ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
มอง “ทักษิณ เป็น “ตะวันรอน” แม้ยังไม่ตกดิน / “เพื่อไทย”
พ่ายใบอนุญาตทั้ง 2 ใบ
จากรายการ
ถามมาตอบไป
เผยแพร่เมื่อ
13 พ.ค. 69
ดำเนินรายการโดย
กุลธิดา ช้วนกุล
ผู้ดำเนินรายการ
: หลายคนอยากรู้มากเลยค่ะว่าหลังจากที่คุณทักษิณได้รับการพักโทษออกมา
หลังจากนี้จะเก็บตัว หรือลดบทบาท หรือเข้าสู่สปอตไลท์เหมือนตอนกลับมาจากดูไบ
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
เข้าใจว่าในระยะแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ยังอยู่ในช่วงเวลาพักโทษ
น่าจะไม่เปิดตัวมาก คงเก็บตัว แล้วก็คงเป็นเวลาที่อยู่ในครอบครัว แต่จริง ๆ
การติดกำไลและพักโทษนั้นจะไปไหนในประเทศก็ได้ เขาก็อาจจะไปเชียงใหม่ ไปบ้าน
ประมาณนี้ หรือว่าจะไปที่อื่นก็ได้ แต่ว่าเราก็ไม่สามารถที่จะไปเดาใจเขาได้ทั้งหมด
แต่ตามเหตุผล/หลักการก็คือ โดยเฉพาะในช่วงแรกก็คงจะลดบทบาท ก็คือไม่พูดเต็มที่
เหมือนอย่างที่เขาส่งสัญญาณว่าเขา “จำศีล 8 เดือน”
ผู้ดำเนินรายการ
: คำนี้ที่ว่า “จำศีล 8 เดือน จำอะไรไม่ได้”
อันนี้อาจารย์ถอดรหัสว่าอย่างไรคะ
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
อันนี้เป็นการที่เขาบอกให้รู้ว่า ในช่วงนี้เขาจะไม่พูดอะไรเท่าไร คือยังไม่อยากตอบคำถาม
ยังไม่อยากจะเผยแพร่ความคิดอะไรต่าง ๆ อันนี้เขาใช้คำว่า “จำศีล”
ก็คือปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์นักข่าวยาว ๆ เป็นการส่งสัญญาณของคุณทักษิณเอง แต่ว่า
“จำศีล” ก็ถ้าเมื่อไหร่คิดว่าจะออกมาจากจำศีล นั่นก็อีกเรื่องหนึ่งนะ
ผู้ดำเนินรายการ
: ภาพเมื่อวานก็จะเห็นบรรดาลูก ๆ ทั้งหลายก็ไปต้อนรับคุณพ่อกลับบ้าน
แต่ไม่ปรากฏภาพของคุณหญิงพจมาน
บางส่วนก็เลยมองว่าอาจจะเตรียมการอยู่เบื้องหลังอะไรใด ๆ หรือเปล่า
อาจารย์วิเคราะห์อย่างไรบ้าง?
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
คุณหญิงพจมานอยู่ในเบื้องหลังทุกเรื่อง ตอนที่มาตั้งพรรคไทยรักไทย
ตามความเข้าใจของอาจารย์ที่ได้รับรู้มาก็คุณหญิงพจมานก็แนะนำให้ตั้งเองเลย
เพราะว่ามีความขัดแย้งกับคนในพรรคพลังธรรมในช่วงแรกนะที่อยู่กับคุณจำลอง
ก็เลยมาตั้งพรรคเอง ในความคิดของอาจารย์นั้น คุณหญิงพจมานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในทุกเรื่อง
คุณทักษิณไม่อยู่ การจัดการทรัพย์สิน การดูแลครอบครัว นอกจากนี้ การอุปการะ
จะเลือกอุปการะใครหรือไม่อุปการะใคร คุณหญิงทำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะนี้ที่อยู่ในระหว่างพักโทษ
หรือแม้กระทั่งคุณทักษิณจะออกมาอิสระแล้วก็ตาม คุณหญิงพจมานอาจจะผ่อน
ก็คือให้คุณทักษิณมีบทบาทด้วยตัวเองมากขึ้น
แต่ตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือคุณหญิง
แต่เท่าที่อาจารย์ทราบนะ
ก็คือตอนที่คุณทักษิณอยู่เมืองนอกมาตลอด คุณหญิงไม่เคยไปพบคุณทักษิณเลย น่าจะมีดีลกับฝ่ายจารีตเอาไว้
เขาละเว้นการดำเนินคดีคุณหญิงหมด ปกติเขาไม่เว้นใครเลยนะ
การละเว้นการดำเนินคดีจึงมีการหย่าขาด และคุณหญิงต้องการรักษาสัญญาอันนั้น
เพราะฉะนั้นคุณหญิงไม่เคยไปหาพบเจอคุณทักษิณ
อันนี้อาจารย์เคยได้ยินจากลูกเขาคนหนึ่งนะ บอกว่าคุณหญิงไม่เคยไปพบคุณพ่อเลย
แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้ติดต่อกันนะ เพราะวีดีโอคอลมันง่าย
อาจารย์เข้าใจว่าเขาคงรักษาสัญญากับดีลที่เคยคุยกันไว้
เพราะฉะนั้นคุณหญิงเองจะไม่เจอคดีความอะไรเลย คือพูดตรง ๆ ว่าถ้าไม่มีคุณหญิงนะ
คุณทักษิณน่าจะ (โอยไม่อยากใช้คำพูดที่ภาษาที่ไม่เพราะ ไอ้ประเภทเรือหาย)
คือคงจะหนักยิ่งกว่านี้มาก เพราะว่าฝั่งจารีตอำนาจนิยมทั้งเกลียดและกลัว
การท้าทายของคุณทักษิณซึ่งเป็นนายทุนใหม่ที่เขาเรียกว่านายทุนสามานย์
ที่ดูเหมือนว่าจะสามารถมีอิทธิพลต่อประชาชนได้อย่างสูงมากใน 20 ปีที่แล้ว
เมื่อก่อนหน้าปี 2549 ฉะนั้น ทั้งเกลียด ทั้งกลัว และท้าทายอำนาจของเขา
คุณหญิงจึงต้องรักษาสถานภาพเพื่อที่จะสามารถดูแลทรัพย์สินหรือครอบครัวได้
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเขาระมัดระวังมาก ไม่ไปเปิดตัว เวลาคุณทักษิณมา คุณหญิงเขาก็อยู่บ้านกับลูกที่รามอินทรามั้งเท่าที่เรารู้
แต่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า คุณทักษิณก็อยู่คนเดียว
ดังนั้น
ถ้าถามนะ ยังมีอิทธิพล ถ้าเราจำได้มีข่าวครั้งหนึ่งคุณหญิงไปที่พรรค สส.ก็ปรบมือ
ก็ดีใจ แปลว่าคุณหญิงยังซัพพอร์ตอยู่
แล้วก็บางครั้งก็ทำให้เขาสามารถตัดสินใจอะไรที่ดีกว่าคุณทักษิณได้นะ
เพราะว่าเขาก็มีที่ปรึกษาที่แยกต่างหาก เมื่อครั้งกรณีที่นานมาแล้วที่มีการตรวจสอบการเลือกตั้งปี
2554 หรือตรวจสอบการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็จะมีทีมงานที่ประสาน
อาจารย์ทราบภายหลังว่าทีมงานที่ประสานคือคุณทวี สอดส่อง
เขาน่าจะประสานกับทางคุณหญิง
ไม่ใช่ทีมงานประสานกับพรรคที่มาเสนอให้อาจารย์ทำตรวจสอบเลือกตั้งปี 2554
ทั่วประเทศเลย อาจารย์ใช้คนเป็นแสน ลำพังพรรคเพื่อไทยเขาไม่มายุ่งกับอาจารย์หรอก
มีแต่ว่าถ้ามีคนเสื้อแดงเข้าไปหาเขา เขาก็จะโอเค
คือพยายามดึงคนออกจากการทำงานร่วมกับอาจารย์และนปช.
อาจารย์ว่าคุณหญิงเขาเป็นพวกที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นหลักของคุณทักษิณ
และระมัดระวังตัวอย่างมากที่จะไม่แสดงตัวเปิดเผย เพราะว่าโดยสถานภาพก็หย่ากันแล้ว
และเข้าใจว่าเขามีดีล
ผู้ดำเนินรายการ
: การกลับมาของคุณทักษิณรอบนี้จะสามารถช่วยไปฟื้นฟูพรรคเพื่อไทยให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนในยุคไทยรักไทยได้มั้ย?
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
ยาก!!! ข้อที่ 1 ยุคสมัยเปลี่ยน
ถ้าเราแบ่งคนเป็น 3 เยนเนอเรชั่น มีคนรุ่นใหม่-คนรุ่นกลาง-คนรุ่นเก่า
คนรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งที่ผ่านยุคแรก ๆ ก่อนจะมีไทยรักไทย
แล้วมาได้รับอานิสงส์จากไทยรักไทย มีความชื่นชมคุณทักษิณ รวมทั้งนโยบาย 30
บาทหรืออะไรอื่น ๆ คนส่วนนี้ยังอยู่จำนวนหนึ่ง แต่คนอ้างตัวว่าเป็นแกนนำ มีแฟนคลับ
ซึ่งอาจารย์ว่ามันค่อนข้างปลอม ถ้าไม่ปลอมนะ
คะแนนของพรรคเพื่อไทยจะไม่หล่นขนาดนี้หรอก แล้วหลายคนอาจารย์เป็นคนช่วยแต่งตั้ง (เป็นแกนนำพื้นที่)
แต่พอเวลาพรรคได้เป็นรัฐบาล พวกนี้ก็จะวิ่งเข้าหาพรรค
คือบางทีจะมาผ่านวงจรของประชาชนคนเสื้อแดงหรือนปช.
แล้วก็กลับไปรับผลประโยชน์จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมันปลอม
ของจริงก็คือว่า
คนรุ่นกลางกับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นคนเสื้อแดง
อาจารย์เคยพูดครั้งก่อนนะว่า การเลือกตั้งปี 2569 พรรคเพื่อไทยจะเหลือ 5 ล้าน
มีคนโกรธอาจารย์มาก คือรอบปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้ popular โหวต 10 ล้าน เอา popular โหวตเป็นหลักนะ ยังไม่เอาจำนวนที่นั่งเก้าอี้เป็นหลัก คือในตอนปี 2566
อาจารย์ทำนายว่าถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเหลือ 5 ล้าน ก็มีคนโกรธ
แล้วมันก็จริง หมายความว่าคนที่เป็นคนเสื้อแดง อาจจะเป็นคนรุ่นเก่าด้วย
คนรุ่นกลางด้วย ไม่ต้องพูดถึงคนรุ่นใหม่นะ คนในชนบทด้วย
เขาเป็นคนเสื้อแดงแบบรักประชาธิปไตย การที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไป
การที่มีพรรคทางเลือกใหม่ หมายถึงพรรคอนาคตใหม่ คนเหล่านี้คล้าย ๆ เป็น active
citizen
มีความคิดทางการเมืองที่ต้องถือว่าเป็นความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้าแล้ว
เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ เขาก็ไปเลือกพรรคใหม่ แต่เขาเลือกไปครึ่งหนึ่ง
อาจารย์คำนวณไว้เลยว่าคนที่มันตื่นตัวทางการเมืองที่เลือกพรรคเพื่อไทยไม่ต่ำกว่า
10 ล้าน แล้ว 10 ล้านนี้จะไม่เลือกพรรคเพื่อไทย
รอบก่อนตอนนั้นเขาไม่คิดว่าข้ามขั้ว เขาไป 5 ล้าน จากสมัยคุณยิ่งลักษณ์ popular vote ได้ 15 ล้านนะ ปี 2566 เหลือ 10 ล้าน พอปี 2569 เหลือ 5 ล้าน
มันก็เป็นไปตามนี้ อาจารย์คิดว่าอาจารย์เข้าใจคนเสื้อแดง
เพราะช่วงที่อาจารย์เป็นประธาน นปช. หลังจากปี 2553 ที่ถูกปราบใหญ่
แม้กระทั่งปลายปี 2552 เราเดินสายทำโรงเรียนนปช. หลายสิบโรง แล้วเรามีทีวีถ่ายทอดออกอากาศตลอด
นอกจากคนเรียนที่ออนไซต์แล้วยังเรียนออนไลน์หน้าจอทีวีอีกเยอะแยะไปหมดเลย
เราเน้นความคิดที่ก้าวหน้า เน้นความคิดที่ต่อต้านรัฐประหาร
เน้นความคิดที่ต้องการให้อำนาจเป็นของประชาชนจริง
เน้นการต่อต้านระบอบเก่าโดยเฉพาะเราเรียกกันว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย
และพวกเราเป็นไพร่สมัยใหม่
สิ่งเหล่านี้มันยิ่งใหญ่กว่าการที่เป็นพลพรรคของพรรคการเมือง
คือถ้าพรรคเพื่อไทยยังเดินไปตามเส้นทางแบบเดียวกัน คนก็ยังเลือกอยู่
แต่เมื่อเกิดพรรคใหม่ขึ้นมา
แล้วพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องมีคุณทักษิณกลับมา มีดีล มีการข้ามขั้ว
ฉะนั้นคนที่หายไปอย่างน้อยก็ 10 ล้าน คนที่เหลืออยู่
คำถามว่าจะรักษาไว้ได้เท่าเดิมมั้ย? มันจะมี 3 ฉากทัศน์ ก็คือ 1)
รักษาเท่าที่มีอยู่ให้ได้ 2) พยายามฟื้นฟูให้เติบใหญ่ 3) เป็นขาลงต่อ
ผู้ดำเนินรายการ : ยังลงได้อีกเหรอคะ?
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
มันไม่แน่ ใครจะไปนึกว่าครั้งนี้พรรคสีน้ำเงินจะได้มากขนาดนี้ แล้วพรรคเพื่อไทยได้น้อยมากอย่างนี้เพราะกระแสกับกระสุนมีไม่พอ
กระแสก็ตก กระสุนก็ตก แล้วกระแสมันมี 2 แบบ 1) กระแสที่ก้าวหน้าตก 2)
คู่แข่งคือพรรคสีน้ำเงิน เขาได้กระแสของใบอนุญาตที่ 2 อย่างมีพลัง
ทำให้พรรคอื่นมีความเชื่อมั่น หรือทำให้บ้านใหญ่เชื่อมั่นว่าได้เป็นรัฐบาลแน่
หมายความว่ามีกระแสก้าวหน้ากับกระแสของใบอนุญาตที่ 2
คุณทักษิณไม่ได้ทั้ง
2 ใบ กระแสก้าวหน้าตกก็จากการย้ายข้าง กระแสใบอนุญาตที่ 2 ก็ดูซิ ต้องมาติดคุก
ไม่มีความจำเป็นต้องติดกำไลเลย ยังต้องติดกำไล EM แล้วนายกฯ ของตัวเอง 2
คน ก็ต้องถูกจัดการ โดยเฉพาะลูกสาว พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าเป็นกระแสใบอนุญาตที่ 2
ก็คือตกเลย กระแสใบอนุญาตที่ 1 ก็ตก ก็แปลว่าเขาต้องฟื้นฟูใหม่
ที่เขาจะฟื้นฟูได้ก็คือกระแสใบอนุญาตที่ 1 แต่กระแสใบอนุญาตที่ 2
อาจารย์ดูว่าพรรคสีน้ำเงินทำได้ดีกว่า คือเขายังไม่ไว้วางใจคุณทักษิณ
ว่าอย่างนั้นเถอะ เพราะว่าถ้าไว้วางใจนะคงไม่โดนปัญหาเรื่องไปอยู่ชั้น 14
คงไม่โดนเรื่องปัญหา 112 คงไม่โดนปัญหาคดีแพ่งที่จะต้องยึด 1.7 หมื่นล้านที่รออยู่
แล้วคุณเศรษฐาก็ไม่ควรจะโดน คุณอุ๊งอิ๊ง โอเคมีเสียงพูดผิดพลาดก็จริง
แต่ว่าก็มีวิธีจัดการแบบอื่นได้ เช่น ให้ลาออก
แต่สรุปว่ากระแสจากใบอนุญาตที่
2 พรรคภูมิใจไทยมาแรงมาก ทำให้เป็นที่ดึงดูดของบ้านใหญ่ ดังนั้น
เลือกตั้งในพื้นที่เขตเขาได้เยอะมากเลย แล้ว popular vote
เขาได้ต่ำกว่าพรรคประชาชนมาก แต่มันได้มากกว่าเมื่อก่อน
เมื่อก่อนเขาได้บัญชีรายชื่อสัก 2-3 คน ตอนนี้คงได้ระดับเป็นหลายล้าน
ดังนั้นกระแสใบอนุญาตที่ 2 มันแรง มันดึงดูด ทำให้พรรคการเมืองอื่น
ทำให้บ้านใหญ่วิ่งเข้ามา ซึ่งกระแสตัวนี้คุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยยังมีไม่มากพอ
โดยทางยุทธศาสตร์แล้วจะเป็นพรรคขนาดกลาง แต่เป็นพรรคขนาดกลางที่จะใหญ่ขึ้นได้มั้ย
หรือจะตกลงไปอีก อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า การทำงานของรัฐบาลนี้
ความล้มเหลวของพรรคภูมิใจไทย หรือมีการโกงกินอะไรกันมาก และพรรคเพื่อไทยที่นำโดย
ดร.เชน ยังดูดีอยู่
แต่อาจารย์ว่ากระแสของใบอนุญาตที่
2 มันมาแรงสำหรับพรรคภูมิใจไทย คล้าย ๆ กับว่ามีแม่เหล็กใหญ่อยู่ พรรคเล็ก
พรรคอื่น ๆ ก็ต้องวิ่งเข้ามา แล้วก็มารวมพรรค มันต่างจากไทยรักไทยนะ
ไทยรักไทยครั้งแรกกระแสสูง แต่เป็นกระแสใบอนุญาตที่ 1 ก็คือประชาชน แต่ภูมิใจไทย
กระแสใบอนุญาตที่ 2 สูง แล้วตอนนี้เขาได้ทั้ง 2 ใบ เพราะเหตุว่าบ้านใหญ่และ popular vote ก็ดูดีขึ้น เขาก็รู้ว่าเขาไม่มีตัวที่จะทำให้ชนชั้นกลางภูมิใจ
เขาก็เลยไปดึงเทคโนแครตมา 3 คน ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายต่างประเทศ แล้วก็พาณิชย์
เข้ามาช่วยภาพ เพราะลำพังคนที่เป็นนักการเมืองนั้นทำงานไม่ได้ แต่ 3
คนนี้ก็ช่วยเขาได้มาก เรียกว่า รมว.คลัง รมว.ต่างประเทศ ช่วยได้มาก
คุณศุภจีอาจจะลำบากหน่อย แต่เขาได้ใบอนุญาตที่ 2 แล้วใบอนุญาตที่ 2 มันดึงกระแส
ดังนั้นพรรคเพื่อไทยลำบาก
แต่ว่าความ Loyalty ของคน หมายถึงคนที่ยังจงรักภักดีจำนวนหนึ่ง
คนรุ่นเก่าก็อาจจะยังมีอยู่จำนวนหนึ่ง อาจารย์ว่า 5 ล้านนี่ต้องรักษาเอาไว้ให้ดี ๆ
นะ มันก็พอดีกันกับพรรคประชาชนก็มีปัญหาเหมือนกัน คล้าย ๆ ข้ามขั้วเหมือนกัน ก็คือ
ไปโหวตให้พรรคสีน้ำเงิน แล้วก็กลายเป็นว่ามีเรื่องปัญหา สว. ซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรง
การที่พรรคประชาชนไปโหวตให้พรรคสีน้ำเงิน เท่ากับว่าเขาเอาใบอนุญาตที่ 1
มาเติมให้กับใบอนุญาตที่ 2 ที่คุณอนุทินมีเต็มที่อยู่แล้ว
พรรคประชาชนได้ใบอนุญาตที่ 1 จากประชาชนเยอะ คุณอนุทินได้ใบอนุญาตที่ 2
เที่ยวนี้ก็เรียกว่าเป็น all blue ก็คือทุกวงการ ทุกองค์กร
เป็นสีน้ำเงิน องค์กรอิสระต่าง ๆ สภาล่าง สภาบน ก็เป็นสีน้ำเงินส่วนใหญ่หมด
ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่
คุณทักษิณอยู่ในฐานะผู้ท้าทายระบอบคนแรก
ก็ต้องถูกดึงมาเพื่อคานไม่ให้พรรคประชาชนมาเป็นรัฐบาลหรือมีอำนาจ พูดง่าย ๆ
ว่าฝั่งจารีตอาจจะมองว่าคุณทักษิณยังมีมวลชนอยู่จำนวนหนึ่ง
เอามาเติมให้กับพรรคภูมิใจไทย คืออย่างไรเสียก็ให้ฝั่งจารีตได้เป็นรัฐบาล
ได้คุมทั้งรัฐบาล ฝ่ายบริหาร ฝ่านนิติบัญญัติ วุฒิสมาชิก องค์กรอิสระ
ดังนั้นครั้งนี้ก็เลยค่อนข้างสมบูรณ์แบบ
เพราะว่าวิธีการจัดการปัญหาของคุณทักษิณ/พรรคเพื่อไทย
กับวิธีการจัดการปัญหาของพรรคประชาชน
เอื้อประโยชน์ให้กับพละกำลังของระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือฝั่งจารีตอำนาจนิยมให้เข้มแข็งเกรียงไกรมากขึ้น
นี่ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่าถ้าพูดก็คือว่า
เป็นห่วงว่าจะรักษาสถานะของพรรคระดับกลางได้แค่ไหน? ขึ้นสูงก็ต้องอาศัยกระแสมวลชน
ซึ่งมันลำบาก หรือว่าจะเอากระแสบ้านใหญ่
ความจริงครั้งที่แล้วอาจารย์ดูยุทธศาสตร์ของคุณทักษิณนะ ตอนที่มา
คุณทักษิณแกรู้ว่ากระแสมวลชนตก สู้พรรคประชาชนไม่ได้ ก็จะยึดกระทรวงมหาดไทย
แล้วก็จะไปดึงบ้านใหญ่
จำเป็นต้องหักดิบเพื่อเอากระทรวงมหาดไทยเพื่อหวังว่าจะได้บ้านใหญ่
ก็หมายความว่าจะใช้เรื่องบ้านใหญ่เป็นหลักเพื่อเพิ่มจำนวนสส.
แต่อนุทินก็ใช้ยุทธศาสตร์เดียวกัน ก็ไม่ยอม
เพราะอนุทินก็ไม่สามารถเอากระแสประชาชนได้ สู้พรรคประชาชนไม่ได้ พูดง่าย ๆ
ว่าก็เลยกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ต้องหักกัน แต่ว่าในที่สุดก็ต้องมาอุ้มกัน
พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีทางเลือก
ก็จำเป็นต้องมารวมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเหมือนเจียมตัวเลยนะกับพรรคสีน้ำเงิน
พรรคภูมิใจไทย
ผู้ดำเนินรายการ
: อันนี้จะเรียกว่าถึงคราวที่ยุคสมัยของคุณทักษิณจะสิ้นสุดลงได้แล้วหรือยังคะ?
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ
: อาจารย์ว่ามันเป็น “ตะวันรอน” ไม่เรียกว่า “ตะวันตกดิน” นะ
ใช้คำว่าตะวันรอน แต่ว่าอาจจะมีความคิดที่เฉียบแหลมในเชิงเศรษฐกิจเพื่อช่วย
แต่ถามว่าช่วยใคร ก็เหมือนช่วยรัฐบาลนี้ที่อยู่ด้วยกัน แต่อาจจะมีคอนเนคชั่น เช่น
รู้จักกับกลุ่มนายทุนฝั่งอาหรับหรืออะไร เช่น เขาอยากจะทำแลนด์บริดจ์
คือเขายังมีคอนเนคชั่นอยู่ ยังมีวิสัยทัศน์ในเรื่องเศรษฐกิจอยู่
มันสามารถเป็นประโยชน์ได้ทั้งฝั่งจารีตและฝั่งประชาชน
แต่ถ้าคุณทักษิณไม่มีทางเลือก คุณอย่าลืมว่า “คุณอุ๊งอิ๊ง” ก็ยังมีคดี
แล้วก็ยังมีคุณยิ่งลักษณ์อีก คุณทักษิณได้เลือกแล้วที่ข้ามมาอยู่ฝั่งจารีต
โดยข้อสรูป แต่เขาก็ไม่ไว้ใจ
ผู้ดำเนินรายการ
: วันนี้คุณทักษิณถือว่าเป็น Hybrid มั้ย
คืออยู่ฝั่งประชาธิปไตยก็ได้ ฝั่งอนุรักษ์ก็ได้ หรือเป็นอนุรักษ์ถาวร
อ.ธิดา
ถาวรเศรษฐ :
ตัวเขาโดยสไตล์เขามันควรจะอยู่ในฝั่งเสรีนิยม
ถ้าสมมุติเราแบ่งซ้ายขวา เขาจะเป็นขวาที่อยู่กลางหน่อย เป็นขวากลาง ไม่ใช่ขวาจัด แต่ข้ามขั้วมาแล้ว
เป็นขวากลาง แต่ว่าต้องมามีดีลกับฝั่งขวาจัด คือมันแยกจริง
แต่ว่าเวลาเปรียบเหมือนสีมันจะมีสับเซตอยู่ เราจะเรียกว่าเขาเป็นขวากลาง
แต่ข้ามขั้ว แล้วยังมีแผนก บางคนเป็นแผนกประชาธิปไตย
ก็พยายามจะแหย่เท้ามาตรงฝั่งซ้ายนิดหน่อย เช่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ที่เขาเรียกเป็นแผนกอย่างเช่น คุณจาตุรนต์ เวลามีเรื่องประชาธิปไตยคนเหล่านี้ก็มาพูด
หรือเวลาโหวตยกมือก็ 2-3 คน แต่จริง ๆ คือข้ามไปแล้ว คือเขาไม่ใช่จารีตแต่เขาจำเป็นต้องอยู่กับฝั่งจารีต
เพราะตัวประกันเขามันเยอะ คือพูดง่าย ๆ ว่าฝั่งจารีตไม่ไว้ใจ
แต่ตอนนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อมาคานอำนาจกับพรรคประชาชน
ไม่ให้พรรคประชาชนได้คะแนนมากเกินไป หรือไม่ให้มาร่วมกับพรรคประชาชน
เพราะว่ามิฉะนั้นจะได้อำนาจบริหาร หรืออำนาจนิติบัญญัติไป
คุณทักษิณก็เลยข้ามมาเป็นรัฐบาลกับฝั่งขวาจารีต แต่ถ้าพูดถึง position เขาก็เป็นขวาที่ไม่ได้จัด แต่ว่าขณะนี้ขวาจัดจะลากไปไหนก็ต้องไปด้วย
เพราะขาตัวเองมันอยู่กับคุกจำนวนหนึ่ง
อาจารย์ไม่เห็นด้วยหลายเรื่องที่เขาทำมาแต่ไหนแต่ไร
แล้วเขาก็ไม่เชื่อ ถ้าตั้งแต่ต้นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือว่าเรื่องสุดซอย
ถ้าเขาเชื่อเรานะ มันก็ไม่มีวันนี้ แม้กระทั่งเรื่อง ICC จนกระทั่งอัยการ
ICC มาแล้ว พอเซ็นรับรองเขตอำนาจแล้วมันอาจจะทำให้รัฐประหารยาก
เขาก็ไม่เอา เขาก็กลัวทหาร คือตัวเองไม่รู้ว่าต่อให้ตัวเองบอกว่าจงรักภักดี
หรือว่าเป็นฝ่ายขวาแล้ว คิดว่าฝั่งจารีตจะยอมรับด้วยน้ำใสใจจริงแล้วเชื่อ
มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ดีลอะไรต่าง ๆ ที่เคยดีลมาตลอด ก็ไม่จริงสักราย
ต่อไปตอนนี้พรรคเพื่อไทยไม่รู้ว่าจะตกต่ำไปกว่านี้หรือเปล่า?
เพราะว่าทั้งสองกระแส ใบอนุญาตที่ 1 กับใบอนุญาตที่ 2 มันไม่โอเคทั้งสองใบ แล้วกระสุนยอมจ่ายมั้ย?
กระสุนเขาก็จ่ายได้ไม่มาก พรรคอื่นเขาก็มีกระสุนมาก ดังนั้นอนาคตก็ไม่ดีสักเท่าไร
แต่อาจารย์ไม่ได้หวังร้ายกับเขานะ ความที่เคยเป็นมิตรกัน อาจารย์เป็นคนตรงไปตรงมา
บอกแล้วเขาก็ไม่เชื่อ คนที่อยู่รอบตัวก็มีคนหลายประเภท พวกแกนนำต่าง ๆ
แม้กระทั่งแกนนำระดับล่างเคยพูดคำพูดที่มันประทับใจอาจารย์จนไม่ลืมเลย
พวกแกนนำระดับล่างกี่เขต ๆ ในกรุงเทพฯ ที่อาจารย์เคยตั้ง เขาบอกเลยว่า
“ก็ทีพวกแกนนำนปช.ส่วนกลางไปรับตำแหน่งกันตั้งเยอะแยะ
ทำไมเขาควรจะได้รับตำแหน่งบ้าง” นี่ยกตัวอย่างนะ
ถามว่ามีคนจงรักภักดีมาก
แล้วคะแนนมันจะหายไปตั้ง 10 ล้านได้ยังไง? จากยุคของคุณยิ่งลักษณ์มาจนถึงยุคนี้
ระหว่างคนที่มาเชียร์เราก็ดูเหมือนโอเค แต่ของจริงก็คือการเลือกตั้ง คะแนนหายไป 10
ล้าน แล้ว 10 ล้านกว่าในทัศนะอาจารย์ก็คือคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้า แล้วคำปรามาสว่า
เขารู้จักคนเสื้อแดงมากกว่าอาจารย์ นี่คือคำตอบ หายไป 10 กว่าล้าน
ใครรู้จักคนเสื้อแดงดีกว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่พวกตามเซื่อง ๆ นะจะบอกให้
วันก่อนอาจารย์บอกคนสนิทคุณทักษิณเลยว่า อาจารย์ไม่เกลียด อาจารย์ไม่ได้กลัว
แต่โกรธ ไม่ใช่โกรธเพราะตัวเองเสียผลประโยชน์ แต่โกรธเพราะการต่อสู้ของประชาชนลำบากไปด้วย
ฉะนั้น
ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน พรรคเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งพรรคประชาชน ถ้าไม่ตรงกับหลักการ
อาจารย์ก็วิจารณ์ทั้งนั้นแหละ
นี่เป็นข้อคิดของผู้ที่ผ่านประสบการณ์และไม่ได้หวังประโยชน์อะไรจากการทำงาน
แต่เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อต่างคนต่างก็รับกรรมไปเองก็แล้วกัน (แต่ขบวนการประชาชนก็ลำบากไปด้วย)
