วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565

“เดียร์ รวิสรา” ขอบคุณทุกคนทุกกำลังใจอย่างเป็นทางการ เชื่อว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ของตนคนเดียว แต่มันคือการต่อสู้ของทุกคน ความฝันครั้งนี้เป็นจริงได้เพราะทุกคน

 


“เดียร์ รวิสรา” ขอบคุณทุกคนทุกกำลังใจอย่างเป็นทางการ เชื่อว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ของตนคนเดียว แต่มันคือการต่อสู้ของทุกคน ความฝันครั้งนี้เป็นจริงได้เพราะทุกคน


รวิสรา เอกสกุล หรือ เดียร์ หนึ่งในจำเลยคดี ม.112 จากการอ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมันในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมันฯ เมื่อ 26 มี.ค. 63 โดยเธอได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ถึง 7 ครั้ง เพื่อขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เพื่อไปศึกษา ณ ประเทศเยอรมัน และในที่สุดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ไปเรียนต่อได้ พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันฯ ทั้งในไทย-เยอรมนี นั้น


วานนี้ (2 เม.ย. 65) “เดียร์ รวิสรา” ได้โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณทุกคนทุกกำลังใจอย่างเป็นทางการ พร้อมเล่าความรู้สึกในการยื่นคำร้องฯ ดังกล่าว ความว่า


ปกติเวลาเราไปยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกประเทศ ช่วงห้าโมงกว่า ๆ เวลาเจ้าหน้าที่คนอื่นเก็บของกลับบ้าน แม่บ้านเลิกง านตอกบัตรกลับบ้านกันหมด ไฟห้องโถงใหญ่ปิด จะมีแค่เรา พ่อแม่ ทนาย นั่งตบยุงรอฟังคำสั่งกันอยู่แค่ไม่กี่คนในห้อง


ทุกครั้งที่คำสั่งมา เราหวังทุกครั้งว่าจะได้ยินคำว่า "ศาลอนุญาตนะครับ" แต่ครั้งแล้วครั้งเล่ากลับได้ยินแค่ว่า "ศาลท่านสั่งว่า..." กับ "ลองอีกครั้งนะครับ ใกล้แล้ว" ไม่เคยได้ยินคำที่ใจหวังอยากได้ยินเลย


เมื่อวานนี้เรารอนานผิดปกติ เรานั่งรอตั้งแต่บ่ายสามจนพระอาทิตย์ตกดิน ไฟในตึกปิดมืด เหลือแต่บริเวณห้องประชาสัมพันธ์ของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่เปิดอยู่ ตอนนั้นเวลาประมาณทุ่มครึ่ง เจ้าหน้าที่เดินถือกระดาษลงมา เป็นภาพคุ้นเคยที่เห็นมานับครั้งไม่ถ้วน ใจเราคิดว่ารอบนี้คงเหมือนรอบแล้วๆ แต่เจ้าหน้าที่ขอบัตรประชาชนไปถ่ายเอกสาร ให้เราเซ็นสำเนา แล้วเจ้าหน้าที่ก็ไปง่วนกันอยู่ตรงนั้น ยังไม่มีคำตอบใดๆมาถึงเรา (เรา = เรา พ่อ แม่ ทนายเบียร์ น้องต้า และแฟนเรา) จนเจ้าหน้าที่ยื่นใบคำสั่งศาลมาให้ คำสั่งมีทั้งหมดสามหน้า เราแตกตื่นอยู่ในใจจนอ่านไม่รู้เรื่องซักคำ คิดในใจว่าถ้าตื่นเต้นขนาดนี้จะอ่านจนได้ใจความตอนไหนวะเนี่ย เจ้าหน้าที่เปิดไปที่หน้าที่สองพร้อมชี้ให้ดูตรงจุดที่มีดอกจันเน้นอยู่สามดอกพร้อมบอกว่า


"อนุญาตนะครับ"


เป็นคำที่ฟังแล้วไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ทนายเบียร์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแจ้งข่าวดี พร้อมบอกว่าผมดีใจจนมือสั่นเลย ส่วนเราก็ยังไม่หายงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า สรุปศาลอนุญาตจริง ๆ ใช่ไหม


กว่าจะติดต่อกับเจ้าหน้าที่เสร็จเรื่องการไปติดต่อกับ ตม. เราแทบไม่มีเวลาได้รู้สึกยินดีกับเรื่องตรงหน้าซักเท่าไหร่ จนยกมือไหว้ขอบคุณทนายกับทุกคนที่ศูนย์ทนายไปกี่ครั้งก็จำไม่ได้ แล้วเราก็ร่ำลากันตรงนั้น เป็นความใจหายที่จะไม่ได้เจอกับทนายบ่อยๆเหมือนสองเดือนที่ผ่านมาแล้ง แต่มันก็คือความโล่งใจที่ได้จบกับที่นี่เสียที อย่างน้อยก็เกือบปีกว่าจะต้องกลับมาใหม่


เรามองทนายเดินแยกไปพร้อมคำขอบคุณอีกพันล้านคำในใจเพราะไม่รู้จะพูดออกไปยังไงหมด บรรยากาศที่ทุกคนกอดกันอยู่ตรงนั้น ยกมือไหว้ขอบคุณกันอยู่ตรงนั้นคงติดอยู่ในใจเราไปอีกนาน


วันนี้เราอยากมาขอบคุณทุกคนอีกครั้งอย่างเป็นทางการ เพราะเราเชื่อว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ของเราคนเดียว แต่มันคือการต่อสู้ของทุกคน


ก่อนอื่นและที่ไม่มีทางขาดไปได้ ขอบคุณศูนย์ทนาย ทนายด่าง ทนายเบียร์ที่เป็นคนดูแลในการขอไปเรียนในครั้งนี้ ทนายเปิ้ลและทนายเจ็ทที่พามายื่นเอกสารบ่อยๆ น้องต้าที่มาสังเกตการณ์ รวมถึงทีมงานทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง ช่วยกระจายข่าว เป็นกระบอกเสียงให้กับเรา ขอบคุณทุกคนที่ทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อช่วยทำตามความฝันของคนคนนึง ทุกครั้งที่ศาลยกคำร้อง ทนายทุกคนไม่เคยคิดล้มเลิก ไม่เคยบอกให้เรายอมแพ้ ทนายเบียร์ชอบบอกเราบ่อยๆว่า "วันนี้พักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อน พรุ่งนี้เราค่อยมาคิดกันใหม่" รวมถึงทนายด่างที่เชื่อมั่นเสมอว่ายังไงเราก็ต้องได้ไปถึงแม้จะโดนปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน ขอบคุณทุกคนจริงๆที่ยังเชื่อมั่นและไม่ยอมแพ้


ขอบคุณครอบครัวและพ่อแม่ที่เป็นเสาหลักที่ไม่เคยสั่นคลอนและเป็นทีมเวิร์คที่เข้ากันได้ดีอย่างประหลาด ทุกครั้งที่ศาลยกคำร้อง เรานั่งโมโหกันบนรถได้แค่แปปเดียว ซักพักก็กลับมาขำในความพิศดาร แล้วก็ไปหาอาหารอร่อย ๆ กินกัน วันรุ่งขึ้นก็ลุกขึ้นมาพร้อมสู้กันใหม่ เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ชัยชนะครั้งนี้ เราได้มาด้วยความรักที่แข็งแรงที่เราทุกคนมีต่อกันอย่างที่สุด


ขอบคุณอาจารย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปเรียนในครั้งนี้ที่แม้เราอยากจะเอ่ยชื่อ ป่าวประกาศให้โลกรู้แค่ไหนว่าโลกนี้ยังมีอาจารย์ที่มีจิตวิญญาณของครูที่แท้จริงอยู่ตรงนี้ตั้งหลายคน แต่เรากลับอยู่ในประเทศที่ประหลาดเกินกว่าจะเอ่ยชื่อคนที่เข้ามาข้องเกี่ยวในครั้งนี้เพราะเรารักและเป็นห่วงในความปลอดภัยของพวกเขามาเกินไป ขอบคุณที่ทำให้เด็กคนนี้ไม่ได้รู้สึกเหมือนโดนทอดทิ้ง ตั้งแต่ถูกดำเนินคดีมาจนถึงการไปขึ้นศาลเกือบสิบครั้ง อาจารย์ทุกคนยื่นมือให้ความช่วยเหลือแบบไม่ลังเล อย่างที่เราพูดอยู่บ่อยครั้งว่าศาลยกคำร้องไม่สามารถทำให้เราเสียน้ำตาได้ซักหยด แต่การได้รับน้ำใจที่แสนจริงใจจากบุคคลเหล่านี้ทำให้เราไม่เคยห้ามน้ำตาไว้ได้เลย ขอบคุณทุกคนจริง ๆ ค่ะ


ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก ขอบคุณคนไทยทุกคนที่เป็นกำลังใจให้เรามาโดยตลอด ถ้าไม่มีทุกคน เราไม่มีทางเข้มแข็งได้ถึงขนาดนี้ ขอบคุณทุกคนที่ทั้งรู้จักและไม่รู้จักที่แวะเวียนกันมาหา เอาขนมมาฝาก มานั่งคุยเล่นกันในแต่ละครั้งที่เราไปยื่นคำร้องและนั่งรอฟังคำสั่ง ไม่เคยปล่อยให้เราโดดเดี่ยว


เคยมีคนถามว่าทำไมเราไม่เคยคิดหนี

แรก ๆ เราก็ตอบไปว่าเพราะครอบครัวเราอยู่ที่นี่ เราทำใจไม่ได้หรอกถ้าอยู่ดี ๆ จะไม่มีโอกาสได้เจอคน (และหมา )เหล่านี้อีกจนวาระสุดท้าย


แต่วันนี้เหตุผลที่ทำให้เราอยากกลับมามันยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เรามีคนที่รักและช่วยเหลือเราด้วยความจริงใจมากมายยังรอเราอยู่ที่บ้าน เรารักคนเหล่านั้นและอยากกลับมาตอบแทนทุกวินาทีที่มีค่าที่เค้าสละมาเพื่อให้เราได้ไปเรียน


อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราไม่มีทางบอกได้ แต่ความฝันในครั้งนี้ของเราเป็นจริงได้เพราะทุกคน


ขอบคุณที่ช่วยเตือนใจเราอยู่เสมอว่านี่มันไม่ใช่การต่อสู้ของเราคนเดียว แต่มันคือการต่อสู้ของทุกคน และวันนี้ แม้จะเป็นเพียงก้าวที่เล็กน้อยนิด


"แต่วันนี้เราก็ชนะแล้ว"


รักทุกคนค่ะ เจอกันนัดสืบพยานปีหน้านะคะ❤️


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#12ปีรำลึกเมษาพฤษภา53 ตอนที่ 4

 


#12ปีรำลึกเมษาพฤษภา53 ตอนที่ 4


ปรับปรุงจากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53

(เหตุการณ์ 13 มีนาคม 2553 ถึง 10 เมษายน 2553)


3 เมษายน 2553 เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ได้พิจารณาแล้วถึงความเหมาะสมในการยกระดับการชุมนุม เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ ต่อกระแสของประชาชนที่ชุมนุมเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นมีจุดยืนเพียงแค่ยุบสภาแล้วลาออก คืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นผู้เลือกว่าต้องการใครมาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ ประกอบกับจำนวนผู้ชุมนุมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากคนในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้พื้นที่ชุมนุมสะพานผ่านฟ้านั้นไม่สามารถรองรับได้ จึงมีมติเลือกพื้นที่ราชประสงค์ซึ่งมีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ และกลุ่มผู้ชุมนุมนปช. มองว่าพื้นที่ราชประสงค์นั้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการต่อสู้ของชนชั้นที่แตกต่าง เพราะในแถบพื้นที่นี้มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ และมีผู้คนที่มีความแตกต่างกันในด้านชนชั้นทางสังคม เป็นพื้นที่ที่รวบรวมเอาความหลากหลายในหลาย ๆ ด้านเข้าไว้ และบริเวณใกล้เคียงเป็นละแวกของคนจนเมืองอาศัยอยู่มากมาย สะดวกกับผู้ที่จะเดินทางมาชุมนุมที่มาจากด้านตะวันออก จึงเห็นชอบให้มีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุม นปช. มาปักหลักชุมนุมยังบริเวณพื้นที่ราชประสงค์อีกหนึ่งเวที


นปช. เคลื่อนขบวนใหญ่ นำโดย วีระ จตุพร และ นพ. เหวง มุ่งหน้าไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และในเวลาประมาณ 13.00 น. ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ รอบแยกราชประสงค์ต่างปิดทำการ ต่อมาช่วงเย็นแกนนำ นปช. ประกาศ 4 ข้อ

1) ให้รัฐบาลยุบสภาทันที

2) จะปักหลักชุมนุมไม่มีกำหนด

3) การชุมนุมจะเป็นไปอย่างสันติ และ

4) พร้อมฟังจุดยืนของรัฐบาล และพร้อมรับเหตุการณ์ทุกรูปแบบ


โดยในวันเคลื่อนขบวนมาปักหลักบริเวณแยกราชประสงค์ก็ได้มีภาพของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.จำนวนมากกระจายกันอยู่เต็มบริเวณผิวจราจรตั้งแต่แยกประตูน้ำด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ดต่อเนื่องไปจนถึงถนนราชดำริ และในระหว่างการเคลื่อนขบวนมาถึงพิธีกรบนเวทีก็ได้แจ้งให้กับผู้ชุมนุมว่าคืนนี้จะปักหลักชุมนุมข้ามคืน ที่แยกราชประสงค์มีการปักหลักเป็นเวทีคู่ขนานกับเวทีสะพานผ่านฟ้าจนมาถึงช่วงหลังสงกรานต์ 2553 ก็ได้ย้ายผู้คนมาชุมนุมที่เดียว คือเวทีราชประสงค์เพียงเวทีเดียวจนถึง 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นวันสลายการชุมนุม ณ บริเวณราชประสงค์


#นปช #คนเสื้อแดง

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์





วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565

แจงแล้ว! คำชี้แจงจากสถาบันปรีดี พนมยงค์

 


แจงแล้ว! คำชี้แจงจากสถาบันปรีดี พนมยงค์


คำชี้แจงจากมูลนิธิปรีดี พนมยงค์

ณ วันที่ 2 เมษายน 2565


ตามที่ได้มีข่าวเกี่ยวกับสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ปรากฏทางโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนบางส่วน ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ นั้น มูลนิธิฯ ขอเรียนชี้แจงต่อสาธารณชนผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้


1. “สถาบันปรีดี พนมยงค์” เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2526 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้ง 2 ประการ คือ 1) เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ การส่งเสริมประชาธิปไตยสมบูรณ์ และคุณูปการของนายปรีดี พนมยงค์ แก่สาธารณะ และ 2) จัดตั้งสถาบัน เพื่อส่งเสริมสนับสนุน ค้นคว้า การวิจัยเพื่อเผยแพร่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนรรม รวมถึงส่งเสริม

ด้านการศึกษา จริยธรรม และสาธารณประโยชน์อื่นๆ 


2. การบริหารงานของมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ ประกอบด้วยคณะกรรมการกลางและคณะกรรมการบริหาร ที่ได้รับการแต่งตั้งและมีข้อบังคับในการดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และดำเนินงานตามวัตถุประสงค์มูลนิธิฯ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐหรือองค์กรอื่นใด ดังนั้น นโยบายและการดำเนินงานใดๆ จึงเป็นเรื่องภายในของมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์


3. ครูองุ่น มาลิก เป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่งที่มีส่วนสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยได้มอบที่ดินแก่มูลนิธิปรีดีฯ เพื่อก่อสร้างอาคารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ตามหนังสือมอบที่ดิน ลงวันที่ 5 กันยายน 2526 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการสืบสานเจตนารมณ์ของนายปรีดี พนมยงค์ ตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ ของมูลนิธิปรีดีฯ ซึ่งในคราวทำตราสารจัดตั้งมูลนิธิปรีดีฯ เมื่อปี พ.ศ. 2526 ครูองุ่น มาลิก ยังมีชีวิตอยู่ ก็ได้รับทราบเนื้อหาในตราสารนั้นด้วย ดังนั้น การทำงานของมูลนิธิฯ จึงยึดตามข้อบังคับในตราสารดังกล่าวเป็นหลักเสมอมา และไม่อาจกระทำการใดนอกจากวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ได้


4. เหตุที่ต้องมีการปรับปรุงรื้อถอนอาคาร เนื่องมาจากความเสื่อมโทรมของอาคารสถานที่ ซึ่งใช้งานมากว่า 20 ปี โดยไม่เคยมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทำให้สภาพอาคารและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เสื่อมโทรมลงไปมาก ทางคณะกรรมการมูลนิธิฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าอาจเกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัย และไม่สะดวกต่อการใช้งาน จึงได้ประกาศปิดปรับปรุงพื้นที่ชั่วคราว 


หลังจากที่ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบประเมินสภาพอาคารแล้ว พบว่ามีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหลายประการ เช่น โครงสร้างอาคารไม่แข็งแรง ฝ้าอาคารถล่มลงมา ระบบไฟฟ้า ประปา ชำรุด ซึ่งไม่สามารถที่จะซ่อมแซมอาคารเดิมได้ แต่ควรเป็นการรื้อถอนและสร้างอาคารใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สามารถใช้สอยได้อย่างยั่งยืนต่อไปได้ในระยะยาว (อย่างน้อยอีกกว่า 30 ปี ขึ้นไป)  


อย่างไรก็ตาม การสร้างอาคารใหม่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ในขณะที่งบประมาณของมูลนิธิฯ มีไม่เพียงพอต่อการปรับปรุงดังกล่าว ประกอบกับในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา รายได้จากเงินบริจาคลดลงมาก และมีข้อจำกัดในเรื่องการระดมทุนหารายได้ ทางคณะกรรมการจึงได้หาทางออกเพื่อให้สถาบันปรีดีฯ ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณะต่อไป แทนที่จะต้องปิดตัวลง ด้วยวิธีการเปิด TOR ให้เอกชนยื่นข้อเสนอพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบ BOT (Build Operate Transfer) เพื่อให้มีพื้นที่มูลนิธิฯ สำหรับจัดกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิอย่างยั่งยืน (อย่างน้อยอีกกว่า 30 ปีขึ้นไป) 


การดำเนินการในครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์และทำให้มูลนิธิสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ตามวัถตุประสงค์ได้อย่างยั่งยืน โดยบริษัท ยูโร ครีเอชั่นส์ จำกัด ได้ยื่นนำเสนอโครงการและมีคุณสมบัติสอดคล้องกับ หลักเกณฑ์ใน TOR มากที่สุด จึงได้ตกลงเซ็นสัญญาพัฒนาโครงการฯ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ตามที่สถาบันปรีดีฯ ได้แจ้งให้สาธารณชนรับทราบในสารอวยพรปีใหม่ 2565


อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการเจรจาโครงการพัฒนาพื้นที่สถาบันปรีดีฯ มูลนิธิปรีดีฯ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 21 เมษายน 2563 ถึงมูลนิธิไชยวนา (สวนครูองุ่น) ซึ่งมีพื้นที่ติดกัน ให้รับทราบว่าโครงการพัฒนาพื้นที่สถาบันปรีดีฯ จะเป็นอาคารสูง 7 ชั้น และขอความคิดเห็น ซึ่งทางมูลนิธิไชยวนาก็ไม่ขัดข้อง โดยได้ทำหนังสือแจ้งรับทราบ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 มีเนื้อหาระบุว่า ขอบคุณมูลนิธิปรีดีฯ ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมระหว่างการรื้อถอน และการก่อสร้างอาคารหลังใหม่สูง 7 ชั้น มูลนิธิไชยวนายินดีให้ความร่วมมือกับมูลนิธิปรีดีฯ ในการพัฒนาพื้นที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ เท่าที่ไม่ขัดกับเจตนารมณ์ของครูองุ่นฯ และวัตถุประสงค์ของมูลนิธิไชยวนา ตามข้อบังคับและตราสารที่ได้จดทะเบียนไว้


5. สำหรับการใช้สอยพื้นที่อาคาร 7 ชั้น จะแบ่งออกเป็นพื้นที่ของ บริษัท ยูโร ครีเอชั่นส์ จำกัด ซึ่งกำหนดให้เป็นโชว์รูมและสำนักงานให้เช่า และพื้นที่ของสถาบันปรีดีฯ จะอยู่บริเวณชั้น 6 และ 7 ขนาดพื้นที่รวมประมาณ 600 ตรม. ประกอบด้วยโถงทางเข้า ซึ่งจะเป็นการใช้สอยพื้นที่แบบ Mixed Use ออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้พื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ที่มีฟังก์ชั่นเป็นศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตย พื้นที่แสดงผลงานนิทรรศการ ห้องสมุด และ Co-working space พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี Auditorium ขนาด 100 ที่นั่ง ในรูปแบบ Black Box Theater ซึ่งสามารถรองรับการจัดกิจกรรมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเสวนา สัมมนา ห้องเรียน คอนเสิร์ต และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมต่างๆ โดยมีกลุ่มผู้ใช้งานเป้าหมาย คือ เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายศิลปวัฒนธรรม และเครือข่ายธุรกิจ SME/Startup ตลอดจน NGO/NPO 


มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ตระหนักดีถึงบทบาทหน้าที่ในการสืบสานอุดมการณ์เพื่อชาติและราษฎรไทย รวมถึงเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของนายปรีดี พนมยงค์ ให้เป็นจริงในสังคมไทย จึงได้ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ในการพัฒนาส่งเสริมงานด้านวิชาการ ควบคู่กับด้านศิลปวัฒนธรรมและประสานความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรอื่นๆ ในเรื่องการวิจัย เสวนา และกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างเคร่งครัด


ดังนั้น ผู้ที่ติดตามการดำเนินงานของสถาบันปรีดีฯ จะเห็นได้ว่าสถาบันปรีดีฯ มิได้สื่อเรื่องราวของความดี และความจริงทางสังคมโดยผ่านงานวิจัย ปาฐกถา และงานเสวนาทางวิชาการเท่านั้น หากยังสื่อผ่านงานทางด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้อุดมการณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์สื่อออกไปถึงมวลชนทุกหมู่เหล่า แม้มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอาคารสถานที่ แต่มูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ ยังคงดำเนินงานตามเจตนารมณ์เดิมของนายปรีดี พนมยงค์ อย่างมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง


นางสาวสุดา พนมยงค์

ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

มูลนิธิปรีดี พนมยงค์


#ปกป้องสถาบันปรีดี

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์




#ทะลุฟ้า จี้ชะลอรื้อถอนสถาบันปรีดี พนมยงค์ ไม่ทราบเหตุ คลุมเครือปรับปรุงเพื่อสาธารณะประโยชน์หรือไม่ เตือนผู้บริหารอย่าเห็นธุรกิจสำคัญกว่า

 


#ทะลุฟ้า จี้ชะลอรื้อถอนสถาบันปรีดี พนมยงค์ ไม่ทราบเหตุ คลุมเครือปรับปรุงเพื่อสาธารณะประโยชน์หรือไม่ เตือนผู้บริหารอย่าเห็นธุรกิจสำคัญกว่า 


วันนี้ (2 เม.ย. 65) แนวร่วมประชาชนและเครือข่ายนักศึกษา นำโดยกลุ่มทะลุฟ้า ได้รวมตัวกันที่บริเวณหน้าสถาบันปรีดี พนมยงค์ เขตวัฒนา และได้ออกแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ สืบเนื่องจากที่คณะกรรมการมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารที่ตั้งสถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่ยังมีความคลุมเครือ ในการปรับปรุงพื้นที่และตัวอาคาร ว่าจะมีวัตถุประสงค์ ว่าจะเป็นเป็นพื้นที่ใช้สอยสาธารณะอย่างแท้จริงหรือไม่ 


โดยกลุ่มทะลุฟ้าได้มีจดหมายเปิดผนึก ให้มีการชะลอการรื้อถอนอาคารดังกล่าวไปแล้ว ลงวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากการกระทำดังกล่าวผิดวัตถุประสงค์จากพินัยกรรมของครูองุ่น มาลิก ผู้บริจาคที่ดินผืนดังกล่าวให้กับมูลนิธิฯ แต่กลับมิได้รับการตอบรับแต่อย่างใด 


มูลนิธิปรีดีฯ ต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารมูลนิธิปรีดีฯ การจัดการพื้นที่ ความจำเป็นในการรื้อถอนปรับปรุงอาคาร และเปิดเผยสัญญาระหว่างสถาบันปรีดีฯ กับบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาปรับปรุงพื้นที่ให้สาธารณชนได้รับทราบ รวมทั้งเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและสาธารณชนทั่วไป 


โดยมีข้อเรียกร้องถึงคณะกรรมการสถาบันปรีดีฯ 2 ข้อ ดังนี้ 


1) ขอให้มีการชะลอการรื้อถอนอาคารที่ตั้งสถาบันปรีดีฯ โดยทันที เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การรื้อถอนอาคารโครงสร้างของอาคารสถาบันปรีดีฯ ว่ามีเหตุผลอย่างไร และต้องชี้แจงเหตุผลที่สถาบันปรีดีฯ ไม่สามารถบริหารต่อไปได้ตามรูปแบบอาคารเดิม 


2) ขอให้เปิดเผยสัญญาระหว่างมูลนิธิปรีดีฯ กับบริษัทเอกชน ว่ามีเงื่อนไขอย่างไร ผลประโยชน์ของสถาบันปรีดีฯ จะเป็นอย่างไรหากจัดสร้างพื้นที่ใหม่ และให้ประชาชนทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการพิจารณา 


หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางคณะกรรมการสถาบันปรีดีฯ จะดำเนินการตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้ที่ดินของครูองุ่น มาลิก ผู้อุทิศที่ดินให้สถาบันฯ รวมถึงประโยชน์สาธารณะของประชาชน มากกว่าผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ ตามเจตนารมณ์ของครูองุ่น มาลิก ที่ว่า


 "ข้าพเจ้าหวังว่าบุคคลรุ่นหลังผู้มีจิตใจเสียสละเพื่อสังคม จะเข้ารับภาระสืบทอดดำเนินการกิจกรรมในที่ดินแห่งนี้ จักมีความคิดก้าวไกล สามารถขยายงานรับใช้สังคมได้ในวงกว้างยิ่งขึ้นสืบไป และถือเป็นภาระหมายเลขหนึ่ง ในอันที่จะสงวนรักษาผืนดินแห่งนี้ มีให้ตกไปเป็นที่รับใช้กิจการอย่างอื่นในเชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ เช่นให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาลงทุน" 


กระทั่งเวลา 15:20 น. ผู้รับเหมาได้ทำการหยุดรื้อถอน จนกว่าทางคณะกรรมการมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ จะได้พูดคุยกับประชาชนให้บรรลุข้อตกลง แล้วจึงจะเข้าพื้นที่ทำการรื้อถอนต่อไป


#ปกป้องสถาบันปรีดี

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์










ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งอนุญาตให้ #รวิสรา ไปเรียนต่อเยอรมนีได้ หลังถูกฟ้อง ม.112 และยื่นคำร้องถึง 7 ครั้ง สั่งตั้งอาจารย์จุฬา, บิดาและพี่สาว เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันฯ ทั้งในไทย-เยอรมนี

 


ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งอนุญาตให้ #รวิสรา ไปเรียนต่อเยอรมนีได้ หลังถูกฟ้อง ม.112 และยื่นคำร้องถึง 7 ครั้ง สั่งตั้งอาจารย์จุฬา, บิดาและพี่สาว เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันฯ ทั้งในไทย-เยอรมนี


วันนี้ (1 เม.ย. 65) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานผ่านทวิตเตอร์ ระบุว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ศาลทำการไต่สวนคำร้องขอศึกษาต่อของรวิสรา เสร็จสิ้นแล้วหลังยื่นคำร้องครั้งที่ 7 เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม) รวิสราแถลงต่อศาลว่า หากไปเรียนไม่ทันตามกำหนดในวันที่ 4 เมษายน หรืออีก 3 วันนี้เธออาจถูกตัดสิทธิ์ในทุนนี้ และไม่สามารถสอบชิงทุนนี้ได้อีกในปีหน้าแล้ว 


คืบหน้าเวลา 19.34 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้รวิสราสามารถเดินทางไปเรียนต่อได้


คำสั่งสรุปได้ว่าจำเลยไม่เคยผิดเงื่อนไขการประกัน พยายามสอบจนได้ทุน กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ห้ามเข้าร่วมการชุมนุมที่เสื่อมเสียต่อสถาบัน และให้ส่งผลการเรียนให้ศาลทราบในแต่ละภาคการศึกษา พร้อมตั้งผู้กำกับดูแล 3 คน พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งให้เพิกถอนหนังสือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ


สำหรับรวิสรา เอกสกุล เป็นบัณฑิตจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งหนึ่งในจำเลยคดีอ่านแถลงหารณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 โดยถูกสั่งฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116 


ทั้งนี้ รวิสราได้รับทุนไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทของรัฐบาลเยอรมนี The German Academic Exchange Service (DAAD) แต่ด้วยเงื่อนไขการประกันตัวของศาลทำให้ไม่สามารถเดินทางออกไปได้ ทำให้ได้ยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรต่อศาลไปแล้ว 6 ครั้ง และวานนี้ (31 มีนาคม) เป็นครั้งที่ 7 


อ่านคำสั่งศาล ฉบับเต็มได้ที่ 

https://tlhr2014.com/archives/42175


ข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565

ธิดา ถาวรเศรษฐ : ฟื้นความทรงจำ รำลึกขบวนการประชาชน เมษา-พฤษภา 2553 ตอน 4

 

อนุพงศ์ เผ่าจินดา - ประยุทธ์ จันทร์โอชา - ประวิตร วงษ์สุวรรณ
(ภาพ : ข่าวสด)



ฟื้นความทรงจำ รำลึกขบวนการประชาชน เมษา-พฤษภา 2553 ตอน 4

 

[ผ่านมา 15 ปี คนเสื้อแดง นปช. มีบทบาทอย่างไรในการต่อต้านรัฐประหารปี 2557 จนถึงปัจจุบัน]

 

การก่อรูปองค์กรนปช.มาจากการวิเคราะห์สังคมไทยทางการเมือง จึงมีการทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ เป้าหมายยุทธศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์ว่าการต่อสู้ของประชาชนให้ได้ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนแท้จริง (นั่นคือรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน) โดยที่อำนาจสูงสุดในฝ่ายต่าง ๆ และตัวรัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบอารยประเทศ

 

เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานระหว่างระบอบเก่าและระบอบใหม่ องค์กรนำแนวร่วมนี้จึงต้องมีการนำโดยหลักนโยบาย มีการนำรวมหมู่ มีโรงเรียนการเมืองสำหรับมวลชนและแกนนำผู้ปฏิบัติงาน ทำนองเดียวกับแนวร่วมการปฏิวัติประเทศ เพียงแต่ไม่มีกองกำลังสู้รบเท่านั้น การจัดตั้งก็ต้องเข้มแข็งด้วย

 

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใดนปช.จึงเป็นองค์กรนำยาวนานมากนับเนื่องจากปี 2549-2557 ก็เป็นเวลา 8 ปี ส่วนบทบาทหลังรัฐประหาร 2557 ก็ไม่อาจเข้มแข็งแบบเดิมได้ เพราะครั้งหลังสุดแกนนำถูกจับกรณีทำประชามติรัฐธรรมนูญกันทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งมีความผิดพลาดที่ให้แกนนำแสดงตัวทุกท้องที่ ทุกจุดสำคัญ ทำให้แกนนำภูมิภาคต่าง ๆ ถูกรวบตัวหมด และกดดันแกนนำนปช.ทั่วประเทศ ไม่ให้ขยับเขยื้อนตัวนับแต่นั้น

 

สำหรับแกนนำส่วนกลาง เมื่อพ่วงภาระกิจการเลือกตั้งสำหรับพรรคการเมือง คนจำนวนมากก็หันไปทุ่มเทให้กับพรรคการเมืองมากกว่า เพื่อหวังให้มีบทบาทในเวทีรัฐสภา หรืออาจได้มีส่วนในการบริหารงานรัฐบาล รัฐสภา มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้บทบาทนปช. คนเสื้อแดง ที่อ่อนล้าจาก

 

1. ถูกกระทำโดยการทหารปราบปรามเข่นฆ่ามาเป็นถูกกระทำโดยกระบวนการยุติธรรม มีคดีความ จากคดีปี 2551, 2552, 2553 และหลังจากนั้น ทั้งแพ่ง, อาญา คดีหมิ่นบุคคล, สถาบัน, พบทั้งก่อการร้าย, 112, 116 ฯลฯ

 

บ้างติดคุกกันหลายรอบ แม้ขณะนี้แกนนำส่วนกลางเดิมยังต้องขึ้นศาลตลอด และมีโอกาสเข้าคุกใหม่อีกหลายรอบ หลายคดี คดีแพ่งก็ต้องรับผิดชอบคดีเผา 2 คดี ๆ ละประมาณ 30-40 ล้านบาท

 

2. ถูกกระทำโดยธรรมชาติเรื่องอายุขัย แกนนำและมวลชนจำนวนมากกลายเป็นผู้สูงวัย เวลาผ่านมา 15 ปี นับจาก 2550 หลายคนก็เกินวัยเกษียณไปมากแล้ว พร้อมทั้งมีปัญหาสุขภาพตามวัย ไม่คล่องตัวทางกายภาพ สมอง และการใช้เทคโนโลยียุคใหม่ ในการประสานงาน, ติดต่อ

 

3. ถูกกระทำโดยการไร้ความสามารถของรัฐบาลเผด็จการทางเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจน แกนนำและคนเสื้อแดงทั่วประเทศส่วนมากมีปัญหาเศรษฐกิจ ต้องทำมาหากินปากกัดตีนถีบ ไม่มีเงิน ไม่มีเวลามากพอที่จะทุ่มเทเหมือนในอดีต วิกฤตเศรษฐกิจหลังรัฐประหาร ยังกระหน่ำซ้ำเติมคนยากจนทั้งในเมืองและในชนบท

 

4. ปัญหาองค์กรว่าด้วยการนำมวลชน นอกจากคดีความโซ่ตรวนเรือนจำ ทำให้แกนนำจำนวนหนึ่งลดบทบาท บ้างก็หันไปเอาดีทางพรรคการเมือง ผู้นำนปช.บางคนบอกดิฉันว่าไม่ต้องฝันเรื่องการต่อสู้ของประชาชนอีกแล้ว มันจบไปแล้ว

 

ภาวะการนำขององค์กรจึงไม่ดำรงอยู่ต่อไป มีแค่เรื่องราวส่วนบุคคลเท่านั้น (บ้างก็เปลี่ยนจุดยืนไปอยู่กับฝั่งอำนาจนิยม จารีตนิยม)

 

บทบาทการต่อต้านรัฐประหาร 2557 จึงถูกกดและปิดด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น โชคดีที่มีการเติบใหญ่ของเยาวชนมารับไม้ต่อ มวลชนคนเสื้อแดงส่วนมากจึงยอมรับการนำของคนรุ่นใหม่แทนการนำของคนรุ่นเก่า เพราะมีบทบาทการเคลื่อนไหวที่เป็นจริง แม้แกนนำใหม่จะเป็นเยาวชน แต่เรื่องราวและเส้นทางการต่อสู้ยังเป็นเส้นทางเดิมเดียวกัน

 

ดังนั้น คนเสื้อแดงยังอยู่ และมีคนรุ่นใหม่ร่วมข้างผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมมากขึ้นทุกวัน แต่องค์กรนำ ผู้นำ ย่อมเปลี่ยนไปตามสภาพที่เป็นจริงทางภววิสัย

 

ถ้าจะว่าไป คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเห็นการขับเคลื่อนของคนเสื้อแดง ซ้ำถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นพวกควายแดง ไม่มีอุดมการณ์อะไร เป็นสมุนบริวารนายทุนสามานย์ และมีชายชุดดำ กองกำลังอาวุธ เผาบ้านเผาเมือง พวกแนวคิดอนุรักษ์นิยม พลพรรคอนุรักษ์นิยม และคนจำนวนมากก็เชื่อปฏิบัติการ IO เช่นนี้ และการที่สื่อฝ่ายจารีตนิยม อำนาจนิยม พรรคจารีตนิยมระดมโจมตีตลอดเวลา 2 ทศวรรษ ทำให้คนจำนวนมากเชื่อตามนั้น แต่เขายังให้เกียรติ ไม่ดูแคลนแบบพวกปัญญาชนและผู้ใหญ่ สลิ่มทั้งหลาย

 

ดิฉันอยากให้คนรุ่นหลังและคนที่ยังไม่เข้าใจ ได้ติดตามข้อมูล คลิป และวิดีทัศน์ต่าง ๆ ที่ดิฉัน เพื่อน ๆ และสำนักข่าว เช่น ยูดีดีนิวส์, ประชาไท, วอยซ์ทีวี, ข่าวสด และของบุคคล รวมทั้งสำนักข่าวต่างประเทศต่าง ๆ ซึ่งทำให้เห็นภาพและความจริงในช่วงเวลานั้น ๆ ดิฉันอยากจะเรียนว่า แม้หลังจากถูกปราบแล้ว ขบวนคนเสื้อแดงก็ยังมีทั้งคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2552 ซึ่งมีการชุมนุมหลายแสน แต่เวลาสั้น ๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ มาปี 2553 ชุมนุมใหญ่กว่า 2 เดือน 13 มี.ค. ถึง 19 พ.ค. จำนวนคนนับแสน รวมทั้งการแห่แรลลี่ตามถนน ถ้าเป็นรัฐบาลอื่นเขาลาออกไปแล้ว แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์, สุเทพ และกองทัพไทย หน่วยงานความมั่นคงไทย เลือกใช้วิธีการทางทหารปราบปรามเฉกเช่นข้าศึกศัตรู ทั้ง ๆ ที่เป็นพี่น้องไทยมือเปล่าทั้งนั้น (อ่านวารสารเสนาธิปัตย์ ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2553 ของกรมยุทธศึกษา กองทัพบก ลิ้งค์ https://fliphtml5.com/hubo/wqrz

 

การต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เป็นจารีตนิยม อำนาจนิยม มีเครือข่ายอำนาจนำครอบงำสังคมไทย ซึ่งยากมาก แม้จะมีคนมากขนาดไหน แม้จะมีเหตุผลและความชอบธรรมเพียงใด เขาก็ไม่ฟัง ยิงเราอยู่นาน ขบวนยิ่งมีคนมากเท่าไร ยิ่งต้องใช้การทหารปราบปรามแบบ “การสู้รบในเมือง” เต็มรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรมของประชาชนที่คิดต่างแต่ต่อสู้สันติวิธี (ขนาดรัสเซียบุคเข้ายูเครนคนยังด่าทั้งโลก) นี่เป็นคนไทยด้วยกันแท้ ๆ ก็เหี้ยมพอ ๆ กับเพื่อนบ้านเราทางตะวันตกนั่นแหละ!

 

เรามีคนนับสิบล้านที่คิดเหมือนกับคนเสื้อแดง ตอนกปปส. Shut Down ขัดขวางการเลือกตั้ง ก็มีคนออกมาออกเสียงอย่างน้อย 20 ล้าน (เท่าที่เขาให้มีการลงคะแนนได้) มาถึงเวลานี้ ผู้รักประชาธิปไตยรวมกันเกิน 20 ล้านแน่นอน แต่การออกมานอกถนนแบบเดิมนั้นยาก ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตโควิด และอายุขัยสำหรับผู้สูงวัยที่เป็นคนเสื้อแดง ดังนั้น พลังปัญญาชน ชนชั้นกลาง และชนชั้นบน ในขั้นตอนการต่อสู้เพื่อเสรีประชาธิปไตย จึงสำคัญมาก และเสียงที่ส่งมาจะมีอิทธิพลมากกว่ามวลชนพื้นฐาน งานแนวร่วมจึงสำคัญยิ่ง ไม่จำเป็นต้องทำเป็นรูปการณ์อย่างนปช.ก็ได้ ซึ่งจำเป็นในการนำมวลชนพื้นฐาน ในระยะเวลายาวนานร่วมสิบสองปี (2550-2562)

 

ถ้าพิจารณาเวลาปัจจุบัน จากปี 2550 ถึง 2565 เป็นเวลานานมากสำหรับคนเสื้อแดงและนปช. ดังนั้น บทบาทภาวการณ์นำที่ถูกกระหน่ำซ้ำเติมจากรัฐประหารรอบหลัง คือปี 2557 จึงมีผลต่อบทบาทคนเสื้อแดง นปช. ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จัดได้ว่าเป็นการต่อต้านรัฐประหารรอบสอง เรารู้ว่านี่คือสงครามยืดเยื้อระหว่างระบอบการเมืองการปกครองที่ยังไม่สิ้นสุด แต่ว่าในแต่ละยุคในแต่ละช่วงเวลา นักต่อสู้ก็ได้ทำเต็มความสามารถของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แล้วที่เหลือมีทั้งมรดกชัยชนะ มีทั้งบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในแต่ละรอบการต่อสู้ มีความตาย มีโซ่ตรวน มีรอยแผล เลือด น้ำตาของนักต่อสู้รุ่นแล้วรุ่นเล่า สิ่งที่ขอฝากไว้สำหรับผู้รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม ก็คือ อย่าให้การเมืองเรื่องผลประโยชน์ มาทำลายขบวนการต่อสู้ของประชาชน

 

ธิดา ถาวรเศรษฐ

1 เมษายน 2565


ขอบคุณภาพจาก : ข่าวสด, ไทยรัฐ, ประชาไท


#นปช #คนเสื้อแดง 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์


การชุมนุมของนปช. คนเสื้อแดง ที่ถนนอักษา ปี 2557
ภาพ : ไทยรัฐ

ประชาชนต้านรัฐประหาร เมื่อ 24 พฤษภาคม 2557
ภาพ : ประชาไท

เยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาชุมนุม เมื่อปลายปี 2563
ภาพ : ข่าวสด

#12ปีรำลึกเมษาพฤษภา53 : ไพศาล จันปาน : คนเสื้อแดง บาดแผล และความเจ็บปวดที่ยากจะลืม

 


#12ปีรำลึกเมษาพฤษภา53


“ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความตอนหนึ่งจาก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน สนทนากับ “ไพศาล จันปาน” ฉากชีวิตของคนขับแท็กซี่ สู่การเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมข้อยืนยันที่ว่า ‘เรายังต้องการความหวังในการต่อสู้’


ไพศาล จันปาน : คนเสื้อแดง บาดแผล และความเจ็บปวดที่ยากจะลืม


ปี พ.ศ. 2552 สังคมไทยเริ่มเข้าสู่ยุคของความขัดแย้งด้วยสัญลักษณ์สีเสื้อ เมื่อมีการเกิดขึ้นของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไพศาลที่สนใจเรื่องการเมืองเป็นทุนเดิม จึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ เริ่มจากเทียวไปเทียวมาที่ม็อบ ในที่สุดก็ปักหลักชุมนุมยืนระยะเมื่อกระแสการต่อสู้พุ่งขึ้นสูงในปี 2553


จนกระทั่งเหตุการณ์ “เมษา – พฤษภาเลือด” มาถึง…


“ปี 52 ปีนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาปักหลักชุมนุมกันที่ข้างทำเนียบรัฐบาล เราก็แวะเข้าไปฟัง เห็นการอภิปราย พูดคุยเรื่องปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเรื่องปากท้อง สิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชน แล้วมันสัมพันธ์กับเรื่องที่เราเรียน เห็นว่ามันมีกลุ่มผลประโยชน์ที่กุมอำนาจทางการเมืองไว้ข้างบน ก็เริ่มตาสว่าง”


“ปี 53 ช่วงที่มีม็อบต่อเนื่อง ผมไม่ได้ทำงานเลย ไปร่วมชุมนุมกับเขาตั้งแต่วันที่ 12 มีนา จำได้ว่ามีเงินเก็บอยู่สองหมื่น ก็ใช้เงินเก็บไป จนมาถึงวันที่ เสธ.แดง (พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล) โดนยิง ใช้เงินเก็บจนหมด เลยต้องออกไปรับจ้างขับรถ เป็นงานสัญญาจ้าง ขับไปจนถึงระยองถึงได้รู้ข่าวว่า เสธ.แดง โดนยิงในที่ชุมนุม”


“วันที่มีการสลายการชุมนุมบริเวณราชดำเนิน เวทีผ่านฟ้า วันที่ 10 เมษา 53 ตัวผมอยู่ที่หน้า จปร. เริ่มมีการสลายฯ ในช่วงบ่าย เกิดความรุนแรงที่บริเวณแยกคอกวัวกับแถวโรงเรียนสตรีวิทย์ ผมไปร่วมกับผู้ชุมนุมคนอื่น ตรึงกำลังกันเป็นโล่มนุษย์เพื่อกันไม่ให้ทหารเข้ามาเสริมกับชุดที่อยู่ที่ราชดำเนิน สื่อสารกันผ่านวอร์ ก็ได้ยินเสียงปืนดังจากวอร์เป็นช่วง ๆ”


“ตอนนั้นยังไม่มีการถ่ายทอดสดจากที่ชุมนุมเหมือนในทุกวันนี้ จนสถานการณ์เริ่มคลี่คลายตอนเวลาประมาณสองทุ่ม ก็ย้ายกันมาตรงแยกผ่านฟ้า ราว 3 ทุ่ม ณัฐวุฒิขึ้นประกาศให้ยุติการชุมนุม ขอให้คนเสื้อแดงถอนตัว ผมเดินมาต่อจนถึงเต้นท์พยาบาลตรงใกล้กับเทเวศน์ประกันภัย ราว 4 – 5 ทุ่ม เหนื่อยจนน็อค ตื่นมาอีกทีตีห้า เดินกลับไปดู เจอทั้งรถถัง รถฮัมวี่ รอยเลือด รอยระเบิด รอยกระสุน”


“ตอนที่มีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ วันที่ 19 พฤษภา ผมก็อยู่ร่วมด้วย รวมกับคนอื่นอยู่ในวัดปทุม วันต่อมา จำได้ว่ามีกลุ่ม ส.ส. มาเชิญออกจากวัด พร้อมกับเจ้าหน้าที่หน่วยอรินทราชกว่า 10 นาย ถือปืนมาด้วย สัญญาว่าจะดูแลความปลอดภัยให้ เพราะคนที่อยู่ในวัดไม่กล้าเดินออกมากันเอง เพราะเห็นทหารถือปืนตรึงกำลังอยู่บนรางรถไฟฟ้า”


“เหตุการณ์ในช่วงนั้นทำให้เราได้เห็นอะไรหลายอย่าง เราเห็นการที่รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน มีคนถูกยิง เพื่อนของเราต้องมาตาย บ้างสูญหาย พอสลายชุมนุมได้ เจ้าหน้าที่รัฐเอาอาวุธมากอง อ้างเคลียร์ออกมาจากในวัดปทุมฯ บอกว่าคนเสื้อแดงมีอาวุธ แต่กลับไม่มีการตรวจหมายเลขทะเบียนอาวุธ (Serial Number) เลยว่ามีที่มาอย่างไร อาวุธจำนวนมากไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร”


“หลังจากการสลายการชุมนุม ผมมีอาการทางจิตอยู่ 2 – 3 ปี เวลาไปงานรำลึกการชุมนุม เวลาที่เห็นภาพการปะทะ ภาพคนยิงกัน อยู่ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาเองอัตโนมัติ เป็นอย่างนั้นอยู่นาน ทุกครั้งที่ไปก็ร้องไห้ เพราะคนที่โดนยิงโดนฆ่าคือเพื่อนเรา มันเจ็บปวดที่เห็นคนโดนยิงต่อหน้าต่อตา”


“ทั้งๆ ที่มีหลายคนอยู่กับผมในช่วงสลายการชุมนุม ทั้งหมอ ทั้งตำรวจ แต่กลับไม่มีใครไปเป็นพยานในคดีการสลายการชุมนุมเลยว่า วันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น”


อ่านฉบับเต็มที่ https://tlhr2014.com/archives/42154

ขอบคุณ : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#นปช #คนเสื้อแดง

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์