ศูนย์ทนายฯ เผย ทนายความยื่นหนังสือถึงเรือนจำคลองเปรม กรณี “เอกชัย” ผู้ต้องขังคดี #มาตรา110 ขอให้เข้ารับการรักษาเร่งด่วนจากสภาวะปวดช่องท้องรุนแรงบริเวณตับ – โรคต่อมลูกหมากโต
วันนี้ (6 มีนาคม 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า วันนี้ทนายความได้ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดตามความคืบหน้าการรักษาพยาบาลและขอให้ส่งตัว “เอกชัย หงส์กังวาน” นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 ให้ได้เข้ารับการตรวจรักษาเฉพาะทางเป็นการเร่งด่วนจากสภาวะปวดช่องท้องรุนแรง และอาการโรคต่อมลูกหมากโต
ก่อนหน้านี้ 5 มีนาคม 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับรายงานจากเพื่อนของผู้ต้องขังว่า เอกชัยมีสภาวะร่างกายและอาการป่วยทรุดโทรมลง และมีอาการรุนแรงกว่าที่เคยปรากฏในครั้งก่อน ๆ จากสภาวะปวดช่องท้องรุนแรง ในตำแหน่งที่เคยได้รับการเจาะดูดฝีในตับ และอาการของโรคต่อมลูกหมากโตที่แม้ได้รับการรักษาแล้ว แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น และอาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง
ในรายละเอียดหนังสือได้เน้นย้ำให้เอกชัยได้รับสิทธิการตรวจรักษาและการบำบัดเฉพาะด้านตามมาตรา 28 ระบุสิทธิในความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย, มาตรา 47 สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุข ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 55 สิทธิที่จะได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์โดยเร็วตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ตลอดจนข้อกำหนดที่ 27 สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (Mandela Rules)
หนังสือที่ยื่นถึงเรือนจำ ยังระบุถึงสภาวะที่ผู้ต้องขังควรจะได้รับการตรวจประเมินค่าการทำงานของตับ และตรวจสอบอาการฝีในตับเพิ่มเติม เนื่องจากเมื่อช่วงปี 2566 ระหว่างเอกชัยถูกคุมขังในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เขามีอาการเป็นฝีในตับ ต้องถูกส่งตัวไปรักษาและผ่าตัด โดยแม้จะมีการเจาะฝีออกไปแล้ว แต่หมอก็ยังให้มาติดตามอาการอีกเป็นระยะ ซึ่งการคุมขังในครั้งนี้ทำให้เขาไม่สามารถไปพบแพทย์ตามนัดหมายเดิมได้ จากการไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในระหว่างฎีกา
นอกจากนี้ ผู้ต้องขังยังมีความประสงค์ที่จะตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่อง CT Scan หรือเอ็กซเรย์ เพื่อประเมินสภาวะของโรคไส้เลื่อนและภาวะต่อมลูกหมากโต และแม้ว่าผู้ต้องขังจะมีนัดพบแพทย์ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันที่ 10 มี.ค. 2569 แล้วก็ตาม แต่อาการที่ปรากฏดังกล่าวมีลักษณะเป็นกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ จึงขอให้เรือนจำพิจารณาสั่งการเร่งรัดให้เอกชัยได้ออกไปรับการตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน
จนถึงปัจจุบัน (6 มี.ค. 2569) เอกชัยถูกคุมขังระหว่างต่อสู้ชั้นฎีกาเป็นเวลา 183 วันแล้ว ซึ่งเป็นการคุมขังครั้งที่ 7 ในชีวิตของเขา ภายหลังศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่เขาและผู้ร่วมคดีอีก 4 คน ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน และเขาได้ยื่นฎีกาไปก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา
