วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : รับได้ไหม? สูตรรัฐบาล “อนุรักษ์นิยม” จับมือ “ประชาธิปไตย”

 


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : รับได้ไหม? สูตรรัฐบาล “อนุรักษ์นิยม” จับมือ “ประชาธิปไตย”


ในรายการ เจาะข่าวเด็ด ทาง MONO NEWS

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.10 – 14.50 น.


ผู้ดำเนินรายการ : อีกแค่ 2 วันก็จะถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ เชื่อว่าประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคอการเมืองต่างตั้งหน้าตั้งตารอว่าผลการเลือกออกมาจะเป็นอย่างไร พรรคไหนจะได้อันดับ 1 พรรคไหนจะได้อันดับ 2 รวมไปถึง 3-4-5 แล้วสมการการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเกิดขั้วอนุรักษ์นิยมจับมือกับประชาธิปไตย มันจะเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันนะครับ อยู่กับเรานะครับ อาจารย์ ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานนปช. อาจารย์ธิดา สวัสดีครับ


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : สวัสดีค่ะ


ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์ธิดา ครับ เจอกันครั้งที่แล้วกับอาจารย์คือเลือกตั้งครั้งก่อนเลย เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยน


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ใช่ ใช่ พอใกล้เลือกตั้งก็เชิญอาจารย์มา


ผู้ดำเนินรายการ : ครับ ทุกวันนี้มองว่าเป็นยังไงบ้างครับ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยขนาดไหน


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : เปลี่ยนไปมาก แต่ว่าการเลือกตั้งบ่อยเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประชาชนที่เราอยู่กับสถานการณ์การทำรัฐประหารมานาน เพราะว่าเลือกตั้งมันได้ให้ความรู้ประชาชนว่า นักการเมืองเป็นยังไง? แล้วเวลาที่ผ่านไปเขาทำได้เหมือนที่พูดมั้ย? เราก็จะเห็นปรากฏการณ์ของพรรคการเมืองที่ตกต่ำ และพรรคการเมืองที่ขึ้นสูง ยกตัวอย่างเช่น พรรคประชาชน ถ้ากราฟขึ้นนะ ถ้าภาษาของพวกเรานักวิทยาศาสตร์เขาเรียกเป็น exponential ก็คือขึ้นสูงเลย เขาเรียกว่าไม่มีช่วง latent period เลยนะ ปุ๊บขึ้น แล้วก็ขึ้นไปอีก แต่เที่ยวนี้อาจารย์ว่าอาจจะไม่ใช่เป็น exponential แล้วนะ ถ้าคิดว่าเป็นอย่างนั้นก็คือขึ้นแต่ว่าไม่น่าจะสูงแบบเป็นเท่าตัว คือจาก 88 แล้วก็ถูก กกต. เนี่ย ที่เรากำลังพูดถึง กกต. นะ อาจารย์ว่าความผิด กกต. ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นความผิดเมื่อปี 2562 เพราะว่าผิดทั้งคณิตศาสตร์ ผิดทั้งกฎหมาย ก็คือทำให้พรรคประชาชนซึ่งได้ 88 ที่ ก็เหลือ 81 แล้วก็กลายเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยซึ่งได้คะแนนเพียง 2-3 หมื่นคะแนน แต่ว่าได้สส. 1 คน อันนี้เป็นวิธีคำนวณที่พิสดารมาก คือมันน่าหัวเราะนะสำหรับอาจารย์นะ อาจารย์ว่าให้เด็กมัธยมก็ยังคำนวณได้ถูกต้องมากกว่า แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือมันผิดกฎหมายด้วย เพราะว่าสส.บัญชีรายชื่อ 1 คน มันจะต่ำกว่า 7 หมื่นกว่าคนที่เป็นค่าเฉลี่ยตอนนั้นไม่ได้ มันผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยตรงเลย แต่เขาก็ยังดันทุรังกันจนได้ แล้วพอมาเจอครั้งนี้ก็น่าว่าจะมีความผิดมากขึ้นอีก ก็คือว่าครั้งนี้ประชาชนตื่นตัวก็มีการฟ้องร้องแล้วก็โกรธ กกต. แต่อาจารย์เคยโกรธมาก ๆ นะตอนปี 2562 หลังจากนั้นก็รู้แหละว่ามันมีปัญหา แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใดก็คือคำพูดของ กกต. นะ ที่พูดว่า ไม่พอใจก็ไม่ต้องมาเลือกตั้ง อะไรอย่างนี้ แต่ว่าแกคงพูดประมาณว่ามันเหมือนกับว่าไม่เชื่อกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า แต่แกออกมาแก้ทีหลัง) แต่ว่าอาจารย์ว่าถึงแก้ก็ไม่ได้ แสดงว่าในจิตสำนึกแกไม่เคารพเสียงประชาชน แกไม่ได้มองว่าเสียงประชาชนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าทำผิดทำพลาดไป แม้แต่ 1 เสียง 2 เสียง มันเป็นความผิดที่รุนแรง คือแกไม่ได้ถืออย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่นเลือกตั้งล่วงหน้า แกไม่ได้บอกตั้งแต่ต้นว่าประชามติมันจะต้องลงอีกรอบหนึ่ง ทำให้คนที่ไปออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า 8 แสนกว่าคนเสียสิทธิ์ไป คน 8 แสนกว่าไม่ใช่น้อย และอาจารย์เชื่อว่าคนที่ไปลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า 100% ออกเสียงประชามติกาเห็นชอบ เพราะว่าเขาเป็น active citizen แล้ว คือถ้าเขาเป็นคนที่ไม่ active ไปไม่สะดวกก็ไม่ไปลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ทีนี้ถ้าคนเป็น active citizen แบบนี้แนวความคิด 99% กาเห็นชอบ


ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์มองว่าเลือกตั้ง เลือกพรรคไหนก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องของกฎกติกาการเมืองมันควรจะเปลี่ยนแปลง ใช่มั้ยครับ?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ อาจารย์รับตรง ๆ เลยว่าอาจารย์ต้องการให้มีการแก้ไข แม้ว่าพรรคที่ชูคำขวัญต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาลนะ สมมุติ!!! สมมุติเขาตีว่าเขาได้ 200 เลยเอ้า หมายถึงพรรคส้มได้ 200 ที่ คือเดิมเขาได้ 112 เขต แล้วก็มาได้บัญชีรายชื่ออีก 39 หรืออะไรประมาณนี้นะ ครั้งที่แล้วพรรคก้าวไกลได้ 151 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยได้ 141 ที่นั่ง ต่อให้ครั้งนี้พรรคส้มได้ 200 ที่เหลือมัน 300 เขาก็จับรวมกัน 300 มันก็ชนะอยู่ดี


ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์มองว่าต่อให้พรรคประชาชนได้ 200 แลนด์สไลด์ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : มีโอกาสที่จะตั้งรัฐบาลไม่ได้สูง!!! ยกเว้นถ้าได้ 250 ก็ยื้อกัน อาจจะมีงูเห่า มีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่ว่าอย่างไรก็ตามบางทีเขาก็อยู่ด้วยกันไม่นานแบบครั้งนี้ มันมีความแตกแยกกัน ในที่สุดก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่


ผู้ดำเนินรายการ : แสดงว่า scenario ที่อาจารย์พูดถึงมองว่าพรรคไหนจะเป็นอันดับ 1 น้ำเงินมั้ยครับ?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : พรรคประชาชน อาจารย์ให้ถึงคิดว่า 170-180 มากกว่าเดิม แต่มันไม่ใช่เป็น exponential ไม่กระโดด แต่ว่าขึ้นมากกว่าเดิม แล้วเขาชูคำขวัญ “เปลี่ยนแปลง” และให้เลือก 2 ใบ อันนี้ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูก แต่ว่าปัญหาประเทศไทยมันซับซ้อน มันไม่เหมือนประเทศอื่น ก็คือหมายความว่าปรากฏการณ์ตอนปลายเราจะเห็น ก็คือมีการแสดงออกว่า “รักชาติ/ไม่รักชาติ” หรือกระทั่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นว่ามีปัญหาพระราชอำนาจ มันคนละเรื่องกันเลย นักการเมืองมักจะคิดว่าขั้วไม่มี คิดว่าข้ามขั้ว คือเพื่อไทยก็ข้ามขั้วไปรอบหนึ่ง แต่เพื่อไทยโดนหนักเพราะเพื่อไทยไปโฆษณาก่อนว่าไม่จับมือกับสองลุง แต่เที่ยวนี้คุณยศชนันแกบอกแกจับมือกับใครก็ได้ ก็แปลว่าคุณยศชนันแกไม่เจอข้อหาตระบัดสัตย์ ก็แปลว่าข้ามไปแล้ว คือในช่วงนั้นกระแสลุง่มันแรง แล้วคุณพิธาเสนอคำขวัญ “มีเราไม่มีลุง” อันนั้นมันโดน!!! เพราะลุงยังอยู่ ยังเห็นอยู่ เพราะว่าเราจมอยู่กับปัญหาของประเทศมา 10 ปี ในช่วงคุณประยุทธ์เป็นรัฐบาล ดังนั้นความเสียหายทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มันมาก


ผู้ดำเนินรายการ : ด้วยอารมณ์ของคนตอนนั้นเขาก็เลยเทไปให้ “ส้ม” ถ้าในครั้งนี้ “น้ำเงิน” เป็นอันดับ 2 แล้ว “แดง” สมมุติว่าเป็นอันดับ 3 แล้ว 2 กับ 3 จับมือกันตั้งรัฐบาล ในมุมมองของอาจารย์รับได้มั้ยครับ?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : สำหรับอาจารย์นะ อาจารย์ไม่ใช่ขั้วฝั่งอนุรักษ์นิยม คือพรรคการเมืองเขามักจะคิดว่าเขาไม่มีขั้ว แต่ประชาชนกับฝั่งจารีตนิยมเองออกมาแสดงว่ามีขั้ว สำหรับอาจารย์ถือว่ามีขั้ว อาจารย์เป็นเสรีประชาธิปไตย ทีนี้ถ้าเป็นพรรคน้ำเงินซึ่งแสดงตัวชัดเจนว่าเป็นฝั่งจารีตอำนาจนิยมและมาชูประเด็น “รักชาติ” เล่นหนักมากเช่นที่ภาคใต้ ทั้งคุณอนุทินด้วย อะไรด้วย หมายความว่าตอนโค้งสุดท้ายเอากระแสนี้มา ซึ่งอาจารย์ไม่เห็นด้วย


แต่ว่าอาจารย์เคารพคนที่อยากจะเลือกแบบนี้ ก็คือเราต้องยอมรับว่าในสังคมเรามันมีคนมีความคิดเห็นต่างกัน แต่ความเชื่อของอาจารย์ก็คือคนที่อยู่ฝ่ายเสรีนิยมและเสรีประชาธิปไตยมัน 70 กว่าเปอร์เซ็น ยิ่งมีคนรุ่นใหม่มากขึ้น คนรุ่นใหม่ยิ่งจะเป็นคนจำพวกนี้หมด ไม่ใช่จารีตนิยม จารีตนิยมมันมีแต่จะลดลง ฝั่งเสรีนิยม เสรีประชาธิปไตย มีแต่จะสูงขึ้น แต่ในความเป็นเสรีประชาธิปไตยเราต้องยอมรับได้ว่ามีคนต่างกับเรา แต่ปัญหาก็คือฝั่งจารีตโดยธรรมชาติเขาจะสู้ยิบตา อะไรเห็นต่างก็จับไปขัง หรือว่าจะไปฆ่าทิ้ง หรือใช้อาวุธอย่างที่เคยเกิดขึ้นมา อันนี้มันเป็นท่วงทำนองของฝั่งจารีตนิยม


แต่ถ้าในฝั่งเสรีนิยม เสรีประชาธิปไตย มันจะคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน คำนึงถึงเสรีภาพและความเท่าเทียมกันมากกว่า โลกที่พัฒนาแล้วก็คือความเหลื่อมล้ำไม่ต่างกันมาก คนชั้นกลางมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กระแสของเสรีประชาธิปไตยมันก็จะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ อนาคตมันจะเป็นแบบนี้ แต่ถ้ายังต่อสู้กันแข็งแรงไม่เลิกเราก็จะเห็นแบบที่เกิดขึ้นมา


ในเที่ยวนี้คุณอนุทินก็โผล่มาในลักษณะที่เรียกว่าพูดถึงความไปกันได้ดีกับทหาร ความรักชาติ ปัญหาเรื่องชายแดน ซึ่งอาจารย์ไม่เห็นด้วย ก็แสดงว่าเขาแสดงตัวชัดว่าเขาอยู่ขั้วฝั่งจารีตอำนาจนิยม ครั้งที่แล้วการที่ผิด MOA เขาบอกเขาไม่มีอิทธิพลกับวุฒิสมาชิก พอไม่มีอิทธิพลกับวุฒิสมาชิกก็คือแก้รัฐธรรมนูญใน step 2 ไม่ได้ เราก็เลยต้องมาทำประชามติ step เดียวคือ step แรก อันนี้ก็แสดงชัดเจนว่าขั้วดำรงอยู่


เพราะฉะนั้นในฝ่ายประชาชนมีขั้ว แต่อาจารย์ว่านะพรรคการเมืองมักจะทำเป็นไปไม่เห็น พรรคการเมืองฝ่ายเสรีประชาธิปไตยนะ จะพยายามทำ grand compromise ตลอด ไม่ว่าจะพรรคแดง พรรคส้ม อาจารย์คิดอย่างนั้นนะ แต่ว่าในที่สุดโค้งสุดท้ายก็จะเห็นว่าพรรคฝ่ายจารีตแสดงตัวชัดเจนถึงความคิดความเชื่อ


ผู้ดำเนินรายการ : แต่ในเมื่อทางภูมิใจไทยเขานำเสนอกระแสชาตินิยมมาเต็มที่แล้ว ส่วนพรรคประชาชนเองเขาประกาศชัดเจนบอกว่า นี่คือการเลือกตั้งเพื่อเลือกระหว่าง 2 ขั้ว ขั้วอดีตกับขั้วอนาคต เป็นการผลักให้แยกออกจากกันเลย อาจารย์มองว่าอย่างนี้ทำให้คนที่เป็นเสรีประชาธิปไตยในฝั่งของเสื้อแดงคนที่สนับสนับเพื่อไทย เขาจะลังเลและไปเท “ส้ม” มากขึ้นมั้ย? หรือยังเหนียวแน่นกับเพื่อไทยอยู่


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : คนเสื้อแดงมี 3 กลุ่ม คืออย่างนี้ แม้กระทั่งแกนนำเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเขาก็คิดว่าเสื้อแดงคือเพื่อไทย ในฐานะอาจารย์ที่เป็นอดีตประธานนปช.และร่วมมาตั้งแต่ต้น คำว่า นปช. มาจาก แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ คำว่า Front แปลว่าเรามีความแตกต่างกันนะ มันไม่ใช่เสื้อแดงเพื่อไทยทั้งหมด เสื้อแดงไม่ได้แปลว่าเพื่อไทย เสื้อแดงแปลว่าไม่เอารัฐธรรมนูญ 50 และที่รณรงค์สีเขียวมาจากตอนรณรงค์ให้เห็นชอบ ไฟเขียว รัฐธรรมนูญ 40 ที่มา สีเขียว/สีแดง มันเป็นอย่างนี้


เพราะฉะนั้น เสื้อแดง ไม่ว่าใครจะอ้างอย่างไร อาจารย์ว่าใครจะพูดยังไงก็พูดไป แต่ว่าคำว่า Front แปลว่าเรามีความแตกต่างกัน นั่นก็คือแปลว่ามีทั้งจุดร่วมและจุดต่าง คนที่ใส่เสื้อแดงมันจะมีจุดร่วมในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร แล้วก็ปฏิปักษ์ต่อระบอบจารีตอำนาจนิยม อันนี้ถ้าเป็นเสื้อแดงจริง ๆ แต่ว่าจะมีส่วนหนึ่งที่ว่าเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพรรค เขาคิดว่าเสื้อแดงก็คือพรรค แกนนำบางคนก็พูดอย่างนั้นนะ แกนนำมีชื่อเสียงบางคนที่พูดเก่ง ๆ ที่ยังเป็นกองเชียร์ก็คือมองว่าเสื้อแดงคือพรรคเพื่อไทย มันไม่ใช่!!! เพราะสมัยที่อาจารย์ทำโรงเรียนนปช. บอก 2 ขา ขาหนึ่งอยู่ในเวทีรัฐสภา ขาหนึ่งอยู่นอกรัฐสภา เป็นการสู้ข้างนอก ในเวทีรัฐสภาไม่ได้แปลว่าพรรคเดียวนะ ฉะนั้นพอมีพรรคก้าวไกลขึ้นมา คุณจะเห็นเลยว่าคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยหายไปร่วม 5 ล้านเสียงเลย ซึ่งก่อนหน้านี้มีประมาณ 15 ล้าน หายไป 1 ใน 3 แต่ตอนนั้นยังปิดสวิทซ์ 3ป อยู่ คือคนยังเลือกด้วยความเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย


ถ้าตอนเวลานั้นนะ เพราะอาจารย์เห็นผลเลือกตั้ง 2566 หายไป 5 ล้านเสียง ซึ่ง 5 ล้านเสียงนั้นมันก็ไป “ส้ม” พรรคส้ม มีเหลืองก้าวหน้าหน่อยก็มา แดงก้าวหน้าหน่อยก็มาอยู่ที่ส้ม ฉะนั้น “ส้ม” ก็มีทั้งสองส่วน แต่จริง ๆ ส่วนของคนเสื้อแดงมัน 10 กว่าล้านคนนะ ในสมัยยุคคุณยิ่งลักษณ์ก็ได้ 14.9 ประมาณ 15 ล้านเสียง แล้วหายไป 5 ล้านเสียง่ ปี 2566 ตอนที่รู้ผลการเลือกตั้งประมาณว่าพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไปแล้ว คนจะออกจากพรรค หมายถึงว่าไปลงให้ก้าวไกลอีกครึ่งหนึ่ง ก็คนโกรธมาก แต่อาจารย์รู้จักคนเสื้อแดง เพราะว่าอาจารย์เป็นประธานอยู่ 3-4 ปี อาจารย์ทำงานมวลชนและโรงเรียนนปช.ตลอด มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของประชาชน เสื้อแดงไม่ใช่ก้อนหิน ไม่ใช่หุ่นไล่กาที่ใส่เสื้อแดง เป็นคน!!! ดังนั้นเขาคิดได้ และเราสร้างประชาชนที่คิดได้มาตลอด เขาไม่ใช่ของตาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น อาจารย์ก็มองว่าพรรคเพื่อไทยก็ต้องพยายามรักษา เพราะตอนนั้นพรรคเพื่อไทยคิดว่าตัวเองแลนด์สไลด์ ไม่ได้คิดว่าจะเป็นที่ 2 พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นที่ 1 แปลว่าทั้ง 2 พรรค ไม่รู้จักประชาชน อาจารย์ขนาดรู้จักนะก็ยังนึกไม่ถึงว่าจะหายไปขนาดนั้น


เพราะฉะนั้น อาจารย์ทำนายเลยว่ารอบต่อไป หายไปอีก 5 ล้าน แต่ว่าพอมาถึงตอนนี้พรรคแดงคงไม่หายถึงขนาดนั้น เพราะว่าเขาพยายามเอา ศ.ดร.ยศชนัน ซึ่งมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างโอเค


ผู้ดำเนินรายการ : การมาของ อาจารย์เชน มันช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้มากขนาดไหน หรือว่ามันเป็นแค่การอุดรอยรั่ว ไม่ทำให้แผลมันใหญ่ไปกว่าเดิม


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ช่วยได้ระดับหนึ่ง ประการหลังที่คุณบอกว่าอุดรอยรั่ว อาจารย์ว่าโอเคนะ คืออย่างนี้ พรรคเพื่อไทยก็คือว่าในเรื่องกระแสก็เรียกว่าสู้พรรคส้มไม่ได้ เพราะว่าตลาดของเขาเป็นตลาดเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นโหวตเตอร์ให้พรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งก็อยู่ในระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่ มันก็มีบ้านใหญ่หนีไปเยอะ แต่อาจารย์ก็ยังพยายามมองในแง่ดีนะว่า ประวัติศาสตร์และพื้นฐานการต่อสู้ของคนเสื้อแดงและของเพื่อไทยมันก็ยังมีส่วนด้านบวกอยู่ รวมทั้งที่มีคุณยศชนันซึ่งดูดี ก็น่าจะทำให้ความเสียหายไม่มาก คือกราฟไม่ถึงกับตกมาก อาจารย์มองว่าระดับ 100 คือยังไม่ถึง 2 ตัว (หลักสิบ) ก็ไม่แน่ แต่อาจารย์เรียกว่าพยายามลำเอียงนิด ๆ ก็คือคนเคยมีสัมพันธภาพกัน คือมีความเป็นห่วงอยู่ แต่ว่าเราต้องพูดความจริง ก็คือส่วนที่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่จำนวนหนึ่งอาจจะหายไป แต่มันก็ไม่แน่ เพราะเคยเจอเหตุการณ์เมื่อตอนปี 2554 ที่พรรคภูมิใจไทยและคุณเนวินซึ่งมีบทบาทสำคัญได้อพยพจากเพื่อไทยแล้วก็ไปอยู่กับคุณอภิสิทธิ์ และจนกระทั่งนำมาให้เกิดเหตุการณ์ปี 2553


พอเลือกตั้งปี 2554 เขาก็เอาบ้านใหญ่ที่มัน effective มากไปอยู่กับเขาเยอะนะ แต่ว่าไม่ได้เลย เที่ยวนั้นเพื่อไทยได้กระแสจากการถูกปราบด้วย และพื้นฐานของคนเสื้อแดงที่เทให้ คุณยิ่งลักษณ์ก็ชนะขาดลอย และอาจารย์ทำโครงการตรวจสอบการเลือกตั้ง ใช้คนเป็นแสนเลยนะ อยู่ทุกหน่วยเลยเพื่อสกัดตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ดูว่าในหมู่บ้านแจกกันแค่ไหน และจนกระทั่งวันเลือกตั้ง พูดจริง ๆ ว่าประสิทธิภาพมันไม่สูงหรอก เพราะเขาเป็นมวลชนพื้นฐาน แต่มันมีผลทางจิตวิทยา ก็คือคนในหมู่บ้านให้เช็คกันแล้วรายงาน การรายงานผลการเลือกตั้งไม่ทัน สู้ที่ทางสื่อมวลชนทำกันไม่ได้ แต่ว่าการตรวจสอบเรื่องการใช้เงิน ซึ่งอาจารย์บอกพรรคเพื่อไทยว่าแปลว่าคุณต้องไม่ใช้เงินด้วยนะ เพราะถ้าคุณใช้เงิน พอจับได้เราก็ไม่ไว้เหมือนกัน ในที่สุดเราก็ทำงานค่อนข้างได้ดี เที่ยวนั้นเพื่อไทยและคุณยิ่งลักษณ์ก็ชนะมาก ได้ประมาณ 15 ล้านเสียง


