วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คดีชุมนุม REDEM #ม็อบ2พฤษภา64 ให้ “บอย” ธัชพงศ์ รอลงอาญา – แก้โทษจำเลย 13 คนเป็นปรับพินัย

 


ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คดีชุมนุม REDEM #ม็อบ2พฤษภา64 ให้ “บอย” ธัชพงศ์ รอลงอาญา – แก้โทษจำเลย 13 คนเป็นปรับพินัย 


วันนี้ 24 มี.ค. 2569 เวลา 13.30 น. ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของนักกิจกรรม 13 ราย ที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา64 ของกลุ่ม REDEM เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมอรภูมิมายังบริเวณหน้าศาลอาญา 


คดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 15 ราย ได้แก่ ร่อซีกีน นิยมเดชา, หทัยรัตน์ แก้วสีคร้าม, ศุภกิจ บุญมหิทานนท์, วีรภาพ วงษ์สมาน, ปรณัท น้อยนงเยาว์, พัชรวัฒน์ โกมลประเสริฐกุล, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, อิทธิกร ทรัพย์แฉ่ง, ปรีชญา สานจิตรสัมพันธ์, สุทธิตา รัตนวงศ์, “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง, ยงยุทธ ฮังนนท์, ศรัณย์ อนุรักษ์ปราการ, ชนกันต์ เคืองไม่หาย และธัชพงศ์ แกดำ เป็นจำเลยที่ 1-15 ตามลำดับ


ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก “บอย” ธัชพงศ์ 1 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ขณะที่จำเลยที่ 3-14 ถูกพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 33,000 บาท โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 1-2 ศาลยกฟ้องจึงทำให้คดีของจำเลยที่ 1-2 สิ้นสุดลง


อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ โทษจำคุกธัชพงศ์เป็นให้รอลงอาญา 3 ปี ให้แก้โทษปรับทางอาญาเป็นปรับพินัย 2,200 บาท และปรับทางอาญา 19,999.99 บาท ส่วนจำเลยที่ 3-14 ให้แก้โทษปรับทางอาญาเป็นปรับพินัยคนละ 3,300 บาท


วันนี้ (23 มีนาคม 2569) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 จำเลยเดินทางมาศาลพร้อมด้วยทนายความ ส่วน “เก็ท” โสภณ ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ ”อารีฟ“ วีรภาพ ถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำกลางบางขวาง เนื่องจากทั้งสองคนยังถูกคุมขังในคดี ม.112 ในคดีนี้ศาลเลื่อนไปอ่านคำพิพากษาในช่วงบ่าย เนื่องจากช่วงเช้ามีจำเลย 1 คนกำลังเดินทางมาศาล


ศาลอ่านคำพิพากษาโดยสรุปว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่าจำเลยทั้ง 13 คนมีความผิด สำหรับจำเลยที่ 3-14 แก้โทษปรับอาญาเป็นโทษปรับพินัย โดยข้อหา พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ให้ปรับเป็นพินัยคนละ 300 บาท และข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ให้ปรับเป็นพินัยคนละ 3,000 บาท 


ส่วนธัชพงศ์ (จำเลยที่ 15) ให้แก้โทษจำคุกเป็นรอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าไม่ปรากฏว่าจำเลยมีโทษจำคุกมาก่อน และกำลังศึกษาเล่าเรียน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลย แต่เพื่อให้หลาบจำจึงให้คุมประพฤติจำเลยด้วย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่รอการลงโทษมานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น


ในกรณีของธัชพงศ์ให้แก้โทษปรับอาญาเป็นโทษปรับพินัย โดยข้อหา พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ให้ปรับเป็นพินัย 200 บาท และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ปรับเป็นพินัย 2,000 บาท และพิพากษาแก้ในข้อหาขัดขืนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ไม่ยอมเลิกการมั่วสุม ตาม ป. อาญา มาตรา 216 ให้ลงโทษปรับทางอาญา 10,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงปรับ 6,666.66 บาท และในข้อหาดูหมิ่นศาลฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 198 ปรับ 20,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงปรับ 13,333.33 บาท 


พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3-14 ให้แก้โทษปรับทางอาญาเป็นปรับพินัยคนละ 3,300 บาท ส่วนโทษจำคุกคนละ 3 ปี ให้รออาญาไว้ 2 ปี ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ ด้านจำเลยที่ 15 จำคุก 1 ปี 12 เดือน ให้รอลงอาญา 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม 12 ชั่วโมง ปรับพินัย 2,200 บาท และปรับอาญารวม 19,999.99 บาท


สำหรับการชุมนุมในวันดังกล่าว มีการปราศรัยเรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังและอดอาหารประท้วงในขณะนั้น และมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยการปามะเขือเทศ-ไข่ ใส่ป้ายศาลและรูปภาพ ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา


ซึ่งในการสืบพยานคดีนี้จำเลยต่อสู้คดีว่า ไม่ใช่ผู้จัดกิจกรรม และการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชน การชุมนุมโดยภาพรวมเป็นไปอย่างสงบสันติ ไม่มีการใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #REDEM