วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

หลัง ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี 44 สส. ‘ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน’ ยืนยันการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจที่แท้จริงของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ขอเดินหน้าสู้ต่อไป แม้นิติสงครามพยายามแช่แข็งฉุดรั้งประเทศ

 


หลัง ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี 44 สส. ‘ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน’ ยืนยันการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจที่แท้จริงของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ขอเดินหน้าสู้ต่อไป แม้นิติสงครามพยายามแช่แข็งฉุดรั้งประเทศ


วันนี้ 31 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า จากรายงานข่าวที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันนี้


ขอยืนยันอีกครั้งว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ - ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ - การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง


สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไป ผ่านกระบวนการนิติสงคราม


แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแช่แข็งและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปแค่ไหน ผมและเพื่อนร่วมพรรคจะยังคงเดินหน้าต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่ อย่างสุดกำลังความสามารถ ไม่ว่าในอนาคตศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำตัดสินผลเป็นแบบใด


เวทีที่สำคัญต่อจากนี้ คือ การอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล และญัตติสำคัญเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่ภาคเหนือและใกล้พื้นที่เคียง ที่พวกเราเตรียมเสนอในสภาในวันพรุ่งนี้


ผมหวังว่าประชาชนคนไทยทุกคน จะช่วยกันเรียกร้องระบบนิติรัฐ-นิติธรรม ที่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมืองโดยละเว้นพวกพ้อง มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เข้มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชนไปด้วยกันครับ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ปปช #มาตรา112 #นิติบัญญัติ #แก้กฎหมาย

ป.ป.ช.ชุดใหญ่เห็นชอบคำร้องยื่นศาลฎีกา คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล แก้ม.112 จับตา 10 สส.ปัจจุบัน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ด้าน 'โรม' ยกโคลง 'ศรีปราชญ์' เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง

 


ป.ป.ช.ชุดใหญ่เห็นชอบคำร้องยื่นศาลฎีกา คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล แก้ม.112 จับตา 10 สส.ปัจจุบัน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ด้าน 'โรม' ยกโคลง 'ศรีปราชญ์' เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง 


วันนี้ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.ทั้งหมด และขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อนนั้น


ล่าสุด มีรายงานจากสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันนี้ (31 มี.ค.) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำร้อง เพื่อยื่นศาลฎีกา กรณีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะส่งคำร้องให้กับสำนักคดี ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องแก่ศาลฎีกาต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้หากศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีดังกล่าว และไม่มีคำสั่งอื่นใด 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ตกเป็นหนึ่งใน 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที


สำหรับรายชื่อของ 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในนามพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีความเสี่ยงถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีจำนวน 10 คน


แบ่งเป็นสส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์


และอีก 2 คนที่เป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.


ต่อมา นาย รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเพจ “Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม” ว่า


ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน

เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง

เราผิดท่านประหาร เราชอบ

เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง 


ขณะที่ นาย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า “ค.”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“โรนิน ฝั่งธนฯ ไม่เอาเผด็จการ” ยื่นหนังสือถึง ‘อนุทิน’ เร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพง ประชาชนแบกรับค่าครองชีพสูง

 


“โรนิน ฝั่งธนฯ ไม่เอาเผด็จการ” ยื่นหนังสือถึง ‘อนุทิน’ เร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพง ประชาชนแบกรับค่าครองชีพสูง


วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่ม “โรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ” เข้ายื่นหนังสือต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้มีมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับสูงขึ้นตาม และประชาชนต้องแบกรับภาะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ มาตรการลดราคาต้นทุนน้ำมันดิบหน้าโรงกลั่นและภาษี, มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต, การยกระดับรายได้และการบริหารจัดการที่โปร่งใส


ตัวแทนกลุ่มโรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ เข้ายื่นหนังสือข้อเรียกร้อง โดยมีรอง ผอ. ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เป็นตัวแทนรับหนังสือ และแจ้งว่าหลังจากนี้จะเรียนหนังสือเรื่องราวร้องทุกข์ตามขั้นตอนไปถึงนายกรัฐมนตรี


จากนั้นตัวแทนกลุ่มโรนินฯ ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า “ตนอยากให้รัฐบาลช่วยแก้ไขอย่างเร่งด่วน ลดภาษีราคาค่าน้ำมันและต้นทุนในการกลั่น เพื่อช่วยพี่น้องประชาชน ปัญหาตอนนี้คือราคาน้ำมันขึ้นทุกวัน ทุกคนได้รับความเดือดร้อน ทั้ง ๆ ที่กองทุนน้ำมันมีผลกำไรแทบทุกปี อยากให้มองเห็นประชาชนบ้าง ไม่ใช่มองเห็นแต่นายทุน และปัญหาการปรับขึ้นราคาน้ำมัน แจ้งในเวลากลางคืนกลางดึก ประชาชนไม่ได้เตรียมพร้อม อีกทั้งมีการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้น บางปั๊มน้ำมันหมดเกลี้ยง แต่พอปรับขึ้นราคมีน้ำมันทันที ไม่รู้มาจากที่ไหน 


ส่วนใหญ่ในกลุ่มเป็นไรเดอร์ ทุกคนได้รับผลกระทบ ขณะที่ค่าแรงยังเท่าเดิม ปกติเติมน้ำมันวันละ 140 บาท ตอนนี้สองร้อยกว่าบาทแล้ว นอกจากแบกรับภาระจากการที่น้ำมันขึ้นราคา อาหารที่ซื้อทุกวันก็ราคาขึ้นด้วย เห็นว่าทางรัฐมีมาตรการจะช่วยกลุ่มไรเดอร์ 300 บาทต่อเดือน ซึ่งถ้าหารแล้วก็ตกวันละ 10 บาท นั้นเหมาะสมหรือไม่ อยากให้รัฐบาลมองเห็นประชาชนตัวเล็ก ๆ ด้วย 


ถ้าหากว่าจะให้ประชาชนปรับตัว ตนไม่ได้รวยอย่างพวกคุณ ค่าน้ำมันขึ้นราคา 6 บาท วันต่อมาคุณซื้อรถยนต์ไฟฟ้า นั่นคือเป็นการปรับตัวแล้วใช่หรือไม่ แต่ตนทำไม่ได้เช่นนั้น ตนทำงานหาเงินวันละ 100-200 บาท” 


กลุ่มโรนินฯ ระบุว่า น้ำมันที่บอกว่ามีใช้กว่าร้อยวันนั้นอยู่ที่ไหน นี่ยังไม่ถึง 30 วันแต่ทำไมน้ำมันถึงขึ้นมาเกือบ 10 บาท เป็นนายทุนหรือไม่ที่กักตุนไว้แล้วกระจายขายตอนที่ราคาขึ้น ตนขอพูดไว้ตรงนี้ว่าคนส่วนมากที่เดือดร้อนกับการใช้น้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น วันนี้มายื่นหนังสือเพื่อให้เขาเห็นว่าประชาชนเดือดร้อน แต่ถ้าหากยังไม่รับเรื่องอีก ก็จะยกระดับการชุมนุมต่อไป 


สำหรับเนื้อหาหนังสือข้อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์รากหญ้าและพลังงานที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ระบุดังนี้ “เรียน นายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณามาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันราคาแพง


ตามที่สถานการณ์ราคาพลังงานโลกทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน จนเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงและน้ำมันขาดแคลนในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตประจำวันเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวของอุปโภคบริโภคจำเป็นต่างปรับตัวสูงตามไปด้วย ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายประจำวันที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก


ในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ กลุ่มโรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ จึงขอเสนอข้อเรียกร้องเชิงโครงสร้างต่อรัฐบาล เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ดังนี้


1. มาตรการลดราคาต้นทุนน้ำมันดิบหน้าโรงกลั่นและภาษี การลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: รัฐบาลต้องพิจารณาปรับลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลทันที เพื่อลดภาระต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน


การยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: ขอให้รัฐบาลพิจารณายุติการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว หรือปรับปรุงโครงสร้างกองทุนให้โปร่งใส เพื่อให้ราคาน้ำมันขายปลีกสะท้อนความเป็นจริงและลดภาระรายจ่ายของประชาชนโดยตรง


2. มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต การตรึงราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม (LPG) รัฐบาลควรมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในครัวเรือนเพื่อไม่ให้ซ้ำเติมภาระรายจ่าย


3. การยกระดับรายได้และการบริหารจัดการที่โปร่งใส การปรับค่าแรงให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ: เร่งปรับปรุงโครงสร้างรายได้ให้เท่าทันกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนมีกินมีใช้พอเพียง


"ความทุกข์ร้อนของประชาชนไม่อาจรอคอยได้ และการลดภาระทางภาษีพลังงานคือการคืนลมหายใจให้ประชาชน"


จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อคืนความสุขและเสถียรภาพในการใช้ชีวิตให้แก่ประชาชนไทย 


ขอแสดงความนับถืออย่างสูง


กลุ่มโรนิน ฝั่งธน ไม่เอาเผด็จการ”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #โรนินฝั่งธน #ค่าครองชีพ


















‘สิทธิพล พรรคประชาชน’ เรียกร้องให้ ‘ศุภจี’ รมว. พาณิชย์ ใช้ความกล้าหาญ ใช้กฎหมายเพื่อปกป้องประชาชนด้วย

 


‘สิทธิพล พรรคประชาชน’ เรียกร้องให้ ‘ศุภจี’ รมว. พาณิชย์ ใช้ความกล้าหาญ ใช้กฎหมายเพื่อปกป้องประชาชนด้วย


วันที่ 30 มีนาคม 2569 สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ใช้ความกล้าหาญ ใช้กฎหมายปกป้องประชาชนจากวิกฤติสงครามที่ส่งผลกระทบตาราคาน้ำมันและวัตถุดิบหลายอย่างราคาแพงขึ้น


สิทธิพลกล่าวว่า สงครามส่งผลต่อราคาน้ำมันและวัตถุดิบหลายอย่าง ทำให้ต้นทุนค่าขนส่ง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก อาหาร รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทุกประเภทแพงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นสินค้าพื้นฐานในการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน กระทบผู้ประกอบการทุกกลุ่ม กระทรวงพาณิชย์ถือกฎหมายสำคัญ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กฎหมายนี้ให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์หลายอย่างเพื่อดูแลราคาสินค้าและบริการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมายนี้ ตนอยากให้ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใช้กฎหมายนี้อย่างกล้าหาญ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในสถานการณ์เช่นนี้


สิทธิพลย้ำถึงจุดมุ่งหมายของกฎหมาย ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมจากราคาสินค้าและบริการ ป้องกันมิให้ราคาสินค้าสูงขึ้นรวดเร็ว ให้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อการบริโภค ดังนั้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สินค้าหลายอย่างเสี่ยงถูกกักตุน เสี่ยงถูกทำให้ขาดแคลน เสี่ยงขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนเกินจริง รัฐมนตรีพาณิชย์มีหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ ในการใช้อำนาจดูแลความเดือดร้อนของประชาชน


โดยหลายมาตราของกฎหมายนี้ ที่สามารถใช้ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน เช่น สำหรับสินค้าควบคุม ดังนี้ �.

มาตรา 25 (2) ที่ให้อำนาจกำหนดอัตรากําไรสูงสุดต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายจะได้รับ


มาตรา 25 (5) ที่กําหนดให้ผู้ค้าต้องแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย แผนการผลิต แผนการนําเข้ามา แผนการส่งออก แผนการซื้อการจําหน่าย แผนการเปลี่ยนแปลงราคา


มาตรา 25 (12) ที่กําหนดให้ต้องมีมาตรการป้องกันการกักตุนสินค้า


ดังนั้นไม่ว่า น้ำมัน ปุ๋ย หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น วันนี้รัฐมนตรีพาณิชย์ต้องจัดการ ดังนี้�.�1. มีโครงสร้างต้นทุนของสินค้าประเภทต่างๆ ที่สามารถตรวจสอบได้กับผู้ขายสินค้าแต่ละชนิดเวลา ว่าจะขอขึ้นราคา รัฐมนตรีพาณิชย์ฯ ต้องเช็คได้ว่า โครงสร้างต้นทุนที่เอกชนเสนอหรือส่วนราชการเสนอ ถูกหรือผิด ที่ถูกคืออะไร


2. มีข้อมูลสินค้าตลอดซัพพลายเชน ทั้งสถานที่เก็บ แผนการผลิต การนำเข้าการส่งออก รัฐมนตรีพาณิชย์ต้องมีวิธีการตรวจสอบ กับที่เอกชนรายงาน ว่าตรงกับความจริงไหม เพราะไม่มีภาคเอกชนไหนรายงานว่าตัวเองกักตุนอยู่แล้ว รัฐมนตรีพาณิชย์ต้องเช็คว่า หน่วยงานท่านมีเครื่องมือตรวจสอบหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ต้องสร้างเครื่องมือตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ให้ได้


3. มีมาตรการป้องกันการกักตุนสินค้าที่เสี่ยงขาดแคลนและขึ้นราคาภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งการจะทำเรื่องนี้ได้ รัฐมนตรีพาณิชย์ต้องรู้ ว่าเขามีวิธีกักตุนอย่างไร


สิทธิพลยกตัวอย่างการที่น้ำมันตอนราคาถูกไม่มีขาย แต่พอน้ำมันขึ้น 6 บาท มีขายทันที ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีการกักตุน .. อย่างนี้เรียกว่าท่านไม่มีความกล้าหาญ ไม่ทำหน้าที่ภายใต้กฎหมายนี้


หรือมาตรา 31 ที่ระบุห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจหยุดให้บริการตามปกติ หรือปฏิเสธการให้บริการ หรือประวิงการให้บริการ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ..ที่ผ่านมาเวลาปั๊มแจ้ง "น้ำมันหมด" หรืออ้างว่า "ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำมัน" ท่านได้เข้าไปตรวจสอบว่าพฤติกรรมเหล่านี้ผิดกฎหมายมาตรา 31 หรือไม่


สิทธิพลย้ำว่า สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่แค่เพิ่ม/ปรับบัญชีรายการสินค้าควบคุม แต่ต้องใช้เครื่องมือที่กฎหมายมอบให้อย่างครบถ้วน เท่าทัน เพื่อบริหารจัดการสินค้าในสถานการณ์เฉพาะหน้า ตนจึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีความกล้าหาญ ทำหน้าที่ที่กฎหมายมอบอำนาจ ใช้ตำแหน่งที่ท่านดำรงอยู่เพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569

สส. ศุภโชติ ตั้งคำถามถึงนายกฯ อุ้มพิพัฒน์ไม่ให้ลาออก ทั้งที่มีข้อครหา ที่จริงแล้วไม่ได้ต้องการแก้วิกฤต แต่กำลังอุ้มคนของตัวเองที่กำลังมีวิกฤต

 


สส. ศุภโชติ ตั้งคำถามถึงนายกฯ อุ้มพิพัฒน์ไม่ให้ลาออก ทั้งที่มีข้อครหา ที่จริงแล้วไม่ได้ต้องการแก้วิกฤต แต่กำลังอุ้มคนของตัวเองที่กำลังมีวิกฤต


วันที่ 30 มีนาคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นหลังนายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าปฏิเสธไม่ให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้อำนวยการ ศบก. และยืนยันว่านายพิพัฒน์ทำงานหนักมาก ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น 


ศุภโชติกล่าวว่า วิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า นายพิพัฒน์ไร้ความสามารถและไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้เลยว่าจะพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ซึ่งถ้าเจ้าตัวเคยยื่นลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบจริง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพื่อเปิดทางให้คนที่เหมาะสมกว่าเข้ามาทำหน้าที่แทน


แต่ถึงขนาดนี้ นายกฯ อนุทินก็ยังเลือก “อุ้มคนใกล้ตัว” ไม่ยอมรับใบลาออกของนายพิพัฒน์ มากกว่าจะหาทางคลายข้อสงสัยของสังคมด้วยข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากราคาน้ำมันกระโดดขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามหนักขึ้น เพราะหลายพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้น้ำมันขาด ปั๊มปิด หรือประชาชนต้องต่อคิวยาว กลับเริ่มมีน้ำมันขายและสถานการณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลาอันรวดเร็ว เรื่องนี้ยิ่งสะท้อนว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา มีไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันและไม่ยอมปล่อยน้ำมันออกมาตามปกติ และเรื่องนี้รัฐบาลไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้อีกต่อไป และต้องหาผู้ที่กระทำความผิดที่หากำไรจากน้ำมันของประชาชนมาให้ได้


ศุภโชติกล่าวว่า แทนที่รัฐบาลจะเร่งสาวให้ถึงต้นตอของปัญหาว่าใครคือ “ไอ้โม่ง” ที่ทำให้น้ำมันหายไปจากระบบ ใครที่ได้ประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชน และใครต้องรับผิดชอบ กลับดูเหมือนนายกฯ พยายามตีรวน ไม่พูดถึงประเด็นนี้อย่างจริงจัง และปล่อยให้เรื่องนี้ค่อย ๆ เงียบหายไป ทั้งที่เป็นคำถามสำคัญที่สุดของวิกฤตครั้งนี้


วันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่คำชี้แจงทางการเมือง แต่คือน้ำมันที่มีเพียงพอในปั๊ม และการดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้ที่กักตุนน้ำมันของประชาชน แต่สิ่งที่ประชาชนเห็นกลับเป็นรัฐบาลที่เสียเวลาไปกับการปกป้องกันเองของฝ่ายรัฐบาล แทนที่จะเปิดเผยข้อมูลให้รอบด้านและตอบคำถามของสังคมให้หมดข้อสงสัย


ศุภโชติทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนเห็นคือการประหยัดพลังงานและประหยัดต้นทุนของตัวเองเพียงลำพัง ผ่านการขับรถ EV คันใหม่โชว์สื่อของนายกฯ อนุทิน แต่ในชีวิตจริงของประชาชนตาดำๆ ส่วนใหญ่ เขาไม่สามารถแก้ปัญหาค่าน้ำมันแพง ทั้งที่แพงเพราะมีไอ้โม่งกักตุน และแพงเพราะมีคนกักน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ด้วยการหันไปซื้อรถไฟฟ้าคันใหม่ออกมาใช้ได้เหมือนนายกฯ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

‘วีระยุทธ’ ถามพิพัฒน์ ทำไมเพิ่งติด GPS รถน้ำมันหลังวิกฤต – ขอรัฐบาลออกมาตรการนึกถึงหัวอกประชาชน ชี้มีอำนาจปรับภาษี 4 ตัวในมือ – อย่าช่วยแต่โรงกลั่น-ปั๊มใหญ่ ต้องเคลียร์ลักลอบน้ำมันเถื่อน ลบข้อครหา ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’

 


‘วีระยุทธ’ ถามพิพัฒน์ ทำไมเพิ่งติด GPS รถน้ำมันหลังวิกฤต – ขอรัฐบาลออกมาตรการนึกถึงหัวอกประชาชน ชี้มีอำนาจปรับภาษี 4 ตัวในมือ – อย่าช่วยแต่โรงกลั่น-ปั๊มใหญ่ ต้องเคลียร์ลักลอบน้ำมันเถื่อน ลบข้อครหา ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’


วันที่ 30 มีนาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นกรณีวิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน ผ่านรายการ ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ โดยตั้งคำถามต่อศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นประธานว่า เหตุใดจึงเพิ่งสั่งติด GPS เพื่อตรวจสอบเส้นทางรถบรรทุกน้ำมันแบบ real time หลังสถานการณ์ผ่านช่วงวิกฤตรุนแรงไปแล้ว ทำให้เสียโอกาสในตรวจสอบพฤติการณ์กักตุนหรือลักลอบขนส่งน้ำมันในช่วงเวลาโกลาหล


