ณัฐพงษ์ประกาศจุดยืน
ปชน. เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ ประชาชนมีส่วนร่วม
ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา -
ส่งสัญญาณพร้อมเสนอร่างและสนับสนุนร่างพรรคอื่นที่มีหลักการเดียวกัน -
หนุนภาคประชาชนล่า 5 หมื่นชื่อยื่นร่างเข้าสภา
วันที่
18 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
หัวหน้าพรรคประชาชน
นำทีมแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังการหารือร่วมกับภาคประชาชนถึงแนวทางการผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่
ในการประชุมครม.เงา ครั้งที่ 3 โดยชี้แจงหลักการและแนวทางของพรรคในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
พร้อมประกาศจุดยืนสนับสนุนภาคประชาชนเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม
ป้องกันการผูกขาด ไม่เพิ่มอำนาจวุฒิสภา
ณัฐพงษ์ระบุว่า
พรรคประชาชนและภาคประชาชนเห็นร่วมกันว่า
กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อสะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติและนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม
โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยึดหลักการสำคัญ ดังนี้
1.
พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน
ว่าหากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติ
และนำไปสู่ฉันทามติใหม่ของสังคม ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม
หมวด 15/1 เรื่องกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ควรต้องยึดหลักการดังต่อไปนี้
1.1.
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน:
สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ
(แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
18/2568 ซึ่งขัดกับหลักการสำคัญที่ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ)
1.2.
ป้องกันการผูกขาด: ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด”
กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ
ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม
1.3.
ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา: กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน
มีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม
ที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น
การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)
2.
พรรคประชาชน พร้อมเสนอและผลักดัน ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ที่ยึดหลักการในข้อ 1 เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
เพื่อเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ
3.
พรรคประชาชน พร้อมจัดสรร สส. ของพรรคบางส่วน มาร่วมลงชื่อสนับสนุน
ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของสมาชิกรัฐสภาในส่วนอื่น (เช่น สส. จากพรรคการเมืองอื่น หรือ สว.)
ที่ต้องการเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
แต่มีจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ไม่เพียงพอต่อการเสนอร่าง
ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1
4.
พรรคประชาชน พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการรวบรวม 50,000 รายชื่อจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเสนอ ร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256
เพิ่มเติม หมวด 15/1 ของภาคประชาชน
ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการในข้อ 1 โดยเราหวังว่าในการพิจารณาของรัฐสภา
จะมีร่างของภาคประชาชนเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย
5.
พรรคประชาชน และ ภาคประชาชน เห็นร่วมกัน ว่ารัฐบาล รัฐสภา
ภาควิชาการ และภาคประชาชน ควรร่วมกันรณรงค์และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ
เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย
กับกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ภายหลังจากแถลงการณ์
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้แทนภาคประชาชนได้แสดงความเห็นเพิ่มเติม
โดยระบุว่าภาคประชาชนไม่ได้อยากเห็นเพียงว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย
จะนำร่างฉบับเดิมที่ค้างอยู่กลับมาหรือจะเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่
แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคืออย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้จำเป็นต้องประกาศโรดแมปกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งหมด
ตามที่รัฐบาลวางแผนไว้ให้ประชาชนได้เข้าใจ
ซึ่งอย่างน้อยต้องมีประชามติอีก
2 ครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่
และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กระบวนการข้างหน้าอาจเสร็จเร็วได้ในระยะ 2
หรือ 3 ปี หรืออาจช้ากว่านั้น
ไม่ทันในรัฐบาลนี้
แต่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวในการเข้าไปมีส่วนร่วม ดังนั้น
ภาคประชาชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลแถลงความชัดเจนตรงนี้ให้ประชาชนเข้าใจและสามารถเตรียมตัวเข้าไปมีส่วนร่วมได้
ยิ่งชีพกล่าวต่อไปว่าภาคประชาชนเห็นด้วยกับแถลงการณ์ของพรรคประชาชนที่ออกมาในวันนี้
ว่าประชาชนต้องได้ร่วมเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
ต้องไม่มีใครกินรวบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยเฉพาะ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
และมีคดีติดพันตัวเองอยู่ว่ามาอย่างถูกต้องหรือไม่ สว.
ไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือ สส.
และไม่มีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจเหนือประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ถ้าประชาชนคนธรรมดาไม่มีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงตามที่ศาลบอกไว้
สว. ซึ่งมีที่มาอันไม่ชอบธรรมก็ไม่ควรมีสิทธิที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน
เราหวังว่าในกระบวนการข้างหน้าจะไม่มีการโยนอำนาจไปให้ สว. มากเกินความจำเป็น
ยิ่งชีพยังกล่าวอีกว่าภาคประชาชนยืนยันว่ากระบวนการข้างหน้าประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่
และหวังว่าพรรคการเมืองจะเตรียมร่างของตัวเองในการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเร็ววันนี้
ซึ่งหากภาคประชาชนเห็นแล้วว่าร่างที่พรรคการเมืองเสนอ ไม่ได้มีส่วนร่วมจากประชาชนอย่างเต็มที่
และเป็นการโยนอำนาจให้กับ สว. หรือองค์กรใดหนึ่งมากจนเกินไป
วันหนึ่งภาคประชาชนก็ต้องใช้สิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างฉบับอื่นมาแข่ง
ขณะเดียวกัน
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าในภาพใหญ่ รัฐธรรมนูญ 2560 ได้นำพาประเทศมาสู่ระบบการเมืองที่ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน
โดยเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถฮั้วกันกับองค์กรอิสระได้โดยใช้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือ
การที่รัฐธรรมนูญไปกำหนดกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนและมาจากการเลือกกันเอง
เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงของวุฒิสภาได้อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ
และในเมื่อรัฐธรรมนูญก็ได้ออกแบบให้วุฒิสภานั้นมีอำนาจในการชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
ก็กลายเป็นว่าหากฝ่ายการเมืองที่ควบคุมเสียงของวุฒิสภาเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
ประชาชนก็ย่อมมองได้ว่ารัฐบาลคุมเสียงในองค์กรอิสระได้ด้วยเช่นกัน ทำให้กลไกของประเทศในการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบถูกบีบให้อ่อนแอลง
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า
ตัวอย่างเช่น หากมีใครในรัฐบาลไปกระทำการทุจริตอย่างการซุกหุ้น
องค์กรที่สังคมคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ ป.ป.ช. แต่หาก ป.ป.ช.
มีข้อสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ละเว้นการตรวจสอบหรือกระทั่งปกป้องฟอกขาวบุคคลในรัฐบาลดังกล่าว กลไกที่มีในการตรวจสอบของ
ป.ป.ช. ก็ขาดประสิทธิภาพ หากต้องการตรวจสอบ ป.ป.ช.
ก็ต้องยื่นร้องเรียนไปที่ประธานรัฐสภา
เพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระมาไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช.
แต่เรื่องดังกล่าวจะไม่มีทางไปถึงศาลได้หากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งก็มาจากพรรคเดียวกันกับพรรครัฐบาล
และหากต้องการจะร้องเรียนว่าประธานรัฐสภาปัดตกข้อร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.
อย่างไม่สมเหตุสมผล ก็ต้องยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับประธานรัฐสภาไปที่ ป.ป.ช.
ตัวอย่างต่อมา
หากมีใครในรัฐบาลที่กระทำการทุจริตในเลือกตั้ง สส. หรือแทรกแซงการเลือก สว.
องค์กรที่ประชาชนคาดหวังให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบก็คือ กกต. แต่หากในอนาคต กกต.
มีการเป่าคดีฮั้ว สว.
ให้ไปไม่ถึงศาลในลักษณะที่เรามองว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ
กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 2560
ก็แทบจะไม่มีเลย
เพราะสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อให้เริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระ
ได้ถูกถอนออกไปจากรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว
และหากจะเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ
เพื่อให้มีการคืนสิทธิแก่ประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอน
ก็จะจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก 1 ใน 3 ของ สว. ด้วยเช่นกัน
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าทั้งสองตัวอย่างข้างต้นชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์งูกินหางหรือการผลัดกันเกาหลัง
-
ถ้าจะร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา
แต่ถ้าจะร้องประธานรัฐสภาก็ต้องไปที่ ป.ป.ช.
-
ถ้าจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่ง กกต. ให้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล
แต่ถ้าจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาร่วมแก้รัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ตนอภิปรายไปในสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ารัฐธรรมนูญ
2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ
โดยพยายามควบคุมสถาบันทางการเมืองทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา
หรือองค์กรอิสระ
พรรคประชาชนจึงมีความกังวลใจว่าหลังจากนี้เป็นต้นไประบอบสีน้ำเงินจะพยายามทำทุกวิถีทางให้กระบวนการในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ
หรือหากเดินไปได้ก็จะพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินสามารถผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
และผูกขาดการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนจะทำอย่างเต็มที่ในการใช้กลไกของสภา
เพื่อทำให้ประเทศมีระบบและกติกาที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน
และหลุดพ้นการถูกผูกขาดโดยระบอบสีน้ำเงิน
แต่พรรคประชาชนก็ตระหนักดีว่าความพยายามของพรรคประชาชนต่อเป้าหมายนี้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้
หากเราไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนที่มีเป้าหมายเดียวกันทั่วประเทศ
ในการนี้ตนจึงขอขอบคุณภาคประชาชนที่สละเวลามาร่วมกันหารือและร่วมแถลงการการประชุมครั้งนี้
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา














