วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ณัฐพงษ์ประกาศจุดยืน ปชน. เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา - ส่งสัญญาณพร้อมเสนอร่างและสนับสนุนร่างพรรคอื่นที่มีหลักการเดียวกัน - หนุนภาคประชาชนล่า 5 หมื่นชื่อยื่นร่างเข้าสภา

 


ณัฐพงษ์ประกาศจุดยืน ปชน. เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา - ส่งสัญญาณพร้อมเสนอร่างและสนับสนุนร่างพรรคอื่นที่มีหลักการเดียวกัน - หนุนภาคประชาชนล่า 5 หมื่นชื่อยื่นร่างเข้าสภา


วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังการหารือร่วมกับภาคประชาชนถึงแนวทางการผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ ในการประชุมครม.เงา ครั้งที่ 3 โดยชี้แจงหลักการและแนวทางของพรรคในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมประกาศจุดยืนสนับสนุนภาคประชาชนเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา


ณัฐพงษ์ระบุว่า พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นร่วมกันว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อสะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติและนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยึดหลักการสำคัญ ดังนี้


1. พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่าหากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติ และนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 เรื่องกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรต้องยึดหลักการดังต่อไปนี้


1.1. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ซึ่งขัดกับหลักการสำคัญที่ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ)


1.2. ป้องกันการผูกขาด: ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม


1.3. ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา: กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน มีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)


2. พรรคประชาชน พร้อมเสนอและผลักดัน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ที่ยึดหลักการในข้อ 1 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ


3. พรรคประชาชน พร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วน มาร่วมลงชื่อสนับสนุน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของสมาชิกรัฐสภาในส่วนอื่น (เช่น สส. จากพรรคการเมืองอื่น หรือ สว.) ที่ต้องการเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา แต่มีจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เพียงพอต่อการเสนอร่าง ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1


4. พรรคประชาชน พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการรวบรวม 50,000 รายชื่อจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเสนอ ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของภาคประชาชน ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1 โดยเราหวังว่าในการพิจารณาของรัฐสภา จะมีร่างของภาคประชาชนเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย


5. พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่ารัฐบาล รัฐสภา ภาควิชาการ และภาคประชาชน ควรร่วมกันรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย กับกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ภายหลังจากแถลงการณ์ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้แทนภาคประชาชนได้แสดงความเห็นเพิ่มเติม โดยระบุว่าภาคประชาชนไม่ได้อยากเห็นเพียงว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย จะนำร่างฉบับเดิมที่ค้างอยู่กลับมาหรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคืออย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้จำเป็นต้องประกาศโรดแมปกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งหมด ตามที่รัฐบาลวางแผนไว้ให้ประชาชนได้เข้าใจ


ซึ่งอย่างน้อยต้องมีประชามติอีก 2 ครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กระบวนการข้างหน้าอาจเสร็จเร็วได้ในระยะ 2 หรือ 3 ปี หรืออาจช้ากว่านั้น ไม่ทันในรัฐบาลนี้ แต่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวในการเข้าไปมีส่วนร่วม ดังนั้น ภาคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลแถลงความชัดเจนตรงนี้ให้ประชาชนเข้าใจและสามารถเตรียมตัวเข้าไปมีส่วนร่วมได้


ยิ่งชีพกล่าวต่อไปว่าภาคประชาชนเห็นด้วยกับแถลงการณ์ของพรรคประชาชนที่ออกมาในวันนี้ ว่าประชาชนต้องได้ร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีใครกินรวบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่ามาอย่างถูกต้องหรือไม่ สว. ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือ สส. และไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


ถ้าประชาชนคนธรรมดาไม่มีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้ สว. ซึ่งมีที่มาอันไม่ชอบธรรมก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน เราหวังว่าในกระบวนการข้างหน้าจะไม่มีการโยนอำนาจไปให้ สว. มากเกินความจำเป็น


ยิ่งชีพยังกล่าวอีกว่าภาคประชาชนยืนยันว่ากระบวนการข้างหน้าประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และหวังว่าพรรคการเมืองจะเตรียมร่างของตัวเองในการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเร็ววันนี้ ซึ่งหากภาคประชาชนเห็นแล้วว่าร่างที่พรรคการเมืองเสนอ ไม่ได้มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างเต็มที่ และเป็นการโยนอำนาจให้กับ สว. หรือองค์กรใดหนึ่งมากจนเกินไป วันหนึ่งภาคประชาชนก็ต้องใช้สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นมาแข่ง


ขณะเดียวกัน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญ 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน โดยเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถฮั้วกันกับองค์กรอิสระได้โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ การที่รัฐธรรมนูญไปกำหนดกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนและมาจากการเลือกกันเอง เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ


และในเมื่อรัฐธรรมนูญก็ได้ออกแบบให้วุฒิสภานั้นมีอำนาจในการชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็กลายเป็นว่าหากฝ่ายการเมืองที่ควบคุมเสียงของวุฒิสภาเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่ารัฐบาลคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน ทำให้กลไกของประเทศในการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบถูกบีบให้อ่อนแอลง


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างเช่น หากมีใครในรัฐบาลไปกระทำการทุจริตอย่างการซุกหุ้น องค์กรที่สังคมคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ ป.ป.ช. แต่หาก ป.ป.ช. มีข้อสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการตรวจสอบหรือกระทั่งปกป้องฟอกขาวบุคคลในรัฐบาลดังกล่าว กลไกที่มีในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็ขาดประสิทธิภาพ หากต้องการตรวจสอบ ป.ป.ช. ก็ต้องยื่นร้องเรียนไปที่ประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระมาไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. แต่เรื่องดังกล่าวจะไม่มีทางไปถึงศาลได้หากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งก็มาจากพรรคเดียวกันกับพรรครัฐบาล และหากต้องการจะร้องเรียนว่าประธานรัฐสภาปัดตกข้อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. อย่างไม่สมเหตุสมผล ก็ต้องยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับประธานรัฐสภาไปที่ ป.ป.ช.


ตัวอย่างต่อมา หากมีใครในรัฐบาลที่กระทำการทุจริตในเลือกตั้ง สส. หรือแทรกแซงการเลือก สว. องค์กรที่ประชาชนคาดหวังให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ กกต. แต่หากในอนาคต กกต. มีการเป่าคดีฮั้ว สว. ให้ไปไม่ถึงศาลในลักษณะที่เรามองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก็แทบจะไม่มีเลย เพราะสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อให้เริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ ได้ถูกถอนออกไปจากรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว และหากจะเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการคืนสิทธิแก่ประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอน ก็จะจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก 1 ใน 3 ของ สว. ด้วยเช่นกัน


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าทั้งสองตัวอย่างข้างต้นชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์งูกินหางหรือการผลัดกันเกาหลัง

- ถ้าจะร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา แต่ถ้าจะร้องประธานรัฐสภาก็ต้องไปที่ ป.ป.ช.

- ถ้าจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่ง กกต. ให้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล แต่ถ้าจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาร่วมแก้รัฐธรรมนูญ


ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ตนอภิปรายไปในสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยพยายามควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา หรือองค์กรอิสระ


พรรคประชาชนจึงมีความกังวลใจว่าหลังจากนี้เป็นต้นไประบอบสีน้ำเงินจะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระบวนการในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเดินไปได้ก็จะพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และผูกขาดการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้


พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนจะทำอย่างเต็มที่ในการใช้กลไกของสภา เพื่อทำให้ประเทศมีระบบและกติกาที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน และหลุดพ้นการถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน แต่พรรคประชาชนก็ตระหนักดีว่าความพยายามของพรรคประชาชนต่อเป้าหมายนี้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากเราไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีเป้าหมายเดียวกันทั่วประเทศ ในการนี้ตนจึงขอขอบคุณภาคประชาชนที่สละเวลามาร่วมกันหารือและร่วมแถลงการการประชุมครั้งนี้


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา