วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ชัยวัฒน์” นำทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจับเข่าคุย ดัน กทม. ดูแลคนทุกช่วงชีวิต-แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบเป็นระบบ พร้อมสร้าง กทม. ให้เป็นเมืองที่แคร์คนเพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้น

 


“ชัยวัฒน์” นำทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจับเข่าคุย ดัน กทม. ดูแลคนทุกช่วงชีวิต-แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบเป็นระบบ พร้อมสร้าง กทม. ให้เป็นเมืองที่แคร์คนเพื่อกรุงเทพที่ง่ายขึ้น


วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่โซลบาร์ อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเสวนา “เมืองที่ดูแลคนหน้าตาเป็นแบบไหน?” เป็นการพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางในการพัฒนากรุงเทพมหานครฯ (กทม.) ระหว่างประชาชนกับทีมบริหารผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน นำโดย ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม. พรรคประชาชน เบอร์ 10 โดยกิจกรรมในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก


ในส่วนของ วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านสวัสดิการ ระบุว่ากรุงเทพง่ายๆ เกิดจากความคิดที่เห็นตรงกันของทุกคนในทีมว่ากรุงเทพและชีวิตของผู้คนมันยาก หลายครั้งถ้าอยากง่ายต้องใช้เงินซื้อ ตนจึงอยากทำงานช่วยในด้านสวัสดิการ ที่ไม่จำเป็นต้องเลิศหรู แต่เป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ทุกคนควรต้องได้รับอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 


ปัญหาสำคัญหนึ่งของทั้งประเทศไทยและ กทม. ในปัจจุบันก็คือเด็กแรกเกิด ปัจจุบันอัตราการเกิดของประชากรน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิตไปมากแล้ว ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว และปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเกิดอย่างเดียว แต่ยังนำไปสู่ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจด้วย จึงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของเด็กเกิดใหม่ การพัฒนาการทางร่างกายตั้งแต่แรกเกิดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กที่ควรได้รับเท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันการฝากครรภ์เป็นเรื่องที่แม่หลายคนต้องคิดถึงค่าใช้จ่าย คนที่มีรายได้น้อยยิ่งเครียดและกดดัน นั่นจึงเป็นที่มาที่ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนคิดนโยบายแรก Baby Box ออกมาเป็นแพ็คเกจ 2,000 บาทสำหรับมารดาที่ตั้งครรภ์ทุกคน เพื่อยกระดับคุณภาพของมารดาในการฝากครรภ์ สามารถแลกเป็นการฝากครรภ์ หรือเลือกเวชภัณฑ์ หรือของใช้หลังคลอดบนแพลตฟอร์มที่ได้มาตรฐาน


วัลลภกล่าวต่อไปว่าหลังจากเกิดแล้ว ความบีบคั้นของผู้ปกครองคือจะเลี้ยงลูกอย่างไรหลังลาคลอดครบ 4 เดือนและต้องกลับไปทำงาน หลายครอบครัวภรรยาลาออกจากที่ทำงานมาเป็นแม่เต็มตัว แต่อีกหลายบ้านทำเช่นนั้นไม่ได้ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ต้องให้ญาติช่วยดูแล ปัจจุบัน กทม. มีเด็กอายุ 6 เดือน - 3 ปีอยู่ที่ 110,000 คน แต่เข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ได้เพียง 15% เพราะ ศพด. หลายแห่งรับเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปเท่านั้น อีกทั้ง ศพด. หลายแห่งให้บริการในเวลาราชการ ทำให้ผู้ปกครองหลายรายไม่สามารถรับส่งลูกได้ตามเงื่อนไขการทำงานของตัวเอง


ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงมีแนวคิดสำคัญในการพัฒนา ศพด. ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความยากลำบากของผู้ปกครอง ด้วยการพัฒนาให้ครูและพี่เลี้ยงมีมาตรฐาน มีปริญญาสำหรับครู และวุฒิบัตรการฝึกอบรมสำหรับพี่เลี้ยง วันเสาร์-อาทิตย์ ศพด. มีพื้นที่ว่างแต่ใช้งานน้อย ก็สามารถเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองได้ โดย กทม. จะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้ ศพด. ที่ละ 2 ล้านบาท


วัลลภกล่าวต่อไปว่าในด้านผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบัน กทม. มีผู้ป่วยติดเตียง 15,000 คน ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนเห็นว่าจะต้องมีรถบริการขนส่งผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบันแม้จะมีสิทธิบัตรทองที่เชื่อมโยงกับ สปสช. ให้บริการอยู่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับคนกรุงเทพ ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนอยากเพิ่มให้มากถึง 3 เท่า โดยใช้งบประมาณราว 80 ล้านบาท ซึ่งจะขยายการครอบคลุมให้ถึงผู้ที่ตกหล่น เช่น ผู้ที่ต้องรับการฟอกไต หรือเป็นโรคที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสะดวกด้วย


ในส่วนของ อมร พิมานมาศ ทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านงานโยธา ระบุว่าถ้า กทม. มีกฎหมายที่ดี เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มก็อาจไม่เกิดขึ้น เพราะตึกหลังนี้ไม่ได้ส่งแบบก่อสร้างและรายการคำนวณให้ กทม. ตรวจสอบ เพราะเป็นอาคารราชการ ได้รับการยกเว้น ออกแบบเสร็จปี 2562 ขออนุญาตปี 2564 ระหว่างนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและเกณฑ์การออกแบบอาคารในการรองรับแผ่นดินไหว ถ้าตึกนี้มีการส่งรายการคำนวณและแบบก่อสร้างให้ กทม. ตรวจสอบ ก็จะพบว่าไม่ได้ออกแบบตามมาตรฐานใหม่ อาจจะมีการสั่งทบทวน และตึกหลังนี้อาจไม่ถล่มก็ได้


แต่ปัจจุบันผ่านไป 1 ปี กทม. ก็ยังไม่ออกข้อบัญญัติ กทม. ที่กำหนดให้อาคารภาครัฐต้องส่งรายการคำนวณและแบบก่อสร้างเช่นเดียวกับเอกชน ทั้งที่ กทม. สามารถยืนยันว่าตัวเองมีอำนาจนี้ได้ จากเหตุแผ่นดินไหวปีที่แล้ว มีตึกสูงโยก หลายตึกเกิดความเสียหาย แต่ผ่านไป 1 ปีก็ยังไม่มีฐานข้อมูลความเสี่ยงอาคารและระบบการแจ้งเตือนเกิดขึ้นเลย นี่คือเรื่องที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมด่วน


อมรกล่าวต่อไปว่าสำหรับเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างเหตุรถไฟชนรถเมล์ ทำให้เราเห็นปัญหาแล้วว่าจุดตัดทางรถไฟหลายสิบจุดใน กทม. มีความเสี่ยงต่อสาธารณะอย่างมาก หลายคนมองว่าเป็นความผิดของ ขสมก. รถไฟ หรือความผิดพลาดของมนุษย์ แต่ต้นเหตุพื้นฐานจริงคือการจัดการจราจร ที่มีการปล่อยให้รถจากกำแพงเพชร 7 เข้าไปตัดทาง จนทำให้รถเมล์ต้องคร่อมราง 


ทางด้าน เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านการปฏิรูปภาครัฐ ระบุว่าเรื่องที่เป็นปัญหาของทั้งระดับประเทศและ กทม. ก็คือปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาครัฐ หลักธรรมาภิบาล และปัญหาการทุจริต ถ้าประเทศไทยแก้ได้ทั้งสองเรื่องนี้ ประเทศไทยจะมีงบประมาณปีหนึ่งเพิ่มขึ้นได้ถึง 4-5 แสนล้านบาท คือเรื่องของกฎหมายจำนวนมากที่ล้าสมัยที่สมควรถูกยกเลิก และเรื่องการทุจริตที่มีแต่หนักข้อขึ้น


เพียงพนอกล่าวต่อไปว่าการปฏิรูปภาครัฐคือการแก้ปัญหาของระบบราชการ ทั้งเรื่องจำนวนข้าราชการที่ กทม. มีรวมกว่า 75,000 ราย ในขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว รัฐจะมีภาระเรื่องสวัสดิการ ผู้สูงอายุ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ในยุคดิจิทัลปัจจุบันเราสามารถใช้ระบบเข้ามาช่วยทำงานและลดจำนวนบุคลากรได้ 


หรือในด้านประสิทธิภาพและคุณภาพ สิ่งที่จะทำให้คน กทม. มีค่าใช้จ่ายที่น้อยลงและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นผ่านการปฏิรูปภาครัฐของ กทม. ก็คือต้นทุนใบอนุญาตต่างๆ ทั้งเรื่องการก่อสร้าง ที่หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตในลักษณะนั้น แต่ที่ใบอนุญาตเหล่านั้นยังคงอยู่ก็เพราะการมีเงินใต้โต๊ะ นี่คือเรื่องที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหา ขณะเดียวกันการใช้งบประมาณก็ต้องใช้ให้ถูกต้อง นั่นคือการมีหลักธรรมาภิบาล


เพียงพนอกล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตาม ตนอยากให้เจ้าหน้าที่และข้าราชการในสังกัด กทม. ทำงานอย่างมีคุณค่าและมีชีวิตที่มีคุณภาพไปด้วย คนเมืองที่มีโอกาสอาจรู้สึกว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่น่าอยู่ แต่คนในชุมชนอาจรู้สึกอีกแบบหนึ่ง ตนไม่ต้องการเห็น กทม. เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ต่อให้อยู่ในบ้านมีรั้วปลอดภัย แต่ตราบที่สังคมโดยรอบยังมีคนที่เดือดร้อนก็จะไม่มีใครอยู่อย่างสบายใจได้ เราจึงอยากให้ กทม. เป็นเมืองที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตร่วมกัน


ขณะที่ เดชรัต สุขกำเนิด ทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ประชาชน ด้านคุณภาพชีวิต ระบุว่าปัญหาฝุ่น pm 2.5 เป็นปัญหาใหญ่ ทำให้วิถีชีวิตโดยปกติทำไม่ได้หรือทำได้อย่างลำบาก ทุกคนท่องกันได้หมดแล้วว่าสาเหตุมาจากอะไร แต่การเอาจริงและพยายามกำหนดขอบเขตการแก้ปัญหายังไม่ดีเพียงพอ ที่ผ่านมาการแก้ปัญหามักถูกพูดถึงเฉพาะในช่วงเวลาที่พีค ซึ่งแทบไม่สามารถคาดเดาได้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า


การมีขนส่งสาธารณะที่ต่อยอดจากที่ กทม. มีอยู่และทำให้ทั่วถึงเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งปัจจุบัน กทม. ยังขาดฟีดเดอร์ในช่วงสุดท้ายอยู่ ปัจจุบันมีการกำหนดไว้ 10 สายเบื้องต้นแล้วแต่ไม่มีคนมาวิ่ง และยังมีอีกกว่า 30 สายที่สามารถทำฟีดเดอร์เสริมเข้ากับระบบใหญ่คือรถไฟฟ้าได้ ซึ่ง กทม. โดยทีมผู้ว่าฯ ประชาชน จะเข้าไปผลักดันให้เกิดขึ้น


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าแต่ กทม. ก็ไม่ได้มีเฉพาะรถที่สัญจรไปมาของผู้คน แต่ยังมีเรื่องการขนส่งสินค้า รถบรรทุก และรถเมล์ด้วย ต้องมีการยกระดับมาตรฐานของรถเหล่านี้ กำหนดเขตควบคุมให้รถที่จะเข้ามาในเขต กทม. ต้องเป็นยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษต่ำ (low emission) ซึ่งจะทำแบบนั้นได้ต้องมีการกำหนดเขต low emission zone ซึ่งที่ผ่านมาแม้ กทม. จะดำเนินการอยู่แต่ก็มีขอบเขตที่จำกัด จำเป็นต้องทำให้ขยายระยะเวลาเพิ่มขึ้น สร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น และดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังมากขึ้น


ขณะที่ภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรม กทม. มีทั้งโรงงาน ไซต์ก่อสร้าง แพลนท์ปูน สิ่งเหล่านี้ต้องติดเครื่องมือตรวจวัด กล้องวงจรปิด เพื่อดูแลทั้งเรื่องฝุ่นและความปลอดภัย ส่วนที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมต้องตรวจวัดสิ่งที่เป็นมลพิษทางอากาศ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำเข้ามาใช้ได้แล้ว เช่น อากาศยานไร้คนขับที่ติดกล้องตรวจความเข้มข้นของมลภาวะอุตสาหกรรม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าที่ติดอยู่ปลายปล่องโรงงาน


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าส่วนเรื่องของการเผาในภาคเกษตร เป็นสิ่งที่แก้เฉพาะ กทม. ไม่ได้ แต่ต้องขยายความร่วมมือเชิญจังหวัดโดยรอบ ที่มีปัญหา pm 2.5 เช่นเดียวกันกับ กทม. มาแก้ปัญหาร่วมกัน ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็เปิดโอกาสอยู่แล้วให้ผู้ว่า กทม. สามารถชวนจังหวัดที่เป็นเขตควบคุมมลพิษมาร่วมมือออกมาตรการเดียวกันได้ รวมไปถึงสามารถเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรให้ไม่ใช้วิธีการเผาได้ ผ่านการจัดหาเครื่องจักร จัดหาผู้รับซื้อฟาง เป็นต้น ซึ่ง กทม. มีทรัพยากรมากพอที่จะชวนจังหวัดอื่นๆ มาแก้ปัญหานี้ไปพร้อมกันได้


ในส่วนของชัยวัฒน์ ระบุว่ากรุงเทพจะง่ายขึ้นได้ถ้าเราสร้างเมืองที่แคร์คน เราอยากทำให้ กทม. เป็นเมืองที่แคร์คนทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้มากขึ้น วันนี้ตนไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชน และผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนอีกทั้ง 50 คน


ปัญหาของ กทม. หลายอย่างเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องไปถึงลูกหลานในอนาคตของเรา ทำให้เราคิดอยู่แค่ในกรอบของการเลือกตั้ง 4 ปีไม่ได้ พรรคประชาชนที่อาสาเข้ามาทำกรุงเทพให้ง่ายขึ้น จึงมองถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำในอนาคตเพื่อคนกรุงเทพ การทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์คนของเราเป็นสิ่งที่จับต้องได้ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เราอยากให้ กทม. เข้ามาช่วยชาวกรุงเทพให้ง่ายขึ้นในทุกช่วงของชีวิต


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่ตนเจอมาเวลาคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเวลาเข้าพื้นที่ คือหลายย่านใน กทม. ตลาดเงียบ ไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน พ่อค้าแม่ค้าต่างสะท้อนว่าถ้าได้เข้าบริหารกรุงเทพ จะช่วยทำให้บรรยากาศคึกคักกว่านี้ได้หรือไม่ ความเงียบของย่านต่างๆ คือปัญหาหนึ่งที่ กทม. สามารถพัฒนาให้คึกคักและทำให้คนอยากมาเที่ยวได้ 


วันนี้ กทม. มีย่านที่ชิคหลายย่าน อย่างบรรทัดทอง ทรงวาด ที่มีการพัฒนาให้มีจุดขายที่น่าสนใจ กทม. ยังมีย่านลักษณะนี้อีกจำนวนมาก ถ้าสามารถพัฒนาเรื่องการเดินทาง การเข้าถึง และการประชาสัมพันธ์ให้ดีขึ้น มีทิศทางการพัฒนาร่วมกันระหว่างเอกชนและประชาชนในย่านนั้น เราจะสามารถพัฒนาย่านเหล่านี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คึกคักขึ้นมาได้อีกเป็นจำนวนมาก โดย กทม. ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการและสนับสนุนด้านงบประมาณ ถ้าต้องสร้างแลนด์มาร์กใหม่ หรือการพัฒนาภูมิทัศน์ กทม. สามารถสนับสนุนได้


ชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่าการทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์คน เรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการรื้อโครงสร้างกฎหมายที่ล้าหลัง และการดูแลคนไม่ได้หมายถึงแค่การดูแลเฉพาะคนเมือง แต่ต้องรวมถึงคนที่ทำงานให้ กทม. ด้วย ทำอย่างไรให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ มีเกียรติโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบใต้โต๊ะ


กทม. มีปัญหายากๆ หลายปัญหา ตั้งแต่เรื่องของฝุ่น pm 2.5 การจราจร ขยะ น้ำท่วม ฯลฯ ที่ต้องแก้ด้วยระบบ เพราะการแก้ปัญหายากๆ เหล่านี้ที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้น สิ่งที่เราจะทำจึงมาจากการคิดที่เจาะลึกแยกออกไปถึงสาเหตุที่ต้นตอ การแก้ปัญหาทุกอย่างต้องไม่ถูกแก้แบบลูบหน้าปะจมูก ทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชนจะจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยเป้าหมายคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิด ไม่ใช่แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #เลือกตั้งผู้ว่ากทม69 #ผู้ว่าประชาชน