วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

หมายเหตุกรณีพฤษภา35 โดย นพ.เหวง โตจิราการ

 


หมายเหตุกรณีพฤษภา35 โดย นพ.เหวง โตจิราการ 


กรณีพฤษภา 2535 เกิดขึ้นจากการที่พลอ.สุจินดา คราประยูร ประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการยึดอำนาจของรสช.(คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ)แต่กลับคำ จนเป็นที่มาของวาทะประวัติศาสตร์ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ทำให้มีการชุมนุมของประชาชนจำนวนมากหน้ารัฐสภาเพื่อขับไล่พลอ.สุจินดา คราประยูร


การชุมนุมขับไล่ พลอ.สุจินดา อาจจะแบ่งเป็นสองช่วงได้ กล่าวคือช่วงแรกก่อนวันที่ 9 พ.ค. 35 คือก่อนหน้าที่ประธานรัฐสภาอุกฤษ มงคลนาวิน ประกาศรับปากแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็น คือ


1. นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

2. ประธานสส. เป็นประธานรัฐสภา

3. วุฒิสภาเสนอญัตติอภิปรายไว้วางใจไม่ได้

4. การเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องเป็นประชาธิปไตย


และช่วงหลังตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 35 เป็นต้นไป ที่เกิดการจัดตั้งองค์กรสมาพันธ์ประชาธิปไตยขึ้นใหม่ เป็นองค์กรนำในการขับเคลื่อนการชุมนุมหลังจากที่พักการชุมนุมชั่วคราว ภายหลังจากที่ประธานรัฐสภาอุกฤษ มงคลนาวินออกมาแถลงรับปากว่า จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็น


การที่ต้องจัดตั้งองค์กรสมาพันธ์ประชาธิปไตยขึ้นมากลางคันระหว่างการชุมนุม เพราะในตอนเริ่มต้นชุมนุมขับไล่"สุจินดา"นั้น ประกอบด้วยกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมากเกินกว่า 20 กลุ่ม


แต่การชุมนุมเพิ่มความแหลมคมและแรงกดดันอย่างหนักหน่วงเกิดขึ้นภายหลังจาก ที่พลตรีจำลอง ศรีเมืองประกาศต่อต้านสุจินดา โดยจะทำการอดอาหารจนเสียชีวิตภายในเจ็ดวัน 


ทำให้พลตรีจำลองและคณะสันติอโศกมีสถานภาพเป็นกลุ่มการนำในทันที ประชาชนผู้เข้าชุมนุมจำนวนเทความไว้วางใจการนำไปที่คุณจำลองและคณะทันที


คุณจำลองและคณะมีความจัดเจนในการการต่อสู้ทั้งทางทหารและทางการเมือง ดังนั้นจึงมีลักษณะการวิเคราะห์สถานการณ์การขับเคลื่อนของฝ่ายชุนนุมและการปราบปรามของฝ่ายสุจินดาแบบ “รู้ทันกัน”


คุณจำลองและคณะพิจารณาแล้วว่า การนั่งชุมนุมที่ ถนนอู่ทองในหน้าตึกรัฐสภา(ใกล้พระที่นั่งอนันตสมาคมในสมัยนั้น) เป็นถนนแคบ ๆ ถ้ารัฐบาลสุจินดา ใช้ทหารปิดปากทางตรงโค้งจากเขาดิน และปิดปากทางที่ถนนราชวิถี ก็จะส่งทหารเข้ากวาดล้างได้อย่างง่ายดาย และการข่าวยืนยันว่าทางรัฐบาลสุจินดาจะลงมือดำเนินการในค่ำคืนนั้น


ดังนั้นคุณจำลองและคณะจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายการชุมนุมออกไปยังสถานที่ที่กว้างใหญ่และรัฐบาลสุจินดาไม่สามารถปิดล้อมเพื่อสลายการชุมนุมได้ คุณจำลองและคณะได้พยายามที่จะเรียกประชุมตัวแทนของกลุ่มการชุมนุมทุกกลุ่มเพื่อขอมติในเรื่องนี้ แต่เนื่องจากมีกลุ่มการชุมนุมจำนวนมาก (มากกว่ายี่สิบกลุ่ม) และตัวแทนของแต่ละกลุ่มก็ตามตัวได้ยากมาก (ในตอนนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือเช่นทุกวันนี้ มีแต่แพ็คลิงก์ หรือคนที่ร่ำรวยจึงมีโทรศัพท์ขนาดหม้อแบตเตอรี่รถยนต์แม้แต่โทรศัพท์แบบไม้หน้าสามยังไม่มี)


ดังนั้นเมื่อเห็นความจำเป็นเร่งด่วนเช่นนี้คุณจำลองกับคณะจึงตัดสินใจเคลื่อนขบวนการชุมนุมออกจากถนนอู่ทองในหน้ารัฐสภาทันที แล้วเดินไปทิศพระบรมรูปทรงม้า ทำให้กลุ่มต่าง ๆ หลายกลุ่มไม่รู้เรื่องไม่ทราบการตัดสินใจไม่ได้ร่วมการตัดสินใจและหลายกลุ่มไม่เห็นด้วย กระทั่งเดินทางไปแล้ว หลายกลุ่มเห็นว่าควรจะเคลื่อนไปชุนนุมที่ถนนราชดำเนินในที่หน้าเฉลิมไทย แต่ก็ไม่อาจจะติดต่อคุณจำลองและคณะเพื่อตกลงกันได้


คุณจำลองและคณะได้พากลุ่มผู้ชุมนุมมุ่งหน้าไปสนามหลวงเพื่อไปตั้งฐานการชุมนุมที่นั่น ก็ไปประสบกับการจัดงานวันวิสาขบูชาของรัฐบาลสุจินดาในขณะนั้น 


จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศกลับมาตั้งที่ถนนราชดำเนินในตลอดเส้นทางจนมาถึงเฉลิมไทย (ในตอนนั้นยังไม่ได้รื้อถอน)


กรณีความขัดแย้งในการเคลื่อนขบวนการชุมนุมนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับกลุ่มแกนนำคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คุณจำลองและคณะอย่างรุนแรง จนมีกลุ่มแกนนำสำคัญสองกลุ่มใหญ่ประกาศไม่ยอมรับการนำของคุณจำลองและกลุ่มและประกาศถอนตัวไม่ร่วมชุมนุมอีกต่อไป


ความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้นกลายเป็นความขัดแย้งที่แตกหักในทันทีผมกับอาจารย์ธิดามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ฝ่ายประชาชนที่เกิดขึ้น และหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้อีกต่อไป จะทำให้การต่อสู้ครั้งนี้พ่ายแพ้แน่นอน จึงต้องหาทางแก้ไขสถานการณ์ประกอบกับ ทางฟากรัฐบาลสุจินดา ก็ประกาศเรื่องการยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ประการออกมาในวันที่ 9 พ.ค. 35 


ในช่วงที่สงบชั่วคราวนี้เอง อาจารย์ธิดาจึงได้เสนอว่า ควรปรับองค์กรนำให้เป็นองค์กรกระชับขนาดเล็กที่ได้รับการยอมรับจากทุกกลุ่มและเรียกประชุมปรึกษาหารือกันได้ทุกวินาทีของการต่อสู้ จึงได้มีการจัดประชุมทุกองค์กรการชุมนุมขึ้นที่โรงแรมรัตนโกสินทร์และได้รับการเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ที่จะปรับเปลี่ยนโดยจัดให้มีองค์กรนำขนาดเล็กที่กระชับและมีคณะนำเพียง 7 คนที่จะต้องอยู่ร่วมกันในสนามต่อสู้พร้อมที่จะประชุมได้ในทันที ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลง


จึงได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตยขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2535โดยประกอบด้วย กรรมการ 7 ท่าน คือ 


1.คุณจำลอง ศรีเมือง 2.คุณฉลาด วรฉัตร(ส่งคุณจิตรวดีวรฉัตรแทนเพราะคุณฉลาดวรฉัตรยังคงอดข้าวประท้วงอยู่) 3.คุณครูประทีป อึ้งทรงธรรมฮาตะ 4.คุณหมอสันต์ หัตถีรัตน์ 5.คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข 6.คุณปริญญา เทวานฤมิตรกุล 7.คุณหมอเหวง โตจิราการ


ทั้งหมดได้รับการรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์ในวันนั้นสมาพันธ์ประชาธิปไตยได้ประชุมหารือกันแล้วได้มติว่า จะจับตาดูการดำเนินการของรัฐบาลและรัฐสภาว่า ที่รับปากแก้ไขรัฐธรรมนูญจะดำเนินการตามนั้นหรือไม่ หากไม่ดำเนินการตามนั้นก็จะจัดให้มีการชุมนุมใหญ่ครั้งใหม่ในทันที ซึ่งประชาชนผู้ชุมนุมก็กระหายที่ต้องการจะเข้าร่วมการชุมนุมอยู่แล้วหากรัฐบาลและรัฐสภาหักหลังสัญญาประชาคม ซึ่งก็เป็นไปตามคาดในวันที่ 16 พ.ค. 35 รัฐสภายุคสุจินดาแม้จะยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ประเด็น แต่เพิ่มเงื่อนไขในบทเฉพาะกาลให้ พลอ.สุจินดา เป็นรัฐบาลต่อไป


ทำให้ประชาชนเห็นว่าเป็นการหักหลังสัญญาประชาคม สมาพันธ์ประชาธิปไตยจึงประกาศให้มีการชุมนุมกันใหม่ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 โดยสมาพันธ์ประชาธิปไตยมีมติว่าหากผู้ชุมนุมมาเป็นจำนวนมากก็จะเคลื่อนขบวนไปทวงถามเรื่องให้พล.อ.สุจินดาลาออกในทันที


ซึ่งก็ปรากฏว่า ประชาชนมาชุมนุมกันในเย็นวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 เป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของท้องสนามหลวง (ประเมินว่าน่าจะหลายหมื่นจนเกือบแสนคน) จึงตัดสินใจเคลื่อนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันให้พล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทันที


ทันทีที่เคลื่อนขบวนฝ่ายรัฐก็ใช้วิธี “เผาสถานีตำรวจนางเลิ้ง ปล้นอาวุธสถานีตำรวจไปทั้งหมด” เพื่อป้ายสีให้ผู้ชุมนุมเป็นคนก่อความรุนแรงเผาบ้านเผาเมือง จากนั้นก็ส่งกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ตั้งแต่บ่ายจับคุณจำลองไปคุมขัง จับประชาชนผู้ชุมนุมถอดเสื้อไปคุมขังตามค่ายทหาร ตอนบ่ายคล้อยมีการไล่ยิงประชาชนจากบริเวณใกล้กองสลากให้ถอยร่นไปโรงแรมรัตนโกสินทร์ ประชาชนต่อสู้กับทหารที่ติดอาวุธโดยใช้รถเมล์แล้วขับมาพร้อมคนเต็มรถ ทหารก็ยิงใส่รถชนคนตายจำนวนมากและไล่ล่าเข้าไปในโรงแรมรัตนโกสินทร์


จากนั้นก็ทำร้ายโดยใช้บั้นท้ายปืน M16 ทุบตี กระแทกใส่ประชาชน เหยียบกระทืบประชาชนที่นอนราบกับพื้นและจับตัวไปกักขังในค่ายทหาร


รัฐบาลออกหมายประกาศจับกุมผม ผมจำเป็นต้องหลบภัยจากรัฐบาลสุจินดา จนภายหลังคุณจำลองและพล.อ.สุจินดาคราประยูรเข้าเฝ้า และเหตุการณ์สงบเรียบร้อยลงแล้ว ก็มีประกาศนิรโทษกรรมทั้งสองฝ่าย ผมจึงกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ดังเดิม                        


นพ.เหวง โตจิราการ 

14 พ.ค. 69 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พฤษภา35