วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วงเสวนา "ฝ่ายค้าน" ชำแหละ คดีโกง สว.ชี้ปัญหาประเทศทั้งการเมือง-เศรษฐกิจโยงโครงสร้างการเมือง–องค์กรแต่งตั้ง ด้าน 'ทวี' ชี้คดีโกงสว.เป็นจุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

 


วงเสวนา "ฝ่ายค้าน" ชำแหละ คดีโกง สว.ชี้ปัญหาประเทศทั้งการเมือง-เศรษฐกิจโยงโครงสร้างการเมือง–องค์กรแต่งตั้ง ด้าน 'ทวี' ชี้คดีโกงสว.เป็นจุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ 


วันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 9.30 น. ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน: แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงาน และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร่วมวงเสวนา เรื่อง ปัญหาของสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และคดีโกง สว.


พ.ต.อ.ทวี กล่าวตอนหนึ่งในเวที สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน: แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล”ว่า  


ปัญหาในประเทศมีมากมายโดยเฉพาะการคอร์รัปชัน มีอยู่ 2 คำที่คนมักนิยมพูดคือกำแพงกับสะพาน คนอยู่หลังกำแพงคือคนติดคุก การสร้างกำแพงสูงคือต้องการจะสร้างคุกให้ ตนจึงนิยมให้สร้างสะพาน ประชามติเกิดขึ้นแล้ว แต่บ้านเมืองเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเราต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้ได้ ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และต้องมีความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเพราะเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดยังไม่เกิด และเรายังไม่ได้ร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 16 หมวดที่เกิดขึ้นใหม่เหมือนรัฐอิสระทั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รวมถึงหมวดปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ในห้องประชุมเขาบอกว่ายุทธศาสตร์ชาติคือทรราชกับอนาคตโดยอาจารย์จากจุฬาฯ ซึ่งเมื่อมีการใช้ยุทธศาสตร์ชาติมายึดอำนาจ แต่ไม่มีการพูดถึงทุนมนุษย์ในท้องถิ่น แต่เป็นความมั่นคงของรัฐที่ไม่เห็นความมั่นคงของมนุษย์


แม้กฎหมายจะดีที่สุดอย่างไร แต่หากคนไม่ซื่อสัตย์ ไม่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้นจะยาก อย่างไรก็ตาม สว. หรือองค์กรนี้เป็นผู้จัดคนมาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่ง สว. ยังมีอำนาจพิเศษอีกคือ ผู้เป็นประธานตุลาการสูงสุด เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบ ปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประธานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงกรรมการอีกมากมายต้องได้รับเลือกจาก สว. จึงทำให้คิดได้ว่าเป็นไปตามหนังสือที่ตนได้มาเรื่องโกง สว. คือจุดเริ่มต้นกินรวบประเทศไทย


วันนี้ตนคิดว่ากกต.ต้องไม่ทำอะไรตามอำเภอใจ มาตรา 266 ระบุว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรืออะไรก็ตาม หากทำให้การเมืองไม่สุจริตให้ส่งศาลฎีกาเลย และในวรรค 1 ยังกำหนดว่าหากรับรองไปแล้วให้ศาลฏีกาให้สำนวนสืบสวนและไต่สวนของ กกต.มาพิจารณา โดยสำนวนสืบสวนและไต่สวนของอนุฯ ชุดที่ 26 ไม่ใช่ความเห็นของเลขาฯ หรือคนที่ไม่ได้สืบสวน ไต่สวน เพื่้อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมได้ นั่นคือ กกต.จะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้ ทั้งนี้ ใบรอบเช้าหรือรอบบ่ายใบเลือกตั้งเหมือนกันหมด กกต.ไม่ต้องดูอะไรเลย ดูแค่คะแนนก็รู้แล้วว่ามีหลักฐานอันเชื่อว่าไปใช้สิทธิไม่สุจริต ซึ่งหากเอาแค่นี้มาดูก็สามารถตัดไปได้ 140 คนแล้ว เรื่องนี้กกต.ไม่ใช่ศาล เขาส่งหลักฐานให้หมดแล้วแต่คุณมาแก้ข้อกล่าวหา ตนไม่ได้กล่าวหาว่าสว.ผิดหรือถูก ต้องให้ศาลพิสูจน์ ซึ่งหากกกต.ตัดส่งแค่บางคน ตนคิดว่าเรามี 2 ช่องคือผู้สมัครที่เป็นผู้เสียหายสามารถไปร้องทุกข์ได้ และเราต้องกล้ายื่นเรื่องภายใน 3 วันว่าเรื่องไม่ชอบเพื่อส่งให้ศาลฎีกา


ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกะทรวงมหาดไทย ประชาชนรู้สึกว่าการเมืองไปไม่ได้ การทุจริตจบด้วยการรัฐประหาร แต่เมื่อมีการรัฐประหารก็จะมีการทุจริต วนอยู่แค่นี้ ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ต้องการให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้มากขึ้น รวมถึงมีองค์กรอิสระเพื่อมาตรวจสอบถ่้วงดุล ทั้งนี้ตนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ทำลายระบอบการเมืองทำให้พรรคการเมืองและประชาธิปไตยอ่อนแอ นี่คือความต้องการของพวกเขา ในเมื่อสว.ที่มาจากระบบที่เลือกกันเองไม่ได้มาจากประชาชน ตนจึงมองว่าเราต้องแก้ที่มาของสว. เพราะท้ายที่สุดสว.ก็เป็นต้นกำเนิดและทำคลอดองค์กรอิสระ ทำคลอดสิ่งสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะมาลงโทษคนที่ทำคลอดเขา ซึ่งเรื่องการฮั้ว สว.คงจะมีการส่งศาลบ้างเพื่อลดกระแสสังคม เห็นได้จากการพิจารณาที่มีการตั้งธงไว้ตั้งแต่ต้นให้สอบเป็นรายจังหวัด ซึ่งจะทำให้เราเห็นเส้นเงินของคนตัวเล็กตัวน้อย 


ฉะนั้น เราต้องแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสว.และองค์กรอิสระที่ใช้กฎหมายกดทับประชาชน องค์กรอิสระวันนี้กลายเป็นเป็นอิสระจากประชาชน แต่ขึ้นตรงกับผู้มีอำนาจ แม้เราจะบอกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงแต่กลับส่งเสริมให้มีการทุจริตมากที่สุด ส่งเสริมให้การโกงยั่งรากลึกและยากที่จะจำกัดด้วย ทำให้สิทธิของประชาชนถูกริดรอน ถูกกดทับมากขึ้น มีการสร้างวัฒนธรรมนูญใหม่ ๆ ในการโกงมากขึ้น ป.ป.ช.น้อยครั้งมากที่จะไปแตะนักการเมืองตัวใหญ่ๆ หากจะแก้เรื่องการกินรวบประเทศต้องแก้ 2 โกงก่อนคือ การโกงสว. และการโกงเลือกตั้ง สส. การซื้อเสียงซึ่งหากเราแก้ไม่ได้แปลว่าเราจำยอมให้คนมีอำนาจและมีเงินซื้อประเทศไทยไป ฉะนั้น ย้ำว่าต้องแก้ที่มาสว. อำนาจที่ล้นเกินของสว. ที่มาขององค์กรไม่อิสระต่าง ๆ และไปแก้ให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อสามารถถอดถอนองค์กรอิสระและนักการเมืองที่มีความประพฤติที่มิชอบ รวมถึงสามารถถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ฝากให้มีป.ป.ช.ภาคประชาชนตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ เพราะเราจำเป็นต้องคืนอำนาจให้ประชาชน 


“น่าจะมีประเทศไทยประเทศเดียวที่เอาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวพันได้เสียมาเป็นผู้พิจารณาในคดีที่เกี่ยวพันกัน น่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบแบบนี้อยู่ มันไม่ควรเกิดขึ้นในระบบต้นทางของกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ ดิฉันอยากเห็นองค์กรอิสระ กกต. ได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตเที่ยงธรรมจริง ๆ และเป็นห่วงจริงๆว่าสิทธิการประชาชนและผู้เสียหายยังสามารถที่จะฟ้องร้องท่านได้เป็นห่วงว่าจะมาติดคุกตอนแก่ ประเทศนี้แปลกๆ ฉะนั้น จึงต้องส่งเสียงเชียร์ให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว


ขณะที่ นายสาทิตย์ ย้ำว่า ในอดีตอาจเป็นการรัฐประหารหรืออำนาจนิยม ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยสะดุด แต่หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดพัฒนาการใหม่ที่มีพรรคการเมืองที่มีอำนาจนิยมพยายามแทรกแซงอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล ผ่านการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือแทรกแซงองค์กรสื่อมวลชน แต่ยุคหลังมามีความเนียนกว่านั้น หลังการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ 2560 รอบล่าสุดได้พรรคการเมืองที่มีความเป็นอำนาจนิยมยิ่งกว่าในอดีต ที่มีกลไกเทคนิคยึดครององค์กรอิสระ นอกจากแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งแล้ว ยังมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้วหรือโกง สว. ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แนวโน้มในอดีตพรรคการเมืองอำนาจนิยมเข้าไปยึดกุมการตรวจสอบถ่วงดุล มีความชัดเจนผ่านการแต่งตั้งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเข้าไปยึดกุมกระบวนการเลือก สว.ได้ ยังยึดครองอำนาจนิติบัญญัติได้ทั้งหมดผ่านโพย ถือเป็นวิกฤตประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด 


สภาพที่มีกระบวนการเลือกตั้งที่มีประชาธิปไตยเงินสดเข้าไปยึดกุมเจตจำนงเสรีประชาชนในการเลือกตั้ง เมื่อกระบวนการเลือกตั้งจบ ก็ทำให้ สส.ไม่มีเจตจำนง ไม่ได้คิดถึงประชาชน กลายเป็น Zombie Democracy หรือประชาธิปไตยผีดิบ ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยในการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวไปถึงจุดนั้นอย่างชัดเจน แม้จะมีสูตรสีต่าง ๆ แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ย้ำว่า คดีการฮั้ว สว.เป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลเริ่มต้นที่ สว. แต่จากการเปิดหลักฐานพยานการฮั้ว สว.ที่ผ่านมา สะท้อนว่าเป็นการจัดการที่ขาดความสุจริตอย่างแท้จริง 


กกต.ไม่มีทางเลือกอื่นจะต้องส่งเรื่องการฮั้วสว.ไปยังศาลฎีกา เพื่อพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพราะหาก กกต. 4 คน มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นบุคคลที่สว.โหวตเลือกมา ถ้ากกต. 4 คนดังกล่าวใช้ดุลยพินิจในการลงมติให้เป็นคุณกับคดี จะเกี่ยวโยงกับ ป.วิ ปกครอง หรือ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวมถึงเรื่องจริยธรรม หากส่งคดีไปยังศาล กกต. 4 คน จึงจะรอดจากการมีส่วนได้ส่วนเสียครั้งนี้ ซึ่งตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 76 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และ สส.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือช่วยเหลือผู้สมัคร สว.ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก โทษปรับ และการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อมีหลักฐานการเข้ามาเกี่ยวข้องของพรรคการเมือง ย้ำว่ากกต.ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น 


“ทางออกของปัญหาวังวนประชาธิปไตย หากศาลฎีกาฯ พิพากษาแล้วว่าผิด การเลือก สว.จะต้องเป็นโมฆะ และพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษ เพื่อเริ่มต้นให้กระบวนการทุกอย่างกลับมาเข้าร่องเข้ารอย และเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ให้มีการเลือก สว.พิสดารเช่นนี้อีกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประเทศก็จะค่อย ๆ พ้นจากการเป็นประชาธิปไตยผีดิบ และเชื่อว่าหากคนผิดครั้งนี้ถูกลงโทษ กลุ่มอำนาจนิยมก็จะมีบทเรียนต่อการพยายามกินรวบประเทศไทย” นายสาทิตย์ กล่าวและว่า


ขอฝากถึงนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนกับนายพริษฐ์ ขู่กกต. ตนไม่ได้ขู่ ตนพูดจริง พรรคประชาธิปัตย์เคยสู้กับกกต. และทำให้กกต. ติดคุกมาแล้ว ฉะนั้น จึงมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ทัั้งนี้ เมื่อมีการพิจารณาจากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการที่เรียกว่าฮั้วสว. หรือโกงสว. นั้น มีคำถามใหญ่เกิดขึ้นคือกกต. บางส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการโกงสว. หรือไม่ ซึ่งมีร่องรอยมากมายที่จะชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ และกระบวนการแบบนี้คิดกันไว้ก่อนแล้วหรือไม่ ที่สำคัญคือชั้นต้นระดับอำเภอ นอกจากกกต. มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ มีกระทรวงมหาดไทยบางส่วนร่วมกับเขาด้วยหรือไม่ ทั้งหมดจึงเป็นร่องรอยที่มีความผิดปกติและมีข้อพิรุธ ในเวลาที่เราเปิดเรื่องกระบวนการฮั้วโดยพยาน ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีพรรคการเมือง คนของพรรคการเมือง และกลไกทางการเมืองของพรรคการเมืองมาทำให้เกิดขึ้น คุณจะตัดตอนเรื่องนี้ไปที่สว. อย่างเดียวไม่ได้ มีเรื่องของพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างชัดเจน จึงไม่มีทางเลือกเลย โดยข้อสังเกตที่ทำเรื่องไปสู่ศาล ในเวลานี้กกต. แทบไม่เหลือความไว้วางใจจากประชาชนอีกแล้ว ถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ตนว่ากกต. ต้องทำใหม่ทั้งระบบจริง ๆ 


ด้านวีระยุทธ ระบุว่า ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของความไม่ชอบมาพากลหรือความชอบธรรมทางการเมืองเท่านั้น แต่ควรมองต่อไปถึงโครงสร้างขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรกำกับดูแลที่มีอำนาจเพิ่มขึ้นและส่งผลโดยตรงต่อชีวิตทางเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งไม่ควรเรียกองค์กรเหล่านี้ว่า ‘องค์กรอิสระ’ เพราะอาจทำให้มองข้ามคำถามสำคัญเรื่องที่มาของอำนาจ แต่ควรเรียกว่า ‘องค์กรแต่งตั้ง’ เพื่อให้สังคมตั้งคำถามต่อไปว่าใครเป็นผู้แต่งตั้ง บุคคลในองค์กรเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร และมีความยึดโยงกับประชาชนเพียงใด


ผลจากโครงสร้างดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะองค์กรที่สังคมคุ้นเคย เช่น กกต. หรือ ป.ป.ช. แต่ยังรวมถึงองค์กรกำกับดูแลที่มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันและระบบเศรษฐกิจ เช่น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) อย่างเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ต้องพึ่งพา กลับมีอำนาจต่อรองจำกัดเมื่อแพลตฟอร์มปรับค่าธรรมเนียมหรือค่า GP ตลอดจนกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งในหลายประเทศการทำเช่นนี้จะนำไปสู่การตรวจสอบว่าเกิดการฮั้วหรือใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ แต่ในประเทศไทยบทบาทขององค์กรกำกับดูแลในเรื่องเหล่านี้กลับไม่ปรากฏ


วีระยุทธยังชี้ให้เห็นว่า กิจการโทรคมนาคม ภายหลังการควบรวมกิจการของบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ก็เช่นเดียวกัน เรื่องเหล่านี้อาจไม่เป็นข่าวใหญ่เหมือนความขัดแย้งทางการเมือง แต่มีผลโดยตรงต่อต้นทุนชีวิตประจำวัน ทั้งค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ ตลอดจนต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อย


ดังนั้น ความเชื่อมโยงระหว่าง สว. กับองค์กรต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หาก สว. มีส่วนในกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล และองค์กรเหล่านั้นมีอำนาจตัดสินใจต่อโครงสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ผลจากกระบวนการดังกล่าวย่อมส่งต่อมาถึงการทำมาหากินของประชาชน ปัจจุบันอำนาจในการกำหนดหลายเรื่องไม่ได้อยู่กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่อยู่กับองค์กรที่ประกอบด้วยบุคคลจำนวนไม่มากด้วย หากโครงสร้างเหล่านี้ถูกครอบงำจากอิทธิพลของทุนหรือการเมือง ก็อาจนำไปสู่การกินรวบทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อทุนขนาดใหญ่สามารถมีอิทธิพลต่อองค์กรที่มีหน้าที่กำกับการแข่งขัน ขณะที่ทุนขนาดเล็กและ SMEs ต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม


“มันไม่ได้จบแค่มิติทางการเมืองและความไม่ชอบมาพากล และความไม่ชอบธรรม แต่มันส่งผลต่อความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของทุกท่านด้วย การทำมาค้าขาย การแข่งขันทางธุรกิจ ราคาอินเทอร์เน็ต ราคามือถือ มันเกี่ยวพันกับองค์กรแต่งตั้งทั้งนั้น” วีระยุทธกล่าว


วีระยุทธ ระบุว่านอกจากผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว ผลระยะยาวอีกด้านหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงเส้นทางอาชีพ (Career Path) และแรงจูงใจของบุคลากรในแวดวงต่าง ๆ เนื่องจากตำแหน่งในองค์กรแต่งตั้งมีทั้งอำนาจ ผลตอบแทน และสถานะทางสังคม จนอาจกลายเป็นเป้าหมายในช่วงปลายเส้นทางอาชีพของข้าราชการ นักวิชาการ หรือบุคลากรภาคประชาสังคม หากบุคคลที่เพิ่งเข้าสู่วงการวิชาการ ราชการ หรือองค์กรภาคประชาสังคม มองตำแหน่งในองค์กรเหล่านี้เป็นเป้าหมายในอนาคตตั้งแต่ต้น แรงจูงใจดังกล่าวย่อมมีผลต่อการตัดสินใจและการแสดงออกตลอดเส้นทางอาชีพ


ในอดีตสถาบันวิชาการ ภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชน ถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่ซึ่งมีความเป็นอิสระจากทุนและอำนาจรัฐและสามารถเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนได้ แต่เมื่อบุคลากรจากภาคส่วนเหล่านี้มีเส้นทางต่อยอดเข้าสู่องค์กรแต่งตั้งมากขึ้น โครงสร้างดังกล่าวอาจเปลี่ยนแรงจูงใจตั้งแต่ต้นทาง และส่งผลให้องค์กรหรือบุคลากรที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจมีความเงียบหรือระมัดระวังต่อผู้มีอำนาจมากขึ้น


วีระยุทธยังกล่าวว่าปัญหาของโครงสร้างองค์กรแต่งตั้งจึงมีผลอย่างน้อยสามระดับที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ความชอบธรรมและการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมือง ความเป็นธรรมและการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ไปจนถึงการเปลี่ยนแรงจูงใจของนักวิชาการ ข้าราชการ และภาคประชาสังคม ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้กลุ่มที่ควรมีความเป็นอิสระและทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจไม่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนได้อย่างเต็มที่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อั้วสว #กกต #องค์กรอิสระ