นพ.เหวง
โตจิราการ :
ยัน ไม่เลิกจนกว่าความยุติธรรมจะปรากฎ! หาก 4
ปีผ่านไปและพรรค ปชน. ได้เป็นรัฐบาล ขอให้เซ็นรับรองเขตอำนาจศาล ICC เฉพาะกรณีเมษาพฤษภา ปี 53
วาระครบรอบ #16ปีเมษาพฤษภา53
เมื่อ
19 พ.ค. 69 ณ ราชประสงค์
พี่น้องครับ
วันนี้พวกเราทุกคนก็มาร่วมกัน ก็ชัดเจนนะครับ เราทวงความยุติธรรมให้กับวีรชน
เมษาพฤษภา ปี 53 พวกเราจะเลิกทวงความยุติธรรมหรือเปล่า
เราจะไม่เลิกจนกว่าความยุติธรรมมันจะปรากฏ จริง ๆ มันใกล้เต็มทีเลย
ผมขออนุญาตด้วยความเคารพ ผมไม่ได้รัก ไม่ได้ชังใครเป็นการเฉพาะหรือส่วนตัว
แต่ความรักความชังของผมมันผูกติดกับอุดมการณ์ทางการเมือง
นั่นก็คืออุดมการณ์ประชาธิปไตย ใครทำเพื่อประชาธิปไตยผมก็จะรัก
แต่ถ้าใครไม่ได้ทำเพื่อประชาธิปไตยหรือทำเพื่อเผด็จการแต่ซ่อนรูปในประชาธิปไตยผมก็จะเกลียดครับ
คือคุณซ่อนรูป
พวกซ่อนรูปน่ากลัวกว่าพวกเผด็จการแท้ ๆ เสียอีก เผด็จการแท้ ๆ
เราต่อสู้โจมตีได้ง่าย แต่พวกซ่อนรูปต่อสู้โจมตียาก ใช่หรือเปล่า? ฉะนั้น
ทางการเมืองนี่น่าเสียดายนะ ผมรักพรรคการเมืองทุกพรรคที่ทำเพื่อประชาธิปไตย
พรรคการเมืองที่ทำเพื่อประชาธิปไตยชัดเจนผมรักแน่นอน ไม่ใช่ว่าผมเป็นลูกน้องเขา
สยบยอมเขา เป็นทาสบริวารเขา ผมรักเขาเพราะผมรักประชาธิปไตย
ในรัฐบาลที่ผ่านมามันเห็นชัด เอ่ยชื่อก็ได้เพราะมันเห็นชัดแล้ว “รัฐบาลเศรษฐา”
“รัฐบาลอุ๊งอิ๊ง” มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นหลายชุด ผมคงไม่พูดยาวแต่ว่าทบทวนนิดหน่อยเพื่อให้พี่น้องเห็นชัด
ๆ นะครับว่าพรรคการเมืองไหนบ้างเขาทำเพื่อประชาธิปไตย
มีพรรคการเมืองนั่นก็คือ
พรรคประชาชน ผมมาพูดนี่ไม่ได้หมายความว่าผมไปสยบยอมกับพรรคประชาชน ไม่ใช่นะ!!!
ผมรู้สึกเสียดายจริง ๆ เลย ที่จริงมันเดินมาไกลมากแล้วนะ
พวกเราเกือบจะได้ความยุติธรรมคืนให้กับวีรชนของเราแล้ว แต่น่าเสียดาย อยู่ ๆ
พรรคประชาชนเกิดทำผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ คือพรรคประชาชนทำดี 3 เรื่อง เรื่องที่ 1
พรรคประชาชนเขาผลักดันไปแก้กฎหมายว่า รัฐที่ฆ่าประชาชนสองมือเปล่าที่เห็นต่าง
ไม่มีอายุความ เรื่องที่ 2
พรรคประชาชนเขาผลักดันให้ทหารที่ฆ่าประชาชนสองมือเปล่าที่เห็นต่าง
ต้องขึ้นศาลพลเรือน เรื่องที่ 3 นักการเมืองที่มีส่วนร่วมในการฆ่าประชาชนสองมือเปล่าที่เห็นต่าง
ต้องขึ้นศาลพลเรือน
ใกล้จริง
ๆ เลย ใกล้เข้าไปแล้ว แต่ฉับพลันทันใดไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาชน
เพราะผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเขา ไม่ได้คุยกับผู้บริหารพรรคเขา ได้แต่ดูอยู่ข้างนอก
ได้แต่ลุ้น แต่ลุ้นแล้วเสียใจมาก อยู่ ๆ เขาไปเสนอ MOA
แล้วก็ไปเอาอนุทินขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จบเลยครับ
ที่จริงตอนนั้นผมได้แต่พูดอยู่ข้างนอก แต่เหมือนไม่ถึงหูเขา จริง ๆ
โดยหลักการตอนนั้นอดีตนายกฯ ทักษิณ ท่านไม่พอใจอนุทินอย่างรุนแรง
ท่านวิพากษ์วิจารณ์คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เกือบจะทุกวัน สุดท้ายถึงขนาด
ขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้านก็คือ ขับออกจากรัฐบาล นี่ไงสถานการณ์ที่เป็นจริงมันเป็นอย่างนี้
ที่จริงพรรคประชาชนควรจะส่งเสริมเลย ให้สองฝ่ายเขาทะเลาะเบาะแว้งกันจนบ่อนแตกไปเลย
เวลาเขาทะเลาะแบะแว้งจนจบไม่ลงมันก็ต้องยุบสภาอยู่แล้ว นี่ไปเสนอ MOA ก็เลยกลายเป็นว่าพรรคอนุทินเติบใหญ่อย่างมหาศาล อันนี้ก็เป็นความผิดพลาดที่พรรคประชาชนจะต้องสรุป
ผมไม่ได้มาโจมตี แต่มองสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาในอดีต เสียดายมาก
เมื่อเป็นเช่นนี้
กฎหมาย 3 ฉบับที่พร้อมที่จะทวงความยุติธรรมให้กับวีรชนของเราก็เลยหายไปเลย คือถ้าไม่นำกลับมาก็เท่ากับมันหายไปเลย
ตอนนี้ผมยังเป็นห่วงนะ ดูเหมือนว่าการแก้พระธรรมนูญศาลทหาร ทางรัฐบาล/สส.ชุดปัจจุบัน
เขาไม่เอา เขาจะมีฉบับของเขา แล้วอีก 2 เรื่องผมก็ไม่แน่ใจ
เพราะว่าผมติดตามอ่านหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้เขียนรายละเอียดว่าเรื่องทหารขึ้นศาลพลเรือน
ตกไปแล้วหรือยัง? และเรื่องนักการเมือง ต้องขึ้นศาลพลเรือน ตกไปแล้วหรือยัง?
ถ้าตกไปก็อยากให้พรรคประชาชนผลักดันเข้าไปในสภาอีกครั้งหนึ่ง และขอให้ สว.
ไปผลักดันเรื่องนี้เพราะเรื่องนี้มันจำเป็นต้องผ่านสว.ด้วย ดังนั้น ให้ สว.
ของฝั่งประชาชนไปเจรจากับ สว.สีน้ำเงิน
บอกว่าเรื่องอย่างนี้มันเป็นผลประโยชน์ประเทศชาติและเป็นประวัติศาสตร์
เพราะฉะนั้นคุณจะต้องทำเพื่อประวัติศาสตร์ นี่คือ 3 เรื่องใหญ่ที่น่าเสียดาย
ที่จริงวันนั้นถ้าหากว่าพรรคประชาชนไม่ไปเสนอ MOA แต่เราเดินเรื่องในการผลักดันกฎหมาย
3 ฉบับ ปล่อยให้เขาทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ต้องไปยุยงเขาก็ได้
ผมดูแล้วมันแตกหักอยู่แล้ว เรานั่งดูเฉย ๆ คนโบราณเขาเรียกว่า “นั่งบนภูดูเสือกัดกัน”
แต่น่าเสียดาย เรื่องมันผ่านไปแล้วไม่เป็นไร
ขอให้พรรคประชาชนเก็บรับเป็นบทเรียน
นี่เป็นเหตุให้พรรคสีน้ำเงินก็เลยเติบใหญ่กะทันหันทันทีเลย
ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคในการที่จะเดินเรื่องต่อไป เพราะขณะนี้การแก้รัฐธรรมนูญเขาออกมาพูดทีหลัง
ตอนแรกบอกว่าเขาปัดตกไปเลย ก็คือจะไม่พิจารณาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ
ตอนนี้เขาบอกเขาจะนำมาพิจารณาใหม่ เขาจะเสนอของเขาเองใหม่ ก็ไม่เป็นไร
อย่าลืมนะครับว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นปมสำคัญที่สุดอันหนึ่งที่เราจะทวงความยุติธรรมให้กับวีรชนของเรา
เพราะว่าถ้าหากว่ามี สว.ฮั้ว ซึ่งเรื่องไปถึงไหนก็ไม่รุ้แล้ว ซึ่งถ้ามี สว.ฮั้ว
แล้วก็มีนักการเมืองฝั่งกลุ่มสีน้ำเงิน เขาฮุบอำนาจเด็ดขาดอยู่ในสภา เราก็ไม่มีหวังอะไร
ดังนั้น
เราต้องผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ นั่นก็คือต้องให้มีการเลือก สสร.
โดยพี่น้องประชาชนโดยตรงจากทั่วทั้งประเทศ ส่วนตัวผมนะ ผมเห็นว่าไม่ควรจะมี สว.
แล้ว ถ้าจะมี สว. ก็ให้มี สว.
มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ
และองค์กรอิสระทั้งหมดต้องตรวจสอบโดยประชาชน ต้องสามารถวิพากษ์วิจารณ์โดยประชาชน
ต้องสามารถถอดถอนโดยประชาชน รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญด้วย
คราวนี้ผมต้องเรียนพี่น้องประชาชนว่าผมไม่แน่ใจว่าเราจะสำเร็จหรือเปล่า
ทั้งนี้เนื่องจากว่าจุดยืนทางการเมืองของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เราก็เห็นชัดอยู่แล้ว
เขาเป็นจุดยืนทางการเมืองฝ่ายขวา โอกาสที่เขาจะร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
ผมว่ามันริบหรี่เหลือเกิน ขณะเดียวกันที่จะผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับก็ริบหรี่เหลือเกิน
เพราะฉะนั้นผมต้องเรียนพรรคประชาชนว่าจะต้องเก็บรับบทเรียนที่พวกท่านทั้งหลายตัดสินใจพลาดทางยุทธศาสตร์
จากวันนี้ไปต้องเดินให้ถูกต้องทางยุทธศาสตร์
เพื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปพี่น้องประชาชนจะได้ทุ่มคะแนนเสียงให้กับคุณ แต่มันผ่านไปแล้ว
ไม่เป็นไร เริ่มต้นกันใหม่ แต่ต้องเก็บรับบทเรียน อันนี้เป็นความผิดพลาด
เป็นรอยด่างของพรรคประชาชน
ผมเรียนว่าถ้า
4 ปีมันหมดไปแล้ว ผมไม่แน่ใจว่า 4 ปี มันจะสำเร็จหรือเปล่า ถ้า 4 ปีผ่านไปโดยยังไม่สำเร็จ
ผมอยากจะเรียนไปยังพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นในการรับใช้ประชาชน
มุ่งมันในการที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ถ้าหากพรรคนั้นยังเป็นพรรคประชาชน
ถ้าพรรคประชาชนยังยืนอยู่บนจุดยื่นที่ทำเพื่อประชาธิปไตย ทำเพื่อประชาชน
ผมฝากไว้เลยว่า หาก 4 ปีผ่านไป พรรคประชาชนต้องกลับมาเป็นรัฐบาลให้ได้
พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันเลือกให้พรรคประชาชนกลับมาเป็นรัฐบาลให้ได้
แต่ต้องมีเงื่อนไขว่าพรรคประชาชนต้องทวงความยุติธรรมคืนให้กับวีรชน
วิธีการทวงง่าย
ๆ เลยครับก็คือว่าขอให้คุณไปเซ็นรับรองเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟังดี ๆ
นะครับ ไม่ใช่ไปให้สัตยาบัน แต่ว่าไปเซ็นรับรองเขตอำนาจศาลเฉพาะกรณีเมษาพฤษภา ปี
53 ทันทีที่เซ็นรับรองเขตอำนาจศาล ICC เฉพาะกรณีปี 53 เท่านั้นเอง ICC
ก็จะเข้ามาดำเนินเรื่องทันที ผมฝากไว้แค่นี้ครับ สวัสดีครับ
