ปชน. ซัด ป.ป.ช. ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” คดีซุกหุ้น เตรียมเข้าชื่อสมาชิกรัฐสภาตาม รธน. มาตรา 236 เพื่อให้ศาลตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ - พริษฐ์ เผย เตรียมนำหารือในประชุมวิปฝ่ายค้านสัปดาห์หน้า หวังพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นร่วมลงชื่อ
วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเห็นในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่เอกสารชี้แจงการยกคำร้องในคดีที่มีการกล่าวหา ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และกรณีเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
โดยปกรณ์วุฒิระบุว่า จากที่ได้อ่านคำชี้แจงของ ป.ป.ช. เบื้องต้นแล้ว พบว่าเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหลัก และเหมือนจะมีการเชื่อพฤติกรรมที่เป็นการอำพรางซ้ำอีกรอบหนึ่งด้วยซ้ำ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ต้องตั้งคำถามกับองค์กรอิสระว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกกรณีที่พิจารณาหรือไม่
การบอกว่าการพิจารณาของ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนละข้อหากันนั้นไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง กรณีของศักดิ์สยามในศาลรัฐธรรมนูญเป็นการวินิจฉัยว่ายังคงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวไว้อยู่หรือไม่ ในเมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่ายังคงไว้ซึ่งหุ้น ขณะที่เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ได้จากสถาบันทางการเงินก็มีความชัดเจนแล้วว่าต้นทางของเงินมาจากใคร และมัดเจตนาได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และเป็นการปกปิดทรัพย์สินที่แท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของตนเอง
ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่า ดังนั้นการไปฟ้องคดีเพื่อเอาหุ้นคืน ตามในเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช. จึงเป็นเหมือนการเล่นละครแล้วเอาศาลมาเป็นตัวประกอบเท่านั้น ข้อแก้ต่างที่ได้แก้ต่างไปก็ไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับไปได้ว่าไม่ได้มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินจริง คำถามคือถ้าพยานหลักฐานและเอกสารต่างๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ใช้เป็นชุดเดียวกัน มันสืบเจตนาได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม และเป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว ผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. ก็ไม่ควรจะสามารถเป็นอย่างอื่นไปได้
ในส่วนของพริษฐ์ระบุว่า สิ่งที่ได้เห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. ในวันนี้ น่ากังวลใจว่าจะเป็นการฟอกขาว พฤติกรรมของศักดิ์สยาม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยได้วินิจฉัยและให้ความเห็นแล้วว่าเป็นเจตนาซุกหุ้น พรรคประชาชนเห็นว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่า ป.ป.ช. ได้ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งพรรคประชาชนจะดำเนินการสองประการต่อไปนี้
ประการแรก สส. พรรคประชาชนจะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเข้าชื่อร้องขอไปที่ประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ว่าปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจะมีการนำไปหารือกับสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่นที่มีความประสงค์ร่วมลงชื่อในครั้งนี้ และตนจะนำเรื่องนี้เข้าไปในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านในวันอังคารหน้า เพื่อหาหรือว่าพรรคฝ่ายค้านอื่นจะร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่
ประการที่สอง ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามปรับปรุงกลไกในการตรวจสอบ ป.ป.ช. คือการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่ปัจจุบันระบุไว้ว่าถ้าจะร้องเรียน ป.ป.ช. ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะต้องรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนแล้วส่งไปที่ประธานรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจและดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะไต่สวน หรือจะปัดตกข้อร้องเรียนไปเลย - ตัวอย่างเช่นเมื่อสิ้นปี 2568 ที่ประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น (วันมูหะมัดนอร์ มะทา) ได้ใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อปัดตกข้อร้องเรียนต่อกรรมการ ป.ป.ช. ที่ สส. พรรคประชาชนเข้าชื่อ กรณีคดีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และคลิปหลุดระหว่างกรรมการ ป.ป.ช. กับ ประธานรัฐสภา (วันมูหะมัดนอร์ มะทา)
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า อำนาจและดุลพินิจประธานรัฐสภาในขั้นตอนดังกล่าวเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนมีความกังวลมาโดยตลอด เพราะการให้อำนาจและดุลพินิจแก่ประธานรัฐสภาเช่นนี้จะเป็นการเปิดช่องว่าหากรัฐบาลและ ป.ป.ช. ยุคไหนมีการฮั้วกัน ก็สามารถใช้ประธานรัฐสภาเป็นเครื่องมือในการทำให้กลไกในการตรวจสอบ ป.ป.ช. อ่อนแอได้ เช่น หากรัฐบาลและ ป.ป.ช. ฮั้วกันเพื่อให้ ป.ป.ช. ละเว้นการตรวจสอบรัฐบาล หากสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนเข้าชื่อร้องเรียน ป.ป.ช. ว่าปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รัฐบาลก็สามารถให้ประธานรัฐสภาปัดตกข้อร้องเรียนดังกล่าวได้
