“ศิริกัญญา” ชี้คำแถลงนโยบายรัฐบาลไร้ทั้งแผนระยะสั้น-มองไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง ดักคอรัฐเตรียมออกกฎหมายโอนงบ-กู้เงินไม่ว่าถ้าจำเป็น แต่ขอให้มีแผนใช้เงินคืนด้วย อย่าให้หนี้สาธารณะบานไปมากกว่านี้
วันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงคำแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยระบุว่าคำแถลงนโยบายนี้ยังคงเป็นแบบเดิมคือเป็น GPS แบบเบลอ มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น นโยบายระยะสั้นเร่งด่วนไม่ได้เขียน และเมื่ออ่านจนจบแล้วก็ยังไม่เห็นว่าเป้าหมายปลายทางจะเดินหน้าไปสู่อะไร
ศิริกัญญากล่าวว่านโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียนแยกออกมา รวมปนกันอยู่จนไม่รู้ว่านโยบายไหนจะเสร็จภายในเวลาใด แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศย่ำแย่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง วันนี้เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง โตต่ำแต่ค่าครองชีพพุ่ง แม้สงครามจะจบแต่ซัพพลายช็อคจะยังคงอยู่ไปอีกยาว ทำให้คาดการณ์จีดีพีของปี 2569 ไม่มีสำนักไหนประเมินไว้เกิน 1.5% เลย
ขณะที่เงินเฟ้อ ถ้าราคาน้ำมันเฉลี่ย 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี ก็อาจจะขึ้นไปเกิน 3% ได้ และถ้าเงินเฟ้อขึ้นยาวต่อเนื่องไม่ลดลงง่ายๆ เช่นนี้ ก็จะเกิดภาวะโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูง การนำพาเศรษฐกิจออกจากวิกฤตครั้งนี้ก็จะยากขึ้น เมื่อราคาน้ำมันสูง สินค้าอื่นก็พลอยจะขึ้นราคา ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูปหรือกระทั่งสินค้าเกษตรบางตัว ซึ่งรัฐบาลไม่มีนโยบายเร่งด่วนใดเลยนอกจากคนละครึ่งพลัส
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า เมื่อวานนี้มีข่าวมาตรการที่รัฐบาลจะนำมาใช้ แต่เมื่อดูรายละเอียดก็ยังมีคำถามอีกมากมาย เช่น มีคนละครึ่งพลัสบวกกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่จะจ่ายเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้ มีมาตรการช่วยค่าน้ำมันให้กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ที่น่าสนใจคือระบุว่าจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2569 แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์อย่างเช่นโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือคนละครึ่งพลัสจะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคนจาก 13.4 ล้านคน
คำถามคือถ้าจะต้องมีการคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะสามารถคัดกรองให้เสร็จได้ภายในเดือนพฤษภาคมหรือไม่ เพราะรอบที่แล้วประชาชนต้องไปอำเภอหลายครั้งเพื่อจะได้ยืนยันและมอบการอนุญาตในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ระยะเวลาโครงการก็ยังไม่มีความชัดเจน แต่ที่ชัดเจนคือมีการระบุแล้วว่าแหล่งงบประมาณจะมาจากการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณและงบกลาง
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าคำถามคือจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณของปี 2569 ในช่วงประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้จริงหรือ มีข่าวว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ซึ่งสะท้อนว่าวิกฤตการคลังมีความเสี่ยง ที่ต่อให้ไม่มีวิกฤตพลังงานก็มีความเสี่ยงด้านการคลังที่จะเข้าขั้นวิกฤตอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันฝั่งรายจ่ายก็มีปัญหา งบกลางทั้งค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาทก็ใช้ไปจนหมดแล้วตั้งแต่เดือนแรกๆ ของรัฐบาลที่แล้ว ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็เหลืออีกไม่มาก เมื่อครั้งแถลงนโยบายเดือนกันยายน 2568 ตนได้พูดถึงโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงินถึง 44,000 ล้านบาท บวกกับการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท ว่าจะต้องใช้เงินจากงบประมาณที่ควรสำรองเอาไว้ในยามฉุกเฉินจำเป็นเยอะมาก ตนยังเตือนด้วยว่าหากเกิดวิกฤตขึ้นมาจะลำบาก และตอนนี้ก็ลำบากจริงๆ
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าเมื่อวานนี้ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่าจะไม่ออกเป็น พ.ร.บ. แต่จะออกเป็น พ.ร.ก. โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องถามว่าจะทำแบบนี้เพื่อแก้ไขปัญหาทางการคลัง หรือออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนกันแน่ เพราะไม่ว่าจะออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. การออกในเวลานี้ซึ่งเป็นไตรมาสสามของปีงบประมาณแล้วจะทำให้เสียมากกว่าได้ ไม่ใช่ว่าจะเกลี่ยก่อนกู้ไม่ได้ แต่จากประสบการณ์การโอนงบประมาณในปี 2563 เห็นได้ชัดว่าเมื่อเข้าไตรมาสสามแล้ว งบประมาณถูกใช้จ่ายไปมากแล้ว ดังนั้นที่ระบุว่าจะตัดโอนให้ได้ 40,000 ถึง 50,000 ล้านบาทจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก เป็นที่น่ากังวลว่าจะไปไม่ถึงเป้า
อีกเหตุผลหนึ่งคือระหว่างที่กำลังพิจารณาว่าจะโอนหรือไม่ การเบิกจ่ายจะหยุดชะงักไปเลยสำหรับไตรมาสสาม แทนที่จะมีเงินจากรัฐบาลมาทำให้เศรษฐกิจยังพอเติบโตต่อไปได้ เพราะหน่วยงานราชการจะไม่กล้าใช้เงิน ใช้ไปแล้วไม่รู้ว่าจะถูกโอนหรือตัดหรือไม่ นอกจากนี้เจตนารมณ์ของการออกกฏหมายงบประมาณเป็น พ.ร.บ. ก็เพื่อให้สภาได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ
และถ้าจะอ้างว่ารอไม่ได้ตามมาตรา 172 และ 174 ของรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จริง การโอนงบประมาณเมื่อปี 2563 ใช้เวลาถึง 3 เดือน แต่ก็ไม่ได้ช้าเพราะเป็น พ.ร.บ. แต่เป็นเพราะคณะรัฐมนตรีที่ลังเลไปมา และยังไม่ยอมเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญด้วย ทำให้เข้าสภาล่าช้า แต่เมื่อเข้าสภาแล้วก็ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียวก็พิจารณาเสร็จ การรอไม่ได้จึงไม่ใช่เหตุผลในการออก พ.ร.ก. รัฐบาลควรระมัดระวังในการฟังความคิดเห็นจากปลัดกระทรวงการคลัง และขอร้องว่าอย่าข้ามหัวสภากันเลย
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าในส่วนของภาษีสรรพสามิต เป็นที่น่าสงสัยมากว่าเหตุใดรัฐบาลถึงไม่อยากลดภาษีสรรพสามิต ใจหนึ่งตนก็อยากจะเชื่อว่าเพราะอยากเก็บภาษีจากน้ำมันทุกลิตรมาไว้ที่กองกลาง แล้วค่อยเอาออกไปช่วยประชาชนให้ได้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลสามารถใช้ได้ทั้งสองทาง คือกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจจะไม่ต้องลดจาก 7 เหลือ 0 บาทก็ได้ การลดเพียง 1-2 บาทก็ช่วยชะลอความเดือดร้อนให้ประชาชนได้แล้ว รวมถึงการชะลอการขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการได้
แต่รัฐบาลก็เสียงแข็งว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมลด ทั้งที่รัฐบาลก็ระบุว่า 5 เดือนจะจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้า ไม่เป็นปัญหา ฐานะทางการคลังมั่นคง ซึ่งการจัดเก็บได้ตามเป้าก็มาจากการที่กระทรวงการคลังเพิ่งขึ้นภาษีน้ำมันไป 1 บาทเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ได้เงินเพิ่มมาประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าไม่มีในส่วนนี้ก็คงจะตกเป้าเหมือนกัน
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า ในช่วงเวลาที่น้ำมันแพง สิ่งที่สามารถเป็นรายได้เข้ารัฐบาลคือเงินจากภาษีรายได้ปิโตรเลียมและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่หากพิจารณาจะพบว่าสถานการณ์ทางการคลังของประเทศอาจเลวร้ายกว่าที่คิดเอาไว้ แม้ผลการจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกจะเข้าเป้า แต่ต่อจากนี้ไปก็ไม่แน่แล้ว เศรษฐกิจอาจชะลอหนักกว่าที่คาด ถ้าสุดท้ายปริมาณน้ำมันสำรองเริ่มหมดลง และการปิดช่องแคบฮอร์มุสยังคงยืดเยื้อ ก็อาจทำให้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันลดลงและเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ลดลงด้วย
แต่การจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าก็อาจไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีเงินจริงๆ อีกปัญหาหนึ่งมาจากเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ซึ่งปกติเคยถูกใช้เป็นกันชน เอาไว้จ่ายรายการที่มักจะถูกตั้งไว้ไม่เพียงพอ แต่เนื่องจากเงินก้อนนี้ถูกผลาญไปหมดแล้วตั้งแต่ 4 เดือนแรก จึงทำให้รายการต่างๆ ที่เคยตั้งใจตั้งงบประมาณไว้ไม่พอ วันนี้กำลังจะสร้างปัญหาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นงบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการที่ตั้งไว้ขาดไป 51,000 ล้านบาท แม้แต่กองทุนประชารัฐที่เอาไว้เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ตั้งไว้ไม่พอ ปกติหากไม่มีวิกฤตก็ใช้ปีละประมาณ 50,000 ล้านบาทอยู่แล้ว แต่ในปีงบประมาณ 2569 ตั้งไว้เพียง 30,000 ล้านบาทเท่านั้น
ศิริกัญญาตั้งคำถามต่อไปว่านี่คือเหตุผลจริงที่ทำให้ลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้เลยสักบาทหรือไม่ ทำให้สุดท้ายต้องออก พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. โอนงบประมาณหรือไม่ และถ้าต้องกู้เงินเพื่อนำมาจ่ายรายการเหล่านี้ ก็จะเป็นเพียงการกู้เพื่อนำมาโปะรายจ่ายประจำเท่านั้นด้วย
อีกเรื่องหนึ่งในคำแถลงนโยบายคืองบประมาณปี 2570 ที่ระบุว่าอยากเร่งให้เสร็จทันภายในปีงบประมาณ ซึ่งตอนนี้เข้าเดือนเมษายนแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย ตนอยากให้การออกงบประมาณตรงปีไม่ล่าช้าเหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากให้รัฐบาลมาลดทอนอำนาจการตรวจสอบของสภาแห่งนี้ สมาชิกสภาทุกคนยินดีที่จะเร่งรัดกระบวนการทุกอย่างให้ แต่ก็ต้องมีเงื่อนไขเช่นกัน
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าถ้าทุกฝ่ายยอมลดเวลาในการพิจารณา ตนเชื่อว่าสภาจะยอมลดเวลาเหลือเพียงแค่ 60 วันให้ได้ แต่รัฐบาลก็ต้องลดเวลาของตัวเองด้วย เช่น สำนักงบประมาณ จากเดิมที่ใช้เวลาพิจารณาคำขอของแต่ละหน่วย 30 วัน จะลดลงมาได้หรือไม่ หรือรัฐบาลจะช่วยอำนวยความสะดวกได้หรือไม่ หลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรีต่อ พ.ร.บ.งบประมาณแล้ว ส่งเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์มาที่สภาก่อนส่งเข้าโรงพิมพ์ก็ได้ น่าจะสามารถทำให้จบได้ภายใน 60 วัน และเริ่มใช้ได้ทันปีงบประมาณต่อไปโดยที่ไม่ล่าช้า
แต่ก็เป็นไปได้ว่ารัฐบาลน่าจะอ้างว่าที่ต้องออก พ.ร.ก. เพื่อเตรียมเม็ดเงินสำหรับทั้งการเยียวยา ประคอง และพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านช่วงเวลานี้และออกจากวิกฤตให้ได้ก่อน แต่ยอดเงินที่มีการพูดกันว่าจะกู้ถึง 500,000 ล้านบาท ก็ทำให้ต้องตั้งคำถามอยู่ดีว่ามาตรการความช่วยเหลือจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และที่สำคัญคือจะนำเงินที่ไหนมาคืน ให้หนี้สาธารณะไม่บานเหมือนทุกวันนี้
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าในส่วนของนโยบายภาษี ที่เคยระบุว่าจะเก็บในแผนการคลังระยะปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีก 1 บาทตามแผน ขอคำมั่นสัญญาว่าอย่าเก็บเพิ่มได้หรือไม่ ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 12,000 ล้านบาท ต้องตั้งคำถามว่าจะยังเก็บอยู่หรือไม่ในสภาวะที่การท่องเที่ยวเป็นเช่นนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่บอกว่าจะเพิ่มเป็น 10% ในอีก 3 ปี 200,000-300,000 ล้านบาท ก็น่าจะไม่ได้เก็บแล้วเพราะนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่ให้เก็บ และสุดท้ายจะใช้ พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลดค่าการกลั่น หรือจะเก็บภาษีลาภลอย หรือจะทำทั้งคู่ รัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะสุดท้ายถ้าต้องกู้เงินจริง ตนก็อยากได้ความมั่นใจว่าสุดท้ายจะมีแผนเอาเงินมาใช้คืน ไม่ให้เป็นหนี้สาธารณะที่เบ่งบานแบบทุกวันนี้อีกต่อไป
