ศาลอุทธรณ์
ยืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ช่อ พรรณิกา ไม่ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
โพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาพาดพิงสถาบัน
วันนี้
(11 มีนาคม 2569) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเศก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คดีหมายเลขดำ อ.567/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8
เป็นโจทก์ ฟ้อง พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า
เป็นจำเลยในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศก
หรือก่อให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ.2550 มาตรา 14(2) และ ฉบับที่ 2
พ.ศ.2560 มาตรา 8
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมและปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า
เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา องค์การค้าคุรุสภา
เคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว
ซึ่งการกระทำของจำเลยไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อระบบสาธารณูประโภค
และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญ
การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย
อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
ต่อมา กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เผยว่า
คดีนี้เป็นคดีที่อัยการฟ้องเมื่อปี 2565 กรณีถูกแจ้งข้อกล่าวหาพรรณิการ์
จากการโพสต์ข้อความสมัยที่เธอยังเป็นนักข่าว และโพสต์ข้อความวิจารณ์การเมือง
ข้อความที่กล่าวถึงระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในช่วงเหตุการณ์ชุมนุม
กปปส. ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิจารณาเป็นเวลา 2 ปี
และมาอ่านคำพิพากษาวันนี้ว่า
เห็นพ้องต้องด้วยกับศาลอาญาที่วินิจฉัยว่าเป็นการแสดงความคิดเห็น
ไม่มีความผิดตามองค์ประกอบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
เป็นการแสดงความคิดเห็นตามเสรีภาพทางการเมือง
ตามกฎหมายเมื่อคดีอาญาที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องยืน
กฎหมายบัญญัติว่า โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้
แต่เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้เป็นพนักงานอัยการ ก็มีช่องว่า
อัยการสูงสุดมีความเห็นให้ยื่นฎีกาได้ ภายในระยะเวลา 30 วัน
"หลังจากนี้ ต้องปรึกษากับทีมงานและคุณช่อดู
เพราะเรื่องดังกล่าวทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
และเข้าใจว่าเป็นบุคคลสาธารณะอาจจะถูกกระทบกระทั่งได้
แต่คิดว่าคุณช่อไม่ได้เคียดแค้นอะไร
เพราะตอนนี้ก็ยังยิ้มแย้มมีความสุขดีอยู่" ทนายกฤษฎางค์กล่าว
ด้านพรรณิการ์กล่าวว่า ขอฝากไปยังสังคม
เนื่องจากตนเองเป็นคนเดียวที่เป็นนักการเมืองถูกตัดสิทธิตลอดชีวิตในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในชั้นศาลฎีกา
ซึ่งมูลเหตุที่ศาลใช้พิจารณาในเรื่องการละเมิดจริยธรรมร้ายแรง สส. แต่ในทางอาญา
ชนะมาแล้ว 2 ศาล
แปลว่าการดำเนินคดีทางอาญาและคดีจริยธรรมไม่ได้ไปด้วยกัน
จึงฝากให้สังคมได้พิจารณาว่า เรื่องดังกล่าวได้รับความเป็นธรรมหรือไม่
"ดิฉันไม่ได้พูดถึงตัวเองที่ถูกกระทำคนเดียว
เพียงแต่ว่าในอนาคต อยากให้มีบรรทัดฐานจริยธรรมในการตัดสิน เพราะเห็นว่า
ดิฉันไม่ได้พูดเอง แต่เป็นศาลทั้ง 2 ตัดสินว่าไม่มีความผิด"
พรรณิการร์ระบุ