วีระยุทธย้ำว่า นายพิพัฒน์เองเป็นคนเปิดประเด็นว่าจะจับ “ไอ้โม่ง” ในวันที่ 18 มี.ค. แต่หลังการประชุมวันต่อมาที่มีนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล มานั่งหัวโต๊ะกลับออกมาแถลงว่าไม่มีไอ้โม่งแล้ว และชี้ว่าเป็นปัญหาของประชาชนคนธรรมดา หรือที่นายพิพัฒน์เรียกว่า “กองทัพมด” ที่ตื่นตระหนกแห่กักตุนกันเอง จึงไม่สามารถกลบข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ได้รับตำแหน่งประธาน ศบก. ได้ นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังดำเนินนโยบายโดยมองจากมุมของกลุ่มธุรกิจใหญ่มากเกินไป แต่ไม่ได้มองจากมุมของคนธรรมดาทั่วไปที่ใช้รถ เกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ หรือคนที่หาเช้ากินค่ำและกำลังเดือดร้อนรุนแรงขึ้นทุกวัน 


ในด้านการปรับลดราคาน้ำมัน วีระยุทธชี้ว่าเราต้องลงไปดู “โครงสร้างราคา” ให้ชัด ๆ เพื่อจะได้รู้ว่าตรงไหนที่รัฐบาลมีอำนาจจัดการ โดยพบว่ามีตัวเลข 4 ตัวที่รัฐบาลสามารถพิจารณาปรับลดลงชั่วคราวได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า เช่นในกรณีเบนซิน 95 แต่ละลิตร จะมีต้นทุนของภาษีสรรพสามิต 7.50 บาท, ภาษีเทศบาล 0.75 บาท, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ของราคาขายส่ง) 2.92 บาท และเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.05 บาท แต่วีระยุทธก็ย้ำว่า รัฐบาลต้องประเมินร่วมกับผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัว 


ในส่วนของ “ค่าการกลั่น” ที่มีการถกเถียงกันมาก วีระยุทธแสดงตัวเลขให้เห็นว่า ค่าการกลั่นมีการขึ้นแบบก้าวกระโดดชัดเจน จากที่เคยมีค่าเฉลี่ยเพียง 1.71–2.35 บาท ในช่วงปี 2567–68 แต่ในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ค่าการกลั่นทะยานขึ้นเป็น 6.46 บาทต่อลิตร จึงเป็นฐานที่ทำให้รัฐบาลสามารถเข้ามาเก็บ “ภาษีลาภลอย” ได้ แต่หากรัฐบาลจะทำ ก็ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะเก็บเงินได้ทันที เพราะต้องไปออกกฎหมายและพิจารณาต้นทุนให้ชัดเจน เงินที่เก็บได้ก็ไม่ได้แปลงกลับมาเป็นส่วนลดให้กับประชาชนได้ในปัจจุบัน จึงควรนับเป็นมาตรการ “ขยักสอง” ไม่ใช่มาตรการที่รัฐบาลทำได้ใน “ขยักแรก” อย่างการปรับภาษีสรรพสามิต


ในช่วงท้ายของรายการ วีระยุทธสอบถามนายพิพัฒน์ว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตลาดน้ำมันไทยปั่นป่วน เกิดจากการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนทางเรือหรือไม่ แต่พิพัฒน์ยืนยันว่า “ไม่มีการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนทางเรือ” เพราะได้ขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมันและมั่นใจระบบการกำกับดูแลของรัฐ วีระยุทธแย้งว่าคำชี้แจงดังกล่าวขัดกับข้อเท็จจริงที่เราเห็นจากข่าวอยู่เป็นระยะ แม้แต่ในช่วงวิกฤตน้ำมันขาดที่ผ่านมา เพราะน้ำมันเถื่อนที่ลักลอบขนส่งทางเรือเป็นหนึ่งในปัญหาคอร์รัปชันที่คาราคาซังมายาวนาน แต่แทนที่รัฐบาลจะถือโอกาสนี้ลุยแก้ปัญหาจริงจัง กลับยอมรับความผิดปกติให้ดำรงอยู่ต่อไป แนวทางเช่นนี้จึงไม่สามารถลดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

ยกคำร้อง! อานนท์ - ‘ไผ่’ จตุภัทร์ - ‘ฟ้า’ พรหมศร ศาลไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112 หลังทนายยื่นประกันตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 


ยกคำร้อง! อานนท์ - ‘ไผ่’ จตุภัทร์ - ‘ฟ้า’ พรหมศร ศาลไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112 หลังทนายยื่นประกันตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 


วันนี้ (30 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวในคดีมาตรา 112 ของผู้ต้องขังทางการเมือง 3 ราย ได้แก่ อานนท์ นำภา, “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, และ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี หลังมีการยื่นประกันตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (26 มี.ค. และ 28 มี.ค. 2569) 


กรณีของอานนท์ นำภา ได้ยื่นประกันตัวรวม 9 คดีในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยถูกคุมขังมานานกว่า 2 ปี 6 เดือน พบว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด 


ด้าน “ไผ่” จตุภัทร์ ถูกศาลอาญายกคำร้องประกันตัวในคดีชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่เขายังมีหมายขังและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น 


ส่วน “ฟ้า” พรหมศร ถูกศาลฎีกายกคำร้องเป็นครั้งที่ 2 ในระหว่างฎีกาคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง แม้จะระบุถึงความจำเป็นในการออกมาดูแลบิดามารดาที่มีโรคประจำตัว โดยเห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม


โดยศูนย์ทนายฯ ระบุว่า ยกคำร้องประกันตัว 9 คดี ม.112 ของ ‘อานนท์’ หลังถูกขังกว่า 2 ปี 6 เดือน 


กรณีของ อานนท์ นำภา เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 ทนายความยื่นประกันตัวทั้งสิ้น 9 คดี ได้แก่ คดีปราศรัย #ม็อบ14ตุลา63, คดีโพสต์เฟซบุ๊ก 3 ข้อความ, คดีโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ, คดีโพสต์ #ราษฎรสาส์น, คดีปราศรัย ม็อบแฮร์รี่ พ็อตเตอร์, คดีปราศรัยหน้า สน.บางเขน, คดีปราศรัย #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว, คดีปราศรัย #กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และคดีปราศรัย #ม็อบ29พฤศจิกา63 หน้าราบ 11 ซึ่งทั้งหมดเป็นคดีของศาลอาญา และอยู่ระหว่างอุทธรณ์คดี


คำร้องขอประกันตัวของอานนท์ ได้ยินยอมให้มีการติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และระบุเหตุผลสำคัญถึงการที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.12 ของ “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ซึ่งมีพฤติการณ์เช่นเดียวกับคดีของจำเลย ซึ่งเคยได้รับการประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดีอื่นก่อนหน้าคดีนี้ และไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งโทษจำคุกในแต่ละคดีนั้นไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับอัตราโทษในข้อหามาตรา 112 ที่มีอัตราโทษสูงสุดถึง 15 ปี


นอกจากนั้น คำร้องระบุอีกว่า จำเลยถูกคุมขังมานานกว่า 2 ปี โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงให้ควรเชื่อได้ว่าหากได้รับการประกันตัวแล้วจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุร้ายอื่นประการใด โดยจำเลยยืนยันต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จำเลยยืนยันว่าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ


จำเลยประกอบอาชีพทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและอุทิศตนในประเด็นด้านสิทธิในประเทศไทยมาโดยตลอด และได้รับรางวัลยกย่องจากนานาประเทศ เช่น รางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2564, รางวัลควังจูเพื่อสิทธิมนุษยชน (Gwangju Prize for Human Rights) ปี 2564, รางวัลจาก Front Line Defenders และได้รับการจัดอันดับให้เป็น “1 ใน 100 บุคคลทรงอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงอนาคต” โดยนิตยสาร TIME ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ยึดมั่นในความยุติธรรม รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมและพร้อมต่อสู้อย่างเปิดเผยด้วยเหตุผลที่เป็นธรรมตามกระบวนการอย่างตรงไปตรงมา จึงไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยจะหลบหนี


อย่างไรก็ตาม คำร้องขอประกันถูกส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต่อมานายประกันแจ้งว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทุกคดี 


โดยยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ คดี ม.112 ชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร


เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 ทางครอบครัวของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ได้ให้ตัวแทนยื่นประกันตัวในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่ไผ่ยังมีหมายขังอยู่ พบว่าศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว 


ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดี ม.112 ชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว ที่ถูกขังในชั้นฎีกา (คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน) ซึ่งเป็นคดีหลักที่ถูกขัง จึงยื่นประกันตัวอีก 2 คดีที่มีหมายขังอยู่ ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย และคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร


คดีหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย (คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจตุภัทร์ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และก่อนหน้านี้ได้รับประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ แต่ภายหลังจากที่จตุภัทร์ถูกคุมขัง นายประกันจึงได้ยื่นคำร้องขอถอนประกัน)


ส่วนคดีที่สอง คดีชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ปัจจุบันศาลยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัว กล่าวคือไผ่ยังคงมีหมายขังในคดีนี้เพียง 1 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ แต่ภายหลังจากที่จตุภัทร์ถูกคุมขัง นายประกันจึงได้ยื่นคำร้องขอถอนประกัน แต่เมื่อได้รับการประกันตัวในคดีภูเขียวแล้ว กลับไม่ได้ประกันตัวในคดีนี้


และ ยกคำร้องประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร ระหว่างฎีกาคดี ม.112 


เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว “ฟ้า” พรหมศร ในระหว่างฎีกาคดี ม.112 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564


การยื่นประกันตัวในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ครั้งแรกยื่นขอประกันตัวหลังฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างฎีกา เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยอาจจะหลบหนี โดยคำร้องขอประกันตัวครั้งที่ 2 นี้ ระบุยืนยืนว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ยินยอมให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และขอให้ศาลไต่สวนเพื่อแต่งตั้งผู้กำกับดูแล อีกทั้งยังระบุถึงความจำเป็นในการออกมาดูแลบิดาและมารดาของตนที่มีโรคประจำตัวอยู่ด้วย


คำร้องขอประกันตัวถูกส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง ต่อมาในวันที่ 30 มี.ค. 2569 นายประกันแจ้งผลคำสั่งของศาลฎีกาว่ายกคำร้อง โดยระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ยังไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”


ทั้งนี้ ตั้งแต่ในวันที่ถูกคุมขัง ฟ้าได้อดอาหารเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด ก่อนที่จะยุติการอดอาหารเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #มาตรา112

ปชน. จี้ผู้ว่าฯ 9 จังหวัดภาคเหนือ-รัฐบาลเร่งประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติ PM2.5 พร้อมยกระดับภัยหลังฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานรุนแรง

 


ปชน. จี้ผู้ว่าฯ 9 จังหวัดภาคเหนือ-รัฐบาลเร่งประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติ PM2.5 พร้อมยกระดับภัยหลังฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานรุนแรง


วันที่ 30 มีนาคม 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหา


ในส่วนของณัฐพงษ์ ระบุว่าสถานการณ์ฝุ่นพิษในเวลานี้รุนแรงและอันตรายเป็นอย่างมาก ค่า PM2.5 พุ่งขึ้นมากกว่า 1,000 ในพื้นที่ภาคเหนือ กระทบกับสุขภาพประชาชนเป็นวงกว้าง อีกทั้งจากเกณฑ์ที่รัฐตั้งไว้ว่าหากปริมาณฝุ่น pm 2.5 เกิน 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรรเฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง 5 วัน พื้นที่นั้นสามารถประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติได้ เท่ากับว่าในเวลานี้มีอย่างน้อย 9 จังหวัดแล้วที่ต้องประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ ได้แก่​เชียงใหม่, ​ลำพูน, ลำปาง, ​เชียงราย, ​พะเยา, ​น่าน, ​แพร่, ​แม่ฮ่องสอน และตาก


ผู้ว่าราชการจังหวัด คือผู้มีอำนาจในการประกาศเขตภัยพิบัติโดยตรง แต่ที่ผ่านมามักจะไม่ประกาศทั้งที่สถานการณ์เข้าขั้นรุนแรงแล้ว แต่ตนขอย้ำเตือนว่านี่คือความเดือดร้อน คือภัยที่กระทบกับชีวิตของประชาชนโดยตรง การประกาศเขตภัยพิบัติสามารถยกระดับประสิทธิภาพในการควบคุมสถานการณ์ ดึงเอาทรัพยากรจากส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ กำลังคน มาช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่เกินกำลังและอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงลำพังได้


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ​สุขภาพและชีวิตของประชาชน​ ไม่มีเหตุผลอื่นใดในการหลีกเลี่ยงไม่ประกาศเขตภัยพิบัติอีกแล้ว เพราะตอนนี้ทุกข้อมูลชี้ไปในทางเดียวกันว่าฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือตอนนี้ อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชน


พรรคประชาชนขอเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 9 จังหวัด รวมถึงรัฐบาลในเวลานี้เข้าจัดการกับสถานการณ์โดยด่วน การนิ่งเฉยโดยไม่ยอมประกาศพื้นที่ภัยพิบัติอาจช่วยให้รัฐบาลหนีปัญหาได้ในระยะหนึ่ง แต่ประชาชนที่ต้องอยู่กับฝุ่นพิษทุกวันไม่สามารถหนีจากปัญหาได้ นี่คือปัญหาที่ส่งผลถึงความเป็นความตายแก่ประชาชนที่ไม่ควรถูกละเลยและเอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรมเหมือนที่ผ่านมา


ในส่วนของภัทรพงษ์ ระบุว่าตอนนี้​ ผู้ว่าราชการจังหวัด​ทั้ง​ 9 จังหวัดต้องประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นพิษ​pm 2.5​ โดยด่วน​ และเมื่อประกาศแล้วต้องแจ้งกรมป้องกัน​และ​บรรเทา​สาธารณภัย (ปภ.) ​เพื่อให้ยกระดับภัยจากระดับ​ 2 ที่จังหวัดจัดการกันเอง​ เป็นภัยระดับ​ 3 ที่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ ซึ่งคือ​ อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ เป็นหัวโต๊ะนั่งบัญชาการ​ และสั่งการทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการอย่างเต็มที่ตามแผนป้องกันและบรรเทา​สาธารณภัย​ชาติโดยทันที


ผู้นำที่ดีไม่ว่าจะระดับไหน​ เมื่อมีอำนาจ​แล้วต้องไม่หนีปัญหา​ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีคือการจัดการเชิงรุกในการจัดการที่ต้นตอในการจัดสรรงบประมาณ​ บุคลากร​ และอุปกรณ์ในการจัดการไฟป่า​ รวมถึงการจัดการลดผลกระทบของประชาชนหน้ากากอนามัย N95 มุ้งลดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง​ ศูนย์อพยพที่เป็นห้องปลอดฝุ่นที่ครอบคลุมและใช้งานได้จริง 24 ชั่วโมง​


ความต้องการด้านงบประมาณและทรัพยากรนี้คือเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีการประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติ เพราะถ้าไม่ประกาศ การจัดการที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากจะไม่สามารถเดินหน้าได้ตามกำลังของผู้ว่าราชการจังหวัดเพียงลำพัง นี่คือสภาวะที่ชีวิตและสุขภาวะของประชาชนกำลังมีความเสี่ยงสูง การหลีกเลี่ยงไม่ประกาศทั้งที่อยู่ในเกณฑ์ที่ประกาศได้แล้วย่อมถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ม.157 ได้ ตนขอเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 9 เห็นแก่ประชาชนมากกว่าตำแหน่งหน้าที่ของตนเองด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ไฟป่า #PM25

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปชน. สัมมนา สส. ฟิตพร้อมลุยงานสภา ย้ำตัวตนผู้แทนพรรคส้มทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ประชาชน “ณัฐพงษ์” ชี้เส้นแบ่งการเมืองไทยวันนี้คือการเมืองของชนชั้นนำกับการเมืองของประชาชน

 


ปชน. สัมมนา สส. ฟิตพร้อมลุยงานสภา ย้ำตัวตนผู้แทนพรรคส้มทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ประชาชน “ณัฐพงษ์” ชี้เส้นแบ่งการเมืองไทยวันนี้คือการเมืองของชนชั้นนำกับการเมืองของประชาชน 


วันที่ 29 มีนาคม 2569 ที่พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชนจัดสัมมนา สส. เพื่อเตรียมความพร้อมการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 หล้กการครองตนในฐานะผู้แทนราษฎร รวมถึงงานสร้างพรรค งานเครือข่ายพื้นที่ และงานนโยบาย โดยมีผู้บริหารพรรค สส. และทีมงานพรรค เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง


ช่วงหนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงเป้าหมายของการสัมมนาครั้งนี้ว่าเปรียบเหมือนการชวนทุกคนมาปลูกต้นไม้ ฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิด นั่นคือตัวตนแบบพรรคประชาชนที่ส่งต่อมาตั้งแต่อดีตพรรคอนาคตใหม่และอดีตพรรคก้าวไกล ช่วยกันทำให้ต้นไม้นี้เติบโต รากแก้วแข็งแรง แผ่กิ่งก้านสาขา โดยต้องมีลำต้นที่ตั้งตรงและมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน การสัมมนาครั้งนี้ต้องการส่งเสริมดึงศักยภาพของ สส. แต่ละคนออกมา เพื่อให้การทำงานของทุกคนผลิดอกออกผล ทั้งนี้ต้องไม่ลืมคิดถึงการส่งต่ออุดมการณ์ความเชื่อของเราด้วย ทำอย่างไรให้ตัวตนดีเอ็นเอแบบพรรคประชาชนกระจายไปสู่ต้นไม้ต่อ ๆ ไปทั่วประเทศไทย 


ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อดูวิธีการทำงานของพรรคการเมืองทั่วโลก จะเริ่มต้นด้วยคำถามว่าเราตั้งพรรคการเมืองเพราะอะไร การปลูกฝังตัวตนแบบพรรคประชาชนประกอบกับบริบทการเมืองไทยที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าการเมืองไทยวันนี้ ไม่ใช่การแบ่งระหว่างซ้ายกับขวา แต่คือการแบ่งระหว่างบนกับล่าง คือการเมืองของชนชั้นนำกับการเมืองของประชาชน เป้าหมายของเราคือการเดินไปข้างหน้าเพื่อทำให้ประเทศนี้เป็นการเมืองของประชาชนมากยิ่งขึ้น


โครงสร้างของพรรคประชาชนเรียกว่า “จตุสดมภ์” ประกอบด้วย พนักงานของพรรค เครือข่าย ผู้บริหาร นักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทุกคนในโครงสร้างของพรรคต้องมีดีเอ็นเอเดียวกัน คือตัวตนแบบพรรคประชาชน ได้แก่

(1) ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน 

(2) ทำงานเต็มกำลังเพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 

(3) ยึดมั่นในหลัก “คนเท่ากัน” ยอมรับทุกความแตกต่างหลากหลาย ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เป็น สส. แล้วทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย 

(4) ตระหนักรู้ว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชน ได้รับการสนับสนุุนเงินบริจาคจากประชาชน ต้องใช้จ่ายดำเนินกิจกรรมอย่างรู้คุณค่าทุกบาททุกสตางค์ โปร่งใสพร้อมให้ตรวจสอบได้เสมอ 

(5) ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอำนาจรัฐ พรรคประชาชนต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ผลักดันวาระและนโยบายของพรรคประชาชนไปสู่ความสำเร็จ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง 

(6) ไม่ยึดติดตัวบุคคล มุ่งทำงานตามอุดมการณ์พรรค เพื่อประชาชนเจ้าของพรรคและประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ด้วยหลักการ “โดยประชาชน เพื่อประชาชน สร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน”


ณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้พรรคประชาชนยังต้องการสร้างและขยายเครือข่ายเชิงพื้นที่ ให้ทุกพื้นที่มีคนที่เติบโตมาจากเมล็ดพันธุ์เดียวกันในการทำงานทางความคิด ขยายผลความร่วมมือเพื่อผลักดันวาระของประเทศไทยให้สำเร็จต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน














งานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53 🔥นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ

 


งานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53

🔥นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ 


ณ บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว)

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2569


กำหนดการ


12.00 น. เปิดชมนิทรรศการและรดน้ำวีรชน

มีซุ้มอาหาร-เครื่องดื่ม ฟรี! ซุ้มขายหนังสือ ลดราคา/แจก ฟรี! และซุ้มกิจกรรมขององค์กรต่าง ๆ 


14.00 น. ดนตรี


15.00 น. เริ่มพิธีสงฆ์ ถวายสังฆทานพระสงฆ์ 4 รูป


15.30 น. วางพวงหรีด/ช่อดอกไม้ 


16.00 น. กล่าวไว้อาลัยและสดุดีวีรชน 


18.00 น. จุดเทียนรำลึก/วางดอกไม้ อธิษฐานจิตต่อดวงวิญญาณวีรชน เมษา-พฤษภา53 

                - ดนตรี/การแสดง

     


นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คนเสื้อแดง #นปช #คปช53

คิดมาให้แล้ว! ‘วีระยุทธ พรรคประชาชน’ ชูแผนสู้วิกฤตน้ำมัน 4 ข้อ หลังนายกฯ แถลงเมื่อวาน มีแต่คำขอโทษ แต่ไม่มีแผนรับมือให้ประชาชน

 


คิดมาให้แล้ว! ‘วีระยุทธ พรรคประชาชน’ ชูแผนสู้วิกฤตน้ำมัน 4 ข้อ หลังนายกฯ แถลงเมื่อวาน มีแต่คำขอโทษ แต่ไม่มีแผนรับมือให้ประชาชน


วันที่ 29 มีนาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแผนรับมือวิกฤตน้ำมันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ หลังจากที่วานนี้ (28 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายอมรับผิดว่าปัญหาวิกฤตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วันของรัฐบาลเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดหายไปคือ “แผนรับมือ” วิกฤตครั้งนี้

 

วีระยุทธเสนอแผนรับมือ “ฉบับพรรคประชาชน” สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) การบริหารจัดการราคาน้ำมัน 2) มาตรการสนับสนุนการปรับตัวของประชาชน 3) การจัดการปุ๋ยเคมี และ 4) การเตรียมความพร้อมช่วงสงกรานต์


1. ปรับภาษีเพื่อจัดการราคาน้ำมันแบบขั้นบันได เอาผิดรายใหญ่ลักลอบ-กักตุน รัฐบาลควรประกาศให้ชัดเจนว่าจะใช้หลักการใดในการปรับราคาน้ำมันในอนาคต ล้อไปกับตลาดโลกได้ แต่ต้องไม่กระชาก โดยใช้กองทุนน้ำมันประคองการทยอยขึ้นของราคา เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกแบบที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่มีการขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร 


นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งใช้มาตรการที่มีในมือเพื่อลดต้นทุนในโครงสร้างราคาน้ำมันต่อ 1 ลิตร (ราคา ณ วันที่ 27 มี.ค. 69) โดยมีทางเลือกดังนี้ “ภาษีสรรพสามิต” ที่คิดเป็นต้นทุน 7.50 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 6.92 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว, “ภาษีเทศบาล” ที่คิดเป็นต้นทุน 0.75 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 0.69 บาท สำหรับดีเซลหมุนเร็ว, “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่คิดเป็นต้นทุน 2.92 บาทสำหรับเบนซิน 95 และเป็นต้นทุน 2.45 บาทสำหรับดีเซลหมุนเร็ว รวมถึง “การเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน” ที่คิดเป็นต้นทุน 0.05 บาท


วีระยุทธกล่าวว่า ต้องประเมินร่วมกับผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ท่ามกลางซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยที่ยังมีแนวโน้มชะลอตั นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องเร่งรัดมาตรการป้องกันการกักตุน นอกจากกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และมาตรา 10 ต้องรายงานการขาย, ราคา, สต็อกทุกสิ้นวันแล้ว ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการวิ่งรถขนส่งน้ำมันแบบ real time เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการรายงานและเส้นทางการขายน้ำมัน โดนตรวจสอบข้อมูลที่รายงานในช่วงวิกฤตเทียบกับข้อมูลการขายน้ำมันในช่วงก่อนวิกฤต เพื่อหาพฤติการณ์เสี่ยงของการกักตุนน้ำมัน


2. มาตรการสนับสนุนเพื่อการปรับตัวของประชาชน วีระยุทธกล่าวว่า แม้นายกฯ อนุทินจะยอมรับความผิดพลาดในการบริหารงาน แต่กลับเสนอให้ประชาชน “ประหยัดน้ำมันครอบครัวละ 1 ลิตร” แต่ไม่มีมาตรการสนับสนุนการปรับตัวของประชาชน


วีระยุทธเสนอว่า ถ้าต้องการสนับสนุนให้คน “ใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มเขึ้น” ต้องออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น หาจุด “จอดแล้วจร” ที่เป็นของเอกชนให้เข้าร่วมโครงการ โดยรัฐช่วยสนับสนุนลดค่าจอดรถ ถ้าต้องการให้ประชาชน “Work from Home” มากขึ้น ต้องออกมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้า-ค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการทำงานที่บ้าน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้กับสถานประกอบการที่จัดระบบ Work from Home ให้กับพนักงาน


สำหรับพี่น้องเกษตรกร หากต้องลดการใช้น้ำมันวันละ 1 ลิตร ต้องมีโครงการรับแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้น้ำมัน เช่น เครื่องสูบน้ำ ต้องมีเครื่องสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์มาแลกแทน รวมถึงสร้างแรงจูงใจ เช่น ส่วนลดเพื่อช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพราะเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการประหยัดพลังงานในระยะยาว


สำหรับพี่น้อง SMEs ที่เป็นโรงงานผลิตขนาดเล็ก หรือระบบขนส่งสินค้า หากกระทรวงพลังงานร่วมกับสถาบันการศึกษาทำคูปองตรวจสอบการประหยัดพลังงาน หรือ Energy audit พร้อมเสนอแนะแนวทางในการลดการใช้พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับจูนเครื่องจักร การปรับกระบวนการผลิตใหม่ การเปลี่ยนเครื่องจักรบางประเภท พร้อมกับการมีสินเชื่อเพื่อการลงทุน แบบนี้ SMEs จำนวนมากคงประหยัดได้มาก และยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ด้วย


วีระยุทธกล่าวว่าต้องเร่งออกนโยบาย ผ่อนเทคโนโลยีประหยัดพลังงานผ่านบิลค่าไฟได้ (On-Bill Financing) เช่น โซลาร์เซลล์, เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟฟ้ารุ่นใหม่, ตู้แช่น้ำเย็นประหยัดไฟฟ้า, เครื่องทำน้ำเย็น (Chiller) ประหยัดพลังงาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน และ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีประหยัดพลังงานได้ โดยไม่ต้องรอมีเงินก้อน


3. มาตรการด้านปุ๋ยเคมี วีระยุทธเสนอให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งราคาขายให้เกษตรกรรับทราบและสามารถตรวจสอบได้ว่าร้านไหนขายเกินราคา หากพบว่ามีใครขายเกินราคาสามารถแจ้งให้รัฐรับทราบข้อมูลและสามารถจัดการได้ทันที โดยรัฐบาลสามารถแจกคูปองส่วนลดให้เกษตรกรไปซื้อกันเอง เช่นคูปองลดราคาได้ไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่/ราย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงโครงการโดยทั่วกัน พร้อมกับการควบคุมราคาจำหน่ายปุ๋ยตามกลไกที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่


ส่วนมาตรการระยะกลาง รัฐบาลควรแนะนำการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสำหรับเกษตรกร เช่น มีบริการการตรวจวิเคราะห์ค่าดินแบบเร่งด่วนฟรี และคำนวณสัดส่วนปุ๋ยผสม/ปู๋ยสูตรสำเร็จด้วยตัวเองในสวนได้ โดยควรมีแรงจูงใจเช่นส่วนลดหรือเครดิตการค้าเพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่ดำเนินการเช่นนั้น นอกจากนี้ หากจะรัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น รัฐบาลควรผลักดันให้การขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เคมี ทำได้สะดวกและรวดเร็วกว่านี้


4. แนวทางเตรียมการในช่วงสงกรานต์ เนื่องจากสงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญที่สุดของคนไทยทั้งในด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ นอกจากจะเป็นการเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะญาติพี่น้องและร่วมงานประเพณี ยังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 100,000 ล้านบาท ผ่านธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และขนส่ง รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อสนับสนุนการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้สะดวกและราบรื่น ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้


วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลเตรียมระบบขนส่งสาธารณะให้พร้อม เพื่ออำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายและลดการใช้น้ำมัน เช่น การเพิ่มเที่ยว/ขบวนรถทัวร์ รถไฟ การดูแลความปลอดภัยและความสะดวกที่สถานีขนส่งและจุดบริการต่างๆ สร้างความมั่นใจในระบบการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงยังสถานีบริการทั่วประเทศ พร้อมทั้งแสดงข้อมูลสถานะของปริมาณน้ำมันในแต่ละสถานีที่สามารถตรวจแบบเรียลไทม์ได้ทั้งประเทศ ให้มีการประกาศราคาน้ำมันคงที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อป้องกันความสับสนและความกังวลใจของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์


รวมถึงเตรียมความพร้อมของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การสำรองเวชภัณฑ์ และการดูแลภาระงานและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครด้านการแพทย์ ยิ่งสถานการณ์โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราเห็นว่ารัฐบาลยิ่งจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนอย่างน้อยใน 4 ด้านข้างต้น เพื่อช่วยให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน และสามารถวางแผนการเดินทางช่วงสงกรานต์ได้อย่างราบรื่น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

"เท้ง ณัฐพงษ์" ล้อมวงคุย #อาสาส้ม MEET สมุทรปราการ เขต 8 บางบ่อ บางเสาธง ณ ห้องสมุดชุมชน หมู่บ้านชายคลอง


"เท้ง ณัฐพงษ์" ล้อมวงคุย #อาสาส้ม MEET สมุทรปราการ เขต 8 บางบ่อ บางเสาธง ณ ห้องสมุดชุมชน หมู่บ้านชายคลอง 


วันนี้ (28 มีนาคม 2569) เวลา 14.00 น. ที่ห้องสมุดชุมชน หมู่บ้านชายคลอง ซอย 9 ต.บางเพรียง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางไปร่วมกิจกรรม อาสาส้ม MEET สมุทรปราการ เขต 8 บางบ่อ บางเสาธง จัดโดยนายเทพฤทธิ์ ภาษี สส. พรรคประชาชน สมุทรปราการ เขต 8 โดยมี สส.ในจังหวัดสมุทรปราการมาร่วมกิจกรรมด้วยอาทิ 


สส. พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมุทรปราการ เขต 3

เมืองสมุทรปราการ (เฉพาะเทพารักษ์, บางเมืองใหม่, สำโรงเหนือ)


สส. ชนสิษฎ์ ยอดฉิม

สมุทรปราการ เขต 4

บางพลี (เฉพาะบางแก้ว, บางพลีใหญ่)


สส.บุญเลิศ สมุทรปราการ เขต 7

พระสมุทรเจดีย์, พระประแดง (เฉพาะบางจาก)



ซึ่งทีมงานระบุว่าเป็นการจัดงานในพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน และทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะทำอย่างต่อเนื่อง


ภายในงานนอกจากจะมีการล้อมวงคุย อาสาส้ม ร่วมกันสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ยังมีวงพูดคุยประเด็นชุมชน กิจกรรมสำหรับเยาวชน สร้างโอกาสในการร่วมออกแบบพื้นที่ไปด้วยกัน


ทั้งนี้ช่วงเช้า เวลา 9.00 น. นายณัฐพงษ์ ได้ไปร่วมกิจกรรม #อาสาส้ม ที่เขต 4 โดยสส. ชนสิษฎ์ ยอดฉิม และเวลา 17.00 น. เดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชนที่บางแก้ว ตลาดพูนทรัพย์ 12 และ18.30 น. เดินทางไป The glass Market ปากซอยราชวินิตบางแก้ว พร้อมหมอ หมอเอ็กซ์-นพดล สมยานนทนากุล ผู้สมัครนายกเทศมนตรี เทศบาลเมือง #บางแก้ว เบอร์ 4 ในนามพรรคประชาชน 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สมุทรปราการ #อาสาส้ม #อาสาส้มMEET