ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ออกแถลงการณ์ จี้รัฐหยุดไอโอใช้คุกคามสื่อ หวังกลบความจริงลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จี้ Meta ล้างบางไอโอ แพลตฟอร์มดิจิทัลหยุดขยายความเกลียดชัง แนะ กสม.-กระทรวง DES ตรวจสอบด่วน
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ระบุว่า เมื่ออำนาจลงโทษผู้ตั้งคำถาม บาดแผลนั้นย่อมเป็นของสังคมประชาธิปไตย
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฐปณีย์ เอียดศรีไชย ไม่ใช่เพียงการโจมตีผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเฉพาะราย และไม่ใช่เพียงความผิดพลาดของการสื่อสารในสถานการณ์ตึงเครียด หากแต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่กำลังทำให้การตั้งคำถามกลายเป็นความผิด ทำให้ผู้ตรวจสอบอำนาจกลายเป็นเป้าถูกลงโทษ และทำให้ความจริงถูกบดบังด้วยความกลัว ความเกลียดชัง และการบิดเบือนอย่างเป็นระบบ
พวกเราไม่อาจนิ่งเฉยต่อปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ เพราะเรารู้ดีจากประสบการณ์ตรงว่า เมื่อใดที่ผู้หญิงลุกขึ้นพูด เมื่อใดที่ประชาชนลุกขึ้นตั้งคำถาม เมื่อนั้นอำนาจที่ไม่ต้องการถูกตรวจสอบก็มักตอบโต้ด้วยการป้ายสี การคุกคาม การทำให้สับสน และการทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดต่อ
แถลงการณ์ฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการยืนเคียงข้างผู้สื่อข่าวที่ถูกคุกคาม แต่คือการยืนยันหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยว่า การตั้งคำถามคือการตรวจสอบอำนาจ การตรวจสอบผู้มีอำนาจเป็นหน้าที่ของพลเมืองและสื่อมวลชน และไม่มีใครควรถูกคุกคามจากการทำหน้าที่สื่อสารข้อเท็จจริงหรือจากการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
1. ลอยนวลพ้นผิด สังคมที่ลืมเร็ว และคำถามที่ถูกทำให้หายไป
สังคมไทยดูเหมือนจะลืมง่ายเกินไปว่า พล.ท.นรธิป โพยนอก เคยออกมาขอโทษจากการพาดพิงโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา แต่ในเวลาเดียวกัน กลับเลือกโจมตีผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถาม แทนที่จะตรวจสอบผู้มีอำนาจ ทั้งที่คำพูดหลังปิดไมค์ว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่อาจลดทอนให้เหลือเพียงความผิดพลาดในการสื่อสารได้ หากสังคมมีการตรวจสอบอย่างแท้จริง คำพูดเช่นนี้ต้องนำไปสู่ความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่เพียงคำขอโทษที่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป
ขณะที่คำถามสำคัญว่า “ใครอยู่เบื้องหลังการลอบยิง สส.กมลศักดิ์?” ยังคงไร้คำตอบ และไม่ได้หายไปเอง แต่ถูกทำให้หายไปผ่านการโจมตีที่เบี่ยงเป้าจากผู้มีอำนาจไปยังผู้ตั้งคำถาม
ในสังคมประชาธิปไตย การตั้งคำถามควรนำไปสู่การตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อคำถามนั้นพุ่งตรงไปยังโครงสร้างอำนาจที่ใช้ “ความมั่นคง” เป็นเครื่องมือขยายอำนาจ ลดการตรวจสอบ และทำให้สภาวะฉุกเฉินกลายเป็นเรื่องปกติ จนผู้ตั้งคำถามถูกทำให้เป็นภัยโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น สิ่งที่ฐปณีย์ทำ ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถาม แต่คือการเปิดพื้นที่ความรับผิดชอบและท้าทายอำนาจ และนั่นเองคือเหตุผลที่เธอถูกลงโทษ
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ “ใครอยู่เบื้องหลังการลอบยิง” แต่คือใครเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือ “ความจริง” ที่สังคมได้รับอนุญาตให้รับรู้
เมื่อกติกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ห้ามตั้งคำถามต่อกองทัพ” ถูกทำลาย สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่การถกเถียง แต่คือการลงโทษ เพื่อทำให้สังคมเรียนรู้ว่า การตั้งคำถามมีราคา
2. วิกฤตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลบความจริง
วันที่ 13 เมษายน ฐปณีย์ตั้งคำถามต่อแม่ทัพ แต่ก่อนข่าวจะเผยแพร่กลับเกิดการโจมตีจากเพจไอโอมากกว่า 30 เพจ ป้ายสีว่าเป็น “นักข่าวโจร” และ “โฆษกบีอาร์เอ็น” อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมจากคำถามสำคัญว่า “ใครอยู่เบื้องหลังการลอบยิง สส.กมลศักดิ์?” ไปสู่วิกฤตที่ถูกสร้างขึ้นแทน
ผลคือสังคมถูกดึงให้ตอบสนองต่อการโจมตี จนละเลยคำถามที่ควรถูกตรวจสอบ นี่คือการสร้างวิกฤตเพื่อกลบวาระ และมันได้ผล เพราะการถกเถียงเรื่องไอโอเข้ามาแทนที่การตรวจสอบผู้มีอำนาจ
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่คือการทำให้ความจริงจมหายไป การโจมตีเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลและหลักฐานปลอม เพื่อเปลี่ยนเป้าจาก “ผู้มีอำนาจ” ไปเป็น “ผู้ตั้งคำถาม”
นี่ไม่ใช่แค่ข่าวลวง แต่คือระบบนิเวศข้อมูลที่สร้าง “โลกคู่ขนาน” ขึ้นมาแข่งขันกับโลกความจริง โดยไม่ได้สู้ด้วยข้อเท็จจริง แต่ด้วยปริมาณ ความเร็ว และการกระหน่ำซ้ำ จนผู้คนไม่แน่ใจว่าจะเชื่ออะไร
และเมื่อความไม่แน่ใจกลายเป็นสภาพปกติ ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องถูกลบ แค่ถูกทำให้ไร้น้ำหนักก็เพียงพอ
3. เมื่อความจริงและการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ชอบธรรมถูกแทนที่ด้วย “ภาพลวง”
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการใส่ร้ายบุคคล แต่คือกระบวนการสร้าง “ตัวตนปลอม” เพื่อแทนที่ตัวตนจริงในพื้นที่สาธารณะ ทำให้สังคมไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริง
ฐปณีย์ในโลกจริงคือผู้สื่อข่าวภาคสนามที่ทำงานมากกว่า 18 ปี ยืนอยู่ข้างสิทธิมนุษยชนและข้อเท็จจริง แต่ในโลกออนไลน์ เธอกลับถูกบิดให้เป็นภัยต่อความมั่นคง ภายใต้กรอบ “ชาติ” ที่แคบและไม่ยอมรับความแตกต่าง
กระบวนการนี้ไม่ต้องพิสูจน์ความจริง เพียงสร้าง “ความไม่แน่ใจ” ก็เพียงพอ เพราะเมื่อผู้คนไม่แน่ใจ พวกเขาจะไม่ลุกขึ้นปกป้องความจริง นี่คือการเมืองของความสับสนที่ทำให้ความจริงอ่อนแรงลง
สื่อมวลชนคือกระจกของสังคม เมื่อกระจกถูกทำลาย สังคมย่อมมองไม่เห็นตัวเอง และเมื่อผู้พูดความจริงถูกทำให้เป็นเป้าหมาย การสื่อสารความจริงก็กลายเป็นความเสี่ยง
ผลลัพธ์คือสังคมที่ไม่สามารถยึดโยงกับความจริงได้ และนั่นคือเงื่อนไขที่อำนาจต้องการเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ
4. การลงโทษผู้หญิงที่ “กล้าจับจ้องและมองกลับ”
ฐปณีย์ไม่ได้เพียงพูดความจริงเกี่ยวกับอำนาจ หากแต่เธอเลือกที่จะพูดความจริงนั้นในพื้นที่ที่อำนาจดำรงอยู่ต่อหน้า ต่อหน้าสื่อมวลชน ต่อหน้าแม่ทัพ และต่อหน้ากล้อง ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เพียงการสื่อสารข้อมูล แต่คือการทำให้ความจริงปรากฏต่อสาธารณะอย่างไม่อาจถูกเพิกเฉยได้ และนั่นเองคือเหตุผลที่ระบบตอบสนองด้วยความรุนแรงในระดับที่เกินสัดส่วน เพราะสิ่งที่ถูกท้าทายไม่ใช่เพียงบุคคล แต่คือโครงสร้างของอำนาจที่ไม่ต้องการให้ถูกตั้งคำถาม
ความรุนแรงครั้งนี้จึงไม่เป็นกลางทางเพศ หากแต่ฝังรากอยู่ในโครงสร้างอำนาจแบบชายเป็นใหญ่ที่ทำงานร่วมกับอำนาจรัฐในพื้นที่ความมั่นคง ซึ่งผู้หญิงสื่อมวลชนคนหนึ่งลุกขึ้นตั้งคำถามต่อผู้ชายในชุดเครื่องแบบทหาร ในบริบทที่กองทัพมีอำนาจพิเศษภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และในขณะที่รัฐบาลพลเรือนยังคงปล่อยให้กฎอัยการศึกดำรงอยู่โดยไม่กล้าท้าทายโครงสร้างดังกล่าว
ในสังคมที่ยังขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ผู้หญิงที่ “กล้ามองกลับ” ไม่ได้ถูกเพียงโต้แย้งหรือถกเถียงในเชิงเหตุผล แต่กลับถูกลงโทษเกินสัดส่วนอย่างเป็นระบบ เพื่อทำให้การกระทำของเธอกลายเป็นตัวอย่าง และส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้หญิงคนอื่นทั้งหมดว่า การตั้งคำถามต่ออำนาจมีต้นทุน และต้นทุนนั้นอาจสูงจนไม่มีใครอยากเดินตาม
นี่จึงไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่คือความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น อังคณา นีละไพจิตร อัญชนา หีมมิหน๊ะ หรือหทัยรัตน์ พหลทัพ ซึ่งล้วนเผชิญกับรูปแบบการโจมตีที่คล้ายคลึงกัน คือการผลักออกจากพื้นที่วิชาชีพ ไปสู่การโจมตีในระดับตัวตน ร่างกาย เพศ และความเป็นผู้หญิง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือและลดทอนความชอบธรรมในการมีเสียงของพวกเธอ
คำกล่าวหาอย่าง “นักข่าวโจร” หรือ “โฆษกบีอาร์เอ็น” จึงไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาชีพ หากแต่เป็นการโจมตีในระดับลึกที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องชาติ ความจงรักภักดี และศีลธรรมทางการเมือง ซึ่งในบริบทของวัฒนธรรมชาตินิยมไทย สิ่งเหล่านี้ถูกผูกเข้ากับเพศอย่างแนบแน่น โดยกำหนดให้ผู้หญิงที่ “ดี” ต้องเชื่อฟัง ต้องรู้ที่ของตน และต้องไม่ตั้งคำถามต่ออำนาจที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้น เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งกล้าพูด กล้าถาม และกล้าท้าทายอำนาจ เธอจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้เห็นต่าง แต่ถูกทำให้กลายเป็น “ผู้เบี่ยงเบน” จากบรรทัดฐานทางเพศและการเมือง ถูกทำให้เป็นภัยต่อชาติ และถูกผลักออกไปอยู่ในพื้นที่ที่สังคมสามารถลงโทษได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
การป้ายสีจึงไม่ใช่เพียงการทำลายชื่อเสียง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขทางสังคมและการเมืองที่ทำให้ความรุนแรงต่อเธอกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้ยอมรับได้ และในบางกรณีอาจถูกทำให้ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ “สมควรเกิดขึ้น”
และนี่เองคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียกชื่อให้ชัด นั่นคือ การใช้ชาตินิยมทางเพศเป็นอาวุธ ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำเอาความคิดเรื่องชาติ ความมั่นคง ความเป็นไทย ความจงรักภักดี และศีลธรรมทางเพศ มาผูกเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น เพื่อสร้างเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้หญิงที่ยอมรับได้” กับ “ผู้หญิงที่ต้องถูกกำจัดออกจากพื้นที่สาธารณะ” โดยผู้หญิงที่เชื่อฟัง เงียบ อ่อนน้อม และไม่ท้าทายอำนาจ จะถูกยอมรับว่าเป็นคนดีของชาติ ขณะที่ผู้หญิงที่กล้าพูด กล้าถาม กล้าวิจารณ์ และกล้าปกป้องความจริง จะถูกทำให้กลายเป็นคนทรยศ เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นผู้หญิงที่เกินบทบาท และเป็นเป้าหมายของการลงโทษร่วมกันในระดับสังคม
อาวุธชนิดนี้มีความรุนแรงเป็นพิเศษ เพราะมันไม่ได้โจมตีเพียงความคิดเห็น แต่โจมตีตัวตน ศักดิ์ศรี และความชอบธรรมในการมีเสียงของผู้หญิง โดยทำให้การคุกคาม การป้ายสี และแม้กระทั่งความรุนแรง ถูกทำให้ดูสมเหตุสมผลในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง
เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดี เป็นปากเสียงของศัตรู หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง สิ่งที่ถูกทำลายจึงไม่ใช่เพียงชื่อเสียงของเธอ แต่คือความเป็นมนุษย์ของเธอในพื้นที่สาธารณะ และนี่คือรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงที่เชื่อมโยงอำนาจรัฐ โครงสร้างชายเป็นใหญ่ และชาตินิยมเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น เพื่อรักษาระบบที่ไม่ต้องการให้ถูกตั้งคำถามเอาไว้
5. ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารคือความรุนแรงรูปแบบใหม่
การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคุกคามรายบุคคล แต่สะท้อนรูปแบบของความรุนแรงทางดิจิทัลที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ ทั้งการป้ายสีว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง การทำลายความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพ และการสร้างเงื่อนไขที่เชื่อมโยงไปสู่ความเสี่ยงทางกายภาพในโลกจริง
นี่ไม่ใช่เพียงการคุกคามสื่อ แต่คือการทำลายเงื่อนไขพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย
อำนาจสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงทางกายภาพกับทุกคน เพียงทำให้บางคน “เป็นตัวอย่าง” ก็เพียงพอ ปฏิบัติการไอโอในพื้นที่ชายแดนใต้ทำงานในลักษณะนี้ คือทำร้ายคนหนึ่งเพื่อให้คนอื่นหวาดกลัวและเริ่มเซ็นเซอร์ตัวเอง
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงฐปณีย์ แต่คือการส่งสัญญาณไปยังนักข่าว นักกิจกรรม และประชาชนทุกคนว่า การตั้งคำถามต่ออำนาจมีราคา และราคานั้นอาจสูงถึงการสูญเสียตัวตนหรือแม้กระทั่งชีวิต
ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำว่า ผู้หญิงที่ทำงานในแวดวงสื่อสารสาธารณะ สื่อมวลชน และการปกป้องสิทธิมนุษยชน คือผู้แบกรับภาระสำคัญในการนำความจริงจากพื้นที่เสี่ยงเข้าสู่สาธารณะ และจึงต้องได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริงในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
เพราะหากเสียงของพวกเธอถูกทำให้เงียบ สังคมก็จะมืดบอดต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง
ข้อเรียกร้อง : เราขอเรียกร้องให้รัฐไทยปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน โดยต้องเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นอิสระ ยุติและดำเนินคดีต่อปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ละเมิดสิทธิประชาชน รวมถึงยุติการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อโจมตี ทำลาย หรือทำให้ผู้ตั้งคำถามและผู้เปิดเผยข้อเท็จจริงตกอยู่ในความเสี่ยง
ภายใต้หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) แพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม อัลกอริทึมไม่ใช่ระบบที่เป็นกลาง แต่มีบทบาทในการขยายความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการคุกคาม เราจึงเรียกร้องให้เฟซบุ๊กและเมตาเปิดเผยและตรวจสอบเครือข่ายที่มีพฤติกรรมประสานงานโจมตีบุคคล ปิดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ทบทวนระบบอัลกอริทึมที่ขยายความรุนแรง และจัดให้มีกลไกเยียวยาและคุ้มครองผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ
เราขอเรียกร้องต่อรัฐไทยให้ยุติการใช้ “ความมั่นคง” เป็นข้ออ้างในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยโครงสร้าง หน่วยงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการไอโอ และรับรองสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การเข้าถึงข้อมูล และการตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้ง
เราขอเรียกร้องต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ตรวจสอบและเปิดเผยโครงสร้างปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามประชาชน และต้องยืนยันอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ออนไลน์อยู่ภายใต้หลักนิติธรรมและมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่พื้นที่ที่ผู้มีอำนาจสามารถสร้างความเกลียดชังและหลบเลี่ยงความรับผิดได้
เราขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีนี้และกรณีอื่นๆอย่างเร่งด่วนในฐานะการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และใช้อำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีมาตรการปกป้องคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว และนักกิจกรรม จากความรุนแรงทั้งในมิติทางดิจิทัลและทางกายภาพและรายงานข้อเท็จจริงต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งเสนอแนะให้หน่วยงานของรัฐดำเนินมาตรการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ล่าช้า”
คำถามสุดท้าย : “สื่อที่เสรีนั้น อาจดีหรืออาจเลวก็ได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ หากปราศจากเสรีภาพ สื่อจะไม่มีวันเป็นอะไรได้นอกจากสิ่งที่เลว” อัลแบร์ กามู นักเขียนชาวฝรั่งเศส รางวัลโนเบลวรรณกรรม ปี 2500
เราจะยอมอยู่ในสังคมที่อำนาจสามารถทำลายความจริง และทำลายผู้ที่เปิดเผยความจริงไปพร้อมกันได้หรือไม่
ความเงียบไม่ใช่ความยินยอม แต่คือผลผลิตของความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ และเมื่อความกลัวนั้นฝังตัวเป็นโครงสร้าง สังคมทั้งสังคมย่อมถูกทำให้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยจะไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ และจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่ยังคงเปิดเผยความจริงและตรวจสอบอำนาจอย่างไม่ยอมจำนน
เพราะการปกป้องผู้แสวงหาข้อเท็จจริง คือการปกป้องสังคมประชาธิปไตยและเมื่ออำนาจลงโทษผู้ตั้งคำถาม บาดแผลนั้นย่อมเป็นของสังคมประชาธิปไตย — บาดแผลที่เราจะไม่ยอมปล่อยให้ผู้มีอำนาจเป็นผู้สร้างอีกต่อไป
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คือขบวนเคลื่อนไหวรากหญ้าที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงจากชุมชนซึ่งต่อสู้ในเรื่องต่างๆ ถึง 19 ประเด็นจากทั่วประเทศ พวกเราคือแม่ คนทำงานดูแล ชนเผ่าพื้นเมือง คนชนบทและคนจนเมือง แรงงานสิ่งทอ แรงงานไร้ที่ดินทำกิน พนักงานบริการ และเยาวชนนักกิจกรรม ที่ทุ่มเทเพื่อดูแลรักษาชีวิต ผืนดิน และวิถีชีวิตของครอบครัวและชุมชน เราลุกขึ้นสู้เพื่อที่ดิน ที่อยู่อาศัย เราต่อต้านการทำเหมืองแร่และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆ เราเรียกร้องสิทธิและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายให้แก่ผู้หญิงแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้หญิงพิการ รวมทั้งให้การสนับสนุนแก่ผู้หญิงในพื้นที่ความขัดแย้งสามจังหวัดภาคใต้ของไทยและในพม่า เราเรียกร้องค่าตอบแทนแม่และคนทำงานดูแล ( Care Income )
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน





