วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ราชกิจจาฯ ประกาศ “พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข” นิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ 1 ม.ค.48 ถึง 16 ก.ค.68 ไม่รวมคดี ม.112 มีผลบังคับใช้วันถัดไปจากวันที่ประกาศ (24 ส.ค. 69)


ราชกิจจาฯ ประกาศ “พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข” นิรโทษกรรมคดีการเมืองตั้งแต่ 1 ม.ค.48 ถึง 16 ก.ค.68 ไม่รวมคดี ม.112 มีผลบังคับใช้วันถัดไปจากวันที่ประกาศ (24 ส.ค. 69)


วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีเนื้อหาบางส่วนดังนี้


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการสร้างเสริมสังคมสันติสุขด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมืองซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไนี้(ว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้


มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569”


มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (24 สิงหาคม 2569) เป็นต้นไป


มาตรา 3 พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใด ที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม


มาตรา 4 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ประกอบด้วย


(1) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 


(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ 


(3) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ 


(4) เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ 


(5) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ


(6) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ


(7) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ 


(8) ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ 


(9) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ 


บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งตาม (5) (6) (7) และ (8) ต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามพระราชบัญญัตินี้


ให้มีการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขครั้งแรกภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ



สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดการแตกแยกของความคิดทางการเมือง แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายไปทั่วประเทศ มีการผลัดกันชุมนุมทางการเมืองของประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งทำให้รัฐบาลได้ยกระดับการประกาศและบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมทางการเมืองอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลายเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย ทั้งๆ ที่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งประชาชนผู้ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองและไม่ได้เข้าร่วมแสดงออกทางการเมือง แต่เมื่อได้มีการกระทำที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันมาจากความขัดแย้งทางการเมืองแม้จะได้กระทำการใดๆ ไปเพียงเพราะมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองหรือเจตนาต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยดี 


นอกจากนี้แล้วสาเหตุอันสำคัญอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระทำของบุคคลเช่นว่านั้นก็อาจกล่าวได้ว่าเกิดมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความยืดหยุ่นจนนำไปสู่การเผชิญหน้าของประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนเกิดกระทบกระทั่งทางอารมณ์ต่อกัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้ประชาชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากเกิดการบาดเจ็บล้มตาย และยังมีผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองโดยบริสุทธิ์อีกจำนวนมากต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งจากความผิดที่มีเจตนาที่แท้จริงเพียงต้องการแสดงความเห็นต่างทางการเมือง มิใช่เจตนาชั่วร้ายหรือเจตนากระทำความผิดทางอาญา


ด้วยปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติไม่เฉพาะแต่ทางการเมือง หากแต่มีผลกระทบถึงภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ การกระทำต่างๆ ของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หรือร่วมแสดงออกทางการเมืองแม้จะกลายเป็นการกระทำความผิดโดยสภาพตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่แท้จริงแล้วผู้กระทำมิได้มีเจตนาชั่วร้ายหรือเจตนากระทำความผิดอาญาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงเจตนาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเพียงเพราะความต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองหรือเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำผิดอาญา หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 


จึงสมควรให้ประชาชนหรือบุคคลผู้ที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิดและต้องรับโทษอย่างรุนแรงด้วยเหตุดังกล่าว พ้นจากความรับผิดตามกฎหมายและปราศจากมลทินมัวหมอง เพื่อเป็นการให้โอกาสกับประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง อีกทั้งยังจะได้เป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย ซึ่งจะทำให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุขและร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี


อ่านฉบับเต็มได้ที่

https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/123992.pdf


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #นิรโทษกรรม #สร้างเสริมสังคมสันติสุข