‘พริษฐ์’ แสดงวิสัยทัศน์ประธานสภา ตั้งเป้าประธานสภาฯคนใหม่ ต้องกอบกู้ความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ยกระดับสภาโปร่งใสตรวจสอบได้ หวังยืนข้างประชาชน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
วันที่ 15 มีนาคม 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาผู้แทนราษฎรหลังจากการที่ได้รับการเสนอชื่อในวาระการเลือกประธานสภา
โดยพริษฐ์ได้กล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนที่เสนอชื่อของตนในวาระการเลือกประธานสภาครั้งนี้โดยตนเข้าใจว่าการเสนอตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อโดยไม่ได้คาดหวัง ว่าตนจะได้รับเลือกให้ไปทำหน้าที่ประธานสภาเพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ออกมา พรรคประชาชนได้เคารพสิทธิของพรรคอันดับ 1 ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้ ก็คาดว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และจะถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยเมื่อมีการลงมติเลือกประธานสภา
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน บทบาทของพรรคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่ที่การตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล และการผลักดันร่างกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำเสนอวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศควรจะเลือกเดิน เพื่อเป็นข้อเสนอ ให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลได้พิจารณา และเพื่อเป็นทางเลือก ให้ประชาชนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต
สำหรับวิสัยทัศน์เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภา ตนเห็นว่า ภารกิจสำคัญของประธานสภา ณ เวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ โดยตนมองว่าเป็นที่น่าเหลือเชื่อ ว่าแม้สภาฯ เป็นองค์กรเดียวระดับชาติ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่หลายครั้ง สภาฯ กลับเป็นองค์กรที่ทำลายศรัทธาของประชาชนได้มากเช่นกัน
หากถามว่าแล้วประธานสภาจะสามารถทำอะไรได้กับภารกิจดังกล่าว พริษฐ์กล่าวว่าตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 9 (1) ระบุไว้ชัดว่า“ประธานสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่” แน่นอน ว่าพรรคประชาชนคาดหวังให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร วางตนเป็นกลาง ระหว่างทุกพรรค และสมาชิกทุกคน แต่ตนมีความเห็นว่าหากเราต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรเป็น องค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้ตนเห็นว่ามีอย่างน้อย 4 เรื่อง ที่ว่าที่ประธานสภาคนถัดไป “ต้องไม่วางตนเป็นกลาง”
1. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การหยุดอยู่กับที่” กับ “การเดินไปข้างหน้า” ตนอยากเห็นสภาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานนิติบัญญัติ เช่น การทำระบบฐานข้อมูลที่รวมทุกคำอภิปรายในห้องประชุมใหญ่และห้องประชุมกรรมาธิการที่ทุกคนเข้ามาค้นหาได้ ว่าเคยมีการเสนอแนะหรือศึกษาอะไรไว้แล้วบ้าง และการเพิ่มความเป็นไปได้ในการประชุมออนไลน์ในกรณีพิเศษ เพื่อให้สภาตอบสนองต่อวิกฤตต่างๆ ของประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ
2. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การปกปิด” กับ “ความโปร่งใส” สภาที่โปร่งใส จะทำให้ให้ประชาชนรู้ได้ ว่า สส. ที่เขาเลือกไป และที่เขาจ่ายเงินเดือนให้ ทำงานคุ้มค่าหรือไม่ สิ่งที่สภาทำได้คือ dashboard ที่แสดงได้ทันทีว่าใครขาดประชุมกี่ครั้ง อภิปรายมากน้อยแค่ไหน ลงมติอย่างไรในแต่ละเรื่องตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่หรือไม่ รวมถึงการถ่ายทอดสดการประชุม กมธ.
3. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “การเผาผลาญภาษีประชาชน” กับ “การปกป้องภาษีประชาชน” ในสภาวะเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง จากทั้งวิกฤตภายในและภายนอก
สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกเข้าไป แต่กลับใช้เงินภาษีของเขาอย่างฟุ่มเฟือย สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็นคือประธานสภาที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับนำงบไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองตนเอง และสิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็นคือสภาผู้แทนราษฎรที่ลงทุนไปกับการตกแต่งอาคารรัฐสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาประชาชน ตนอยากเห็นประธานสภาเป็นหัวหอกในการเสนอตัดหรือปรับลดงบประมาณของสภา ในส่วนที่ไม่ก่อประโยชน์ส่วนรวมหรือเกินความจำเป็น
4. ไม่วางตนเป็นกลางระหว่าง “อำนาจของใครไม่กี่คน” กับ “อำนาจของประชาชน”
สภาฯ ชุดไหนที่ไม่ปกป้องอำนาจของประชาชนก็เปรียบเสมือนสภาฯ ที่ไม่ปกป้องเหตุผลของการมีอยู่ขององค์กรของตนเอง ในยุคที่อำนาจของประชาชนถูกทำให้อ่อนแอลง เสียงของประชาชนถูกทำให้เงียบลง ตนหวังว่าประธานสภาคนถัดไปจะต้องถือธงนำ ในการคุ้มครองเจตนารมณ์ของประชาชนไม่ให้ถูกขัดขวาง บิดเบือน หรือครอบงำโดยอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
ในฐานะหนึ่งในกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ตนเห็นว่า ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนในการทำให้องค์กรอิสระเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน
ในฐานะตัวแทนของ สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรค มาร่วมกันตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนกลับมามั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส
ในฐานะประธานรัฐสภา ประธานสภาคนต่อไปควรจะต้องทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว และเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่ได้แสดงออกผ่านการทำประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
พริษฐ์ได้กล่าวปิดท้ายว่า ท้ายสุดนี้ คำถามที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นประธานสภา แต่คือสภาแห่งนี้ใน 4 ปีข้างหน้า จะเลือกยืนอยู่ข้างใครระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่มที่อาจพยายามครอบงำอยู่เบื้องหลัง
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง2569 #ประธานสภา
