‘วีระยุทธ’ ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก้อนแรกฟื้นคะแนนเสียง ก้อนสองเลี้ยงเครือข่ายอุปถัมภ์ ตั้งคำถามรัฐบาลปล่อย Data Center พยุง GDP แต่ทิ้งภาคผลิต-SME-แรงงาน ซัดไร้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นระบบ
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 4 แสนล้านบาท โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายว่า จากวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลกำหนดไว้เอง ซึ่งแบ่งเงินกู้ออกเป็น 2 ก้อน ก้อนละ 2 แสนล้านบาท ก้อนแรกเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ บรรเทาภาระประชาชนและช่วยผู้ประกอบการ และก้อนที่สองเพื่อเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด แต่หากพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้น รัฐบาลยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของเงินกู้ก้อนแรกได้ โดยมีประชาชนและภาคเศรษฐกิจอย่างน้อย 4 กลุ่มที่ถูกละเลย ได้แก่ กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตราคาน้ำมัน เช่น ประมง ขนส่ง เกษตรกร รวมถึงภาคการผลิต SME และแรงงาน
แม้รัฐบาลจะอ้างถึงการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeting) แต่เมื่อเกิดวิกฤตกลับใช้นโยบายแบบหว่านแห ในขณะที่ภาคการผลิตซึ่งมีขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจไทยกลับไม่มีนโยบายรองรับที่เป็นชิ้นเป็นอัน สะท้อนจากกำลังการผลิตของโรงงานที่ลดลงเหลือประมาณ 57% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส ภาคยานยนต์หดตัว 7.2% และดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจลดลงจาก 48.8 เหลือ 44.0
วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของ SME นั้น ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการกว่า 7,000 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากปีก่อน ท่ามกลางการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศที่ไหลทะลักเข้ามา ส่วนตลาดแรงงานก็มีคนว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่รับสิทธิกรณีว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 50,000 คนภายในไตรมาสเดียว
ทั้งนี้ สาเหตุที่รัฐบาลอาจยังเชื่อว่าเศรษฐกิจกำลังมาถูกทาง เป็นเพราะ GDP ไตรมาส 2 ยังขยายตัว 1.9% พร้อมอธิบายว่านี่คือการเข้าสู่ “New Economy” แต่หากดูไส้ในของ GDP จะพบว่าการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 13.4% นั้นมีแรงหนุนสำคัญจากการลงทุน Data Center ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นจำนวนมาก การที่รัฐบาลและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งอนุมัติโครงการ Data Center แบบปล่อยผี ทั้งในเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เงื่อนไขสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) และใบอนุญาตประกอบกิจการ ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ไทยขาดดุลการค้าไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท
วีระยุทธระบุด้วยว่า การตั้งบอร์ด Data Center ของรัฐบาลอาจเป็นเพียงการเลี่ยงบาลีและหนีปัญหา เพราะจากข้อมูลที่ได้รับผ่านการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ พบปัญหาอย่างน้อย 5 ประการ ได้แก่ 1. การไม่กำกับย้อนหลัง 57 โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว มูลค่ารวม 810,000 ล้านบาท 2. การไม่คัดเลือกประเภทของ Data Center ที่ต้องการส่งเสริม 3. ช่องว่างทางกฎหมายระหว่าง Data Center กับ Data Hosting 4. ไม่มีผู้ลงทุนรายใดแจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด และ 5. แนวคิดเรื่อง Local Content ที่อาจนับรวมค่าที่ดินและค่าก่อสร้างเข้าไปด้วย
“กลุ่มที่จะแฮปปี้กับ Data Center สุดๆ ก็คือเจ้าของที่ดิน เจ้าของนิคม กับบริษัทผู้รับเหมา เงินกู้ก้อนแรกไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างอนาคตของเศรษฐกิจ แต่ถูกใช้เพื่อตอบโจทย์การเมืองและเรียกคะแนนเสียงเพื่อให้นายกฯ อนุทินสามารถเดินตลาดหาคะแนนจากชาวบ้านได้” วีระยุทธกล่าว
นอกจากนี้ วีระยุทธกล่าวถึงเงินกู้ก้อนที่สองว่า แม้รัฐบาลระบุว่าจะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่พบว่าหลายโครงการที่เสนอเข้ามาสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแผนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นระบบ เช่น โครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เคยจัดทำแคตตาล็อกให้เลือกโครงการติดโซลาร์เซลล์และระบบต่างๆ ก่อนจะถูกพักไว้ รวมถึงโครงการของกรมชลประทานวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ที่เปลี่ยนเครื่องจักรและระบบสูบน้ำจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้า ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนและถือเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงหรือไม่
ส่วนโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งรัฐบาลประกาศเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านครัวเรือน จากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับพบว่ายังไม่มีข้อสรุปชัดเจนแม้กระทั่งว่าจะสนับสนุนที่ 30,000 หรือ 50,000 บาท และจะรองรับระบบขนาด 3 หรือ 5 กิโลวัตต์ ในขณะที่ข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าก็ยิ่งทำให้เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือนภายในเดือนธันวาคม 2570 เป็นไปได้ยาก
วีระยุทธกล่าวย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือแผงโซลาร์เซลล์ แต่ต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างจริงจัง จากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ร่วมกับโครงการด้านพลังงานสะอาดที่ได้สำรวจกว่า 200 บริษัทในอุตสาหกรรมหลักของไทย พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีไฟฟ้าสะอาดพร้อมจ่ายเพียงประมาณ 30 หน่วย ขณะที่ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นเกือบ 90-100 หน่วย และในปี 2578 อาจเพิ่มสูงถึง 140-170 หน่วย
หลายบริษัทต้องการลงทุนต่อในประเทศไทย เพราะมีแรงงาน ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชนพร้อมอยู่แล้ว แต่หากไม่สามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ การลงทุนในเฟสต่อไปก็อาจย้ายไปที่เวียดนามหรือมาเลเซีย นอกจากนี้ การขาดแคลนไฟฟ้าสะอาดยังอาจผลักบริษัทคุณภาพสูงออกไป และเหลือเพียงการลงทุนที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลเข้ามาแทนที่
วีระยุทธชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ เพราะ SME ในห่วงโซ่ยานยนต์กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความต้องการด้านพลังงานที่ต่างกัน รัฐจึงต้องออกแบบเครื่องมือต่างๆ เช่น Direct PPA หรือ UGT รวมถึงระบบจัดหาไฟฟ้าให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม
ท้ายที่สุดจึงเห็นได้ว่าเงินกู้ก้อนที่สองนี้ไม่มีแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นระบบ หลายโครงการไม่ได้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนและสามารถใช้งบประมาณปกติได้ อีกทั้งยังไม่มีตัวชี้วัดด้านพลังงาน เทคโนโลยี หรือผลลัพธ์ที่จะช่วยลดค่าไฟให้กับประชาชน
“ต่อให้เราตัดเรื่องวินัยการคลัง ตัดเรื่องกฎระเบียบ ตัดเรื่องความเหมาะสมเชิงกระบวนการออกไป ดูกันที่เป้าหมายเลย ก็ยิ่งชวนสงสัยว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินสองก้อน ซึ่งเป็นเงินอนาคตของประชาชนทุกคนไปกับอะไร ก้อนแรกกำลังจะถูกใช้ไปเพื่อฟื้นคะแนนเสียง ส่วนก้อนที่สองจะถูกใช้เพื่อเลี้ยงเครือข่ายอุปถัมภ์” วีระยุทธกล่าวทิ้งท้าย





































