วันที่ 19 มีนาคม 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลพูดไม่ตรงกันหลายจุดในเรื่องการจัดสรรพลังงานน้ำมัน โดยศุภโชติกล่าวว่า วานนี้ (18 มีนาคม) อรรถพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมายืนยันว่าหลังจากสุ่มตรวจโรงกลั่นและคลังน้ำมันของผู้ค้ารายใหญ่แล้ว “ไม่พบการกักตุน” ถึงขั้นบอกว่า วาล์วปล่อยน้ำมันยังทำงานตามปกติ
แต่เมื่อถึงช่วงเย็นในวันเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ กลับออกมาตั้งคำถามว่า น้ำมันหายไปไหน และทำท่าทีขึงขังว่าจะเรียกทุกฝ่ายมาจับแก้ผ้า จะตรวจทีละรายว่าใครโกหก ใครกักตุน
แต่วันนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์หลังรีบลุกออกจากวงประชุมว่า “ไม่มีไอ้โม่งที่ไหนกักตุนน้ำมัน” พร้อมโยนความผิดให้ประชาชนที่กังวลเกินเหตุจนแห่เติมน้ำมันและหลังจากนั้น พิพัฒน์ รองนายกฯ ที่รับผิดชอบประเด็นนี้มาตลอดก็รายงานผลการประชุมว่าไม่มีการกักตุนน้ำมัน จากที่เมื่อวานมีท่าทีขึงขังว่าจะจับผู้ประกอบการน้ำมันมาแก้ผ้า หาน้ำมันที่หายไป วันนี้ทำท่าทีสงบเสงี่ยม และกล่าวว่า “ไม่มีน้ำมันหาย”
สิ่งนี้สะท้อนการทำงานอย่างไม่เป็นเอกภาพ ไร้ซึ่งความโปร่งใส และบ่งบอกถึงความล้มเหลวในการบริหารวิกฤตครั้งนี้อย่างสิ้นเชิง
ศุภโชติกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมที่วิกฤตน้ำมันเริ่มต้นขึ้นคือการเปิดข้อมูลทั้งระบบน้ำมันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ดังนี้
1) โรงกลั่นผลิตออกมาเท่าไหร่
2) คลังน้ำมันรับเข้า-จ่ายออกเท่าไหร่
3) พ่อค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์และผู้ค้าส่งกระจายไปที่ไหน
4) มีการขนส่งออกนอกประเทศเท่าไหร่มากกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยสังคมจะเห็นทันทีว่า น้ำมันหายไปที่จุดไหนในระบบ และจะได้ตอบคำถามสำคัญได้อย่างชัดเจนเองว่า มีใครบางกลุ่มกำลังกักตุนหรือชะลอการขายเพื่อเก็งกำไรจากวิกฤตนี้หรือไม่
ศุภโชติกล่าวว่า รัฐมีอำนาจและเครื่องมือครบอยู่แล้วในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกลไกการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือระบบใบอนุญาตที่สามารถเรียกผู้ประกอบธุรกิจพลังงานเปิดเผยข้อมูลและนำมาชี้แจงต่อประชาชนได้
แต่คำถามสำคัญคือ ทำไมรัฐบาลยังบ่ายเบี่ยงไม่ยอมใช้เครื่องมือที่ตัวเองมี เพื่อสร้างความโปร่งใสให้สังคมรับรู้ การไม่เปิดข้อมูลทั้งที่สามารถเปิดได้ย่อมทำให้ประชาชนตั้งคำถามได้ว่า รัฐบาลกำลังปกป้องใครอยู่หรือไม่
ศุภโชติกล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานหรือเข้าไปร่วมตักตวงผลประโยชน์จากค่าครองชีพของประชาชนเพื่อถอนทุนคืนผ่านการเลือกตั้งใช่หรือไม่
