วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พิจิตตร่วมหาเสียงชัยวัฒน์ ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ ด้านชัยวัฒน์ชวนคนกรุงมองอนาคต 4 ปีข้างหน้า


พิจิตตร่วมหาเสียงชัยวัฒน์ ชี้ผู้ว่าฯยุคนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ ด้านชัยวัฒน์ชวนคนกรุงมองอนาคต 4 ปีข้างหน้า


วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน พร้อมด้วย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และ วรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม.ของพรรคประชาชนได้มาลงพื้นที่หาเสียง ในถนน สายไม้เขตบางซื่อ พร้อมกับ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางซื่อ โดยมี พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานครร่วมลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ด้วย


ชัยวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ถนนสายไม้ ซึ่งมีประวัติอันยาวนานในอดีต โดยเป็นแหล่งค้าไม้สำคัญในอดีต และปัจจุบันตนก็มองเห็นศักยภาพของถนนสายไม้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาถนนให้มีจุดแลนด์มาร์กต่าง ๆ และเป็นย่านธุรกิจ รวมถึงย่านท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในด้านงาน คราฟท์เกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนในการพัฒนาย่าน โดยให้คนในย่านเป็นผู้กำหนดทิศทางร่วมกัน


ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการมาของพิจิตตในวันนี้โดย พิจิตตกล่าวว่า ตนรู้จักกับชัยวัฒน์จากประวัติด้านส่วนตัว จึงได้พิจารณาว่า คุณสมบัติที่สำคัญและน่าสนใจในการเป็นผู้ว่าฯ กทม. คือการเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจว่า การเป็นวิศวกรมักนึกถึงเรื่องของการสร้างและออกแบบ ตนคิดว่า วิศวะคนนี้ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของการซ่อมอย่างเดียว แต่กำลังคิดถึงเรื่องของการสร้างเมือง หาก กทม. ซ่อมเพียงอย่างเดียวก็จะไม่จบสิ้น แต่จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบคิดใหม่ และพิจารณาเรื่องราวใหม่ทั้งหมด การสร้างเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรวมถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของเมือง รวมไปถึงมุมมองของการสร้าง การป้องกันน้ำท่วม และแก้ไขปัญหาจราจรเป็นระบบ ซึ่งแต่ละเรื่องไม่ใช่การคิดแยกกันไป มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน อย่างเรื่องของน้ำท่วมก็มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง จากการที่ตนได้พูดคุยกับชัยวัฒน์เรื่องของการออกแบบ ตนจึงรู้สึกว่าชัยวัฒน์มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา โดยไม่ใช่การซ่อมเพียงอย่างเดียว


ประการที่สอง จากการที่ชัยวัฒน์ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมาก่อน หากเรานั่งนึกถึงผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาจะพบว่า แทบทุกคนจะคิดในมิติของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าประกอบกันไปเสมอ ไม่ได้คิดแค่เพียงเศรษฐกิจในระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังคิดถึงสถานภาพเศรษฐกิจของชุมชนเป็นหลัก


สำหรับตน ชัยวัฒน์จึงมีทั้งสองอย่างรวมกัน คือการเป็นวิศวกร และประสบการณ์ในงานธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมีสิ่งที่ตนชื่นชมที่สุด คือความเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจ ความเชื่อในเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนคิดว่ามีความสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครใหญ่เกินกว่าที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเพียงคนเดียว ซึ่งพรรคประชาชนมีทีมที่เข้าใจในการพัฒนาเมือง ที่ไม่ใช่แค่การซ่อมมแต่สร้างความเชื่อในเรื่องของการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม. ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด และพรรคประชาชนยังเชื่อในเรื่องของความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นของประเทศในวันหน้า วันนี้ประเทศใหญ่เกินกว่าที่จะมีแค่สภาหรือทำเนียบรัฐบาล แต่หากมีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ความอยู่รอดของประชาชนและการพัฒนาอย่างถาวรจะดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ตรงกับความคิดของตน จึงเป็นสาเหตุที่ตนอาสาเข้ามาช่วยชัยวัฒน์


ชัยวัฒน์เสริมว่า นอกจากพิจิตตและตนจะมีชื่อว่า “โจ” เหมือนกันแล้ว กลุ่มมดงานคือกลุ่มที่ได้รับความนิยมในการบริหารกรุงเทพมหานครในอดีต ทำให้มีโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะมาผสมผสานประสบการณ์ของพิจิตต ที่ลงพื้นที่ค้นหาปัญหา กทม. มาแล้ว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์


เมื่อผู้สื่อข่าวถามพิจิตตว่า คิดว่าในวันนี้คนกรุงเทพอยากได้ผู้ว่าฯ แบบไหน ระหว่างผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรค กับผู้ว่าฯ ที่อยู่อิสระ พิจิตตกล่าวว่า สามารถมองได้ทั้งสองอย่าง ในอดีตก็มีผู้ว่าฯ ที่ไม่สังกัดอะไรเลยก็ทำงานได้ดี แต่สำหรับผู้ว่าฯ ที่สังกัดพรรคการเมืองก็ไม่ได้ถูกครอบงำขนาดนั้น บางทีผู้ว่าฯ สังกัดพรรคการเมืองก็มีความอิสระของตัวเอง ทั้งนี้ หากบางเขตมีผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว ก็จะสามารถช่วยมีความคิดในการต่อเติมให้กับผู้บริหารท้องถิ่นได้ โดยสรุปตนคิดว่าก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่กรุงเทพมหานครต้องทำงานเป็นทีม ซึ่งตนทำงานของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็สามารถประสานและทำงานกับทุกคนได้ ชัยวัฒน์เสริมว่า การที่มีทีม ส.ก. ก็จะสามารถช่วยในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ กทม. ได้ และจะทำให้สิ่งที่ประชาชนได้เลือกมาได้รับการผลักดันสอดคล้องอย่างเต็มที่


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พิจิตตมาลงเดินกับชัยวัฒน์ครั้งนี้ ได้มีการคุยกับชัชชาติหรือไม่ และในปีนี้จะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับชัยวัฒน์หรือชัชชาติ พิจิตตกล่าวว่า ไม่ได้มีการคุยกัน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตนก็ได้สนับสนุนความตั้งใจของชัชชาติ พอสนับสนุนให้ได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็ถือว่าได้สนับสนุนเสร็จแล้ว และปีนี้ตนจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับชัยวัฒน์ และ ส.ก. ของพรรคประชาชน ซึ่งหลายคนเป็นลูกของกลุ่มมดงานด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ชัชชาติได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงต่ออีกสมัยหนึ่งนั้น ชัยวัฒน์ยังมีความมั่นใจเช่นเดิมหรือไม่ ชัยวัฒน์กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ชัชชาติจะประกาศอย่างเป็นทางการ ก็เป็นที่คาดหวังกันอยู่แล้วว่าจะมีการลงสมัครต่อ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครครั้งนี้จึงไม่ได้อยากให้มองว่าเป็นการเลือกใครมาเป็นผู้ว่าฯ เท่านั้น แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คนกรุงเทพอยากเห็นกรุงเทพมหานครเป็นอย่างไร เป็นเมืองที่จะช่วยให้คนกรุงเทพมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เป็นเมืองที่ให้บริการกับคนกรุงเทพ เลี้ยงลูก เลี้ยงพ่อแม่ได้อย่างไร เป็นเมืองที่จะเปิดโอกาสให้คนกรุงเทพได้ลืมตาอ้าปากได้อย่างไรมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนได้เสนอเป็นวาระของเมืองกรุงเทพ หากดูผู้สมัคร ส.ก. ในแต่ละเขต ก็จะมีวาระในแต่ละเขตที่ตนเองต้องการจะผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นขนส่งสาธารณะ การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างถนนสายไหมที่มาดูในวันนี้ ตนอยากให้พ่อแม่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ได้พิจารณาวาระของเขตที่พวกตนนำเสนอ และวาระของเมืองที่พวกตนนำเสนอภาพอนาคตร่วมกันว่าอยากเห็นอย่างไร


ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ปัจจุบันคนกรุงเทพส่วนหนึ่งมีความคิดว่า ยังไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าชัชชาติที่จะลงตำแหน่งผู้ว่าฯ ชัยวัฒน์จะทำอย่างไรที่จะทำให้คนกรุงเทพยอมรับว่าจะสามารถทำงานเทียบเท่ากับชัชชาติใน 4 ปีที่ผ่านมา ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตนคงไม่ได้มองแค่ว่าเทียบเท่า ในส่วนที่ชัชชาติทำ ตนก็จะต้องทำให้ดีกว่า และจะต้องแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรัง รวมถึงปัญหาที่ยังต้องแก้ไขอีกมากมาย อย่างเรื่องคอร์รัปชันในการบริหารกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะต้องทำทั้งในระดับ กทม. และภาพใหญ่ ที่จะต้องให้ สส. ช่วยขับเคลื่อนในสภา เราได้นำเสนอเรื่องระบบ อย่าง “กรุงเทพโปร่งใส AI จับโกง” เพราะเราไม่ได้เชื่อในคนดีอย่างเดียว แต่เราเชื่อในระบบที่ดีเข้ามาช่วยจับด้วย แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงไม่ได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เราคิดจะทำงานเป็นทีม สำหรับเรื่องที่ต้องผลักดันนอกเหนือเขตอำนาจของ กทม. ก็สามารถทำงานสอดคล้องเป็นทีมได้ด้วย


พิจิตตเสริมว่า หากไม่มีระบบที่ดี การทุจริตก็จะเป็นเหมือนแค่การซ่อม ที่ต้องไล่จับทุกวัน แต่หากระบบได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ก็จะมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำให้พฤติกรรมการทำผิดปกติไม่เกิดขึ้นบ่อย การสร้างจึงเป็นเรื่องสำคัญ


พิจารณ์เสริมว่า ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่จะยกระดับการเมืองไทย ที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์ให้คนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนมาพรรคประชาชน พวกตนได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแลนด์สไลด์ในกรุงเทพมหานคร 2 ครั้งติด โดยครั้งแรกขาดไปเพียง 4 คะแนน แพ้ไปเขตเดียว ส่วนครั้งที่สองได้ครบ 33 เขต แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรุงเทพมหานคร การชนะการเลือกตั้งทั้งสองครั้งใน กทม. ไม่ได้หมายความว่าครั้งนี้เราจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ที่ผ่านมาคนกรุงเทพให้โอกาสกับพรรคประชาชน


พวกตนจึงขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านทางแคนดิเดต ผ่านทางทีมบริหาร และทีม ส.ก. เพื่อให้พี่น้องชาวกรุงเทพเห็นว่า กรุงเทพมหานครดีกว่านี้ได้ และสุดท้ายก็จะอยู่ที่พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครว่าจะให้โอกาสกับพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งรอบนี้ หากพวกตนสามารถเข้าไปบริหารงบประมาณปีละกว่าแสนล้านบาท รวม 4 ปี กว่า แสนล้านบาท จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศเห็นว่า พรรคประชาชนจะมีศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างกรุงเทพมหานครอย่างไร สุดท้าย ไม่ว่าจะชนะหรือไม่ชนะการเลือกตั้ง หน้าที่ของพวกตนคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้พิจารณา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ผู้ว่าประชาชน