วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

‘สส. ตี๋ ภัทรพงษ์’ ตั้งคำถาม ลมหายใจของคนเหนือ มีความหมายบ้างไหมสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนเลือดกำเดาออกเพราะฝุ่นพิษ PM2.5 ที่พุ่งสูงติดอันดับ 1 ของโลกแล้ว รัฐบาลอนุทินอายบ้างไหม?

 


‘สส. ตี๋ ภัทรพงษ์’ ตั้งคำถาม ลมหายใจของคนเหนือ มีความหมายบ้างไหมสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนเลือดกำเดาออกเพราะฝุ่นพิษ PM2.5 ที่พุ่งสูงติดอันดับ 1 ของโลกแล้ว รัฐบาลอนุทินอายบ้างไหม?


วันที่ 1 เมษายน 2569 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ เขตอำเภอหางดงและสันป่าตอง พรรคประชาชน ยื่นญัตติด่วนเสนอแนวทางการแก้ปัญหา PM2.5 ภัทรพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ภาคเหนือ กำลังจะตายด้วยอากาศที่หายใจ จากความละเลยต่อปัญหาของรัฐบาล 


ภัทรพงษ์กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้รุนแรงมากโดยเฉพาะในพื้นที่ 9 จังหวัด เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ แค่ตื่นนอนก็เหม็นกลิ่นควันไหม้ การใช้ชีวิตประจำวันแทบทำอะไรไม่ได้ หากรัฐบาลคิดภาพไม่ออก ลองจินตนาการภาพกรุงเทพในช่วงเดือนมกราคม ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งขึ้นกว่า 180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศเมตร ที่มองออกนอกหน้าต่างแทบไม่เห็นตึก ขับรถไปท้องฟ้าเป็นสีเทา 


ภาคเหนือตอนนี้ ค่าฝุ่นพิษพุ่งขึ้นมากกว่า 300 หลายพื้นที่ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นเกิน 700 ประชาชนเลือดกำเดาไหลกันเยอะมาก พ่อแม่ที่มีลูกเป็นภูมิแพ้อากาศ ต้องพาลูกเข้า ICU คนที่มี โรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ภาคเหนือมีคนป่วยมะเร็งปอดสูงที่สุดในประเทศ ทั้งที่มีจำนวนผู้สูบบุหรี่น้อยที่สุด 


ภัทรพงษ์กล่าวว่า ผลกระทบเหล่านี้ เกิดขึ้นจากอะไร ข้อมูลบ่งบอกชัดเจนว่าค่าฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือจะมีค่าสูงในช่วงมีนาคม เมษายนของทุกปี และมีต้นเหตุหลักมาจากไฟในป่า และ ฝุ่นพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ตนได้อภิปรายเรื่องนี้อย่างละเอียดมา 3 ปีแล้วว่าปัญหานี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำงานหนักก่อนที่มันจะเกิดปัญหา 


เรื่องไฟในป่า ตนพูดชัดเจนตั้งแต่แถลงนโยบายครั้งก่อนว่าต้องวางแผนจัดสรรงบ กลางภายในเดือนพฤศจิกายน เพราะรัฐบาลชุดก่อนหน้าตัดงบท้องถิ่นดับไฟป่าไปกว่า 1,000 ล้านบาท ท้องถิ่นเขาขอมา 1,500 ล้าน แต่ตัดของเขาเหลือแค่ 122 ล้าน ให้ท้องถิ่น 1000 กว่าแห่งไปแบ่งกันได้เงินแค่หลักหมื่น ตนเสนอไปแล้ว 


ภัทรพงษ์ย้ำว่า มาถึงตอนนี้ มันชัดเจนว่าที่ปัญหามันรุนแรงขนาดนี้ เป็นเพราะรัฐบาลละเลยต่อหน้าที่ของตัวเอง รัฐบาลละเลยต่อการจัดการโครงสร้างของปัญหานี้ และตอนนี้ก็ยังละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพราะจาก 9 จังหวัดที่ตนพูดไปข้างต้น เข้าเกณฑ์และเงื่อนไขการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่น PM2.5 ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีการประกาศ ทั้งที่การประกาศ มันจะทำให้สามารถปลดล็อคการใช้งบฉุกเฉินหรือเงิน ทดรองราชการ จังหวัดละ 50 ล้านบาท และรวมของแต่ละกระทรวงอีก 570 ล้าน รวมกัน 9 จังหวัด ก็คือเงิน 1020 ล้านบาทที่สามารถเอามาใช้บริหารจัดการได้ แต่รัฐบาลดันไม่ทำ ทั้งที่เงินก้อนนี้หากไม่พอ ก็สามารถ ขยายได้อีก


ภัทรพงษ์ตั้งคำถามว่า ลมหายใจของประชาชนในภาคเหนือ มันไม่มีความหมายสำหรับรัฐบาลเลยหรือ เพราะฉะนั้นในวันนี้ สิ่งที่ตนเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการโดยทันที คือการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นพิษ PM2.5 ทั้ง 9 จังหวัด แล้วยกระดับภัยเป็นระดับ 3 ให้รัฐมนตรีมหาดไทย นั่นก็คือให้อนุทิน มานั่งหัวโต๊ะ บัญชาการในเรื่องนี้ ให้แต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องยกระดับการจัดการเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง 


หนึ่งคือการเพิ่มกำลังคน เข้าไปดูแลป่า โดยเริ่มจากคนในชุมชนให้เค้าดูแลป่าของเขาเอง พร้อมค่าตอบแทน ในการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และการควบคุมไฟป่า โดยมีกำลังเสริมจากกระทรวงกลาโหม ที่มีงบฉุกเฉิน 100 ล้านบาทอยู่ในมือ โดยการจัดไฟในป่า ท่านต้องเริ่มจากการเอาแผนที่พื้นที่ป่าทั้งหมดขึ้นมา ทาบด้วยแผนที่พื้นที่เผาไหม้จาก GISTDA ที่เอามาจากดาวเทียม sentinel landsat และ theos แล้วก็เอามาทาบอีกชั้นนึง ด้วยแผนที่แสดงดัชนี ความแห้งแล้งในป่าจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อทาบกันทั้งสามแผนที่แล้ว จะได้พื้นที่ที่ยังไม่มีการเผา ไหม้พร้อมระดับความเสี่ยงการรุนแรงของไฟ แบ่งระดับเป็นเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ เพื่อการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ เสือไฟ เหยี่ยวไฟ และสนับสนุนชุมชน ได้อย่างเหมาะสมตามความเสี่ยงในพื้นที่ และท่านก็ต้องเร่งรับมือด้านสุขภาพ


ภัทรพงษ์เสนอให้ใช้แผนที่ที่ระบุพิกัดครัวเรือนที่มีกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง หรือ ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ เพื่อมาจัดสรร มุ้งสู้ฝุ่น นวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ถูกบรรจุในการหลักเกณฑ์การใช้เงินทดรองราชการแล้ว ซึ่งพรรคประชาชนเองก็ได้มีการทดลองในการนำไปให้กลุ่ม เปราะบางใช้ และผลลัพธ์ชัดเจนว่า หากทำถูกต้องตามแบบของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มุ้งนี้จะมีประสิทธิภาพในการลดฝุ่นได้ มากกว่า 75% พร้อมระบุพิกัด ห้องปลอดฝุ่น ที่สามารถใช้ได้จริง 24 ชั่วโมง และกระจายเพิ่มห้องปลอดฝุ่นให้ เป็นแหล่งพักพิงในแต่ละพื้นที่พร้อมกับการแจกหน้ากาก N95 ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วย 


ในส่วนของเรื่องฝุ่นข้ามแดน รวมถึงการขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในตอนนี้ คือ การยื่นเรื่องนี้เข้าศูนย์ภัยพิบัติอาเซียน ตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการบริหารจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ที่ระบุไว้ชัดเจน ใน article 11 เรื่อง Joint emergency response เพื่อขอความช่วยเหลือและให้มีการจัดการ ร่วมกันในปัญหาฝุ่นพิษที่ไม่ได้มีต้นตอแค่ในประเทศไทย นี่จะไม่ได้ประโยชน์แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะ เป็นประโญชน์อย่างมาก ในเวทีการเจรจาอาเซียนเรื่องการจัดการปัญหาฝุ่นพิษในอนาคตอีกด้วย 


ภัทรพงษ์ขอให้หยุดให้ประโยชน์กับกลุ่มนายทุน แก้ระเบียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ตอนนี้แม้จะมีการประกาศห้าม นำเข้าข้าวโพดเผา แต่ก็เปิดช่องให้ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเอง นำเข้ากันง่ายๆ ไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่ หรือ supply chain เลย ท่านต้องแก้ระเบียบตรงนี้ ให้ผู้นำเข้าต้องระบุทั้ง supply chain เพื่อแก้ปัญหาที่ตอนนี้ เราตรวจสอบได้แค่บริษัทไหนนำเข้าโดยตรงด้วยตนเองเท่าไหร่ แต่เราตรวจสอบไม่ได้เลย ว่าที่เขาอ้างว่ารับซื้อภายในประเทศ เป็นการรับซื้อจากบริษัทที่นำเข้าข้าวโพดเผามาอีกทีหรือไม่ ปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.5 ล้าน ตันที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน มีปลายทางไปกระจุกอยู่ที่ตรงไหน และต้นตอมีการเผาหรือไม่ เราตรวจสอบ ตรงนี้ไม่ได้เลย แก้ระเบียบนี้ แล้วหยุดเอื้อนายทุนได้แล้ว กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เราต้องตรวจสอบกันทั้ง supply chain กับวิกฤตในตอนนี้


ตนขอเรียกร้องข้อเสนอจากพรรคประชาชนไปยังคณะรัฐมนตรี ผ่านญัตติด่วนนี้ พร้อมกับการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนในประเด็นการแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างครอบคลุม โดยหัวหน้าพรรคประชาชน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะมาสรุปข้อเสนอทั้งหมดของญัตตินี้ 


ภัทรพงษ์ทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ ตนขอให้อนุทิน ชาญวีรกูล อายกับค่าฝุ่น PM2.5 ที่ประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของโลก เหมือนกับที่อายดัชนีการทุจริตของประเทศ ตนขอให้อนุทิน อายกับการที่ไม่ทำงาน ปล่อยปละละเลย จนทำให้ฝุ่นพิษรุนแรงขนาดนี้ หลังญัตติด่วนของพรรคประชาชนในวันนี้ ตนหวังว่า อนุทินจะมียางอาย แล้วมาแก้ปัญหาให้กับประชาชน ภาคเหนือสักที 


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ฝุ่นพิษ #PM25