เพียงพนอ-รักชนก
ชี้คอร์รัปชันโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยแล้ว จะหยุดวัฒนธรรมสินบน นายกฯ
ต้องไม่ขู่ประชาชน จี้ออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
ปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
วันที่
18 พฤษภาคม 2569 ในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 3
เพียงพนอ บุญกล่ำ
ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านปฏิรูปรัฐย้ำว่าผลสำรวจของ กกร. คือ “ชีวิตจริง SME
ไทย” ยังไม่รวมสินบนโครงการขนาดใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะจากกลุ่มตัวอย่าง 401
คนนั้น ร้อยละ 70 เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือฝ่ายกฎหมายของ
SME ที่จ้างงานไม่เกิน 200 คน
สะท้อนปัญหาสินบนระดับฐานรากที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องแบกรับอยู่ทุกวัน
จนอัตราการจ่ายสินบนโตเร็วกว่าเศรษฐกิจไทยและควรนับเป็นวิกฤตที่ต้องแก้ไขโดยด่วน
เพียงพนอชี้ว่า
“วัฒนธรรมสินบน” ที่เรื้อรังในไทยจะแก้ไขไม่ได้ ถ้าไม่เปลี่ยนทั้งระบบหรือ "ecosystem สินบนไทย" โดยมีข้อเสนอ 3 ข้อ
ข้อเสนอแรก
ยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น
เพื่อตัดช่องทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นต้นตอของสินบน
แม้สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มาพิจารณาเรื่องนี้
แต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำทางการเมือง
ที่เรายังไม่เห็นความชัดเจน
ทั้งที่การปรับปรุงขั้นตอนเช่นการขออนุญาตก่อสร้างเพียงอย่างเดียว
ก็จะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ถึง 1,200 ล้านบาทต่อปีในกรุงเทพฯ
แล้ว
ข้อเสนอที่สอง
ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและแก้ไขกฎกระทรวงที่เอื้อต่อการผูกขาด
โดยเฉพาะงานจ้างต่ำกว่า 500,000
บาทกับหน่วยงานสิทธิพิเศษ ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งหมดถึง 400,000
ล้านบาท หากปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐส่วนนี้ได้
จะประหยัดงบประมาณได้อย่างน้อยร้อยละ 10 หรือราว 40,000
ล้านบาท
ข้อเสนอที่สาม
ออกกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน
OECD ที่ไทยกำลังสมัครเป็นสมาชิก แต่ผลสำรวจของ กกร.
พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ไม่กล้าให้ข้อมูลทุจริต ดังนั้น
กลไกคุ้มครองที่ชัดเจนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหา
เพียงพนอชี้ว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม
และยึดหลักนิติธรรม
โดยองค์กรอิสระต้องมีความเป็นอิสระและเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง
ด้าน
รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ
ได้แถลงถึงข้อเสนอแนะต่อกรณีการทุจริตผ่านการให้สินบนที่เติบโตขึ้นในประเทศไทย
โดยระบุว่าตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
ได้ทำการสำรวจและเปิดเผยถึงข้อมูลดังกล่าวออกมา พบว่าสิ่งที่น่ากังวล
คือกรณีของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
มีผู้ให้ข้อมูลว่ามีกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาชักชวนให้ทำการติดสินบนมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
โดย กกร. ยังได้เสนอว่าควรมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดดุลยพินิจของภาครัฐ
ในเรื่องของการจัดจัดซื้อจัดจ้าง
การป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะ
แล้วให้ภาคประชาสังคมได้ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการวิเคราะห์
ซึ่งวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ติดขัดคือภาครัฐ พรรคประชาชนเคยเสนอไปว่าควรมีการเปิด
4 ฐานข้อมูลของภาครัฐในรูปแบบ API (ช่องทางที่ช่วยให้ซอฟต์แวร์หรือระบบแอปพลิเคชันต่างๆ
สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้) ประกอบด้วย
1)
ข้อมูลระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยเปิดให้ถึง API ของกรมบัญชีกลาง
เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
2)
การจดทะเบียนของบริษัทต่างๆ ในกรมพัฒนาธุรกิจ
ซึ่งทุกวันนี้ถ้าใครอยากเข้าไปดูรายชื่อหรือข้อมูลเชิงลึกต้องจ่ายเงิน
และการเข้าดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังมีข้อจำกัดและยากอยู่มาก
3)
รายชื่อข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ และ
4)
บัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ป.ป.ช.
ซึ่งแม้จะมีการขยายเวลาแล้วแต่ก็ยังเป็นระยะเวลาที่จำกัดอยู่
รักชนกกล่าวต่อไปว่าถ้าสามารถเปิดเผยข้อมูล
API ของส่วนต่างๆ เหล่านี้ได้
ทุกส่วนก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโปร่งใสขึ้นได้
ทำให้สามารถปักธงแดงในโครงการที่เสี่ยงว่าจะมีการฮั้วประมูล
หรือมีนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องได้
และจะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ลดลงไปได้ในที่สุด
สำหรับการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ
มีอยู่สองกรมที่อยู่ภายใต้การสำรวจ
ที่ขึ้นชื่อว่ามีสถิติในการเรียกรับผลประโยชน์ค่อนข้างถี่ คือกระทรวงแรงงาน
และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในส่วนของกระทรวงแรงงาน
ที่ผ่านมามีความพยายามในการนำแพลตฟอร์ม e-work permit มาใช้
โดยมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 7,000 ล้านบาท
เพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถลงทะเบียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้
แต่อย่างที่ทราบกันดี ทุกวันนี้เวลาแรงงานข้ามชาติขอใบอนุญาตในการทำงาน
ก็ยังคงมีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่
จึงมีการถ่วงเวลาให้ระบบนี้มีความล่าช้าในการถูกนำมาใช้
รักชนกกล่าวต่อไปว่าขณะเดียวกัน
ระบบ e-ticket
ของกรมอุทยานแห่งชาติ
ที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ยังมีปัญหาไม่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง
ทั้งที่โครงการนี้มีมาหลายปีแล้ว
การเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางแห่งยังคงเรียกเก็บเป็นเงินสด
นั่นเพราะเจ้าหน้าที่สามารถเอาเข้ากระเป๋าได้อย่างสะดวก เห็นได้จากตามที่มีข่าวปรากฏ
ว่าอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริต
หลังจากนี้
พรรคประชาชนจะใช้กลไกของกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ในการเรียกทั้ง 4 หน่วยงานที่เป็นผู้จัดเก็บข้อมูลตามที่ตนได้กล่าวถึงไปข้างต้นมาชี้แจง
เพื่อผลักดันให้เกิดการเปิดฐานข้อมูลภาครัฐในลักษณะของ API ที่ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามาเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้
ส่วนกรณี e-work permit และ e-ticket จะมีการนำเข้ากรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ
เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป
