วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564

ศาลอาญา ปล่อยตัวชั่วคราว ‘โตโต้-ปิยรัฐ’ วางหลักทรัพย์ประกัน 45,000 บาท ห้ามพกพาอาวุธไปชุมนุม-ห้ามใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่

 



ศาลอาญา ปล่อยตัวชั่วคราว ‘โตโต้-ปิยรัฐ’ วางหลักทรัพย์ประกัน 45,000 บาท ห้ามพกพาอาวุธไปชุมนุม-ห้ามใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่


วันที่ 2 เมษายน 2564 ศาลอาญา มีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ แกนนำกลุ่ม We Volunteers เรียกวงเงินประกัน 45,000 บาท โดยกำหนดเงื่อนไข 3 ข้อ ห้ามพกพาอาวุธไปร่วมชุมนุมทางการเมือง และ ห้ามใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ 


นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยถึงเหตุผลที่ศาลให้ประกันตัว เพราะมีความเห็นว่าเมื่อพิจารณาจากหลักฐาน นายปิยรัฐ หรือ โตโต้ ไม่มีการขัดขืนและพกพาอาวุธระหว่างเจ้าหน้าที่จับกุม  ส่วนประเด็นว่ามีการพบยุทธภัณฑ์เป็นเสื้อเกราะนั้น พบว่าในบันทึกจับกุมระบุว่าพบของกลางเป็นเสื้อคล้ายเกราะเท่านั้น ในความเห็นของทนายความเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเนื้อหาในคดี เพราะข้อหาหลักในคดีนี้คือข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งไม่ปรากฎหลักฐานที่ชัดเจนตามข้อกล่าวหาอั้งยี่ซ่องโจรแต่อย่างใด ในชั้นนี้ศาลจึงให้ประกันตัว


ส่วนพยานทางฝังพนักงานสอบสวนมีพยานบุคคลเป็นเจ้าหน้าที่ 4 ปาก อีกทั้งพนักงานสอบสวนไม่ได้มีการคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว ศาลเห็นว่า โตโต้กับพวกมีพฤติการณ์เพียงในส่วนของการชุมนุมมั่วสุมซึ่งขัดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งความผิดนี้มีอัตราโทษเบา จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว


สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ทนายความจะไปทำเรื่องสัญญาประกันตัว และคาดว่าจะมีการปล่อยตัวโตโต้เย็นวันนี้ เมื่อหมายปล่อยไปถึงที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ส่วนในกรณีการอายัดตัวนั้น ทนายความจะต้องไปตรวจสอบอีกครั้งว่ามีหมายจับคงค้างหรือไม่ เท่าที่รับทราบตอนนี้ โตโต้ได้รับทราบข้อกล่าวหาอื่น ๆ หมดแล้ว ยังไม่มีคดีเกิดขึ้นใหม่ที่จะมีการอายัดตัว


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

#11ปี10เมษา ตอนที่ 5 การเจรจาที่ล้มเหลวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์!

 


#11ปี10เมษา  ตอนที่ 5  การเจรจาที่ล้มเหลวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์!

 

เหตุการณ์ช่วงก่อนถึงวันสังหารประชาชน 10 เมษา 53

จากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53 ตอนที่ 1

(เหตุการณ์ 13 มีนาคม 2553 ถึง 9 เมษายน 2553)

 

7 เมษายน 2553  ท่ามกลางการเรียกร้องประชาธิปไตยจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากเดือนมีนาคมซึ่งเหตุการณ์เป็นไปด้วยความสงบและสันติวิธี  มีการเจรจาระหว่างแกนนำและรัฐบาล โดยฝ่ายของ นปช. เองมีจุดยืนเพียงแค่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้นยุบสภาแล้วลาออกและให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ 

 

แต่การเจรจานั้นต้องล้มเหลวเพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ได้แยแสต่อข้อเรียกร้องของกลุ่ม นปช.  และการเจรจาครั้งนั้นล้มเหลวเพราะเป็นการพูดโชว์หน้าโทรทัศน์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

 

หลังจากการเจรจาที่ล้มเหลว นายอภิสิทธิ์ก็ยังดำเนินการตามแผนทุกวิถีทางเพื่อจัดการปราบปรามผู้ชุมนุม นปช. จนนำมาสู่เหตุการณ์การปราบปรามประชาชนในวันที่ 10 เมษายน 2553

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์





#11ปี10เมษา ตอนที่ 4 ปักหลักชุมนุมพื้นที่ราชประสงค์อีกเวที!

 



#11ปี10เมษา ตอนที่ 4  ปักหลักชุมนุมพื้นที่ราชประสงค์อีกเวที!


เหตุการณ์ช่วงก่อนถึงวันสังหารประชาชน 10 เมษา 53

จากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53 ตอนที่ 1

(เหตุการณ์ 13 มีนาคม 2553 ถึง 9 เมษายน 2553)


3 เมษายน 2553  เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ได้พิจารณาแล้วถึงความเหมาะสมในการยกระดับการชุมนุม เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ ต่อกระแสของประชาชนที่ชุมนุมเป็นจำนวนมาก  ทั้งที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นมีจุดยืนเพียงแค่ยุบสภาแล้วลาออก คืนอำนาจให้กับประชาชนเป็นผู้เลือกว่าต้องการใครมาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ ประกอบกับจำนวนผู้ชุมนุมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากคนในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด   ทำให้พื้นที่ชุมนุมสะพานผ่านฟ้านั้นไม่สามารถรองรับได้  จึงมีมติเลือกพื้นที่ราชประสงค์ซึ่งมีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ  และกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. มองว่าพื้นที่ราชประสงค์นั้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการต่อสู้ของชนชั้นที่แตกต่าง  เพราะในแถบพื้นที่นี้มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจและมีผู้คนที่มีความแตกต่างกันในด้านชนชั้นทางสังคม  เป็นพื้นที่ที่รวบรวมเอาความหลากหลายในหลาย ๆ ด้านเข้าไว้  และบริเวณใกล้เคียงเป็นละแวกของคนจนเมืองอาศัยอยู่มากมาย สะดวกกับผู้ที่จะเดินทางมาชุมนุมที่มาจากด้านตะวันออก จึงเห็นชอบให้มีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุม นปช. มาปักหลักชุมนุมยังบริเวณพื้นที่ราชประสงค์อีกหนึ่งเวที

 

โดยในวันเคลื่อนขบวนมาปักหลักบริเวณแยกราชประสงค์ก็ได้มีภาพของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.จำนวนมากกระจายกันอยู่เต็มบริเวณผิวจราจรตั้งแต่แยกประตูน้ำด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ดต่อเนื่องไปจนถึงถนนราชดำริ  และในระหว่างการเคลื่อนขบวนมาถึงพิธีกรบนเวทีก็ได้แจ้งให้กับผู้ชุมนุมว่าคืนนี้จะปักหลักชุมนุมข้ามคืน  ที่แยกราชประสงค์มีการปักหลักเป็นเวทีคู่ขนานกับเวทีสะพานผ่านฟ้าจนมาถึงช่วงหลังสงกรานต์ 2553 ก็ได้ย้ายผู้คนมาชุมนุมที่เดียว คือเวทีราชประสงค์เพียงเวทีเดียวจนถึง 19 พฤษภาคม 2553  ซึ่งเป็นวันสลายการชุมนุม ณ บริเวณราชประสงค์

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์






#11ปี10เมษา ตอนที่ 3 การแรลลี่รอบกรุงเทพมหานคร!

 


#11ปี10เมษา  ตอนที่ 3  การแรลลี่รอบกรุงเทพมหานคร!

 

เหตุการณ์ช่วงก่อนถึงวันสังหารประชาชน 10 เมษา 53

จากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53 ตอนที่ 1

(เหตุการณ์ 13 มีนาคม 2553 ถึง 9 เมษายน 2553)

 

20 มีนาคม 2553  หลังการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ได้เริ่มขึ้นมาสักระยะบริเวณสะพานผ่านฟ้า  ก็ได้มีแนวคิดที่จะเคลื่อนขบวนไปรอบ ๆ กรุงเทพฯ แบบดาวกระจายเพื่อแสดงจุดยืนของการชุมนุมในครั้งนี้พร้อมกับมีการระดมแจกสติ๊กเกอร์รูปหัวใจและเป็นการเชิญชวนคนกรุงเทพฯ เข้าชุมนุมกับกลุ่ม นปช.  การเคลื่อนพลของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2553 นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. โดยได้มีการตั้งขบวนบริเวณถนนหลานหลวง ประกอบด้วยรถบรรทุกเครื่องขายเสียงกว่า 10 คัน  พร้อมรถกระบะและรถจักรยานยนต์จำนวนมาก  โดยในรถบรรทุกแต่ละคันจะมีแกนนำ นปช. ประจำรถ โดยคันที่ 1 คือนายณัฐวุฒิ และคันที่ 10 ซึ่งเป็นคันสุดท้ายจะเป็นของนักวิชาการและพระสงฆ์ โดยแกนนำได้แจ้งผ่านเครื่องขยายเสียงให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางโดยสงบ  ซึ่งนพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งใน

 

แกนนำ นปช. บอกว่าจะใช้สูตร 3 ไม่ คือ ไม่โกรธ, ไม่ตอบโต้, ไม่รุนแรง และ 3 ส่ง คือส่งยิ้ม, ส่งความรัก และส่งความสุข  การเคลื่อนพลของกลุ่มผู้ชุมนุมตลอดการเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปด้วยมิตรภาพ  มีการโบกไม้โบกมือให้กำลังใจของประชาชนระหว่างทางพร้อมกับการแสดงรอยยิ้มให้กันและกันทั่วกรุงเทพฯ รวมไปถึงพื้นที่ในย่านเขตเศรษฐกิจสำคัญอย่างสีลม ก็มีภาพการตอบรับของประชาชนที่ตอบรับการแรลลี่ของกลุ่มผู้ชุมนุมและให้กำลังใจจากผู้คน รวมถึงพนักงานของหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ บนตึกสูง  มีการเตรียมน้ำดื่มอาหาร  และรอยยิ้มให้กันและกันอย่างน่าชื่นชม  และเนื่องจากขบวนที่ยาวมาก จึงมีการตกลงกันทำการแยกสายทำการแรลลี่ครั้งนี้เป็น 2 เส้นทาง  ขณะที่นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ได้รับมอบหมายให้อยู่เฝ้าเวทีชุมนุมใหญ่  โดยมีการปราศรัยเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนอย่างสันติ

 

27 มีนาคม 2553  หนทางการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่ม นปช. ที่ยืนหยัดด้วยสันติซึ่งเป็นไปตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับอย่างชัดเจนมาโดยตลอด  ห้วงเวลาของการเริ่มชุมนุมที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 นั้น กลับเป็นฝ่ายรัฐบาลอภิสิทธิ์และทหารที่ได้ใช้กลอุบายหลากหลายวิธีในการหาทางที่จะทำลายสลายการชุมนุมและใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนมาโดยตลอด  ซึ่งหนึ่งในวิธีที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพความยุติธรรมและมนุษยชนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  หลังการเคลื่อนขบวนแบบดาวกระจายในวันที่ 20 มีนาคม 2553  ซึ่งได้ผลตอบรับจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี  ก็มีกระแสข่าวของการเคลื่อนขบวนแบบดาวกระจายอีกครั้ง  แต่หลังจากมีการประเมินแล้วว่าอาจจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนรวมมากเกินไปในการสัญจรไปมาและความสะดวกในด้านต่าง ๆ ของชาวกรุงเทพฯ แต่จะขอเปลี่ยนเป็นการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้ทหารที่ทำการซ่อมสุมกำลังและซ่อนตัวในพื้นที่วัดต่าง ๆ รอบพื้นที่ชุมนุมและส่วนราชการต่าง ๆ ออกจากสถานที่ต่าง ๆ ที่ซ่องสุมกำลังอยู่ ภาพที่ปรากฏตามหน้าสื่อมวลชนจึงเป็นภาพของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ดินไปสถานที่ต่าง ๆ เพื่อขอร้องและเชิญให้ทหารออกจากสถานที่ต่าง ๆ ที่มีการซ่อมสุมกำลังทหารอยู่ เช่น วัดตรีทศเทพ, วัดมกุฎกษัตริยาราม, วัดแคนางเลิ้ง, วัดโสมนัสวรวิหาร, เขาดินวนา, สนามม้านางเลิ้ง และมหาวิทยาลัยวิทยาเขตพาณิชยการพระนคร  ภาพของการแสดงความยินดีโบกไม้โบกมือให้กันระหว่างผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงและทหารที่เคลื่อนตัวออกจากที่ซอนพร้อมอาวุธประจำกาย  คงเป็นสิ่งที่บอกได้ถึงแนวทางการต่อสู้ในแบบสันติวิธีที่ผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. ให้การยึดมั่นมาโดยตลอดการชุมนุมเรียกร้อง

 

แต่กลับมีการเขียนรายงานของเหตุการณ์นี้ไปในทางลบของผู้ชุมนุม  โดยรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ออกมาในปี 2556 นั้น  กลับได้เขียนรายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุม นปช. นั้นได้เคลื่อนขบวนเพื่อขับไล่เจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่บริเวณวัดและสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่ได้แยแสกับหลักฐานต่าง ๆ ทั้งภาพถ่าย, คลิปเหตุการณ์ที่แสดงหลักฐานชัดเจน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกลับไม่มีความเห็นเชิงลบใด ๆ ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ทางรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประกาศออกมา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์



#11ปี10เมษา ตอนที่ 2 การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ "เทเลือดลงพื้นปฐพี"

 



#11ปี10เมษา ตอนที่ 2 
การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ "เทเลือดลงพื้นปฐพี"

เหตุการณ์ช่วงก่อนถึงวันสังหารประชาชน 10 เมษา 53

จากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53 ตอนที่ 1

(เหตุการณ์ 13 มีนาคม 2553 ถึง 9 เมษายน 2553)


16 มีนาคม 2553  กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ก็ได้คิดกิจกรรมเพื่อเป็นการสร้างกระแสการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์  เพื่อเป็นการส่งสารไปยังรัฐบาลอำมาตย์ด้วยการระดมเลือดไปเทยังทำเนียบรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์  โดยเริ่มเจาะเลือดตั้งแต่เวลา 08.30 น. บนเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง ตามด้วยนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง ตามด้วยผู้ชุมนุมอาสาสมัครคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย ร่วมเจาะเลือดสมทบกับกลุ่มเสื้อแดงด้วย  ในช่วงบ่ายแกนนำ นปช. นำกลุ่มผู้ชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาล เริ่มจากประตู 3 วนไปจนครบทั้ง 5 ประตู โดยก่อนเทเลือดมีหมอพราหมณ์สวดทำพิธีทุกประตู  จากนั้นเวลา 16.50 น. กลุ่มเสื้อแดงเทเลือด 3 แกลลอน เทราดประตู 4 ทำเนียบ แล้วไปเทที่ประตู 1 โดยมีนายจตุพรและนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำ นปช.เป็นผู้ทำการเท  ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของทหารที่มีการปิดกั้นรั้วลวดหนามมิดชิด เพื่อป้องกันการบุกเข้าทำเนียบ  นายณัฐวุฒิกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงว่า

 


“เราไม่ประสงค์จะบุกยึดทำเนียบ  เรามาในฐานะชาวไพร่  เพราะลูกหลานทหาร ตำรวจ เป็นลูกหลานไพร่เหมือนกัน  เรามาทำพิธีเพื่อสาปแช่งรัฐบาลอำมาตย์และพวกที่ได้อำนาจจากรัฐมาโดยมิชอบ  เราจะไม่สาดรุนแรง  แต่จะราดลงพื้นปฐพีให้พระแม่ธรณีรู้ว่าเลือดนี้คือเลือดของชาวไพร่”

 

18.30 น. ของวันนั้นกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. หลายพันคน นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง, นพ.เหวง และนายอริสมันต์ เคลื่อนขบวนมาถึงถนนเศรษฐศิริ  ตำรวจใช้เครื่องขยายเสียงเจรจาเพื่อส่งตัวแทนเข้ามาบริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น  แต่ผู้ชุมนุมไม่ยินยอม ฝ่าแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาประชิด  จากนั้นพราหมณ์และนายวิภูแถลงนำคนเสื้อแดงขนแกลลอนเลือดกว่า 20 แกลลอน มาที่บริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์  จากนั้นผู้ชุมนุมบางส่วนได้นำเลือดที่เตรียมไว้มาเททางเข้าพรรค, ใต้ถุน และต้นเสาของอาคารพรรค  จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ก็ได้เคลื่อนขบวนกลับไปยังพื้นที่ชุมนุมโดยสงบ


#UDDnews #
ยูดีดีนิวส์

Cr. ภาพจากไทยรัฐ, ประชาไท

ภาพการเจาะเลือดสนับสนุนการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์





#11ปี10เมษา ตอนที่ 1 เหตุการณ์ช่วงก่อนถึงวันสังหารประชาชน 10 เมษา 53


#11ปี10เมษา ตอนที่ 1

เหตุการณ์ช่วงก่อนถึงวันสังหารประชาชน 10 เมษา 53


จากบทบรรยาย ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53 ตอนที่ 1

(เหตุการณ์ 13 มีนาคม 2553 ถึง 9 เมษายน 2553)


การได้ขึ้นครองอำนาจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปลายปี 2551 โดยวิธีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และใช้วิธีการปล้นเอาส.ส.จำนวนหนึ่งจากพรรคพลังประชาชน จนได้เป็นเสียงข้างมากแทนที่พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับประชาชนที่ได้เลือกรัฐบาลของตัวเอง การขึ้นครองอำนาจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเจตจำนงตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น ได้สร้างความปวดร้าวให้กับประชาชนผู้รักในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และได้เรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยุบสภาแล้วลาออกเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่


ท่ามกลางการยกระดับการต่อสู้ของกลุ่มนปช. ในปี 2552 แม้ว่าจะต้องถูกปราบปรามไปในระดับหนึ่งในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดในเดือนเมษายน 2552 แต่ก็ยังมุ่งมั่นในการที่จะทวงอำนาจประชาชนคืนมา จากนั้นนปช. จึงได้จัดประชุมใหญ่เพื่อกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี และเปิดโรงเรียนการเมืองตั้งแต่ปลายปี 2552 มาจนถึงต้นปี 2553 และมีการพิจารณาแล้วว่าสมควรแก่เวลาที่ประชาชนจะต้องทวงอำนาจของประชาชนกลับคืนมา โดยใช้วิธีสงบสันติและไม่คิดที่จะใช้ความรุนแรง ดังนั้น คำขวัญของการต่อสู้ครั้งนี้จึงได้ถูกกำหนดขึ้นมาว่า "ยุบสภา...คืนอำนาจให้กับประชาชน"


13 มีนาคม 2553 เป็นการนัดหมายการชุมนุมทั้งในกรุงเทพมหานครและการเคลื่อนขบวนจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำหรับกรุงเทพมหานครได้เริ่มการรวมพลที่อนุสาวรีย์ปราบกบฎ หลักสี่ จากนั้นขบวนประชาชนผู้ชุมนุมนปช. ได้เคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ เหมือนสายน้ำสีแดง มีการตั้งเวทีที่สะพานผ่านฟ้าฯ และเต๊นท์ผู้ชุมนุมจากสี่แยกคอกวัวไปถึงราชดำเนินนอกจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้าและวัดเบญจมบพิตร


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564

มายด์-อั๋ว-บอล-บิ๊ก มาตามนัด ส่งสำนวนให้อัยการ คดี 112 กรณีชุมนุม 24กันยา #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา

 


มายด์-อั๋ว-บอล-บิ๊ก มาตามนัด ส่งสำนวนให้อัยการ คดี 112  กรณีชุมนุม 24กันยา #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา


วันนี้ (1 เมษายน ) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรืออั๋ว, นายชนินทร์ วงษ์ศรี หรือบอล และนายเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ หรือบิ๊ก แกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร กลุ่ม เยาวชนปลดแอก เดินทางมารายงานตัวอัยการตามที่พนักงานสอบสวน สน.บางโพ นัดส่งตัวพร้อมสำนวนให้อัยการ คดีตามฐานความผิด ป.อาญา ม.112, มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายฯ ม.215 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีผู้ต้องหาจัดชุมนุมและปราศรัยในกิจกรรม #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา ที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63




ทั้งนี้ผู้ที่ต้องเข้ารายงานตัวในวันนี้ยังมี นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี หรือฟอร์ด ด้วย รวมเป็นทั้งหมด 5 คน แต่จนกระทั่งเวลา 11.50 น. ยังไม่พบว่านายทัตเทพเดินทางมาที่สำนักงานอัยการสูงสุดแต่อย่างใด


ด้านมายด์ ภัสราวลีกล่าวว่า วันนี้เช้ามาก ตนไม่กังวล เพราะวันนี้เป็นวันนัดเจออัยการครั้งแรก ตามกระบวนการแล้ว วันนี้มารับทราบเพื่อรอฟังสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ด้วยหลายครั้งที้ผ่านมา มีท่าทีกับ คดี 112 เด็ดขาดมาก ในวันนี้มีผู้ต้องหามาพร้อมด้วย 5 คน และโดนคดี 116 ด้วย และมาตราอื่น ๆ อีกยิบย่อย อยากให้จับตาดูคดี 112 ทุกคดีเลย เพราะเท่าที่เห็นบางอัยการ บางศาลมีแนวโน้มที่ดูดีขึ้น แต่ว่ายังคงต้องดูอย่างใกล้ชิดเพราะกระบวนการยุติธรรมมีกระบวนการที่ไม่อิสระมากนัก 




ฝากถึงเพื่อน ๆ  ในอยู่ในเรือนจำ เช่น เพนกวิน-พริษฐ์  รุ้ง-ปนัสยา  ตนเป็นห่วงเพื่อน อยากให้เพื่อนดูแลร่างกายตัวเอง อยากให้เราออกสู้และมาเจอกันข้างนอก ยืนยันในสิทธิ์การประกันตัว หลาย ๆ คนมีภาระด้านการศึกษา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทางศาลควรจะให้ประกันตัวเพื่อจะได้มีเวลา ในการออกมาสู้คดีข้างนอก เพื่อเตรียมตัวสู้คดีอย่างเต็มที่ 


ฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า อยากให้ประชาชนจับตาการดำเนินคดีทางการเมือง เพราะในความเป็นจริงอยากให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีอิสระ จากสิ่งใด ๆ ก็ตาม ให้ตัดสินและมอบความเป็นธรรมให้ได้มากที่สุดกับประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ความยุติธรรมกลับมาในสังคมนี้ มายด์ ภัสราวลี ทิ้งท้าย



ขณะที่ อั๋ว จุฑาทิพย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ชุมนุมหน้ารัฐสภาวันดังกล่าว มีการปราศรัยเรื่องรัฐธรรมนูญและสถาบันกษัตริย์ ทำให้ผู้ปราศรัยโดน ม.112 และขอเป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่กำลังต่อสู้ กฎหมาย ม.112 ขัดสิทธิมนุษยชน ขัดหลักการประชาธิปไตย ประเทศที่เจริญแล้วเป็นประชาธิปไตย ทุกอย่างวิจารณ์ได้ เพราะการวิจารณ์จะนำไปสู่การพัฒนา ปฏิรูปให้ดีขึ้นได้ แต่ประเทศไทยพวกเราถูกปิดปากโดยกฎหมายของเผด็จการ ไม่มีทางสร้างประชาธิปไตยได้ถ้าเราไม่ร่วมกันสร้าง คดีที่เพื่อนเราโดนไม่ชอบธรรม และไม่ควรมีคดี ม.112 ตั้งแต่แรก สนับสนุนการยกเลิก ม.112


เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายทัตเทพลี้ภัยไปแล้ว น.ส.จุฑาทิพย์ กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน ต้องรอสอบถามเจ้าตัวอีกที


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ราษฎร #เยาวชนปลดแอก