#16ปีพฤษภา53 : มันเร้นกายภายใต้ความเบลอ เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล
“มันเร้นกายภายใต้ความเบลอ”
คำถามที่
top hit ที่สุดในชาติตอนนี้คือใครเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน 92 ศพ (รวมทั้งทหารด้วย)
ใครจะต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์นี้
ผมเข้าใจว่าคำถามนี้มุ่งเป้าไปที่ทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำกองทัพพร้อมกันในขณะนี้
แท้จริงแล้วผมไม่อยากจะคุยกับเพื่อน
ๆ ในเรื่องนี้
กลัวว่าบุคคลที่ไม่เข้าใจและพวกอาชีพทหารจะเอาไปกล่าวหาว่าเป็นการชี้นำ
แต่ที่ต้องออกมาพูดในเชิงวิชาการก็เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่รู้ว่าการควบคุมและการใช้กำลังทหารนั้นเขาทำกันอย่างไร
ไม่ได้หมายความว่ามันยากเกินกว่าจะเข้าใจ
แต่มันเป็นเพราะประเทศของเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงมาโดยตลอด
มันจึงไม่มีการปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างถูกต้องเหมาะสม
และนักวิชาการทางการเมืองการปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเปลืองตัวออกมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
คงปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองและบรรดาทหารใหญ่ในเวลานั้นออกมาแสวงประโยชน์และปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในความเบลอของคนส่วนใหญ่ในชาติ
เพื่อเอาตัวรอดพ้นความผิดและความรับผิดชอบจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นเช่นนี้ตลอดมาและจะมีอีกต่อ
ๆ ไป
อย่าว่าแต่ประชาชนเลยครับ
แม้แต่ทหารเองยังไม่เข้าใจเรื่องนี้อยางถูกต้องเลย
ทหารส่วนใหญ่เองยังเข้าใจว่าการควบคุมและการใช้กำลังทหารนั้นเป็นเรื่องของทหารด้วยกันเองเท่านั้น
เพราะทหารได้รับการศึกษาอบรมมาว่าต้องเชื่อมั่น
และปฏิบัติตามคำสั่งความต้องการตามสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด
ดังคำปฏิญาณที่ว่า “คำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์”
(ผมได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในด้วยรักและห่วงใยมาแล้ว คิดว่าคงยังจำได้
ถ้าอย่างไรไปทบทวนดูใหม่ก็ได้ครับ) นอกจากนี้ในแบบธรรมเนียมทหารยังระบุไว้อีดด้วยว่า
ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารคือ รมว.กห. แล้วผมอยากจะถามว่า
นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำเสนอรายชื่อผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพ
กราบบังคมทูลเพื่อลงพระปรมาภิไธยและรับสนองพระบรมราชโองการหลังจากที่ได้โปรดเกล้าฯ
ลงมาแล้วว่า อย่างนี้จะนับว่าเป็นผู้บังคับบัญชาหรือไม่ มันงง ๆ อยู่นะ แล้ว นรม.
ยังเป็น หน.รัฐบาล ซึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาของ รมว.กห. อีกด้วย
หรือว่าเรื่องนี้เราพิจารณาเป็นเรื่องการเมืองไม่เกี่ยวกับการทหาร
แน่นอนครับในระดับยุทธวิธีเราคงแยกออกได้ว่าการเมืองและการทหารไม่เกี่ยวกัน
แต่ในระดับยุทธการและยุทธศาสตร์ไม่ใช่แล้วครับ ในระดับยุทธศาสตร์นั้นการเมืองและการทหารเกี่ยวข้องกันอย่างหนัก
เพราะความต้องการทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทางและการใช้กำลังทหาร ซึ่งก็ลงมาจาก
ครม. ซึ่งมีนายก รมต. เป็น ผบช. นั่นเอง
ทีนี้หันกลับมาดูเหตุการณ์
เมื่อ เม.ย. - พ.ค. 53 ของประเทศไทยที่มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก คิดง่าย ๆ
โดยไม่ต้องสอบสวนให้ลึกซึ้งเลยครับในชั้นต้น
-
ทำไมถึงมีผู้เสียชีวิต ก็เพราะมีการพลศพและนับได้ 92 ศพเป็นอย่างน้อย
ศพเหล่านั้นถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม ทั้งจากอาวุธประจำกาย และปืนซุ่มยิง
ซึ่งไม่ใช่อาวุธที่ประชาชนคนธรรมดาสามารถมีไว้ครอบครองได้
ก็คงต้องเป็นอาวุธของทหารเท่านั้น นอกเสียจากจะมีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้แน่ชัดว่ามีพวกอื่นที่มีอาวุธแบบเดียวกับทหาร
-
มีการใช้กำลังทหารออกมาแก้ไขสถานการณ์นี้ แน่นอนไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างอะไรก็แล้วแต่
และทหารที่ถืออาวุธออกมาเป็นกองพลเช่นนี้ไม่สามารถออกมาเองได้
จะต้องมีผู้ออกคำสั่งให้ทหารออกมา
การสั่งการเรื่องนี้ต้องทำกันตามลำดับชั้นอีกด้วย
การที่ทหารออกมาขอคืนพื้นที่หรือกระชับพื้นที่ ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม
แต่มันก็คือการสลายฝูงชนนั่นแหละ ทหารพวกนี้นอกจากมีอุปกรณ์สลายฝูงชนแล้ว
ยังมีอาวุธประจำกายและมีพลซุ่มยิงมาร่วมปฏิบัติการด้วย
-
ขนาดเหตุการณ์เป็นไปถึงขั้นนี้แล้ว
ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบในความเสียหายที่บังเกิดขึ้น ทุกระดับสามารถปัดออกไปให้พ้นตัวว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งที่ทำให้เกิดความเสียหายเหล่านั้น
-
รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการบริหารราชการแผ่นดิน
ตั้ง ศอฉ. โดยมีรองนายกคนหนึ่งเป็น ผอ.ศอฉ. และมี ผบ.ทบ. เป็นรอง ผอ.ศอฉ.
อีกท่านหนึ่ง โดยระบุให้ ศอฉ.
มีหน้าที่รับผิดชอบในการใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ การนี้ส่งผลให้ฝ่ายทหารมีอำนาจควบคุมและใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ
แต่ไม่น่าจะทำให้ความรับผิดชอบของ นายก รมต. ในเรื่องนี้พ้นไปด้วย
(หลักการที่ต้องตามจริยธรรม
คือผู้บังคับบัญชาสามารถมอบงานให้ผู้อื่นที่รองลงมาจากตนได้
แต่ไม่สามารถมอบความรับผิดชอบได้ กล่าวคือ ความรับผิดชอบในความสำเร็จและความล้มเหลวของงานคงอยู่กับตนเองตลอดไป)
จากการกระทำดังกล่าวมาแล้วกับสายการบังคับบัญชรทางทหารที่ปรากฏอยู่ในแบบธรรมเนียมทหารทำให้เกิดความเบลอ
(blur) ในเรื่องของการใช้และควบคุมกำลังทหารในระดับยุทธศาสตร์ของชาติ
ส่งผลเสียสำคัญให้ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารสามารถเร้นกายเอาตัวรอด
อ้างว่าตนไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งใช้ทหารออกมาสลายมวลชนอย่างผิดหลักการได้
นายกฯ ออกมาอ้างว่าเป็นหน้าที่ของทหารที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์ตามการควบคุมของ ศอฉ.
ฝ่ายผู้บังคับบัญชาทหารก็อ้างว่าทหารออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของ ศอฉ.
ที่รัฐบาลเป็นผู้สั่งจัดตั้ง ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบอย่างแน่ชัดในการสูญเสียชีวิตของประชาชนจำนวนมากในครั้งนี้
มันเป็นความผิดชอบประชาชนเองที่มาตายในเหตุการณ์นี้ ดังนั้น
ประชาชนต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างตัวใครตัวมัน
อย่ามาถามหาอะไรให้เป็นที่ก่อกวนสร้างความรำคาญขัดขวางการหาเสียงของนักการเมือง
ผมก็คิดได้เท่านี้แหละครับ
แต่อยากจะถามทุกฝ่ายรวมทั้งประชาชนในชาติว่า
มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องปฏิวัติกองทัพและออกกฎหมายให้แน่ชัดในเรื่องการควบคุมและการใช้กำลังทหารของชาติให้เหมือนกับที่ชาติศิวิไลซ์เขาปฏิบัติกันเสียที
อย่างน้อยที่สุดมันอาจจะทำให้นักการเมืองและพวกอาชีพทหารไม่สามารถเร้นกายออกไปจากการเข่นฆ่าประชาชนด้วยกำลังทหารได้
ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ผู้ที่จะใช้กำลังทหารออกมาประจันหน้ากับประชาชนผู้เป็นเจ้าของกองทัพอย่างแท้จริงต้องหยุดคิดถึงอนาคตของผลกรรมจากการกระทำของตนเองมากขึ้น
อดุล
อุบล
พลเอก,
ทหารราบ
22
มิ.ย. 54
นี่คือบทความบางตอน
ในหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล
ประวัติการศึกษาบางส่วน :
โรงเรียนเตรียมทหาร
รุ่นที่ 11
(พ.ศ. 2511)
โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
รุ่นที่ 22
(พ.ศ. 2513)
หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย
(พ.ศ. 2525)
หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ
กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)
หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ
กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)
หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก
สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528
หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย
(สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528
โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)
หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร
กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
รุ่นที่ 48
(พ.ศ. 2548)
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง
