วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

กทม. รื้อป้าย 'สะพานท่าราบ' กลับมาเป็น 'สะพานพิบูลสงคราม' ตามเดิมแล้ว หลัง ผอ.เขตดุสิต รุดตรวจสอบกรณีมีผู้ลักลอบเปลี่ยนชื่อ พร้อมหาหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อดำเนินคดีต่อไป

 


กทม. รื้อป้าย 'สะพานท่าราบ' กลับมาเป็น 'สะพานพิบูลสงคราม' ตามเดิมแล้ว หลัง ผอ.เขตดุสิต รุดตรวจสอบกรณีมีผู้ลักลอบเปลี่ยนชื่อ พร้อมหาหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อดำเนินคดีต่อไป


วันนี้ (2 ก.ค. 65) จากกรณีมีการแชร์ภาพ "สะพานพิบูลสงคราม" ใกล้แยกเกียกกาย (รัฐสภา) ถูกป้ายปิดทับของเดิมเป็นชื่อ "สะพานท่าราบ" ทำให้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2565 ที่ผ่านมานั้น


Thai PBS รายงานว่าเพจเขตดุสิต กทม. ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เวลา 12.54 น. นายธานินทร์ เนียมหอม ผู้อำนวยการเขตดุสิต พร้อมนายสรรเสริญ เรืองฤทธิ์ ผช.ผอ.เขต ลงพื้นที่ทันทีหลังจากได้รับแจ้งจากประชาชน ให้ตรวจสอบกรณีมีผู้ลักลอบ ทำการเปลี่ยนชื่อสะพานข้ามจาก "สะพานพิบูลสงคราม" เป็น "สะพานท่าราบ" โดยได้ประสานสำนักการโยธาผู้รับผิดชอบสะพานดังกล่าว เข้าดำเนินการรื้อถอนป้ายออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเข้าดำเนินการปรับปรุงสภาพสะพานที่ทรุดโทรมต่อไป


เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่านายธานินทร์ กล่าวว่าเมื่อช่วงเที่ยงได้รับแจ้งจากแอพลิเคชั่นทราฟฟี่ฟองดูร์ ของ กทม.จึงมาตรวจสอบพร้อมตำรวจ สน.บางโพ เพื่อเร่งปรับแก้ให้คืนสู่สภาพเดิม ซึ่งสะพานแห่งนี้อยู่ในเขตของสำนักงานเขตดุสิต แต่เป็นความรับผิดชอบของสำนักการโยธา กทม.ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าใครมาติดตั้ง ต้องไปไล่ดูกล้องวงจรปิดว่ามีใครทำผิดสังเกตบ้าง ซึ่งดูจากลักษณะกาวที่นำมาติดทับป้ายนั้นยังผ่านเวลามาไม่นาน


โดยตำรวจ สน.บางโพ จะนำเป็นหลักฐานไปสืบหาบุคคลต่อไป ซึ่งยังตอบไม่ได้ถึงจุดประสงค์ของผู้กระทำว่าเป็นกลุ่มคนหรือบุคคลใด และจะสืบหาข้อมูลด้วยว่าเหตุใดต้องเป็นชื่อท่าราบ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่หน่วยงานใดที่เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน เพราะลักษณะของสะพานเป็นทรายล้างและคอนกรีต แต่แผ่นป้ายดังกล่าวเป็นอะคลีลิก สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น มีทั้ง พ.ร.บ.ความสะอาด และกฎหมายเกี่ยวกับที่สาธารณะที่ตำรวจจะดำเนินการต่อไป


ที่มา : ประชาไท


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์





ชัชชาติ-กรุงเทพธนาคม ชำแหละสัญญาสายสีเขียว โจทย์สำคัญคือ "ภาระหนี้" ยืนยัน พร้อมเปิดสัญญาต่อประชาชน หากไม่ผิดข้อกฎหมาย คาด ส.ค.นี้ เตรียมเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 2

 


ชัชชาติ-กรุงเทพธนาคม ชำแหละสัญญาสายสีเขียว โจทย์สำคัญคือ "ภาระหนี้" ยืนยัน พร้อมเปิดสัญญาต่อประชาชน หากไม่ผิดข้อกฎหมาย คาด ส.ค.นี้ เตรียมเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 2 


วันนี้ (2 ก.ค. 65) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ร่วมประชุมประเด็นสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว


ศาสตราจารยพิเศษธงทอง กล่าวว่า เบื้องต้นจะเร่งพิจารณา 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องร้องเรียนปมทุจริตในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรุงเทพธนาคมจะทำหนังสือไปยัง ป.ป.ช แสดงความจำนงในการให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ ส่วนสัญญาการเดินรถในส่วนต่อขยาย 2 จากการทบทวนเปรียบเทียบกับส่วนต่อขยาย 1 แล้วพบว่าส่วนต่อขยาย 2 ไม่ได้ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากกรุงเทพมหานคร จึงได้เรียนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หาแนวทางในการดำเนินการที่ถูกต้องต่อไป


ส่วนการรับผิดชอบของ กรุงเทพธนาคมโดยตรง จะเจรจาเรื่อง ค่าใช้จ่ายการเดินรถตามสัญญา จากการตรวจสอบสัญญาพบว่า สูตรคำนวณน่าจะมีความคลาดเคลื่อนบางประการ โดยภายในเดือนนี้จะเชิญบริษัทเอกชนคู่สัญญาเข้ามาเจรจาหารือเพื่อสนับสนุนข้อมูลร่วมกันด้วย 


ประเด็นการเปิดเผยสัญญาสัมปทาน จากการหารือพบว่า กทม.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ มีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลในสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาก กทม.ได้รับข้อมูลนี้ไปแล้วจะปฏิบัติอย่างไรต่อก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ


สำหรับคดีความระหว่าง กทม.กับบีทีเอส ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถือเป็นจำเลยที่หนึ่ง ส่วนประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคมเป็นจำเลยที่สอง ต้องดูว่าคำให้การนั้นครบถ้วนหรือไม่ และมีประเด็นอะไรที่ต้องให้การเพิ่มเติม สามารถทำสิ่งนี้ควบคู่ไปกับการเจรจาขอให้ทุเลาความได้


นายชัชชาติ เปิดเผยว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวเกี่ยวข้องกับ 4 องค์กร ได้แก่ กทม. กรุงเทพธนาคม บริษัทเอกชนคู่สัญญา และสภา กทม. สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ ภาระหนี้ หากหนี้เกิดขึ้นถูกต้องตามตามกฏหมาย มีการอนุมัติจากสภา กทม. ก็พร้อมที่จะจ่าย ส่วนที่กรุงเทพธนาคม ทำการติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) ถือเป็นรายละเอียดที่กรุงเทพธนาคมต้องดำเนินการ กทม.จะสนับสนุนข้อมูลตัวเลขให้


ประเด็นการเปิดเผยสัญญาต่อสาธารณชน ขณะนี้มีหลายหน่วยงานยื่นขอเข้ามา เช่น สภาองค์กรของผู้บริโภค หากข้อกฎหมายระบุ ให้เปิดเผยข้อมูลได้ จะดำเนินการเปิดเผยให้เห็นว่า หากใช้สัญญาการจ้างเดินรถ 2572-2585 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยจะเป็นเท่าไร


นายชัชชาติ ย้ำว่า ปัญหาเร่งด่วนคือ หนี้ เพราะดอกเบี้ยยังเดินอยู่แต่การจะจ่ายหนี้ต้องให้แน่ใจว่า การเกิดหนี้ถูกตามกระบวนการหรือไม่ ต้องรอบคอบเพราะเป็นเงินภาษีประชาชน โดยคาดว่าจะเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 2 ได้ในต้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะต้องพิจารณาเรื่องตัวเลขค่าโดยสารให้ชัดเจน


“อยากให้เปิดเผยสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อประชาชน เราจะกลัวอะไรเพราะเอาเงินประชาชนมาจ่าย ประชาชนต้องมีสิทธิ์ สิ่งที่อยากเปิดเผยมากที่สุดคือค่าใช้จ่าย การเดินรถต่อปีอยู่ที่เท่าไร เหลือเท่าไร จะได้รู้ว่าต้องจ่ายค่าเดินรถเท่าไร”


ประเด็นการโอนหนี้สินจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มา กทม. นายชัชชาติ ระบุว่า ใจจริงอยากให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับรถไฟฟ้าทุกสาย รถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพฯ รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่างานโยธา หากรัฐบาลให้เรามาแบกรับค่าใช้จ่ายตรงนี้ ก็จะทำให้ค่าโดยสารเราแพงขึ้น


ส่วนข้อบัญญัติอนุมัติให้กู้เงินเพื่อจ่ายหนี้ ขณะนี้เรื่องค้างอยู่ที่สภา กทม. ถือเป็นเรื่องแปลกปัจจุบันยังไม่เห็นมติรับหนี้ แต่มีมติให้เอาเงินไปจ่ายหนี้ คงต้องถามสภา กทม.ว่า ความหมายคือยอมรับหนี้แล้วใช่หรือไม่ หรือเป็นวิธีการหาเงินกู้ไปจ่ายหนี้


#รถไฟฟ้าสายสีเขียว

#ชัชชาติสิทธิพันธุ์

#ผู้ว่าฯกทม

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์







"กลุ่มแคร์" มอบรางวัล "คนเคลื่อนไทย" "อุ๊งอิ๊ง" เป็นตัวแทน "ทักษิณ" มอบรางวัล "โทนี วู้ดซัม อวอร์ด" ให้ "นพ.สงวน" ผู้คิดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค "ณัฐวุฒิ" ขอยกรางวัลคนเคลื่อนประชาธิปไตยไทยให้ "คนเสื้อแดง" ขอผู้มีอำนาจยอมรับการเปลี่ยนแปลง ด้านไอลอว์ ชี้ คนที่จะเคลื่อนไทยไม่ใช่คนหนึ่งคนใดทำได้ ต้องร่วมกัน ย้ำยังมีเพื่อนของเราที่ยังถูกจับกุมคุมขัง อย่าลืมพวกเขา

 


"กลุ่มแคร์" มอบรางวัล "คนเคลื่อนไทย" "อุ๊งอิ๊ง" เป็นตัวแทน"ทักษิณ" มอบรางวัล "โทนี วู้ดซัม อวอร์ด" ให้ "นพ.สงวน" ผู้คิดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค "ณัฐวุฒิ" ขอยกรางวัลคนเคลื่อนประชาธิปไตยไทยให้ "คนเสื้อแดง" ขอผู้มีอำนาจยอมรับการเปลี่ยนแปลง ด้านไอลอว์ ชี้ คนที่จะเคลื่อนไทยไม่ใช่คนหนึ่งคนใดทำได้ ต้องร่วมกัน ย้ำยังมีเพื่อนของเราที่ยังถูกจับกุมคุมขัง อย่าลืมพวกเขา


วันนี้ (2 ก.ค. 65) กลุ่ม CARE (แคร์) คิด เคลื่อน ไทย จัดกิจกรรมครบรอบ 2 ปี มอบรางวัล "คนเคลื่อนไทย เพื่อสังคมใหม่ ที่ทุกคนต้องการ" ณ หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร  


เวลา 13.30 น. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้ประสานงานกลุ่มแคร์ กล่าวเปิดงานในหัวข้อ "ความหวัง ความฝัน พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง" ว่า วิวัฒนาการของมนุษยชาติและความก้าวหน้าต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยคนที่ขวางโลก อาทิ ไอน์สไตน์ สตีฟจ็อบส์ อีลอนมัสก์ ฯลฯ ทั้งหมดเกิดจากความเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีคิดของคนกลุ่มหนึ่งตามแบบที่ควรจะเป็น โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากความฝันของคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมอีกต่อไป


เหมือนเมื่อ 2 ปีก่อนที่คนกลุ่มหนึ่งตั้ง CARE ขึ้นมา ทั้งนี้ 2 ปีที่ผ่านมากลุ่ม CARE พยายามสร้างช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ฉะนั้นการครบรอบ 2 ปี เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนที่ขับเคลื่อนประเทศไทย ทำอย่างไรในการให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแบบอย่างให้มีคนเคลื่อนไทยอีกเป็นแสนเป็นล้าน เพื่อให้สังคมมีความน่าอยู่


สำหรับผู้ที่ได้รับ 10 รางวัล "คนเคลื่อนไทย" จากผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มแคร์ ประกอบด้วย


1) เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมนักศึกษา ได้รับรางวัล คนเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทย


2) สำนักข่าวประชาไท ได้รับรางวัล คนเคลื่อนสื่อสร้างสรรค์เพื่อประชาธิปไตย


3) กลุ่มประชาชนเบียร์ ได้รับรางวัล คนเคลื่อนเศรษฐกิจภาคประชาชน 

 

4) เศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล คนเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อสังคม 


5) มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) ได้รับรางวัล คนเคลื่อนสิทธิและศักดิ์ศรี


6) มูลนิธิกระจกเงา ได้รับรางวัล คนเคลื่อนสังคมเพื่อคนด้อยโอกาส


7) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย คนขับเคลื่อนปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบ


8) โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ (iLaw) ได้รับรางวัล คนเคลื่อนกฎหมายภาคประชาชน


9) ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานและผู้ก่อตั้งเวทีการประกวดนางงามระดับโลก มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับรางวัล คนเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย


10) ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ได้รับรางวัล คนเคลื่อนประชาธิปไตยไทย 


โดยนายณวัฒน์ กล่าวภายหลังรับรางวัลว่า ตนเป็นผู้ได้รับรางวัลด้านศิลปวัฒนธรรม ศิลป คือ ซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ใช่ซอฟต์แวร์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงต้องไปเรียนแลคเชอร์ใหม่ มีผู้นำไม่ฉลาด ทำให้เราดูเหมือนคนโง่ พร้อมบอกว่าทุกคนมีสิทธิมนุษยชน


เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี ถ้าไม่มีไม่ใช่ประชาธิปไตย หากไม่ใช่เป็นระบอบอะไรไปคิดเอาเอง ต้องมีกฎหมายเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิพูด เพราะต้องการความปลอดภัย ไม่ได้ด่าคนอื่นจากความอิจฉาริษยา 


ฝากกลุ่มแคร์ เราแค่นี้ทำอะไรไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีคนที่เป็นปัญหาของประเทศ จะทำอย่างไรทำให้คนพวกนี้จากประเทศไทยไปเสียที" นายณวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย


ขณะที่ไอลอว์ กล่าวว่า "คนที่จะเคลื่อนไทยไม่มีใครคนหนึ่งคนหนึ่งทำได้ เราทุกคนต้องร่วมกัน ยังมีเพื่อนของเราอีกหลายคนที่ยังถูกจับกุมคุมขัง อยากให้ทุกคนนึกถึงพวกเขา" 


ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เราเรียนรู้กันมาตลอด ประเทศไทยเป็นรูปขวานแต่ 1-2 วันนี้ เราเพิ่งรู้ บางคนเห็นประเทศไทยเป็นเกือกม้าที่เครื่องบินรบประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาวน ขณะที่ปัญหาเรื่องกัญชาที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพื่ออธิบายว่าความเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัว และอยู่รอบชีวิตเรา แต่ยังเชื่อว่าถึงที่สุดความเปลี่ยนแปลงจะมาสู่สังคมนี้ ส่วนจะมาในรูปลักษณ์อย่างไร จากประสบการณ์ภาวนาให้ความเปลี่ยนแปลงมาถึงสังคมไทยอย่างสันติ อาจต้องใช้เวลา แต่เป็นสิ่งที่มีค่า


นายณัฐวุฒิกล่าวต่อไปอีกว่า การที่มารับรางวัลนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีแรงปะทะสำคัญสำหรับหัวใจผม ผ่านมาสิบปี ขึ้นมารับรางวัลท่ามกลางมหานคร รางวัลนี้ไม่ใช่ของผม ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องต่อสู้สูญเสียประชาชนมือเปล่า ๆ ที่เรียกร้องความเสมอภาคเท่าเทียมและถูกกระทำอย่างโหดร้าย พวกเขาทุกชีวิตทุกจิตวิญญาณคือเจ้าของรางวัลนี้


ทั้งนี้ ตนคิดว่าใครก็ตามที่ต้องการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง ขอให้คิดว่าทุกสังคมจะศิวิไลซ์ต้องทำให้คนที่เห็นต่างอยู่ด้วยกันได้ภายใต้กฎหมายเดียวกันซึ่งอาจต้องใช้เวลา และคาดหวังว่าฝ่ายผู้มีอำนาจจะเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติของสังคมพร้อมเปิดประตูอยู่ร่วมกับมัน หากปล่อยเวลามันอาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดความสูญเสีย นายณัฐวุฒิ กล่าว


จากนั้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้มอบรางวัลพิเศษ "โทนี่ วู้ดซัม อวอร์ด" ให้กับ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในฐานะคนเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทย ผู้คิดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคสมัยตั้งพรรคไทยรักไทย  


โดยทพญ.อพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์ คู่ชีวิตของ นพ.สงวน ผู้รับมอบรางวัลจากแพทองธาร ชินวัตร ตัวแทน ดร.ทักษิณ 


โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า คำถามช่วงก่อนก่อตั้งกลุ่ม CARE คือประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในวันที่ประเทศหาทางออกไปเจอ แต่ "คิดเคลื่อนไทย" คือคำตอบในการรวบรวมคนหลากหลายองค์กรมาช่วยกันคิดเพื่อขับเคลื่อนปัญหาของประเทศ ที่ไม่สามารถแก้ได้โดยรัฐบาลอย่างเดียว แต่หลายปัญหาต้องได้รับการช่วยเหลือโดยคนหลายภาคส่วน ดังนั้นปัญหาของประเทศจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน 


แพทองธาร ระบุอีกว่า รัฐบาลต้องเชิญทุกภาคส่วนมาร่วมกันถกเถียงปัญหา โดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเชื่อว่าจะทำได้ถ้ารัฐบาลนั้นมาจากประชาชน เพราะจะได้ยินเสียงของประชาชนเสมอ พร้อมเผยว่า ตนมาเป็นตัวแทนคุณพ่อ (ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ในการมอบรางวัลให้แก่ นพ.สงวน ซึ่งท่านได้ให้ความหวังและให้โอกาสกับคนไทยทุกคน


นอกจากนี้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้คอนเฟอเรนซ์เข้ามากล่าวสุนทรพจน์และขอบคุณผู้ได้รับรางวัลภายในงานครบรอบ 2 ปีกลุ่ม CARE ว่า ตนมีโอกาสมาร่วม คิดเคลื่อนไทย เกือบ 2 ปีแล้วซึ่งตนคิดว่าประเทศไทยวันนี้ต้องการคนมีความรู้ มีประสบการณ์ มีความห่วงใยบ้านเมือง เพื่อช่วยกันคิดแต่ผู้ที่มีอำนาจโดยตรงควรเปิดใจกว้างรับไปปฏิบัติในสิ่งที่คิดว่ามันใช่ เพราะทุกคนห่วงใยบ้านเมือง 


ทักษิณ กล่าวอีกว่า ส่วนการมอบรางวัลในวันนี้ เพื่อเป็นกำลังใจและแสดงออก ทั้งนี้ตนในฐานะเป็นอดีตนายกฯ 6 ปีและมาอยู่ต่างประเทศ ก็ได้เห็นโลกที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่เคยมีมา และเป็นช่วงที่ช่องว่างของอายุในแต่ละเจนแคบลงก็เลยทำให้มีคนที่ต่างกัน ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา นี่จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนตระหนักเพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์แก้ปัญหา


อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าการมอบรางวัล "คิดเคลื่อนไทย" ของกลุ่ม CARE นี้จะเป็นการจูงใจให้คนเข้ามากล้าคิดมากขึ้น 


ขณะที่การมอบรางวัล "Tony Woodsome Award" ให้แก่ นพ.สงวน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่สำคัญเพราะเมื่อ 23 ปีก่อน นพ.สงวน นำไอเดียนี้มาขาย ( 30 บาทรักษาทุกโรค) เพราะขายไอเดียนี้มาหลายพรรคแต่ไม่ความคืบหน้า แต่เมื่ออธิบายให้ตน ตอนนั้นที่ตั้งพรรคไทยรักไทย และการไปเห็นคนไข้ต่างจังหวัดอนาถา ก็มีความรู้สึกว่ามันต้องไม่มีคนไข้อนาถาเพราะเป็นคนไทยเหมือนกันและมี 1 เสียงเท่ากัน จึงปรึกษากันจนบริหารงบกระทรวงสาธารณสุขใหม่ จนทำได้และกลายเป็นนโยบายสำคัญจนถึงมาวันนี้คนไทยได้เข้าถึงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่วันนี้ สปสช.เปลี่ยนไปเยอะ งบประมาณถูกผลาญไปมาก 


ในช่วงท้าย ทักษิณ ระบุว่า ขอให้ทุกคนกล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมาก ๆ เพราะเราต้องการสมอง ต้องการความคิด ต้องการความกล้าของคนไทยทุกคน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คิดเคลื่อนไทย #2ปีCARE




วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

ศูนย์ทนายฯ อัพเดท ครบ 1 เดือน อดอาหารประท้วง "บุ้ง" อาการวิกฤต ภาวะโพแทสเซียมต่ำ แพทย์ชี้ อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้ "ใบปอ" รู้สึกร้อนบริเวณหลอดอาหาร เพลีย ความดันตก นอนไม่หลับ

 


ศูนย์ทนายฯอัพเดท ครบ 1 เดือน อดอาหารประท้วง "บุ้ง" อาการวิกฤต ภาวะโพแทสเซียมต่ำ แพทย์ชี้ อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้  "ใบปอ" รู้สึกร้อนบริเวณหลอดอาหาร เพลีย ความดันตก นอนไม่หลับ


วันนี้ (1 ก.ค. 2565) ตามที่ครบ 1 เดือน ที่ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือ ใบปอ และ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง สมาชิกกลุ่มทะลุวัง ได้อดอาหารขณะถูกคุมขังในเรือนจำเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เปิดเผยถึงอาการล่าสุด ระบุว่า 


📌บุ้ง-ใบปอ ‘อดอาหารประท้วง’ ครบ 1 เดือน


จนถึงขณะนี้ เป็นเวลา 30 วัน หรือ 1 เดือนแล้ว ที่ทั้งสองคนอดอาหารประท้วงเพื่อทวงคืน “#สิทธิในการให้ประกันตัว” ล่าสุดทั้งสองอดอาหารโดยกินแต่เพียงน้ำเปล่าและเกลือแร่เท่านั้น ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายอย่างชัดเจน นอกจากอาการอ่อนเพลีย ปวดแสบท้อง มึนงง และตาพร่ามัวแล้ว อาการน่าจับตาของบุ้งก็คือ “#ภาวะโพสแทสเซียมต่ำ” ที่แพทย์ชี้ว่าอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้


ทั้งนี้อาการวิกฤตของ “บุ้ง” ประกอบด้วย


- มีภาวะโพแทสเซียมต่ำจน #กล้ามเนื้อหัวใจเกือบตาย

- หายใจไม่ออก หายใจแล้วเจ็บหน้าอก

- ตอนนี้รักษาตัวอยู่ รพ.ราชทัณฑ์ ต้องให้น้ำเกลือตลอดเวลา

- ซูบลงเยอะมาก แก้มตอบและเห็นส่วนคอชัดเจน 

- มือสั่น ตาพร่า เหนื่อยล้า ตาลอย มึนเบลอ และตอบคำถามได้ช้า 

- น้ำหนักตัวลดไปถึง 13 กก. (ตั้งแต่เข้าเรือนจำ)


ขณะที่อาการวิกฤตของ “ใบปอ”


- รู้สึกร้อนบริเวณหลอดอาหาร

- น้ำหนักลดลงไปถึง 6 กก. (ตั้งแต่เข้าเรือนจำ)

- อ่อนเพลีย ความดันตก นอนไม่หลับ


สำหรับบุ้งและใบปอ ถูกคุมขังในคดี ม.112 จากการทำโพลความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ โดยถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. 2565 จากการถูกศาลสั่งถอนประกัน และเริ่มต้นอดอาหารประท้วงศาล เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2565 


ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR #ทะลุวัง

"เต้น ณัฐวุฒิ" ซัด!! "ประยุทธ์" ทีประชาชนเดินขบวน จัดเต็มอัตราศึก พอเครื่องบินพม่าล้ำแดน ทำเหมือนเล่นขายของ ชี้นายกฯอธิบายแทนแค่มายูเทิร์น ชวนสงสัย หรือจะรู้เห็นเป็นใจ?

 


"เต้น ณัฐวุฒิ" ซัด!! "ประยุทธ์" ทีประชาชนเดินขบวน จัดเต็มอัตราศึก พอเครื่องบินพม่าล้ำแดน ทำเหมือนเล่นขายของ ชี้นายกฯอธิบายแทนแค่มายูเทิร์น ชวนสงสัย หรือจะรู้เห็นเป็นใจ?


วันนี้ (1 ก.ค. 65) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นต่อกรณี เครื่องบิน MiG-29 กองทัพเมียนมา รุกล้ำน่านฟ้าไทยที่ อ.พบพระ จ.ตาก เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่กองทัพไทยจะออกมาชี้แจงว่าได้ส่งเครื่องบินไปสกัด ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าไม่ทันการแล้ว เพราะเครื่องบินพม่าบินกลับแล้ว ต่อมานายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มีการประสานไปยังเมียนมาแล้ว ซึ่งเขายอมรับแล้วว่ารุกล้ำ พร้อมมีการขอโทษมาแล้วและระบุว่าไม่ได้ตั้งใจจะมีปัญหา แต่เขาต้องตีวงเลี้ยวจึงล้ำเข้ามาในเขตประเทศไทยเล็กน้อย ยันไม่เรื่องใหญ่โต


โดยนายณัฐวุฒิ ได้โพสต์แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์คิดว่าตัวเองเป็นใครในประเทศนี้ ถึงอธิบายเหตุเครื่องบินรบเมียนมาร์ รุกล้ำเข้าเขตแดนไทยเป็นเรื่องเล็ก ขอโทษแล้วก็จบกันไป นายกฯเป็นเจ้าของประเทศหรือ เรื่องละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงแบบนี้ ถึงทำเหมือนเล่นขายของ


8 ปีแล้วเรียนรู้ที่จะเคารพประชาชนบ้าง ไม่ได้เรียกร้องให้รบกับเพื่อนบ้าน แต่ท่าทีอย่างเป็นทางการของทั้ง 2 ฝ่ายต้องมี เราท้วงไปว่าอย่างไร เขาตอบมาแบบไหนต้องให้ชัด นายกฯ พูดง่าย ๆ แค่ไม่มีอะไร จะยิ่งทำให้ชาวโลกมองว่ารัฐบาลไทย มีอะไรกับรัฐบาลเผด็จการเมียนมาร์หรือไม่


ยึดอำนาจเสร็จมาเยือนไทยเป็นที่แรก หลังจากนั้น 2 รัฐบาลไปมาหาสู่ แล้วมาเกิดเรื่องแบบนี้ นัยทางการเมืองระหว่างประเทศเหมือนไทยเลือกข้าง และเป็นข้างรัฐบาลเผด็จการซึ่งสวนทางกับนานาอารยะประเทศ เลขาสมช.ซึ่งกำลังทำหน้าที่แก้วิกฤตเศรษฐกิจ ควรมีบทบาทต่อเรื่องนี้อย่างไร 


ประชาชนเดินขบวน ตู้คอนเทนเนอร์มาล่วงหน้าเป็นวัน ทั้งแก็ส น้ำ ปืนกระสุนยาง เต็มอัตราศึก ไล่ยิงไล่ตีแทบเป็นแทบตาย พอเครื่องบินเมียนมาร์ล้ำแดน เครื่องบินเรามาเหมือนตำรวจในหนังไทย แถมนายกฯอธิบายแทนว่าแค่มายูเทิร์น ทำเหมือนปฏิบัติการนี้พล.อ.ประยุทธ์รู้เห็นเป็นใจ ?


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ณัฐวุฒิใสยเกื้อ

"ผู้ว่าฯ ชัชชาติ" แต่งชุดลูกเสือ เป็นประธานงานวันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ

 


"ผู้ว่าฯ ชัชชาติ" แต่งชุดลูกเสือ เป็นประธานงานวันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ


วันนี้ (1 ก.ค. 65) เวลา 8.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามลูกเสือ กทม. ประจำปี 2565 เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ 1 ก.ค. 2565 ที่สนามกีฬาศูนย์เยาวชน กทม. (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง


โดยนายชัชชาติ ร่วมปฏิญาณตน และให้โอวาทแก่คณะลูกเสือ ระบุว่า กิจการลูกเสือของ กทม. ได้พัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากได้มีการจัดฝึกอบรมลูกเสือ เนตรนารี มีส่วนสำคัญและเป็นประโยชน์ ในการส่งเสริมให้ลูกเสือ เนตรนารีทุกคน ได้ตระหนักถึงบทบาทในการอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพ มีระเบียบวินัย รู้จักการสังเกตจดจำ และพึ่งตนเอง เป็นผู้ที่มีความ เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ อดทน เสียสละ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น บำเพ็ญตนเพื่อสาธารณะประโยชน์ และยังส่งเสริมให้บุคคลสามารถช่วยเหลือตนเองและสังคมได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นลูกเสือ เนตรนารีทุกคนจึงควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และฝึกปฏิบัติตนตามระเบียบแบบแผนอย่างเคร่งครัด


“เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2565 ผมเห็นว่าการที่เรามาสวนสนาม ทบทวนคำปฏิญาณของลูกเสือในครั้งนี้ เราควรมีความภาคภูมิใจ ที่ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมกิจกรรมอันทรงคุณค่านี้ อีกทั้งให้ระลึกถึงเสมอว่าการสร้างคุณธรรมบำเพ็ญประโยชน์นั้น ตนเองต้องได้รับประโยชน์เป็นทวีคูณ


ในโอกาสนี้ขอให้กิจการลูกเสือ เนตรนารีของ กทม. มีความเจริญก้าวหน้า และขอให้ท่านที่มาชุมนุมอยู่ ณ ที่นี้ ประสบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกัน”


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์




"บุ้ง" ยังอยู่รพ.ราชทัณฑ์ มีภาวะโพแทสเซียมต่ำ และปวดท้อง ฝากคนข้างนอกดูแลแม่ที่เครียด ขณะที่ "ใบปอ" มีอาการร้อนบริเวณหลอดอาหาร

 


"บุ้ง" ยังอยู่รพ.ราชทัณฑ์ มีภาวะโพแทสเซียมต่ำ และปวดท้อง ฝากคนข้างนอกดูแลแม่ที่เครียด ขณะที่ "ใบปอ" มีอาการร้อนบริเวณหลอดอาหาร 


วันนี้ (30 มิ.ย. 65) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยบันทึกเยี่ยม "ใบ-บุ้ง" สมาชิกกลุ่มทะลุวัง ระบุใจความว่า


วันที่ 30 มิถุนายน 2565 เราเยี่ยมบุ้งที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์อีกครั้ง บุ้งเดินมาคุยผ่านหน้าจอในชุดผู้ป่วย ไม่มีสายระโยงระยางแบบเมื่อวานแล้ว บุ้งทำหน้าเซ็ง ๆ ที่ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเพราะเป็นห่วงใบปอ 


“หมอบอกว่าบุ้ง ยังมีภาวะโพแทสเซียมต่ำ ค่าโพแทสเซียมของบุ้งยังไม่ดีขึ้น ต้องอยู่โรงพยาบาลก่อนจนค่าโพแทสเซียมจะปกติ วันก่อนโพแทสเซียมบุ้งตก จนหมอบอกว่ากล้ามเนื้อหัวใจเกือบตาย” เป็นคำบอกเล่าจากบุ้งหลังจากที่คุยกับแพทย์แล้ว 


บุ้งยังต้องเสียบสายน้ำเกลือคาไว้ที่มืออยู่และยังเจาะเลือดทุกวัน “ถึงว่า ทำไมบุ้งรู้สึกหายใจไม่ออก หายใจแล้วเจ็บหน้าอกเพราะโพแทสเซียมมันเกี่ยวกับหัวใจ แต่โพแทสเซียมรสชาติมันแย่มาก เค็ม เหม็น และเฝื่อน หมอบอกว่าต้องกินสองครั้ง แต่บุ้งก็กินสองครั้งแล้วยังไม่ดีขึ้น เมื่อคืนบุ้งก็ปวดท้องตั้งแต่ตีสอง ได้ยาตอนตีห้าก็ไม่ดีขึ้น จนหมอมาช่วง 11.00 น. และสั่งยาเพิ่มให้บุ้งเพิ่งหายปวดท้องตอนบ่ายโมงนี้เอง ปวดตั้งแต่ตีสอง” 


เราอ่านข้อความจากใบปอให้บุ้งฟัง ใบปอบอกให้บุ้งรักษาตัวไม่ต้องรีบกลับ แต่บุ้งกลับบอกว่า “บุ้งรีบมาก” หลังจากสอบถามอาการ เราคุยเรื่องประกันตัว และอ่านข้อความอื่น ๆ ให้บุ้งฟัง บุ้งฝากจดหมายออกมาถึงทุกคนด้วยความเป็นห่วงแม่

 

ด้านใบปอซึ่งต้องอยู่คนเดียวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เราบอกใบปอว่าวันนี้เราคุยผ่านไลน์เหมือนเดิม แต่นั่งคุยอยู่หน้าทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพราะเพิ่งเข้าไปคุยกับบุ้งเสร็จ ใบปอทำท่าดีใจและบอกว่าวันนี้เราอยู่ใกล้กันที่สุดเลย เราแซวว่าก็ยังเยี่ยมผ่านไลน์เหมือนเดิม แต่ใบปอบอกว่าไม่เหมือนกัน รู้สึกว่าอยู่ใกล้กันกว่า เราก็เพิ่งตระหนักว่าระยะทางมันมีผลต่อหัวใจเหมือนกัน


ใบปอบอกว่าวันนี้ มีอาการร้อนบริเวณหลอดอาหาร พยาบาลบอกว่า “ขั้นต่อไปของอาการใบปอก็อาจจะเหมือนกับพี่บุ้ง แต่น้ำหนักใบปอยังไม่ได้ลดเร็วแบบพี่บุ้ง และใบปอก็พยายามกินน้ำเยอะ ๆ เมื่อคืนใบปอก็นอนไม่หลับ ปวดท้องต้องนั่งอยู่ 2 ถึง 3 ชั่วโมงกว่าจะนอนหลับ” 


ใบปอยังฝากข้อความถึงพี่บุ้ง เธออยากให้เรื่องราวของพี่บุ้งออกมามาก ๆ เพราะวันนี้ก็เป็นวันที่ 29 ที่เธอสองคนอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวแล้ว และนี่คือข้อความที่บุ้งสื่อสารออกมา


....


สวัสดีค่ะบุ้งเองนะคะ


บุ้งทราบมาว่าแม่เสียใจกับการที่บุ้งไม่ได้ประกันมาก จนทำให้แม่มีความคิดว่าจะอดอาหารพร้อมกับบุ้งและใบปอ จนกว่าบุ้งและใบปอจะได้รับสิทธิประกันตัว พอบุ้งทราบข่าวก็เป็นกังวลมาก เพราะแม่กับบุ้งป่วยหลายโรค ทั้งโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคเบาหวาน โรคความดัน และโรคหัวใจ และแม่ก็อายุมากเกือบ 60 ปีแล้ว ลำพังตัวบุ้งเอง อุดมการณ์ไม่สั่นไหวเลย ต่อให้ตัวบุ้งเจ็บแค่ไหน


บุ้งเข้าใจว่า ทำไมแม่ถึงทุกข์ใจขนาดนั้น และอยากประกาศอดอาหาร เพราะแม่เลี้ยงบุ้งมา บุ้งได้ความเข้มแข็ง ความกล้าหาญ และความจริงใจมาจากแม่เต็ม ๆ เลย เป็นส่วนที่ดีที่บุ้งรับมาจากแม่ อย่างไรก็ตามบุ้งอยากให้แม่รักษาสุขภาพ รอวันที่บุ้งและใบปอกลับไปหาแม่ 

.

ฝากคนข้างนอกดูแลใจแม่แทนบุ้งกับใบปอด้วยนะคะ อย่าให้แม่เป็นอะไรไปเพราะบุ้งและใบปอคงสู้ต่อไปไม่ไหว ถ้าสุขภาพแม่ไม่แข็งแรง

 .

บุ้ง ทะลุวัง

ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 

30 มิถุนายน 2565


ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #TLHR #ทะลุวัง