วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ศาลอาญาอนุญาตให้ “ตะวัน” ถอดกำไล EM หลังสวม EM ติดตามตัวมานานเกือบ 2 ปี ภายหลังได้รับการประกันตัวในคดี ม.112

 


ศาลอาญาอนุญาตให้ “ตะวัน” ถอดกำไล EM หลังสวม EM ติดตามตัวมานานเกือบ 2 ปี ภายหลังได้รับการประกันตัวในคดี ม.112


วันที่ 20 ก.พ. 2569 ในช่วงบ่าย ที่ศาลอาญา รัชดาฯ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เดินทางมาที่ศาลเพื่อดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไล EM ตามที่ศาลอนุญาต หลังจากใส่มาประมาณ 1 ปี 8 เดือนเศษแล้ว นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2567 ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวในคดี ม.112 กรณีไลฟ์สดในเฟซบุ๊กหน้า UN ช่วงก่อนที่จะมีขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 โดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว EM เป็นหนึ่งในเงื่อนไขในการประกันตัวดังกล่าว


ภายหลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ต่อศาล โดยระบุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากใส่กำไล EM มาเป็นเวลานาน เช่น การเป็นแผลถลอกที่ข้อเท้า หรือความวิตกกังวลที่จะต้องชาร์จแบตอยู่เสมอแม้ต้องออกไปเรียน ซึ่งศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท


ทานตะวันให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้มาถอดกำไล EM หลังจากใส่มาเกือบ 2 ปีแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ที่ได้ปล่อยตัวจากคดีมาตรา 112 ทนายจึงทำคำร้องยื่นต่อศาลเพื่อขอถอดกำไล EM เนื่องจากว่า EM ทำให้เกิดผลกระทบหลาย ๆ อย่างต่อชีวิต อย่างแรกคือ เสียดสีข้อเท้าจนเกิดบาดแผลถลอกและคัน จนตัดสินใจไปหาหมอ ซึ่งหมอก็บอกว่าถ้าจะไม่ให้เป็นแผล ก็คือไม่ให้ตรงนั้นเกิดการเสียดสีอีก นั่นหมายความว่าก็ต้องถอดออกเท่านั้น ตราบใดที่มันยังอยู่ที่ข้อเท้าก็ยังเสียดสีกับผิวและจะยังคงเป็นแผลอยู่เรื่อย ๆ 


นอกจากนั้น เวลาออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เช่น เมื่อไปเรียนก็ค่อนข้างลำบาก เพราะต้องนำสายชาร์จไปด้วยและชาร์จขณะที่อยู่ในห้องเรียน หรือในบางทีในวันที่ยุ่งมากจนเผลอหลับไปโดยทีไม่ได้ชาร์จแบตกำไล EM เจ้าหน้าที่ก็จะโทรมาในช่วงเวลาประมาณตีห้า จนบางทีก็วิตกกังวลทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องรีบชาร์จแบตกำไล EM ก่อน”


เราก็ยื่นเหตุผลพวกนี้ไปเพราะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตจริง ๆ ซึ่งศาลก็อนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยที่มีเงื่อนไขให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท” 


ทานตะวันระบุว่า อย่างไรก็ตาม เธอมองว่ากำไล EM ยังมีข้อดีอยู่ อย่างในเรือนจำที่มีพื้นที่แออัดมาก ผู้ต้องขังในคดีอื่น ๆ ก็มีความคาดหวังว่าจะได้พักโทษและใส่กำไล EM ออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก แต่กรณีที่ศาลนำมาใช้กับคดีทางการเมืองทำให้เกิดความกลัวและปิดปากไม่ให้คนพูด แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะนำมาใช้อย่างไรต่อไป 


ทานตะวันกล่าวทิ้งท้ายว่าขณะนี้มีผู้ต้องขังทางการเมือง 60 คนแล้วที่อยู่ในเรือนจำ อยากฝากให้ทุกคนให้ความสนใจ เพราะยังมีคดีที่ตัดสินอยู่เรื่อย ๆ และมีคนที่เข้าเรือนจำอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน อยากให้ช่วยเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงโดยการพูดถึงพวกเขา และหวังว่าในสักวันหนึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์