะขอตอบตรงนี้ในรูปแบบของวิชาการก็แล้วกัน นอกจากนั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้อ่านจะคิดเอาเอง


ในหน่วยรบพิเศษ ผมไม่รู้นะครับ แต่ในหน่วยทหารราบแล้ว ผมเชื่อว่าผมเป็นคนแรกที่ได้เสนอแนวคิดในการจัดให้มีชุดพลซุ่มยิ่งแบบ Two – man team จำนวน 8 ทีม ในแต่ละกองพันทหารราบของกองทัพภาคที่ 1 แนวคิดนี้ผมเสนอต่อท่าน พล.ต.ไพศาล กตัญญู ซึ่งดำรงตำแหน่ง รอง มทภ.ในขณะนั้น ผมเสนอแนวคิดนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการรบของหน่วยทหารราบเบาในการป้องกันอธิปไตยของชาติ และรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใด และไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีผลออกมาในทางลบเช่นที่ผ่านมานี้


ผมได้ความคิดนี้จากประสบการณ์ในการฝึก ศึกษา และดูงาน จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกผมไปศึกษาหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบที่ กองทัพบกออสเตรเลีย เมื่อปี 2525 กองพันทหารราบของออสเตรเลีย มีการจัดชุดพลซุ่มยิง ประจำอยู่ในอัตราการจัดและยุทโธปกรณ์ (TO & E) ของหน่วย และมีข้อพิจารณาในการใช้อย่างกว้างขวางในการปฏิบัติการรบ


ครั้งที่ 2 เมื่อครั้งที่ผมเป็นล่ามให้ชุดครูฝึกจากกองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล ที่มาทำการฝึกชุดต่อต้านการก่อการร้ายให้แก่กำลังพลของ พล.รอ. เมื่อปี 2526 ซึ่งมีการใช้พลซุ่มยิงสังหารผู้ก่อการร้ายในขณะที่ชุดโจมตี (Assault team) เข้าชาร์จเพื่อช่วยตัวประกัน


ครั้งที่ 3 เมื่อผมได้ไปเรียนหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2527 เช่นเดียวกัน กองทัพบกสหรัฐฯ เองก็มีการใช้พลซุ่มยิงในหน่วยทหารราบเบา ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันในหน่วยระดับหมู่ ปส. ของกำลังทหารสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการอยู่ในอิรักและอัฟกานิสถาน ยังมีชุดลำกล้องและโครงในส่วนบนที่ใช้ประกอบกับโครงปืนส่วนล่างของ ปลย.M.16 ทำให้ ปลย.M.16 นั้นกลายเป็น ปลย. ขนาด 7.62 มม. ใช้ยิงเป้าหมายที่อยู่ไกลเกินกว่าระยะหวังผลของ ปลย.M.16 ถึงแม้ว่าจะไม่มีประสิทธิภาพเหมือน ปืนพลซุ่มยิง แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในการสังหารฝ่ายตรงข้ามได้มากขึ้น โดยไม่ใช้พลซุ่มยิง เพียงแต่ใช้กำลังพลในหมู่นั้น ๆ เอง อาวุธประเภทนี้จัดเป็น ปลย.ต่อระยะ (Extended range rifle) ซึ่งบางกองทัพไม่มีความรู้จริง จึงนำมาสับสนกับปืนพลซุ่มยิงของแท้ที่มีราคาแตกต่างกันมากในการจัดหา Sniper rifle ไว้ใช้งาน


จากประสบการณ์ทั้ง 3 ครั้ง ทำให้ผลได้เรียนรู้เรื่องการใช้ Sniper team โดยสรุปได้ว่า


1. ชุดพลซุ่มยิง มี 2 แบบโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว แต่ประเภทของอาวุธที่ใช้คือ Anti personnel สำหรับสังหารบุคคลเป็นหลัก และ Anti material ซึ่งใช้สำหรับยิงทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ก็สามารถนำมาใช้สังหารบุคคลได้ด้วย


2. หลักการใช้และภารกิจตามคุณลักษณะและขีดความสามารถของชุดพลซุ่มยิง

2.1 การรวบรวมข่าวสาร เนื่องจากพลซุ่มยิงนอกจากจะเป็นทหารที่ยิงปืนได้แม่นยำเป็นเลิศแล้ว พลซุ่มยิงจะต้องเป็นคนที่กล้าหาญ อดทน มุ่งมั่น มีความรอบรู้ในเรื่องการรบ ยุทธวิธี และเทคนิคของการเคลื่อนที่ด้วยการแทรกซึมทั้ง 3 มิติ เป็นอย่างดี พลซุ่มยิงจึงสามารถเข้าเกาะข้าศึกได้ทั้งแนวหน้า และแนวหลัง พร้อมที่จะรายงานข่าวสารเกี่ยวกับข้าศึกและพื้นที่การรบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.2 ใช้ในการยิงข่ม (Supression) ทั้งที่หมายและที่ตั้งอาวุธยิงของข้าศึก ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกำลังส่วนน้อย แต่ได้ผลทั้งทางยุทธวิธีและทางจิตวิทยาสูง

2.3 ใช้ในการยิงสังหารบุคคลสำคัญ (Key man) ของข้าศึกทำให้การควบคุมการรบของข้าศึกต้องหยุดชะงักลง หรือยิงทำลายชิ้นส่วนสำคัญของระบบอาวุธของข้าศึก (High value target) ทำให้เสียหาย อาจถึงขั้นทำให้ข้าศึกชักช้าหรือต้องเปลี่ยนหนทางปฏิบัติใหม่ได้

2.4 ใช้ควบคุมพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้ข้าศึกเข้ามาใช้ประโยชน์ด้วยการยิงจากขีดความสามารถของอาวุธ

2.5 ใช้ในการต่อต้านพลซุ่มยิงของข้าศึก พลซุ่มยิงด้วยกันจึงจะรู้และเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง จะสามารถคิดได้ว่าในสถานการณ์และภูมิประเทศแบบนี้ พลซุ่มยิงฝ่ายข้าศึกน่าจะอยู่บริเวณใดและกำลังคิดทำอะไรอยู่

2.6 ใช้ในการต่อต้านการก่อการร้ายสากล คล้ายกับข้อ 2.3


ตามที่กล่าวมาแล้ว ผมจึงได้เสนอแนวคิดให้มีการใช้พลซุ่มยิงในกองพันทหารราบของ ทภ.เมื่อปี 2545 แล้วก็เริ่มมีการคัดเลือกกำลังพล เข้ารับการฝึกจากชุดครูฝึกพลซุ่มยิงของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ เพื่อเป็นชุดครูฝึกนำไปขยายผลให้หน่วยในระดับกองพล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่เคยมีความคิดใช้หรือจะนำประโยชน์ของหลักการใช้พลซุ่มยิงมาใช้ในการสลายมวลชน และไม่แม้แต่จะฉุกคิดว่าจะมีผู้บังคับบัญชาบางคนนำมาใช้ในงานนี้


ก่อนเหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พ.ค. 53 ผมไม่เคยได้รับทราบมาก่อนว่า มีกองทัพของประเทศใดในโลกประชาธิปไตย นำกำลังทหารออกมาสลายมวลชน รวมทั้งมีการใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชน ผมไม่เคยศึกษาและไม่เคยคิดที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้ ว่ามันเป็นการผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎบัญญัติของสหประชาชาติหรือไม่ เพราะตัวผมเองไม่เคยมีความคิด อย่าว่าแต่ใช้พลซุ่มยิงกับมวลชนเลย แม้แต่การใช้ทหารถืออาวุธสงครามออกมาปราบปรามประชาชนก็ไม่เคยมีอยู่ในหัวสมอง


ผมพอจำได้ในประเด็นสำคัญ ๆ ของกฎการทำสงคราม ซึ่งเป็นวิชาที่ทหารโลกประชาธิปไตยทุกชาติเขาต้องศึกษากัน ยกเว้นในประเทศไทย เช่น ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์สงคราม ทหารจะใช้อาวุธต่อประชาชน หรือเชลยศึก หรือทหารที่ยอมแพ้วางอาวุธของฝ่ายคู่สงครามไม่ได้ ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการกระทำกับประชาชนของประเทศตนเอง


ผมคงตอบคำถามของพวกท่านทั้งหลายได้เท่านี้ คงต้องเป็นหน้าที่ของพวกท่านพิจารณาด้วยตนเองว่ามันควรจะเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ หรือสากลโลก หรือไม่ และมันสมควรจะกระทำหรือไม่ ประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพต้องเป็นพลเรือน ที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผ่านการเลือกตั้ง ทหารทุกคน ทุกชั้นยศ จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายของบุคคลนี้อย่างเคร่งครัด ด้วยความเต็มใจอย่างภาคภูมิ เพราะพวกเขาเป็นทหารอาชีพของกองทัพของประชาชน (กลับไปอ่านด้วยรักและห่วงใยตอน “Inside or outside oriented” และตอน “กองทัพของประชาชน” ที่ผ่านมาแล้ว)


ประการสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะกล่าวย้ำเตือนไว้ ณ ที่นี้ก็คือ กองทัพมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศชาติ รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นเอกราช ความมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกองทัพก็อาจจะกลายเป็นเครื่องมือในการบั่นทอนขัดขวางความเจริญของประเทศ หรืออาจถึงขั้นเป็นศัตรูทำลายล้างประชาชนในชาติเสียเอง อันเนื่องมาจากระบอบการควบคุมกำลังทหารที่ไม่เหมาะสม การขัดเกลาทางสังคมในการสร้างผู้นำทางทหารทุกระดับไม่ถูกต้องตามวิวัฒนาการของโลก รวมทั้งการได้มาซึ่งผู้บังคับบัญชาที่..................(เติมเอาเองตามต้องการครับ)


อดุล อุบล

พลเอกทหารราบ

27 มี.ค. 54


นี่คือบทความบางตอน ในหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล


ประวัติการศึกษา พล.อ.อดุล อุบล บางส่วน :


โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง