‘นฤพล พรรคประชาชน’ ชี้ราคาน้ำมันพุ่ง
กำลังบีบให้ประมงชายฝั่งต้องหยุดออกเรือ
และเสี่ยงสูญเสียอาชีพที่เลี้ยงครอบครัวมาทั้งชีวิต
เมื่อวันที่
23 มีนาคม 2569 นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ สส.
เขตบางขุนเทียน-บางบอน พรรคประชาชน
ให้ความเห็นต่อวิกฤตน้ำมันที่ทำให้น้ำมันราคาแพงขึ้นและผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวประมง
นายนฤพลกล่าวว่า
จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตอนนี้ กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนเป็นอย่างมาก
รัฐบาลควรเร่งปรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งกำลังกลายเป็นภาระต้นทุนสำคัญที่กระทบต่อการประกอบอาชีพโดยตรง
ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้ในภาคการเกษตรและประมงปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นในทุกมิติ ทั้งการทำประมงชายฝั่ง การเพาะปลูก
และการขนส่งสินค้า ขณะที่รายได้ของประชาชนยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ทำให้หลายครัวเรือนเริ่มแบกรับภาระไม่ไหว
นายนฤพลกล่าวว่า
วันนี้เราเริ่มเห็นเรือประมงจำนวนไม่น้อยต้องจอด เพราะต้นทุนน้ำมันสูงเกินรับไหว
ขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็เผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ตามต้นทุนจริง
ปัญหานี้กำลังบีบให้คนทำงานต้องหยุดอาชีพโดยปริยาย
ในทางปฏิบัติ
เกษตรกรและชาวประมงจำนวนมาก “ไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างสะดวก”
เนื่องจากลักษณะการทำงานที่อยู่ห่างจากสถานีบริการน้ำมัน
โดยเฉพาะชาวประมงชายฝั่งที่จอดเรืออยู่ตามท่าเล็ก ๆ หรือปากคลอง
และเกษตรกรที่ใช้เครื่องสูบน้ำในพื้นที่นา สวน หรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
ชาวบ้านไม่สามารถขนเรือไปเติมน้ำมันที่ปั๊มได้
และไม่สามารถยกเครื่องสูบน้ำ
หรือเครื่องจักรการเกษตรขนาดใหญ่ไปเติมน้ำมันได้เช่นกัน
นายนฤพลกล่าวว่าในหลายพื้นที่ต้องเสียเวลาเดินทางหลายรอบ แบกภาชนะไปกลับ
หรือบางครั้งต้องหยุดงานกลางคันเพราะน้ำมันไม่พอใช้ สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่ไม่เคยถูกนับรวม
แต่กระทบต่อชีวิตจริงของประชาชนโดยตรง
ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งในรูปแบบค่าใช้จ่าย
เวลา และโอกาสทางรายได้ที่สูญเสียไป โดยเฉพาะในงานประมงที่ต้องอาศัยจังหวะเวลา
หากออกเรือไม่ได้ในช่วงที่เหมาะสม ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ในภายหลังได้
ตนขอเสนอให้รัฐบาล
“ปลดล็อกข้อจำกัด”
โดยเปิดให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถซื้อน้ำมันใส่แกลลอนได้อย่างถูกต้อง
ผ่านกลไกการยืนยันตัวตนด้วย “บัตรเกษตรกร” และ “บัตรประมง”
ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว
มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถนำน้ำมันไปใช้ในพื้นที่ทำงานจริงได้ทันที
ลดภาระการเดินทาง ลดต้นทุนแฝง และทำให้การทำงานไม่สะดุด
ขณะเดียวกันรัฐก็ยังสามารถกำกับดูแลได้ผ่านระบบบัตรที่มีอยู่
นายนฤพลกล่าวว่า
หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระบบ
ตั้งแต่ต้นน้ำคือผู้ผลิต ไปจนถึงปลายน้ำคือผู้บริโภค
โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
ถ้าต้นทางอยู่ไม่ได้
สุดท้ายผู้บริโภคก็จะต้องเจอกับสินค้าที่แพงขึ้นหรือขาดแคลนมากขึ้น
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของเกษตรกรหรือชาวประมงเท่านั้น
แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงของประเทศในภาพรวม
ตนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่
“ตรงจุดและทันเวลา” ควบคู่กับการวางแนวทางดูแลต้นทุนพลังงานในระยะยาว
เพื่อให้เกษตรกรและชาวประมงยังสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน
