วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ฝ่ายค้านเปิดหลักฐาน ‘คดีฮั้ว สว.’ ครบ 2 ปี เตือนถึงจุดชี้ชะตา หวั่น กกต. - ดีเอสไอ ปล่อยคดีจบก่อนถึงศาล ชี้ถ้าสำเร็จเท่ากับออกใบอนุญาตฮั้วการเมืองทั้งระบบ


ฝ่ายค้านเปิดหลักฐาน ‘คดีฮั้ว สว.’ ครบ 2 ปี เตือนถึงจุดชี้ชะตา หวั่น กกต. - ดีเอสไอ ปล่อยคดีจบก่อนถึงศาล ชี้ถ้าสำเร็จเท่ากับออกใบอนุญาตฮั้วการเมืองทั้งระบบ


วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. คดีถึงไหนแล้ว’ โดยมีผู้ติดตามคดีฮั้ว สว. จากแวดวงต่างๆ เข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความคืบหน้าของคดี


พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้กล่าวเปิดงานโดยระบุว่า ‘คดีโกง สว.’ เป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องการตรวจสอบ คดีดังกล่าวไม่ได้สำคัญเฉพาะกับผู้สมัคร สว. หรือ สว. สำรอง แต่สำคัญต่ออนาคตระบบการเมืองของประเทศไทย กลุ่มบุคคลที่เข้าสู่อำนาจรัฐโดยมิชอบก็ย่อมใช้อำนาจนั้นโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย พิจารณารัฐธรรมนูญ หรือการรับรองผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ


การโกง สว. คือความพยายามในการสร้างระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดานและทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอลง ผ่านการแทรกแซงกระบวนการเลือก สว. เพื่อให้คนที่สามารถควบคุมหรือกำกับทิศทางการลงมติได้เข้าไปเป็น สว. จำนวนมาก ชี้ขาดผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ หากปล่อยให้การโกง สว. สำเร็จ เท่ากับการออกใบอนุญาตให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มสามารถสร้างระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดานขึ้นมา


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า แม้หลายคนพยายามอย่างมากเพื่อรวบรวมหลักฐานข้อมูลยื่นให้หน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือคดีโกง สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ หน่วยงานตรวจสอบทั้งสองหน่วยงานอาจไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กกต. มีกรรมการ 7 คนที่จะต้องชี้ขาดภายในต้นเดือนกันยายนนี้ แต่ 4 คนเข้าสู่ตำแหน่งจากการรับรองโดย สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ แล้วยังมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งมีมติที่ค้านสายตาสังคมและสวนทางกับมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ว่าบรรดา 229 คนไม่มีใครทำอะไรผิดเลย


ในฝั่งดีเอสไอก็มีข้อกังวลเช่นกัน แม้มีการรับเป็นคดีพิเศษมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 สอบปากคำพยานไปกว่า 700 คน แต่ปลายปี 2568 กลับมีมติสรุปสำนวน ให้อัยการสั่งฟ้องเพียง 8 คน และเมื่ออัยการตีเรื่องกลับมาช่วงต้นปี 2569 ให้ดีเอสไอสอบเพิ่มเติม ขยายผลสู่ผู้ร่วมขบวนการคนอื่น ตนก็ได้ข้อมูลมาว่าดีเอสไอกำลังถูกกำกับให้อยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง รอดูมติของ กกต. ก่อนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ถึงขั้นมีการโยกย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในดีเอสไอด้วย


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า เวลานี้จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของคดี และใน 1-2 เดือนข้างหน้าเราจะได้รู้คำตอบว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาลหรือไม่ งานวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเอาหลักฐานเท่าที่จะเปิดเผยได้มากางให้สังคมได้รับรู้ร่วมกันว่าหลักฐานมีความชัดเจนเพียงใด ถ้าหน่วยงานยังไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เราก็จะได้ร่วมกันตรวจสอบหน่วยงานตรวจสอบเหล่านั้นได้อย่างมีน้ำหนักมากขึ้น


“ถ้าหน่วยงานตรวจสอบไม่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาและไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ทุกอย่างก็จะจบ สังคมจะไม่ได้รับรู้ว่าหลักฐานเหล่านี้หนักแน่นชัดเจนเพียงใด” พริษฐ์กล่าว


หลังจากนั้น พริษฐ์ได้นำผู้ร่วมงานทำกิจกรรมจำลองระบบการเลือก สว. แบบที่มีโพย โดยอ้างอิงจากเทปบันทึกภาพในวันที่มีการเลือก สว. จริง ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ ที่ตัวเลขที่ออกมาค่อนข้างตรงกับโพยที่ปรากฏจริง กระทั่งลำดับหลายครั้งก็ตรงกับโพย ซึ่งพริษฐ์ระบุว่าเรื่องโพยเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ แม้ กกต. อาจบอกว่าการที่ผู้สมัครคนหนึ่งอาจจดเลขไว้กันลืมไม่ได้เป็นเรื่องผิดในตัวเอง แต่ก่อนที่จะมาเป็นโพยนี้ มีหลักฐานของการใช้เงินจ้างคนมาสมัครและโหวตที่ปรากฏอย่างชัดเจนด้วย


กิจกรรมดำเนินต่อไป พยาน 4 รายที่พร้อมเปิดเผยหลักฐานขึ้นมาเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังก่อนที่จะมาเป็นโพยในการโกง สว. โดยระบุว่า หลังจากการเลือกในระดับจังหวัดผ่านไป มีเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่งพยายามติดต่อผู้สมัครที่ผ่านการเลือกระดับจังหวัด ให้ช่วยกันรวบรวมผู้สมัครที่ผ่านการเลือกระดับจังหวัดด้วยกัน ให้มารวมตัวกันที่โรงแรม โดยจะมีการอำนวยความสะดวกด้านค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทางไปกลับ และค่าสมนาคุณให้เป็นรายบุคคล จากนั้นจึงนำไปสู่การสร้างและแจกโพยให้กับผู้สมัครที่มาร่วมประชุม และมีการนำไปใช้จริงในวันเลือก สว. ระดับประเทศ


หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงเสวนา เริ่มต้นที่ ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งระบุว่ากระบวนการฮั้ว สว. เป็นการสมคบกันทั้งระบบ มีกลุ่มที่ทำทั้งหมด 6 กลุ่ม รวมถึงมีการไปศึกษาระเบียบ กกต. ว่าจะฮั้วอย่างไรได้ กกต. ควรใช้โอกาสนี้เปิดหีบบัตรให้มีการตรวจสอบ นำนักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์มาร่วมกระบวนการตรวจสอบ ถ้าการที่เลขเรียงเหมือนกัน 3 ตัวยังเกิดขึ้นยาก การเรียงกันได้ถึง 5 ตัวในการเลือก สว. ไม่มีทางเป็นความบังเอิญได้อยู่แล้ว การพิสูจน์เป็นเรื่องง่ายมากและใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ แม้ปัจจุบันจะกินรวบได้เกือบทั้งหมด แต่ที่ยังกินรวบไม่ได้คือศาลยุติธรรม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องส่งไปให้ถึงศาลยุติธรรมให้ได้


ทางด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ระบุว่าในฐานะอดีต กกต. ตนเห็นความผิดเกิดขึ้นถึง 8 กรณี 


1. การจ้างให้สมัครหรือออกค่าสมัครให้ถือเป็นการให้ประโยชน์ 


2. การจัดเลี้ยง จัดหาที่พัก ออกค่าเดินทางให้ 


3. การเจรจาเสนอแลกเปลี่ยนคะแนนกัน 


4. เสนอประโยชน์ให้ตอบแทน เช่น การให้เป็นผู้ช่วย สว. 


5. จัดตั้งเป็นคณะบุคคล วางแผนดำเนินการ มีกระบวนการในการจัดการให้เกิดคะแนนเสียง 


6. การจัดทำโพยสำเร็จรูป ว่าถ้าอยู่กลุ่มไหนต้องเลือกหมายเลขอะไรบ้างถึง 20 กลุ่ม และมีประโยชน์เกี่ยวข้อง ไม่ใช่โพยที่เป็นการบันทึก 


7. คนที่ได้คะแนนตามโพย หากพิสูจน์ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการ 


8. สส. และพรรคการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. 


ถ้า กกต. เห็นหลักฐานเหล่านี้แล้วยังบอกว่าไม่ผิดอีก ก็เตรียมตัวย้ายที่อยู่ได้


ขณะที่ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. ระบุว่า หลักฐานที่ปรากฏในวันนี้ทุกอย่างมีความชัดเจนตั้งแต่เรื่องโพยที่มีความซับซ้อน จากคำให้การของพยานที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ากระบวนการฮั้ว สว. ที่เกิดขึ้นนี้มีมูลเหตุจูงใจชัดเจน เมื่อได้ สว. มาก็จะเลือกองค์กรอิสระ ซื้อบ้านใหญ่ ซื้อกลุ่มการเมืองมารวมกัน เพื่อให้ได้จัดตั้งรัฐบาลและเป็นเสียงข้างมากในสภา สว. นอกจากเลือกองค์กรอิสระแล้ว ยังให้การรับรองบุคคลสำคัญ ทั้งอัยการสูงสุด ประธานศาลปกครอง และอื่นๆ นี่คือการกินรวบชัดเจนโดยระบบทุน ชั่วร้ายไม่ต่างไปจากเผด็จการโดยปืน และยังเป็นเผด็จการที่มีเครือข่ายแยบยลไม่แพ้กัน


ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การที่ กกต. ทำหน้าที่อย่างมีคำถามได้มากขนาดนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ กกต. มีหน้าที่ในการตรวจสอบว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ถ้าพบในเวลาต่อมาว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรมก็ให้ส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา นี่คือขั้นตอนปัจจุบันของ กกต. ในส่วนของคดีอาญา เรื่องใหญ่ที่สุดตอนนี้คือการใช้เงินจูงให้เลือก ถ้ามีเงินเข้ามาเกี่ยวผิดแน่นอน นี่คือขั้นตอนปัจจุบันของดีเอสไอ


ส่วนเรื่องโพยโดยตัวเองไม่ผิด แต่ถ้าไปเกี่ยวกับเรื่องอื่น มันคือหลักฐานว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ก็ไม่ต้องมีเวทีวันนี้ คดีการเลือกหรือการได้เป็น สว. โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มีแต่ กกต. ที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาได้ ถ้า กกต. ไม่ส่ง ใครก็ส่งไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคดีอาญา หากพนักงานสอบสวนหรืออัยการไม่ส่งฟ้อง ผู้เสียหายสามารถส่งฟ้องเองได้ 


ปริญญากล่าวต่อไปว่าเมื่อครบ 90 วันหรือขยายเวลาจนครบแล้ว กกต. ไม่ลงมติตามที่ควรจะเป็นไปตามหลักฐาน เช่น ยกฟ้องหมด หรือส่งไปศาลฎีกาน้อยมากจนน่าตกใจและขัดกับหลักฐานที่มี ฐานะความเป็นผู้เสียหายของผู้ร้องเกิดขึ้นทันที ปัจจุบันเป็นเพียงแค่การล่าช้า แต่ถ้าลงมติแล้วไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ผู้เสียหายมีสิทธิในการฟ้อง กกต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ทุกคนต้องช่วยกันผลักดันให้มีการส่งเรื่องไปถึงศาลฎีกาให้ได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิปฝ่ายค้าน #ฮั๊วสว






























‘พริษฐ์’เปิดหลักฐาน แฉกระบวนการโกง สว. ชี้ไม่ใช่แค่ฮั้ว แต่ใช้เงิน-ผลประโยชน์จ้างคนลงคะแนนเสียง หวั่น กกต.-ดีเอสไอ ปล่อยเกียร์ว่าง-เป่าคดีไม่ถึงศาล จี้ 2 หน่วยงานส่งหลักฐานสาวถึงตัวใหญ่ ไม่ใช่เอาแค่ สว. 10-20 คนไปสังเวยคดี ย้ำต้องลากเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองเบื้องหลังมาลงโทษ

 


‘พริษฐ์’เปิดหลักฐาน แฉกระบวนการโกง สว. ชี้ไม่ใช่แค่ฮั้ว แต่ใช้เงิน-ผลประโยชน์จ้างคนลงคะแนนเสียง หวั่น กกต.-ดีเอสไอ ปล่อยเกียร์ว่าง-เป่าคดีไม่ถึงศาล จี้ 2 หน่วยงานส่งหลักฐานสาวถึงตัวใหญ่ ไม่ใช่เอาแค่ สว. 10-20 คนไปสังเวยคดี ย้ำต้องลากเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองเบื้องหลังมาลงโทษ


วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ก่อนเริ่มกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ว่า


วันนี้พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยวิปฝ่ายค้าน มีการจัดกิจกรรมครบรอบ 2 ปีคดีฮั้ว สว. ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก เป็นการเจาะลึกหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮั้วสว. ซึ่งเราจะคุ้นชินกับคำว่า ฮั้ว สว. แต่ความจริงคำที่เหมาะสมกว่าคือโกง สว. เพราะกระบวนการที่เห็นจากหลักฐาน ไม่ได้หมายถึงเพียงเครือข่ายจัดตั้งผู้สมัคร เพื่อมาจัดทำโพล และแลกเปลี่ยนคะแนนกันและกัน แต่มีกระบวนการที่ใช้เงิน และประโยชน์อื่นใดต่างๆมาจ้างคนสมัคร และจ้างคนมาลงคะแนนเสียง เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ


พริษฐ์กล่าวต่อว่า ต้องย้ำว่า คดีโกง สว.ที่ว่านี้ เป็นคดีที่มีความสำคัญต่ออนาคตระบบทางการเมืองประเทศเรา เรื่องแรกถ้าคนที่เข้ามาสู่อำนาจโดยมิชอบ มีแนวโน้มสูงจะใช้อำนาจโดยมิชอบเช่นเดียวกัน หากเราพิสูจน์ให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่เข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบ จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วการใช้อำนาจในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย การลงมติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการรับรองผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระจะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยหรือไม่ และหากมองกว้างในภาพรวม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปิดช่องที่ทำให้การโกงสว. เป็นหนทางไปสู่การสร้างระบบการเมืองที่เกิดการฮั้วกัน พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้ามีกลุ่มการเมืองใดใช้วิธีการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาแทรกแซงการเลือกสว.จนทำให้มีคนที่สามารถกำกับทิศทางที่จะลงมติ เข้าไปเป็น สว. จะทำให้กลุ่มการเมืองนั้นมีโอกาสมากำกับได้ด้วยเช่นกัน ว่า สว.เหล่านั้นจะลงมติรับรองใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ และหากกลุ่มการเมืองใด สามารถกำหนดได้ หรือคุมได้ว่าใครคือองค์กรอิสระ องค์กรอิสระเหล่านั้นที่มีหน้าที่ในการมาตรวจสอบ กลุ่มการเมืองนั้นเองก็อาจไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา


“พูดง่าย ๆ ว่าการฮั้วสว.หรือการโกงสว. เลยเป็นหนทางที่บางกลุ่มการเมืองพยายามใช้คุมองค์กรอิสระ และทำให้กลไกในการตรวจสอบอ่อนแอ”


นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีหลายภาคส่วนพยายามรวบรวมหลักฐานไปนำเสนอต่อหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันยังค้างอยู่ที่ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องมีมติภายในเดือน ก.ย.นี้ ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ ตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่บอกว่ามีผู้มีมูลความผิดทั้งหมด 229 คน และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีการรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว บนฐานความผิดเรื่องการอั้งยี่ และการฟอกเงิน ตนคิดว่าสิ่งที่สังคมมีความกังวลใจมากที่สุดตอนนี้ คือเรื่องจะไปไม่ถึงศาล แล้วทั้งสองหน่วยงานนี้จะตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ชั้น กกต. และดีเอสไอ


