‘โต๋ ศุภโชติ’ เตือน “ปั๊มน้ำมันรายย่อยกำลังจะตาย”
แต่รัฐกลับช่วยพยุงแค่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือรัฐบาลใหม่กำลังตอบแทนใครทางอ้อม?
วันที่
13 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ
พรรคประชาชน
เสนอบทวิเคราะห์ประเด็นราคาน้ำมันผันผวนในช่วงสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้น
รัฐบาลได้มีการออกมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยอ้างว่าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนนั้น
นายศุภโชติตั้งคำถามต่อมาตรการดังกล่าวว่า
อาจช่วยบรรเทาภาระของผู้บริโภคในระยะสั้นได้จริง
แต่เมื่อดูที่โครงสร้างตลาดน้ำมันในประเทศอย่างละเอียด ยังมีจุดที่น่ากังวลว่า
มาตรการนี้อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่
ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากกลับเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ
นายศุภโชติกล่าวถึงรายงานข่าวและเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการในหลายพื้นที่
พบว่าปั๊มน้ำมันรายย่อยหรือ “ปั๊มที่ไม่มีแบรนด์”
จำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้น
บางแห่งจำเป็นต้องตั้งราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงกว่าปั๊มแบรนด์ใหญ่เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
ขณะที่บางแห่งถึงขั้นประสบภาวะขาดแคลนน้ำมันชั่วคราวและต้องหยุดให้บริการเป็นระยะ
โดยปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมากในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง
ห่างไกลจากปั๊มขนาดใหญ่ ทำให้ต้องอาศัยน้ำมันจากปั๊มขนาดเล็ก
ด้วยข้อจำกัดด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในชนบท
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการเกษตร
เช่น ต้องใช้น้ำมันสำหรับเติมเครื่องจักรในการทำเกษตร
ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ไถนา ฯลฯ
ซึ่งก็มีบางพื้นที่ที่ปั๊มรายย่อยเข้าสู่ภาวะขาดแคลน้ำมันและจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการขายน้ำมันให้ลูกค้าแต่ละราย
ทำให้เกษตรกรไม่สามารถมีน้ำมันเพียงพอต่อการทำมาหากินได้
นายศุภโชติกล่าวว่า
ลักษณะโครงสร้างธุรกิจน้ำมันของประเทศไทยคือโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่มักจะจับมือกัน
หรือไม่ก็เป็นแบรนด์เดียวกัน มักจะมีเครือข่ายปั๊มของตนเอง
และมักทำสัญญาจัดส่งน้ำมันระยะยาวให้กับเครือข่ายดังกล่าว
ทำให้สถานีบริการในเครือบริษัทใหญ่มีราคาและปริมาณน้ำมันที่มั่นคงหรือไม่ผันผวนเท่ารายย่อย
ปัจจุบัน
กรมธุรกิจพลังงานรายงานว่า ประเทศไทยมีสถานีบริการน้ำมันประมาณ 26,000 แห่ง
ในจำนวนนี้ราว 8,500 แห่งเป็นสถานีบริการที่อยู่ในเครือแบรนด์หลักของบริษัทน้ำมัน
ในขณะที่สถานีบริการที่เหลืออีกประมาณ 17,500 แห่งเป็นปั๊มรายย่อย
ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้โดยตรง
ทำให้ปั๊มเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อน้ำมันผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลางที่เรียกว่า
“จ็อบเบอร์” (Jobber)
นายศุภโชติอธิบายถึงบทบาทของจ็อบเบอร์ในระบบนี้
คือการทำหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้าหรือเป็นพ่อค้าคนกลาง
โดยซื้อน้ำมันจากบริษัทน้ำมันหรือคลังน้ำมัน
แล้วนำไปจำหน่ายต่อให้กับสถานีบริการอิสระหรือผู้ใช้น้ำมันรายอื่น
อย่างไรก็ตาม
ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากสะท้อนว่า ในช่วงวิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้
น้ำมันที่พวกเขาต้องซื้อผ่านจ็อบเบอร์มีราคาสูงกว่าราคาต้นทางที่สถานีบริการในเครือบริษัทน้ำมันได้รับอย่างมีนัยสำคัญ
ทำให้ปั๊มรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าและแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้น
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า
มาตรการของรัฐที่ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันนั้น
กำลังช่วยทุกคนในระบบจริงหรือไม่
หรือในทางปฏิบัติกำลังช่วยเฉพาะผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เท่านั้น
เพราะว่าเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเอามาช่วยลดราคาต้นทุนน้ำมันของปั๊มรายใหญ่
นายศุภโชติยกตัวอย่างจากสถานการณ์การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยลดราคาต้นทุนน้ำมันของปั๊มรายใหญ่
เช่น ราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบัน (หลังสงคราม) อยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร
(ราคา ณ วันที่ 12 มี.ค. 69) กองทุนเอาเงินมาชดเชยให้กับปั๊มน้ำมันรายใหญ่ที่
15.45 บาทต่อลิตร (ราคาน้ำมันก่อนสงครามอยู่ที่ระดับ 30.5
บาทต่อลิตร) แต่ปั๊มรายเล็กไม่ได้รับเงินชดเชยตรงนี้
ทำให้ยังคงต้องซื้อน้ำมันที่มีราคาแพงในระดับ 40 กว่าบาทต่อลิตร
เนื่องจากไม่ได้เป็นปั๊มในเครือแบรนด์ใหญ่
ขณะเดียวกัน
ก็มีการตั้งคำถามว่า
อาจจะมีบริษัทน้ำมันรายใหญ่บางรายที่มีเครือข่ายธุรกิจจ็อบเบอร์ด้วย ยกตัวอย่าง
เช่น บริษัท A
เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ และมีบริษัท B เป็นบริษัทลูกที่ทำธุรกิจจ็อบเบอร์ด้วยการจำหน่ายน้ำมันให้กับปั๊มรายย่อยหรือปั๊มอิสระที่ไม่มีแบรนด์
นั่นเท่ากับว่าบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่
A อาจหาโอกาสจากการขายน้ำมันผ่านบริษัทจ็อบเบอร์ซึ่งเป็นบริษัทลูกในราคาสูงกว่าที่รัฐบาลตรึงราคาไว้ได้
ที่ทำเช่นนี้ได้เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไม่ให้บริษัทรายใหญ่มีบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจจ็อบเบอร์
ปั๊มน้ำมันรายย่อยก็อาจต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่าตั้งแต่ต้นทาง
ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม
และเมื่อปั๊มรายย่อยค่อย ๆ หายไปจากตลาด การแข่งขันในระบบพลังงานก็จะลดลงตามไปด้วย
ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังใช้เงินจากกองทุนน้ำมันจำนวนมากเพื่อพยุงราคาน้ำมันดังกล่าวด้วยการอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนเชื้อเพลิง
ขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ได้ประโยชน์ดังกล่าวด้วย
นายศุภโชติเสนอแนะว่า
สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำตอนนี้ จึงไม่ใช่แค่การตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มเท่านั้น
แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงกลั่น
ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงจ็อบเบอร์และสถานีบริการปลายทาง
เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้การพยุงราคาน้ำมันด้วยการอุดหนุนเงินชดเชยผ่านกองทุนเชื้อเพลิงเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดพลังงาน
ด้วยเหตุนี้
รัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 3 ข้อ
1.
เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั้งระบบ (เช่น
ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบ ต้นทุนการกลั่น อัตรากำไรของโรงกลั่น เพื่อพิสูจน์ว่าจริง
ๆ
แล้วมีการค้ากำไรเกินควรในภาวะวิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนทั้งประเทศอยู่หรือไม่?)
2.
ตรวจสอบบทบาทและการทำหน้าที่ของจ็อบเบอร์ หรือ
พ่อค้าคนกลางในตลาดว่ามีการกักตุนน้ำมันเพื่อปั่นราคาให้สูงขึ้นต่อปั๊มน้ำมันรายย่อยหรือไม่?
3.
ออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบปั๊มรายย่อยในช่วงวิกฤตพลังงาน
เช่น ห้ามจ็อบเบอร์ขายน้ำมันในราคาที่สูงกว่าราคาที่ตรึงไว้ในช่วงวิกฤต
นอกจากนี้
นายศุภโชติยังได้กล่าวถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า
จะมีการปรับระบบให้ปั๊มน้ำมันรายย่อยสามารถซื้อน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในราคาที่รัฐให้การสนับสนุนได้โดยตรง
โดยไม่ต้องผ่านจ็อบเบอร์คนกลาง คำถามสำคัญก็คือ
ขณะนี้กระบวนการดังกล่าวดำเนินการไปถึงไหนแล้ว
เพราะสถานการณ์ในพื้นที่กำลังวิกฤตเลวร้ายลงเรื่อย ๆ
จนผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถรอได้อีกต่อไป
หากมาตรการดังกล่าวล่าช้า
กว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จ วิกฤตของผู้ประกอบการรายย่อยอาจเกิดขึ้นไปแล้ว
เพราะในช่วงเวลาที่ราคาพลังงานผันผวนเช่นนี้
ผู้ประกอบการรายเล็กมีเงินทุนจำกัดและมีความเปราะบางสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
ก็จะนำไปสู่การปิดตัวของปั๊มน้ำมันรายย่อยให้ทยอยหายไปจากตลาด
ในที่สุดผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชน
โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและเกษตรกรของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เนื่องจากไม่มีปั๊มรายใหญ่จำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียง
และทำให้ต้องเสียต้นทุนทั้งเวลาและโอกาสในการทำมาหากิน
เพื่อเดินทางไปจัดหาน้ำมันมาประคองการหาเลี้ยงชีพของตัวเองในแต่ละวัน
สุดท้ายแล้ว
นายศุภโชติให้ความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวดำเนินสืบเนื่องต่อไป
ในระยะยาว
ประเทศไทยอาจเหลือเพียงเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันของบริษัทใหญ่ไม่กี่กลุ่ม
และเมื่อการแข่งขันลดลงก็จะทำให้ง่ายต่อการผูกขาดพลังงานของกลุ่มทุนใหญ่ให้กอบโกยกำไรได้มากขึ้น
ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในที่สุดหรือเรียกง่าย ๆ
ว่าหาน้ำมันใช้ยากขึ้น จ่ายค่าน้ำมันในราคาที่แพงขึ้น
