“ปกรณ์วุฒิ” ผิดหวัง ป.ป.ช. ยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ยกข้ออ้างปรับปรุงบัญชีหลังศาลวินิจฉัยมาบ่งชี้ว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ได้ ซัดหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยคือศาลไม่ใช่ ป.ป.ช.
วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน กรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงการยกคำร้องของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในคำร้องที่ปกรณ์วุฒิและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นในข้อหาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผล ป.ป.ช. โดยสรุป คือความสมบูรณ์ทาง “นิติกรรม” : นายศักดิ์สยามได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนหุ้นให้นาย ศ. (นอมินีตามคำวินิจฉัยศาล) เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี
การรับรู้และความเข้าใจของผู้ถูกกล่าวหา: เมื่อมีการจดทะเบียนโอนหุ้นทางเอกสารไปแล้ว นายศักดิ์สยามจึงรับรู้และเข้าใจตามข้อเท็จจริงทางทะเบียนว่าตนไม่ได้ครอบครองหุ้นดังกล่าวแล้ว และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารกิจการ เมื่อไม่ระบุในบัญชีทรัพย์สินจึงถือว่า "ขาดเจตนา" ในการปกปิด เนื่องด้วยเจ้าตัวเข้าใจว่าโอนหุ้นไปโดยชอบแล้ว จึงไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน ประกอบกับภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายศักดิ์สยามได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน และดำเนินการฟ้องร้อง นาย ศ. เพื่อให้โอนหุ้นคืน ป.ป.ช. จึงเห็นว่าพฤติการณ์ฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง
ปกรณ์วุฒิระบุว่าสิ่งที่ ป.ป.ช. ต้องพิสูจน์ในกรณีนี้คือเจตนาของศักดิ์สยามที่เกิดขึ้นก่อนปี 2562 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้าเป็น สส. ว่าวันก่อนหน้านั้นและวันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น ศักดิ์สยามมี “เจตนาปกปิดทรัพย์สิน” หรือไม่ ดังนั้น การกระทำใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน หรือการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ นั้น ไม่สามารถพิสูจน์เจตนาย้อนหลังในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2562 ได้ คำถามก็คือ เอกสารหลักฐานเส้นทางการเงิน ซึ่งได้เคยถูกพิสูจน์ในชั้นศาล รธน.ไปแล้ว ว่าต้นทางของเงิน ที่ นาย ศ. นำมาซื้อหุ้น หจก. นั้น มาจาก นาย ศักด์สยาม เอง ทาง ป.ป.ช. ได้พิจารณาหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ และมีความเห็นว่า อย่างไรบ้าง
ความสมบูรณ์ทาง “นิติกรรม” ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานโต้แย้ง เจตนาปกปิดได้ เนื่องจากกรณีนี้ เป็นการพิสูจน์ว่า การโอนหุ้นดังกล่าว เป็นการใช้ “นอมินี” หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า การใช้ “นอมินี” คือ การทำธุรกรรมทาง “นิตินัย” แต่ไม่มีผลทาง “พฤตินัย” พูดแบบภาษาชาวบ้าน คือ ป.ป.ช. มีหน้าที่ พิสูจน์ว่ากรณีนี้ เป็นการ “ซุกหุ้น” หรือไม่ และแน่นอน ว่า หนึ่งในองค์ประกอบของการ “ซุกหุ้น” คือมีการทำธุรกรรมทางนิติกรรม โดยสมบูรณ์ .. และในโลกนี้ คงไม่มี “การซุกหุ้นโดยไม่เจตนา”
นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังไม่มีความเข้าใจในการทำหน้าที่ของตัวเอง ในกระบวนการยุติธรรมผู้ที่จะต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในคดีอาญาคือศาล ไม่ใช่ ป.ป.ช. เหมือนที่ตำรวจหรืออัยการไม่จำเป็นต้องพิจารณาจนสิ้นสงสัยจึงส่งฟ้อง หากตำรวจหรืออัยการเห็นว่ามีมูลก็ยื่นส่งฟ้อง และศาลก็มีหน้าที่พิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยนั้นมีความผิดจึงจะพิพากษาว่ามีความผิดจริง ดังนั้น หาก ป.ป.ช.เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า “มีมูล” จะต้อง ชี้มูล และให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเอง
ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าในกรณีนี้ ป.ป.ช. ต้องทำหน้าที่เสมือนตำรวจหรืออัยการ หากเห็นว่ามีมูลก็ต้องชี้มูลและให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเองว่าศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานแบบนี้ตั้งแต่ในชั้น ป.ป.ช. และหากจะใช้มาตรฐานเช่นนี้ ก็ยังมีข้อน่าสงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ คือเส้นทางการเงินในการโอนหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าภายในราว 10 นาทีต้นเงินนั้นมาจากศักดิ์สยามและนาย ศ. ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินี ป.ป.ช. ได้พิสูจน์หลักฐานเหล่านั้นหรือไม่ และให้เหตุผลใดในการบอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนาและไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
อีกประเด็น คือ ในคดีนี้ ตนเป็นผู้ร้อง ร่วมกับ ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น แต่ในฝั่งผู้ร้อง ไม่เคยได้รับเอกสารรายงานความคืบหน้า และ หลังจาก ป.ป.ช.ได้มีมติ ยกคำร้อง ทางฝั่งผู้ร้องก็ไม่เคยได้รับเอกสารแจ้งผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. เลย
ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสาร
1. รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด
2. คำชี้แจงของ นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยื่นชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ในคดีนี้
3. ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องกล่าวหา
4. รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ปกรณ์วุฒิกล่าวต่อไปว่าในกรณีนี้มีมาตรฐานมาแล้ว จากกรณีที่ศาลปกครองได้พิพากษาว่าเมื่อคดีจบแล้ว เอกสารเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไป และ ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผย ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารเหล่านี้เป็นสาธารณะ และ หาก ป.ป.ช. ยังไม่เปิดเผย เอกสารดังกล่าว ภายในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นเอกสารขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมดด้วยตนเองต่อไป
