วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ช่อ พรรณิกา ไม่ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาพาดพิงสถาบัน


ศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ช่อ พรรณิกา ไม่ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาพาดพิงสถาบัน


วันนี้ (11 มีนาคม 2569) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเศก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.567/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ฟ้อง พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เป็นจำเลยในความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศก หรือก่อให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(2) และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2560 มาตรา 8


ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมและปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา องค์การค้าคุรุสภา เคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการกระทำของจำเลยไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อระบบสาธารณูประโภค และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน


ต่อมา กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เผยว่า คดีนี้เป็นคดีที่อัยการฟ้องเมื่อปี 2565 กรณีถูกแจ้งข้อกล่าวหาพรรณิการ์ จากการโพสต์ข้อความสมัยที่เธอยังเป็นนักข่าว และโพสต์ข้อความวิจารณ์การเมือง ข้อความที่กล่าวถึงระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในช่วงเหตุการณ์ชุมนุม กปปส. ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิจารณาเป็นเวลา 2 ปี และมาอ่านคำพิพากษาวันนี้ว่า เห็นพ้องต้องด้วยกับศาลอาญาที่วินิจฉัยว่าเป็นการแสดงความคิดเห็น ไม่มีความผิดตามองค์ประกอบ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นการแสดงความคิดเห็นตามเสรีภาพทางการเมือง


ตามกฎหมายเมื่อคดีอาญาที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องยืน กฎหมายบัญญัติว่า โจทก์ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ แต่เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้เป็นพนักงานอัยการ ก็มีช่องว่า อัยการสูงสุดมีความเห็นให้ยื่นฎีกาได้ ภายในระยะเวลา 30 วัน


"หลังจากนี้ ต้องปรึกษากับทีมงานและคุณช่อดู เพราะเรื่องดังกล่าวทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และเข้าใจว่าเป็นบุคคลสาธารณะอาจจะถูกกระทบกระทั่งได้ แต่คิดว่าคุณช่อไม่ได้เคียดแค้นอะไร เพราะตอนนี้ก็ยังยิ้มแย้มมีความสุขดีอยู่" ทนายกฤษฎางค์กล่าว


ด้านพรรณิการ์กล่าวว่า ขอฝากไปยังสังคม เนื่องจากตนเองเป็นคนเดียวที่เป็นนักการเมืองถูกตัดสิทธิตลอดชีวิตในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในชั้นศาลฎีกา ซึ่งมูลเหตุที่ศาลใช้พิจารณาในเรื่องการละเมิดจริยธรรมร้ายแรง สส. แต่ในทางอาญา ชนะมาแล้ว 2 ศาล แปลว่าการดำเนินคดีทางอาญาและคดีจริยธรรมไม่ได้ไปด้วยกัน จึงฝากให้สังคมได้พิจารณาว่า เรื่องดังกล่าวได้รับความเป็นธรรมหรือไม่


"ดิฉันไม่ได้พูดถึงตัวเองที่ถูกกระทำคนเดียว เพียงแต่ว่าในอนาคต อยากให้มีบรรทัดฐานจริยธรรมในการตัดสิน เพราะเห็นว่า ดิฉันไม่ได้พูดเอง แต่เป็นศาลทั้ง 2 ตัดสินว่าไม่มีความผิด" พรรณิการร์ระบุ


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรบคอมพิวเตอร์