สส.กทม.พรรคประชาชนยื่นร่างแก้
พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจแก้ปัญหาให้ประชาชน
วันที่
1 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน
ร่วมแถลงข่าวยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ร.บ.กทม.)
เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
โดย
ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ครั้งนี้
จะเป็นการแก้ไขโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ของ กทม. ในรอบ 40 ปี
โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม
และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง แก้ปัญหาเรื้อรังของประชาชนที่ กทม.
ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น
เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานคร พัฒนาเทียบเท่ามหานครชั้นนำของโลก
โดยหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.กทม. มี 6 ประการด้วยกัน คือ
1)
บังคับให้หน่วยงานต้องกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร
และสินทรัพย์ให้ กทม.ตามแผนของคณะกรรมการกระจายอำนาจ
2)
ขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ โดยเปลี่ยนจากระบบ positive
list ที่ระบุว่า กทม. สามารถทำอะไรได้ในกฎหมาย เป็นระบบ negative
list ที่ระบุเฉพาะสิ่งที่ กทม. ไม่ควรทำ
เพราะเป็นหน้าที่รัฐส่วนกลาง อาทิ เงินตรา ศาล ทหาร และการต่างประเทศ
โดยอะไรก็ตามที่ไม่ได้เขียนห้ามไว้ในกฎหมาย กทม. จะสามารถทำได้ทั้งหมด
3)
เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมตัวใหม่ๆ เช่น
ค่าธรรมเนียมโรงแรม ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน
และการตั้งนิติบุคคลต่างๆ
4)
ปรับให้การเลือกตั้งมีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก.
กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. เพื่อให้เกิดการพัฒนา กทม.
ในระดับเขตอย่างเป็นรูปธรรม
5)
ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ในวันเดียวกัน
เพื่อสะดวกต่อประชาชน เพิ่มจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และการประหยัดงบประมาณ
6)
เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall)
และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่างๆ
ได้
ในส่วนของ
ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาฝุ่น pm 2.5 ชาว
กทม. ต้องเผชิญมาทุกปี โดยมีบางส่วนที่มาจากแหล่งกำเนิดภายใน กทม. เอง
ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง โดยเฉพาะรถควันดำ แต่ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2568 กทม. ตรวจเจอรถที่ทำความผิด 4,284 คัน
แต่ปรับได้จริงเพียง 13 คันเท่านั้น
เพราะปัจจุบัน
กทม.มีอำนาจในการควบคุมได้เพียงรถเล็ก
แต่รถใหญ่อำนาจอยู่ที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เช่นเดียวกับอำนาจในการจับกุมผู้กระทำความผิดด้านจราจรซึ่งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม
กทม. มีอำนาจเพียงแค่การเข้าไปตรวจสอบสุขลักษณะเท่านั้น หาก กทม.
พบการปล่อยมลพิษก็ไม่ได้มีอำนาจในการยึดใบอนุญาตเองได้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไข
พ.ร.บ.กมม. เพื่อให้ กทม. มีอำนาจในการจัดการเรื่องเหล่านี้
ขณะที่
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน
ระบุว่าอีกปัญหาที่เป็นปัญหาในทุกเขตคือปัญหาการจราจร
ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเป็นไปแบบแต่ละเขตแต่ละ สน. แบบแยกส่วน
การแก้ปัญหาเรื่องรถติดไม่สามารถทำได้โดยแต่ละเขตเพียงลำพัง หลายครั้งแต่ละสน.
มีนโยบายการกดไฟจราจรที่ต่างกัน
อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจอยู่นอกเหนืออำนาจของกทม.แม้กทม.จะใช้กล้อง CCTV AI ซึ่งตรวจพบการกระทำผิดกฎจราจรจำนวนมาก
แต่กทม.ไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้
จึงต้องการโอนย้ายภารกิจของตำรวจจราจรให้ขึ้นตรงกับ กทม.
เหมือนมหานครในต่างประเทศที่ตำรวจจราจรขึ้นตรงกับท้องถิ่น
เพื่อให้มีการจัดการอย่างเป็นเครือข่ายและเป็นระบบมากขึ้น
ภูริวรรธก์
ใจสำราญ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าการแก้ไขปัญหาจราจรใน กทม.
เกี่ยวพันกับเรื่องระบบขนส่งสาธารณะโดยตรง แต่โครงสร้างทางกฎหมายปัจจุบันทำให้
กทม. ไม่มีอำนาจในการควบคุมสิ่งที่วิ่งอยู่บนถนน
พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ กทม. ให้มีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะ
บริหารระบบขนส่งมวลชนและขนส่งสาธารณะ โดยไม่ต้องรอการอนุมัติที่ซ้ำซ้อน
โดยเฉพาะจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งกรมขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแลอยู่
กทม.
ย่อมรู้ปัญหาดีที่สุด ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้
เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อแบบฟีดเดอร์ไปสู่รถไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ
และในอนาคตจะมีการบริหารเพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ประสานงานระหว่างรถไฟฟ้า
รถเมล์ และเรือได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการหลายชุดแบบในปัจจุบัน
ท้องถิ่นสามารถเริ่มโครงการต่างๆ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า
หรือระบบหมุนเวียนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
ออกแบบเส้นทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา รวมไปถึงเส้นทางที่ทับซ้อน
และเส้นทางที่ขาดระบบขนส่งสาธารณะ
ทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้นและจัดเก็บรายได้ให้ กทม. ผ่านค่าธรรมเนียม
ซึ่งสามารถนำมาอุดหนุนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะให้เดินรถในพื้นที่ห่างไกลหรือเส้นทางขาดทุนได้
และในอนาคตเมื่อมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วมเข้ามา
ก็จะทำให้เกิดการใช้ตั๋วใบเดียวในราคาร่วมกัน เชื่อมโยงค่าโดยสารได้จริง
ภูริวรรธก์กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้พรรคประชาชนยังเสนอแก้ไขร่าง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ซึ่งจะทำให้ กทม. มีสถานะเป็นนายทะเบียน
โอนอำนาจในการออกใบอนุญาตขนส่งต่างๆ มาอยู่ที่ กทม.
ทำให้คณะคณะกรรมการขนส่งมีอำนาจในการบริหารที่ครอบคลุมและคล่องตัวยิ่งขึ้น
ซึ่งจะช่วยเสริมให้ พ.ร.บ.กทม.
มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่เกิดจากระบบราชการได้ดียิ่งขึ้น
ในส่วนของ
ธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าปัญหาของ กทม.
วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างที่ไม่ทัน
แต่ยังมีปัญหาที่กระทบกับชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข
หลายคนยังต้องเสียเวลาค่าเดินทางและโอกาสในการรักษา เพียงเพราะต้องต่อคิวรอใบส่งตัว
โดยเฉพาะในวันที่ กทม. กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
มีอัตราผู้มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ต้องอาศัยบุคลากรทางสาธารณสุขทุกสาขาร่วมดูแล
ต้องมีระบบใกล้บ้านและระบบส่งต่อที่ไม่ทำให้การรักษาสะดุดลง
กทม.
ต้องได้รับการปฏิรูปทั้งระบบสุขภาพ มีบทบาทเป็นแม่ข่ายด้านสุขภาพปฐมภูมิทั้งหมด
ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.
ที่กระจายอยู่ทุกเขตและโรงพยาบาลในสังกัดเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในลักษณะแม่ขาย-ลูกข่าย
เชื่อมโยงในเรื่องการดูแล การส่งต่อ และการติดตามการรักษา และเชื่อมต่อระบบการเงินการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ต้องมีการวางแผนบริการสุขภาพของเมืองอย่างจริงจัง
ต้องรู้ว่าพื้นที่ไหนมีผู้สูงอายุมาก พื้นที่ไหนมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมาก
พื้นที่ไหนขาดเตียง และต้องมีระบบการบริหารติดตามให้ตรงกับความเป็นจริงของในแต่ละพื้นที่
ธัญธรกล่าวต่อไปว่าการแก้ไข
พ.ร.บ.กทม. ไม่ใช่เพียงแค่การปลดล็อกอำนาจอย่างเดียว
แต่ยังเป็นการกระจายอำนาจและจัดโครงสร้างใหม่ให้ กทม. มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ให้ดูแล้วประชาชนได้ดีขึ้น ตอบสนองปัญหาได้ไวขึ้น และทำให้บริการสาธารณะ
โดยเฉพาะบริการสุขภาพเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง
ในส่วนของ
ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน
ระบุว่าในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและสภาพลเมือง ทุกวันนี้ประชาชนชาว กทม.
จำนวนมากมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและงบประมาณได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น กทม.
มีงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory
Budgeting) แต่ก็มีวงเงินจำกัดที่ 200,000 บาทต่อชุมชน
และให้กับชุมชนเท่านั้น ทั้งที่ กทม. มีคนหลากหลาย
ทั้งอาศัยในหมู่บ้านจัดสรรและตึกสูง
คนทุกกลุ่มควรมีส่วนร่วมต่อการใช้งบประมาณของเมือง
การแก้ไข
พ.ร.บ.กทม. ที่พรรคประชาชนเสนอยังต้องการให้มีสิ่งที่เรียกว่าสภาพลเมือง (Townhall) ให้มีการจัดอย่างสม่ำเสมอ และมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงการนำข้อเสนอจากประชาชนมาเป็นนโยบายที่ใช้งานได้จริง
สามารถให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น
รวมถึงถอดถอนผู้บริหารทางออนไลน์ได้
ทางด้าน
ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้ว่าราชการ กทม. คนเดียวไม่สามารถดูแลประชาชนทั้ง 6,000,000 คนได้ เพราะโครงสร้างทางกฎหมายไม่ได้โอนถ่ายอำนาจและภารกิจให้ กทม.
รับผิดชอบ ทุกครั้งที่มีการร้องเรียนผ่านช่องทางแทรฟฟี่ ฟองดูว์
ก็มักจะมีการโอนเรื่องให้หน่วยงานต่างๆ แต่ไม่สามารถปิดจบการแก้ปัญหาได้
บางเขตของ
กทม. มีประชากร 200,000
คน มี ส.ก. ดูแลคนเดียว บางเขตชั้นในมีประชากร 30,000 คน ก็มีส.ก.หนึ่งคนเท่ากัน โดยงบประมาณแต่ละเขตไม่ได้ตามสัดส่วนประชากร ทำให้การจัดการไม่มีประสิทธิภาพ
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่ง กทม.ออกเป็นสองชั้น
เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ดีมากขึ้น เป็นระดับ กทม. ในภาพรวม
และระดับเขต ให้มีโครงสร้างมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนอย่างรวดเร็วขึ้น
ภัณฑิลกล่าวต่อไปว่าจากปัญหาที่ประชาชนชาว
กทม. ได้รับในปัจจุบัน ผู้ว่าราชการ
กทม.เพียงลำพังไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้จบได้ ตราบเท่าที่ พ.ร.บ.กทม.
ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้ผู้ว่า กทม. ทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน ก็แก้ปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องไม่ได้
เพราะปัญหาจำนวนมากไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการ
กทม.ในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว
#UDDnews
#ยูดีดีนิวส์ #พรรคประชาชน










