วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

“ปกรณ์วุฒิ” ผิดหวัง ป.ป.ช. ยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ยกข้ออ้างปรับปรุงบัญชีหลังศาลวินิจฉัยมาบ่งชี้ว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ได้ ซัดหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยคือศาลไม่ใช่ ป.ป.ช.

 


“ปกรณ์วุฒิ” ผิดหวัง ป.ป.ช. ยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ยกข้ออ้างปรับปรุงบัญชีหลังศาลวินิจฉัยมาบ่งชี้ว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ได้ ซัดหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยคือศาลไม่ใช่ ป.ป.ช.


วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน กรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงการยกคำร้องของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในคำร้องที่ปกรณ์วุฒิและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นในข้อหาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผล ป.ป.ช. โดยสรุป คือความสมบูรณ์ทาง “นิติกรรม” : นายศักดิ์สยามได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนหุ้นให้นาย ศ. (นอมินีตามคำวินิจฉัยศาล) เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี


การรับรู้และความเข้าใจของผู้ถูกกล่าวหา: เมื่อมีการจดทะเบียนโอนหุ้นทางเอกสารไปแล้ว นายศักดิ์สยามจึงรับรู้และเข้าใจตามข้อเท็จจริงทางทะเบียนว่าตนไม่ได้ครอบครองหุ้นดังกล่าวแล้ว และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารกิจการ เมื่อไม่ระบุในบัญชีทรัพย์สินจึงถือว่า "ขาดเจตนา" ในการปกปิด เนื่องด้วยเจ้าตัวเข้าใจว่าโอนหุ้นไปโดยชอบแล้ว จึงไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน ประกอบกับภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายศักดิ์สยามได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน และดำเนินการฟ้องร้อง นาย ศ. เพื่อให้โอนหุ้นคืน ป.ป.ช. จึงเห็นว่าพฤติการณ์ฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง


ปกรณ์วุฒิระบุว่าสิ่งที่ ป.ป.ช. ต้องพิสูจน์ในกรณีนี้คือเจตนาของศักดิ์สยามที่เกิดขึ้นก่อนปี 2562 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้าเป็น สส. ว่าวันก่อนหน้านั้นและวันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ศักดิ์สยามมี “เจตนาปกปิดทรัพย์สิน” หรือไม่ ดังนั้น การกระทำใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน หรือการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ นั้น ไม่สามารถพิสูจน์เจตนาย้อนหลังในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2562 ได้ คำถามก็คือ เอกสารหลักฐานเส้นทางการเงิน ซึ่งได้เคยถูกพิสูจน์ในชั้นศาล รธน.ไปแล้ว ว่าต้นทางของเงิน ที่ นาย ศ. นำมาซื้อหุ้น หจก. นั้น มาจาก นาย ศักด์สยาม เอง ทาง ป.ป.ช. ได้พิจารณาหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ และมีความเห็นว่า อย่างไรบ้าง 


ความสมบูรณ์ทาง “นิติกรรม” ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานโต้แย้ง เจตนาปกปิดได้ เนื่องจากกรณีนี้ เป็นการพิสูจน์ว่า การโอนหุ้นดังกล่าว เป็นการใช้ “นอมินี” หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ “นอมินี” คือ การทำธุรกรรมทาง “นิตินัย” แต่ไม่มีผลทาง “พฤตินัย” พูดแบบภาษาชาวบ้าน คือ ป.ป.ช. มีหน้าที่ พิสูจน์ว่ากรณีนี้ เป็นการ “ซุกหุ้น” หรือไม่ และแน่นอน ว่า หนึ่งในองค์ประกอบของการ “ซุกหุ้น” คือมีการทำธุรกรรมทางนิติกรรม โดยสมบูรณ์ .. และในโลกนี้ คงไม่มี “การซุกหุ้นโดยไม่เจตนา”


นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังไม่มีความเข้าใจในการทำหน้าที่ของตัวเอง ในกระบวนการยุติธรรมผู้ที่จะต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในคดีอาญาคือศาล ไม่ใช่ ป.ป.ช. เหมือนที่ตำรวจหรืออัยการไม่จำเป็นต้องพิจารณาจนสิ้นสงสัยจึงส่งฟ้อง หากตำรวจหรืออัยการเห็นว่ามีมูลก็ยื่นส่งฟ้อง และศาลก็มีหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยนั้นมีความผิดจึงจะพิพากษาว่ามีความผิดจริง ดังนั้น หาก ป.ป.ช.เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า “มีมูล” จะต้อง ชี้มูล และให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเอง


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าในกรณีนี้ ป.ป.ช. ต้องทำหน้าที่เสมือนตำรวจหรืออัยการ หากเห็นว่ามีมูลก็ต้องชี้มูลและให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเองว่าศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานแบบนี้ตั้งแต่ในชั้น ป.ป.ช. และหากจะใช้มาตรฐานเช่นนี้ ก็ยังมีข้อน่าสงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ คือเส้นทางการเงินในการโอนหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าภายในราว 10 นาทีต้นเงินนั้นมาจากศักดิ์สยามและนาย ศ. ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินี ป.ป.ช. ได้พิสูจน์หลักฐานเหล่านั้นหรือไม่ และให้เหตุผลใดในการบอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนาและไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน


อีกประเด็น คือ ในคดีนี้ ตนเป็นผู้ร้อง ร่วมกับ ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น แต่ในฝั่งผู้ร้อง ไม่เคยได้รับเอกสารรายงานความคืบหน้า และ หลังจาก ป.ป.ช.ได้มีมติ ยกคำร้อง ทางฝั่งผู้ร้องก็ไม่เคยได้รับเอกสารแจ้งผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. เลย 


ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสาร

1. รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด

2. คำชี้แจงของ นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยื่นชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ในคดีนี้

3. ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องกล่าวหา

4. รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว


ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าในกรณีนี้มีมาตรฐานมาแล้ว จากกรณีที่ศาลปกครองได้พิพากษาว่าเมื่อคดีจบแล้ว เอกสารเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไป และ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผย ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารเหล่านี้เป็นสาธารณะ และ หาก ป.ป.ช. ยังไม่เปิดเผย เอกสารดังกล่าว ภายในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นเอกสารขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมดด้วยตนเองต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

จม.จากเรือนจำ อานนท์ เขียน “ไผ่ ดาวดิน มนุษย์ผู้อับโชคในโลกหลังกำแพง

 


จม.จากเรือนจำ อานนท์ เขียน “ไผ่ ดาวดิน มนุษย์ผู้อับโชคในโลกหลังกำแพง


วันนี้ (30 เมษายน 2569) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 28 เม.ย. 69 ไผ่ ดาวดิน มนุษย์ผู้อับโชคในโลกหลังกำแพง


หลังจากไผ่ย้ายจากภูเขียวมาสืบพยานคดี ม. 112 ชุมนุมที่สนามหลวงปี 2563 เขาก็เริ่มกิน กินและกิน เพราะรู้ว่าที่แดน 4 มียิมสำหรับออกกำลังกาย จนน้ำหนักขึ้นเกือบ 85 กิโล เมื่อเดือนก่อนหลังจากคดีภูเขียวศาลฎีกาให้ประกันตัว ไผ่ดีใจใหญ่ ดูดีใจจนออกนอกหน้า 


“เสี่ยไผ่” บริจาคเสื้อผ้าข้าวของจนหมดตู้ล็อกเกอร์สั่งให้แฟนซื้อข้าวกล่องมาแจกเพื่อนเพื่อนกว่า 30 กล่องระหว่างที่รอคำสั่งประกันคดี ม.112 ของศาลอาญาคดีสุดท้าย ปรากฏว่าศาลกลับไม่ให้ประกันตัว เอาไงล่ะ ของก็แจกไปหมดแล้วก็ต้องขอคืนสิครับท่าน 555+ 


ไผ่ดูนอย ๆไป 2-3 วัน จากนั้นก็กลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง ออกอย่างหนัก ทั้งยกเวท ทั้งกระโดดเชือก ชกมวย แต่! สวรรค์ก็ยังกลั่นแกล้งไผ่ ช่วงสงกรานต์หลังปิดขังอยู่ดีๆหลังคาโรงยิมก็พังลงมา ทำให้ต้องปิดโรงยิมเพื่อซ่อมแซม ตอนนี้ไผ่ได้แต่นอนอ่านหนังสือและเล่นกับแมว


วันก่อน (26 เมษายน) ท่ามกลางแดดที่ร้อนผ่าว แม้แรมเดือน มีเพื่อน(พี่) ผู้ต้องขังที่อยู่ด้วยกันรำพึงว่าวันนี้ฝนน่าจะตก ไผ่เอ่ยส่วนขึ้นมาทันทีว่า “ไม่ตกหรอก” ถ้าจะยอมซื้อต้มเลือดหมูมาเลี้ยงเลยสามถุง


ตกบ่าย จากแดดร้อนลมก็เริ่มพัดมา ฟ้าเริ่มครึ้มๆ สีหน้าไผ่ดูไม่ค่อยดีสักพักฝนก็เทลงมา 555+ ต้มเลือดหมูของเช้าวันที่ 27 ช่างอร่อยจริง ๆ


รักและคิดถึงทุกคน

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 7 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่าง ๆ ที่ยังไม่สิ้นสุด โทษรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

สส.ปชน. เตือนคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” กระทบสถาบันการเมือง แฉ IO เบี่ยงประเด็น จี้กองทัพหยุดปฏิบัติการในประเทศ

 


สส.ปชน. เตือนคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” กระทบสถาบันการเมือง แฉ IO เบี่ยงประเด็น จี้กองทัพหยุดปฏิบัติการในประเทศ


