สส.–สว.ชายแดนใต้ จี้นายกฯ เร่งคลี่คลายคดีลอบยิง “กมลศักดิ์” เจ้าตัวชี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ชี้โยงเจ้าหน้าที่รัฐ สะเทือนความเชื่อมั่น
วันที่ (9 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา สส.ชายแดนภาคใต้ นำโดย นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสส. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกพรรคการเมือง ร่วมแถลงข่าวกรณีลอบยิง นายกมลศักดิ์ และทวงถามความคืบหน้าต่อนายกรัฐมนตรี
นายซูการ์โน เปิดเผยว่า เหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อค่ำวันที่ 20 มีนาคม ผ่านไปเกือบ 1 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้า ยืนยันจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ความจริงปรากฏให้ได้ วันนี้ตนเองได้พบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามเรื่องทั้งหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากว่า จะไม่ปล่อย และจะไปดำเนินการ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่หาผู้บงการ และนำผู้กระทำผิดที่หลบหนีอยู่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ ยืนยันว่า สส. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการความคืบหน้าของคดี อยากให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และผู้อำนวยการ กอ.รมน. ที่กำกับดูแลรถพยานหลักฐานดังกล่าว ให้ติดตามดำเนินการตามกระบวนการต่อไป
ด้าน นายรอมฎอน กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความคืบหน้าในการสอบสวน แต่สิ่งสำคัญประชาชนต้องการรู้ว่าใครเป็นผู้บงการ และมีใครปกปิดไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน รวมถึงอยากให้นายกรัฐมนตรี ทบทวนการรักษาความปลอดภัยของ สส. และบทบาทหน่วยงานความมั่นคง
ขณะที่ นายกมลศักดิ์ ขอบคุณสมาชิกที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ร่วมกันเรียกร้อง และทวงถามหาคำตอบ พร้อมขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงแต่คำถามคงไม่เท่ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ยานพาหนะใช้กระทำความผิด เป็นของ กอ.รมน. รวมถึงทีมงานเป็นอดีตนาวิกโยธิน และทหารพราน ที่ยังจับกุมตัวไม่ได้ จึงขอให้พนักงานสอบสวนทำงานเชิงลึกมากกว่านี้ ขออย่าไปยึดเฉพาะคำให้การที่ให้การกับผู้สอบวินัยอย่างเดียว ต้องทำงานเชิงลึก ซึ่งข้อเท็จจริงทราบว่าก่อนหน้านี้มีการให้ยืมรถ และมีความพยายามลอบสังหาร ไม่น้อยกว่า 5-6 ครั้ง แต่หาจังหวะไม่ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกต กระบวนการยืมรถของหน่วยงานที่ไม่มีเอกสาร และการเผยแพร่รูปภาพรวมถึงคลิปจากกล้องวงจรปิด แต่กลับไม่ได้นำมาถูกใช้ในการสืบสวนสอบสวน และยังมีความพยายามรีบไปแจ้งความรถหาย จึงอยากให้ชุดสืบสวนพยายามหารายละเอียดเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา
ส่วนมูลเหตุจูงใจเป็นประเด็นส่วนตัวหรือไม่นั้น นายกมลศักดิ์ยืนยัน ว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว แต่มีข้อสงสัย ด้านความมั่นคงและด้านการเมือง พร้อมปฏิเสธถึงการตั้งค่าหัวตนเองถึง 10 ล้านบาท แต่รับทราบต่อกันมา ขณะเดียวกันหากคดียืดเยื้อ การตัดสินใจร่วมรัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องของอนาคต
ด้านนายอามินทร์ ชี้แจงถึงจุดยืนของพรรค ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างพรรคแน่นอน แม้จะรู้จักกับบุคคลที่ให้ยืมรถ แต่สิ่งนั้นเป็นเรื่องสาธารณะ จึงอยากให้สนใจในเรื่องของคดีมากกว่า เพราะมองว่าคนเป็นสส. ไม่ควรมาเจอเรื่องแบบนี้ และควรได้รับความยุติธรรม
ด้าน นางอังคณา ระบุว่า เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงสถานการณ์ที่มีการปิดเมือง ประชาชนสัญจรไปมาไม่ได้ แต่ผู้ก่อเหตุไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก ขณะที่รัฐบาลพยายามพูดถึงการสร้างสันติสุข ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างรัฐกับประชาชน เราจะสร้างสันติภาพไม่ได้หากไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลวันนี้ น่าเสียใจที่ไม่มีคำว่า “ รัฐบาลจะมุ่งมั่นที่จะยุติวัฒนธรรมการงดเว้นโทษ ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ “คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการกระทำผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ รวมถึงประธานรัฐสภาในฐานะที่มีบทบาทอย่างมากในการกำกับดูแลสมาชิกทุกคน และอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา เชื่อว่าเรื่องนี้จะถูกหยิบไปพูดถึงแน่นอน ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเราเป็นผู้แทนของประชาชนยังสามารถถูกคุกคามถึงชีวิตได้ขนาดนี้ นับประสาอะไรกับประชาชนทั่วไป หากยังปล่อยให้หน่วยงานความมั่นคงใช้อำนาจอะไรก็ได้ ที่จะทำอะไรกับคนที่เห็นต่าง แม้กระทั่งเรื่องของการยืมรถ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น ถามว่ารถของ กอ.รมน. แสดงว่าใครก็นำไปใช้ได้ใช่หรือไม่ ขอนายกรัฐมนตรีอย่านิ่งนอนใจ