ซึ่งทราบดีว่า 4 ใน 7 กกต. ที่จะลงมติเรื่องนี้ถูกรับรองให้ดำรงตำแหน่ง จากสว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ยังไม่นับว่ากกต.ชุดนี้ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นว่ามีมติที่ค่อนข้างค้านสายตาสังคม คือ บอกว่าไม่มีใครใน 229 คน มีมูลกระทำความผิดเลย ในฝั่งของดีเอสไอมีข้อกังวลเช่นกัน เพราะเห็นว่าช่วงปลายปี 68 หลังจากดีเอสไอสอบสวนมาเป็นเวลานานกลับสรุปสำนวนและสั่งฟ้องเพียง 8 คน และพออัยการตีเรื่องกลับมา ตอนต้นปี 69 เหมือนว่าตอนนี้ดีเอสไอ กำลังอยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อจะรอดูว่ามติกกต. จะเป็นเช่นไร จึงมีข้อกังวลว่าดีเอสไอกำลังรอดูหรือไม่ว่ากกต.มีมติเป่าคดี หาก กกต.เป่าคดี จะได้เอามติเป่าคดีของกกต.มาเป็นหลังพิงให้กับดีเอสไอเช่นกัน ยิ่งพอมีการเปลี่ยนปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำกับทิศทางก็ยิ่งเป็นข้อกังวลมากขึ้น เป็นวัตถุประสงค์ที่อาจเปลี่ยนตัวปลัดหรือไม่


นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้หลายภาคส่วนได้ยื่นหลักฐานต่าง ๆ ไปยัง 2 หน่วยงาน แต่หลายคนมีความกังวลใจ ว่า 2 หน่วยงานนี้หากไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ กลายเป็นว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาล และสังคมจะไม่ได้รับรู้ถึงความหนักแน่นของหลักฐานเหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้วันนี้ สิ่งสำคัญของกิจกรรม คือเราจะนำเอาหลักฐานบางส่วน มากางให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งจะมีทั้งหลักฐานที่ภาคส่วนต่าง ๆได้ยื่นมาให้กับวิปฝ่ายค้าน รวมถึงจะมีพยานบุคคลที่ได้ไปรู้เห็น หรือมีหลักฐานที่เกี่ยวกับกระบวนการมาเล่าให้ฟัง มีพยานจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อมานำเสนอให้กับพี่น้องประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้เห็นว่า ในเมื่อหลักฐานมันชัดขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก หากคดีดังกล่าวไปไม่ถึงศาล


เมื่อถามถึงกรณี 4 จังหวัด คือ จังหวัดสิงห์บุรี หนองบัวลำภู สุพรรณบุรี และสุโขทัย ที่ได้ถามกระทู้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มีหลักฐานชัดเจนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลักฐานที่ได้นำเสนอรัฐมนตรีกลางสภาฯ เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ส่งเข้ามาให้วิปฝ่ายค้าน ตนคิดว่าหลักฐานเหล่านั้นมีความชัดเจนหนักแน่น เพียงพอในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ความจริงหน่วยงานตรวจสอบควรเข้าถึงหลักฐานได้มากกว่าตนด้วยซ้ำ เช่น มีพยานปากมาเล่าให้ฟังว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมไหน ในจังหวัดไหน วันที่เท่าไหร่ เป็นความจริงที่หน่วยงานตรวจสอบ สิ่งที่ทำได้คือการไปตรวจสอบกับโรงแรมไปเปิดดูกล้องวงจรปิดว่ามีบุคคลดังกล่าวเดินเข้ามาในโรงแรมจริงหรือไม่ 


“ผมคิดว่า ถ้าเรามองในภาพใหญ่หน่วยงานตรวจสอบควรจะเข้าถึงหลักฐาน และตรวจทานหลักฐานได้ลึกซึ้งกว่าตนด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าข้อมูลที่ตนได้รับมีความหนักแน่นในระดับหนึ่ง ตนเชื่อว่า หลักฐานที่หน่วยงานเข้าถึงจะหนักแน่นยิ่งกว่า ดังนั้นการที่ตนเอาหลักฐานมานำเสนอสังคม เพื่อให้เกิดคำถามว่า ถ้าเราเข้าถึงหลักฐานขนาดนี้ แล้วหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าถึงขนาดไหน แล้วถ้าเข้าถึงหลักฐานได้ขนาดนี้แล้วยังไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลเป็นเพราะอะไร” นายพริษฐ์ กล่าว


เมื่อถามย้ำว่า จะเอาหลักฐานที่นำเสนอในวันนี้ให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรากำลังตรวจทานกับเจ้าของหลักฐานอยู่ เพราะหลักฐานที่เรามานำเสนอความจริง เจ้าของหลักฐานได้ยื่นให้กับหน่วยงานตรวจสอบไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขากังวลใจคือพอยื่นไปแล้ว หน่วยงานที่ตรวจสอบไม่ทำงานตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการดังกล่าว จะกลายเป็นว่าสังคมไม่ได้รับรู้ว่าหลักฐานที่ยื่นเข้าไปที่หน่วยงาน ตรวจสอบตัดตอน ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ดังนั้นการนำบางส่วนที่สามารถนำเสนอกับสังคมได้มานำเสนอ ก็น่าจะทำให้สังคม ร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการจับตาการทำงานของหน่วยงานที่ตรวจสอบ แล้วตนย้ำว่าหากหน่วยงานที่ตรวจสอบทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้งกกต.และดีเอสไอ ไม่ใช่แค่ส่งเรื่องคนบางคนไปที่ศาล ไม่ใช่แค่หาสว. 10-20 คนไปสังเวย แต่ต้องส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่อาจจะอยู่เบื้องหลังด้วย สิ่งที่เราไม่อยากเห็น คือการสังเวยบางคนเพื่อปกป้องบางคนที่อยู่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจมากกว่า


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #วิปฝ่ายค้าน #ฮั๊วสว #กกต #DSI

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ษัษฐรัมย์” นำทีมประกันสังคมก้าวหน้าล้อมวงสนทนา เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ตั้งคำถามการลงทุนโครงการ “สกายไลน์” ที่ถูกจัดเป็น Global Private Equity ทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ในไทย พร้อมเสนอปรับระบบบริหารเงินกองทุน ยกระดับความโปร่งใส และทบทวนการใช้งบค่ารักษาพยาบาลให้ถึงมือผู้ประกันตนอย่างแท้จริง

 


“ษัษฐรัมย์” นำทีมประกันสังคมก้าวหน้าล้อมวงสนทนา เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ตั้งคำถามการลงทุนโครงการ “สกายไลน์” ที่ถูกจัดเป็น Global Private Equity ทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ในไทย พร้อมเสนอปรับระบบบริหารเงินกองทุน ยกระดับความโปร่งใส และทบทวนการใช้งบค่ารักษาพยาบาลให้ถึงมือผู้ประกันตนอย่างแท้จริง


วันนี้ (11 กรกฎาคม 2569) ผู้สมัคร “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” จัดกิจกรรมเปิดวงสนทนา “ประกันสังคมของพวกเรา” ที่ The Meeting Place Co-working Space แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กทม. // เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกันตน นายจ้าง และประชาชนร่วมรับฟังนโยบาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมออกแบบอนาคตของระบบประกันสังคม พร้อมเปิดจุดอำนวยความสะดวกช่วยลงทะเบียนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม


เปิดวงสนทนา “ประกันสังคมของพวกเรา” ผู้สมัครทีมประกันสังคมก้าวหน้า ชวนผู้ประกันตน - นายจ้าง ร่วมออกแบบประกันสังคมของพวกเรา / เปิดพื้นที่รับฟังและเสนอนโยบายอย่างใกล้ชิด


ภายในงานแบ่งการเสวนาออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกนำเสนอแนวทางปฏิรูประบบประกันสังคม ภายใต้นโยบาย Zero Budgeting หรือการจัดทำงบประมาณบนพื้นฐานความจำเป็น เพื่อทบทวนการใช้จ่ายทุกด้านของสำนักงานประกันสังคม พร้อมเสนอให้ยกระดับการบริหารเงินกองทุน การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน รวมถึงทบทวนงบประมาณด้านประชาสัมพันธ์ และการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน


จากนั้นในช่วงที่ 2 เป็นการเปิดเวทีรับฟังเสียงจากแรงงานในหลากหลายอาชีพ ภายใต้หัวข้อ “เสียงจากคนทำงานที่ถูกหลงลืม และเสนอนโยบายใหม่ที่เราอยากผลักดัน” โดยนำเสนอข้อเสนอด้านสวัสดิการสำหรับแรงงานสร้างสรรค์ การผลักดัน Recreational Welfare การปฏิรูปการสื่อสารของสำนักงานประกันสังคมให้เข้าถึงผู้ประกันตนมากขึ้น รวมถึงการดูแลแรงงานข้ามชาติ และผลดีต่อประกันสังคม และการปลดล็อคสวัสดิการนายจ้าง


โดย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตกรรมการสำนักงานประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ฝ่ายผู้ประกันตน และตัวแทนทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” เปิดเผยว่า หนึ่งในสิ่งที่ต้องเร่งปฏิรูปคือการบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีความโปร่งใส โดยระบุว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ ได้รับรายงานผลการลงทุนเพียงในระดับ Asset Class หรือประเภทของสินทรัพย์ ไม่ได้เห็นรายละเอียดการลงทุนรายโครงการหรือรายบริษัท จนกระทั่งพบข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการ “สกายไลน์” ที่ถูกจัดอยู่ในหมวด Global Private Equity หรือการลงทุนในหุ้นนอกตลาดต่างประเทศ ทั้งที่ภายหลังตรวจสอบพบว่าเป็นการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ย่านพระราม 9 ผ่านการถือหุ้นของบริษัทเจ้าของโครงการ


รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า การจัดประเภทดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัย เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในประเทศไทย แต่กลับถูกจัดอยู่ในหมวดการลงทุนต่างประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มาตรฐานการจัดประเภทสินทรัพย์ของกองทุนควรมีความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตน


นอกจากนี้ ยังย้ำว่า การบริหารเงินกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนระยะยาว ไม่ควรใช้แนวคิดแบบนักลงทุนรายย่อยที่เน้นการจับจังหวะลงทุนระยะสั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรสินทรัพย์ การกระจายความเสี่ยง และการกำหนดหลักเกณฑ์การลงทุนที่รัดกุม เพื่อให้กองทุนเติบโตอย่างมั่นคงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน


ส่วนประเด็นด้านสิทธิประโยชน์ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ปัจจุบันค่าใช้จ่ายหลักของกองทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นรายจ่ายสูงสุดในปัจจุบัน และเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งจะกลายเป็นภาระรายจ่ายหลักของกองทุนในอนาคต โดยขณะนี้กองทุนจ่ายเงินบำนาญให้ผู้รับสิทธิกว่า 800,000-900,000 คน คิดเป็นวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ


พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้งบประมาณด้านค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ เม็ดเงินดังกล่าวถูกส่งต่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่างบประมาณส่วนหนึ่งไม่ได้สะท้อนเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยโดยตรง แต่ไหลเข้าสู่ระบบการเงินของสถานพยาบาลผ่านกลไกการจ่ายเงินของกองทุนประกันสังคม


จึงเห็นว่า การปฏิรูประบบประกันสังคมในอนาคต ไม่ควรเน้นเพียงการเพิ่มงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล แต่ต้องปรับปรุงระบบกำกับดูแลการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เม็ดเงินของกองทุนถูกใช้ไปกับการยกระดับคุณภาพการรักษาและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง


สำหรับการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมสามารถลงทะเบียนได้ ถึง 15 กรกฎาคม 2569 เท่านั้น


ก่อนจะไปถึงการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทุกคนจะต้องลงทะเบียนเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยสามารถลงทะเบียนผ่าน 3 ช่องทาง ดังนี้


เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง


แอปพลิเคชัน SSO plus ตลอด 24 ชั่วโมง โดยต้องล็อคอินเข้าสู่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD จากนั้นเข้าสู่หัวข้อ “ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง” และกดเลือกพื้นที่สำหรับการใช้สิทธิเลือกตั้ง


ลงทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักงานประกันสังคม ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัด หรือสาขาอื่นๆ ของสำนักงานประกันสังคมได้ ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ) และในช่วง 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #บอร์ดประกันสังคม #ประกันสังคมก้าวหน้า