วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (1)

 


นพ.เหวง โตจิราการ : เล่าเรื่องเมื่อยังเยาว์ (1)


ความทรงจำ เมื่อเข้าเรียน ที่คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ของ นพ.เหวง โตจิราการ


ความทั่วไป


ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเข้าเรียนที่แพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลได้ในปีการศึกษา 2511-2512 การเรียนแพทย์นั้นต้องเรียน ที่คณะวิทยาศาสตร์ ทั่วไปก่อน สองปี ต่อมาเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ (พรีคลินิค) อีกสองปี ทั้งสี่ปีนี้เรียนที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ถนนพระรามหก ที่เรียกกันว่าตึกจานบิน จากนั้นจึงข้ามฟากไปเรียนวิชาแพทยศาสตร์ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อีกสองปี


หากผม เล่าความทรงจำ เฉพาะสองปีสุดท้ายที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็จะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และอาจจะไม่สามารถเข้าใจความเป็นมาเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง จึงขออนุญาตเล่าต่อเนื่องทั้งหกปีเสียทีเดียว แต่คงไม่ยาวเกินไป


ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยมหิดล

ในช่วงมัธยมต้น (ม.ศ. 1-3) ที่โรงเรียนสหพาณิชย์แผนกสามัญสีลม

และมัธยมปลาย (ม.ศ. 4-5) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท

ชีวิตผมอยู่ในช่วงค้นหาความหมายว่า “ชีวิตคืออะไร ชีวิตต้องการอะไร และชีวิตควรเป็นอย่างไร”


กล่าวได้ว่า ผม “ค้นพบคำตอบดังกล่าว แม้ไม่สมบูรณ์รอบด้าน แต่ถือได้ว่าค่อนข้างมั่นคงชัดเจน” ในช่วงมัธยมนี้แหละ นั่นคือผมพบคำตอบ “จากคำสอนทางพุทธศาสนาของท่านอาจารย์พุทธทาส” ว่า “เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ต้องเพื่อ ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู ว่าของกู”


ปีแรกในมหาวิทยาลัยมหิดล


ผมจึงเริ่มปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย ด้วยการเป็นเลขานุการของนักศึกษาปีหนึ่ง แต่เมื่อเกิดความไม่สะดวกในการ เผยแพร่ “คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส” ผมจึง ข้ามกิจกรรมอื่นๆ เพื่อไปวางน้ำหนักไว้ที่การ “คัดสรร เอาคำกลอน หรือคำสอนที่ เป็นถ้อยคำสั้น ๆ แต่กินความกว้างขวางและลึกซึ้ง” มาติดไว้ที่ผนังข้างห้อง บรรยายรวมที่ตึกจานบิน เป็นประจำ


ในตอนนั้น พี่เป้งที่เรียนปีสี่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้พบผมที่สวนโมกข์หลายครั้ง เห็นผมเอาจริงเอาจังในการเผยแพร่คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาส จึงออกปากชวนผมให้มาทำหน้าที่เป็น “ประธานชมรมพุทธศาสนาและประเพณีของมหาวิทยาลัยมหิดล” ในตอนนั้น


ที่จริงผมยังอ่อนหัดมาก แต่เมื่อพี่เป้งออกปากชวนและผมก็ตั้งใจที่ทำการเผยแพร่คำสอนอ.พุทธทาสอย่างเต็มที่แล้ว ผมจึงรับปาก แต่ผมก็ไม่ได้สร้างผลงานอะไรมากนัก


ในตอนนั้นเท่าที่ผมจำได้ กิจกรรมก็มี การพยายามนำเอาหนังสืออาจารย์พุทธทาสมาเผยแพร่ นำเอาคำสอนของอาจารย์พุทธทาส มาติดตามผนังหรือบริเวณที่สามารถติดได้ ทั้งในห้องบรรยายของตึกกลม และตามบอร์ดของใต้ถุนตึกฟิสิกส์ และพยายามเชิญผู้รู้มาบรรยายธรรมตามโอกาส ความที่ยังไม่ประสีประสาในการทำงานมากในครั้งนั้น จึงค่อนข้างเถรตรงในการทำงาน โดยปฏิเสธวิธีการที่ตนเองเห็นว่าเน้นหนักทางด้านวัตถุมากกว่าทางด้านจิตใจ


ในขณะเดียวกัน ผมก็ต้องทำงานทางด้านวัฒนธรรมและประเพณีด้วย ในปีนั้นจึงได้นำเอา “การแสดงโปงลางของพื้นบ้านอิสานมาแสดงในงานประจำปีของมหิดลถือว่าเป็นผลงานค่อนข้างใหญ่หน่อยในตอนนั้น


ในขณะเดียวกัน ก็ได้ติดต่อทำกิจกรรมกับเพื่อนนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัย ที่ได้คบหาสมาคมกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย อันได้แก่ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทางธรรมศาสตร์เขาก้าวไปไกลทางการเมืองมาก เขามีการร่วมกลุ่มเป็นสภาหน้าโดม เขามีกิจกรรมต่อต้านบอลประเพณี ต่อต้านการรับน้อง หรือประเพณีโซตัส


ต่อมาเขายกระดับไปสู่การต่อต้านสงครามเวียดนาม และการที่รัฐบาลของถนอมประภาสในสมัยนั้นนำประเทศไทยไปเข้าร่วมสงครามอินโดจีน ยอมให้อเมริกาใช้ไทยเป็นฐานทัพในการสู้รบกับสามประเทศอินโดจีน โดยเฉพาะความหวาดกลัว ตามทฤษฎี โดมิโนของสหรัฐอเมริกาที่ภูมิภาคนี้จะพ่ายแพ้ให้แก่คอมมิวนิสต์และเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งภูมิภาค


ผมเริ่มขยายวงใน การศึกษาค้นคว้า และเรียนรู้ กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ในช่วงนี้เองที่ ผมได้มีโอกาสสัมผัส หลักปรัชญาและทฤษฎีทางการเมืองของยุโรปและการเคลื่อนไหวปฏิวัติต่าง ๆ หลากหลายสำนัก อาทิ อริสโตเติล โสเครติด พลาโต้ ไล่มาจน มองเตสกิเออ โทมัสมัว เดวิดริคาร์โด โอเวน เฮเกล มาร์กซ เองเกล เลนิน สตาลิน เชกูวารา โฮจิมินท์ ฯลฯ


ของไทย ก็เริ่มศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประวัติศาสตร์การเมืองไทย การต่อสู้ระหว่างคณะราษฎรกับคณะนิยมเจ้า ตลอดจนเริ่มได้อ่านเอกสารของปัญญาชนก้าวหน้าในอดีตที่ผ่านมา กบฏสันติภาพ รวมไปถึงเริ่มรับรู้การมีอยู่และการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


นพ.เหวง โตจิราการ

5 ก.ย. 56


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง