เสกสิทธิ์
แย้มสงวนศักดิ์ : 10เมษา คือโศกนาฏกรรมโดยรัฐที่เกิดขึ้นกับประชาชน คือประจักษ์พยานว่าครั้งหนึ่งรัฐไทยได้เคยใช้กระสุนปืนยิงใส่ประชาชนมือเปล่ากลางเมือง
คำปราศรัยในงานรำลึก
#16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี
คดีหมดอายุความ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 อนุสรณ์สถาน 14ตุลาคม
เรียนสถาบันประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย
10 เมษายน ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมือง แต่ 10 เมษายน
คือโศกนาฏกรรมโดยรัฐที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทย 10 เมษายน
คือประจักษ์พยานว่าครั้งหนึ่งรัฐไทยได้เคยใช้กระสุนปืนยิงใส่ประชาชนมือเปล่ากลางเมือง
พี่น้องครับ
ในบรรดารายชื่อคนเสื้อแดงที่สูญเสียในวันนั้น มีชื่อหนึ่งที่ผมจำได้ไม่เคยลืม
นั่นคือพี่วสันต์ ภู่ทอง คนธรรมดาที่วันนั้นสวมเสื้อสีแดง ในมือถือธงไตรรงค์โบกสะบัด
ยืนประจันหน้ากับทหารที่มีอาวุธครบมือ พี่วสันต์ไม่มีอาวุธ พี่วสันต์ไม่มีกองกำลังส่วนตัว
พี่วสันต์มีเพียงหัวใจที่เชื่อมั่นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย
แต่ทว่าพ่อแม่พี่น้อง สิ่งที่พี่วสันติ์ได้รับกลับมา
กลับเป็นคมกระสุนปืนและความตายที่ผู้มีอำนาจบางส่วนมอบให้กับพี่วสันต์
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว
16 ปี
แต่สังคมการเมืองไทยยังไม่เคยสามารถทวงคืนความยุติธรรมให้กับเรื่องนี้ได้ ผ่านมาแล้ว
16 ปี ครับพ่อแม่พี่น้อง
ที่คนสั่งฆ่ายังไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผ่านมาแล้ว 16 ปี ยังไม่มีใครต้องมารับผิดกับเหตุการณ์สังหารหมู่กลางเมืองที่เกิดขึ้น
พี่น้องครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ตั้งแต่ 14ตุลา, 6ตุลาม พฤษภา35, เมษา-พฤษภา53 จนกระทั่งการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนหนุ่มสาวเมื่อปี 2563 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทุก ๆ ครั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้น
ล้วนแต่มีประชาชนต้องเสียสละชีวิต ล้วนแต่มีประชาชนต้องถูกพรากอิสรภาพ ล้วนแต่มีประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตาย
คำถามสำคัญก็คือ ทำไมทุก ๆ ครั้งที่มีการสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองเกิดขึ้น
เหตุการณ์นี้ถึงได้เกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผมเชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องทุกท่านที่อยู่
ณ ที่แห่งนี้ ทราบคำตอบเดียวกันไม่ต่างจากผม
นั่นคือเพราะผู้มีอำนาจตัวจริงและองคาพยพทั้งหมดไม่เคยต้องรับผิดชอบกับการสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองเลยแม้แต่ครั้งเดียวครับพ่อแม่พี่น้อง
เรื่องนี้คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ๆ ในเหตุการณ์การเมืองไทย
ดังนั้น
10เมษา สำหรับผมจึงไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงผู้วายชนม์ แต่ 10เมษา สำหรับผมมีความหมายมากกว่านั้น
เพราะคือข้อย้ำเตือนใจของเราว่าภาระหน้าที่ ว่าภารกิจในการทวงคืนความยุติธรรมของเรายังคงไม่จบสิ้นครับพ่อแม่พี่น้อง
ภารกิจนี้ยังคงต้องดำเนินต่อไป
พี่น้องครับ
นี่คือช่วงเวลานับถอยหลัง 4
ปี นี่คือ 4 ปีสุดท้ายที่กำลังจะหมดอายุความ
นี่คือ 4 ปีที่เท่ากับอายุปกติของรัฐสภา 2-3 วันที่ผ่านมาครับพ่อแม่พี่น้อง นายกรัฐมนตรีได้มีการแถลงนโยบายยืดยาว
มีหลายประเด็นที่ถูกพูดถึงในการแถลงนโยบาย
แต่หนึ่งในประเด็นที่ไม่ถูกพูดถึงเลยคือการทวงความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดง
คือการทวงความยุติธรรมให้กับคนที่ถูกรัฐบาลสังหารครับพ่อแม่พี่น้อง
เรื่องนี้ไม่ถูกพูดถึงเลยแม้กระทั่งประโยคเดียว
พี่น้องครับ
ดังนั้นนี่คือภารกิจสำคัญที่เรายังต้องผลักดันร่วมกัน ในระยะเวลา 4 ปีนี้
คือระยะเวลานับถอยหลังสุดท้าย หากเราสามารถทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ
นั่นคือข้อการันตีว่า ในสังคมการเมืองไทยนี้จะต้องไม่มีใครถูกสังหารเพียงเพราะความเห็นต่างทางการเมืองอีกต่อไปครับพ่อแม่พี่น้อง
ผมขอสัญญาในฐานะ
1 ในเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ผมขอสัญญากับพ่อแม่พี่น้องว่าผมจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนจนกว่าจะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา
ขอบคุณครับ