ผู้ดำเนินรายการ : มาถึงวันนี้เราจะยังติดหล่มกับดักเดิม ๆ บ้านใหญ่เดิม ๆ แบบนั้นมั้ย?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : นี่ไงที่อาจารย์กำลังบอกว่าพรรคเพื่อไทย แม้กระทั่งตอนที่คุณทักษิณยังอยู่ เขาก็พยายามจะไปหาเสียงบ้านใหญ่ แม้กระทั่ง อบจ. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะเขารู้อยู่ว่ากระแสเขาอาจจะลำบาก เขาอาจจะรู้ตัวอยู่ว่าเขามีดีลอยู่แล้ว เขาจะต้องข้ามขั้ว ฉะนั้น เขาจะต้องสู้กับภูมิใจไทยโดยเฉพาะในภาคอีสาน ปัญหามันอยู่ที่ว่า บ้านใหญ่ที่ออกไปและที่เข้ามา ตรงนี้จะสามารถดึงคนไปช่วยแต่ละพรรค เช่นไปช่วยภูมิใจไทยได้มั้ย หรือมาช่วยเพื่อไทยได้มั้ย อันนี้มันตอบยาก เพราะอาจารย์มองว่าคนมันไม่ใช่ก้อนหินนะ ในสมัยตอนก่อนหน้านี้เขามีคำขวัญว่า รับเงิน....แต่กาอีกเบอร์หนึ่ง แต่ว่าคนไทยโดยทั่วไปถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่มักจะมีความซื่อตรงไม่อยากหักหลัง รับเงินเขามาก็ต้องกาให้เขา แต่ว่าถ้าเป็นเยาวชนหน่อยก็ไม่สนใจ ซึ่งอันนี้ก็จะทำให้ผลที่ได้มันไม่แน่ พลิกไป


ตรงนี้ถ้าประเมิน อาจารย์มองว่าเพื่อไทยถ้าดูตามความเป้นจริงก็อาจจะเสียเขตไปจำนวนหนึ่ง แล้วก็เสียบัญชีรายชื่อไปจำนวนหนึ่ง ฉะนั้นจาก 141 ก็อาจจะเหลือ 100 ต้น ๆ


ผู้ดำเนินรายการ : ถ้า 100 ต้น ๆ แล้วจับมือกับพรรคภูมิใจไทยที่เป็นขั้วอนุรักษ์นิยม อนุรักษ์นิยมกับประชาธิปไตยมาตั้งรัฐบาล จะจับได้อีกครั้งมั้ย?


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : พรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไปแล้ว อาจารย์ว่าเขาเรียกว่าครึ่งน้ำครึ่งบก หรือสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกก็ได้ ความจริงเขารู้ตัว แต่ว่าไปตกหลุมตอนช่วงหาเสียงปี 2566 ว่าไม่เอาลุง เพราะว่าพอคุณพิธาเขาเสนอ “มีเราไม่มีลุง” เพื่อไทยก็เลยเหมือนกับถูกบีบ กลัวเสียคะแนน แต่ไม่รู้ว่าการไปพูดอย่างนั้นมันยิ่งเป็นด้านลบนะ เพราะตระบัดสัตย์มันเกิดจากตรงนั้น ถ้าพูดเหมือนอาจารย์เชนตอนนี้ บอกว่าอยู่กับใครก็ได้ คำว่าตระบัดสัตย์ก็จะไม่มี เพราะว่าส้มก็มาค้ำอนุทิน MOA ก็ข้ามขั้วเหมือนกัน พูดตรง ๆ แต่เขาคิดว่าข้ามขั้วเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ร่วมรัฐบาล แต่ว่าพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วเพื่อเป็นรัฐบาล ไม่ต้องการจะเว้น 10 เดือน ต่างคนต่างก็มีเหตุผล แต่ว่าจะพูดว่าพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหมดก็ไม่ได้ จะบอกว่าเป็นเสรีประชาธิปไตยทั้งหมดมันก็ไม่เต็มปาก เพราะว่ามันมีข้อเปรียบเทียบ มันไม่มีตัวเลขบอกว่าแค่ไหน แต่มันมีตัวเปรียบเทียบเพราะว่าถ้าเขาไปเปรียบเทียบกับพรรคส้ม คนก็อาจจะมองว่าคุณไม่ใช่แล้ว พรรคส้มต่างหากที่เป็น


ผู้ดำเนินรายการ : มองอย่างนี้ได้มั้ยว่าเพื่อไทยมาสายกลาง ประนีประนอมเพื่อให้สามารถให้เมืองไทยเดินต่อไปข้างหน้าได้


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : อันนี้ก็เป็นวิธีคิดเขาก็จะมีคนที่เห็นใจ ยอมรับจำนวนหนึ่ง แต่ก็อย่าลืมว่าครั้งนี้ในโค้งสุดท้าย พรรคของคุณอนุทินออกมาพูดชัดเจน เขารักชาติ เขารักสถาบัน แล้วเขารักทหาร เขาไม่เคยตั้งคำถามกับทหาร เขาไปกันได้ดีกับทหาร อันนี้คือบอกขั้วชัด เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่มีขั้นมันไม่ใช่ แปลว่าคุณอนุทินต้องการจะไปโอบล้อมว่าประชาชนที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่าไปเลือกพรรคอื่นเลย มาเลือกพรรคนี้ให้หมด “ส้ม” ก็เลยบอกว่าก็ต้องเลือกเขา 2 ใบเหมือนกัน มันก็เลยกลายเป็นว่าหัวขบวนต่อสู้กันระหว่าง “ส้ม” กับ “น้ำเงิน” แต่ “น้ำเงิน” เขาได้เปรียบกว่า ถึงแม้เขาจะคะแนนน้อยกว่านะ เขาได้เปรียบกว่าเพราะว่าเขาสามารถอ้างว่าเขามีใบอนุญาตที่ 2 แล้วไปดึงพรรคอื่น ๆ มาร่วมกันหมด


คือถ้าพรรคส้มได้ไม่ถึง 250 มันก็มีความยากลำบาก แต่อาจารย์ว่าถ้าเขาถึงขนาด 200 นะ แต่ตอนนี้อาจารย์ว่า 180 มีโอกาสเป็นไปได้สูง และอาจารย์เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยได้ไม่เท่า ต่อให้น้อยกว่า 30-40 เสียง เขาก็จัดรัฐบาล


ผู้ดำเนินรายการ : ทิ้งท้ายอย่างนี้ อยากให้อาจารย์ช่วยมองประเมินว่าในสังคมไทยด้วยบริบทปัจจุบัน อาจารย์มองว่าประชาชนอยากจะเห็นรูปแบบของรัฐบาลออกมาเป็นแบบไหน สีอะไรจับกับอะไร เป็นไปได้บ้าง


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ถ้าเราเอาคะแนนเสียงของการเลือกบัญชีรายชื่อมา อาจารย์ว่าประชาชนไทยขณะนี้ 80% เพราะครั้งก่อนมัน 68% ครั้งนี้ก็ 70-80% เลย ที่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยแบบสากล ก้าวหน้า พวกจารีตหรืออนุรักษ์นิยม ไม่ถึง 30% แล้ว เหลือน้อย แต่เขาไม่ยอมแพ้ไง แล้วก็พยายามใช้กติกาต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อที่จะทำให้คน 30% สามารถที่จะเป็นรัฐบาลได้ เหมือนที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์โกรธ กกต. ปี 62 คำนวณประสาอะไรเด็กก็ยังต้องหัวเราะเลย


ผู้ดำเนินรายการ : เพราะฉะนั้นมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการสู้กันระหว่างอดีตกับอนาคตจริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่เลือกไปทางอนาคตแล้ว


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ : ใช่ แต่ว่าอดีตก็ไม่ยอมแพ้ อาจารย์ก็มองว่าไม่ยอมแพ้ก็ไม่ยอมแพ้ อย่างน้อยประชามติมันจะบ่งบอกว่า ถ้าประชามติ “เห็นชอบ” มากกว่า แปลว่าคนต้องการเปลี่ยน แม้นว่าฝ่ายเสรีประชาธิปไตยไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม


#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #เลือกตั้ง2569