นพ.เหวง
โตจิราการ :
การเมืองไทย หลังทักษิณ พ้นเรือนจำ
แล้วสักวันชนชั้นนำอาจจะแพ้ภัยตัวเอง?
รายการ
MATItalk โดย มติชนสุดสัปดาห์
- MatichonWeekly
เผยแพร่เมื่อ
17 พ.ค. 69
คำถาม
: การเมืองไทยหลังจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ออกจากเรือนจำ มันจะเป็นยังไง
คนยังเดาทิศทางไม่ออก
นพ.เหวง
โตจิราการ :
เริ่มต้นต้องแสดงความยินดีกับท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ และครอบครัว
ที่จะได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นหลังจากที่ผ่านมรสุมทางการเมืองมาอย่างยาวนาน
แต่ผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับราชทัณฑ์ คือทำไมจะต้องติด EM เพราะปกติหลักการในการติด
EM ก็คือกลัวคนที่ถูกควบคุมตัวหลบหนี ผมว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ
เขาจะหลบหนีหรือ? เขาไม่หลบหนี เขาตั้งใจจะกลับมา
ที่คุณไปคิดว่าเขาจะหลบหนีโดยการติด EM จึงไม่ถูก
กลับมาสู่การเมืองภายหลังจากอดีตนายกฯ
ทักษิณ พ้นเรือนจำ คือหลายคนอาจจะคิดว่าท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ
เขามีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ใช่
แต่หลังจากที่โดนกระหน่ำอย่างหนักจากมรสุมทางการเมืองเยอะแยะอย่างนี้
ผมคิดว่าหลังจากที่ท่านออกมาคงจะไม่เป็นอย่างนั้นแล้วล่ะครับ
ข้อต่อมาก็คือสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
คือขณะนี้กลุ่มสีน้ำเงินหรือพรรคภูมิใจไทยเขามีอำนาจเด็ดขาดอยู่ในมือ
ขณะนี้เขาจัดตั้งรัฐบาลด้วยคะแนนเสียง 292 เสียง ตัวเขาเองมี 193
ส่วนเพื่อไทยมีแค่ 74 ฉะนั้นเพื่อไทยต้องทำตัวเป็นเด็กดี หืออือไม่ได้เลย
นอกจากนี้ทิศทางการเมืองของเพื่อไทยเองก็เห็นชัด
ๆ ว่าคงไม่สามารถมีบทบาทอะไรออกมารุนแรงหรือออกมาสร้างกระแสได้ 1)
คุณดูแคนดิเดตนายกฯ คุณเชน (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) เขาก็เป็นฝ่ายบุ๋นมากกว่าฝ่ายบู๊
ผมดูลีลาคุณเชนแล้วเขาคงตั้งอกตั้งใจในการสร้างงานในฐานะเป็นรัฐมนตรี อว.
การที่จะไปสร้างประเด็นแหลมคมทางการเมือง ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันเขาคงต้องการที่จะมองยาวว่าเขาเตรียมตัวไปเป็นนายกรัฐมนตรี
เขาต้องสร้างเครดินในตัวเขาให้สูงขึ้น
ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะสร้างคะแนนนิยมให้พรรคเพื่อไทยมากขึ้น
แล้วมาดูคุณจุลพันธ์
อมรวิวัฒน์ ที่เห็นหัวหน้าพรรคตัวจริง ผมเชื่อว่าไม่มีพาวเวอร์
ผมเชื่อของผมนะเพราะผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย มีผู้หลักผู้ใหญ่อีกเยอะแยะ
มีผู้นำทางจิตวิญญาณ มีผู้นำทางยุทธศาสตร์อีกมากมาย
นอกจากนี้คุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเองมีตั้ง 193 เสียง
ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นคุณทักษิณจะผลักดันผ่านอะไร?
ที่ผ่านมาคือเขาผลักดันผ่านพรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันนั้นมีคะแนนเสียงมาก
เป็นรองเฉพาะพรรคก้าวไกลเท่านั้นเอง ตอนนั้นเพื่อไทย 141 ก้าวไกล 151
เพราะฉะนั้นเขาพูดเสียงดัง เขาเลยไปจัดตั้งรัฐบาล
เขามีคะแนนเสียงมากกว่าอนุทินเยอะแยะ
ตอนนั้นเขาสามารถที่จะกดดันคุณอนุทินได้และปฏิบัติกับคุณอนุทินราวกับผู้ใหญ่กับเด็ก
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ตรงข้ามกันเลย
คือพรรคภูมิใจไทยกับคุณอนุทินปฏิบัติกับพรรคเพื่อไทยหรือกับคุณเชนแบบผู้ใหญ่กับเด็กเลย
เพราะอำนาจอยู่ในมือเขาเยอะแยะ ถ้าหากพรรคเพื่อไทยไม่พอใจอะไร
พรรคภูมิใจไทยสามารถที่จะดำเนินการกับพรรคเพื่อไทยง่าย ๆ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือ
เขี่ยออกอย่างง่าย ๆ
แล้วอย่าลืมว่าคุณทักษิณได้สร้างแผลกับคุณอนุทินไว้เยอะในสมัยที่คุณอุ๊งอิ๊งเป็นนายกฯ
หรือไม่ก็ในสมัยที่คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ
คุณทักษิณเขาพูดในลักษณะที่ไม่ให้เกียรติคุณอนุทินเลยว่าไม่ได้สร้างผลงาน
หรือไม่ก็สร้างผลงานให้ตัวเอง มัวแต่รำอยู่อย่างนั้นไม่สร้างผลงานอะไรเลย ตอนหลัง
ๆ ดูเหมือนจะเอ่ยปากขับออกนะ ผมถึงเห็นว่าการตัดสินใจของ “ส้ม” ผิด ในการที่เสนอ MOA ให้อนุทินมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ดูแล้วคุณทักษิณจะไม่มีบทบาทในการที่จะไปสร้างความกระเพื่อมทางการเมืองอะไรมากมายเท่าไร
และผมคิดว่าคุณทักษิณก็คงระมัดระวังตัวแล้ว เพราะว่าเขาถูกจับตาดู
ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่พอใจคุณทักษิณก็เยอะแยะไปหมด
ขณะนี้อำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยแทบจะไม่มีเลย
สมมุติถ้าพรรคเพื่อไทยกระด้างกระเดื่อง เขาเขี่ยออกง่าย ๆ เลย
เขาจะเอาประชาธิปัตย์มาก็ได้ เอากล้าธรรมมาก็ได้ มีตั้ง 58 เสียง
อย่างนี้ไม่ได้เสียหายอะไรเพราะเขามีตั้ง 193 เสียงอยู่แล้ว
ขาดอีกไม่กี่เสียงเขาก็เป็นคะแนนเสียงข้างมาก ผมว่าไม่เกิดการกระเพื่อมทางการเมืองอะไรเลย
คำถาม
: คุณหมอมองการเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ ทักษิณ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?
นพ.เหวง
โตจิราการ : นี่เป็นความเห็นส่วนตัว
ผมไม่บังอาจตั้งตัวเป็นครูบาอาจารย์มาสอนคุณทักษิณ/พรรคเพื่อไทยแต่อย่างไร
ผมมองจากมุมมองส่วนตัวของผม
คือคุณทักษิณมีคนรักก็เยอะเพราะคุณทักษิณเป็นคนมีความสามารถหลาย ๆ อย่าง
แต่ความสามารถเขาจริง ๆ เลยเป็นความสามารถทางธุรกิจทางเศรษฐกิจมากกว่า
ความสามารถทางการเมืองสำหรับผม คุณทักษิณไม่ค่อยมี อาจจะติดลบด้วยซ้ำไป
เขามีทั้งมิตรที่สนับสนุนเขา เชิดชูชื่นชมเขา ขณะเดียวกันเขาก็มีศัตรูนะครับ
“มิตร” ผมก็ไม่รู้ว่ามากน้อยแค่ไหน อาจจะมากก็ได้
ก็พยายามตีขลุมว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดเป็นของเขา ขณะนี้ไม่ใช่แล้ว ผมคิดว่าเขามีศัตรูมากกว่า
และที่สำคัญบทบาทระหว่างมิตรกับศัตรูที่มีต่อคุณทักษิณ
คือศัตรูของคุณทักษิณเขามองคุณทักษิณแบบจงเกลียดจงชัง เกลียดเข้ากระดูกดำ
คุณทักษิณทำอะไรเขาจะหาเรื่องตลอด ก็ดูซิตอนคุณทักษิณทำ Tony’s Clubhouse CARE
Talk ใช้ชื่อ Tony Woodsome เกือบจะทุกอาทิตย์เลยนะ
ตอนนั้นคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความรู้สึกว่าเป็นประโยชน์ต่อพรรค
เป็นประโยชน์ต่อคุณทักษิณ
แต่หารู้ไม่ว่านั้นคือสร้างความเกลียดชังให้กับคนกลุ่มหนึ่งอย่างมากมาย
และเปิดช่องโหว่อย่างมากมาย ตอนหลัง ๆ คนที่เป็นศัตรูของคุณทักษิณรับไม่ได้
เขาเลยพยายามเล่นงานมาเป็นลำดับ ๆ ในที่สุดก็เกิดเรื่องชั้น 14 ขึ้น
ก็คุณทักษิณสร้างเงื่อนไขขึ้นเอง ซึ่งอันนี้เกิดขึ้นจากการดีลหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้
ถ้าคุณทักษิณตั้งใจจะกลับมาจริง
ๆ นะ แล้วก็มารับสารภาพผิด ก็เข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งแต่ต้นเลยซิครับ
สมมุติถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ แต่กลับกลายเป็นมีเงื่อนไขของชั้น 14
ซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้นะ มันก็เลยกลายเป็นกระทบชิ่งมา
ในที่สุดก็จำเป็นต้องกลับเข้ามาอยู่ในคลองเปรม
มันเป็นเรื่องที่คุณทักษิณเขาทำตัวเขาเองทั้งนั้นแหละ
ผมคิดว่าคุณทักษิณคงจะต้องได้ทบทวนตัวเอง ระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ผมคิดของผมเองนะคือการเมืองไทยมันไม่มีเหตุบังเอิญ และไม่เฉพาะการเมืองไทยอย่างเดียว
การเมืองทั้งโลกไม่มีเหตุบังเอิญ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าปาฎิหาริย์
ย้อนกลับไปในสมัยรัฐประหาร
2549 ก่อนที่คุณทักษิณจะไปปราศรัยที่สหประชาชาติ
มีคนเขาบอกคุณทักษิณเยอะแยะไปหมดว่าจะมีการยึดอำนาจรัฐประหาร
คุณทักษิณจะเชื่อหรือไม่เชื่อผมก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่ทราบมา
เขามีการเตรียมการในหน่วยทหารต่าง ๆ ที่เขามั่นใจว่าเป็นเพื่อนของเขา
และเขาคิดว่าสามารถที่จะป้องกันและต่อต้านรัฐประหารได้ เขาก็เลยไปด้วยความวางใจ
พอเขาไปก็มีการยึดอำนาจ สิ่งที่วางไว้ทั้งหมดมันเหลวหมดเลย
ผมก็เลยเข้าใจว่าสิ่งที่เขาไปพูดกับคนต่าง
ๆ ไว้ได้ถูกวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว
และบรรดาคนที่เขาไปพูดด้วยน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายอำนาจฝ่ายตรงข้ามในการที่จะโค่นเขา
ทุกอย่างมันเป็นการวางแผนทั้งหมด รวมทั้งเรื่องที่กลับเข้ามาครั้งนี้
ผมก็ไม่รู้นะเพียงแต่ผมดูจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ มีการไปพบปะที่ลังกาวี
โดยบุคคลสำคัญ ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าคุณทักษิณหรือเปล่า
แต่ผมเดาว่าคุณทักษิณต้องอยู่ด้วย หรือไม่ต้องมีส่วนร่วมในนั้นด้วย ก็เลยตกลงในเรื่องการกลับมาและตกลงในเรื่องการที่จะมารับสารภาพผิดแล้วก็เข้าไปในเรือนจำ
แล้วก็มีข้อตกลงเรื่องชั้น 14 หรือเปล่าไม่รู้ แล้วตรงนี้มันพัวพันไปถึงเรื่องข้อตกลงเรื่องข้ามขั้ว
ตระบัดสัตย์ด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้น
คุณทักษิณต้องเรียนรู้ไว้ว่าการไปตกลงกับสิ่งที่เรียกว่า “รัฐพันลึก”
ต้องระมัดระวัง เพราะรัฐพันลึกเขาพร้อมที่จะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
ผมไม่ใช้คำว่าทรยศหักหลังนะ คือเขาเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ของเขา
เพราะต่างฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ของตัวเอง รัฐพันลึกคิดว่าถ้าทำแบบนี้มันจะเสียผลประโยชน์ของเขา
เขาก็ไม่ทำเลย ทั้ง ๆ ที่ตกลงกันไว้แล้ว ถ้าภาษาชาวบ้านเขาเรียน “ทรยศหักหลัง”
คุณทักษิณต้องเรียนรู้จากสิ่งนี้ว่า “รัฐพันลึก”
พร้อมที่จะปฏิเสธข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝั่งเขา
หรือทำประโยชน์ให้ฝั่งเขามากกว่าที่เคยได้รับปากไว้
แล้วตอนเขากลับมาใหม่
ๆ ดูเหมือนเขาพูดแบบมั่นใจเลยนะว่าสงกรานต์ “ยิ่งลักษณ์”
จะได้มาเล่นน้ำสงกรานต์ที่เชียงใหม่ ผมตกใจเลย คุณพูดได้ยังไง?
เพียงแค่พูดอย่างนี้มันก็ทำให้คนทั้งประเทศคิดลึกไปกว่านั้นว่า
คุณพูดอย่างนี้แปลว่าคุณได้มีข้อตกลงบางอย่างกับใครหรือเปล่า
เพื่อจะให้คุณยิ่งลักษณ์กลับมา
คุณทักษิณควรจะต้องเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตของตัวเองตั้งแต่ในสมัยรัฐประหาร 2549
เลย จนมาถึงปัจจุบันว่าอะไรต่าง ๆ ที่ไปตกลงหรือไปเจรจากับใครต่อใครไว้
สุดท้ายผลลัพธ์มันออกมาอย่างไร เพราะหากว่าผลประโยชน์เกิดเปลี่ยนไป ข้อตกลงนั้นก็จะเปลี่ยนไปทันที
แล้วชะตากรรมก็จะเกิดขึ้นกับคุณทักษิณ
เมื่อเป็นอย่างนี้คุณทักษิณก็ต้องประเมินตัวเอง
สำหรับผม
เท่าที่ผมดูในฐานะที่เป็นบุคคลภายนอก ตั้งแต่เขาจัด Clubhouse อะไรต่าง ๆ แล้วไปมี Talk Show กับหนังสือพิมพ์ The
Nation 2 ครั้ง หลายคนอาจจะประเมินว่าเป็นประโยชน์
แต่ผมดูแล้วจะเป็นโทษกับคุณทักษิณมากกว่า เพราะมันสร้างประเด็น
ทำให้คนต่อต้านและคิดในแง่ร้ายว่าคุณทักษิณจะขึ้นมาสร้างบารมีขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่า
เพราะฉะนั้นคุณทักษิณจะต้องคิดให้หนักก่อนที่จะมีบทบาทอะไร ผมไม่กล้าไปบอกว่าให้ลดบทบาท
หรือควรจะเจียมเนื้อเจียมตัว ผมไม่กล้าพูดอย่างนั้น แต่ขอให้คุณทักษิณคิดให้ดี ๆ
และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่าคิดเริ่มต้นจากผลประโยชน์ของพรรคเพื่อไทยหรือของตัวคุณทักษิณเอง
และคิดให้ลึกไปกว่านั้นก็คือว่า คนที่สนทนาด้วย หรือต่อรองด้วย
หรือคนที่ดำเนินการด้วย เขาก็มีพลังนะ เขาก็มีผลประโยชน์ของเขานะ
แล้วเขาพร้อมที่พลิกกลับได้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเขา
คำถาม
: คุณทักษิณ ควรจะวางมือเลยไหม?
นพ.เหวง
โตจิราการ :
คุณทักษิณเป็นคนที่มีความสามารถทางเศรษฐกิจสูงมาก
เท่าที่ผมติดตามคุณทักษิณตั้งแต่ทำงานการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้
ผมคิดว่าความสามารถในทางการเมืองของคุณทักษิณไม่ได้ สู้กับพวกเขี้ยว ๆ ไม่ได้เลย ผลึกทางสมอง
ความสามารถทางสมองมันยังใช้ได้และเป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมืองได้
คุณทักษิณสามารถที่จะให้คำแนะนำได้อยู่ฉากหลัง คุณอย่าไปปรากฏตัวเลย
เป็นกุนซืออยู่เบื้องหลังดีกว่า
เผื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้นำเอาผลึกทางความคิดของคุณทักษิณที่เป็นประโยชน์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้บ้าง
ผมคิดว่าควรจะเป็นอย่างนี้ อย่างที่หลาย ๆ คนพูด
ผมไม่ได้สรุปอย่างนี้นะว่าคุณทักษิณเป็นคนที่อยู่นิ่งไม่ได้
ถ้าคุณอยู่นิ่งไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่อย่ามีบทบาทหน้าฉาก
มันเสียหายถึงตัวคุณเองมากกว่าที่คุณจะมีบทบาทอยู่หลังฉาก
นี่เป็นความเห็นส่วนตัวผมนะครับ
คำถาม
: คดีของคุณทักษิณ คดี 112 ดูเหมือนจะรอดไปแล้ว แต่อยู่ดี ๆ
ก็มีการอุทธรณ์ขึ้น เป็นเหมือนชนักปักหลัง คุณหมอมองการวาง strategy
อย่างไร?
นพ.เหวง
โตจิราการ :
เราจะมีประเด็นหนึ่งซึ่งคุยถึงเรื่องชนชั้นนำ
นี่คือความสามารถของชนชั้นนำ คือเขาสร้างประเด็น หรือข้อต่อรอง หรือตัวประกัน
คุณทักษิณยังอยู่ในฐานะที่เป็นตัวประกันอีกหลายเรื่อง ไม่ง่าย 112
จะออกมายังไงก็ไม่ทราบ และยังมีเรื่องน้องสาวคือคุณยิ่งลักษณ์ซึ่งไม่ควรจะต้องออกไปเลยนะครับ
แต่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยก็เป็นอย่างนี้ เพราะว่าฝ่ายขวา
ฝ่ายอำนาจนิยม ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีอำนาจมากกว่า
และมีความสามารถในการดำเนินการทางการเมืองและทางการทหารมากกว่า
ขณะนี้จะเรียกว่าชนักปักหลังก็ไม่ถูก เพราะว่าคำว่าชนักปักหลังมันให้ภาพที่ไม่ดี
เอาเป็นว่าคุณทักษิณยังเป็นตัวประกันอย่างน้อยก็ 2 เรื่อง 112
เรื่องหนึ่งและเรื่องน้องสาวอีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าหนัก!!! คุณจะขยับตัวอะไรเขาก็สามารถที่จะกระตุกอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณลำบากหรือเจ็บตัวได้
คำถาม
: ถ้าย้อนกลับไป
นักวิชาการหลายคนมองว่าไม่ควรแต่งตั้งโดยชุดทำงานของคณะรัฐประหารเข้ามา (คตส.)
หรือกระทั่งคุณยิ่งลักษณ์ก็โดนย้อนหลังจากคณะรัฐประหาร มันไม่ค่อยแฟร์เหมือนกันถ้าไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติ
คุณหมอมองประเด็นตรงนี้อย่างไร?
นพ.เหวง
โตจิราการ :
ถูกต้องเลย เพราะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
โดยบิ๊กบังเขาต้องการที่จะกวาดล้างพรรคไทยรักไทยให้สิ้นซากเลย เขาหาเรื่องทุกอย่าง
ยุบพรรคด้วย ตัดสิทธิทางการเมืองด้วยดูเหมือนจะ 10 ปี
นี่มันสะท้อนออกเลยว่าฝ่ายขวาหรือฝ่ายอนุรักษ์จารีตนิยมเขาจงใจเจตนาในการกวาดล้างพรรคการเมืองที่ก้าวหน้า
ในวันนั้นมีคุณทักษิณปรากฏขึ้นมา ในวันนี้มันมีพรรคอนาคตใหม่ มีพรรคก้าวไกล
มีพรรคประชาชนขึ้นมา ซึ่งเพื่อไทยจะเป็นเป้ารองแล้ว
แต่ขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ไว้วางใจทักษิณ
เพราะเขาถือว่าทักษิณเป็นคนที่มีศักยภาพ เขาตั้ง คตส.
(คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ)
ขึ้นมาเอาจนคุณทักษิณโงหัวไม่ขึ้นก็แล้วกัน ที่จริงโดยหลักนิติรัฐนิติธรรม ผิด!!!
เพราะการตั้งเอาคนที่เป็นคู่กรณีหรือเป็นศัตรูหรือเป็นปฏิปักษ์ขึ้นมาเป็นคนตรวจสอบ
คนตั้งเรื่อง คนส่งเรื่องต่อศาล มันผิด!!! แต่ว่าเมื่อเขายึดอำนาจมาแล้ว
อำนาจอยู่ในมือเขา แล้วคุณจะทำยังไง?
มีอย่างเดียวก็คือพยายามไม่ให้เกิดการรัฐประหาร
ถ้ามีการรัฐประหารขึ้นมาควรจะต้องมีทหารประชาธิปไตยกล้าที่จะต่อสู้กับคณะรัฐประหาร
ในเมืองไทยผมก็เห็น “บิ๊กจิ๋ว” เท่านั้นในสมัยเปรม ในตอนนั้นพวก 1เมษา
ยึดอำนาจรัฐประหาร พล.อ.เปรมท่านก็อาศัยบิ๊กจิ๋วในการต่อสู้กับคณะรัฐประหารจนชนะ
ผมก็เห็นครั้งเดียว
คำถาม
: ประโยคสั้น ๆ ที่คุณทักษิณบอกว่า จำอะไรไม่ได้แล้ว เป็นอัลไซเมอร์
นพ.เหวง
โตจิราการ :
นี่คือวิธีการตอบแบบนักการเมือง จริง ๆ เขาไม่ได้ลืมหรอกครับ
ไม่จริง คือเขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยงในการที่จะตอบคำถาม
เพราะถ้าเขาตอบอะไรบางอย่างที่มันเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง เรื่องต่าง ๆ
มันก็จะพรั่งพรูมาเลย มันจะแตกบานปลายไปทันที ผมก็คิดว่าเขาจะรับมือในการตอบลำบาก
ทางเดียวที่ดีที่สุดคือจำอะไรไม่ได้เลย จริง ๆ เขาไม่ได้จำอะไรไม่ได้
เขาจำได้ทุกอย่าง
แล้วถ้าย้อนดูอดีตต้องเคารพคุณทักษิณอย่างหนึ่งคือเขาเป็นคนกล้าสู้และเขายืนหยัดในการสู้
คำถาม
: แสดงว่าถ้าบนกระดานตอนนี้ ชนชั้นนำอันดับหนึ่งเลย เก่งมาก วางแผน
เอาอยู่ทุกพรรค ทุกคน ทุกฝ่าย กดได้หมด
นพ.เหวง
โตจิราการ :
ครับ
คือชนชั้นนำถ้าดูประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยเขาดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองมายาวนานตั้งแต่สมัยอาจารย์ปรีดี
2475 มาวันนี้ก็อีก 6 ปีก็จะครบ 100 ปีแล้ว จริง ๆ
ชนชั้นนำฝั่งอนุรักษ์นิยมจารีตนิยมเขาเริ่มต้นมามีอำนาจในการบริหารประเทศตั้งแต่
2490 รัฐประหารอาจารย์ปรีดี จนถึงปี 2569 คิดง่าย ๆ ปี 2570 คือประมาณ 80 ปีมาแล้ว
เขามีบทเรียนทางการเมืองอุดมสมบูรณ์
ชนชั้นนำเขาใช้ทหาร
ใช้การรัฐประหารเข้าสู่อำนาจทางการเมือง แต่ตอนหลัง ๆ
เขาเริ่มเรียนรู้แล้วว่าการใช้อำนาจทางการทหารเข้ายึดอำนาจและเข้าสู่การกุมอำนาจรัฐทางการเมืองในประเทศไทย
มันสร้างความเสียหายให้กับพวกเขามากกว่า เพราะประชาชนจะเกลียดชังและรุมประณาม
ถ้าหากว่าเกลียดชังและรุมประณามไปเยอะ ๆ
มันอาจจะเกิดกรณีแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินขึ้นก็ได้
เขาก็เลยฉลาดพอในการที่จะมาจัดการกับรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าปี 2549
เขาพยายามที่จะตรารัฐธรรมนูญ 2550 โดยให้พวกเขาร่างกันเอง
แต่ปรากฏว่าพอร่างรัฐธรรมนูญ
2550 ขึ้นมาแล้ว ยิ่งลักษณ์ยังกลับเข้ามาชนะการเลือกตั้งได้ 15.7 ล้านเสียง จริง ๆ
ตรงนั้นถ้าฝ่ายขวาเขารู้เขาฉลาด
ก็คือคนเขารับไม่ได้และความเคียดแค้นชิงชังรุนแรงมากในการที่รัฐใช้กองทัพฆ่าประชาชนสองมือเปล่า
เขาก็เลยจงใจเทคะแนนเสียงให้กับยิ่งลักษณ์ วันนั้นใช้คำว่าคนเสื้อแดง 15.7
ล้านเทให้ยิ่งลักษณ์ จริง ๆ อาจจะมากกว่านี้เพราะจำนวนหนึ่งไม่ไปใช้สิทธิ
เอาตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 16 ล้านเทให้ยิ่งลักษณ์
ก็เลยทำให้ฝ่ายชนชั้นนำเขาเห็นขึ้นมาทันทีว่ารัฐประหาร 2549 เสียของ!!!
ในที่สุดเขาก็เลยใช้วิธีการเล่นงานให้ยิ่งลักษณ์หลุดไป
ก็เลยเกิด กปปส. เกิดการชุมนุมขึ้นมามากมาย
สุดท้ายยิ่งลักษณ์ก็หลุดไปในกรณีของถวิล เปลี่ยนสี
เมื่อเป็นอย่างนี้เขาก็เรียนรู้ทันทีว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันใช้ไม่ได้ คุณประยุทธ์
จันทร์โอชา ก็บอกว่ามันเป็นการรัฐประหารที่เสียของ ต้องรัฐประหารใหม่ และเมื่อ 22
พฤษภาคม 2557 เขาก็ทำรัฐประหารใหม่ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาเลย 2560
อาจารย์บวรศักดิ์ ร่างให้ฉบับแรก ไม่เอา! ต้องให้ มีชัย ฤชุพันธุ์ มาร่าง
แล้วมีชัย ฤชุพันธุ์ พวก สว.แต่งตั้งของ คสช.เอง บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2560
ร่างเพื่อพวกเรา
นี่ไงคือชนชั้นนำเขาฉลาดในการที่กุมอำนาจ
เข้าสู่อำนาจ และบริหารจัดการอำนาจมากกว่าเก่า แทนที่จะใช้ปืนฆ่าคน
เขาใช้รัฐธรรมนูญ ฉะนั้นในรัฐธรรมนูญคุณจะเห็นเลยว่า สว. มีอำนาจมากมายมหาศาล
ชุดแรกก็คือแต่งตั้ง ชุดที่สองก็คือ สว.เลือกกันเอง ก็เลยเกิด
สว.กลุ่มสีน้ำเงินขึ้นมา ผมเข้าใจว่าเขาคิดตรงนี้ไว้
องค์กรอิสระทั้งหลายแต่งตั้งโดย สว. คสช.
แล้วองค์กรอิสระมาควบคุมการเมืองทั้งหมดเลย สมมุติถ้าพวกเขาไม่ได้เป็นรัฐบาล องค์กรอิสระก็จะเล่นงานพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล
ก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาใช้รัฐธรรมนูญ ใช้องค์กรอิสระ ใช้ สส. สว.
หลัง
ๆ สิ่งที่เขาเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เขาใช้กระบวนการยุติธรรม
มีเรื่องอะไรก็ยื่นเรื่องฟ้อง กล่าวโทษ ขึ้นไปสู่กระบวนการยุติธรรม
ซึ่งกระบวนการยุติธรรมมันอยู่ที่ชั้นต้นว่าจะตั้งเรื่องอย่างไร
ชั้นต้นตั้งเรื่องขึ้นไป ชั้นบนถัด ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือศาล
ท่านต้องพิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสำนวนนะ และสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าศาลในตอนที่มีการพิพากษาคดีคือการโต้แย้งกันระหว่างโจทก์และจำเลย
ฉะนั้นจะไปตำหนิติเตียนศาลไม่ได้
มันอยู่ที่กระบวนการชั้นต้นและชั้นกลางว่าจะยื่นเรื่องยังไง
ฝ่ายขวา
หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายชนชั้นนำเขาเรียนรู้แล้ว และขณะนี้ผมเข้าใจว่าเขากุมอำนาจเด็ดขาดทั้งหมดแล้ว
รัฐธรรมนูญเป็นของเขา องค์กรอิสระทั้งหมดก็เป็นของเขา
กระบวนการยุติธรรมก็เป็นของเขา ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งครั้งแรกเลือกบัตรใบเดียว
ก็มีการนับคะแนนเสียงแบบปัดเศษ สุดท้ายคะแนนไม่ถึงแสนก็ได้เป็นสส.ขึ้นมา ตอนหลังเปลี่ยนมาเป็นบัตร
2 ใบ อำนาจทั้งหมดก็ยังอยู่ในมือเขา จะเรียกว่าชนชั้นนำเขาฉลาดในการที่จะกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว
ขณะเดียวกันก็หาตัวแทนของเขาที่จะขึ้นมาดำเนินการทางการเมืองแทนพวกเขา
ในวันนี้เขาเห็นแล้ว “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเขามีความภูมิใจมากที่จะเป็นตัวแทนของฝ่ายขวา
เขาไม่ปฏิเสธเลยว่าเขาไม่ใช่ฝ่ายขวา
ในขณะนี้ชนชั้นนำกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งหมด
เพียงแต่ว่าชนชั้นนำเวลาก้าวเดินทางการเมืองต้องไม่พลาดทางยุทธศาสตร์
ถ้าคุณพลาดทางยุทธศาสตร์มีปัญหาแน่ ผมดูแล้วขณะนี้มีหลาย ๆ
อย่างกำลังจะเป็นความพลาดทางยุทธศาสตร์ เช่น 1. เรื่องไทยเทา-จีนเทา กำลังแล้ว
เพราะมีส่วนพัวพันกับผู้มีอำนาจรัฐเยอะแยะไปหมด 2. เรื่องพลังงาน
คุณเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติไปมอบให้กับทุนผูกขาด
ค่าไฟฟ้าจะเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งของพวกนี้ แลนด์บริดจ์
ก็จะเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อีกอันหนึ่ง เรื่องพวกนี้เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์
ซึ่งผมมีความเชื่อของผมว่าชนชั้นนำจะทำผิดพลาด
คำถาม
: แม้จะกินรวบ กินหัว กินหาง แต่ก็จะแพ้ภัยตัวเอง
นพ.เหวง
โตจิราการ :
ใช่ คือความที่มีอำนาจ แทนที่จะทำประโยชน์ต่อประชาชน แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อได้อำนาจแล้วกลับแสวงหาอำนาจนั้นเพื่อความมั่งคั่งและผลประโยชน์กลุ่มพวกของตัวเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนผูกขาด แล้วไปคลุกคลีตีโมงหลอมรวมกับพวกไทยเทาทุนเทายิ่งอันตรายใหญ่เลยครับ
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #หมอเหวง #ทักษิณ #ยิ่งลักษณ์ #พรรคเพื่อไทย
