วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

เปิดตัว ครม.เงา พรรคประชาชน ตีแผ่นโยบายรัฐบาล พร้อมเสนอทางเลือกที่ดีกว่า คืนความหวังให้คนไทย จี้ 4 วาระเร่งด่วน ช่วยเหลือตกหล่น - แก้ค่าไฟฉาบฉวย - อย่างทิ้งอากาศสะอาด - หวั่นแลนด์บริดจ์มหากาพย์ซ้ำรอยสามสนามบิน

 


เปิดตัว ครม.เงา พรรคประชาชน ตีแผ่นโยบายรัฐบาล พร้อมเสนอทางเลือกที่ดีกว่า คืนความหวังให้คนไทย จี้ 4 วาระเร่งด่วน ช่วยเหลือตกหล่น - แก้ค่าไฟฉาบฉวย - อย่างทิ้งอากาศสะอาด - หวั่นแลนด์บริดจ์มหากาพย์ซ้ำรอยสามสนามบิน


วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงเปิดตัว “ครม. เงา” พร้อมเสนอ 4 วาระเร่งด่วนที่กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือที่ตกหล่น การแก้ค่าไฟแพงแบบฉาบฉวย ผลประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ล่าสุด และการทิ้ง พ.ร.บ. อากาศสะอาดของรัฐบาล


โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวว่า การทำงานแบบรัฐบาลเงา หรือ Shadow Cabinet เกิดขึ้นมาเป็นร้อยปีแล้ว เริ่มในประเทศต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอย่างอังกฤษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การทำงานตรวจสอบรัฐบาลเป็นไปอย่างเข้มข้นและชัดเจน


ในสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน เราเห็นว่าตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อต้นปี 69 ผ่านไป ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ - การเมือง - นิติรัฐ - นิติธรรม ของไทยจะถดถอยเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุด ที่กำลังเหือดหายไปจากสังคมไทยก็คือ “ความหวัง” คนจำนวนมากเริ่มลดความคาดหวังของตัวเองต่อการเมือง ต่อรัฐบาล และต่อประเทศไทย


ณัฐพงษ์ย้ำว่า นี่คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนตัดสินใจตั้งกลไก “ครม. เงา” ขึ้น เพราะอยากนำเสนอ “ทางเลือกที่ดีกว่า” เพื่อให้สังคมไทยยืนหยัดไม่หมดหวัง และอยากให้คนไทยทุกคนเชื่อว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้


การประชุม ครม. เงา แต่ละสัปดาห์จะเป็นเวทีตรวจสอบ นำการตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินมาเปิดเผยให้สังคมเห็นว่าเกิดผลดีผลเสียต่อกลุ่มใดบ้าง พร้อมเสนอทางเลือกที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง


โดย ทีม ครม.เงา ของพรรคประชาชนแบ่งการบริหารงานตามภารกิจออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจใหม่ นำโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, ด้านคุณภาพชีวิตใหม่ นำโดย เดชรัต สุขกำเนิด, ด้านความมั่นคงใหม่ นำโดย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, และด้านการปฏิรูปรัฐ นำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล


ในการแถลงเปิดตัววันนี้ ทีม ครม.เงา เสนอ “4 วาระเร่งด่วน” ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทันที และเป็นวาระที่พรรคประชาชนจะจับตาเป็นพิเศษในเวลา 1 เดือนต่อจากนี้


1. มาตรการช่วยเหลือ: มาตรการไทยช่วยไทยพลัสและการเยียวยาประชาชน ต้องไม่ตกหล่น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการขนส่ง


2. ค่าไฟ: รัฐบาลต้องไม่แก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉวบฉวย ด้วยการโยนภาระให้ประชาชน ต้องเดินหน้าเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย ทลายเพดานโควตาซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน


3. แลนด์บริดจ์: รัฐบาลต้องประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ ทบทวนการออก พ.ร.บ. SEC ตั้งต้นด้วยเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตภาคใต้


4. ลมหายใจ: รัฐบาลต้องหยิบกฎหมายปกป้องลมหายใจคนไทย 2 ฉบับสำคัญที่ค้างสภาอยู่ คือ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ ร่าง พ.ร.บ. การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษและการถ่ายโอนสารมลพิษ (พ.ร.บ. PRTR) กลับมาเดินหน้าต่อภายในวันที่ 12 พฤษภาคม


ในส่วนของ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน อธิบายต่อในส่วนของมาตรการช่วยเหลือประชาชน และโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่า


1) มาตรการที่รัฐบาลออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันไม่เพียงล่าช้า แต่ยังน้อย ไม่ได้สัดส่วน และยังตกหล่นอยู่มาก โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งที่เมื่อคำนวณออกมาแล้วมีการอุดหนุนน้ำมันตกเพียงแค่ลิตรละ 2 บาท ทั้งยังมีปัญหาเรื่องการลงทะเบียนที่ยุ่งยากซับซ้อน รวมถึงมีรถสาธารณะบางประเภทที่ตกหล่นไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนเกษตรกรและชาวประมงที่ยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ตรงจุด


ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะออกมาได้แก่ มาตรการคนละครึ่ง แบบ 60/40 และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจากเดิมเคยเติมเดือนละ 100 บาท เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างได้สัดส่วนมากขึ้น แต่ในส่วนของคนละครึ่งเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อนไม่ใช่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า


ศิริกัญญาเสนอว่ามาตรการสำคัญที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดมากกว่านี้คือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งอาจปรับลดลดลงลงมา 1-2 บาท ก็น่าจะช่วยเหลือประชาชนในภาพกว้างได้แล้ว และหลายประเทศทั่วโลกใช้มาตรการนี้ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในยามวิกฤติเช่นนี้


ส่วนในเรื่องของเม็ดเงินที่ต้องใช้ การเยียวยาแบบสุ่มเช่นนี้ต้องใช้เม็ดเงินสูงถึง 136,000 ล้านบาท บนหน้าตักที่มีอยู่ตอนนี้ เฉพาะงบกลางเงินสำรองเหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ถึงจะใช้เงินสำรองฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาท ก็คงจะทำโครงการนี้ได้เพียงเดือนเดียว ดังนั้น ไม่เกินเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม น่าจะมีการกู้เงินแน่นอน เพราะแหล่งเงินอื่นน่าจะยังมาไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.โอนงบฯ ซึ่งน่าจะต้องใช้ระยะเวลาถึงปลายเดือนกรกฎาคม รวมถึง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กว่าจะใช้ได้ก็เดือนตุลาคมเลย


ศิริกัญญาได้ให้ข้อเสนอว่า มาตรการความช่วยเหลือที่จะมีประสิทธิภาพมากกว่าอาจจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิต การขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ยังตกหล่น เช่น เกษตรกรและชาวประมง รวมถึงภาคขนส่งที่ยังไม่ได้สัดส่วน ความช่วยเหลือนี้จะช่วยไม่ให้ราคาสินค้าและต้นทุนเพิ่มสูงเร็วเกินไป จนกลายเป็นภาระกับผู้บริโภคที่ต้องจ่ายราคาสินค้าแพงขึ้น ขณะนี้รัฐบาลมีแหล่งเงินพร้อมที่จะออกมาตรการเยียวยาแล้ว และจะจับตาดูการออก พ.ร.ก. กู้เงินของรัฐบาลต่อไป


2) กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกมายืนยันเดินหน้าต่อ ประกอบกับรายงานศึกษาความเป็นไปได้ฉบับสมบูรณ์ ที่ สนข. จัดทำออกมาพอดี มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ในเล่มมีการประเมินความคุ้มค่าของโครงการเอาไว้ในสองจุด จุดแรกเป็นการประเมินความคุ้มค่าของทั้งโครงการ ทั้งในส่วนที่เอกชนต้องลงทุนและรัฐต้องลงทุนเอง อัตราผลตอบแทนทางการเงินอยู่ที่ 8% ซึ่งค่อนข้างรับได้ ในส่วนของมูลค่าปัจจุบันสุทธิก็เป็นบวกอยู่ แต่เมื่อมาดูในจุดที่มีการประเมินความคุ้มค่าสำหรับเอกชนที่จะมาลงทุน พบว่าผลตอบแทนตกลงมาเหลืออยู่ที่ไม่ถึง 5% รวมไปถึงมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ เป็นกรณีเลวร้ายที่สุดที่ไม่น่าจะมีเอกชนรายใดเข้ามาลงทุน เพราะจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงการนี้ทั้งหมด 100%


ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าโครงการนี้ไม่น่าจูงใจให้มีเอกชนรายใดเข้ามาลงทุน จนทำให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนการร่วมลงทุนแบบ PPP โดยที่รัฐต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนยันว่าจะเปิดประมูลให้มาลงทุน 100% ก็น่ากังวลว่าจะซ้ำรอยโครงการสัมปทานก่อนหน้านี้ คือการประมูลไปก่อนแล้วแก้สัญญาทีหลัง แบบที่เกิดขึ้นในโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะไม่เป็นธรรมต่อผู้เข้าร่วมประมูลในรอบแรก รวมถึงอาจทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนในภายหลังด้วย และยังเน้นย้ำว่า ความไม่คุ้มค่านี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบด้านอื่น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว รวมถึงประมง


3) ในส่วนของค่าไฟฟ้า วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่ารัฐบาลจะต้องไม่แก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉาบฉวยและโยนภาระกลับมาให้ประชาชนแบบที่เป็นอยู่ แต่จะต้องกล้าเดินหน้าเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย พร้อมทลายโควตาการซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชนที่จำกัดจำเขี่ย ที่สำคัญทิศทางที่มีการสื่อสารออกมาจากรัฐบาลเมื่อวานนี้มีความสับสนมาก ยังไม่มีความชัดเจนด้วยซ้ำว่าจะเอาอย่างไร โดยเฉพาะต่อผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ซึ่งน่าจะต้องมีการตัดสินใจในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)


แต่ที่สำคัญคือตนไม่อยากให้คณะรัฐมนตรีมองว่าคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยเป็นคนที่ใช้ไฟสิ้นเปลือง เพราะคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยในครอบครัวไทยมีหลายแบบ หลายครอบครัวมีสมาชิกจำนวนมาก การใช้ไฟมากไม่ได้แปลว่าใช้ไฟฟุ่มเฟือย แต่เป็นความจำเป็นจริงๆ และยังมีกลุ่มเอสเอ็มอีที่ใช้บ้านเป็นที่ประกอบกิจการ การไปเพิ่มต้นทุนผลักภาระประชาชนมาช่วยประชาชนกันเองจะยิ่งเพิ่มภาระให้เอสเอ็มอีกลุ่มนี้ ที่ปัจจุบันก็กำลังประสบปัญหากำลังซื้อถดถอยและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว


วีระยุทธกล่าวต่อไปว่ารัฐบาลต้องตั้งต้นให้ถูก อย่าเอาประชาชนมาดูแลกันเอง รัฐบาลต้องกล้าเดินหน้าลดค่าไฟ โดยเฉพาะการเจรจาต้นทุนที่เกิดจากค่าพร้อมจ่าย ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญและมีหลักการจริงๆ ต้องเดินหน้าเจรจาลดสัมปทานระยะยาวที่ทำให้ค่าพร้อมจ่ายแพง จึงจะเป็นการยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง


ส่วนเรื่องการติดโซลาร์เซลล์ บ้านเรือนหรือบริษัทที่มีกำลังทรัพย์ต่างก็ติดกันหมดแล้ว ที่เหลือหากจะต้องติดใหม่ต้นทุนอาจจะเป็นหลักแสนบาท การให้ซอฟต์โลนอย่างเดียวไม่เพียงพอในการจูงใจ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและใช้โซลาร์เซลล์มากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงด้วย โดยเฉพาะบ้านจำนวนมากที่มีบิลค่าไฟอยู่แล้ว ควรทำออนบิลไฟแนนซ์ซิ่ง ให้สามารถซื้อและติดโซลาร์เซลล์จากการไฟฟ้าฯ แล้วผ่อนบิลค่าไฟได้ การติดโซลาร์เซลล์แล้วทำให้จ่ายค่าไฟน้อยลงได้ จะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือไปผ่อนจ่ายการติดโซลาร์เซลล์ได้


4) ในด้านปัญหาฝุ่น pm 2.5 เดชรัต สุขกำเนิด ระบุว่าเปรียบเทียบในระยะ 5 ปี ปีนี้เป็นปีที่ pm 2.5 มีความรุนแรงมากที่สุด และมีหลายพื้นที่ที่อยู่ในระดับสีแดงบนค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกือบทั้งเดือน สะท้อนว่าความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา


ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่มีการผลักดันมายาวนาน ทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆ ก็คือการมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.PRTR ที่จะมาจัดการปัญหาฝุ่น pm 2.5 และบังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมลพิษและสารเคมี ซึ่งมีการร่วมผลักดันกันจนในสภาชุดที่แล้ว พ.ร.บ.อากาศสะอาดได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปอยู่ในชั้นวุฒิสภาแล้ว ส่วน พ.ร.บ. PRTR ก็มีการผ่านชั้นกรรมาธิการและรอกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร


เดชรัตกล่าวต่อไปว่าทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 หรือในอีกราวสองสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งครม.เงาพรรคประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ที่ทำให้กฎหมายที่ภาคประชาชนผลักดัน คนทั้งสังคมรอคอย และพรรคการเมืองช่วยกันจนผ่านมาถึงจุดนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากมีแรงกดดันที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน พรรคประชาชนจะต่อสู้เรียกร้องให้เดินหน้าต่อให้ทันในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ให้ได้ เพื่อรับมือกับการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นในอนาคต


แน่นอนว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้อากาศดีขึ้นและคืนลมหายใจให้กับคนไทยได้ แต่สิ่งที่ให้อำนาจกับรัฐในการจัดการเรื่องนี้ได้ดีขึ้นในอนาคตก็คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาดและ พ.ร.บ.PRTR ซึ่งพรรคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลตัดสินใจเรื่องนี้ให้ทันเวลา

 

#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน #ครมเงา