วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ครม.เงา วีระยุทธ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC หวั่นพาไทยตกอยู่ใต้เงามหาอำนาจจนสูญเสียพลังต่อรองระดับโลก

 


ครม.เงา วีระยุทธ ชี้โครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC หวั่นพาไทยตกอยู่ใต้เงามหาอำนาจจนสูญเสียพลังต่อรองระดับโลก


เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1


วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีมครม.เงา ด้านเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วย ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน และพิศาล มาณวพัฒน์ ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ กล่าวในการแถลงสรุปการประชุม ครม.เงา วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ถึงกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่คุ้มค่าซ้ำรอย EEC และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งจนเกินสมดุล


[ อย่าทิ้งไพ่สำคัญของเราให้มหาอำนาจชาติเดียว ]


วีระยุทธ ระบุว่า หากพิจารณาจากความคุ้มค่าทางการเงินเพียงอย่างเดียว รายงานจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ฉบับล่าสุดชี้ชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน มีอัตราผลตอบแทนภายในทางการเงิน (FIRR) เพียงร้อยละ 4.9 และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบถึง 42,000 ล้านบาท


ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์มีประเด็น 2 ชั้นที่ต้องพิจารณาคือเรื่องของ พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยภายหลังการเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนท่าทีโดยนำปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นเหตุผลหลักในการผลักดันโครงการ ซึ่งแม้จะเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ก็น่ากังวลว่าหากมีมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเข้ามามีบทบาทนำหรือให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้ไทยเกิดจุดเปราะบางทั้งเชิงพลังงานและเชิงความมั่นคงในอนาคต


รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยนี้อย่างรอบคอบ ถ้าจะทำโครงการนี้ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ควรใช้เป็นโอกาสวางจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย ทำให้เป็นจุดร่วมลงทุนของประเทศต่างๆ กระจายความเสี่ยงทั้งในเชิงเทคโนโลยีและประเทศที่มาร่วมลงทุน


[ ใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์คือ พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ ที่เสี่ยงซ้ำรอยปัญหา EEC ]


ด้านภคมน หยิบยกประเด็นร่าง พ.ร.บ. SEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช และอาจขยายพื้นที่ไปได้ถึง 10 จังหวัดภาคใต้ มีลักษณะเป็นการรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และสร้างระบบยกเว้นทางกฎหมายขึ้นมา เช่น การอนุญาตให้เช่าที่ดินนานถึง 99 ปี การให้อำนาจคณะกรรมการในการเร่งรัดกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการเปลี่ยนแปลงผังเมืองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปกติ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


ภคมนยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่จำเป็นต้องรู้ทันรัฐบาล วันนี้เราต้องมองภาพใหญ่ว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ อาจเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. SEC แม้แน่นอนว่าปัจจุบันคนใต้ต้องการ “เครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่” เพื่อต่อยอดจากฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ สร้างงานสร้างรายได้ในพื้นที่ แต่การโฆษณาโครงการนี้ของรัฐบาลโดยไม่ได้พูดถึงที่มาที่ไปของโครงการอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิขาดในการบริหารจัดการของทุนต่างชาติ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัด กำลังเป็นการขายฝันและฉวยโอกาสมากเกินไป สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือเม็ดเงินที่จะสร้างนั้นสร้างให้ใคร และใครจะการันตีได้ว่าบทเรียนที่เกิดขึ้นกับ EEC จะไม่เกิดกับภาคใต้อีก


ภคมนกล่าวด้วยว่า ตนเสียดายที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ยกเลิกการลงพื้นที่ เพราะท่านควรลงพื้นที่ไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง ถ้าไม่รู้จะไปฟังที่ไหน ตนแนะนำที่อ่าวเคยจังหวัดระนอง ประชาชนที่นั่นพร้อมให้ข้อมูล และทราบมาว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการกว้านซื้อที่ดินไปแล้วประมาณ 500 ไร่จากบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของ “อาม่า”


[แลนด์บริดจ์คือการวางตำแหน่งประเทศไทยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ]


พิศาล ในฐานะที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของ ครม.เงา ให้ทัศนะว่า ความชาญฉลาดของผู้นำอยู่ที่การใช้ "ไพ่" ที่ประเทศไทยมีอยู่ ทั้งทำเลที่ตั้งและขนาดเศรษฐกิจ โดยไทยควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งจนเกินสมดุล


พิศาลระบุว่า ปัจจุบันจีนให้ความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์มากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากจีนต้องการลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา แต่หากรัฐบาลไทยยินยอมให้จีนเข้ามาลงทุนภายใต้เงื่อนไขที่เป็นผู้ควบคุมการบริหารจัดการ จะเท่ากับว่าไทยกำลังละทิ้งการพัฒนาความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมหาอำนาจ


วันนี้โครงการแลนด์บริดจ์ถือไพ่ใบใหม่ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยหรือไม่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ไพ่ใบนี้จะทำให้พลังต่อรองของประเทศไทยต่อมหาอำนาจที่เข้ามาลงทุน และต่อมหาอำนาจรวมถึงประเทศอื่นที่ไม่ได้มาลงทุน มากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้ไทยเป็นแหล่งดึงดูดเงินเงินทุนและเทคโนโลยีจากนานาประเทศมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้เราเป็นเพียงทางผ่านหรือส่วนต่อทางเศรษฐกิจหรือเราสามารถกำหนดแนวทางที่เป็นอิสระได้มากขึ้นหรือน้อยลง


ครม.เงา เสนอทางออกว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์จริง ๆ ก็ควรใช้วิธีการกระจายแหล่งเงินทุน (Diversify) จากหลายกลุ่มประเทศ ทั้งจีน ตะวันตก และตะวันออกกลาง พร้อมจ้างมืออาชีพที่มีประสิทธิภาพสูงมาบริหารจัดการ เพื่อให้แลนด์บริดจ์กลายเป็น "ไพ่ใบใหม่" ที่เพิ่มพลังดึงดูดและอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินและใช้สิทธิขาดเหนือทรัพยากรของคนในพื้นที่

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา