วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

#16ปีพฤษภา53 : พลซุ่มยิง (Sniper) เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล

 


#16ปีพฤษภา53 : พลซุ่มยิง (Sniper) เขียนโดย พล.อ.อดุล อุบล


ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกเหตุการณ์ เมษาพฤษภา53 “ยูดีดีนิวส์” ขอนำเสนอบทความซึ่งเขียนโดย พลเอก อดุล อุบล ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในเวลาต่าง ๆ กัน จากหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” หนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลัง และให้ได้ทราบว่าในกองทัพไทยยังมีนายทหารประชาธิปไตยผู้รักชาติรักประชาชน ที่เขียนไว้ให้ปรากฏ โดยแง่คิดต่าง ๆ นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนายทหารและเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ไม่หลงผิดทำสิ่งเลวร้าย ดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นวงจรอุบาทว์เสมอมา


พลซุ่มยิง (Sniper)” 


เพื่อนพ้องน้องพี่และบุคคลพลเรือนจำนวนมากที่เคารพนับถือกันถามผมว่า การใช้พลซุ่มยิงในการสลายมวลชนนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เหมาะสมตามความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารในการปฏิบัติการเช่นนี้หรือไม่


ผมเรียนตามตรงว่าผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่มันมีคนถามมามากเหลือเกิน โดยเฉพาะเพื่อน ๆ อาชีพอื่นที่อาจจะมองภาพของทหารเป็นแบบอย่างโลกตะวันตกในฐานะทหารอาชีพ ผมก็เลยจะขอตอบตรงนี้ในรูปแบบของวิชาการก็แล้วกัน นอกจากนั้นเป็นความรับผิดชอบของผู้อ่านจะคิดเอาเอง


ในหน่วยรบพิเศษ ผมไม่รู้นะครับ แต่ในหน่วยทหารราบแล้ว ผมเชื่อว่าผมเป็นคนแรกที่ได้เสนอแนวคิดในการจัดให้มีชุดพลซุ่มยิ่งแบบ Two – man team จำนวน 8 ทีม ในแต่ละกองพันทหารราบของกองทัพภาคที่ 1 แนวคิดนี้ผมเสนอต่อท่าน พล.ต.ไพศาล กตัญญู ซึ่งดำรงตำแหน่ง รอง มทภ.ในขณะนั้น ผมเสนอแนวคิดนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการรบของหน่วยทหารราบเบาในการป้องกันอธิปไตยของชาติ และรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใด และไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีผลออกมาในทางลบเช่นที่ผ่านมานี้


ผมได้ความคิดนี้จากประสบการณ์ในการฝึก ศึกษา และดูงาน จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกผมไปศึกษาหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบที่ กองทัพบกออสเตรเลีย เมื่อปี 2525 กองพันทหารราบของออสเตรเลีย มีการจัดชุดพลซุ่มยิง ประจำอยู่ในอัตราการจัดและยุทโธปกรณ์ (TO & E) ของหน่วย และมีข้อพิจารณาในการใช้อย่างกว้างขวางในการปฏิบัติการรบ


ครั้งที่ 2 เมื่อครั้งที่ผมเป็นล่ามให้ชุดครูฝึกจากกองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล ที่มาทำการฝึกชุดต่อต้านการก่อการร้ายให้แก่กำลังพลของ พล.รอ. เมื่อปี 2526 ซึ่งมีการใช้พลซุ่มยิงสังหารผู้ก่อการร้ายในขณะที่ชุดโจมตี (Assault team) เข้าชาร์จเพื่อช่วยตัวประกัน


ครั้งที่ 3 เมื่อผมได้ไปเรียนหลักสูตรชั้นนายพันทหารราบของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2527 เช่นเดียวกัน กองทัพบกสหรัฐฯ เองก็มีการใช้พลซุ่มยิงในหน่วยทหารราบเบา ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันในหน่วยระดับหมู่ ปส. ของกำลังทหารสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการอยู่ในอิรักและอัฟกานิสถาน ยังมีชุดลำกล้องและโครงในส่วนบนที่ใช้ประกอบกับโครงปืนส่วนล่างของ ปลย.M.16 ทำให้ ปลย.M.16 นั้นกลายเป็น ปลย. ขนาด 7.62 มม. ใช้ยิงเป้าหมายที่อยู่ไกลเกินกว่าระยะหวังผลของ ปลย.M.16 ถึงแม้ว่าจะไม่มีประสิทธิภาพเหมือน ปืนพลซุ่มยิง แต่ก็ให้ผลลัพธ์ในการสังหารฝ่ายตรงข้ามได้มากขึ้น โดยไม่ใช้พลซุ่มยิง เพียงแต่ใช้กำลังพลในหมู่นั้น ๆ เอง อาวุธประเภทนี้จัดเป็น ปลย.ต่อระยะ (Extended range rifle) ซึ่งบางกองทัพไม่มีความรู้จริง จึงนำมาสับสนกับปืนพลซุ่มยิงของแท้ที่มีราคาแตกต่างกันมากในการจัดหา Sniper rifle ไว้ใช้งาน


จากประสบการณ์ทั้ง 3 ครั้ง ทำให้ผลได้เรียนรู้เรื่องการใช้ Sniper team โดยสรุปได้ว่า


1. ชุดพลซุ่มยิง มี 2 แบบโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว แต่ประเภทของอาวุธที่ใช้คือ Anti personnel สำหรับสังหารบุคคลเป็นหลัก และ Anti material ซึ่งใช้สำหรับยิงทำลายอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ก็สามารถนำมาใช้สังหารบุคคลได้ด้วย


2. หลักการใช้และภารกิจตามคุณลักษณะและขีดความสามารถของชุดพลซุ่มยิง

2.1 การรวบรวมข่าวสาร เนื่องจากพลซุ่มยิงนอกจากจะเป็นทหารที่ยิงปืนได้แม่นยำเป็นเลิศแล้ว พลซุ่มยิงจะต้องเป็นคนที่กล้าหาญ อดทน มุ่งมั่น มีความรอบรู้ในเรื่องการรบ ยุทธวิธี และเทคนิคของการเคลื่อนที่ด้วยการแทรกซึมทั้ง 3 มิติ เป็นอย่างดี พลซุ่มยิงจึงสามารถเข้าเกาะข้าศึกได้ทั้งแนวหน้า และแนวหลัง พร้อมที่จะรายงานข่าวสารเกี่ยวกับข้าศึกและพื้นที่การรบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.2 ใช้ในการยิงข่ม (Supression) ทั้งที่หมายและที่ตั้งอาวุธยิงของข้าศึก ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกำลังส่วนน้อย แต่ได้ผลทั้งทางยุทธวิธีและทางจิตวิทยาสูง

2.3 ใช้ในการยิงสังหารบุคคลสำคัญ (Key man) ของข้าศึกทำให้การควบคุมการรบของข้าศึกต้องหยุดชะงักลง หรือยิงทำลายชิ้นส่วนสำคัญของระบบอาวุธของข้าศึก (High value target) ทำให้เสียหาย อาจถึงขั้นทำให้ข้าศึกชักช้าหรือต้องเปลี่ยนหนทางปฏิบัติใหม่ได้

2.4 ใช้ควบคุมพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้ข้าศึกเข้ามาใช้ประโยชน์ด้วยการยิงจากขีดความสามารถของอาวุธ

2.5 ใช้ในการต่อต้านพลซุ่มยิงของข้าศึก พลซุ่มยิงด้วยกันจึงจะรู้และเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง จะสามารถคิดได้ว่าในสถานการณ์และภูมิประเทศแบบนี้ พลซุ่มยิงฝ่ายข้าศึกน่าจะอยู่บริเวณใดและกำลังคิดทำอะไรอยู่

2.6 ใช้ในการต่อต้านการก่อการร้ายสากล คล้ายกับข้อ 2.3


ตามที่กล่าวมาแล้ว ผมจึงได้เสนอแนวคิดให้มีการใช้พลซุ่มยิงในกองพันทหารราบของ ทภ.เมื่อปี 2545 แล้วก็เริ่มมีการคัดเลือกกำลังพล เข้ารับการฝึกจากชุดครูฝึกพลซุ่มยิงของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ เพื่อเป็นชุดครูฝึกนำไปขยายผลให้หน่วยในระดับกองพล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่เคยมีความคิดใช้หรือจะนำประโยชน์ของหลักการใช้พลซุ่มยิงมาใช้ในการสลายมวลชน และไม่แม้แต่จะฉุกคิดว่าจะมีผู้บังคับบัญชาบางคนนำมาใช้ในงานนี้


ก่อนเหตุการณ์ 10 เมษา และ 19 พ.ค. 53 ผมไม่เคยได้รับทราบมาก่อนว่า มีกองทัพของประเทศใดในโลกประชาธิปไตย นำกำลังทหารออกมาสลายมวลชน รวมทั้งมีการใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชน ผมไม่เคยศึกษาและไม่เคยคิดที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้ ว่ามันเป็นการผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎบัญญัติของสหประชาชาติหรือไม่ เพราะตัวผมเองไม่เคยมีความคิด อย่าว่าแต่ใช้พลซุ่มยิงกับมวลชนเลย แม้แต่การใช้ทหารถืออาวุธสงครามออกมาปราบปรามประชาชนก็ไม่เคยมีอยู่ในหัวสมอง


ผมพอจำได้ในประเด็นสำคัญ ๆ ของกฎการทำสงคราม ซึ่งเป็นวิชาที่ทหารโลกประชาธิปไตยทุกชาติเขาต้องศึกษากัน ยกเว้นในประเทศไทย เช่น ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์สงคราม ทหารจะใช้อาวุธต่อประชาชน หรือเชลยศึก หรือทหารที่ยอมแพ้วางอาวุธของฝ่ายคู่สงครามไม่ได้ ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการกระทำกับประชาชนของประเทศตนเอง


ผมคงตอบคำถามของพวกท่านทั้งหลายได้เท่านี้ คงต้องเป็นหน้าที่ของพวกท่านพิจารณาด้วยตนเองว่ามันควรจะเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายทั้งในประเทศ ระหว่างประเทศ หรือสากลโลก หรือไม่ และมันสมควรจะกระทำหรือไม่ ประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพต้องเป็นพลเรือน ที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผ่านการเลือกตั้ง ทหารทุกคน ทุกชั้นยศ จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายของบุคคลนี้อย่างเคร่งครัด ด้วยความเต็มใจอย่างภาคภูมิ เพราะพวกเขาเป็นทหารอาชีพของกองทัพของประชาชน (กลับไปอ่านด้วยรักและห่วงใยตอน “Inside or outside oriented” และตอน “กองทัพของประชาชน” ที่ผ่านมาแล้ว)


ประการสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะกล่าวย้ำเตือนไว้ ณ ที่นี้ก็คือ กองทัพมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศชาติ รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นเอกราช ความมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกองทัพก็อาจจะกลายเป็นเครื่องมือในการบั่นทอนขัดขวางความเจริญของประเทศ หรืออาจถึงขั้นเป็นศัตรูทำลายล้างประชาชนในชาติเสียเอง อันเนื่องมาจากระบอบการควบคุมกำลังทหารที่ไม่เหมาะสม การขัดเกลาทางสังคมในการสร้างผู้นำทางทหารทุกระดับไม่ถูกต้องตามวิวัฒนาการของโลก รวมทั้งการได้มาซึ่งผู้บังคับบัญชาที่..................(เติมเอาเองตามต้องการครับ)


อดุล อุบล

พลเอกทหารราบ

27 มี.ค. 54


นี่คือบทความบางตอน ในหนังสือ “ฝากไว้...ให้ตราตรึง” อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.อดุล อุบล


ประวัติการศึกษา พล.อ.อดุล อุบล บางส่วน :


โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2511)

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 (พ.ศ. 2513)

หลักสูตรภาษาอังกฤษกองทัพอากาศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกออสเตรเลีย (พ.ศ. 2525)

หลักสูตรชั้นนายพันทหารราบ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2527)

หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง ชุดที่ 64 (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย (สอบได้ที่ 1) พ.ศ. 2528

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก กองทัพบกสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2530)

หลักสูตรการบริหารทรัพยากรทางทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2531)

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 48 (พ.ศ. 2548)


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คปช53 #16ปีพฤษภา53 #คนเสื้อแดง