วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

'ณัฐพงษ์' พร้อม 2 สส. ปชน. ลงพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้ประสบอุทกภัย หลังฝนน้ำท่วมหนัก

 


'ณัฐพงษ์' พร้อม 2 สส. ปชน. ลงพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้ประสบอุทกภัย หลังฝนน้ำท่วมหนัก


เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่บ้านเฮี้ยและบ้านเกร็ด อ.ปัว จ.น่าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 และนายเจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 พร้อมด้วยกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่ที่สำคัญเร่งด่วนคือการเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน และส่วนราชการที่มามาจากพื้นที่อื่นๆ เข้ามาช่วยกันด้วย โดยในส่วนของพรรคประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว เราก็มีนายเจริญ สส.เขต 3 ที่อยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ต้น และในขณะนี้มวลน้ำได้ผ่านไปในตอนล่าง เราก็มีนายเชาว์วิชญ์ ที่ดูแลตั้งแต่ต้นเช่นกัน 


จากที่ตนได้พูดคุยกับมูลนิธิกระจกเงา ที่เริ่มมาตั้งศูนย์ในอำเภอปัวแล้ว สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็จะเป็นเรื่องอุปกรณ์ รองเท้าบู๊ท ไม้รีดน้ำ และอุปกรณ์ทำความสะอาด ที่เป็นส่วนสำคัญหากคนนอกพื้นที่อยากจะระดมสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือก็จะเป็นอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ รวมถึงยังต้องการเครื่องจักรหนัก หากดูในสภาพจะเห็นว่า ถ้าถนนหนทางยังไม่สามารถจะเคลียร์ออกได้อย่างรวดเร็วก็จะไม่สามารถเอาดินโคลนจากภายในบ้านออกมาได้ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ 


นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับลักษณะการท่วมในปีนี้อาจจะแตกต่างจากปีก่อน ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของ Rain Bomb เฉพาะจุดที่เป็นบริเวณพื้นที่สูง ซึ่งจุดที่เรายืนก็เป็นน้ำหลักจากแม่น้ำคูณ จึงมีลักษณะที่แตกต่างจากการท่วมในปีก่อน ๆ ซึ่งจากการพูดคุยกับชาวบ้านทุกคนอยากได้เรื่องการเยียวยา และหลายคนก็พูดว่าอยากเห็นการแก้แก้ไขปัญหาระยะยาวต้องทำอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็ได้มีโอกาสมาลงพื้นที่ฝายธงน้อย ก็พบว่าหน่วยงานมีแผนในการจัดการน้ำที่เป็นระบบอยู่แล้ว ซึ่งหากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีมีส่วนในการช่วยชะลอและดักยอดน้ำแต่ต้นทาง ตามลำน้ำสายต่าง ๆ ก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ จึงอยากฝากให้รัฐบาลลองพิจารณาดูเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่ต่อเนื่อง และตอบโจทย์ควรจะต้องจัดสรรอย่างไร


นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำ (สทนช.) ก็เป็นเจ้าภาพในการจัดการอยู่แล้ว เราได้หารือร่วมกันมาตลอด ซึ่งหน่วยงานที่บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ มีแผนแล้ว มีโครงการแล้ว เหลือเพียงการจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด ที่อยากให้รัฐบาลไปออกพิจารณาดู


ส่วนการที่มีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ลงพื้นที่มานอนค้าง เป็นการติดตามแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้นคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มีผู้บริหารมาลงพื้นที่เห็นปัญหาด้วยตัวเอง ก็จะเข้าใจสภาพปัญหาในพื้นที่ได้ดี แต่ประชาชนหลายคนก็รู้ว่าพื้นที่ของพวกเขาก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ สภาพพื้นที่ สิ่งที่พวกเขาอยากได้ยินคือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว 


ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ และคณะ ได้เดินเท้าไปตามจุดต่าง ๆ และสำรวจความเสียหายในพื้นที่ บริเวณติดกับแม่น้ำคูณ พร้อมระบุถึงการทำผังในการป้องกันน้ำใหม่ ว่า เราต้องดูทั้งระบบใหม่จริง ๆ ซึ่งเรื่องฝายเราไม่ได้ค้าน แต่เราต้องดูให้ถูกวัตถุประสงค์ในการใช้ เพราะฝ่ายมีไว้เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นเพื่อใช้ในการเกษตร แต่จุดนี้เมื่อน้ำไหลมาเจอสายก็ถูกตีขึ้นทำให้ซัดเข้ามาที่บริเวณฝั่งทำให้แนวดินทลายไปหมด


ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามว่า รู้ว่าฝนจะมาทำไมไม่เตรียมการรับมือ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนในพื้นที่บอกว่าพื้นที่เปลี่ยน สภาพเปลี่ยนหมดเลย จากจุดที่ไม่เคยท่วมก็มาท่วม เนื่องจากเกิดจาก Rain Bomb ที่ตกตกลงมาจนกลายเป็นน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งการที่เรารู้ว่าภูมิอากาศจะเปลี่ยน และการมีแบบจำลองคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ตรงไหนที่เป็นจุดเสี่ยงบ้าง เราก็จะสามารถวางแผนที่จะป้องกันได้ล้วงหน้า


ส่วนปัญหาดังกล่าวควรจะถูกยกเว้นวาระแห่งชาติ และมีโมเดลในการแก้ปัญหาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ปัญหาตอนนี้คือการขาดทิศทางและความต่อเนื่องในการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด ในทางกฎหมายเรามี พ.ร.บ.น้ำ มีการก่อตั้ง สทนช. โดยแต่ละจังหวัดจะต้องมีการจัดทำผังน้ำคู่กับผังเมือง แต่เมื่อเรามีหน่วยงานกลางขึ้นมาแล้ว กลับกลายเป็นว่าตอนจะไปจัดตั้งงบประมาณ สนทช.ไม่มีอำนาจไปพิจารณางบประมาณแทนหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งหมด ซึ่งตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือ การได้ทิศทางที่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร ให้ดูเป็นจังหวัดหรือพื้นที่ลุ่มน้ำ หากได้แผนที่ชัดเจนก็ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง


เมื่อถามว่า มีอะไรอยากจะเสนอให้รัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะ Cell Broadcast ที่มีหลายพื้นที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือได้รับช้า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่อำเภอปัวตอนลงพื้นที่ชาวบ้านก็สะท้อนจริง ๆ ว่า ในช่วงตอนกลางคืนก่อนเกิดเหตุก็ไม่ได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนต้องมาตีระฆังบอกว่าน้ำกำลังมา ซึ่งตนคิดว่า เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะสภาพปัญหาที่อำเภอปัวเกิด Rain Bomb ในพื้นที่หุบเขา และหลากมาที่ลำน้ำคูณ ดังนั้นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการแจ้งเตือน ก็ไม่มีข้อมูลในการคาดการณ์ ฉะนั้นสิ่งที่ที่จะทำให้ป้องกันได้ คือการทำแบบจำลองหรือติดตั้งอุปกรณ์ที่ตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #น้ำท่วมน่าน #น้ำท่วม69