วันที่ 30 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์, พร้อมกับ ชยพล สท้อนดี สส.กทม.เขต 8 และ เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.เขต 18 พรรคประชาชนและกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ ได้แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา หลังประธานสภาฯ ปฏิเสธการตั้งคณะกรรมการติดตามคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชน


รอมฎอนกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความกังวลว่า สภาผู้แทนราษฎรมีการดำเนินการน้อยเกินไปต่อการติดตามคดีลอบยิงดังกล่าว ซึ่งเมื่อเช้าประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ได้สนทนากับตน โดยบอกว่าข้อเสนอของตนนั้น ที่เสนอให้ใช้อำนาจในฐานะประธานสภา ตั้งกลไกในการติดตาม ตรวจสอบ ถ่วงดุลคดีนี้ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า การดำเนินคดีนี้และการดำเนินงานของพนักงานสอบสวนในฝ่ายบริหาร จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งประธานสภาเห็นว่ายังไม่มีอุปสรรค โดยตนเองก็ยังไม่มีเวลาที่จะสนทนามาก ตนจึงอยากจะสื่อสารต่อพี่น้องประชาชนว่า แท้จริงแล้วมีอุปสรรคพอสมควร 


รวมถึงมีข้อกังขาและข้อสงสัยอยู่ว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและความคืบหน้าของคดีเป็นอย่างไร ต้องเรียนต่อพี่น้องประชาชนว่า ณ วันนี้ เพื่อน สส. ที่มาจากเขตเลือกตั้งในจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงตนเองนั้น ก็ต้องระวังตัว ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงในการทำหน้าที่ สส. อย่างกมลศักดิ์เองก็ลาประชุมมา 2 สัปดาห์แล้ว เพราะต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่ ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่การโจมตีต่อ สส. คนใดคนหนึ่ง แต่กำลังท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีมาตรการป้องกัน


รอมฎอนกล่าวต่อว่า คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีส่วนตัว แต่เป็นคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมือง เพราะมีความเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมืองบางอย่าง ประชาชนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าจะมีความพยายามในการตัดตอนหรือเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่ และพนักงานสอบสวนจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานหรือไม่ ก็ต้องเรียนตามตรงว่าข้อสังเกตนี้ก็นำมาซึ่งข้อเสนอแนะให้ทางรัฐบาลได้พิจารณา ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารกมลศักดิ์เป็นคดีพิเศษ เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นกลางและเป็นมืออาชีพจริง ๆ คาดหวังเพียงตำรวจในท้องที่อาจจะไม่เพียงพอแล้ว ตนก็อยากฝากเรื่องดังกล่าวให้รัฐบาลได้พิจารณา


ทางชยพลกล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและได้มีคนเรียกร้องขึ้นมานั้น ก็จะถูกใช้กลยุทธ์ในการสร้างภาพจำ หรือความพยายามที่จะเบี่ยงประเด็น มีความพยายามที่จะกลบข่าวข้างต้น ตนอยากจะชวนทุกคนย้อนกลับมาดูข้อมูลที่ตนใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือยุทธศาสตร์ของการทำ IO ที่อยู่ในเอกสารของหน่วยงานราชการ ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ซึ่งมีการระบุไว้อยู่แล้วถึงกลยุทธ์ในการสร้างภาพจำ ซึ่งจะเห็นได้จากที่รอมฎอนและบุคคลอื่นก็กำลังเผชิญอยู่ โดยกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มการโจมตี IO นั้น ก็มีการระบุไว้แล้วว่าแต่ละกลุ่มจะต้องสร้างภาพจำอย่างไรบ้าง


หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตนเกี่ยวข้องกับทีม IO ทีมดังกล่าวก็ได้หายไประยะหนึ่ง ตนได้สังเกตว่ากลุ่มดังกล่าวได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาที่ตึงเครียด ซึ่งมีนโยบายจากส่วนกลางของกองทัพกระจายไปแต่ละหน่วยงาน คือเป็นการผลักดันให้กำลังพลออกมาทำคอนเทนต์ เพื่อช่วยสื่อสารในมุมของกองทัพ ซึ่งก็จะมีทั้งด้านสว่างและด้านมืด


ด้านสว่างก็จะเป็นการสื่อสารภารกิจทั่วไปของกองทัพ แต่ส่วนด้านมืดก็จะไล่โจมตีกลุ่มต่าง ๆ ตามสถานการณ์การเมือง ว่าสังคมตอนนั้นกำลังสนใจประเด็นอะไรอยู่ อย่างเช่นกองทัพเรือมีเอกสารคำสั่งจากทาง ผบ.ทร. ว่าให้รวบรวมรายชื่อกำลังพลที่จะสามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แล้วส่งชื่อกลับไปที่ส่วนกลาง ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือการเบี่ยงประเด็นจากสิ่งที่เราควรจะสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการโจมตี การคุกคาม และการใช้กำลัง จนเป็นอันตรายต่อชีวิตจากการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ตนอยากจะเชิญชวนให้พี่น้องสื่อมวลชนสนใจในประเด็นตั้งต้น คือการที่เพื่อน สส. ถูกลอบสังหาร โดยมีทรัพยากรของหน่วยงานรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง และพยายามช่วยกันเข็นสังคมให้อยู่กับประเด็น และอย่าหลงประเด็นคล้อยตามกับสิ่งที่ IO พยายามจะเบี่ยงเราไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน







“จุลพันธ์” ลั่น นำไรเดอร์-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่ระบบประกันสังคม ก่อนสิ้นปี


“จุลพันธ์” ลั่น นำไรเดอร์-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้าสู่ระบบประกันสังคม ก่อนสิ้นปี


วันนี้ (30 เมษายน 2569) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เป็นประธานเปิดงาน "SAFE DRIVE SAFE LIFE" เพื่อมุ่งเน้นให้ความรู้ วัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งไรเดอร์และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง


นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กลุ่มไรเดอร์และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นอาชีพอิสระ มีผู้ประกอบอาชีพนี้กว่า 2 แสนคน ที่อยู่นอกระบบการประกันสังคม ตนเห็นว่าการประกอบอาชีพดังกล่าว เป็นอาชีพสุจริตที่ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงครอบครัว แต่ต้องยอมรับว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ เพราะชีวิตต้องอยู่บนเส้นทางสัญจรบนท้องถนนตลอดเวลา ตนจึงขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน 


นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่าเพื่อเป็นหลักประกันในชีวิตของทุกคน ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอยืนยันว่าจะพยายามผลักดันนำกลุ่มบุคคล ผู้ประกอบการอาชีพนี้เข้าสู่ระบบประกันสังคมให้ได้ภายในสิ้นปี 2569 นี้


ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้เป็นประธานมอบหมวกกันน็อค พร้อมปล่อยขบวนรถมอเตอร์ไซค์ ผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มาร่วมงาน กว่า 200 คัน รวมทั้งเยี่ยมชมบูธของแต่ละหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ กว่า 10 บูธ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #ไรเดอร์ #ประกันสังคม









พริษฐ์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน รับหนังสือภาคประชาชน-ผู้เสนอร่าง ผนึกกำลังจี้ ครม. ให้มีมติให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อ ย้ำรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับฤดูฝุ่นล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วค่อยมาตามแก้ไข

 


พริษฐ์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน รับหนังสือภาคประชาชน-ผู้เสนอร่าง ผนึกกำลังจี้ ครม. ให้มีมติให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อ ย้ำรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับฤดูฝุ่นล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วค่อยมาตามแก้ไข


วันที่ 30 เมษายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ได้มารับหนังสือจากตัวแทนของภาคประชาชนเกี่ยวกับการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว ซึ่งกำลังรอมติจากคณะรัฐมนตรีที่จะต้องยืนยันก่อนวันที่ 12 พฤษภาคม เพื่อให้ร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาและเพื่อไม่ให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป


ตัวแทนจากภาคประชาชนกล่าวว่า วันนี้พวกตนมาแสดงความกังวลผ่านทางฝ่ายค้าน เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลบอกว่าจะส่งร่างอากาศสะอาดที่ค้างอยู่มาที่รัฐสภาให้ได้ไปต่อ แต่รัฐบาลยังไม่ได้มีมติดังกล่าว จึงมีความกังวลหลายเรื่อง ทั้งรัฐบาลจะส่งมาจริงหรือไม่ และถ้าส่งมาจริง รัฐสภาจะเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งหากได้ไปต่อในชั้นกรรมาธิการของ สว. แล้ว สว. จะเปลี่ยนแปลงร่างดังกล่าวหรือไม่อย่างไร ซึ่งพวกตนเห็นถึงความสำคัญของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน วันนี้พวกตนจึงขอยื่นหนังสือ เพื่อให้ทางฝ่ายค้านสนับสนุนอย่างเต็มที่ และฝากความหวังไว้กับฝ่ายค้านด้วย


ทางด้านพริษฐ์กล่าวว่า ตนขอเป็นตัวแทนของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีความเห็นตรงกันว่า พร้อมที่จะทำเต็มที่และใช้ทุกกลไก เพื่อให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่จากสภาชุดที่แล้ว สามารถไปต่อได้และบังคับใช้ในประเทศนี้โดยเร็ว


พริษฐ์กล่าวต่อว่า ขั้นตอนในการทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ไปต่อนั้น มีสองขั้นตอนหลัก ๆ ขั้นตอนแรกคือ ครม. จะต้องมีมติยืนยันให้ร่างดังกล่าวได้ไปต่อก่อนวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็น 60 วันหลังที่มีการประชุมสภานัดแรก ทางวิปฝ่ายค้านจะติดตามและตรวจสอบมติ ครม. อย่างใกล้ชิด พวกตนมีความเข้าใจว่า ครม. จะมีมติในการตัดสินใจว่าจะให้ร่างกฎหมายฉบับใดได้ไปต่อหรือไม่ไปต่อ ในการประชุม ครม. วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เพราะฉะนั้น ทางด้านวิปฝ่ายค้านจึงได้ออกหนังสือเชิญตัวแทนจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาร่วมประชุมกับวิปฝ่ายค้าน คู่ขนานกับการประชุม ครม. ในเช้าวันอังคาร 5 พฤษภาคม  หาก ครม. มีมติใดให้ร่างใดไปต่อ แล้วพวกตนเห็นด้วย ก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่หากมีร่างใดที่พวกตนเห็นว่าควรได้ไปต่อ (เช่น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด) แต่หาก ครม. ไม่มีมติยืนยันออกมาในวันที่ 5 พฤษภาคม พวกตนจะได้ซักถามถึงเหตุผลจากตัวแทนคณะรัฐมนตรี และเสนอแนะกลับไปว่าให้กลับไปทบทวน เพื่อให้มีมติในการประชุม ครม. ครั้งถัดไปในวันที่ 12 พฤษภาคม ทันตามกรอบเวลาที่ยังสามารถมีมติได้


สำหรับขั้นตอนที่สอง คือหากสมมติว่า ครม. ได้มีมติยืนยันให้ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้ได้ไปต่อ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งเข้ามาในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา คือ สส. และ สว. รวมกัน ซึ่งถ้ากฎหมายจะได้ไปต่อ จะต้องมีมติเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา ตนได้คำนวณตัวเลขดูคร่าว ๆ สส. และ สว. รวมกัน 700 คน ต้องการ 350 เสียง ดังนั้นหากพรรคร่วมรัฐบาลลงมติเห็นชอบให้กฎหมายดังกล่าวไปต่อได้ เมื่อบวกตัวเลขของ สส. ในซีกฝ่ายค้านที่พร้อมจะลงมติเห็นชอบอยู่แล้ว ร่างดังกล่าวจะได้มติเห็นชอบจากรัฐสภาให้ไปต่อได้แน่นอน


พวกตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ว่าจะในที่ประชุม ครม. ก็ดี หรือในการลงมติในรัฐสภาก็ดี จะนึกถึงสุขภาพและปอดของพี่น้องประชาชนไทยทุกคน หากการตัดสินใจใด ๆ ที่ทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ทำกันมาอย่างยาวนานในสภาชุดที่แล้วไม่ได้ไปต่อ จะไม่ได้เป็นเพียงการทิ้งงานที่ได้ร่วมผลักดันกันมาหลายปี แต่จะเป็นการโยนทิ้งรายชื่อของพี่น้องประชาชน ที่ได้เข้าชื่อกันผ่านกลไกทางการของสภาประมาณ 26,500 รายชื่อ ซึ่งตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะไม่ตัดสินใจเช่นนั้น


พริษฐ์กล่าวปิดท้ายว่า แม้ในกรณีที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด สามารถผ่านไปได้ และประกาศบังคับใช้ ตนก็มองว่าภารกิจยังไม่เสร็จสิ้นเพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่พวกตนอยากเห็น คือการที่รัฐบาลใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่จะมีมากขึ้นจาก พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อนำมาเตรียมการต่อการรับมือกับฤดูฝุ่นในปีถัดไป อย่าปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วมาวัวหายล้อมคอก แต่ต้องพยายามใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีมากขึ้นในการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการจัดสรรงบประมาณ หรือการเพิ่มแรงจูงใจในการลดมลพิษหรือฝุ่น PM2.5 ที่แหล่งผลิตหรือที่ต้นตอ


ทั้งหมดนี้ก็เป็นคำสัญญาของพวกตนในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ที่จะร่วมขับเคลื่อนไปกับพี่น้องประชาชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #พรบอากาศสะอาด





“ณัฐพงษ์” ถามกระทู้รัฐบาล “พิพัฒน์” เอี่ยว “เสี่ยตือ” ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ สุดเซ็งทั้งนายกฯ-พิพัฒน์ไม่มาตอบ จี้นายกฯ อย่าสองมาตรฐาน ย้อนความกดดันให้ “วรภัค” ลาออกได้แต่ทำไมไม่ทำแบบเดียวกันกับพิพัฒน์

 


ณัฐพงษ์” ถามกระทู้รัฐบาล “พิพัฒน์” เอี่ยว “เสี่ยตือ” ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ สุดเซ็งทั้งนายกฯ-พิพัฒน์ไม่มาตอบ จี้นายกฯ อย่าสองมาตรฐาน ย้อนความกดดันให้ “วรภัค” ลาออกได้แต่ทำไมไม่ทำแบบเดียวกันกับพิพัฒน์


วันที่ 30 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ต่อกรณีความเกี่ยวข้องของบุคคลในรัฐบาลต่อการกักตุนน้ำมัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบกระทู้แทน ขณะที่พิพัฒน์ได้มอบหมายให้ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน


อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ระบุว่าความจริงแล้วตนได้มีความพยายามสื่อสารไปตั้งแต่เมื่อวาน ตลอดจนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ไปถึงสำนักประธานสภาสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหารือโดยตรงกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าตนมีความประสงค์ในการตั้งกระทู้ถามสดต่อบุคคลสองคนเท่านั้นในรัฐบาลชุดนี้ คือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ ประเด็นที่ตนจะตั้งกระทู้ถามสดไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดังนั้น ตนจึงขอใช้เวลาในการตั้งกระทู้ถามลอยในที่ประชุมแห่งนี้ ส่งเป็นคำถามล่วงหน้าให้นายกรัฐมนตรีหรือพิพัฒน์ได้มาตอบในที่ประชุมในคราวต่อไป


โดยสิ่งที่ตนจะถามกระทู้ในวันนี้ เป็นกรณีสืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามของ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนำมาสู่การร่วมตรวจคลังน้ำมันใน จ.เพชรบุรี ซึ่งพบข้อพิรุธหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่คลังน้ำมันภายใต้ความรับผิดชอบของกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันและมีท่อเชื่อมถึงกัน มีปัญหาการปิดผนึกหลายถัง


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าแต่สิ่งที่ตนต้องถามโดยตรงถึงนายกรัฐมนตรีและพิพัฒน์ เพราะเรื่องใหญ่ที่เราพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลตอบต่อสังคมจนถึงวันนี้ ทั้งสองคนยังไม่ได้ให้ความชัดเจน นั่นคือเหตุบังเอิญและข้อสงสัยว่ากรณีการกักตุนน้ำมันในครั้งนี้ กำลังมีส่วนพัวพันโยงกับเครือข่ายทุนเทา สแกมเมอร์ และมีส่วนพัวพันกับบุคคลระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้นี้หรือไม่


โดย 5 เหตุบังเอิญหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่อยู่รายล้อมนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้ ประกอบไปด้วย


1) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเจ้าของคลังน้ำมันที่ จ.เพชรบุรี ที่มีการขายให้กับบริษัท BCPG บริษัทลูกของบางจากในปี 2566 ด้วยมูลค่าที่สูงเกินจริงถึง 9,000 ล้านบาท ทั้งที่มีการประเมินราคาไว้เพียง 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน่าสงสัยว่าการซื้อแพงเกินจริงขนาดนี้ทำไปเพื่ออะไร


2) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเจ้าของคาสิโนหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งกัมพูชา ที่อาจมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ ที่กำลังจะมาฮุบบริษัทบางจากผ่านการซื้อหุ้น


3) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นพ่อของบุตรชาย บุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในคดีการฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ เป็นคนออกมายืนยันต่อสื่อมวลชนเองว่าลูกชายของเสี่ยตือคนนี้ มีความพยายามในการติดสินบน 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการยุติการดำเนินคดีเครือข่ายทุนเทาและเว็บการพนัน


4) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นพ่อของบุตรสาว ผู้ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันใน จ.อ่างทอง ที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้รังสิมันต์ว่าขณะนี้ดีเอสไอกำลังสอบสวนการลักลอบและกักตุนน้ำมันใน จ.อ่างทองอยู่


5) “เสี่ยตือ” บังเอิญเป็นเพื่อนของรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ ซึ่งพิพัฒน์เองก็ยอมรับต่อสื่อมวลชนเมื่อสองวันที่แล้ว เมื่อถูกถามว่าสัญญาปล่อยกู้เงินที่พิพัฒน์ให้บริษัทเครือข่ายของเสี่ยตือกู้เงินกว่า 100 ล้านบาทมีรายละเอียดเป็นอย่างไร พิพัฒน์ไม่ได้ตอบประเด็นเรื่องเงินกู้ แต่ตอบมาว่า “ตัวเองมีเพื่อนสักคนลำบากมากเลยหรือ”


ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าทั้ง 5 ข้อนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญทั้งหมด แต่เป็น “เหตุบังเอิญพลัส” ในรัฐบาลชุดนี้ ยังมีเหตุบังเอิญอีกหลายอย่างที่พวกตนได้ไปตรวจสอบมา ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าความบังเอิญในการกักตุ้นน้ำมันเกี่ยวข้องกับเครือข่ายไอ้โม่ง ที่อาจจะเกี่ยวข้องโยงใหญ่กับเครือข่ายทุนเทา อาชญากรข้ามชาติ และบังเอิญเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลนี้ ทั้งหมดไม่ใช่ข้อมูลใหม่ แต่เป็นคำถามที่สังคมไทยไม่ได้ไม่เคยได้รับคำตอบจากสองบุคคลในรัฐบาลนี้เลย คือจากนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์


และในเมื่อวันนี้พิพัฒน์ไม่ได้มาตอบโดยตรง ตนจึงขอฝากอีกหนึ่งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี ว่าตอนที่นายกเคยยกหูหา วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง จากกรณีที่มีข่าวว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ แต่กับกรณีนี้พิพัฒน์ ที่ได้ยอมรับต่อสื่อมวลชนโดยตรงแล้วว่าเป็นเพื่อนกับเสี่ยตือ ซึ่งเครือข่ายของเสี่ยตืออาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและอาชญากรข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติต่อพิพัฒน์อย่างไร หรือจะปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน เพียงเพราะพิพัฒน์เป็นหัวจ่ายเงินที่สำคัญให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่


ทางด้านสิริพงศ์ ได้ตอบเพียงสั้น ๆ ว่าในทุกประเด็นที่ฝากมา ตามความเข้าใจของตนไม่ได้เกี่ยวกับหน้าที่ในการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม แต่ก็เป็นปัญหาที่ต้องมีคำตอบให้สังคม ตนจะนำเรียนต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป หลายเรื่องได้มีการดำเนินในชั้นดีเอสไอแล้ว ซึ่งผู้ที่เหมาะสมมาตอบน่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เป็นผู้กำกับดูแลดีเอสไอโดยตรง ตนส่วนตนก็ขอรับประเด็นเอาไว้และขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“จุลพันธ์” เผยผลสอบงบการเงิน สปส. ปี 68 เร่งหน่วยงานแก้ไขปมบัญชีคลาดเคลื่อน ย้ำต้องโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นผู้ประกันตน


“จุลพันธ์” เผยผลสอบงบการเงิน สปส. ปี 68 เร่งหน่วยงานแก้ไขปมบัญชีคลาดเคลื่อน ย้ำต้องโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นผู้ประกันตน


วันที่ 30 เมษายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินหน้าเชิงรุกสั่งการด่วนให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งตรวจสอบและชี้แจงกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินประจำปี 2568 โดยเน้นย้ำต้องมีความชัดเจนและโปร่งใสที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน


นายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนในทุกประเด็นที่ สตง. ตั้งข้อสังเกต โดยตนกำชับว่าการบริหารจัดการเงินกองทุนและการจัดทำบัญชีต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ทรัพย์สินและเงินทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนจะต้องได้รับการดูแลอย่างรัดกุม ตรวจสอบได้ และต้องยกระดับมาตรฐานการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่สังคม โดยล่าสุดได้รับรายงานการชี้แจงว่า ปัญหาดังกล่าว “ไม่ใช่กรณีเงินกองทุนสูญหาย” แต่เป็นข้อขัดข้องทางเทคนิคในการกระทบยอดตัวเลขทางบัญชี ระหว่างระบบบัญชีภายใน (E-Form-GL) กับระบบบัญชีภาครัฐ (New GFMIS Thai) ที่รูปแบบข้อมูลไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การลงรายการบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนตามข้อมูลสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง


สำหรับประเด็นความแตกต่างในบัญชีสินทรัพย์ สปส. ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องในการปรับปรุงข้อมูลระหว่าง "ทะเบียนคุมครุภัณฑ์" และ "ระบบ GFMIS" ให้เป็นปัจจุบัน โดยสาเหตุจากการบันทึกรายการในระบบ GFMIS ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีการลงรายการซ้ำซ้อน หรือบางรายการจำหน่ายออกไปแล้วแต่ระบบยังไม่อัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน


ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กำชับให้หน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหา ทั้งการยืนยันตัวเลขทรัพย์สิน โดยจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเปรียบเทียบรายการบัญชีและรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด เพื่อยืนยันต่อ สตง. ว่ารายการที่เป็นส่วนต่างนั้นมีทรัพย์สินรองรับอยู่จริงโดยเร็วที่สุด การจัดระบบทะเบียนครุภัณฑ์ใหม่ ป้องกันความบกพร่องในการบันทึกข้อมูล ซึ่งได้กำชับหน่วยปฏิบัติงานทั่วประเทศให้ตรวจนับสินทรัพย์จริง (Physical count) และปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตรงกันทันที รวมทั้งเพิ่มความรัดกุมในการบริหารจัดการ อุดช่องว่างงานเอกสารด้วยการเสริมมาตรการตรวจสอบภายในที่เข้มงวด ป้องกันความผิดพลาดในการลงรายการ และเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลสินทรัพย์ให้ถูกต้องแม่นยำ


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนจะติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับปรุงข้อมูลบัญชีและทรัพย์สินในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบบริหารจัดการที่ไร้ช่องโหว่ เพื่อรักษาความมั่นคงของกองทุนและสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกันตนทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #กระทรวงแรงงาน #ประกันสังคม

“วิญญัติ” เผย “ทักษิณ” ดีใจที่รับการพักโทษ แต่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมต้องติดกำไล EM ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุ เข้าหลักเกณฑ์ผ่อนปรนได้ แต่ก็พร้อมยอมรับตามกระบวนการ


“วิญญัติ” เผย “ทักษิณ” ดีใจที่รับการพักโทษ แต่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมต้องติดกำไล EM ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุ เข้าหลักเกณฑ์ผ่อนปรนได้ แต่ก็พร้อมยอมรับตามกระบวนการ


วันนี้ (30 เมษายน 2569) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ชินวัตร ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนภายหลังจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษของกระทรวงยุติธรรม ได้มีมติเห็นชอบให้นายทักษิณเป็นหนึ่งในนักโทษเด็ดขาด 859 รายที่ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป โดยมีเงื่อนไขต้องติดอุปกรณ์ติดตามตัวหรือกำไล EM


โดยระบุว่า ในการปล่อยตัววันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เป็นส่วนที่ทางเรือนจำกลางคลองเปรมจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ จะรับทราบหลังจากที่หารือกับผู้บริหารของเรือนจำ เนื่องจากการปล่อยตัวจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติด้วย รวมทั้งการจัดการความเรียบร้อยในการปล่อยตัว


อย่างไรก็ตาม ทราบเพียงแค่ว่า จะมีการปล่อยตัวนายทักษิณเพียงคนเดียวในวันดังกล่าว เพราะนักโทษรายอื่นที่รับการพักโทษมีกำหนดปล่อยที่แตกต่างกัน คาดว่าวันดังกล่าวนายทักษิณจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการในการพักโทษประมาณ 07.45 น. เป็นต้นไป เพราะต้องมีกระบวนการขั้นตอนหลายอย่างและน่าจะออกจากเรือนจำได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น.


ส่วนประเด็นเรื่องของการติดกำไล EM นั้น นายวิญญัติได้นำคำพูดของนายทักษิณมาเปิดเผยว่า "นายทักษิณเองดีใจที่ได้รับการพักโทษ เพราะเป็นเรื่องของสิทธิและประโยชน์ของตัวผู้ต้องขัง โดยเฉพาะเรื่องของหลักเกณฑ์ที่พิจารณาว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนในการพักโทษ แต่นายทักษิณก็งงในเรื่องกำไล EM เช่นกัน เพราะงงว่าทำไมต้องใช้กำไล EM กับตัวนายทักษิณ ทั้ง ๆ ที่นายทักษิณเป็นผู้สูงอายุ มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว ซึ่งมองว่าหลักเกณฑ์เหล่านี้คณะกรรมการน่าจะนำมาพิจารณาผ่อนปรนได้” นายทักษิณยังได้บอกอีกว่า "นายทักษิณไม่ใช่คนที่มีพฤติการณ์หลบหนี ถ้าจะหลบหนีจริง ก็คงไม่มาให้รับโทษแบบนี้" จึงไม่ควรที่จะนำมาตรการกำไล EM มาใช้กับนายทักษิณ


นายวิญญัติได้กล่าวต่อว่า ประเด็นกำไล EM คือสิ่งที่นายทักษิณงงอย่างมาก แต่นายทักษิณก็ยอมรับในกระบวนการดังกล่าวตามมติของคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม นายวิญญัติก็ตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า นายทักษิณเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงในหลายเรื่อง มีนโยบายที่สำเร็จมาแล้วหลายประการอย่างที่ทุกคนรับทราบดี ถือว่าเป็นคุณงามความดีของนายทักษิณ


ซึ่งตนมองว่า ถ้าเพื่อความเสมอภาคเหมือนกับผู้ต้องขังรายอื่น ตนก็ยินดี แต่ประเด็นกำไล EM นั้นมีข้อเสียคือ ความเสมอภาคดังกล่าวเกินความจำเป็นหรือไม่ที่จะใช้มาตรการนี้ หากคำนึงถึงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องมองเรื่องความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้ เพียงแค่มองเรื่องของอายุที่มากและความดีมีคุณูปการต่อบ้านเมือง ก็ตั้งคำถามได้ว่า มาตรการกำไล EM นี้กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณหรือไม่


ส่วนตัวก็ไม่เคยสอบถามการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาการพักโทษว่ามีเหตุผลใดในการใช้มาตรการติดกำไล EM เพราะตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุม แต่โดยหลักการแล้ว การติดกำไล EM เป็นมาตรการสำหรับการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อให้ทางเลือกกับบุคคลที่ยากจนหรือผู้ที่ไม่มีเงินในการวางหลักทรัพย์ประกันตัว โดยใช้กำไล EM เป็นเครื่องพันธนาการ เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ควบคุมหรือกรมราชทัณฑ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


หากมองในทางหลักการ ถ้าได้รับการปล่อยตัว ก็ต้องติดกำไล EM แต่มาตรการดังกล่าวก็มีข้อผ่อนปรน ทั้งเรื่องอายุที่มากกว่า 70 ปีขึ้นไปหรือไม่ มีโรคประจำตัวหรือพิการหรือไม่ เป็นอุปสรรคต่อการเข้ารักษาตัวเนื่องจากเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน แต่ประเด็นเรื่องของความเหมาะสม โดยเฉพาะในฐานะที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ อันนี้ตนไม่ทราบ


ด้านความเชื่อมั่นที่จะใช้มาตรการดังกล่าวในการควบคุมไม่ให้นายทักษิณหลบหนีหรือเป็นการควบคุมดูแลให้อยู่แค่ในพื้นที่ ตนมองว่านายทักษิณมีภูมิลำเนาที่ชัดเจน คือที่บ้านจันทร์ส่องหล้า จึงมองว่าไม่น่าเป็นประเด็น ถ้านายทักษิณจะหลบหนีจริง ก็คงไม่กลับมารับโทษ นายทักษิณอยู่ต่างประเทศมา 10 กว่าปี ก็คงอยากจะกลับบ้าน อย่างน้อยที่สุดตนในฐานะทนายความ ก็ดีใจที่นายทักษิณได้รับการทำโทษ ทั้งตนและนายทักษิณก็ยอมรับมาตรการนี้ จะติดก็ติด ไม่มีปัญหา เพียงแค่งงก็ตั้งข้อสังเกต


ส่วนการจะติดกำไล EM เมื่อไหร่นั้น ก็ต้องเป็นขั้นตอนของกรมคุมประพฤติที่นายทักษิณจะเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติหลังจากนี้ไปอีก 4 เดือนจนกว่าจะพ้นโทษ โดยนายทักษิณต้องไปรายงานตัวกับกรมคุมประพฤติภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันปล่อยตัว หรือมีเวลาถึงวันที่ 14 พฤษภาคม หากนับวันแรกด้วยก็จะมีเวลาถึง 13 พฤษภาคม ซึ่งกระบวนการนี้ ตนต้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงให้ข้อมูล ขณะเดียวกันกรมคุมประพฤติต้องมาชี้แจงขั้นตอนกับนายทักษิณเอง แต่ที่แน่ชัดคือ จะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมพื้นจนถึงวันพ้นโทษ คือวันที่ 9 กันยายน 2569 นี้


ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มาตรการการติดกำไล EM มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองหรือไม่นั้น นายวิญญัติกล่าวว่า ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่เป็นข้อห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง เพราะสิทธิทางการเมืองคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน การที่ท่านจะไปเป็นที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำทางการเมืองใด ๆ ก็เป็นสิทธิของท่าน ซึ่งตนเชื่อว่าภายใน 4 เดือนหลังจากนี้ นายทักษิณก็คงจะเก็บเนื้อเก็บตัว คงไม่อาจให้ความเห็นได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่


นายวิญญัติกล่าวเสริมอีกว่า ตอนนี้ไม่มีความกังวลใด ๆ ในเรื่องของกระบวนการปล่อยตัว มีเพียงแต่ความตื่นเต้นของครอบครัวและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทุกคนต่างนับวันรอถึงวันที่นายทักษิณได้รับการปล่อยตัว ส่วนหลังจากนี้นายทักษิณจะรับเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองหรือไม่นั้น นายวิญญัติมองว่า คำถามดังกล่าวต้องไปถามนายทักษิณเอง ตนไม่สามารถตอบคำถามนี้แทนนายทักษิณได้ เพราะมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่นายทักษิณสามารถพิจารณาได้ด้วยตัวเอง


แต่ยอมรับว่า นายทักษิณเองมีประสบการณ์และความรู้ความสามารถ รวมทั้งมีบุคคลทั่วโลกให้การยอมรับ อาจจะมีคนที่เห็นประโยชน์ได้ อีกทั้งนายทักษิณเองก็เป็นห่วงประชาชนและประเทศชาติอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนายทักษิณก็คงยินดีให้คำปรึกษาได้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ทักษิณชินวัตร

ศาลรธน. นัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ประกอบคำร้องผู้ตรวจการ ภายใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด กกต.จัดเลือกตั้งไม่ลับ


ศาลรธน. นัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ประกอบคำร้องผู้ตรวจการ ภายใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด กกต.จัดเลือกตั้งไม่ลับ


วันนี้ (30 เมษายน 2569) ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะ (ผู้ถูกร้อง) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 


โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 68 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224


ผลการพิจารณา : ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้บุคคลที่ถูกอ้างเป็นพยานจัดทำถ้อยคำเป็นหนังสือ ให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้ง2569 #กกต #ผู้ตรวจการแผ่นดิน

กกต. เราไม่ลืมคุณ : พริษฐ์ ชี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ 5 พรรคตอบรับข้อเสนอภาคประชาชน ให้เพิ่มชื่อผู้สมัคร-ชื่อพรรค ในบัตรเลือกตั้ง สส. เขต เพื่อลดความสับสน | ย้ำ พรรคประชาชน พร้อมเดินหน้าผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. และ การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบเลือกตั้ง 69 เพื่อการเลือกตั้งที่สะดวกและโปร่งใส

 


กกต. เราไม่ลืมคุณ : พริษฐ์ ชี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ 5 พรรคตอบรับข้อเสนอภาคประชาชน ให้เพิ่มชื่อผู้สมัคร-ชื่อพรรค ในบัตรเลือกตั้ง สส. เขต เพื่อลดความสับสน | ย้ำ พรรคประชาชน พร้อมเดินหน้าผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. และ การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบเลือกตั้ง 69 เพื่อการเลือกตั้งที่สะดวกและโปร่งใส


วันที่ 30 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสข้อความระบุว่า #กกตเราไม่ลืมคุณ : 5 พรรคเห็นตรงกัน ให้เพิ่มชื่อผู้สมัคร-ชื่อพรรค ในบัตรเลือกตั้ง สส. เขต | พรรคประชาชน เดินหน้าผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. และ การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบเลือกตั้ง 69 เพื่อการเลือกตั้งที่สะดวกและโปร่งใส 


เมื่อวาน อ. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และนักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้มาหารือกับตัวแทน 5 พรรคการเมือง (พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์) เพื่อยื่นข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้ง


เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ทั้ง 5 พรรคการเมือง เห็นตรงกันใน 1 ข้อเสนอหลัก นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อให้บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีข้อมูลเรื่องชื่อผู้สมัครและชื่อพรรคการเมือง (ในลักษณะเดียวกันกับที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีชื่อพรรคการเมือง) เพื่อลดความสับสนสำหรับประชาชนในการลงคะแนนเสียง - หากทั้ง 5 พรรครักษาสัญญาที่ให้ไว้ในวันนี้ การแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ในประเด็นดังกล่าว จะมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาอย่างแน่นอน


อย่างไรก็ตาม ผมและพรรคประชาชนเห็นว่าเราต้องทำ 2 อย่างเพิ่มเติม คู่ขนานกัน


1. ผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ที่ครอบคลุมหลายประเด็นเกี่ยวกับการเพิ่มความสะดวกสำหรับประชาชนในการใช้สิทธิและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง - เช่น การเพิ่มข้อมูลชื่อ-พรรคการเมืองบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (ตามที่ 5 พรรคเห็นตรงกัน) / การคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการสังเกตการณ์การนับคะแนน / การติดตั้งกล้องสำหรับการถ่ายการนับคะแนนในทุกหน่วยเลือกตั้ง / การกำหนดให้ กกต. เผยแพร่แบบขีดคะแนน (5/11) & รายงานผลการนับคะแนน (5/18) ของทุกหน่วย ผ่านช่องทางออนไลน์ ในรูปแบบ machine-readable ภายใน 1 วันหลังเลือกตั้ง [ตอนนี้ พรรคประชาชนกำลังยกร่างดังกล่าว เพื่อเตรียมเสนอต่อรัฐสภาในเร็วๆนี้]


2. ผลักดันการตั้ง กมธ. วิสามัญ เพื่อตรวจสอบ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง 69 โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่ประชาชนยังมีข้อสงสัยหรือข้อกังวล - เช่น ปัญหาการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่มีความล่าช้า / ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันระหว่างเอกสารแต่ละประเภท / การนับคะแนนของ กปน. ในบางหน่วย ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย / คะแนนในบางหน่วยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญหลังมีการนับคะแนนใหม่ที่นำไปสู่คะแนน / การออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร ซึ่งทำให้กระทบต่อหลักการการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ [ตอนนี้ พรรคประชาชนได้ยื่นญัตติดังกล่าวต่อสภาแล้ว โดยอยู่ในคิวที่รอการพิจารณา]


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กกตเราไม่ลืมคุณ

‘อิสริยะ’ สส. พรรคประชาชน แนะวิธีแก้ปัญหาแรงงานแพลตฟอร์ม ต้องหาสมดุล ออกแบบสวัสดิการด้วยการเฉลี่ยทุกข์สุขแรงงานอย่างเท่าเทียม

 


‘อิสริยะ’ สส. พรรคประชาชน แนะวิธีแก้ปัญหาแรงงานแพลตฟอร์ม ต้องหาสมดุล ออกแบบสวัสดิการด้วยการเฉลี่ยทุกข์สุขแรงงานอย่างเท่าเทียม


วันที่ 29 เมษายน 2569 อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 9 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) อิสริยะอภิปรายต่อญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาและการปรับปรุงสิทธิการคุ้มครองแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม


อิสริยะกล่าวว่า เคยทำงานในบริษัทแพลตฟอร์มรายใหญ่ของคนไทย บริษัทเทคโนโลยีระดับยูนิคอร์นที่คนไทยภูมิใจ และเคยทำงานด้านดูแลกิจการไรเดอร์โดยตรง ตนคิดว่าตนมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าแพลตฟอร์มทำงานอย่างไร ปัญหาของไรเดอร์คืออะไร โจทย์ใหญ่ของแรงงานแพลตฟอร์มเป็นอย่างไร และขอใช้เวทีสภาตรงนี้อภิปรายให้ฟังกัน�.


ข้อแรก โลกทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม คนทำงานย้ายมาอยู่บนแพลตฟอร์มมากขึ้น ด้วยเหตุผลว่าแพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตลาด ช่วยให้คนซื้อกับคนขายมาเจอกันได้กว้างกว่า ลองคิดดูว่าถ้าท่านเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็จะรับผู้โดยสารได้เฉพาะบริเวณหน้าวินของตัวเองเท่านั้น แต่ถ้ารับงานผ่านแพลตฟอร์ม อยู่ที่ไหนก็รับงานได้ มีลูกค้าตลอดเวลา เราปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตยุคนี้ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม โจทย์จึงไม่ใช่การปฏิเสธแพลตฟอร์ม แต่เป็นการอยู่กับแพลตฟอร์ม โดยที่เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขให้ทุกฝ่ายอย่างสมดุลต่างหาก


ข้อสอง นิยามของแรงงานแพลตฟอร์มกว้างมาก คนส่วนใหญ่มักนึกถึงไรเดอร์เพราะเป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัว เห็นภาพตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วแรงงานแพลตฟอร์มนั้นกว้างมาก ครอบคลุมไปถึงงานเรียกแม่บ้านออนไลน์ เรียกช่างออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม งานฟรีแลนซ์ กราฟิกดีไซน์ ตัดต่อ ในปัจจุบันก็รับงานกันผ่านแพลตฟอร์ม หรือแม้กระทั่งอาชีพที่เรียกว่าครีเอเตอร์ เอาเข้าจริงก็พึ่งพาแพลตฟอร์มทั้งสิ้น


ดังนั้นการออกแบบสวัสดิการแพลตฟอร์ม จำเป็นต้องคิดถึงคนตามนิยามกว้าง เพื่อให้ครอบคลุมถึงคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


ข้อสาม แพลตฟอร์มมีหลายรูปแบบ เรามักนึกถึงแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทไทย รู้ว่าใครเป็นผู้บริหาร รู้ว่าออฟฟิศอยู่ตรงไหน มีปัญหาอะไรยังพอตามตัวกันได้ แต่จริงๆ แล้วมีแพลตฟอร์มต่างชาติอีกมากที่ไม่มีแม้แต่พนักงานคนไทย ไม่มีออฟฟิศในไทย


อิสริยะกล่าวต่อไปว่า ทุกวันนี้มีแอปส่งอาหารของต่างชาติให้บริการในไทยอย่างแพร่หลาย ซึ่งเพื่อน สส. ของตนจะขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้ในรายละเอียด คำถามที่ตนอยากย้ำก็คือ เราจะกำกับดูแลอย่างไรให้เท่าเทียม ไม่ใช่กำกับดูแลแต่แพลตฟอร์มไทยเพราะมันง่ายดี แล้วปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติลอยนวล ไม่ต้องมีภาระรับผิดชอบใด ๆ


ข้อสี่ ขอบเขตของคำว่า “งานอิสระ” อยู่ตรงไหน รากฐานของแรงงานแพลตฟอร์มคือการรับงานรายชิ้น มีอิสระในการเลือกทำงาน แต่ในความเป็นจริง เรามีคนทำงานสองสุดปลาย กลุ่มที่รับแค่ไม่กี่ชิ้นต่อสัปดาห์ กับกลุ่มที่ทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ คนสองกลุ่มนี้ต้องการสวัสดิการต่างกันมาก เราจะออกแบบสวัสดิการอย่างไรดี


และที่ซับซ้อนไปกว่านั้นคือ แรงงานตามนิยามกฎหมายในปัจจุบัน กลับอยู่ตรงกลางระหว่างสองสุดปลายนี้ มันแปลกดีไหมที่คนทำงานตรงกลาง ๆ มีกฎหมายคุ้มครอง มีสวัสดิการ แต่คนทำน้อยกว่านั้น และคนทำมากกว่านั้น กลับไม่มีอะไรคุ้มครอง นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้


ข้อห้า สาเหตุของเรื่องนี้มาจากกฎหมายแรงงานไทยที่ค่อนข้างล้าสมัย มีนิยามแค่แรงงานในระบบ ซึ่งครอบคลุมคนไทยแค่ประมาณ 20 ล้านคนเท่านั้น แรงงานกลุ่มที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานแพลตฟอร์ม หรือฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระจริงๆ ไม่มีอะไรคุ้มครองเลย เรื่องนี้เพื่อน สส. ของตนจะขึ้นมาพูดในรายละเอียดต่อไป


อิสริยะยกตัวอย่างในต่างประเทศที่แก้ไขเรื่องนี้โดยการกำหนดนิยามแรงงานประเภทใหม่ที่เรียกว่า Independent Contractor โดยแรงงานประเภทอยู่ตรงกลางระหว่างแรงงานฟูลไทม์กับแรงงานฟรีแลนซ์ ช่วยให้การกำกับดูแลยืดหยุ่นมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงกันต่อว่าประเทศไทยจะไปในทางนี้หรือไม่


นอกจากนี้ยังมีประเด็นยิบย่อยอื่น ๆ ที่ตนคงไม่มีเวลาลงรายละเอียด เช่น การออกแบบระบบประกันสังคม การร่วมจ่ายสวัสดิการของผู้บริโภค การกำหนดเส้นแบ่งตามชั่วโมงหรือตามชิ้นงาน 


อิสริยะกล่าวว่า ปัญหาแรงงานแพลตฟอร์มมีรายละเอียดมาก มีความคาบเกี่ยวกับหลายภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะแค่กระทรวงแรงงาน แต่ยังต้องครอบคลุมไปถึงการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ซึ่งอยู่กับกระทรวงดีอี, การกำกับดูแลการแข่งขัน อยู่กับสำนักงานแข่งขันทางการค้าหรือ กขค. และถ้าเป็นเรื่องแพลตฟอร์มที่ใช้รถ ก็ต้องยุ่งกับกระทรวงคมนาคมอีก มีความเชื่อมโยงข้ามกระทรวงสูงมาก


ดังนั้นตนคิดว่าการชงเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการสามัญด้านแรงงาน ไม่น่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ตนขอเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

"เซีย" ชี้สถานะแรงงานแพลตฟอร์มไม่ชัดเจน สร้างปัญหาค่าตอบแทน-สวัสดิการ-สิทธิรวมตัว แนะ 3 ข้อต่อ กมธ.วิสามัญ หวังรัฐให้ความสำคัญคนทำงานมากขึ้น

 


"เซีย" ชี้สถานะแรงงานแพลตฟอร์มไม่ชัดเจน สร้างปัญหาค่าตอบแทน-สวัสดิการ-สิทธิรวมตัว แนะ 3 ข้อต่อ กมธ.วิสามัญ หวังรัฐให้ความสำคัญคนทำงานมากขึ้น


วันที่ 29 เมษายน 2569 เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงานพรรคประชาชน ได้อภิปรายต่อญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาและการปรับปรุงสิทธิการคุ้มครองแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งนายศิริโรจน์ ธนิกกุล สส.สมุทรสาคร เขต 3 พรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ


เซียกล่าวว่า สำหรับประชาชนคนทำงาน ไม่ว่าจะสวมเสื้อหรือเครื่องแบบแบบไหน จะสวมเสื้อกั๊กไรเดอร์ นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ทุกคนใช้แรงกายและแรงสมองแลกเงินมาเพื่อเลี้ยงปากท้อง พวกเขาทุกคนคือคนทำงานทั้งสิ้น ปัญหาของน้องแรงงานบนแพลตฟอร์ม มี 4 ปัญหาหลัก และ 3 ข้อเสนอ ต่อกรรมาธิการที่จะมีการจัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาดังนี้


ประเด็นแรกคือสถานะความไม่ชัดเจน บริษัทแพลตฟอร์มอ้างว่าคนทำงานคือพาร์ทเนอร์ เป็นหุ้นส่วน แรงงานมีความเป็นอิสระในการทำงาน แต่ในความเป็นจริงชีวิตคนทำงานไม่ได้เป็นอิสระ คนทำงานถูกบังคับบัญชาโดยบริษัทแพลตฟอร์ม ทำงานผิดพลาดก็ถูกลงโทษ คำว่าพาร์ทเนอร์ไม่เป็นความจริง เป็นเพียงหน้ากากบังหน้า ใช้เลี่ยงกฎหมาย ไม่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตคนทำงานเท่านั้น ซ้ำยังผลักภาระให้คนทำงานแบกรับค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน หรือแม้แต่ค่าซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ อีกด้วย


แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ความเห็นว่าคนทำงานแพลตฟอร์มเป็นลูกจ้าง ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่กระทรวงแรงงานก็พยายามสร้างคำนิยามใหม่ว่าพวกเขาเป็นแรงงานกึ่งอิสระ


ประเด็นที่สอง เมื่อสถานะไม่ชัดเจน ค่าตอบแทนก็ไม่ยุติธรรม พวกเขาไม่มีกฎหมายกำหนดค่าตอบแทนขั้นต่ำ ไม่เหมือนลูกจ้างในภาคเอกชนที่มีกฎหมายกำหนดมาตรฐานค่าจ้างขั้นต่ำ แม้จะมีขึ้นบ้าง ไม่ขึ้นบ้าง แต่อย่างน้อยก็ไม่เคยลดลง ตนขอยกตัวอย่างไรเดอร์ส่งอาหาร ช่วงแรกจ่ายค่ารอบ รอบละ 60 บาท ปัจจุบันต่ำสุดเหลือรอบละ 15 บาท และแนวโน้มมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ แถมยังต้องมาลุ้นว่าระบบการจ่ายงาน ระยะทางใกล้ไกลจะเป็นอย่างไร คนงานเลือกงานไม่ได้ กำหนดราคาเองไม่ได้ และหากปฏิเสธระบบที่ส่งงานมาให้ บางทีก็ถูกแบนงานไป แบบนี้มีอำนาจบังคับบัญชาชัดเจน แล้วจะเป็นพาร์ทเนอร์ เป็นอิสระได้อย่างไร


ประเด็นที่สาม พอสถานะไม่ชัดเจน ไม่ถูกนับว่าเป็นลูกจ้าง สิ่งที่ตามมาคือความว่างเปล่าของสวัสดิการ ข่าวไรเดอร์เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะท้องถนนเป็นพื้นที่ทำงานของพวกเขา จึงมีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อย ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ใช้เฟซบุ๊กท่านหนึ่งได้โพสต์ข่าวอุบัติเหตุของไรเดอร์แถวพระราม 8 ซึ่งทราบข่าวล่าสุดคือไรเดอร์ดังกล่าวได้เสียชีวิตแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเศร้า หากวันนี้พวกเขาถูกนับว่าเป็นลูกจ้าง พวกเขาจะได้รับเงินจากกองทุนเงินทดแทน แม้จะไม่มาก แต่ก็สามารถทำให้ครอบครัวของพวกเขาจัดการเรื่องทำบุญตามประเพณีได้ แต่เมื่อพวกเขาไม่ถูกนับว่าเป็นลูกจ้าง พวกเขาจึงไม่ได้รับสิทธิเหล่านั้นเลย นอกจากนี้เมื่อเจ็บป่วยจากการทำงาน เช่น เป็นโรคต้อลม ต้อเนื้อ ซึ่งพวกเขาต้องวิ่งงานตลอดทั้งวัน ก็ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ นี่คือสิ่งที่แรงงานแพลตฟอร์มต้องสูญเสียไป


ประเด็นสุดท้าย เครื่องมือต่อรองของคนงานแพลตฟอร์ม หากสภาพการทำงานมีปัญหา ลูกจ้างในภาคเอกชนสามารถรวมกลุ่มตั้งสหภาพแรงงานได้ เพื่อต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน ซึ่งพวกเขามีกฎหมายรองรับ แต่สำหรับพี่น้องที่ทำงานบนแพลตฟอร์มนั้นทำไม่ได้ กฎหมายไม่รองรับการรวมกลุ่มตั้งสหภาพแรงงาน ที่ผ่านมาเราจะเห็นการรวมตัวของพี่น้องไรเดอร์หลายจังหวัด เช่น จังหวัดขอนแก่น วีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น เขต 1 พรรคประชาชน ได้มาเล่าต่อตนว่ามีพี่น้องไรเดอร์มารวมกลุ่มกันและมาร้องเรียนต่อเขา ซึ่งได้แนะนำว่ากระบวนการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องคนงานคือ กระทรวงเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ ซึ่งแก้ไม่ยาก โดยสามารถออกกฎกระทรวงเพื่อดูแลพวกเขาได้ทันที


แต่ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานก็ไม่รับฟังพวกเขา แพลตฟอร์มก็ไม่รับฟังปัญหาของพวกเขา อ้างว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องฟังปัญหาของพวกเขา ที่เป็นแบบนี้เพราะกฎหมายของบ้านเราเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ใช้แบ่งแยกและปกครองประชาชนคนทำงานตลอดมา ไม่ให้พวกเขามีปากมีเสียงต่อรองกับนายทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ที่มีการแยกกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจออกจากภาคเอกชน ทำให้กระบวนการอ่อนแอลงเหมือนในทุกวันนี้ และในปัจจุบันยังมีความพยายามที่จะแบ่งแยกคนงานออกจากกันอีก โดยสร้างคำนิยามใหม่อีก คือแรงงานกึ่งอิสระ เพื่อไม่ให้แรงงานแพลตฟอร์มสามารถรวมกลุ่มกับแรงงานในภาคเอกชนส่วนอื่น ๆ ได้ ทั้งหมดก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนให้มั่นคงและยั่งยืน


เซียกล่าวต่อว่า แม้วันนี้จะไม่สามารถสู้กับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ได้ แต่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้ ตนมีข้อเสนอต่อกรรมาธิการที่จะถูกตั้งขึ้น 3 ประเด็น ประเด็นแรก ขอให้เร่งศึกษารูปแบบกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มจากต่างประเทศที่บังคับใช้แล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย


ประเด็นที่สอง ขอให้ติดตามแนวทางการจัดทำความร่วมมือเรื่องแรงงานแพลตฟอร์มขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ที่จะมีการประชุมในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้


และประเด็นที่สาม จะต้องยืนยันสิทธิการรวมตัวของคนงานแพลตฟอร์ม ตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ให้แรงงานทุกกลุ่มสามารถรวมตัวกัน จัดตั้งสหภาพแรงงาน และเจรจาต่อรองได้


เซียกล่าวปิดท้ายว่า อีกไม่กี่วันจะถึงวันกรรมกรสากลแล้ว หรือที่หลายคนเรียกว่าวันแรงงานแห่งชาติ แม้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลจะไม่มีนโยบายด้านแรงงานก็ตาม แต่เมื่อกรรมาธิการคณะนี้ได้ศึกษาปัญหาของคนทำงานเหล่านี้แล้ว ตนหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับคนทำงานมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน วันนี้ตนจึงขอสนับสนุนญัตติดังกล่าว เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีให้กับคนทำงานแพลตฟอร์มทุกคนต่อไป


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

“วีระยุทธ” ชี้ช่อง “ชน ชวน ชิม” แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

 


“วีระยุทธ” ชี้ช่อง “ชน ชวน ชิม” แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ 


วันที่ 29 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาญัตติ “แก้ปัญหาผลผลิตเกษตรราคาตกต่ำ” ที่เสนอโดยพรรคประชาชน ต่อจากที่ค้างไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน


โดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคประชาชน ระบุว่าตอนนี้ราคาสินค้าเกษตรของไทยตกต่ำอย่างบูรณาการ คือไม่ว่าจะตัวไหนก็ตกไปไปหมด ทั้งพืชไร่อย่าง ข้าวเปลือก ผลไม้อย่างมะพร้าว มะม่วง ลำไย ไปจนถึงสัตว์บกอย่างโคนม และสัตว์น้ำอย่างปลานิล ล้วนมีปัญหาทั้งหมด


วีระยุทธยอมรับว่าการจัดการสินค้าเกษตรมีความซับซ้อนและไม่ง่าย ต้นทุนก็เพิ่ม ปุ๋ยก็หายากขึ้น ตลาดส่งออกก็แข่งขันเดือด ราคาก็ผันผวน บางส่วนกำหนดได้ หลายส่วนกำหนดไม่ได้ แล้วยังต้องมาเจอสินค้านำเข้า โดยเฉพาะผักจากจีนที่ตีตลาดรุนแรงขึ้นทุกปี แต่จะแก้ปัญหาได้จริงก็ต้องเริ่มจากการตามหาคนหาย เพราะต้องประสานงานกันใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในมือของ “สองบิ๊กสุ” คือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ .


สำหรับตน ขอเสนอกรอบยุทธศาสตร์ “ชน ชวน ชิม” ให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร 


1) “ชน” จุดเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คือรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีสองคน จะต้องกล้าชนกับผู้ผลิตปุ๋ย ซึ่งมีจำนวนอยู่น้อยรายในประเทศไทย แม้จะเปิดให้ประชาชนแจ้งไลน์กระทรวงพาณิชย์ได้เวลาเจอปุ๋ยราคาแพง แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศราคาปุ๋ยสู่สาธารณะว่าราคาที่ถูกควบคุมอยู่เป็นราคาเท่าไหร่กันแน่ อีกเรื่องที่ต้องกล้าชนคือ “ล้งต่างชาติ” ที่เข้ามากินรวบ มากดราคา และมาทำลายมาตรฐานสินค้า ต้องขอความชัดเจนว่าตกลงรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร จะทำล้งกลาง ล้งชุมชน หรือจะใช้แนวทางไหนแก้ปัญหากันแน่ แต่อย่างไรก็ต้องกล้าชนกับต้นตอปัญหา


2) “ชวน” รัฐบาลที่ผ่านๆ มารามถึงรัฐบาลภูมิใจไทยใช้วิธี “บังคับ” เกษตรกรเป็นหลัก ล่าสุดก็บังคับว่าเผาเมื่อไหร่จับเมื่อนั้น แต่สุดท้ายถ้าทำแบบนี้ก็จะจับไม่ได้ ต่อให้จับได้ก็มีแต่คนตัวเล็กตัวน้อย ตนเสนอให้ใช้แนวทาง “จูงใจ” เพื่อชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว เช่น การคูปองสนับสนุนการพัฒนาการทำฟาร์มให้เข้าสู่มาตรฐาน GAP ควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ การจัดเก็บ การขนส่ง เพราะ GAP เป็นใบเบิกทางสู่ตลาดส่งออก


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ถึงรัฐบาลบอกว่ามีการออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แล้ว แต่ชาวนาและชาวประมงทุกวันนี้เป็นหนี้สินดินพอกหางหมูอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากกู้เพิ่ม สถานการณ์แบบนี้ยิ่งต้องอาศัยการชักชวน เช่น การปรับเครื่องจักรกลการเกษตรเก่าเป็นเครื่องใหม่ โดยเฉพาะรถเก็บเกี่ยวและรถไถพรวนดินที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมาก มาตรการอย่าง “รถเก่าแลกรถใหม่” ต้องมาถึงภาคการเกษตรด้วย ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่คนใช้รถอีวีในเมืองเท่านั้น


หรือถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนพืช พักดิน ปลูกไม้ยืนต้น เกษตรกรเกือบทั้งหมดในประเทศนี้เป็นหนี้ ธกส. อยู่ ถ้าอยากจูงใจก็ควรมีการลดหนี้ พักดอกเบี้ย หรือพักหนี้ ธกส. ให้เกษตรกร แต่ขอให้เกิดการเปลี่ยนพืช พักดิน หรือปลูกไม้ยืนต้น 


3) “ชิม” จะเปิดตลาดใหม่ให้ได้ผล ต้องให้ตลาดนั้นๆ ได้มีโอกาสชิมผลไม้ไทย เพราะเรามีจุดเด่นอยู่ที่รสชาติและความหลากหลาย การรักษาความหลากหลายจะรักษาความยั่งยืนให้กับตลาดสินค้าเกษตรไทย ไม่ผูกติดกับตลาดส่งออกเพียงตลาดเดียว จนเกิดภาวะที่จีนกลายเป็น “ผู้ซื้อรายเดียว” ที่กำหนดราคาและประเภทผลไม้ของไทยได้ สุดท้ายเกษตรกรไทยก็หมดอำนาจต่อรองและหมดความหลากหลายทางสายพันธุ์


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่าการขยายตลาดต้องทำให้คนรู้จักรสชาติของสินค้าก่อน อย่างเช่น ชาติตะวันตกไม่มีใครรู้จักส้มโอไทย โดยเฉพาะส้มโอขาวน้ำผึ้งที่อร่อยมากแต่คนแทบไม่รู้จัก เพราะไม่เคยมีโอกาสได้ชิมรสชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องของการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาด niche ด้วย เช่น โคนมที่กำลังมีปัญหา ถ้าผลักดันไปสู่การทำโยเกิร์ตและไอศกรีมให้ได้ ก็ยังมีตลาดใหม่รองรับอยู่ เหมือนที่กาแฟไทยเริ่มได้รับความนิยมในตลาดโลก ความคราฟต์กับความโฮมเมดคือหัวใจในการแย่งตลาดมูลค่าสูง


วีระยุทธปิดท้ายว่า ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาราคายสินค้าเกษตรตกต่ำ ให้เริ่มจากความกล้าชน สู้กับผู้ผลิตปุ๋ยและล้งต่างชาติ ต่อด้วยการชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว พร้อมกับหาทางให้ตลาดต่างชาติได้มีโอกาสชิมผลไม้ไทย อย่าจำกัดอยู่ที่การขายสินค้าตัวเดิมๆ 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

พริษฐ์-เลาฟั้ง ปชน. ประสานเสียงกับพรรคร่วมฝ้ายค้าน ย้ำสภาต้องตั้ง กมธ.วิสามัญแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตร ชี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตรงจุด และคาบเกี่ยวหลายกระทรวง-หลาย กมธ. | ท้ายสุด สภามีมติตีตกข้อเสนอฝ่ายค้าน โดยให้ส่งเรื่องเข้า กมธ. พาณิชย์ แทน

 


พริษฐ์-เลาฟั้ง ปชน. ประสานเสียงกับพรรคร่วมฝ้ายค้าน ย้ำสภาต้องตั้ง กมธ.วิสามัญแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตร ชี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตรงจุด และคาบเกี่ยวหลายกระทรวง-หลาย กมธ. | ท้ายสุด สภามีมติตีตกข้อเสนอฝ่ายค้าน โดยให้ส่งเรื่องเข้า กมธ. พาณิชย์ แทน 


วันที่ 29 เมษายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ และ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พร้อมกับตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ได้ร่วมแถลงต่อสื่อมวลชนที่อาคารรัฐสภา ในเรื่องญัตติการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร


โดยพริษฐ์กล่าวว่า สภาได้เริ่มอภิปรายในญัตติดังกล่าวตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีผู้อภิปรายจำนวนมากประมาณ 60 คน เนื่องจากเป็นประเด็นที่พี่น้องประชาชนเห็นถึงความสำคัญ วันนี้พวกตนในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอยืนยันมติของวิปฝ่ายค้าน ว่าสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีมติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในเรื่องดังกล่าว มากกว่าเพียงแค่ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่ง โดยตนคิดว่ามีสามเหตุผลสำคัญคือ 


ประการแรก ปัญหาเรื่องพืชผลการเกษตรเป็นปัญหาที่เร่งด่วน เนื่องจากทั้งราคาที่ตกต่ำลงในพืชผลหลายประเภท เช่น ข้าว มะม่วง มะพร้าว รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เช่น ปุ๋ย ค่าขนส่ง


ประการที่สอง พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในเรื่องพืชผลทางการเกษตรนั้นยังไม่ตรงจุด อย่างตัวอย่างล่าสุดในสองวันที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นถึงบทบาทของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับเรื่องการไลฟ์ขายทุเรียนพาณิชย์ที่ก่อให้เกิดความสับสนในตลาด จากการที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ไปปรากฏในคลิปประชาสัมพันธ์ที่เสมือนจะเป็นการสัญญาณว่าจะมีการขายทุเรียนเกรดพรีเมียมลูกละ 100 บาท 1 ล้านลูก แม้ในท้ายสุดแล้ว ไลฟ์สดเมื่อวานไม่ได้มีการขายทุเรียนเกรดพรีเมียมลูกละ 100 บาท 1 ล้านลูก แต่บทบาทและการชี้แจงที่กลับไปกลับมาของกระทรวงพาณิชย์ก่อนหน้านั้น ได้สร้างความกังวลใจเพิ่มเติมให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยไม่จำเป็น ยังไม่นับว่ามาตรการของกระทรวงพาณิชย์สำหรับราคาพืชผลประเภทอื่นก็มีความล่าช้าและไม่ทันการณ์ จนทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงกระทรวงพาณิชย์ในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา


ส่วนเหตุผลสุดท้าย ตนก็ต้องย้ำว่า จำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ มากกว่าการส่งไปที่กรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่ง เพราะเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับกรรมาธิการสามัญหลายคณะ ก่อนที่จะมีการแก้ข้อบังคับในสภาชุดที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็เคยมีคณะกรรมาธิการสามัญที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นการเฉพาะด้วยซ้ำ ยังไม่นับว่ารัฐบาลเองก็วางแนวทางการบริหารราชการแบบหลายคลัสเตอร์ ซึ่งเป็นการตระหนักว่ามีหลายปัญหาที่คาบเกี่ยวหลายกระทรวง เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลเดียวกัน ตนจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ทันทีในห้วงเวลานี้ มากกว่าจะส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญ ที่จะต้องรออีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนจะตั้งและเริ่มทำงานได้


ทางด้านเลาฟั้งกล่าวว่า ตนในฐานะผู้เสนอญัตติ มีสามประเด็นที่จะเน้นย้ำ ประเด็นแรก เกษตรกรตอนนี้กำลังเดือดร้อนจริง ๆ โดยในชนบทนั้นเดือดร้อนจริง ๆ โดยความเดือดร้อนนั้นอยู่ในสินค้าเกษตรทุกประเภท คนที่เดือดร้อน เสียหายไปแล้ว เจ๊งไปแล้ว มีจำนวนมากมาย และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ใกล้จะถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าราคาสินค้าเกษตรจะดีขึ้น จึงมีความน่าเป็นห่วง


ประเด็นที่สอง ตนขอย้ำว่าปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตร ณ ขณะนี้ เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง อย่างน้อยที่สุดคือ 7 กระทรวง ประกอบด้วย ด้านราคา ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ เรื่องของการแปรรูปก็เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องของปุ๋ย ยา การรับรองมาตรฐาน ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของน้ำมันและการขนส่ง เป็นเรื่องของกระทรวงพลังงาน เรื่องของการปราบปรามนอมินี ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมาก รัฐบาลมีท่าทีขึงขังว่าจะทำ แต่สุดท้ายก็ไม่ทำสักเรื่อง ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่รับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกัน และสุดท้ายคือมาตรการการช่วยเหลือ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง จึงเห็นได้ว่าอย่างน้อยที่สุด 7 กระทรวงนี้มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นจะต้องตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ไม่สามารถส่งเรื่องให้กรรมาธิการชุดใดชุดหนึ่งได้


และประเด็นสุดท้าย คือการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา จะเป็นการดึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายสภา ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน ภาควิชาการ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการหาทางแก้ไขปัญหา ขอย้ำว่าเป็นการแก้ไขปัญหาของคนที่เจ๊งไปแล้ว จะทำอย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ได้ และมีต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป และต้องเร่งหาทางรับมือกับผลผลิตที่กำลังจะออกในฤดูกาลหน้า ที่จะออกเร็ว ๆ นี้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าราคาจะดีขึ้น ซึ่งตนก็อยากให้มีความชัดเจนในวันนี้ และหากยังไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้น ก็เสี่ยงจะกลายเป็นยืดการแก้ไขปัญหาของประชาชนออกไปอีก


หลังจากการแถลงข่าว สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติ 271 ต่อ 181 เสียง ไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการตรวจสอบรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร โดยให้เป็นการส่งไปที่คณะกรรมาธิการสามัญด้านการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาแทน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน