พรรคประชาชนเรียกร้อง
“สุชาติ” - ครม.อนุทิน ยืนยันร่าง PRTR กลับมาพิจารณาในสภา
เปิดข้อมูลสารพิษโรงงาน คืนสิทธิการรับรู้ให้ประชาชน ก่อนเดดไลน์ 12 พ.ค. นี้
วันที่
17 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล
สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน
แถลงข่าวเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีนำร่าง
พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้วและยังอยู่ในสภาฯ กลับมาพิจารณา
เพื่อเป็นกฎหมายเริ่มต้นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน
กฎหมาย
PRTR เป็นกฎหมายสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลกลางการรายงานสารเคมีอันตราย
ที่กระทบกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐวางแผนรับมืออุบัติภัยทางเคมีได้แม่นยำขึ้น
สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหามลพิษได้ตั้งแต่ต้นทาง ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ประชาชนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและสุขภาพ
เป็นกฎหมายที่จะยืนยันสิทธิในการรับรู้ของประชาชน (Right to Know) และในส่วนของภาคเอกชนก็ได้ประโยชน์ในการส่งเสริมธรรมาภิบาล สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน
เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และแข่งขันในตลาดโลกได้
การเดินทางของกฎหมาย
PRTR ในประเทศไทยมีมาอย่างต่อเนื่องกว่าสิบปี
ผ่านการเรียกร้องจากภาคประชาชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในวันที่
5 กันยายน 2568 สภาฯ
มีมติรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างฯ
และแล้วเสร็จทุกมาตราเตรียมลำดับเข้าพิจารณาในวาระ2-3 ต่อไป
แต่มีการยุบสภาไปเสียก่อนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
และวันนี้ วันที่มีสภาชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง
คณะรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตนในฐานะตัวแทนของประชาชนขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะ สุชาติ ชมกลิ่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาทบทวนนำร่างฯ PRTR
ที่ค้างอยู่กลับมาพิจารณาต่อ
ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับปัญหามลพิษ
ฝุ่น PM2.5
ปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรม
และปัญหาอุบัติภัยสารเคมีที่ดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดพื้นที่
EEC เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ เหตุการณ์พลุระเบิด ไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีที่
จ.อยุธยา จ.ราชบุรี ไฟไหม้บริษัทวินโพรเสส จ.ระยอง ล่าสุดมีเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อกลบของเสียอุตสาหกรรมของบริษัทเบตเตอร์
เวิร์ล กรีน จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนความล้มเหลวของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
และอุปสรรคในด้านกฎหมายที่ล้าสมัย
การบังคับใช้ยังไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหามลพิษที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมได้
ตนจึงขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีนำร่างฯ
PRTR ที่ค้างอยู่มาพิจารณาภายใน 60 วัน
นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง
เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ซึ่งจะครบกำหนดวาระในวันที่
12 พ.ค. 2569 เพื่อเป็นการเริ่มต้นการสร้างระบบฐานข้อมูลสารเคมีในประเทศไทย
ให้กฎหมายนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา
