วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (4)

 


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (4)


สถานการณ์ภายนอกมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2516 ในช่วงหลังยุติการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว เพื่อน ๆ ต่างสถาบัน เรียกร้องเป็นอย่างมากให้ผม พยายามก่อรูปหรือจัดตั้งกลุ่มนักศึกษาในสถาบันมหิดลให้ได้ ผมเองทำได้ระดับหนึ่ง มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ ร่วมคณะและต่างคณะจำนวนหนึ่งซึ่งยังอยู่ในแวดวงจำกัดแคบมาก


แต่สถานการณ์มาเขม็งเกลียวอย่างรุนแรง ก็เมื่อรัฐบาลจอมพลถนอม จับ นักศึกษาประชาชนที่ไปแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวนทั้งสิ้น 12 คน ในวันที่ 6 ตุลาคม 2516 และคุณไขแสง สุกใส หอบแคนเข้ามอบตัวในวันที่ 7 ตุลาคม 2516 รวมเป็น 13 กบฏ

.

ในบ่ายต่อค่ำคืน 6 ตุลาคม 2516 เสกสรร ประเสริฐกุล และกลุ่มสภาหน้าโดม ได้ จัดให้มีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตอนดึกของคืนแรกเหลือคนไม่ถึงร้อย เสกสรร ประเสริฐกุล ได้มอบหมายให้ผมไปจัดรวบรวม นักศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดล มาช่วยดูแลสุขภาพของผู้มาร่วมชุมนุม


ผมจึงเริ่มไปขอความกรุณาจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในโรงพยาบาลรามาธิบดี และการเริ่มขยายไปขอความกรุณาจากอาจารย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีด้วย จากนั้นผมก็ ขยายการติดต่อไปยังคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล เช่น คณะเภสัชศาสตร์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์รามาธิบดี และศิริราชพยาบาล รวมไปถึงเพื่อน ๆ และพี่ ๆ ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาลศิริราชและพยาบาล แล้วยังขยายแดนไปติดต่อกับเพื่อน ๆ ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์


ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเพื่อนพี่น้อง ครูอาจารย์ทั้งจากในมหิดล (ทั้งรามาธิบดีและศิริราช) และจุฬาลงกรณ์ จนในที่สุดก็ก่อตั้ง หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชนขึ้นได้


ตั้งหน่วยที่ปีกซ้ายมือของสนามฟุตบอลเวลาหันหน้าเข้าหาตึกโดม ที่ใต้ถุนตึกสื่อสารมวลชน (ตรงข้ามตึกนิติศาสตร์) เราเริ่มมีการจัดเวรยามกันเป็นผลัด ๆ แบ่งเป็นอย่างน้อยสามผลัด กลางวัน (8.00  -17.00 น.) ค่ำ (17.00 - 02.00 น.)ดึกถึงเช้า (02.00  -8.00 น.) ซึ่งก็ไม่ได้เคร่งครัดนัก


ในเวลาทำงานจริง เพื่อนพี่น้องที่พอปลีกเวลาได้ ก็ได้เข้ามาร่วมทำงานอย่างเอาใจใส่รับผิดชอบกันอย่างจริงจังโดยตลอด


พวกเราทุก ๆ คน ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ได้ลาดตระเวนดูแลสุขภาพ แจกยาดมบ้าง แจกยาแก้ปวดศีรษะ แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปัญหาเรื่องท้องเสียท้องเดินบ้างตลอด ตั้งแต่ 7-12 ตุลาคม 2516


จนเมื่อแกนนำการชุมนุมตัดสินใจที่จะเดินขบวนออกไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกลางวัน วันที่ 13 ตุลาคม 2516 เสกสรร ประเสริฐกุล ก็ได้บอกให้ผมมาตระเตรียมการจัดตั้งฝ่ายแพทย์พยาบาลที่จะดูแลการเดินขบวนขนาดใหญ่ดังกล่าวให้ทั่วถึง พวกเราได้ประชุมกันแล้วจัดรูปการดูแล โดยให้มีบุคคลากรของพวกเราเดินประกบสองข้างของขบวนใหญ่เป็นสองแถว โดยห่างกันประมาณหนึ่งช่วงแขน ทั้งสองข้างของขบวนใหญ่ ในขณะเดียวกันก็จะมีหน่วยเดินปะปนอยู่ภายในขบวนด้วย แบ่งเป็น ช่วง ๆ ช่วงละประมาณ 50 เมตร แต่ละช่วงจะมีหน่วยงานของเรา ประมาณ 3-4 คน


พวกเรา ชาวมหิดล หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชนได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดี จนกระทั่งเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ภายหลังจากที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรงด่านหน้าพระราชวังสวนจิตรลดารโหฐาน ด้านหลังรพ.รามาธิบดี ภายใต้การดูแล ของพลตำรวจเอก ชุมพล โลหะชาละ ขัดขวางการเดินทางกลับบ้านของนักศึกษาประชาชน มีการขว้างปากันเกิดขึ้นแล้วลุกลามเป็นการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงกระสุนสังหาร และทหารใช้อาวุธสงครามสังหารประชาชนบนถนนราชดำเนินใน


ระดับของปัญหาและขอบเขตของการดูแล เกินกว่าขีดความสามารถของหน่วยพยาบาลเพื่อมวลชนจะดำเนินการได้อีกต่อไป จึงเป็นภารกิจของหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการเข้ามาดูแลแทน เช่น ของโรงพยาบาลทุกแห่งในกทม. รามาธิบดี พระมงกุฎ ราชวิถี รพ.เด็ก รพ.สาธารณสุขเขตร้อน รพ.ศิริราช รพ.กลาง รพ.บางคอแหลม ฯลฯ


ผมเองไม่ได้นอนมาหลายวัน กลับมารพ.รามาธิบดีในราว 02.00 น. 14 ตุลาคม 2516 ด้วยความสบายใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย เพราะรัฐบาลปล่อย 13 กบฏแล้ว และรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาแล้วว่าจะเร่งรีบในการร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็ว


แต่พอรู้ตัวตื่นมาในราว 06.00 น. ก็ทราบว่าสถานการณ์เลวร้ายลง แต่ก็เกินขีดที่บทบาทของนักศึกษาจะรับมือได้แล้ว ได้แต่อาสาติดรถฉุกเฉินเข้าไปรับผู้บาดเจ็บภายในถนนราชดำเนินในเท่านั้น


เหตุการณ์สงบลงด้วยพระบารมีเป็นล้นพ้น ปวงชนชาวไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ได้รัฐบาลพระราชทาน อ.สัญญาธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี พวกเราพสกนิกรทั้งประเทศก็รู้สึกโล่งอกสบายใจไปตาม ๆ กัน


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวผมเอง เพราะผมได้พบ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ที่สวนโมกขพลารามหลายหน ตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย จนไปบวชตอนปีสี่ดังกล่าว


ภายหลังจากนั้นหากพอเจียดเวลาได้ก็จะมุ่งไปสวนโมกข์เสมอ ก็มักจะมีโอกาสได้พบ อ.สัญญา อยู่บ่อยครั้ง


สำหรับผมแล้ว สวนโมกข์ไม่ต่างอะไรจากเมกกะ หรือสถานที่แสวงบุญเลย และทุกครั้งที่ไปก็รู้สึกได้ไปชาร์ตแบตเตอรี่ และได้ไปกวาดล้างสิ่งโสโครกที่เกรอะกรังเกาะแน่นกับจิตวิญญาณของตนออกไปทุกครั้ง กลับจากสวนโมกข์รู้สึกปลอดโปร่งเบาโล่งทั้งกายและใจจริง ๆ


ขอบคุณเจ้าของภาพประกอบ


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง