วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

เปิดชื่อ 9 ‘ว่าที่ประธาน กมธ.‘ สัดส่วน ‘พรรคประชาชน’ ‘วีระยุทธ’ นั่งพัฒนาเศรษฐกิจ ‘ไอซ์’ นั่ง ติดตามงบ ‘โรม’ กฎหมาย ส่วน ‘วาโย’ ดูองค์กรอิสระ ด้าน‘เอกราช’ กมธ.การทหาร

 


เปิดชื่อ 9 ‘ว่าที่ประธาน กมธ.‘ สัดส่วน ‘พรรคประชาชน’ ‘วีระยุทธ’ นั่งพัฒนาเศรษฐกิจ ‘ไอซ์’ นั่ง ติดตามงบ ‘โรม’ กฎหมาย ส่วน ‘วาโย’ ดูองค์กรอิสระ ด้าน‘เอกราช’ กมธ.การทหาร


วันที่ 28 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) ถึงผลการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ โดยมีวาระการเลือก สส.ไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการสามัญ (กมธ.) ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรค ปชน.ได้โควตาจำนวน 9 คณะ


ทั้งนี้ การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานนั้น จะใช้วิธีการรับสมัครและให้แคนดิเดตแสดงวิสัยทัศน์ แล้วลงมติแบบลับ จากการเปิดรับสมัครเบื้องต้นพบว่าแต่ละ กมธ.มีผู้สมัคร ประกอบด้วย

 

1. กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายภัทร​พงษ์​ ลีลา​ภั​ทร์​ สส.เชียงใหม่


2. กมธ.การสวัสดิการสังคม มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ


3. กมธ.การคมนาคม มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. ผู้ชนะได้แก่ นายศุภณัฐ


4. กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ


5. กมธ.การทหาร มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.


6. กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ


7. กมธ.จัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กทม. และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ชนะคือ น.ส.รักชนก


8. กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ


9. กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ชนะคือ นพ.วาโย


#UDDnews ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #กรรมาธิการ

‘สส. ณัฐพงศ์’ พรรคประชาชน เสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ขยับเรื่องโรงขยะอ่อนนุชน้อยไป ปรับเอกชนน้อย ไม่เร่งยกเลิกสัญญา ทั้งที่ทำได้ หวังว่าหลังจากนี้จะจริงจังมากขึ้น พร้อมกางไทม์ไลน์ เดินหน้าผลักดันเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว

 


‘สส. ณัฐพงศ์’ พรรคประชาชน เสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ขยับเรื่องโรงขยะอ่อนนุชน้อยไป ปรับเอกชนน้อย ไม่เร่งยกเลิกสัญญา ทั้งที่ทำได้ หวังว่าหลังจากนี้จะจริงจังมากขึ้น พร้อมกางไทม์ไลน์ เดินหน้าผลักดันเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว


วันที่ 28 เมษายน 2569 ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส. เขตประเวศ สะพานสูง กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวเสียดายเวลา 4 ปีที่ผ่านมา โรงขยะอ่อนนุชเป็นดินแดนที่ผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบันขยับน้อยมากตลอด 4 ปี แต่เพิ่งมาขยับเยอะเป็นพิเศษในช่วงก่อนหมดวาระแค่ไม่กี่เดือนก่อนเลือกตั้ง


ณัฐพงศ์กล่าวว่า ตนพูดมาตลอดว่ากลิ่นขยะเป็นเรื่องใหญ่ และควรถูกยกเป็นวาระระดับ กทม.ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ปี 2565 ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปีนี้คือมีการขยับน้อยกว่าที่ควรมาก กลับกลายเป็นพรรคประชาชนต้องเป็นหัวหอกหลักที่คอยผลักดันให้ กทม.แก้ปัญหาเรื่องนี้ ทั้งไปไล่ดูหน้างาน คอยนัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ากรรมาธิการบ้าง ตั้งกระทู้บ้าง ทั้งโดยผม ในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งโดย ส.ก.เนอร์ส ในสภากรุงเทพมหานคร ที่ทำคู่ขนานกัน


คำตอบที่ได้มาตลอดคือ ที่ผ่านมาปรับเอกชนน้อยมาก ไม่สามารถบริหารจัดการให้เอกชนควบคุมคุณภาพได้ แต่กลับไม่ยกเลิกสัญญา จะปล่อยให้หมดสัญญาไปเอง ไม่เคยมีภาพของการสื่อสารวิสัยทัศน์ในอนาคตใดๆ ออกมาเลย พอเข้าสู่ช่วงปี 2569 เริ่มมีการขยับเขยื้อน มีการโฆษณาเตาเผาใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างอย่างหนักว่าจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะแก้ปัญหากลิ่นเหม็นให้หายไปได้ ทั้งที่ปัญหาโรงเก่ายังไม่มีการแก้ไขใดๆ เลย ล่าสุด ค่ำคืนนี้ จู่ๆ กทม.ก็มีภาพในอนาคตออกมาว่าเริ่มคิดถึงผังภายในศูนย์แล้ว ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดี แค่เสียดายว่า ทำไมเพิ่งมาคิดได้ช่วงก่อนเลือกตั้งไม่ถึงเดือน


ณัฐพงศ์​กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าไปบริหาร แต่เพิ่งมาคิดได้ตอนจะเลือกตั้ง แต่ในแง่หนึ่งก็ถือว่า "มาช้า ดีกว่าไม่มา" ดีใจที่อย่างน้อยวันนี้ กทม. ก็เริ่มจริงจังมากขึ้นเสียที ตนเชื่อว่าถ้าเราสามารถดึงทุกพรรคทุกกลุ่มมาพูดเรื่องนี้ได้ ปัญหานี้มันจะแก้ไขได้ในสักวันจริงๆขอแค่คนที่จริงจังกับเรื่องนี้จริงๆ เข้ามาแก้ก็พอ อยู่ที่ประชาชนตัดสิน เดินหน้ากันต่อ


สำหรับการผลักดันประเด็นกลิ่นขยะอ่อนนุชเป็นเรื่องที่ตนทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 มาจนถึงปัจจุบันในปี 2569 ก่อนที่ตนจะเป็น สส. ตนผลักดันเรื่องนี้โดยส่งเรื่องให้กับเพื่อน สส. ในสภา เมื่อได้เป็น สส. ตนก็ตามเรื่องนี้เรื่อยมา ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งตอนไหน ตามมาเรื่อยๆ ทุกช่องทางจริงๆ และยังมีการขอนัดประชุมนอกรอบ การประชุมกรรมาธิการในสภาผู้แทน การประชุมกรรมการในสภากรุงเทพ การประชุมเยอะแยะมากมาย ตั้งกระทู้ ปรึกษาหารือต่าง ๆ


ณัฐพงศ์ยืนยันว่า การพยายามชี้ว่าตนสื่อสารเรื่องนี้เฉพาะช่วงจะเลือกตั้ง จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตนขอเน้นย้ำว่าสิ่งที่ต้องการคือการแก้ปัญหากลิ่นขยะจากโรงขยะอ่อนนุชให้หมดไป ทำในทุกทางที่ทำได้ และแน่นอนว่าในการทำหน้าที่นี้ ในฐานะของตนในบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติ ทำได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น ตนจึงพยายามกระตุ้นให้ฝ่ายบริหารทำ และเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอดหลายปี


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน

5 สมาคมฯรถรับจ้างขนส่งสาธารณะ ยื่นหนังสือนายกฯ เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม-คุมแอปพลิเคชั่นเรียกรถให้เป็นธรรม แก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง


5 สมาคมฯรถรับจ้างขนส่งสาธารณะ ยื่นหนังสือนายกฯ เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม-คุมแอปพลิเคชั่นเรียกรถให้เป็นธรรม แก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง


วันนี้ (28 เมษายน 2569) เวลา 08.00 น. ตัวแทนสมาคมรถรับจ้างขนส่งสาธารณะ 5 สมาคมฯ ประกอบด้วย สมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่, สมาคมลูกเหล็กทีมรถรับจ้างสาธารณะ, สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย, สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าEVรับจ้าง และ สมาคมไรเดอร์ไทย ทยอยรวมตัวบริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนินกลางด้านหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล จากนั้น 8.30 น.เดินเท้าไปยัง ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล สำนักงาน ก.พ.ร. (คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ)


เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรี ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบริการรถรับจ้างขนส่งสาธารณะ เนื่องจาก กลุ่มฯ ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จึงขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาร่วมกัน


โดย 9.10 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้รับหนังสือ และร่วมประชุมที่ห้องประชุมชั้น 3 เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน


โดยนายสิริพงศ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้รับฟังปัญหาผู้ประกอบอาชีพ ทั้งเรื่องแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ และการลงทะเบียน พร้อมยืนยันจะเร่งผลักดันการแก้ไขโดยเร็ว และเปิดรับข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป


ภายหลังรับฟังข้อเสนอ ทางกระทรวงฯ เตรียมปรับกฎหมายขนส่งสาธารณะให้ทันสมัยและเป็นธรรมกับทั้งแท็กซี่และรถผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมย้ำบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด โดยผู้ขับรถ รย.18 ทุกคน ต้องมีใบขับขี่สาธารณะและตรวจประวัติอาชญากรรมภายใน 4 เดือน หากฝ่าฝืนจะถูกจับปรับทันที นอกจากนี้ เตรียมมาตรการลดต้นทุนผู้ขับขี่ เช่น โครงการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถ EV พร้อมยืนยันว่าการปรับระบบครั้งนี้จะคำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ


ทั้งนี้ กลุ่มสมาคมฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้องสำคัญต่อรัฐบาล 6 ประเด็น ได้แก่


1. ขอให้นายกรัฐมนตรีบังคับใช้กฎหมาย ประกาศโดยคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการรถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565, พ.ศ.2568 อย่างเคร่งคัดกับ แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น ที่ให้บริการในประเทศไทย


2. ขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการ รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) แห่งพระราช กฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565, พ.ศ.2568 กับ แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น ที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศฉบับดังกล่าว โดยให้กำหนดโทษสถานหนักเท่านั้น


3. ขอให้นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายดำเนินการสร้างแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นให้บริการสาธารณะ โดย เป็นแอปให้บริการรถรับจ้างที่มีให้บริการ เช่น รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ (รย.6) รถจักรยานยนต์สาธารณะ (วินมอเตอร์ไซค์) รวมทั้งรถยนต์ที่จดทะเบียน (รย.18) และรถจักรยานยนต์ (รย.17) เพื่อให้เกิดความเป็น ธรรม


4. ขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการแก้กฎหมายกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุก คนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน พ.ศ.2560 เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) และ ผู้ประกอบการแท็กซี่มีโอกาสในการลงทุนในการนำรถยนต์ (รย.1) มาจดทะเบียนเป็นรถยนต์รับจ้าง สาธารณะ (แท็กซี่) (รย.6)


5. ขอให้นายกรัฐมนตรี แก้ไขกฎกระทรวงคมนาคม ในข้อ 11 รถยนต์รับจ้างให้มีอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 9 ปี นับแต่วันที่รถยนต์นั้นจดทะเบียนครั้งแรก ขอให้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมให้รถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) ให้มีอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 12 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก หรือหากในกรณีที่เป็นรถยนต์ สาธารณะ (แท็กซี่ไฟฟ้า) ให้มีอายุการใช้งานได้ไม่เกิน 15 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก


6. ขอให้นายกรัฐมนตรีแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (ฉบับปี พ.ศ.2560 และฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563/2564) ประกาศระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการรับจด ทะเบียนรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน พ.ศ.2560 ในข้อ 12 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศ กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้าง และค่าบริการอื่น ดังต่อไปนี้ รถยนต์รับจ้างที่ จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดที่มีรถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่)


จากนั้น ตัวแทนกลุ่มฯ ได้แถลงสาระหลังการประชุม โดยระบุว่า รัฐมนตรีใช้เวลาน้อยมาก เพียงแค่ 15 นาทีในการรับฟัง ซึ่งไม่น่าไม่เป็นประโยชน์กับพวกเรา โดยตนเองไม่พอใจในเรื่องการประชุม เพราะแค่รับเรื่อง แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในสิ่งที่เราต้องการ ซึ่งสิ่งที่รัฐมนตรีมาตอบคือการนำไปเพื่อพิจารณา ตนเองถามว่าเมื่อไหร่ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม และประชาชน ซึ่งเราคงต้องรับชะตากรรมกันเอง


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #สมาคมแท็กซี่ #สหภาพไรเดอร์








“ศุภจี” แจงปมทุเรียนลูกละ 100 บาท ยันไม่ร่วมไลฟ์กับ “พิมรี่พาย” ชี้เป็นเทคนิคโปรโมชันของอินฟลูเอนเซอร์

 


ศุภจี” แจงปมทุเรียนลูกละ 100 บาท ยันไม่ร่วมไลฟ์กับ “พิมรี่พาย” ชี้เป็นเทคนิคโปรโมชันของอินฟลูเอนเซอร์


วันที่ 28 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีทุเรียนขายลูกละ 100 บาท ว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตั้งราคาดังกล่าว และตนไม่ได้ร่วมไลฟ์สดขายทุเรียนกับ “พิมรี่พาย” โดยระบุว่าเป็นเทคนิคการทำโปรโมชั่นของอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งอาจมีเงื่อนไขหรือจำนวนจำกัด ต้องรอติดตามรายละเอียด


นางศุภจี ย้ำว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นกว่า 33% มากกว่า 2 ล้านตัน จึงต้องเร่งทำตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ โดยเฉพาะการใช้ช่องทาง Live Commerce และการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อกระจายผลผลิตจากสวนสู่ผู้บริโภคโดยตรง


ส่วนความกังวลเรื่อง “ไม่ตรงปก” นั้น เชื่อว่าไม่น่าเกิดขึ้น เพราะกระแสสังคมจับตาสูงมาก และมีหลายหน่วยงานติดตาม พิมรี่พายคงไม่กล้าทำอะไรที่กระทบความน่าเชื่อถือ


สำหรับราคาทุเรียนหน้าสวน จ.จันทบุรี ขณะนี้ ทุเรียนเกรด A และ B อยู่ที่กิโลกรัมละ 140–150 บาท ส่วนทุเรียนลูกละ 100 บาท อาจเป็นอีกเกรดหรือลูกขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ขาย ไม่เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่ดูแลคุณภาพและภาพรวมราคา


นางศุภจี ระบุเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือเกษตรกรต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การขายผลสด แต่รวมถึงการแปรรูปผลผลิต เพื่อรองรับผลผลิตล้นตลาดและรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว พร้อมย้ำว่ากระทรวงพาณิชย์ยังดูแลผลไม้ชนิดอื่น เช่น มังคุด เงาะ และมะพร้าว อย่างต่อเนื่องเช่นกัน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ศุภจี #ทุเรียน

“ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร ชงรีดงบฯ โครงการในสังกัด

 


ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร ชงรีดงบฯ โครงการในสังกัด


วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ


ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม


สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน


ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย


ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

จม.จากเรือนจำ อานนท์ เขียน “ที่ฆ่าคนไม่ใช่อาวุธ ที่ฆ่าคนคือคน” “ที่ปิดปากคนไม่ใช่กฎหมาย ที่ปิดปากคนคือคน”

 


จม.จากเรือนจำ อานนท์ เขียน “ที่ฆ่าคนไม่ใช่อาวุธ ที่ฆ่าคนคือคน” “ที่ปิดปากคนไม่ใช่กฎหมาย ที่ปิดปากคนคือคน”


วันนี้ (27 เมษายน 2569) เพจอานนท์ นำภา โพสข้อความระบุว่า จดหมายวันที่ 23 เม.ย. 69


“ที่ฆ่าคนไม่ใช่อาวุธ ที่ฆ่าคนคือคน” โกวเล้งเขียนเอาไว้ในนวนิยายชุดฤทธิ์มีดสั้น ซึ่งถ้าเราแทนที่ “อาวุธ” ด้วย “กฎหมาย” คำกล่าวนั้นก็ไม่น่าจะผิดแผกอะไร


“ที่ปิดปากคนไม่ใช่กฎหมาย ที่ปิดปากคนคือคน”


“คน” นี่แหละที่กดหัวกันเอง เมื่อกดหัวคนอื่นให้ต่ำลงได้เค้าจะดูสูงขึ้นทันทีและยิ่งคนที่กดหัวคนอื่นขึ้นขี่หัวคน เขาก็ยิ่งจะสูง สูงตระหง่านบนหัวคน! ลุงคำสิงห์ (ลาว คำหอม) ก็เคยเขียนไว้ในหนังสือฟ้าบ่กั้นว่า ” ไม่มีหรอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีแต่คนนี่แหละที่สร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมากดหัวกันเอง“


ยุคสมัยเปลี่ยน หากแต่บางคน บางพวกไม่ยอมเปลี่ยน เราจึงได้เห็นคนด้วยกันฆ่ากัน กดหัวกัน ปิดปากกัน มีคนสูงต่ำลดหลั่นกัน ก่อให้เกิดสถานะของคนต่างๆนานา ออกลูกสืบหลาน บอกเล่าเรื่องราวว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเท่าเทียมกัน มันก็แน่ล่ะ คนที่ถูกกดขี่มันจะเอาเรี่ยวแรงอันใดไปบอกเล่า คนที่โดนปิดปากมันจะเอ่ยอ้างได้อย่างไร?


ทว่าคนเรานั้นย่อมมีข้อจำกัด เมื่อมันถูกกดขี่จนจนตรอก มันจะใช้กำลังเฮือกสุดท้ายที่ลุกขึ้นสู้! ลุกขึ้นสู้! และเมื่อมันลุกขึ้นสู้ คนที่ขี่หัวมันอยู่จะล้มคะมำลง!


ข้าพเจ้าจึงศรัทธาและเชื่อมั่นเช่นนั้น

อานนท์ นำภา


สำหรับ อานนท์ นำภา ถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี 7 เดือน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุด โทษรวมกันขณะนี้ 31 ปี 9 เดือน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #อานนท์นำภา #มาตรา112

‘เดชรัต’ แนะ ‘ศุภจี’ ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน อย่าส่งสัญญาณสับสน ขายลูกละ 100 บาท ไม่แก้ปัญหา แถมซ้ำเติมเกษตรกร

 


‘เดชรัต’ แนะ ‘ศุภจี’ ศึกษาตลาดทุเรียนให้ดีก่อน อย่าส่งสัญญาณสับสน ขายลูกละ 100 บาท ไม่แก้ปัญหา แถมซ้ำเติมเกษตรกร


วันที่ 27 เมษายน 2569 เดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาพรรคประชาชนให้ความเห็นหลังศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเตรียมไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท 


การไลฟ์ขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ที่กระทรวงพาณิชย์มุ่งหวังว่าจะเป็นการเปิดตลาดทุเรียน กลับกลายเป็นการสร้างความสับสนและความกังวลใจให้กับเกษตรกรชาวสวนทุเรียน เพราะราคาที่ประกาศขายต่ำกว่าราคาทั่วไปในตลาดอย่างมาก และอาจทำให้ราคาหน้าสวนถูกกดลงมาด้วย


เดชรัต สะท้อนว่า ขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูกาลทุเรียน ที่ชาวสวนกำลังลุ้นราคาต้นฤดูให้สูง เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นมาก่อนหน้านี้ สัญญาณที่เราควรส่งให้ตลาด จึงควรเป็นสัญญาณที่จะช่วยให้ราคาขยับสูงขึ้น เช่น ทุเรียนคุณภาพดี การที่กระทรวงพาณิชย์มาส่งสัญญาณขายทุเรียนในราคาถูก กว่าตลาด แม้ภายหลังจะอ้างว่า ทุเรียนเกรดรอง แต่ก็มีผลทำให้การยกระดับราคาหน้าสวนทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงต่อมา ที่ผลผลิตกำลังจะเพิ่มขึ้น


“ความปรารถนาดี แต่ส่งสัญญาณที่ผิดพลาด หรือส่งสัญญาณไม่สอดคล้องกับช่วงเวลา ก็อาจเป็นผลเสียหายต่อราคาในตลาดได้ อย่างกรณีทุเรียน” เดชรัตกล่าว 


ดังนั้น การยึดติดกับมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การไลฟ์ขายผลผลิต โดยไม่เข้าใจสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา จะไม่ช่วยให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำของสินค้าหลายชนิดที่เผชิญอยู่ในปีนี้ได้ เพราะแต่ละสินค้ามีปัญหาที่แตกต่างกัน


ตัวอย่างเช่น สินค้าบางชนิดที่ราคาเริ่มต่ำลง และบางพื้นที่ไม่มีคนเข้ามารับซื้อ เช่น มะม่วง (ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน) ในกรณีดังกล่าว การเข้ามาช่วยไลฟ์ขาย และหาช่องทางการขนส่งสู่ตลาด ก็จะช่วยพยุงการตกลงของราคามะม่วงได้ แต่ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ทำไม่เพียงพอ ราคามะม่วงจึงร่วงเหลือ 2-3 บาท/กก.


แต่หากเป็นกรณีของมะพร้าวน้ำหอม การพยายามเพิ่มการบริโภคสดอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ก็จำเป็นต้องเพิ่มการแปรรูปเพื่อรองรับผลผลิตส่วนเกิน และการจัดระบบการค้าขายที่เป็นธรรมร่วมด้วย


ส่วนกลุ่มพืชผักเช่น กะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ที่ราคาหน้าสวนจะร่วงหากมีการนำเข้ามามาก ในกรณีเช่นนั้น กระทรวงพาณิชย์ก็ควรควบคุมหรือกำกับปริมาณการนำเข้า เพื่อให้สินค้าของเกษตรกรสามารถระบายออกสู่ตลาดได้ในช่วงเวลาดังกล่าว 


เพราะฉะนั้น กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีปฏิทินสินค้าเกษตรอยู่ในมืออยู่แล้ว จึงต้องเตรียมการและประสานงานล่วงหน้า เพื่อกำหนดมาตรการให้สอดคล้องแต่ละสินค้า แต่ละช่วงเวลา และแต่ละกลุ่มเป้าหมาย


และที่สำคัญ กระทรวงพาณิชย์ควรรับฟังและหารือกับพี่น้องเกษตรกรแต่ละกลุ่มให้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้มาตรการหรือการส่งสัญญาณที่ออกมาสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและสถานการณ์อย่างแท้จริง ไม่กลายเป็นความกังวลใจของพี่น้องเกษตรกรอย่างเช่นในคราวนี้


ทั้งนี้ ในวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 สส. พรรคประชาชน จะร่วมอภิปรายญัตติการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตร และการช่วยเหลือเกษตรกรจากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง สส. พรรคประชาชนจะเสนอมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขและป้องกันราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ในรายสินค้าและในภาพรวมด้วย


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ศุภจี #กระทรวงพาณิชย์ #ทุเรียน

“โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ถังที่ควรปิดตายน่าสงสัยถูกแกะซีลออก ชี้ระบบรัฐมีช่องโหว่ใหญ่ ทำผู้กักตุนน้ำมันเล็ดลอดการตรวจสอบ

 


“โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ถังที่ควรปิดตายน่าสงสัยถูกแกะซีลออก ชี้ระบบรัฐมีช่องโหว่ใหญ่ ทำผู้กักตุนน้ำมันเล็ดลอดการตรวจสอบ


วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่คลังน้ำมัน จ.เพชรบุรี รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมตรวจสอบหนึ่งในคลังและโรงกลั่นน้ำมัน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “เสี่ยตือ” ที่คาดว่าจะเป็นตัวการใหญ่ที่มีส่วนพัวพันกรณีการกักตุนน้ำมัน ตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากกรณีที่รังสิมันต์ได้ตั้งกระทู้สดด้วยวาจาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้รับคำเชิญให้ร่วมกระบวนการตรวจอบคลังน้ำมันร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในวันนี้


โดยในส่วนของศุภโชติ ระบุว่าพื้นที่ที่คณะร่วมกันตรวจสอบในวันนี้ เป็นทั้งโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่อยู่ในพื้นที่ติดกัน ถือโดยสองนิติบุคคล แต่ทั้งสองส่วนเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันมาก่อน คือเสี่ยตือ ที่แบ่งคลังน้ำมันออกมาขายให้กับบริษัทบางจากในมูลค่า 9,000 ล้านบาท ขณะที่เสี่ยตือก็ยังคงถือครองในฝั่งโรงกลั่นอยู่ ขายเพียงในส่วนของคลังน้ำมันออกไป 20 ถัง เป็นถังขนาดใหญ่สุดอยู่ที่ราว 64 ล้านลิตร โดยเสี่ยตือยังคงเป็นเจ้าของอยู่ 17 ถัง


สิ่งที่น่าแปลกใจคือโครงการนี้สร้างเสร็จมาตั้งแต่ปี 2562 แต่หยุดการทำงานไปเมื่อปี 2564 โดยมีน้ำมันค้างอยู่ในโรงกลั่น 5 ล้านลิตร ซึ่งผู้ชี้แจงระบุว่าไม่ได้มีการนำน้ำมันออกมาเลย ค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2564-2569 ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมถึงไม่มีความพยายามนำน้ำมันนี้ออกมาขายต่อ เพราะหลังจากปี 2564 เป็นต้นมาโลกประสบภาวะวิกฤติราคาน้ำมันถึง 2 ครั้ง คือจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางปัจจุบัน จะบอกว่าการนำน้ำมันออกมาขายไม่คุ้มต้นทุนก็ไม่ใช่ เพราะราคาค้าปลีกในช่วงเวลานั้นสูงขึ้นมาก ควรที่จะนำออกมาขายได้


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าประเด็นต่อมาที่มีการตั้งข้อสังเกต คือกรณีของถังที่มีการอ้างว่าไม่ได้ใช้และถูกปิดตายนั้นถูกปิดจริงหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบเรื่องนี้คือกรมศุลกากร เนื่องจากคลังน้ำมันนี้ถูกจดทะเบียนในรูปแบบเขตปลอดภาษี จึงไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงานที่เป็นผู้ดูแลโดยตรง 


ซึ่งทางฝั่งผู้ชี้แจงจากกรมศุลกากรก็อ้างว่ามีการเข้าตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ มีการปิดผนึกไว้ด้วยซีลเป็นอย่างดี ถ้ามีการใช้งานเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตัวเอง แต่จากการตรวจสอบในพื้นที่จริงวันนี้ กลับพบว่าถังน้ำมันเหล่านั้นกลับถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะในวันนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นซีลของกรมจริงหรือไม่


ศุภโชติกล่าวต่อไปว่าจากการตรวจสอบในวันนี้ทำให้เห็นช่องโหว่ของระบบตรวจสอบของภาครัฐ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำมันหายไปในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย เช่น ถ้าเป็นคลังน้ำมันในเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่ดูแลคือกรมศุลกากร แต่ถ้าเป็นคลังน้ำมันในประเทศคนที่ดูแลคือกรมสรรพสามิต 


หรือแม้แต่ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานต่างๆ ล้วนแต่เป็นข้อมูลทางเดียวทั้งสิ้น การตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐเป็นเพียงแค่การสุ่มตรวจเท่านั้น ทำให้อาจเกิดช่องโหว่ของการกระทำความผิดได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อในอนาคตคือเร่งหาตัวคนที่ทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของประชาชนจากวิกฤตที่เกิดขึ้นมาลงโทษให้ได้ และออกแบบหรือลงทุนในระบบการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลทั้งจากคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #คลังน้ำมัน #เสี่ยตือ















“เซีย” พร้อม สส.สมุทรปราการ ปชน. ปลุกพี่น้องแรงงานนิคมบางปู ร่วมยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม ทวงคืนกลับมาเป็นของผู้ประกันตน ชวนเดินขบวนวันแรงงานจากแยกบางโพถึงอาคารรัฐสภา 1 พ.ค. นี้

 


“เซีย” พร้อม สส.สมุทรปราการ ปชน. ปลุกพี่น้องแรงงานนิคมบางปู ร่วมยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม ทวงคืนกลับมาเป็นของผู้ประกันตน ชวนเดินขบวนวันแรงงานจากแยกบางโพถึงอาคารรัฐสภา 1 พ.ค. นี้ 


วันที่ 27 เมษายน 2569 เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เดินทางไปที่ตลาดนัดบางปูเซ็นเตอร์และตลาดนัดนิคมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรณรงค์การยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับพรรคประชาชน โดยเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านการแปะสติกเกอร์ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ซึ่งได้รับความสนใจประชาชน โดยเฉพาะแรงงานในนิคมบางปู แปะสติ๊กเกอร์เห็นด้วยอย่างคึกคัก


เซียกล่าวว่า ตนเชื่อว่าผู้ประกันตนและประชาชนทุกคนอยากทราบว่า เงินที่ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน เมื่อจ่ายไปแล้วถูกนำไปทำอะไรบ้าง ดังนั้น กองทุนต้องมีความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ ประกันสังคมควรแยกออกจากระบบราชการ เปิดทางให้มีคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารกองทุน เพื่อให้ผลตอบแทนเกิดกับผู้ประกันตนมากที่สุด ทำให้กองทุนมีความยั่งยืนและยึดโยงกับผู้ประกันตน หากกองทุนประกันสังคมมีเงินมากขึ้นและมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนได้มากขึ้นด้วย 


เซียกล่าวต่อว่า หากพี่น้องประชาชนเห็นด้วยกับการปฏิรูปประกันสังคม และเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคประชาชน ขอเชิญชวนให้ไปร่วมกันยื่นกฎหมายกับพรรคประชาชน เพื่อทวงคืนประกันสังคมกลับมาเป็นของพวกเราทุกคน โดยเดินขบวนจากสี่แยกบางโพถึงอาคารรัฐสภา ในวันแรงงาน 1 พฤษภาคมนี้ เวลา 14:30 น.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ทวงคืนประกันสังคม #ปฏิรูปประกันสังคม
















 


“สว.กลุ่มอิสระ” นำโดย 'นันทนา-หมอเปรมศักดิ์' แถลงหนุนพรรคประชาชน ผนึกกำลังล่าชื่อตามมาตรา 236 ยื่นศาลฎีกาตั้ง คณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ปมศักดิ์สยาม


วันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น.ที่รัฐสภา สว.อิสระ นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ร่วมกันแถลงข่าวการลงชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)


โดย น.ส.นันทนา กล่าวว่า จากบทบาท ป.ป.ช.ส่งผลให้เกิดข้อกังขาในการปฏิบัติหน้าที่ หากย้อนกลับไปในคดีต่างๆ ที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. ทั้งกรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ป.ป.ช. ก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง เช่นเดียวกับคดีของนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จนหมดอายุความ คดีสินบนสวนปาล์มอินโดนีเซีย ไม่มีความผิด กรณี ป.ป.ช. 3 คน พัวพันสินบน 246 ล้านบาท ซึ่งเป็นทองคำ ไม่ทราบว่าคดีไปถึงไหน ล่าสุดคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลชาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าซุกหุ้น แต่ ป.ป.ช. เชื่อว่าเจตนาดี ไม่มีความผิด นี่คือตัวอย่างผลงานของ ป.ป.ช. ที่น่าจะเป็นผลให้ดัชนี การรับรู้การทุจริตหรือ CPI ของไทยตกต่ำลงทุกปี ล่าสุดได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ และจะตกต่ำไปกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช. เชื่อนักการเมืองได้ง่ายขนาดนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับคดี 44 สส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และยื่นคำร้องที่ล้อไปกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ


น.ส.นันทนา กล่าวว่า กลุ่ม สว. อิสระ จึงรวมตัวกันเพื่อจะสนับสนุนคำร้องของฝ่าย สส. ตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยต้องมี สส. และ สว. รวมกัน 1 ใน 5 หรือ 140 รายชื่อ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ให้นำส่งไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน นี่คือช่องทางเล็ก ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระองค์กรเดียวที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องให้มีการตรวจสอบ จึงหวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาจะไม่ดึงเช็ง ดึงเรื่อง แล้วใช้ดุลพินิจในการไม่ส่งเรื่อง


“หวังว่า ประธานรัฐสภาจะรีบนำคำร้องนี้ ไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ให้โปร่งใสชัดเจน หากพวกเราช่วยกันทำกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ที่เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบการทุจริตโดยตรง เราสามารถรู้ระบบกลไกอุปถัมภ์ ทำให้ ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระ ที่ตรวจสอบนักการเมืองอย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าดัชนี CPI ปีหน้าจะยกระดับขึ้นมา สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักลงทุน” น.ส.นันทนา กล่าว 


และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เปิดโอกาสให้ประธานสภาใช้ดุลพินิจส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาชนได้ยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนการใช้ดุลพินิจของประธานรัฐสภาแล้ว ขณะนี้เราไม่สามารถยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ ดังนั้น การแก้รายมาตราจะเป็นทางออกของประเทศ จึงเรียกร้อง ประธานรัฐสภาให้รีบบรรจุการแก้รัฐธรรมนูญ และเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อเราจะได้เดินหน้าตรวจสอบองค์กรอิสระ แม้จะเป็นช่องทางเล็กน้อย แต่ดีกว่าถูกปิดกั้น


ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า “การใช้อำนาจ 1 ใน 5 เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ประธานรัฐสภา ต้องเปิดทางให้มีการตรวจสอบนายโสภณ ก็เป็นผู้แทนราษฎรในยุคเดียวกับตนที่เคยเป็น จึงอยากจะฝากพี่โสภณครับ พี่อย่าไปดึงเวลานะครับ ไม่ใช่พอมีคนลงนามแล้ว ก็ไปตรวจสอบลายเซ็น ตรวจแล้วตรวจอีก เหมือนอย่างที่ท่านประธานวุฒิสภาให้ตรวจสอบรายชื่อ จนมีการล็อบบี้ให้ตกไปในคดี ฮั้ว สว. ถ้าพี่โสภณสามารถที่จะเป็นทางผ่านของอำนาจสมาชิกรัฐสภาได้ พี่โสภณก็จะเป็นประธานรัฐสภาที่ถือว่าเปิดทางให้กระบวนการได้เดินทางไปอย่างราบรื่น แต่ถ้าพี่ไม่ไม่ทำหรือดึงเช็งไว้ด้วยเทคนิคต่างๆที่เรารู้กันอยู่ จะเป็นการเปิดทางให้เกิดการแทรกแซงของวงจรอุบาทว์ เพราะฉะนั้น จึงเป็นโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับพี่โสภณ ในฐานะที่เราเคยร่วมสภาด้วยกันมา อย่าไปฟังพวกอำนาจมืดต่าง ๆ ที่ผ่านสีน้ำเงินคอนเนคชันหรือบุรีรัมย์คอนเนคชัน ถ้ากระบวนการครั้งนี้ตกไปจะส่งผลร้ายแรงมากต่อระบบการตรวจสอบ”


นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า และฝากถึงนายโสภณว่าขอให้ท่านได้ดำเนินการส่งต่อไปที่ประธานศาลฎีกา ให้กระบวนการได้ตั้งกรรมการอิสระ ซึ่งเป็นทางออกเดียวที่ยังมีอยู่ในขณะนี้ ถ้าไม่ดำเนินการ ตนจะไม่ยอมหยุด จะยื่นตรวจสอบการดำเนินงานของประธานรัฐสภาต่อไปด้วย นอกจากนี้ ตนขอฝากไปถึงบุคคลในเงามืดว่าจะทำลายองค์กรอิสระไปถึงไหน จะทำลายระบบตรวจสอบไปถึงไหนถึงจะสาแก่ใจ และทำให้ระบบตรวจสอบต้องหยุดลง เพียงแค่ว่าจะดำรงอำนาจครอบงำบ้านเมืองต่อไป ขณะนี้ เกิดความระส่ำระส่ายมาก อยู่ในการบริหารบุคคลของป.ป.ช. มีการแต่งตั้งรองเลขาธิการขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง ปรากฏว่า ป.ป.ช. แต่งตั้งผู้ช่วยเลขาลำดับท้าย ๆ มาเป็นรองเลขาธิการในตำแหน่งที่ว่าง ผู้อาวุโสต่างก็หงายท้องเป็นแถบ ทำให้ระบอบธรรมาภิบาลของ ป.ป.ช. หายไป และทำให้เกิดการแทรกแซงคดี ล้วงเอาคดีต่างๆมาดำเนินการอย่างย่ามใจ แล้วจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างไร ไม่อย่างนั้น จะเป็นการอวสานการตรวจสอบของ ป.ป.ช.


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #สวอิสระ #ปปช

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569

ปชน.จัดทัพใหม่ พิจารณ์นั่งเลขาฯ พัฒนาองคาพยพ-วีระยุทธตั้ง ครม.เงา-ณัฐพงษ์ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย ด้านมวลมอบยันต์ชนะมาร รุ่นคาถาประชาชนใส่กรอบให้ “เท้ง” - และส้มใส่กล่องพร้อมดอกไม้มอบเป็นกำลังใจให้“พิจารณ์” ในตำแหน่งใหม่

 


ปชน.จัดทัพใหม่ พิจารณ์นั่งเลขาฯ พัฒนาองคาพยพ-วีระยุทธตั้ง ครม.เงา-ณัฐพงษ์ชี้รัฐบาลครบเทอม 4 ปีไม่ง่าย ด้านมวลมอบยันต์ชนะมาร รุ่นคาถาประชาชนใส่กรอบให้ “เท้ง” - และส้มใส่กล่องพร้อมดอกไม้มอบเป็นกำลังใจให้“พิจารณ์” ในตำแหน่งใหม่


วันที่ 26 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค พร้อมกับ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคคนใหม่ และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลังจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ที่ประชุมใหญ่ของพรรคให้ความเห็นชอบให้ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค และ สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค และมีการเสนอให้ ภคมน หนุนอนันต์ ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรค


ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ จะมีทิศทางในการขับเคลื่อนพรรคเหมือนหรือแตกต่างกับเลขาธิการท่านก่อนอย่างไร


พิจารณ์กล่าวว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ เพื่อต่อยอดให้ภารกิจที่ประชุมร่วมกันเกิดขึ้นได้จริง ตนคิดว่าจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะทุกองคาพยพของพรรค ตนขอเรียนว่า ทุกภารกิจไม่ว่าเราจะทำอะไร สุดท้ายแล้วสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำคือพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ดังนั้นทุกองคาพยพของพรรคจำเป็นต้องทำงานอย่างสอดคล้องกันมากขึ้นไปอีก จำเป็นต้องติดอาวุธความรู้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมาย กลไกสภา เพื่อให้การทำงานทั้งในสภาและนอกสภาสามารถเชื่อมโยงกันได้แบบไร้รอยต่อ และตนคิดว่าภายใต้ความมุ่งหมายที่เราต้องการชนะการเลือกตั้ง สุดท้ายแล้วคือเราจะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะที่เรายังเป็นฝ่ายค้านได้อย่างไร เราจะใช้กลไกสภา ใช้การผลักดันรณรงค์กฎหมายต่าง ๆ ที่แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร เราจึงจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทุกองคาพยพของเราไปด้วย


ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อว่า สำหรับการเคาะผู้สมัครได้เร็วขึ้นนั้น จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ดีขึ้นอย่างไร


พิจารณ์กล่าวว่า เวลาเราพูดว่าเป้าหมายคืออะไร วิธีการที่เราพูดคุยกันและเห็นตรงกัน คือการที่เรามีทั้งตัวแทน รวมถึงทีมงานของพรรคและเครือข่ายในพื้นที่ แต่ถ้าเราเพิ่มแคนดิเดตผู้สมัครที่เราสามารถรับรองได้เร็วขึ้น ก็จะมีทีมงานหรือพลังในการทำงานในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปูทางไปสู่การเลือกตั้ง


ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความกดดันต่อตำแหน่งเลขาธิการหรือไม่ เพราะว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นเหมือนมันสมองของพรรค และมาในช่วงที่พรรคกำลังเติบโตอยู่ รวมถึงการเมืองภายในด้วย


พิจารณ์กล่าวว่า ความกดดันหรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าที่ประชุมให้ความไว้วางใจตน ตนก็มีหน้าที่ในการส่งมอบภารกิจให้บรรลุเป้าหมายที่ทั้งกรรมการบริหารพรรค ผู้บริหาร และองคาพยพของพรรคเห็นตรงกันว่าจะมุ่งไปทางไหน ตนจึงมีหน้าที่ในการบริหารจัดการ ภายใต้สถานการณ์นิติสงคราม ภายใต้สถานการณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตนมองว่านี่คือโอกาสในวิกฤตที่จะขับเคลื่อนการทำงานของเราผ่าน 10 ส.ส. ที่ไม่ได้ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีพลัง ความกดดันหรือไม่นั้นจึงไม่ใช่ประเด็น แต่คือการทำอย่างไรให้ดีที่สุด


ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีการล่ารายชื่อกับ ป.ป.ช. ในกรณี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่มองว่าอาจจะมีความสองมาตรฐานได้ และกรณีที่ไม่เห็นพรรคได้พูดถึงการทำงานร่วมกับฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ ซึ่งมีความแตกต่างกัน


ณัฐพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของ ป.ป.ช. ที่ตนได้ตั้งคำถามไปนั้นว่า อาจจะมีประเด็นเรื่องสองมาตรฐาน ตัวประธานรัฐสภาเอง ในสภาชุดที่แล้ว อดีตประธานรัฐสภาได้ปัดตกที่ ส.ส. ของพรรคประชาชนได้มีการลงชื่อให้ตรวจสอบ ในสภาชุดนี้พวกตนก็พร้อมที่จะล่ารายชื่อ ส.ส. และ ส.ว. ที่เห็นด้วย ผ่านประธานรัฐสภาให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ในส่วนนี้ แต่ต้องยอมรับตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญว่า เฉพาะเสียงของ ส.ส. พรรคประชาชนชุดที่ 27 มีไม่เพียงพอ ดังนั้นตนเชื่อว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่พร้อมจะลงชื่อร่วมกับพวกตน ให้ครบทั้ง 140 เสียง เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว พวกตนทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิกในพรรคฝ่ายค้านและ ส.ว. ที่เห็นตรงกันในหลักการเดียวกัน ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าจะได้เสียงครบแน่นอน


ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้ง ครม.เงา จะมีธีมหรือรายละเอียดอย่างไรบ้าง


วีระยุทธกล่าวว่า ครม.เงา คือความตั้งใจของพรรคประชาชนที่จะมีกลไกขึ้นมาเป็นหัวหอกในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่ก็อยากเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น ครม.เงาจะมีการประชุมรายสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยจะมีการแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้าน คือ ความมั่นคง เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการปฏิรูปรัฐ ปฏิรูปกฎหมายไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นการทำงานที่เชื่อมองคาพยพของพรรค และตนคิดว่าโครงสร้างรัฐไทยที่เป็นอยู่ 4 ด้านนี้เป็นประโยชน์มากกว่าการแยกรายกระทรวง ดังนั้นการทำงานก็จะเป็นการเชื่อมโยง ส.ส. ของพรรค รวมถึงแกนนำพรรค โดยไม่ได้กำหนดตายตัว ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจ บางเรื่องที่สำคัญแต่ถูกทอดทิ้ง เช่น SME ก็จะมีทีม ครม.เงา ด้าน SME โดยเฉพาะ ดังนั้นเราจะเลือกให้สอดคล้องกับการบริหารรัฐในยุคใหม่ และสอดคล้องกับสภาพปัญหาหน้างาน ซึ่งการแบ่งทีมใหญ่ก็จะมีทีมย่อย ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้าน SME ด้านเศรษฐกิจใหม่ เป็นต้น


ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ตอนนี้มีการประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่ และอะไรจะเป็นกับดักที่ทำให้รัฐบาลนี้สะดุดลงได้


ณัฐพงษ์กล่าวว่า หากมองจากภายนอกก็เหมือนรัฐบาลเข้มแข็ง มีเสถียรภาพหลายด้าน หลายคนวิเคราะห์ว่าอาจจะมีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับ ส.ว. หรือองค์กรอิสระ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ความเข้มแข็งตรงนั้นก็มีความเปราะบางคือ ทุกกลุ่มก้อนอำนาจที่ยึดโยงอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมุ้งใหญ่จากพรรคอื่น ๆ ที่ทางพรรคภูมิใจไทยได้ดึงเข้ามา รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรอิสระ กลุ่มทุน นายทุนที่สนับสนุน และข้าราชการที่ได้รับประโยชน์อิงแอบจากรัฐบาลสีน้ำเงิน ทุกคนล้วนโยงใยกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ เราเห็นได้ชัดว่าจากวิกฤตราคาน้ำมันที่เกิดขึ้น จะเป็นวิกฤตที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้แสดงความเปราะบางออกมา ถึงแม้เราจะมีรัฐมนตรีที่เรียกว่าสายเทคโนแครต แต่บางประเด็นก็ไม่ได้กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาก ตนเชื่อว่าความเปราะบางภายในของรัฐบาลที่ยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ วิกฤตต่อไปในอนาคต ทุกวิกฤตจะทำให้รัฐบาลที่ดูเหมือนเข้มแข็ง แต่สุดท้ายจะมีความเปราะบางในตัวเอง และเป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน เป็นหน้าที่ของพรรคประชาชนที่จะทำให้ประชาชนเห็นว่า ภายใต้รัฐบาลแบบนี้จะยิ่งทำให้สังคมไทยเปราะบาง และรัฐบาลเองก็อยู่ไม่ได้


ภายหลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแล้วเสร็จ ประชาชน ได้นำยันต์ “ชนะมาร รุ่นประชาชน” ใส่กรอบ มอบให้นายณัฐพงษ์ โดยบอกว่าเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการฝ่าโพยภัยเพื่อชับชนะประชาชนประชาธิปไตย พร้อมมอบผลส้มที่บรรจุอยู่ในกล่องใสพร้อมดอกไม้กำลังใจ มอบให้กับนายพิจารณ์ ในการรับตำแหน่งใหม่


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน